การบำเพ็ญเพื่อภพภูมิต่างๆ ต่างกันอย่างไร

การบำเพ็ญเพื่อภพภูมิต่างๆ ต่างกันอย่างไร

การบำเพ็ญเพื่อภพภูมิต่างๆ ต่างกันอย่างไร

ในบทความนี้จะกล่าวถึงการปฏิบัติธรรม บำเพ็ญบุญบารมี ที่แตกต่างจากมุมมองอื่นโดยทั่วไป เพราะมุ่งเน้นเจาะจงอย่างชัดเจนว่าทำอะไรได้ระดับใด ดังจะอธิบายต่อไปนี้

สุคติภูมิและทุคติภูมิ

บุคคลจะถูกแยกออกจากกันเมื่อตายแล้วไปสู่สุคติภูมิ และทุกคติภูมิ โดยทุคติภูมิมีสี่ภพ ที่เรียกว่า “อบายภูมิ ๔” ได้แก่ สัตว์นรก, เปรต, อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉาน ส่วนสุคติภูมิ นับตั้งแต่มนุษย์ไปจนถึงเทพเทวดา สองอย่างต่างกันเพียงเทวธรรม คือ หิริโอตตัปปะ เท่านั้น หากมีหิริโอตตัปปะก็ไปยังสุคติภูมิ หากขาดซึ่งหิริโอตตัปปะก็ตกอบายภูมิ ๔

ให้สำรวจจิตตนเองว่ามีความอายที่จะทำชั่วบ้างไหม กลัวบาปบ้างไหม ถ้ามีก็สุคติภูมิแน่นอน ต่อไปให้ตรวจดูว่าบุญบารมีจะส่งผลถึงสวรรค์หรือสุคติภูมิในภพภูมิไหนต่อไปนี้

สุคติภูมิ ๔

บทความฉบับนี้ได้จำแนกสุคติภูมิใหม่ให้ง่ายต่อความเข้าใจมากขึ้น แต่ยังคงความหมายที่ถูกต้องตามพระไตรปิฎกตามเดิมโดยรวมธรรมของทั้งเถรวาทและมหายานเข้าด้วยกัน  ทำให้ง่ายขึ้นต่อการเข้าใจ ซึ่งใช้ได้กับทุกศาสนาครอบคลุมทั้งหมด และเป็นการแบ่งอย่างคร่าวๆ เป็นเบื้องต้นก่อนที่จะแบ่งอย่างละเอียดขึ้นในแต่ละส่วนเท่าที่จำเป็นต่อไป โดยจะมุ่งเน้นรายละเอียดในส่วนของสวรรค์ทั้งหกชั้นมากกว่าส่วนอื่นเป็นสำคัญ ดังนี้

๑)   มนุษย์โลก

คือ ผู้ที่มีทั้งดีและชั่วพอๆ กัน และมีจิตคิดกลับตัวกลับใจ คิดอยากพ้นไปจากอบายภูมิสี่ แต่บุญบารมีไม่มากพอที่จะไปเสวยบุญยังภพภูมิที่ดีกว่านี้ ก็ต้องจุติเป็นมนุษย์บนโลกก่อน เพื่อชดใช้กรรมและสั่งสมบุญบารมี ผู้ที่มีทั้งดีและชั่วพอๆ กัน และไม่อยากไปยังภพภูมิอันเลวร้าย กลัวหรือเบื่อหน่ายในทุคติภูมิแล้ว จะมาจุติที่นี่ก่อน แต่ส่วนใหญ่จิตจะจุติมาเป็นมนุษย์ได้ยากที่สุดในภพภูมิอื่น เพราะภพภูมิอื่นนั้นเมื่อจุติไปแล้วมีระบบรองรับดวงจิตที่จุติอย่างมีระเบียบมาก เช่น ในนรกก็มีระบบลงโทษไม่อาจออกนอกกรอบได้, บนสวรรค์ก็มีระบบเสวยบุญ โดยไม่ต้องกระทำกรรม อยู่ดีๆ ของทิพย์ อาหารทิพย์ก็มาเอง ดังนั้น ภพภูมิเหล่านี้จึงได้รับผลกระทบน้อยกว่าโลก โลกจึงเป็นที่สงวนปกป้องให้เกิดได้ยาก การเกิดเป็นคนจึงยาก เพราะสาเหตุว่าเกิดแล้วต้องกระทบกระทั่งมาก

๒)   เทวโลก

คือ ผู้มีเพียงหิริโอตตัปปะขึ้นไป ก็จุติยังเทวโลก คือ สวรรค์ทั้งหกชั้นได้ ตามแต่กำลังบุญจะส่งถึงสวรรค์ชั้นไหน และจิตต้องการชั้นไหนด้วย เช่น บุญมากพอไปได้ทุกชั้น แต่ถ้าต้องการไปเพียงชั้นสี่ก็สามารถทำได้ การทำบุญบารมีให้ถึงเทวโลกนี้ไม่ยาก และไม่จำเป็นต้องใช้เงินทำบุญมากมาย เพียงแต่จิตมีพัฒนาการที่ตรงกับสวรรค์ชั้นนั้นๆ เพียงแค่หญ้าหนึ่งกำก็เป็นผลบุญมากได้เหมือนกัน บางท่านไม่เคยทำบุญด้วยเงินให้พระเลย แต่ได้ปลูกต้นไม้ไว้ให้ผู้คนได้หลบร่มเงา โดยไม่เคยบอกใคร เพียงขณะทำจิตคิดว่าจะให้เป็นที่ร่มเงาผู้อื่นเท่านั้น ก็สามารถได้บุญมากมายได้ ดังนั้น อย่าคิดว่าเรามีกรรมไม่ดีมาก ต้องทำบุญมากจะได้หักลบกลบหนี้กัน เหลือพอขึ้นสวรรค์ อันนี้ไม่ใช่ กรรมดีส่วนกรรมดี กรรมเลวส่วนกรรมเลว ต่างกรรมต่างวาระ หักลบกันไม่ได้ ต้องเสวยวิบากกรรมทั้งสองส่วนครบ เมื่อเสวยกรรมดีบนสวรรค์หมดแล้ว ก็ต้องจุติลงนรกไปเสวยกรรมเลวด้วย การทำบุญมากๆ ไม่ช่วยปิดอบายภูมิ ไม่ช่วยให้พ้นนรกเลย แต่การปฏิบัติธรรมให้ถึงพระโสดาบันขึ้นไปเท่านั้น จึงจะพ้นอบายภูมิสี่ได้จริง พ้นนรกได้อย่างแท้จริง ดังนั้น ถ้ามีผู้สอนว่าทำกรรมเลวมามากแล้ว ต้องทำบุญมากๆ ให้หักล้างกัน จึงจะได้สวรรค์นั้น ขอให้เข้าใจว่าเป็นคำสอนที่ผิดทางพุทธศาสนา ไม่จริงเลย ต้องปฏิบัติจิตจนบรรลุอย่างน้อยโสดาบันขึ้นไปต่างหาก ที่จะพ้นนรก พ้นอบายภูมิสี่ได้จริง ขอให้เข้าใจตรงกันด้วย     

๓)   พรหมโลก

คือ ผู้ที่มีจิตศรัทธาตรงต่อพรหมโลก มีกำลังบุญหนุนหรือกำลังจิตหนุนพอที่จะจุติยังพรหมโลกได้ เมื่อละสังขารจิตจึงจุติได้ถึงพรหมโลก สาเหตุเพราะพรหมโลกอยู่ห่างไกลออกไปจากสวรรค์ทั้งหกชั้นมาก สวรรค์ทั้งหกชั้นอยู่ติดกับโลกมนุษย์ โดยมีสวรรค์ชั้นแรกอยู่ติดพื้นโลกขึ้นไปบนฟ้า ส่วนสวรรค์ชั้นต่อๆ ไปจะสูงขึ้นไปบนฟ้ามากขึ้นเรื่อยๆ แต่พรหมโลก เป็นอีกโลกธาตุหนึ่งในหมื่นโลกธาตุในจักรวาลนี้ อยู่ไกลจากโลกมาก กำลังบุญตามปกติไม่สามารถไปถึงได้ กำลังของเทวธรรมก็ไปไม่ถึง กรณีแรก คือ ใช้กำลังจิตมากพอ คือ ระดับ “ฌาน” จึงจะสามารถถึงพรหมโลกได้ กรณีที่สองคือ “ความศรัทธา” ที่แน่วแน่ และการทำความดีจนเกิดผลบุญร่วมกับเทพเจ้าในพรหมโลกที่ตนศรัทธา ก็อาศัยกำลังบุญหนุน ร่วมกับกำลังจิตศรัทธาแน่วแน่ตรงต่อพรหมโลก หรือเทพเจ้าในพรหมโลกก็จะจุติยังพรหมโลกได้สำเร็จ เทพเจ้าในพรหมโลก ก็คือ เทพเจ้าฮินดูนั่นเอง การนับถือองค์ใดองค์หนึ่งก็ได้ ไม่จำเป็นต้ององค์ที่ใหญ่ที่สุด แต่ต้องมีศรัทธาที่แน่วแน่

๔)   สุขาวดีโลก

คือ ผู้ที่มีจิตศรัทธาตรงต่อสุขาวดี มีกำลังบุญหนุนหรือกำลังจิตหนุนพอที่จะจุติยังสุขาวดีได้ เมื่อละสังขารจิตจึงจุติได้ถึงสุขาวดี สาเหตุเพราะสุขาวดีอยู่ห่างไกลออกไปจากพรหมโลกมากขึ้นไปอีก สวรรค์ทั้งหกชั้นอยู่ติดกับโลกมนุษย์ ส่วนพรหมโลก อยู่เหนือไปอีกจากสวรรค์ทั้งหกชั้น เลยพรหมโลกไปแล้วจึงเป็นสุขาวดี ดังนั้น จึงไกลจากโลกมาก กำลังบุญตามปกติไม่สามารถไปถึงได้ กำลังของเทวธรรมก็ไปไม่ถึง กำลังจิตของพรหมก็จุติไปไม่ถึง กรณีแรก คือ ใช้กำลังจิตมากพอ คือ ระดับ “ปณิธาน” จึงจะสามารถถึงสุขาวดีได้ คือ การตั้งจิตแน่วแน่ที่จะโปรดสัตว์มากมายไปไม่มีที่สิ้นสุด กรณีที่สองคือ “ความศรัทธา” ที่แน่วแน่ และการทำความดีจนเกิดผลบุญร่วมกับเทพเจ้าในสุขาวดีที่ตนศรัทธา ก็อาศัยกำลังบุญหนุน ร่วมกับกำลังจิตศรัทธาแน่วแน่ตรงต่อสุขาวดี หรือเทพเจ้าในสุขาวดีก็จะจุติยังสุขาวดีได้สำเร็จ เทพเจ้าในสุขาวดี ก็คือ หรือพระยูไล, พระโพธิสัตว์ นั่นเอง การนับถือองค์ใดองค์หนึ่งก็ได้ ไม่จำเป็นต้ององค์ที่ใหญ่ที่สุด แต่ต้องมีศรัทธาที่แน่วแน่ สามารถสร้างบุญบารมีร่วมได้กับศาสนาพุทธมหายาน, คริสต์, อิสลาม ฯลฯ โดยผู้ปฏิบัติทั้งสามศาสนานี้ จะมีที่จุติไปสองที่ คือ สวรรค์ชั้นดุสิต กับสุขาวดี ตามต้องการ ท่านที่จิตจุติไปที่พระเจ้าจะถึงสุขาวดี แต่ถ้าไปที่พระเยซูหรือพระนบีมูฮัมหมัดจะไปที่สวรรค์ชั้นดุสิต ทั้งสองพระองค์จะรอคอยอยู่ใกล้โลกมากกว่า เพื่อช่วยเหลือมวลมนุษย์  

สวรรค์หกชั้น

๑)   ชั้นจตุมหาราชิกา

เพราะทำบุญติดกรรม คือ ขณะทำจิตไม่บริสุทธิ์ มีความโลภ, โกรธ, หลงขณะทำ อาศัยบุญนั้นก็จุติที่สวรรค์ชั้นนี้ มีกายทิพย์เป็นเทวดากึ่งสัตว์เดรัจฉาน เพราะบุญไม่บริสุทธิ์

๒)   ชั้นดาวดึงส์

เพราะทำบุญไม่ติดกรรม แต่ติดบริวารว่านเครือ ติดสังคมพวกพ้อง ตามเขาไปทำบุญ ไม่สามารถไปเองได้ คิดเองไม่ได้ ไม่ค่อยมีภาวะผู้นำ หรือมีก็เป็นผู้นำคนเหล่านี้ไปทำบุญ

๓)   ชั้นยามา

เพราะทำบุญไม่ติดกรรม ไม่ติดบริวาร ทำด้วยตัวเอง ตัดสินใจเอง ไปทำเองคนเดียวก็ได้ แต่ยังห่วงบริวารอยู่ ละบริวารไม่ได้ หรือคิดอยากพ้นสังคมโลกมาสังคมธรรมแท้จริง แม้ไม่บรรลุธรรมใดก็ตาม ก็จุติมาชั้นนี้ มีสองแบบ แบบที่เป็นเทพกษัตริย์ และแบบภิกษุ

๔)   ชั้นดุสิต

เพราะทำความดีไม่ติดกรรม ไม่ติดบริวาร ตัดสินใจเอง มีภาวะผู้นำในตัว ละแล้วจากการยึดมั่นให้บริวารเป็นของตน แต่แม้เข้าทางธรรม ก็ยังคิดทำเพื่อผู้อื่น จึงเหนือขึ้นไปมาอยู่ชั้นนี้ ชั้นนี้ เห็นความสุขผู้อื่นมาก่อนตน ยอมเสียสละได้เพื่อผู้อื่นโดยไม่หวังให้ตอบแทน

๕)   ชั้นนิมานรดีและชั้นปรนิมมิตวสวัตตี

เพราะทำความดีไว้มากล้น แต่ยึดตัวกูของกู ยึดมั่นความดีจนหลงตัวเอง ไม่เชื่อใคร ใครก็สอนไม่ได้ ไม่จริงใจต่อคน ต่อหน้าทำดี ใจคิดคด มีเล่ห์มายา ยึดติดในสิ่งที่ตนเกลียดชัง มองโลกไม่ครบสองด้าน ชอบแบ่งแยกพวกเขาพวกเรา เพ่งเล็งเกลียดฝ่ายตรงข้าม

ข้อแตกต่างของผู้จุติที่ชั้นดุสิตและสุขาวดี

ผู้บำเพ็ญบุญบารมีจนบรรลุโพธิจิต มีกายทิพย์เป็นโพธิสัตว์ จะจุติไปยังสองภพภูมิ คือ ที่ดุสิตและสุขาวดีที่ดุสิตจะใกล้โลกมากกว่าช่วยมนุษย์ได้มากกว่า ที่สุขาวดีจะไกลออกไป ทำให้ไปมาลำบากหน่อย ต้องแบ่งภาคจิตลงไปเกิดเลย อุปมาเหมือนคนที่อยู่อเมริกาจะมาเที่ยวเมืองไทยบ่อยๆ ทำไม่ได้ ก็มาอยู่ในประเทศไทยเลยช่วงระยะเวลาหนึ่ง อันนี้คือ แนวทางการโปรดสัตว์ของสุขาวดี แต่ดุสิตนั้น เหมือนคนที่อยู่เกาะสีชัง ต้องการจะโปรดใครในประเทศไทย ก็ขึ้นเรือมาก็ได้ ที่สุขาวดีนั้น จะมีความเป็นอยู่ต่างจากดุสิตมาก ที่ดุสิตจะมีผู้จุติไปน้อยมาก วิมานอยู่ห่างกันไกลมีที่กว้างขวาง เงียบสงบเหมาะสำหรับการบำเพ็ญภาวนา เป็นที่ที่ไกลและใกล้พอดีกับโลก เพราะหากใกล้โลกเกินไปจะไม่สงบ และได้รับผลกระทบจากมนุษย์โลกบ่อยๆ แต่หากไกลเกินไป ก็จะลงมาโปรดยากขึ้น ทั้งสวรรค์ชั้นห้าและหกที่อยู่สูงขึ้นไปนั้น ก็เป็นเกราะป้องกันพลังไม่ดีจากภายนอกที่เข้าสู่โลกด้วย ดังนั้นสวรรค์ชั้นดุสิต (ชั้นที่สี่) และชั้นยามา (ชั้นสาม) จึงเป็นที่ตรงกลาง บุคคลจะจุติที่ดุสิตนั้น จะทำตนปลีกวิเวกมากขึ้น อยู่สงบมากขึ้น และนิยมความสมถะ วิมานจะไม่ใหญ่เพราะอยู่กันไม่มาก บริวารจะไม่ได้อยู่ร่วมในวิมาน แต่อยู่สวรรค์ชั้นล่างลงไป คือ ชั้นสาม, สอง และหนึ่ง นี่เพราะไม่ยึดบริวารจึงห่างไปจากบริวารอย่างนี้ ส่วนสุขาวดีนั้นจะอยู่เหมือนเมืองใครเมืองมัน วิมานใหญ่สวยงามอลังการ เหมือนพระราชวัง ในนั้นจะมีบริวารอยู่ด้วยกันเหมือนพรหมโลกที่พรหมก็มีบริวารอยู่ร่วมด้วยได้ แต่สวรรค์ทั้งหกชั้นนี้จะแยกกันชัดเจน ไม่มีบุญพอจะอยู่สวรรค์ชั้นเดียวกันไม่ได้ แม้เป็นบริวารที่ศรัทธาก็จะต้องแยกกันอยู่ตามบุญบารมี อาศัยศรัทธามาอยู่ร่วมวิมานท่านไม่ได้หากไม่มีบุญบารมีพอ ในสุขาวดีนั้น นอกจากวิมานใหญ่แล้ว ยังมีสวนผลไม้ สวนดอกไม้ของเมืองตนเองด้วย เป็นผลบุญร่วมกันของแต่ละท่านที่อยู่ในวิมานนั้น ได้เสวยบุญร่วมกัน แต่ในดุสิตจะไม่มี เป็นวิมานเดี่ยวๆ เล็กๆ พออยู่อย่างสงบวิเวก เหมือนกุฏิฤษี แต่ก็สวยงามพอควร ส่วนที่อื่นๆ ก็เป็นส่วนสาธารณะ เช่น สวนท้อสวรรค์ ฯลฯ แต่ละท่านที่อยู่ดุสิตก็สามารถไปดูได้ เหมือนชั้นดาวดึงส์ ก็มีพระจุฬามณีเจดียสถานเป็นสถานที่สาธารณะ

ผู้จุติที่สุขาวดีทำอย่างไร

มีสองลักษณะคือ ผู้ที่บำเพ็ญธรรมได้ยูไล หรือพระมหาโพธิสัตว์ที่ศรัทธาต่อองค์ยูไล ก็จุติไปยังที่นี่ได้ด้วยบุญบารมีที่ทำไว้นั้น กรณีที่สองคือ เพราะศรัทธาต่อพระยูไลหรือพระโพธิสัตว์ ช่วยงานท่านด้วยภักดีจนตายแล้ว จึงจุติที่นี่ แม้ไม่ได้กายพระโพธิสัตว์หรือยูไลก็ตาม ทั้งหมดที่อยู่วิมานเดียวกันจะยึดมั่นกันมาก ห่วงกันมาก จึงได้ไปวิมานเดียวกันในสุขาวดี เมื่ออยู่บนโลก พวกเขามักร่วมกันสร้างวัด, สถานธรรม, สาธารณกุศล ฯลฯ และช่วยคนมากมาย ทั้งทางโลกและทางธรรม บุญมากมาย จึงส่งผลทั้งทางโลกและทางธรรมอย่างนั้น แต่ไม่ค่อยมีอิสระ และไม่ค่อยสงบวิเวกเท่าที่ดุสิตนัก มีภาระติดตัวมาก 

ผู้จุติที่ดุสิตทำอย่างไร

มีสองลักษณะคือ ผู้ที่บำเพ็ญธรรมได้ขั้นเซียนนิยมอยู่วิเวก มีวิชชาความรู้เป็นของตนเอง แต่ไม่ค่อยสนใจช่วยเหลือใครนัก แค่เอาตัวเองรอดไปก็พอ แต่บางครั้งก็มีใจช่วยคนได้เหมือนกัน ตามแต่วาระ หรือผู้มีบารมีร้องขอ เรียกว่า “เซียน” อีกกรณีคือ ผู้บำเพ็ญธรรมได้ถึงโพธิสัตว์ แต่บุญไม่มาก หรือไม่เน้นสร้างถาวรวัตถุ ไม่เน้นสร้างบุญมาก นิยมอยู่แบบสันโดษ, สมถะ, เรียบง่าย และวิเวก ไม่นิยมให้บริวารมาศรัทธาหลั่งไหลมากมาย แต่นิยมอยู่เงียบๆ ปฏิบัติเพื่อทางธรรม ไม่ค่อยนิยมทางโลก แต่จิตยังปรารถนาช่วยผู้อื่นก่อนตนเอง บางท่านเกิดเป็นกษัตริย์ แต่ใจเบื่อหน่ายทางโลก จำใจต้องทำหน้าที่ไป แต่ก็ช่วยเหลือมวลมนุษย์ด้วยจิตเมตตา ก็ได้ชั้นดุสิตได้ บางท่านเป็นพระอยู่อย่างสันโดษเงียบๆ แต่คิดช่วยเหลือผู้คน แม้ไม่มีผลงาน บุญไม่มาก แต่จิตก็เกิดโพธิจิตแล้ว ก็จุติชั้นนี้ได้ ความเป็นอยู่ยามอยู่บนโลกของผู้ได้ดุสิตมักเรียบง่าย ไม่ค่อยมีบริวารมาห้อมล้อมศรัทธานัก แต่ความเป็นอยู่ของผู้ได้สุขาวดีจะเหมือนกันศาสดาใหม่เลยทีเดียว คือ จะมีผู้ห้อมล้อมศรัทธาเหนียวแน่นมากมาย เพราะความยึดมั่นกันนั้นเอง จึงทำให้ไปอยู่ด้วยกัน  

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น