รวมบทความที่ได้จากการสื่อสารทางจิต เกี่ยวกับโลกแห่งจิตวิญญาณ

รวมบทความที่ได้จากการสื่อสารทางจิต เกี่ยวกับโลกแห่งจิตวิญญาณ

อนุตรธรรม เรื่อง กิจที่ต้องชำระนั้น เบื้องบนจะมีมาตรฐานให้ในแต่ละยุคสมัย

อายุขัยมนุษย์ในแต่ละยุคไม่เท่ากัน ยุคนี้ไม่เกินร้อยปี แต่ยุคสมัยอื่นๆ มีเป็นพันปี หมื่นปี ดังนั้น จำนวนดวงจิตที่จรเข้าออกในกายสังขารหนึ่งๆ จึงไม่เท่ากันในแต่ละยุค เช่นในยุคนี้ มีดวงจิตจรอยู่ ๘๙ ดวง หรือ ๑๒๑ ดวง ดังนั้น เราจึงมีเวรกรรมต้องรับ ต้องชำระกรรม เท่ากับจิตทั้งหมดนั้นแต่ถ้าเราเกิดในยุคที่มีอายุยืนมาก ดวงจิตเราจะมาก ก็ต้องรับชำระกรรมมากด้วยเช่นกัน ดังนั้น กิจของเราในยุคที่มีอายุเป็นพันปีอาจรวมแล้วมากกว่าตอนอายุร้อยปี อนึ่ง ในยุคนี้ เรามีอายุขัยสั้นลง เราทำกิจกันมาก วุ่นวายมาก เพราะเราต้องเร่งชำระกรรม ชำระกิจด้วย กายสังขารและจำนวนดวงจิต ตลอดจนอายุขัย และปริมาณกรรมที่เราต้องรับ จะต้องพอดี สมดุลกัน ในแต่ละยุคจึงไม่เท่ากันตามเหตุปัจจัยดังกล่าว

อนึ่ง กรรมหนึ่งกรรมนั้นเราไม่อาจชดใช้ได้หมดในชาติเดียว ระบบการชำระกรรมจึงคล้ายกับระบบผ่อนส่งของมนุษย์คือ ผ่อนเป็นงวดๆ หรือเป็นชาติๆ ไป รวมประมาณ ๕๐๐ ชาติต่อหนึ่งกรรม ถ้ากรรมหนักก็มากกว่านี้ ถ้ากรรมน้อยก็น้อยกว่านี้ ยืดหยุ่นปรับไปตามเหตุปัจจัย เมื่อเรารับกรรมหนึ่งชาติ จิตวิญญาณของเราจะเรียนรู้และพัฒนาขึ้นเล็กน้อย เป็นเช่นนี้หลายต่อหลายชาติ เราก็จะเข้าสู่ครรลองของนิพพาน โดยในชาติสุดท้าย เราก็จะเหลือหนี้กรรมบางส่วนให้ชำระชดใช้ ส่วนที่เหลือนี่เอง ที่เป็น “กิจ” ของผู้บรรลุธรรม อันต่างกันไปตามกรรมของแต่ละท่าน แต่สำหรับพระอรหันตสาวกของพระพุทธเจ้าทั่วๆ ไปแล้ว มักชำระกรรมมามากดีแล้ว จนเหลือกิจไม่มากเลยคือกิจเพียงแค่เป็นเนื้อนาบุญของโลกเท่านั้น ทว่า เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว ดวงจิตอื่นๆ ที่มีกรรมมากขึ้นก็ได้มาเกิด อาศัยพระพุทธศาสนาเพื่อนิพพานต่อไป ช่วงนี้เองที่มีดวงจิตที่มีกรรมมากกว่าแค่กิจเนื้อนาบุญของโลก คือ ไม่ใช่แค่ทำกิจบิณฑบาตเท่านั้น บางองค์ต้องรอคอยโปรดศิษย์ของตนนานมากกว่าจะนิพพานได้ บางองค์ต้องรออีกนานมากเพื่อปราบพญามารกว่าจะนิพพานได้ นี่เรียกว่า “กิจค้างชำระของพระอรหันต์” ซึ่งหลังกึ่งพุทธกาลนี้ มีกันหมดทุกรูป รูปใดไม่มี เขาจะจัดให้มาเกิดยุคเดียวกับพระพุทธเจ้าและได้นิพพานไปหมดแล้ว ที่เหลือมาเกิดกันนี้ กรรมมากทั้งนั้น ต้องมีกิจชดใช้กันทั้งนั้น ดังนั้น ชาติหนึ่งๆ ของเราจะมีกิจเฉพาะทั้งหมดสำหรับผู้ที่บรรลุธรรมแล้ว แม้จะยังไม่เอานิพพานก็ตาม แต่ละท่านจะรับกิจมากน้อยแตกต่างกันไปทั้งสิ้น บางท่านก็หลงทาง ไม่ทำกิจของตน อันนี้ พอตายแล้วเบื้องบนลงโทษหนัก ต้องลงมาทำกิจใหม่ จนกว่าจะสำเร็จ เพราะไม่รู้จักหน้าที่ ทำผิดหน้าที่นั่นเอง การโดนสวรรค์ลงทัณฑ์นั้นมีบ่อยๆ ไม่ใช่ของแปลกแต่อย่างใด ความผิดพลาดมีได้เสมอๆ ดังนั้น พระโพธิสัตว์ทุกองค์พึงระวัง รับกิจใดมาก็ทำกิจนั้นให้สำเร็จ    

ในยุคนี้ มนุษย์มีอายุขัยไม่ถึงร้อยปี มาตรฐานในการชำระกรรมคือ การชำระกรรมกับดวงจิต ๘๙ ดวง หรือ ๑๒๑ ดวง สำหรับท่านที่พร้อมจะนิพพาน แต่สำหรับท่านที่ยังไม่เอานิพพาน สามารถโปรดจิตวิญญาณได้มากกว่านี้ก็ได้เท่าที่กำลังจะมีได้ หรือบางท่านอาจละกิจการโปรดจิตวิญญาณไปโปรดสัตว์อื่นแทนก็ได้ เช่น การโปรดมนุษย์ เป็นต้น ทั้งนี้ ต้องมีปัญญาแจ้งก่อนจริงๆ ว่าเราเกิดมาเพื่อทำกิจใด กิจที่เราต้องทำเสร็จหมดหรือยัง หรือยังเหลืออยู่ยังนิพพานไม่ได้ หรือหมดแล้วเตรียมรอนิพพานได้จริงๆ อันนี้ จะต้องมีปัญญาญาณจึงจะหยั่งถึงได้ ซึ่งพระอรหันตสาวกบางองค์อาจมักไม่มีญาณระดับนี้ แม้แต่พระอรหันตสาวกบางรูปยังถูกรูปอื่นๆ ที่มีญาณหยั่งได้ท้วงติงว่าไม่ทำกิจใดเลย จึงให้ไปทำกิจเสียก่อนนิพพาน เป็นต้น อันนี้ก็มีมาแล้ว เช่น พระอาจารย์ของพระนาคเสน เป็นต้น

การรับกิจรับกรรมมากเกินไป ทำให้กายสังขารเสื่อมโทรมมากเกินควร ในขณะเดียวกันการรับกิจรับกรรมน้อยเกินไป ก็ทำให้ชาติภพยาวออกไปมากเพราะทำให้ชำระหนี้กรรมได้น้อยนั่นเอง (บุคคลที่เอาแต่ชดใช้กรรมจะไม่ได้ทำกิจอันควร แต่บุคคลที่เอาแต่เสวยบุญก็จะมีหนี้กรรมติดมาก) ดังนั้นการรับกิจและรับกรรมจึงต้องมีความพอดีต่อกายสังขารหนึ่งๆ ต่ออายุขัยที่ได้รับในชาติหนึ่งๆ ดังนั้น แต่ละชาติที่เกิด บางครั้งถ้าเสวยอายุมนุษย์ยาวนานก็จะมีดวงจิตจรเข้ามาสู่ร่างกายได้มากกว่าชาติที่เสวยอายุขัยมนุษย์น้อยๆ

อนุตรธรรม เรื่อง พระโพธิสัตว์และพระพุทธเจ้าจะร่วมกันโปรดสัตว์อย่างไร

พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว แต่ไม่ได้แปลว่าหายไป สูญไป ท่านเข้าถึงนิพพานด้วยอาการสูญ แต่นิพพานที่แปลว่าสูญนั้น จริงๆ ไม่ใช่ความว่างสูญ ความว่าง ก็คือ ปริเฉทรูป หรือถ้าพิจารณาธาตุอยู่ก็คือ อากาสธาตุ อุปมาเหมือนคนวิ่งเข้าหาเป้าหมาย ย่อมต้องมีเส้นทางวิ่งไป แต่เส้นทางนั้นไม่ใช่เป้าหมาย และเป้าหมายก็ไม่ใช่เส้นทาง เพียงแต่ต้องอาศัยเส้นทางเข้าไปถึงเป้าหมายเท่านั้น ความหมายของนิพพานที่แปลว่าสูญ ก็เป็นเพียงป้ายบอกทางตรงนิพพาน แต่นิพพานจริงๆ ไม่ใช่ความสูญ นิพพานคือธรรมชาติเดิมแท้ ที่อยู่ในสภาวะก่อนเกิด ก่อนดับ ก่อนการเวียนว่ายตายเกิด บริสุทธิ์จากการปรุงแต่งใดๆ เมื่อมีการปรุงแต่งใดๆ ขึ้น การเกิด และการดับจึงเกิดขึ้น สังสารวัฏจึงเกิดขึ้น นิพพานจึงไม่ใช่ความสูญ เป็นสัจธรรม เป็นธรรมะ เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง ที่หลุดพ้นแล้วจากการเวียนว่ายตายเกิด และความทุกข์ความสุข (โลกียสุข) นั่นเอง ดังนี้ พระพุทธเจ้าจึงเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติเดิมแท้ คือ ธรรมะ คือ ธรรมชาติ คือ สัจธรรมหนึ่ง จึงไม่ผิดเลยที่กล่าวว่า “ผู้ใดพบธรรม ผู้นั้นพบเรา ตถาคต” เพราะเหตุนี้ แม้แต่พระอรหันตสาวก พระสงฆ์ผู้นิพพานแล้ว ก็มีสภาวะเช่นเดียวกัน ดังนั้น พระรัตนตรัย คือ พระพุทธ, พระธรรม, พระสงฆ์ (ผู้นิพพานแล้ว) ก็คือ สัจธรรมหนึ่งเดียวกัน ไม่ใช่ความสูญ ไม่ใช่ไม่มี ถ้าสัจธรรมไม่มีอยู่จริง เราจะเพียรค้นหาสัจธรรมนั้นทำไม ดังนั้น สัจธรรมมีอยู่จริง พระรัตนตรัยก็มีอยู่จริง เป็นสัจธรรมหนึ่งเดียวกัน ไม่สูญ ไม่หายไปไหน ไม่เกิด ไม่ดับ เป็นเช่นนั้นเอง (ตถาตา) ในเมื่อพระรัตนตรัยยังอยู่ พ้นแล้วจากการเกิด และการดับ ดังนี้ พระพุทธศาสนา ก็ไม่เคยเสื่อมสลายไปไหนเลย สิ่งที่เราเห็นว่าเสื่อมอยู่บนโลกที่เราเรียกว่าพระพุทธศาสนานั้น เป็นเพียงสมมุติทางโลก ที่พระโพธิสัตว์ก็ดี พุทธบริษัทก็ดี ช่วยกันสร้างกันขึ้นมา ที่เรียกว่าลัทธิ, นิกาย ต่างๆ เพื่อให้คนรุ่นหลัง ได้เห็น เป็นเพียงสมมุติ เป็นเพียงตัวอย่างเบื้องต้น เมื่อบุคคลปฏิบัติถึงที่สุดแห่งธรรมแล้ว ย่อมเข้าถึงได้ซึ่งพุทธอาณาจักรอันแท้จริง เขาย่อมเห็นแจ้งจริงแท้ว่า พระพุทธศาสนาไม่มีเสื่อมเลย เพราะพระรัตนตรัยทั้งสามนั้น พ้นแล้ว หลุดแล้ว เสียจากการเกิดและดับ ดังนั้น จะมีความเสื่อมเกิดขึ้นแก่พระรัตนตรัย พระพุทธศาสนาที่แท้จริงได้อย่างไร เพียงแต่บุคคลที่อยู่ทางโลก จะได้อาศัยสมมุติพุทธศาสนา เพื่อปฏิบัติตนให้เข้าถึงพุทธอาณาจักรอันแท้จริงนี้ได้หรือไม่ เท่านั้นเอง ดังนั้น พระพุทธศาสนา จึงไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษา เพราะพ้นแล้วจากความเสื่อม เป็นวัชระธาตุวัชระธรรมที่ไม่มีสิ่งใดทำลายได้อยู่แล้ว การรักษาพระพุทธศาสนาที่เราทำกันบนโลกนั้น ส่วนใหญ่เป็นการรักษาสมมุติพุทธศาสนาเท่านั้น การรักษาพระพุทธศาสนาแท้จริง คือ การปฏิบัติตนเองให้เข้าถึงพระรัตนตรัยอันแท้จริงต่างหาก เมื่อนั้น บุคคลย่อมพบความจริงเช่นกันว่าพระรัตนตรัยทั้งหลาย หลุดพ้นแล้วจากความเสื่อม หรือการเวียนว่ายตายเกิด จึงไม่มีดับไม่มีเกิดอีก เพียงแต่เราเท่านั้น ที่ยังไม่หลุดพ้นจากความเสื่อม และการเวียนเกิด เวียนดับนี้ ดังนี้ เราไม่จำเป็นต้องรักษาพระพุทธศาสนาเลย เราเพียงแต่ปฏิบัติตามพระพุทธศาสนาให้เกิดมรรคผลอันแท้จริง ก็เห็นแจ้งจริงดังนี้ได้เช่นกัน และสามารถชี้ทางตรงแก่มวลสัตว์อื่นให้เห็นเช่นนี้ได้ด้วย

อนึ่ง พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่าพระพุทธศาสนาของท่านจะมีอายุ ๕,๐๐๐ ปี และหลังกึ่งพุทธกาล ผู้ดูแลพระพุทธศาสนาจะเปลี่ยนชุดจากพุทธบริษัทเดิม ไปสู่ สัตว์เหล่าอื่นที่ไม่ใช่สาวกเก่าของพระพุทธเจ้า เป็นสาวกของผู้มีบุญบารมีคนอื่น เช่น สาวกของพระโพธิสัตว์องค์ต่างๆ ได้แก่ เหล่าเทพ, พรหม, อสูร, และมาร เป็นต้น ที่ท่านตรัสไว้เช่นนี้ หมายความว่าท่านทรงรับรองให้ว่าจะมีผู้ที่ปฏิบัติได้ถึงนิพพานได้แน่ ยาวไปอีกห้าพันปี โดยท่านจะรับรองธรรมให้ และคอยช่วยเมื่อถึงวาระใกล้นิพพาน หรือบรรลุธรรมนั่นเอง คำตรัสของท่านนั้น ไม่ได้แปลว่าเราช่วยศาสนาของท่านให้ยาวออกไปเลย แต่หมายถึงท่านช่วยเรายาวออกไปต่างหาก โดยกึ่งห้าพันปีแรก ท่านจะรับรองธรรมแก่พุทธบริษัทสาวกเก่าๆ ของท่านก่อน หลังจากกึ่งพุทธกาลแล้ว ท่านจึงรับรองธรรมให้แก่สัตว์เหล่าอื่นทั้งสี่เหล่านั้น คือ จะได้นิพพานกันได้ยาวไปอีกถึงห้าพันปี ถ้าปฏิบัติให้ถึงที่สุดนั่นเอง     

ดังนั้น การรักษาพระพุทธศาสนาที่แท้ จึงเป็นการปฏิบัติให้ถึงเป้าหมายคืออรหันต์ก่อน จากนั้น จึงวกกลับไปรออยู่ตามเส้นทางสู่นิพพานต่างๆ บางท่านไปรอชี้บอกทางคนอื่นๆ ที่ต้นทาง บางท่านไปรอชี้ทางที่กลางทาง บางท่านไปรอชี้ทางที่ปลายทางใกล้นิพพานก็มี นี่เพราะพระพุทธศาสนาสมบูรณ์แล้ว ไม่มีสิ่งใดทำลายได้อีกแล้ว หลุดพ้นจากความเสื่อม และการเกิดและดับแล้ว รอเราอยู่ปลายทางแห่งการปฏิบัติธรรมอันยิ่งยวดแล้ว เราเพียงไปให้ถึงก็พอ เมื่อเราถึงแล้ว จึงช่วยคนอื่นๆ ที่ยังไม่ถึงให้ตามไปให้ถึงเท่านั้นเอง

พระโพธิสัตว์และพระพุทธเจ้าจะช่วยกันโปรดสัตว์ได้ โดยการที่พระพุทธเจ้าทรงรออยู่ปลายทาง ส่วนพระโพธิสัตว์คือผู้ยอมวกกลับไปต้นทางบ้าง, กลางทางบ้าง เพื่อคอยบอกทาง ชี้ทาง ให้แก่ผู้ที่กำลังเดินตามมาทั้งหลาย ดังนี้ พระพุทธศาสนาโดยสมมุติ จึงเกิดขึ้นบนโลกมนุษย์ เพราะเป็น “ป้ายบอกต้นทาง” นั่นเอง และมีการปฏิบัติที่ถูกต้องตรงทาง เป็น “ป้ายบอกกลางทาง” และมีพระรัตนตรัยอันแท้จริง รอบอกชี้แนะทางเราอยู่ปลายทาง ดังนี้ พระพุทธศาสนาบนโลก จึงเป็นเพียง “สมมุติ” เมื่อเป็นเพียงสมมุติ ก็ไม่จำเป็นต้องจริงจังอะไรกับของที่ไม่แท้จริงนัก ก็ปล่อยไปตามสมมุติ แล้วแต่สมมุติทางโลกจะอยู่กันได้ ก็อยู่กันไป พระโพธิสัตว์ไม่ได้ทำลายสมมุตินั้น เพียงแต่เล็งดูว่าจะเป็นป้ายบอกกลางทาง ให้คนเดินต่อตรงไปยังพระพุทธศาสนาที่แท้จริงได้อย่างไรเท่านั้น

ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะทะเลาะกับสมมุติ

ไม่มีประโยชน์อะไรที่พระโพธิสัตว์จะปะทะกับของสมมุติ แม้เห็นว่าพระพุทธศาสนาจะดูแตกต่างไปจากเดิม ออกนอกลู่นอกทาง ผิดเพี้ยนไป ก็เป็นธรรมดาของของทางโลก ของสมมุติก็เป็นได้แค่สมมุติเท่านี้ ไม่ใช่ของแท้ ไม่จำเป็นต้องไปทำลายของสมมุติไว้ดูต่างหน้า ดูเล่นๆ ไป หน้าที่ของพระโพธิสัตว์ คือ คอยชี้ทางแนะนำ บอกคนอื่นๆ ที่กำลังเดินทางมา บางท่านยังหลงติดอยู่กับสมมุติ ก็ช่วยชี้แนะให้เดินต่อตรงไปยังเส้นทางตรงนิพพาน อันเป็นทางสู่พระพุทธศาสนาที่แท้จริง ซึ่งไม่มีสิ่งใดทำลายได้ ไม่เกิด และไม่ดับ จึงไม่ต้องมีการรักษา ไม่มีการสร้าง ไม่มีใครทำลายได้อีก เราไม่ได้ทำหน้าที่รักษาสิ่งเก่าๆ ไม่ได้ทำหน้าที่สร้างขึ้นใหม่ และไม่ได้ทำลายล้างสิ่งชั่วร้ายหรืออะไรเลย เพียงแค่ชี้ทาง แก่ผู้เดินทางตามมาเมื่อถึงวาระอันเหมาะสมของเขา ก็เพียงเท่านั้นเอง

ของแท้ไม่มีเสื่อม ไม่ต้องรักษา และชี้ทางให้พิสูจน์ได้    

พระพุทธศาสนาของแท้พ้นแล้ว หลุดแล้ว จากการเกิดและดับ จึงไม่มีเสื่อมอีก สิ่งนี้ จึงไม่ต้องได้รับการรักษา, สร้างใหม่ หรือทำลายล้างสิ่งชั่วร้ายแต่อย่างใด เพียงแต่ทำการพิสูจน์ให้เห็นแจ้งประจักษ์จริงด้วยตนเอง ด้วยการปฏิบัติธรรมให้ถึงที่สุดแห่งธรรมอย่างแท้จริงก็เท่านั้น บุคคลผู้หลงในสมมุติ ย่อมไม่เคยเห็นของแท้ ไม่เคยเห็นสิ่งที่หลุดพ้นแล้วจากการเกิดและดับ เขาย่อมมีความกังวลต่างๆ นานาว่าของสมมุติทั้งหลายของเขานั้น วันใดจะสลาย เสื่อมไป เขาย่อมนอนไม่หลับ ตายไม่ได้ ตายตาไม่หลับด้วยเหตุฉะนี้

ของสมมุติย่อมมีความเสื่อม จึงต้องระวังรักษา ของแท้ไม่ต้องรักษา ไม่ต้องกังวล

พระพุทธศาสนาเทียมนั้น เป็นแค่ของสมมุติ จึงอยู่ภายใต้กฎอนิจจัง มีความเสื่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สร้างวัตถุไว้สวยงามไม่ถึงปี ขี้นกขี้กาก็แปดเปื้อนเต็มไปหมด ข้าวของก็ถูกลักขโมยไปเรื่อยๆ เป็นธรรมดา นี่แหละธรรมดาของ “ของสมมุติ” ไม่ใช่ของแท้ ไม่ใช่ของวิมุติ ไม่ใช่ของที่หลุดพ้นแล้วจากโลก หลุดพ้นแล้วจากการเกิดและดับ บุคคลผู้เข้าถึงธรรมแท้ เห็นพระรัตนตรัยไม่เสื่อมคลาย ไม่มีสิ่งใดทำลายได้ ดุจวัชระธาตุฉะนั้น บุคคลนั้นจึงคลายใจเสียจากความกังวลใดๆ ทั้งปวง ย่อมวางลงเสียได้ซึ่งการรักษา การสร้าง และการทำลายล้าง ย่อมหมดกิจ หมดความสงสัยคลางแคลงใจใดๆ ทั้งปวง ดังนี้ จึงกินข้าวได้ อะไรก็กินได้ง่ายๆ นอนหลับเป็นปกติสุข อยู่ในที่ใดก็ได้ หลับได้สบาย มีชีวิตแบบสมถะเรียบง่ายไร้กังวล ไม่ต้องระวัง ไม่ต้องรักษา ไม่ต้องสืบทอด ไม่ต้องต่ออายุ แต่อย่างใด เพราะเหนือจากการมีหรือไม่มีอายุแล้วนั่นเอง พ้นแล้วจากใดๆ ไรๆ ทั้งปวงนั่นเอง ดังนี้ เขานอนหลับสบาย นอนตายก็ตาหลับสนิท ไร้กังวลดังนี้เอง

อนุตรธรรม เรื่อง เรื่องเล่าจากโลกแห่งมาร

จริงๆ เรื่องนี้ก็ไม่ค่อยเหมาะที่จะเล่าให้ฟังนัก เอาเป็นว่าใครมีบุญมีกรรมได้อ่านก็เป็นไปตามแต่เวรกรรมของแต่ละท่านก็แล้วกัน ด้วยเพราะเรื่องของมาร อาจไปเปิดใจผู้อ่าน ทำให้รับพลังมาร, จิตวิญญาณมารแทรกเข้าได้ง่ายๆ ดังนี้ ท่านผู้รู้จึงไม่นิยมเล่านัก แต่ที่ทำไปก็เพราะมารได้รับอนุญาตให้มาดูแลพระพุทธศาสนาร่วมกับเราๆ ท่านๆ และบางส่วนก็คือเราๆ ท่านๆ เองนั่นแหละ ซึ่งผู้เขียนก็เคยเกิดเป็นมาร หลังจากชาติที่เป็นมารเพราะความอาฆาตแค้นเป็นเหตุ ก็เวียนว่ายมาเกิดใหม่ และหลุดพ้นจากภพมารไป เลยเล่าเรื่องของภพมารไว้ ให้เราทำความเข้าใจกัน อย่าไปนึกชอบ หรือหลงเพลินเขา เอาแค่ให้รู้เขารู้เรา เข้าใจกัน อยู่ร่วมโลกกันได้ก็พอแล้ว เขาเป็นเขา เราเป็นเราไป ธรรมชาติของใครก็ดำเนินไปตามนั้น แตกต่างกันแต่อยู่ร่วมโลกกันได้ ก็แล้วกัน ดังจะเล่าต่อไปนี้

พญามารสองพวกใหญ่

ขึ้นชื่อว่ามารแล้ว ล้วนมีจิตมิจฉาทิฐิทั้งสิ้น แต่มารก็ยังแบ่งพวกออกได้เป็นสองพวกใหญ่ คือ พวกที่ชอบสนับสนุนพระพุทธศาสนา โดยไม่คิดหวังเอานิพพาน แต่เพราะหวังเอาผลบุญนั้นมาเลี้ยงตัว ทำบุญหวังผล อย่างที่เราเห็นในประเทศของเราโดยมากนั่นเอง อีกส่วนหนึ่งคือ พวกที่ไม่เอาพระพุทธศาสนา มีศาสนาของตัวเอง มีความคิด มีเหตุผลของตนเอง มีปรัชญาของตนเอง ก็ได้แก่พวกฝรั่ง พวกคนไทยที่เรียนเก่งๆ และไม่เชื่อในคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เพราะเชื่อในวิทยาศาสตร์มากเกินไป พวกหลังนี้มีผู้นำคือพญามาราธิราช เป็นตำแหน่งสูงสุดหนึ่งในสองของโลกมาร สมัยหลังพุทธกาลยาวมาได้ประมาณ ๒๐๐ ปี พระโพธิสัตว์องค์หนึ่งได้จุติลงไปบำเพ็ญเป็นมาร และได้ตำแหน่งนี้ คือ พระยามาราธิราชโพธิสัตว์ แต่หลังจากนั้น ก็ปลดระวาง แล้วลงมาเกิดใหม่ เพื่อชำระตนออกจากความเป็นมาร ขึ้นสู่ความเป็นโพธิสัตว์เต็มตัว กรรมที่เคยได้ขวางพระพุทธเจ้าขณะกำลังตรัสรู้ ด้วยการเอากาม เอาผู้หญิงยั่วนั้นแรงมาก เป็นกรรมหนัก ไม่ถึงตกนรก แต่ก็ต้องเกิดเป็นผู้หญิง อกหัก และเจ็บปวดใจหลายต่อหลายชาติ พญามาราธิราชองค์ปัจจุบัน จึงเป็นจิตวิญญาณดวงอื่นที่บำเพ็ญได้ตำแหน่งนี้มาแทนที่พระยามาราธิราชโพธิสัตว์องค์เก่า องค์นี้คุยกันไม่ได้ มาขวางอย่างเดียว ส่วนพญามารอีกตน ทำบุญมาก สนับสนุนพระพุทธศาสนาเต็มที่ แต่เอาบุญขวางนิพพานไว้เสีย ทำให้คนหลงบุญ หลงสวรรค์ ไม่ได้นิพพานมากมาย อันนี้ ก็ลงมาประจำอยู่ประเทศเราแล้ว แทรกอยู่ในพระสงฆ์ดังรูปหนึ่ง อันนี้ เราไปเคลียร์เขาไม่ได้ เขาได้รับอาญาสิทธิ์ อาญาธรรมจากพระพุทธเจ้ามาดูแลพระพุทธศาสนาของเรา อนึ่ง พญามารทั้งสองตน ถือว่ามีอำนาจมาก มีบริวารมาก เมื่อลงมาประเทศเราแล้ว จะนำพาบริวารมารมามากมาย แทรกอยู่ในกายสังขารของคนในประเทศ และนำพาคนเหล่านั้นไปหาตัวพญา และจะนับถือตัวพญามากๆ ตัวพญาก็นำพาไปค้ำจุนพระพุทธศาสนาไปตามความเข้าใจของมาร

มารจำพวกที่เป็นปัจเจกมาร

มารแบบที่ไม่มีพรรคพวก อยู่โดดเดี่ยวเป็นเอกเทศ และไม่ยอมเป็นบริวารใคร อยากได้บริวารแต่ก็ไม่มีใครนับถือก็มีอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว ปัจเจกมารนี้ มีความสามารถในตัวเองสูงมาก เรียกว่าเอาตัวรอดพ้นจากพญามารทั้งสองฝ่ายได้ ตัวอย่างที่เรารู้จักกันดีคือ มารเทวทัต หลังพระเทวทัตตายไปแล้ว จุติลงนรก จิตวิญญาณดวงอื่นๆ ที่ทำบุญกรรมมาแบบชูชก ก็ได้รั้งตำแหน่งมารเทวทัตต่อไป มารตนนี้นับว่าเหนือชั้น และเขาก็ลงมาทำหน้าที่อยู่ที่ประเทศจีน เขาเก่งมาก ในเรื่องทำให้คนแตกแยกกัน คนในประเทศที่สามัคคีกันดี ก็แตกกันเหมือนที่เขาทำให้พระพุทธศาสนาแตกแยกเป็นนิกายต่างๆ นั่นแหละ ไม่มีมารตนไหนทำได้ขนาดนี้ นอกจากมารเทวทัต นอกจากนี้ ยังมีมารตนอื่นๆ อีก ชื่อเขาแปลก เหมือนคนเรารู้จักชื่อกัน แต่ไม่เข้าใจ เอาเป็นว่าจะพยายามอธิบายเท่าที่พอทำได้ เช่น มารอังคะ ตนนี้เล่นงานผู้เขียนมาแล้ว ทำให้ผู้เขียนเข็ดขยาดไม่อยากเจออีกเลย เขามีวิชชามาร สับเปลี่ยนเวรกรรมกับเราได้ ทำให้เราตกกรรมเป็นมาร และเขาเอาบารมีเราไปได้โดยที่เขาไม่ได้บำเพ็ญเลย อันนี้ มันไม่มีในวิชชาพุทธ เพราะมันเป็นวิชชามาร ไม่รู้เขาไปคิดค้น ฝึกได้อย่างไร เป็นวิชชาเฉพาะตัวของเขา นั่นแหละ เขาถึงได้เรียกว่าวิชชามาร เขาทำได้ชั่วคราว แต่กรรมก็สนองผลทันตา ก็ไปยังที่ๆ ควรไปแล้ว อันนี้มาเล่าให้ฟัง ตอนนั้น ผู้เขียนประมาท เพิ่งโปรดพญามารตนหนึ่ง เป็นพญามารที่มีบริวารอยู่บ้าง ไม่ถึงขั้นพญามารสองตนใหญ่ และมีกายทิพย์เหมือนพระพุทธเจ้า แต่เป็นมาร เขาคิดว่าตนเองเป็นพระพุทธเจ้าแห่งโลกมาร มาแทรกเข้าตัวผู้เขียนเลย ไม่ใช่แค่ผู้เขียน เขาแทรกเข้าหลายคนมาแล้ว ทำให้คนที่ถูกแทรก คิดว่าตนเองเป็นพระพุทธเจ้าทีเดียว อันนี้โดนมาแล้ว พอโปรดผ่านได้ เลยประมาท มารอังคะเลยแทรกเข้า เขาก็บอกว่าเขาเป็นมารเล็กๆ เลยประมาทเผลอไป เสียทีเขา แต่โชคดีพระยูไลช่วย ไม่เช่นนั้นผู้เขียนก็แย่ไปแล้ว อันนี้ มาเล่าให้ฟังว่ามารมีจริง แทรกเข้ากายเราได้จริง ถ้าประมาทก็พลาดได้ เขียนไว้เป็นอุทาหรณ์ ปัจเจกมารนั้นมีมากมายหลายท่าน จะขอนำเสนอให้รู้จักดังนี้

๑)   มารสุรา

มารสุรา ในการใช้อุปมาเปรียบเปรย ก็คือ อุปมาเปรียบเปรย แต่คนที่มีจิตมิจฉาทิฐิคิดว่าสุราเป็นความสุขแท้ เที่ยง พึ่งพาได้ และมีบุญมาก มีฤทธิ์มาก มีเล่ห์เหลี่ยมมาก ตายไปต้องไปจุติเป็นมารสุรานั้นก็มีอยู่จริง มารสุรา จะไปคู่กับมารนารี ประสานพลังคู่กันแล้วมักทำให้ผู้ชายเสียคนไปเลย คือ หลงสุรานารี ว่าเป็นสุขแท้ เป็นโลกียสุขอันเปรียบค่ามิได้ฉะนั้น มารสุราจะทำให้คนเมาแล้วอาระวาดกับภรรยาและลูกที่บ้าน เป้าหมายของเขาคือทำลายคนที่จะยับยั้งการดื่นสุราของเขาก่อน ซึ่งก็คือ ลูกและเมียที่บ้าน มารสุราจะป่าเถื่อน และทำให้คนอาระวาด ด่าเมีย ทำร้ายเมีย และลูก กดขี่คนในบ้าน เอาความเคียดแค้นลงกับลูกและเมียที่บ้าน และทำตัวเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในบ้าน ไม่มีใครว่าได้เลยสักคน

๒)   มารนารี

มารนารี จะใช้ผู้หญิงเป็นเครื่องหลอกล่อให้คนลุ่มหลง และตัวเขาเองก็ลุ่มหลงนารีเป็นอย่างยิ่ง ติดกามอยางมาก และชอบผิดลูกเมียผู้อื่น คือ ชอบเป็นชู้ หรือชวนหญิงอื่นมาเป็นชู้กับตน มารสุราและนารี จะประสานกับทำงาน ทำให้ปราบได้ยาก ทั้งสุราและนารี จะผูกมัดชายผู้โง่เขลา ให้หลงจมปลักอยู่จนกระทั่งพบหายนะในชีวิตในท้ายที่สุด มารนารีไม่มุ่งเน้นใช้กำลังและความป่าเถื่อนอย่างมารสุรา แต่มันเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมและใช้ผู้หญิงเป็นเครื่องมือได้เก่งมาก ทำให้ผู้ชายที่ตกเป็นทาสของมัน ไม่อาจถอนตัวได้ มารนารี จะใช้โลกียสุข จากนารี เป็นเครื่องผูกมัดให้คนหลง ผู้มีบุญ ได้นารีทั้งหลายเมื่อตกอยู่ใต้อำนาจมารนารีแล้ว จะสูญบุญ มันจะผลาญบุญไปจนหมดตัว และต้องพบความวิบัติในท้ายที่สุด มารนารีนี้ สามารถทำให้เมืองล่มได้ทั้งเมืองทีเดียว หรือพยายามสร้างบริวาร แต่สุดท้าย ก็ไม่ได้รับความนับถือจากใคร เพราะความหลงในนารีเกินไป จึงไม่มีใครนับถือเป็นผู้นำ จึงได้แต่นำหายนะมาเท่านั้น ผู้ชายที่มีบุญมาถึง มักพ่ายมารตนนี้   

๓)   มารพุทธะ

เป็นมารที่มีกายทิพย์เหมือนพระพุทธเจ้า ชอบแสดงตัวว่าเป็นพระพุทธเจ้าให้คนที่ปฏิบัติธรรมเห็น เมื่อเราหลงในกายนอกนั้น เขาก็จะเทศน์ธรรมแปลกๆ ฟังแล้วเหมือนจะเข้าใจ แต่ไม่เข้าใจ ทำเหมือนธรรมะมันสูงส่งมาก เราไม่เข้าใจเอง เราโง่เอง ดังนั้น เขาจึงเก่งมากและมีปัญญามากว่าอย่างนั้นเถอะ พอเราหลงในธรรมที่เขาเทศน์เข้า เราก็คิดว่าเขาเป็นพระพุทธเจ้าไปจริงๆ มารตนนี้สามารถปรากฏตัวให้คนเห็นในรูปถ่ายได้ เหมือนกับพระพุทธเจ้าจริงๆ เมื่อเราหลงในรูปภายนอก เราก็หลงมารพุทธะเข้าแล้ว มารพุทธะชอบนำพาเราไปหลงในวัตถุ หรือสิ่งที่จับต้องได้เพียงเปลือกนอก เช่น ชอบพาไปที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย แต่ไม่เข้าถึงแก่นแท้จริง และยังเทศน์ธรรมสอนเราได้อีก แต่จะเป็นเพียงเปลือกๆ เท่านั้น ไม่เข้าถึงธรรมแท้จริง เวลามารทำงานร่วมกัน จะเอามารพุทธะนี้มาเป็นหุ่นเชิด เพื่อเรียกศรัทธาคน แล้วยังมีมารตนอื่นๆ ประสานกันทำงาน ทำให้คนลุ่มหลงมากมาย ด้วยเหตุนี้ พระพุทธองค์จึงทรงสอนว่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต” เพราะทรงเตือนเราไม่ให้หลงในรูปกายภายนอกแม้จะเห็นเป็นพุทธะก็ตาม อันนี้ ท่านเตือนเราไม่ให้หลงกลมารพุทธะตนนี้เป็นสำคัญ มารพุทธะมักร่วมมือกับมารเทวทัต

๔)   มารอังคะ

เป็นมารที่มีวิชชาสับเปลี่ยนบุญกรรม กับผู้อื่นได้ ทำให้ผู้บำเพ็ญบารมี ไม่ได้บารมีเสียที เพราะเขาจะเอากรรมความเป็นมารมาใส่ให้เรา ให้เรายอมรับเวรรับกรรมที่ไม่ควรรับ แล้วเขาก็จะเอาบุญบารมีของเราไปใช้ได้ อันนี้ มันไม่ควรมีในความเป็นจริง แต่ก็ดันมีผู้ไปฝึกวิชชาแบบนี้มาได้จนสำเร็จ เลยกลายเป็นมาร และสำเร็จวิชชามารไป มารอังคะเป็นมารที่มีวิชชาของตัวเอง ผู้บำเพ็ญบุญบารมีต้องระวังอย่าพลาดท่า บางที เราจะถูกหลอกให้คิดว่าเราเป็นผู้มีบุญบารมีน้อย เพราะกลัวจะหลงตัวเองว่าตนมีบุญบารมีมาก มารตนนี้ก็จะเล่นงานเราได้ ให้ทรงจิตกลางๆ ไม่ต้องไปสนใจว่าบุญบารมีเราจะมากหรือน้อย มากก็ไม่ใช่ น้อยก็ไม่ใช่ ไม่ใช่อะไรทั้งนั้น ปล่อยไปตามธรรมชาติ ก็จะไม่เสียท่ามารอังคะตนนี้ มารอังคะมักรอให้มารพุทธะลงมือก่อน คือ คนเราที่บำเพ็ญบุญบารมี มักได้บุญบารมีมากแล้วหลงตัวเองเล็กๆ ก่อน มารพุทธะก็จะลงมือ หลอกให้เราหลงในบุญบารมี ว่าเราเป็นคนมีบุญล้นพ้น เป็นผู้ยิ่งใหญ่ ไม่เท่านั้น ถ้ามารพุทธะ หลอกเราไม่สำเร็จ มารอังคะ จะเล่นงานต่อ คือ หลอกเราว่าเราเป็นผู้น้อย ไม่มีบุญบารมีอะไร ต้องอยู่อย่างเจียมตน และมารอังคะนี้จะเข้ามาหาเราอย่างเจียมตน อย่างเป็นผู้น้อยด้วย เขาทำให้เราตายใจ แล้วใช้วิชชาสลับบุญบารมีดังกล่าว เราต้องใช้หลัก เชื่อมั่นในธรรมชาติ ไม่ต้องไปเชื่อใคร บุญจะมาก จะน้อยไม่สำคัญ บารมีจะมาก จะน้อยไม่สำคัญ เราก็เป็นธรรมชาติของเรา ไม่มาก ไม่น้อย ดำเนินไปตามธรรมชาติ การเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า เป็นสมมุติเราก็ทำไปตามสมมุติคือทำตัวเป็นสาวกผู้น้อย แต่เราไม่จำเป็นต้องคิดว่าตนมีบุญน้อยก็ได้ คือคิดว่าไม่น้อย และไม่มาก เป็นไปตามธรรมชาติของมันเอง จะมากจะน้อยช่างมัน อนึ่ง มารอังคะจะบีบให้เราคิดว่าเราด้อย เราเป็นผู้น้อย โดยการทำให้เราอยู่ในที่ๆ เหมือนเป็นผู้น้อย ไม่มีลาภสักการะเลยก็ได้ เมื่อใดที่เราตกในสภาพเช่นนั้น จงทะนงองอาจ และอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี อย่าปล่อยให้มารอังคะหลอกเรา กดให้เราต่ำลงๆ ไปได้ จะเสียท่ามัน

๕)   มารฝัน

เป็นมารที่มีวิชชาสร้างโลกแห่งความฝันแล้วกักขังจิตใจผู้คนให้หลงอยู่ในโลกแห่งความฝันนั้น ทำให้ไม่อยู่ในความเป็นจริง มีความสุขเลื่อนลอย จนท้ายที่สุด ต้องกลายเป็นคนบ้าไป มารฝันเข้าหาคนที่สิ้นหวัง หมดอาลัยตายอยาก แล้วหล่อเลี้ยงจิตใจให้มีความสุข หลอกเอาอกเอาใจ ให้กำลังใจด้วยความฝัน ที่ไม่ได้อยู่บนโลกแห่งความเป็นจริง เช่น หลอกว่าอย่าเสียดายเลย เสียแล้วเสียไป แต่วันหน้าฟ้าใหม่ต้องได้ดีแน่ๆ นี่ก็ดูน่าจะดีแต่มันไม่จริง เพราะ “ความสูญ” เป็นของเที่ยง “ความอนิจจัง” เป็นของแท้ ตราบใด ที่เรายังหลงอยู่กับคำปลอบใจ ไม่ยอมเผชิญหน้ากับความเป็นจริงอย่างตรงไปตรงมา เราจะเสียทีมารฝันได้ มารฝันหลอกให้เราฝันกลางวัน ลมๆ แล้งๆ หล่อเลี้ยงเราด้วยความหวัง ความฝันต่างๆ นานา อันสวยหรู มารฝันรู้ว่าเราต้องการอะไร มันจะสร้างให้เราทุกอย่างตามเราฝันนั้น จนกว่าจิตของเราจะหลงเข้าไปสู่โลกแห่งความฝันเต็มตัว เมื่อนั้น ความบ้า และโรคประสาท จะเกิดขึ้นแก่เรา ทำให้เรามีความสุขในโลกแห่งความไม่จริงนั้น 

๖)   มารมัจจุราช (มัจจุราชมาร)

เป็นมารที่มีวิชชาดึงเอาเจ้ากรรมนายเวรมาเล่นงานเราได้ เขาจะหลอกเรา บีบให้เรากลัว เมื่อเรากลัวมากๆ กำลังจิตเราจะตก เจ้ากรรมนายเวรมากมายของเราจะเข้ามารุมทำร้ายเราได้ ถ้าเรากลัวและมีกำลังจิตตกลง มารมัจจุราช หรือมัจจุราชมารนี้ ไม่ใช่มัจจุราชตัวจริง แต่จะมาเล่นงานเราก่อนที่ตัวจริงจะมา เมื่อเรายังมีบุญเหลืออยู่ต่อบนโลก ยังไม่ถึงวาระที่พญามัจจุราชจะเล่นงานเรา มารมัจจุราช จะหลอกให้เราเสียบุญบารมีก้อนนั้นไป โดยเอาเจ้ากรรมนายเวรมาเล่นงานเราจนกว่าจะตาย มันจะหลอกเราว่าถึงวาระตายของเราแล้ว ทำให้เราเจ็บปวดทรมานเหมือนตาย เช่น เมื่อทำสมาธิกรรมฐาน ทำให้เราเกิดเวทนาที่เจ็บปวดมากเหมือนจะตาย มัจจุราชมารจะเล่นงานตอนนั้น ถ้ากำลังจิตตก เราจะถูกเจ้ากรรมนายเวรเล่นงาน ทำให้เราป่วยและตายได้ไม่ยาก มัจจุราชมาร มักทดสอบเราหลังเราเอาชนะมารฝันได้แล้ว ก็ต้องเรียนรู้ความจริงอันเที่ยงแท้ คือ ความตายนั่นเอง

อนึ่ง ปัจเจกมารนี้ มักมาเล่นงานผู้ปฏิบัติธรรมเป็นคู่ คือ ถ้าจิตของผู้ปฏิบัติธรรมไม่ตรงกลาง เอนซ้ายก็โดนเล่นงานแบบหนึ่ง เอนขวาก็โดนเล่นงานแบบหนึ่ง เมื่อหนีจากมารแบบหนึ่ง ก็เจอกับมารอีกแบบหนึ่ง ปัจเจกมารนี้ จะเล่นงานผู้ปฏิบัติธรรมด้วยความคิดที่เป็นมิจฉาทิฐิแบบต่างๆ มากมาย เพียงหลงไปสู่ความคิดที่เป็นมิจฉาทิฐิ ก็จะถูกวิชชามารเล่นงานและสูญเสียมากกว่าได้ เรียกว่าคิดว่าจะได้มากกว่าเสียกลายเป็นเสียมากกว่าได้ ผู้เขียนมีเพื่อนนักปฏิบัติธรรมท่านหนึ่ง ซึ่งถูกมารคุมจำนวนมาก เนื่องจากได้เคยทำสัญญาบางอย่างกับมารไว้ (ผู้เขียนเองก็เคยทำสัญญายุติกรรมเหมือนกัน คือ ให้เขาอยู่ได้ และเราอยู่ได้ ร่วมโลกกันได้ ตอนนั้นทำไปโดยไม่ค่อยรู้ตัวเท่าไร เลยจำไม่ค่อยได้) เพื่อนผู้นี้ ถูกพญามารคุมเอานางมารมาบำเรอ และพาไปดูโลกของมารที่มีการเลียนแบบสุขาวดีไว้ด้วย เท่านั้นยังไม่พอ มารฝันก็มาหลอกล่อให้เขาหลงในความฝัน ฝันเฟื่อง ไม่นานนักเขาก็เริ่มตื่นมาดูโลกแห่งความเป็นจริง แล้วทันใดนั้นเอง แฟนของเขาก็พบมารมัจจุราช คือ ป่วยหนักอาการน่าเป็นห่วงมาก ทำให้เขาปฏิบัติธรรมไม่ได้เลย เพราะมีแต่สิ่งรบกวนใจ ทำให้ใจสับสนอยู่ตลอด ผู้เขียนทราบว่าเขาต้องการฝึกฝนและเรียนรู้เอง ก็ไม่ได้บอกเขามาก นอกจากจำเป็นจริงๆ ก็จะมีโอกาสได้พูดคุยและช่วยบ้างเล็กน้อย

มารมัจจุราชนี้ เป็นด่านสำคัญของผู้ที่จะได้บรรลุธรรมทีเดียว ส่วนใหญ่ มักมาพร้อมกับการเจ็บป่วยและอาการหนักแทบตายทีเดียว แต่บุญบารมียังมี ยังเหลือชีวิตไปได้อยู่ เมื่อมารมัจจุราชปรากฏ แสดงว่าท่านปฏิบัติธรรมเข้าขั้นแล้ว แต่ถ้าขนาดมารมัจจุราชยังไม่สนใจเลย แสดงว่าท่านยังอ่อนหัดหรือยังเสวยบุญอยู่ ยังไม่ถึงวาระที่จะได้พบธรรมแท้ จริงเลย การปรากฏตัวของมารมัจจุราช เป็นสัญญาณหนึ่งที่บ่งบอกแก่ท่านว่าการปฏิบัติธรรมของท่านเข้าขั้นแล้วจริงแท้ เขาจะทำให้ท่านกลัวตายอย่างยิ่งก่อน และดึงเอาเจ้ากรรมนายเวรเข้ามาแทรกในตัวท่าน ทำให้ท่านเสวยผลกรรมร่วมไปกับเจ้ากรรมนายเวรนั้น เช่น สมมุติ นาย ก เป็นเมตตรัยโพธิสัตว์มาเกิด ในชาติหนึ่งได้หลงตัวเองเพราะได้เป็นเจ้าสำนักธรรมใหญ่ มีจิตสองดวง ดวงหนึ่งเป็นเมตตรัย ดวงหนึ่งเป็นเต่ามังกร ต้องกรรมถูกทรมาน นอนอยู่ไม่ตาย นานแสนนาน พอหายแล้วก็ลุกขึ้นมาแก้แค้น ต่อมาก็ตายไป จิตที่เป็นเมตตรัยมาเกิดเป็นพระราชา และถูกน้องชายฆ่าตายโดยไม่เจตนา ซึ่งน้องชายเคยมีเจตนาฆ่ามาก่อนแต่ชาติเก่าๆ มาชาตินี้ สำนึกผิดแล้ว ก็ไม่มีเจตนาจะฆ่าอีก ทว่า เมื่อกรรมมาถึง ทำให้มารมัจจุราช หลอกให้น้องชายตกอยู่ในความกลัวตายและอยากมีชีวิตยืนยาว เต่ามังกรที่มีอายุยืนยาวก็แทรกเข้ามาทันที ทำให้ต้องนอนป่วยยาวเหมือนกรรมเก่าที่เต่ามังกรถูกทรมานมานั่นเอง นี่คือ กลวิธี การชดใช้กรรม พอเข้าใจไหม อันนี้ ถ้าเอาชนะมารมัจจุราชได้ คือ ปล่อยวางได้ จะตายหรืออยู่ก็ช่าง ไม่มีสาระอะไร ศัตรูก็ไม่ต้องไปสนใจ ไม่ต้องคิดไปจัดการ ก็จะได้พบธรรม บรรลุธรรมได้ แต่ถ้าปล่อยวางไม่ได้ คิดจัดการศัตรูอยู่ ก็จะพ่ายแพ้แก่มารมัจจุราช และไม่บรรลุธรรมในที่สุด

มารมัจจุราชมักเล่นงานผู้ยิ่งใหญ่สำคัญๆ ของโลกมามากมายแล้ว ไม่ต่างจากมารสุรานารีที่เล่นงานพระราชาจนเมืองล่มไป มารมัจจุราช เคยเล่นงาน จิ๋นซีฮ่องเต้ ทำให้กลัวตายและหายาอายุวัฒนะ ซึ่งมีคนหลอกให้เอาหญิงชายจำนวนมากไปฆ่าเซ่นสรวงก่อนจึงจะได้ยาอายุวัฒนะนั้น จิ๋นซีฮ่องเต้ก็หลงกล ภายหลัง คนที่หลอกได้นำพาชายและหญิงเหล่านั้นไปสร้างเมืองใหม่ได้สำเร็จ ในที่สุด จิ๋นซีฮ่องเต้ จึงยอมรับว่าไม่มีทางที่จะหายาอายุวัฒนะที่ไม่แก่ไม่ตายได้ สิ่งนี้เคยได้เกิดแก่พระนางบูเช็คเทียนได้เช่นกัน เมื่อได้เข้าใจสัจธรรมความจริงว่าชีวิตย่อมต้องสูญสิ้นในวันหนึ่ง พระนางก็คิดได้ก่อนตาย

เรื่องเล่าจากโลกแห่งมารนี้ ขอเล่ากันพอสังเขป เพราะแค่เจอหนึ่งตัวก็ถือว่าหนักโขแล้ว บางท่านทั้งชาติเจอมารตนเดียวเล่นงาน ทำกิจทำงานอะไรไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยเลย อยู่กันทั้งชาติกับมารตนนั้นแหละ สำหรับการสัมผัสจิตมารนี้ มันก็ไม่ได้ยากอะไร เพราะมารมีอยู่เต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด แต่เราจะดูออกหรือเปล่าว่าเขาเป็นมารก็เท่านั้นเอง และการเป็นมารก็ไม่ได้เลวหรือดีนะ มันก็เป็นแค่หน้าที่ตามธรรมชาติเท่านั้นเอง

อนุตรธรรม เรื่อง พวกผีเจ้าที่ผูกมัดคนให้ยึดติดสถานที่ได้อย่างไร

ภัยที่มองไม่เห็นของท่านนักปฏิบัติอย่างหนึ่งคือ “ผีเจ้าที่” ซึ่งคอยผูกมัดให้ผู้มีบุญบารมี อยู่แทนที่ตน และรอวันที่ไปจุติยังภพภูมิใหม่ที่ดีกว่า ผีเจ้าที่จะต้องเฝ้าอยู่ที่นั้นๆ ไปไหนไม่ได้นานแสนนาน เที่ยวก็ไม่ได้ เบื่อแสนเบื่อ เฝ้าอยู่อย่างนั้น แต่ผู้ปฏิบัติธรรม มีบุญมีบารมีมากกว่าการเป็นผีเจ้าที่ หลายท่านได้ถึงสวรรค์ชั้นที่สองขึ้นไปถึงชั้นที่หกก็มี ดังนั้น การที่ยึดติดสถานที่ จนตายแล้วต้องกลายเป็น “ผีเจ้าที่” จึงเป็น “ความโง่” สิ้นดี เสียท่าผีเจ้าที่ ทั้งๆ ที่ตนเองจะได้สวรรค์ชั้นบนๆ กลับต้องมาเป็นผีเฝ้าที่อยู่บนโลกมนุษย์

อนึ่ง ผีเจ้าที่มีหลากหลายรูปแบบ แบบที่เป็นพระภูมินั้น ไม่ค่อยมีปัญหาอะไรนัก อยู่ตามบ้านคนทั่วไป ไม่ค่อยมีฤทธิ์มากนัก แต่ที่บางที่เจ้าที่แรงมากเช่น ในป่าที่มีพระไปพัฒนาสร้างวัดใหม่ๆ ผีเจ้าที่จะเยอะมาก และมีอยู่หลายชนิด อยู่รวมๆ กัน ในป่าบางที่ มีทั้งเจ้าที่ที่เป็นพญานาค, รุกขเทวดา, คนธรรพ์ และผีพรายน้ำก็มี ผีเหล่านี้ มีทั้งอิทธิฤทธิ์ และเล่ห์เหลี่ยมมาก มีวิธีผูกมัดนักปฏิบัติธรรมขั้นสูงไว้ให้ตายกลายเป็นผีเฝ้าที่ได้ง่ายๆ เช่น ในวัดสวยๆ ผีเจ้าที่คือ ผีเสื้อวัด จะเบื่อที่ต้องเฝ้าวัด อยากหลุดพ้นไปอยู่สวรรค์กับเขาบ้าง ก็จะเลือกเจ้าอาวาส คุมจิตเจ้าอาวาสไว้ให้ยึดมั่นถือมั่นในวัดสวยๆ นั้น เมื่อตายไป แทนที่จะนิพพานก็ไม่ได้ สวรรค์ก็ไม่ได้ พรหมก็ไม่ได้ ได้แค่เป็นผีเฝ้าวัด หรือมองเห็นภาพง่ายๆ ก็คือ “ยาม” นั่นแหละ ผีเจ้าที่นี้มีรูปแบบและลักษณะต่างๆ กันไป ดังจะเล่านี้

ผู้เขียนมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับผีเจ้าที่มาก ที่เล่นงานนักปฏิบัติธรรมในแบบต่างๆ เช่น แถวถ้ำทางเหนือ จะมีผีปู่โสมเฝ้าทรัพย์มาก ทรัพย์คนโบราณที่ขนย้ายหนีภัยสงครามเอามาซ่อนไว้มีมากมาย ผีปู่โสมเฝ้าทรัพย์ รอพระสงฆ์ไปถึงถ้ำนั้น แล้วเปิดให้เห็นทางนิมิต พระสงฆ์ก็คิดว่าถ้ำนี้ดี มีความวิเศษ น่าพัฒนา เราค้นพบของดีเข้าให้แล้ว หลายรูปเฝ้าถ้ำอยู่จนตายไปเลยก็มี อาจารย์ของผู้เขียนเคยพบมาหลายราย ท่านพยายามช่วยแต่ไม่สำเร็จ ผู้เขียนเองเคยพบพระรูปหนึ่ง เคยเป็นศิษย์ของท่านพุทธทาส ย้ายไปจำที่ถ้ำแห่งหนึ่งทางเหนือ ก็เฝ้าถ้ำเหมือนกัน เพราะคิดว่าถ้ำนี้ดีวิเศษหาได้ยาก แต่ก็ช่วยท่านไม่ได้

อีกครั้งหนึ่ง ผู้เขียนพบพระสงฆ์รูปหนึ่ง ในกายของท่านมีจิ้งจอกเก้าหางอยู่ ท่านมีพระธาตุอยู่มาก พลังพระธาตุหลอมเป็นรูปพระพุทธเจ้า (คงด้วยอำนาจฤทธิ์ทางใจของท่าน) ทำให้คนมองผิวเผินภายนอกท่านเหมือนพระดี แต่ชาวบ้านได้เคยเล่าเรื่องราวของท่านที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมจนไม่มีใครใส่บาตรให้ท่านเลย ผู้เขียนไม่ทราบในช่วงแรก ท่านก็มาทำดีกับผู้เขียนและสอนว่าต้องกตัญญู ท่านให้ผู้เขียนกินข้าวก้นบาตร ทำเช่นผู้เขียนคือผู้ด้อยโอกาส อนาถามาก และต้องยอมจำนนเป็นทาสตลอดไป ทว่า แม่ของผู้เขียนเกิดลางไม่ดี ถูกฝากระป๋องบาด บวกกับอยู่ๆ ไฟไหม้ข้างกุฏิ ผิดสังเกต ผู้เขียนจึงนึกได้ว่าถ้าเราจะกตัญญู ก็ต้องไปตอบแทนคุณพ่อแม่ก่อน ดังนี้ จึงลาท่านไป และได้ช่วยให้ท่านที่มีตาทิพย์เพ่งดูภายในของพระรูปนั้น ทำไมชาวบ้านจึงไม่ยอมใส่บาตรให้ ปรากฏว่าเป็นจิ้งจอกเก้าหาง ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว อันนี้ ผู้เขียนเกือบพลาดท่าเป็นทาสเขาแล้ว

อีกครั้งหนึ่ง ผู้เขียนพบพระสงฆ์รูปหนึ่ง แรกๆ ก็ปกติดีอยู่ แต่ไม่นานนัก ท่านไปเที่ยวริมแม่น้ำโขง ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่าเขาอยู่มานานแล้วพบว่าแต่ละปีจะมีคนตกน้ำตายสองคน เพราะมีผีพรายเอาตัวไปเป็นบริวาร ไม่นานนักพระรูปนี้กลับมา แล้วรีบสร้างสระน้ำตกข้างกุฏิทันที เสร็จภายในสามวัน (โดยประมาณ) และไม่เท่านั้น มีวิธีผูกมัดผู้เขียน ด้วยการให้ผู้เขียนต้องอุ้มบาตรไปให้ทุกๆ วัน ก่อนหน้านี้ ท่านพยายามช่วงใช้ผู้เขียน แต่ผู้เขียนพักอยู่กับพระอีกรูปหนึ่ง ท่านใช้ได้ไม่ถนัด (ความจริง พระไม่ควรใช้ใคร ถ้าเขาเต็มใจทำให้ก็ค่อยให้เขาทำ พระไม่ควรยินดีกับการมีบริวารเลย เพราะเป็นพระ ไม่ใช่ราชา) ก่อนหน้านี้มีชาวบ้านคนหนึ่งมาพูดประมาณว่าไม่ต้องใช้ใคร ทำเป็นตัวอย่าง เขาก็จะทำตามเอง ให้พระรูปนี้ได้ยิน แต่เขาพูดได้อ้อมๆ และแนบเนียนดี ผู้เขียนก็คิดว่าใช่ แต่หลังๆ ท่านก็ยินดีกับการช่วงใช้ เช่น ใช้ให้สีกาไปนวด เป็นต้น (ท่านไม่ยึด ไม่ถือ ท่านว่างั้น)

ผู้เขียนหาวิธีปลีกตัวออกมาจนได้ และได้พิจารณาดู ในช่วงที่อยู่ที่นั่น มีพระเข้ามารุมมากมาย จนท่านเจ้าอาวาสแปลกใจ พูดฝากบอกพระรูปหนึ่งมาว่า “ซ่องสุมอะไรกัน” ผู้เขียนจึงนึกภาพออกว่าผีพรายคงเล่นงานเสียแล้ว คือ มันได้ผูกมัดคนนั้นมีคนนี้ที ให้เขามาเป็นบริวารเต็มไปหมด ตอนนั้น ผู้เขียนเองก็โดนเล่นงาน มีจิตวิญญาณดวงหนึ่ง เข้ามาแทรกด้วยไม่ทันรู้ตัวนัก ตนเองไม่ต้องการให้เกิดเรื่องกามในวัด ก็พยายามห่าง แต่ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด สีกามากมายเข้ามารุมๆ เยอะขึ้นเรื่อยๆ ถึงได้ทราบภายหลังว่าในตัวผู้เขียนเองก็มีจิตวิญญาณแทรกและก่อเรื่องเหมือนกัน เมื่อออกจากที่นั่นแล้วจึงได้โปรดจิตวิญญาณที่เป็นเสือผู้หญิงตนนั้นเสีย จบเรื่องไป ไม่เช่นนั้น คงสนุกสนานกันอยู่ในวัด ทั้งสีกามากมาย และพระเยอะแยะ รุมมะตุ้ม ไม่ยึด ไม่ถือ มั่วกันไปนานแล้ว

ผู้เขียนไปปฏิบัติธรรมอีกที่หนึ่ง เจ้าที่เป็นฤษีฝ่ายมิจฉาทิฐิ มีทิฐิแรงมาก และแทรกอยู่ในตัวคนในสถานที่นั้นๆ ทำให้คนหลงสถานที่และยึดมั่นสถานที่นั้นๆ มาก ตอนแรกที่เข้าไป ผู้เขียนก็ทำตัวปกติ คนต้อนรับก็ทำตัวปกติดี แต่พอคืนแรกที่ฝึกสมาธิ เจ้าอาวาสก็มีอาการแปลกๆ หาเรื่องเราได้ทุกประการ และชี้ผิดชี้ถูกได้หมดทุกอย่าง เรากลายเป็นตัวประหลาด ตัวโง่ ตัวบ้า ไปเลย เนื่องจากท่านนั่งสมาธินาน และไม่มีสัญญาณบอกการออกจากสมาธิ พอท่านออกสมาธิแล้ว ก็เห็นผู้เขียนยังไม่ออก ท่านก็ด่าผู้เขียน ท่านถามว่าเราจะบวชพราหมณ์ไหม ผู้เขียนยังไม่อยากรีบตัดสินใจเลยบอกว่า “ยังไม่ทราบครับ” ท่านก็ด่าว่าโง่ สอนไม่ได้ (ผู้เขียนจบปริญญาตรีเคยสอบเรียนต่อปริญญาโท แต่ลาออกก่อน แต่เจ้าอาวาสรู้สึกจะเป็นลูกชาวบ้านยากจนเดินธุดงค์มาสายหลวงปู่มั่น ไม่ได้ร่ำได้เรียนอะไร) จากนั้น ก็เริ่มพยายามสร้างเรื่องกันว่าผู้เขียนบ้า พยายามชักจูง หาพยานกัน อะไรไม่รู้ ผู้เขียนก็งงๆ เรามาแค่ปฏิบัติธรรมเอง ทำไมเรื่องมันถึงเลยเถิดยุ่งไปขนาดนั้น เพราะผู้เขียนไม่ได้ทำอะไรเลย แค่นั่งนิ่งๆ ก็หาว่าเราเครียด เรามีอาการทางจิตเสียอย่างนั้น เราก็เข้าใจ คนเรามีหลากหลาย คิดว่าถ้าเกิดเรื่อง ก็ให้มันจบเรียบๆ ง่ายๆ ดีกว่า เราไปเสียดีกว่า ก็ลามาจากที่นั่น พอกลับมาขอให้ผู้มีตาทิพย์ช่วยดูให้ ก็พบว่ากายทิพย์ของพระสงฆ์ศิษย์สายหลวงปู่มั่นนั้น เป็นอสูร มีของทิพย์ เป็นเสี้ยวจันทร์ซ่อนอยู่ใต้ลิ้น เวลาด่าคนมันจะออกมาทำร้ายคน ทำให้คนทั้งหลายยอมสยบพระรูปนี้หมด ยังไม่ทันจะคิดการณ์อะไรต่อ เพื่อนผู้มีตาทิพย์ของข้าพเจ้าก็ถอดกายทิพย์ไปตัดแขนทิพย์ท่านมาข้างหนึ่ง (พระรูปนี้เป็นอสูรมีหลายกร) พวกฤษีเจ้าที่ที่อยู่ในสถานที่นั้น ก็กรูกันออกมาจะหาเรื่อง ผู้เขียนเลยขอให้องค์ศิวะช่วยเจรจาหย่าสึกบอกให้เลิกๆ หยุดเรื่องกันไป   

อันนี้แหละที่มาของการมีเรื่อง ที่กายสังขารของเราทั้งสองก็ไม่เคยล่วงเกินอะไรกันเลย ทำไมท่านจึงหาเรื่องเราได้ทั้งๆ ที่เรายังไม่ทันทำอะไรเลย ปกติ ไปสถานธรรมที่อื่นก็ไม่เห็นมากเรื่อง หรือมีปัญหาอะไรอย่างนี้เลย แต่ละที่ก็มีมาตรฐานที่ความธรรมดาเป็นพื้น คือ เราทำตัวธรรมดาก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว นี่แหละ เพราะ “เจ้าที่แรง” และไม่ถูกกัน

มีอีกที่หนึ่ง ผู้เขียนพบพระรูปหนึ่ง ท่านไปถ่ายออร่ามาให้ดู ผู้เขียนเห็นออร่าครึ่งหนึ่งสีทอง ก็ปกติ แต่ครึ่งหนึ่งสีชมพู แสดงว่ามีความรัก แรกๆ ก็ไม่แน่ใจนัก แต่พอนานเข้าก็เห็นท่านกับชีรูปหนึ่ง มักไปไหนมาไหนคู่กันเสมอ เดินคู่กันสองต่อสองบ้าง อยู่ในบ้านหลังเดียวกันไม่มีคนอื่นอยู่บ้าง ฯลฯ อนึ่ง ผู้เขียนรู้จักพระรูปนี้ดี ท่านเป็นพระดี แต่เป็นพระหนุ่ม จึงอาจยังมีวิบากกรรมเรื่องคู่อยู่ ผู้เขียนจึงปล่อยตามธรรมชาติ ไม่เข้าไปข้องแวะ เพราะเชื่อใจว่าท่านจะหาทางหลุดพ้นได้ด้วยตัวของท่านเอง ปกติ ท่านมีจิตใจดี มีเมตตา และเข้าใจคน แต่พอมีจิตวิญญาณบางดวงมาอยู่ด้วย ท่านก็จะมีลับลมคมนัย ทำอะไรนอกทางไม่ให้ใครรู้ (แต่ผู้เขียนก็ดันเห็นโดยบังเอิญจนได้) ผู้เขียนก็ทราบว่าจิตวิญญาณดวงนั้น แทรกอยู่ และท่านยังโปรดไม่สำเร็จ จิตวิญญาณดวงนั้น ผูกพระหนุ่มและแม่ชีสาวไว้ด้วยกัน ทำให้พระหนุ่มไม่อยากไปไหน อยู่ที่นั่นตลอดไม่ออกโปรดสัตว์ที่อื่นเลย ซึ่งไม่เหมาะแก่สมณะวิสัย (อนึ่ง สถานที่นั้นเป็นที่ฝึกสมาธิ แต่ไม่ใช่วัด)

อนุตรธรรม เรื่อง การโปรดจิตวิญญาณสัมภเวสี

สัมภเวสี คือ จิตวิญญาณที่เร่ร่อนอยู่ในภพโลกของเรานี้ ไม่ได้ไปสู่ภพภูมิที่ถูกที่ควรของตน สัมภเวสี จึงเหมือนคนเร่ร่อน ที่มีความหลากหลายมากแตกต่างกันไป ทั้งที่มีบุญและมีกรรมมาก เพราะยังไม่ได้ถูกคัดจัดสรรไปยังภพภูมิต่างๆ ตามวาระกรรมเลย ทั้งยังไม่ได้ถูกลบเลือนความทรงจำเก่าทิ้งไป ทำให้ยังวนเวียนอยู่กับความทรงจำเดิมๆ ผูกติดอยู่กับความทรงจำเก่าๆ แม้เวลาจะผ่านไปนานแสนนาน และคนที่เกี่ยวข้องจะตายแล้วตายอีกกี่ชาติผ่านไป สัมภเวสีก็ยังวนเวียนอยู่ในความทรงจำเดิมๆ ไม่สามารถหลุดพ้นออกมาได้ สัมภเวสีจะจำจดคนที่เกี่ยวข้องกับตนได้ แม้ว่าจะเวียนว่ายตายเกิดไปกี่ชาติ เปลี่ยนกาย สังขารไปขนาดไหนก็ตาม แต่จิตวิญญาณจะจดจำจิตวิญญาณที่เกี่ยวข้องกันได้ และรอคอยอยู่ในสถานที่บางแห่งเพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ไปพบและทำสิ่งเดิมๆ ที่เคยทำกันนั้น ซ้ำๆ วนเวียน ไม่หลุดพ้นออกมาได้เสียที ถ้าผู้โปรดไม่สามารถทำให้เขาปล่อยวางได้เขาก็จะยังเหมือนเดิมไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะกี่ภพกี่ชาติก็ตาม หรืออีกวิธีหนึ่ง คือ ต้องอาศัยผู้มีบุญบารมีเชิญเทพที่เกี่ยวข้องมาแล้วนำพาจิตวิญญาณดวงนั้นไปสู่ที่ที่ควรไป ซึ่งก็คือสถานที่คัดแยกดวงวิญญาณและทำให้ดวงวิญญาณลืมเรื่องในอดีตเสีย การโปรดเหล่าสัมภเวสีจึงไม่เหมือนการโปรดสัตว์เหล่าอื่น เพราะนอกจากจะหลบเลี่ยงได้เก่ง วนเวียนอยู่กับมนุษย์แล้วยังจดจำสิ่งเดิมๆ ได้อย่างเหนียวแน่น ไม่เหมือนจิตวิญญาณเหล่าอื่นที่ได้ถูกคัดแยก และลบล้างความทรงจำแล้ว พวกที่ถูกลบล้างความจำนี้จะเหมือนเกิดใหม่โดยสมบูรณ์ แต่สำหรับสัมภเวสีนั้น แม้มีวิญญาณใหม่แล้ว แต่เขาเหมือนยังเกิดใหม่ไม่สมบูรณ์เพราะยังจดจำเรื่องเดิมๆ ติดค้างอยู่นั่นเอง การโปรดจึงจะใช้วิธีเหมือนสัตว์เหล่าอื่นไม่ได้ แต่ต้องมีความเข้าใจชนิดเฉพาะรายจิตวิญญาณเลยทีเดียว อนึ่ง จิตวิญญาณที่เร่ร่อนเป็นสัมภเวสีนี้มีมากมาย ในกายสังขารของคนหนึ่งคน มีจิตวิญญาณหลายดวง มีบางดวงที่ตกค้างและไม่ไปไหน ยึดติดและกลายเป็นสัมภเวสี ทำให้สถานที่บางแห่งมีอาถรรพ์แรงมาก และทำให้มนุษย์ต้องได้รับความเดือดร้อนจากวิญญาณเหล่านี้ด้วย

จิตวิญญาณสัมภเวสีนี้ มีมากทีเดียวที่ส่งผลต่อเมือง เช่น จิตวิญญาณปลาไหลเผือกที่ว่าตามตำนานของเชียงแสนว่าโยนกนครได้ล่มจมหายไปและกลายเป็นทะเลสาบเชียงแสนเพราะปลาไหลเผือกที่ถูกฆ่ากิน แม้แต่อาณาจักรสุโขทัยเองก็มีตำนานเรื่องหนึ่ง คือ ลูกสาวขอมขมาดโขลญลำโพง ถูกพ่อขุนผาเมืองหลอกใช้ จนเสียเมือง ได้แค้นใจจึงได้ทำการสาปแช่งแล้วกระโดดน้ำตาย ทำให้ผู้คนในเมืองสุโขทัยกลัวกันมาก ในที่สุดจึงได้คิดทำกระทงเชิญดวงวิญญาณของผู้ตายทั้งหมดทั้งมวลที่เกี่ยวข้องกับเมืองสุโขทัยไปลอยน้ำ โดยในสมัยโบราณนั้น การลอยกระทงจะเริ่มจากจุดประทีปหน้าบ้านเพื่ออัญเชิญดวงวิญญาณในบริเวณบ้านของตนไปอยู่ที่ประทีป หรือดวงไฟก่อน เมื่อจิตวิญญาณได้อาศัยดวงไฟนำทางก็จะนำดวงไฟนั้นลงไปใส่ในกระทงอีกทีแล้วปล่อยลอยไปไม่ได้ทำกระทงพร้อมจุดธูปเทียนจุดใส่กระทงทีหลังเหมือนในสมัยนี้ (อันนี้ ผู้เขียนเห็นในจิตสัมผัส) ซึ่งประเพณีนี้ คล้ายประเพณีของจีนในสมัยพระนางบูเช็คเทียน ก็มีประเพณี จุดเทียนแล้วเอาเทียนลงลอยใส่เรือลำเล็กๆ ลอยตามน้ำไป ปัจจุบัน ประเทศจีนมณฑลยูนาน หรือที่เรารู้จักกันดีในนามสิบสองปันนา ก็มีประเพณีลอยกระทงเหมือนประเทศไทยเหมือนกัน

จิตวิญญาณสัมภเวสียังมีอีกมากที่ตกค้างอยู่เช่น วิญญาณของพระนางสร้อยดอกหมาก สมัยเด็กๆ ผู้เขียนเคยอ่านพบว่าพระนางสร้อยดอกหมาก รอพระสวามีบนเรืออยู่นานจนน้อยใจ จึงเจาะเรือล่มลงตายทั้งหมด แต่พอโตขึ้น ก็มีนักประวัติศาสตร์การเมืองนิยม เขียนเรื่องให้ใหม่ ทำหลักฐานขึ้นใหม่ ไว้ในที่ต่างๆ และเรื่องราวแตกต่างไปจากเดิมที่ผู้เขียนเคยได้ค้นคว้าเจอสมัยยังเด็กมาก เรียกว่าคนละตำรากันเลย อนึ่ง วิญญาณดวงนี้ ผู้เขียนสัมผัสได้ว่า ท่านเกี่ยวข้องกับการตายของพระนางเรือล่มในสมัยรัชการที่ห้าด้วย นอกนั้นยังมีจิตวิญญาณอีกมากมายที่พบว่าเข้าสู่ภาวะความเป็น “สัมภเวสี” คือ ไม่ได้ผ่านการทำให้ลืม ยังจดจำเรื่องเก่าๆ วนเวียนอยู่ เช่น แม่นาคพระโขนง ที่เรารู้จักกันดี แต่โชคดีที่หลวงพ่อโต ได้โปรดไปเรียบร้อยแล้ว ทำให้ไม่เดือดร้อนมนุษย์อีกต่อไป        

สัมภเวสีนั้น เรียกง่ายๆ ว่า “ผี” นั่นแหละ ส่วนจิตวิญญาณอื่นๆ ที่ผ่านด่านคัดจำแนกและถูกล้างความทรงจำแล้ว จะไม่เรียกว่าผีอีกต่อไป จะถือว่าได้กำเนิดใหม่ ในภพภูมิใหม่โดยสมบูรณ์ เป็นสัตว์ต่างๆ กันไป เช่น สัตว์นรก, เปรต, อสูร, เทวดาก็ว่ากันไป ทั้งนี้ด่านคัดเลือกจิตวิญญาณนี้ จะไม่มีจิตวิญญาณชั้นสูง เพราะจิตวิญญาณชั้นสูงนั้น เวลาตายจะเกิดนิมิตดีก่อนแล้วเทวทูตจะนำตัวไปเองเลย โปรดเข้าใจว่าจิตวิญญาณที่มีบุญมาก เทวทูตจะมารับ แต่จิตวิญญาณที่มีกรรมมาก ยมทูตจะมารับ แตกต่างกันมากนะครับ โดยจิตวิญญาณที่ถูกยมทูตมารับนั้น จะต้องไปยังสถานที่แห่งหนึ่งในโลกทิพย์คาบเกี่ยวสวรรค์ชั้นที่หนึ่ง แต่ไม่ใช่สวรรค์ชั้นที่หนึ่งโดยตรง เป็นสถานที่กลางๆ ไว้คัดแยกกรองวิญญาณทั้งหลาย วิญญาณจะหลงทางและไม่เข้าใจอะไรเลย เหมือนเวลาเราถูกตีหัวใหม่ๆ ฟื้นมาใหม่ๆ เราก็จำอะไรไม่ค่อยได้ หลงๆ ลืมๆ วิญญาณก็เหมือนกัน เมื่อตายแล้วจะจำอะไรไม่ได้ทั้งหมด จำได้นิดหน่อย วนเวียนไปมากับความทรงจำน้อยนิดเพียงเท่านั้น และจะวนไปวนมาซ้ำๆ อยู่อย่างนั้น แต่ถ้ามีจิตใจคิดได้ สงสัยได้ ทำอะไรได้มากๆ จะไม่ใช่สัมภเวสีแล้ว เช่น ถ้ามนุษย์ถอดกายทิพย์ หรือใช้จิตวิญญาณบางดวงลงไปยังที่แห่งนี้ มนุษย์จะรู้และเข้าใจหรือคิดอะไรได้มากกว่า ยกตัวอย่างเช่น คนที่ตายขณะกำลังกินข้าวพอดี แล้วจิตวนเวียนอยู่แต่เรื่องนั้น ก็จะนั่งกินข้าวอยู่อย่างนั้นไม่ไปไหนเสียที จะหลงลืมจดจำอะไรไม่ได้ จำได้แค่นั้น ถ้าเราถอดจิตไปพบสถานที่ไหนมีวิญญาณจำนวนมากวนเวียนวุ่นวายกับอะไรอยู่ไม่รู้ ดูคล้ายคนอยู่ร่วมกัน แต่เหมือนไม่รู้เรื่องอะไรเลยถามอะไรก็ตอบไม่ได้ วนอยู่กับเรื่องของตน เหมือนคนบ้าอย่างนั้น ให้ทราบเลยว่านั่นคือที่ที่แยกออกมาจากสถานที่คัดกรองจิตวิญญาณ สถานที่นี้ ไม่ได้รับอนุญาตตามกฎยมทูตแต่ก็มีได้ เพราะจิตวิญญาณมีจำนวนมาก และยมทูตทำงานไม่ทัน อันนี้เป็นเรื่องปกติ เพราะ แม้แต่เมืองมนุษย์ก็ยังมีสัมภเวสีได้มากมาย ระหว่างดินแดนคัดแยกจิตวิญญาณนี้ จึงมีที่ที่แปลกแยกออกมาสำหรับสัมภเวสีโดยเฉพาะด้วย ให้ทราบว่าอันนี้ ไม่ใช่ภพปกติ

ในคนที่ถูกสัมภเวสีเข้าแทรกในตัว ก็จะมีอาการวนเวียนๆ อยู่กับความคิดเดิมๆ ไม่มากไปกว่าเดิม เหมือนคนจะบ้าฉะนั้น จิตวิญญาณสัมภเวสีจะทำให้คนบ้าได้ โดยทำให้หลงอยู่กับความคิดเดิมๆ อันนั้นไม่ไปไหน หาทางออกไม่ได้ แต่ถ้าจิตวิญญาณนั้นไม่ใช่สัมภเวสีจะไม่วนแต่เรื่องเดิมๆ แบบนั้น จะมีเรื่องราวมากมาย มีหน้าที่ มีภาระเยอะแยะ เหมือนคนเกิดใหม่แล้ว เติบโตในภพภูมิใหม่ก็จะมีหน้าที่มีเรื่องราวของตนมากมายเช่น จิตวิญญาณที่เป็นเทพเทวดาแบบนี้ถ้ามาแทรกอยู่ในกายสังขารมนุษย์จะไม่ทำให้เป็นบ้าแต่จะคล้ายล้นบาตรเกินบาตรทำอะไรเกินๆ ขาดๆ ไป แต่ก็พูดคุยได้ปกติ แถมมีความสามารถพิเศษเพิ่มขึ้นมาด้วย อันนี้ คือ ข้อแตกต่างของจิตวิญญาณที่แทรกในร่างที่ไม่ใช่สัมภเวสี การโปรดสัมภเวสีนั้นคล้ายกับการพยายามพูดคุยกับคนบ้า คนเสียสติมาก โปรดได้ยากมาก

สำหรับการรับจิตวิญญาณที่ดีนั้นไม่ค่อยมีปัญหาเพราะมีน้อย เทวดาเยอะกว่าคนมาก แต่คนที่จะได้ขึ้นสวรรค์มีน้อยกว่าตกนรกดังนั้นเทวทูตจึงไม่ค่อยมีปัญหาเหมือนยมทูต อนึ่ง จิตวิญญาณที่ถูกยมทูตพาตัวไปนั้น ไม่จำเป็นต้องตกนรกทั้งหมด มีบางส่วนได้ขึ้นสวรรค์ด้วย โดยจะขึ้นสวรรค์ชั้นสูงสุดได้คือชั้นที่สอง หรือชั้นดาวดึงส์ อันที่จริง ด่านนี้ เป็นด่านคัดกรองของท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ หนึ่งในสี่ท้าวจตุโลกบาลก็คือพระอินทร์ผู้ครองสวรรค์ชั้นที่สอง พระอินทร์ปกครองสวรรค์ชั้นที่สองในฐานะพระอินทร์ แต่ยังมีพื้นที่บางส่วนที่ท่านปกครองอยู่ในสวรรค์ชั้นที่หนึ่งด้วย คือ ส่วนที่อยู่บนท้องฟ้า ส่วนนี้จะมีคนธรรพ์อยู่มาก ท่านจะปกครองในนิรมาณกายอีกแบบหนึ่ง เป็นหนึ่งในสี่ท้าวจตุโลกบาล ดังนั้น ท่านจึงทำหน้าที่สองหน้าที่เช่นเดียวกันกับพญามัจจุราช เมื่อท่านลงนรก จะทำหน้าที่เป็นพญามัจจุราช แต่เวลาท่านออกจากนรก จะแปลงกายเป็นพวกยักษ์ไปปกครองพวกยักษ์ กายท่านก็จะเปลี่ยนไปอีก คือ ทรงเครื่องงดงามอลังการมากขึ้นกว่าตอนลงนรก ดังนั้น ด่านคัดแยกนี้ จึงจำแนกดวงจิตตั้งแต่นรกถึงสวรรค์ชั้นที่สอง เมื่อดวงจิตได้พบพญามัจจุราช ท่านจะพยายามถามให้ดวงจิตระลึกถึงผลบุญ เพื่อช่วยให้จิตนั้นผ่องใสขึ้น ก็จะได้ขึ้นสวรรค์ แต่ถ้านึกถึงผลบุญไม่ออกเลย ก็จะต้องตกนรกสถานเดียวเท่านั้น

อนุตรธรรม เรื่อง การใช้พลังภาคดำเพื่อทำกิจของพระโพธิสัตว์

พระโพธิสัตว์เมื่อปฏิบัติธรรมขั้นสูงจิตจะบริสุทธิ์มาก และหยุดกิจทั้งหมด ท่านจะละวางหมดไม่ทำกิจใดเลย ปล่อยวางหมด เมื่อถึงจุดนี้ จำต้องหาวิธีทำให้ทำกิจต่อให้ได้ ทางตันตระได้ค้นพบวิธีหนึ่ง คือ การดูดซับพลังภาคดำ เช่น พลังมาร, พลังอสูร เข้าตัวแล้วนำไปใช้ทำกิจ ซึ่งพลังเหล่านี้ จะใช้จนหมดไป ก็กลับเข้าสู่ภาวะเดิมอีก จึงมีรอบของการดูดซับพลังดำเป็นรอบๆ คือ เมื่อหมดไปก็ดูดซับเข้ามาใหม่ ดังจะได้กล่าวต่อไป

๑)   พระอวโลกิเตศวร

ท่านจะดูดซับพลังดำของพระกาลี ซึ่งเป็นภาคหนึ่ง ชาติหนึ่ง ในการเวียนว่ายตายเกิดของท่าน ทำให้มีลักษณะคล้ายคนห่มผ้าคลุมสีดำ (เมื่อเพ่งด้วยตาทิพย์) และสามารถทำกิจต่อไปได้ โดยไม่ละวางไปเสียทั้งหมด พลังนี้ ทำให้มีความโกรธแค้นและหึงหวง ถ้าดูดซับมามากต้องระวังกรรม แต่ถ้าใช้ไปหมดถูกวิธีก็จะไม่มีปัญหาอื่นตามมา

๒)   พระเมตตรัย

ท่านจะดูดซับพลังดำของอสูรที่มีกามมาก ซึ่งท่านเคยเกิดเป็นอสูรจึงสามารถเข้ากับพลังอสูรนั้นได้ ส่งผลให้ลัทธิตันตระมีการใช้กาม เสพกาม เพื่อบำเพ็ญบารมี วิธีนี้ค่อนข้างไม่เหมาะสมในวงกว้าง และมักต้องทำลับๆ จึงกลายเป็นที่มาของลัทธินิกายลับ แต่ได้ผลดีเมื่อจิตมีความบริสุทธิ์มากจนเกือบจะละสังขารนิพพานไปก็ดี หรือไม่ยอมทำกิจทำกรรมใดๆ อีกก็ดี พลังกามนี้ มีช่วงระยะสั้น ทำกิจได้ระยะสั้นจะหมดเร็ว ระหว่างนั้นต้องระวัง

๓)   พระสมันตภัทร

ท่านจะดูดซับพลังดำของมารต่างๆ ซึ่งท่านเองก็เคยบำเพ็ญบารมีมาทางมาร ทำให้รัศมีกายชั้นนอกสุดของท่านมีสีดำได้ และพลังนี้เองทำให้ท่านสามารถทำกิจทางโลกได้มาก เช่น การสร้างวัด, สร้างสถานธรรม ฯลฯ พลังนี้ ทำให้ท่านมีจิตอาฆาตได้แบบชั่วคราว เช่น พระนเรศวร ก็ทรงมีจิตเป็นโพธิสัตว์ แต่ใช้พลังภาคมารเป็นพลังในการกอบกู้เอกราช พลังนี้ ต้องใช้อย่างระวัง ถ้าไม่เคยบำเพ็ญบารมีผ่านการเป็นมารมาก่อนจะทำไม่ได้

วิธีนี้เป็นหลักการของลัทธิตันตระ เพื่อแก้ไขภาวะจิตที่บริสุทธิ์มากเกินไปของโพธิสัตว์ ซึ่งมีหลายวิธีด้วยกัน เช่น การรับจิตวิญญาณอสูรพาหนะทรงเข้ามาร่วมอยู่ในกายสังขาร ก็เป็นทางแก้อย่างหนึ่ง แต่จะส่งผลให้กายสังขารนั้นต้องรับกรรมตามแบบอสูรด้วย คือ อาจขาดแคลนปัจจัย อยู่อย่างยากลำบากหน่อย ทำให้ทำกิจยากไปกว่าเดิม ดังนั้น การใช้เพียงพลังดำบางส่วนของภาคมารและอสูร จึงดีกว่าการรับจิตวิญญาณเข้าสู่ร่างกาย เพราะไม่กระทบต่อระดับบุญบารมีที่มีแต่เดิม (ได้กายบารมีไหนก็ยังเหมือนเดิม) เพียงกระทบแต่พลังภายนอกที่คลุมอยู่เท่านั้นเอง ซึ่งจะอยู่ไม่นานนัก ก็จะค่อยๆ หมดลงไป

วิธีนี้ ไม่ค่อยมีคนเชื่อ หรือใช้เท่าไร เพราะการจะฝึกจิตให้บริสุทธิ์มากจนถึงขั้นนี้เป็นของยาก มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ทำได้ และจำเป็นต้องใช้วิธีนี้ ซึ่งจะเป็นไปเองตามธรรมชาติ เช่น พระสมันตภัทร เมื่อรู้สึกไม่อยากอะไร ใดๆ แล้ว แต่จะมีที่สิ่งกระตุ้นให้ลุกขึ้นสู้ หรือเกิดความอาฆาตแค้นได้อีก อันนี้ให้ทราบว่าอาจไม่ได้เกิดจากมารแทรกหรือจิตวิญญาณภายในเป็นมาร แต่อาจเป็นด้วยพลังมารบางส่วนเข้ามาปกคลุมเพื่อให้ทำกิจเท่านั้นเอง ทำให้เกิดอารมณ์เพียงชั่วครู่ชั่วขณะ พระโพธิสัตว์จะระบายอารมณ์หรือพลังไปกับการทำกิจบางประการไม่นานนักก็จะค่อยๆ หมดลงไป เพราะไม่ได้เกิดจากจิตวิญญาณนั่นเอง ในกรณีนี้บางท่านอาจไม่เข้าใจว่าทำไมผู้ปฏิบัติธรรมขั้นสูงบางท่านจึงมีนิสัยแปลกๆ เช่น ทำไมยังมีโกรธมีแค้นได้อีก, มีกามได้อีก ขอให้ทราบตามที่อธิบายมานี้ และหากท่านพบว่าพระโพธิสัตว์กำลังมีพลังดำปกคลุมอยู่ ก็ให้ท่านระบายพลังดำนั้นไปกับกิจต่างๆ ก่อน ค่อยเข้าหาเมื่อพลังดำจางลงแล้ว ก็จะสามารถพูดคุยกันได้รู้เรื่อง จะไม่ต้องมีเรื่องกระทบกระทั่งกัน ขอให้เข้าใจกันด้วย สำหรับบทความฉบับนี้ ขอจบลงเพียงเท่านี้

อนุตรธรรม เรื่อง การแปลงพลังภาคดำเป็นขาวของพระโพธิสัตว์

พระโพธิสัตว์เมื่อปฏิบัติธรรมขั้นสูงจิตจะบริสุทธิ์มาก ทำให้ไม่ทำกิจใดๆ เลย ปล่อยวางทั้งหมด จากนั้นท่านจะฝึกดูดซับพลังภาคดำมาใช้เป็นพลังในการทำกิจ แต่เมื่อมากๆ เข้า ท่านจะคุ้นเคยกับพลังดำจนสามารถซักฟอกพลังดำให้เป็นขาวได้ เหมือนการขจัดกิเลสทั่วๆ ไปนั่นเอง ในขั้นนี้ พลังดำจะค่อยๆ สลายเปลี่ยนแปลงไปเป็นขาวเอง เรียกว่า “ทองเลน” ซึ่งเหมาะสมที่จะใช้ดูดซับพลังดำแห่งภาคมารและอสูรให้ค่อยๆ หมดฤทธิ์ลง แล้วทำการโปรดต่อไป ผู้ที่ฝึกทองเลนได้ จะมีบารมีได้ “สังข์ทิพย์” อยู่ในกายทิพย์ ถ้าผู้ใดมีสังข์ทิพย์ก็ทราบได้เลยว่าเขาสำเร็จพลังทองเลนแล้ว ดังจะได้กล่าวต่อไป

การฝึกพลังทองเลน

ให้ฝึกดูดซับพลังดำจากภาคมารหรืออสูร แล้วนำมาซักฟอกทีละน้อย อนึ่ง การจะฝึกได้ต้องสำเร็จอรหันต์ก่อน คือ รู้วิธีขจัดกิเลสหรือพลังดำทุกชนิดก่อน ไม่มีทางอื่นเลยที่ผู้ฝึกจะชำระพลังดำเป็นขาวได้โดยไม่สำเร็จอรหันต์ก่อน เมื่อสำเร็จอรหันต์แล้ว จึงค่อยฝึกดูดซับพลังดำเข้าตัว ลดทอนพลังดำของผู้อื่น ทำให้ผู้อื่นมีความโกรธแค้น, อาฆาต และความมืดบอดน้อยลง จากนั้น ค่อยๆ ชำระซักฟอก ให้ขาวขึ้น จึงค่อยๆ ถ่ายระบายกลับเข้าไปยังคนเดิม สำหรับผู้ชำนาญแล้ว จะทำสองอย่างคู่กัน คือ ดูดซับพลังดำ พร้อมถ่ายพลังขาวที่ตนมีสะสมไว้ในตัวให้ผู้ที่ต้องการโปรด เมื่อพักสักครู่ ชำระพลังดำแล้ว ก็จะโปรดสอนธรรม พูดไม่มาก เขาก็จะปล่อยวางได้ง่ายๆ แต่ถ้าไม่ใช้การดูดซับพลังดำออกก่อน ก็จะสอนได้ยาก จิตมีมิจฉาทิฐิมาก ไม่ปล่อยวางได้ง่ายๆ นี่คือ หลักการของทองเลน สำหรับผู้ที่ฝึกทองเลนได้สำเร็จจริงๆ จะรู้สึกทันทีว่ามีพลังดำเข้าตัวเช่น รู้สึกเครียด, รู้สึกมีกิเลสมากขึ้น เมื่อพลังดำเข้าตัว และความรู้สึกนี้จะค่อยๆ ลดลงไป พร้อมปัญญาความเข้าใจในกิเลสตัวนั้นๆ หรือความคิดของคนนั้นๆ เหมือนได้รับปริศนาเข้าไปศึกษา เมื่อคลี่คลายได้แล้วจึงเข้าใจปมปริศนาของคนที่มีพลังดำ ที่ยึดมั่นถือมั่นนั้น

บางท่านฝึกพลังทองเลน ทั้งๆ ที่ยังไม่บรรลุอรหันต์ และดูดซับพลังดำจากคนที่มีจิตหม่นหมอง ซึ่งไม่ใช่พลังดี กรณีนี้ จะสำเร็จได้ก็ต้องมีบารมีเก่ามาก เมื่อสำเร็จ จะทำให้จิตแบ่งภาคออกเป็น “โพธิสัตว์กษิติครรภ์” และ “มังกรดำ” อยู่ด้วยกัน ส่วนที่เป็นพลังดำจะหลอมรวมตัวกำเนิดเป็นมังกรดำที่ดุร้ายและมีความคับแค้นใจ รวมพลังความคับแค้นใจของผู้คนเข้าเป็นพลังของตน ส่วนที่เบื่อหน่ายและมีใจเมตตา จะให้กำเนิดโพธิสัตว์กษิติครรภ์ เมื่อถึงจุดนี้ จะรู้สึกได้ชัดเจนว่ามีความแปลกแยกภายในตนเอง มีสองความ คิด ความรู้สึก ต่อต้านและขัดแย้งกันเอง จิตหนึ่งดีงามบริสุทธิ์แน่วแน่ เงียบนิ่ง มีเหมือนไม่มี แต่จิตหนึ่งจะเคลื่อนไหวและพยายามทำกิจมาก ซึ่งเต็มไปด้วยความคับแค้นใจ นี่สามารถสำเร็จเป็น “อรหันตโพธิสัตว์” พร้อมทรง “มังกรดำ” ได้ด้วยบารมีเก่านั่นเอง

สำหรับผู้ที่ไม่มีบารมีเก่ามากพอไม่ควรฝึกทองเลนทั้งๆ ที่ยังไม่บรรลุอรหันต์ นอกจากว่าท่านจะฝึกเล่นๆ ไม่มีผลจริง ทำกันเล่นๆ ไม่เกิดอะไรขึ้นจริงๆ แต่สำหรับท่านที่ฝึกจริงได้ผลจริงนั้น จะส่งผลให้จิตใจดุร้าย, เครียด, อาฆาต, หม่นหมอง ได้มากมาย ท่านไปช่วยคนที่มีจิตหม่นหมองแบบใด ท่านก็ต้องรับความรู้สึกแบบนั้นเข้าไป และท่านก็ต้องเป็นเช่นนั้นด้วย ก็ต่อเมื่อท่านแก้ไขความรู้สึกภายในของท่านได้แล้ว ก็จะพบวิธีโปรดคนอื่นด้วยเช่นกัน ดังนี้ ท่านจึงโปรดคนได้มากมายไม่มีขีดจำกัด ปรับตามผู้คนได้เรื่อยๆ

ดังนั้น ท่านอาจพบได้ว่าพระโพธิสัตว์ทำไมจึงมีจิตดุร้ายขึ้น หม่นหมองขึ้น มีกิเลสมากขึ้น ในบางช่วง และกลับมาใสบริสุทธิ์เหมือนเดิมได้ เมื่อท่านไปพูดคุยกับเขา จะรู้สึกหายความทุกข์ ความเครียด กิเลสเบาบางลงได้เร็ว ทั้งๆ ที่ตนเองไมได้ทำอะไรเลย แค่คุยระบายความรู้สึกเท่านั้น นี่เพราะพระโพธิสัตว์นั้น สำเร็จพลังทองเลน ดูดซับพลังดำในตัวท่านไปชำระซักฟอกให้นั่นเอง แต่นี่ยังไม่ทำให้ท่านบรรลุธรรม การจะบรรลุธรรม ต้องอาศัยธรรมช่วยต่อด้วยอีกนิดหน่อย ซึ่งเมื่อถึงจุดนั้นแล้ว ก็ไม่ยากเกินไปนัก

อนุตรธรรม การบำเพ็ญเซียนสายดำและสายขาว

เซียน คือ เทวดาชั้นดุสิต ที่มีบุญน้อย แต่บารมีมากพอที่จะตรัสรู้เองเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าได้ เพราะบุญน้อยจึงไม่มีกำลังพอจะเวียนว่ายตายเกิดมาก เซียนจำนวนหนึ่งจึงไม่คิดสะสมบารมีเป็นพระพุทธเจ้า แต่ยังมีเซียนอีกพวกหนึ่งที่พร้อมยอมเวียนว่ายตายเกิดต่อไปเพื่อสะสมบารมีหวังตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง เซียนแบบหลังนี้ จะต้องลงมาเกิดเพื่อบำเพ็ญบารมีจากเซียนขึ้นเป็นโพธิสัตว์ด้วย แต่เซียนแบบแรกไม่ต้องก็ได้

เซียนสายขาว

คือ เซียนที่บำเพ็ญบารมีมาจาก “กุมาร” คำว่ากุมาร คือ วัยเรียนรู้นั่นเอง พวกเขาจะมีลักษณะที่พร้อมยอมให้ผู้อื่นสอน แต่จะซุกซนตามวิสัยเด็ก ทั้งนี้จะเรียนวิชชาใดวิชชาหนึ่งก็ได้ แต่ต้องเรียนจนบรรลุถึงสุดยอดของวิชชานั้นๆ แม้จะไม่หลุดพ้นนิพพาน แต่ให้ไม่ละเลย ไม่หยุดกลางคัน และค้นคว้าต่อไป จนไม่เหลืออะไรอีกในวิชชานั้น เพื่อเป็นรากฐานของผู้ตรัสรู้ ผู้ที่จะตรัสรู้เองได้นั้น ถ้าหยุดกลางคัน ไม่สำรวจวิชชาตนเอง ไม่อาจทราบว่าตนยังไม่ถึงสุดยอดของวิชชาแล้ว ก็จะไม่มีทางตรัสรู้เองได้เลย ดังนั้น การบำเพ็ญเซียนอย่างหนึ่งเพื่อตรัสรู้ โดยการฝึกตนให้ร่ำเรียนให้ถึงที่สุดของวิชชา ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นแล้ว ครูบาอาจารย์ก็ไม่อาจช่วยเราได้เลย เราต้องพลิกแพลงหรือคิดค้นด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นวิชชาอะไรก็ได้ทั้งสิ้น เช่น วิชชาทำอาหาร, วิชชาเย็บผ้า, วิชชาปลูกพืช ฯลฯ ล้วนใช้เป็นฐานในการบำเพ็ญเซียนได้ทั้งสิ้น อนึ่ง เซียนสายขาวนี้แบ่งได้อีกคือ

  • เซียนอิทธิฤทธิ์

เช่น เซียนนาจา จะบำเพ็ญวิชชาสายอิทธิฤทธิ์ เช่น กีฬา, การต่อสู้, การทหาร, วิชชาทางจิต ฯลฯ เหล่านี้ ฝึกแล้วจะสำเร็จได้สูงสุดเป็นเซียนอิทธิฤทธิ์ การบำเพ็ญเซียนสายอิทธิฤทธิ์นี้ ค่อนข้างยาก แต่สำหรับบางท่านที่มีพรสวรรค์ก็สำเร็จเร็วก็มี เช่น บางท่านฝึกตาทิพย์สิบปียี่สิบปีก็ไม่สำเร็จก็มี แต่บางท่านกลับฝึกไม่กี่เดือน สำเร็จได้ก็มีเช่นกัน ดังนั้น การแบ่งเหล่ากุมารให้บำเพ็ญถูกต้องตามสายต่างๆ จึงมีความจำเป็นอย่างมาก 

  • เซียนปัญญา

เช่น เซียนเหอเซียวหวิน ซึ่งเป็นเซียนองค์ที่สามในแปดเซียน ซึ่งร่ำเรียนวิชชาแพทย์ อนึ่ง เราทั้งหลายสามารถบำเพ็ญบารมีจนถึงขั้นเซียนได้ ด้วยการตั้งใจเรียนอะไรก็ได้ เช่น เรียนวิชชาต่างๆ ในห้องเรียนก็ดี, นอกห้องเรียนก็ดี แม้กระทั่งการเล่นต่างๆ การฟ้อนรำ, การร้องเพลง ฯลฯ ถ้าบำเพ็ญฝึกฝนถึงที่สุด ทะลุทะลวงได้แล้ว ก็กลายเป็นเซียนได้ทั้งสิ้น เมื่อสำเร็จเซียนแล้ว ย่อมมีความเชี่ยวชาญชำนาญพิเศษในเรื่องนั้นๆ

เซียนสายดำ  

คือ เซียนที่บำเพ็ญบารมีจากเทพกึ่งสัตว์, เทพอสูร เช่น เทพวานร, เทพไก่ เหล่านี้จะมีวิชชาที่ไม่ตรงทางอยู่ก่อน แล้วมาปรับใหม่ให้ถูกต้อง ก็จะสำเร็จเป็นเซียนได้ แต่สำหรับเทพอสูรนั้น ไม่อาจแก้ไขได้ อสูรมีกรรม ต้องรับกรรมตามนั้น คือ ต้องบำเพ็ญวิชชาอสูรให้ถึงจุดสูงสุดของวิชชาก่อน จึงจะสำเร็จเป็นเซียนได้ โดยมากจะสำเร็จสุดยอดวิชชาก็ต่อเมื่อ “ตาย” เป็นส่วนใหญ่ คือ ยอมตายเพื่อสำเร็จสุดยอดวิชชา แล้วช่วงใกล้ตายนั้นคิดได้ ก็จะสำเร็จวิชชาเป็นเซียนได้ อสูรมีกรรมอย่างนี้ แต่สำหรับเทพกึ่งสัตว์ จะไม่มีแบบนี้ เพราะเทพกึ่งสัตว์ไม่ใช่อสูร มีบุญมากกว่ากรรม บุญไม่มาก แต่มากพอหนุนตัวให้ได้รับการศึกษาได้ แต่อสูร และเหล่าอบายภูมิสี่ จะไม่มีบุญมากพอที่จะได้รับการศึกษา ไม่ได้รับวิชชาจากครูบาอาจารย์ อย่างไรก็ตาม เทพอสูรหากเดินวิชชาอสูรของตนเองถึงขั้นสูงสุดจนถึงขั้นตายได้ ก็สามารถบรรลุเซียนได้เช่นกัน ดังนั้นจึงเกิดมิจฉาทิฐิกันว่าการบรรลุเซียนคือการหลอกให้อสูรไปตายก็มี เหล่าอสูรทั้งหลายถูกหลอกอย่างนี้ จึงไม่มีอสูรไปบำเพ็ญเซียนอีก แต่อย่างไรก็ตาม การบำเพ็ญเซียนนี้ ก็สามารถเดินได้ทั้งสองสาย คือ สายขาวและสายดำ แต่การบำเพ็ญเพื่อโสดาบันขึ้นไป ต้องเดินสายขาวเท่านั้น

อนุตรธรรม การฝึกจิตจนเหลือจิตวิญญาณเพียงสองดวง

จิตในกายสังขารของมนุษย์ไม่เที่ยง ในพุทธกาลของพระสมณโคดม อายุขัยมนุษย์มีประมาณได้ร้อยปี กายสังขารหนึ่งๆ จะสูงไม่เกินสี่ศอก และมีดวงจิตได้ ๘๙ ดวง สูงสุดไม่เกิน ๑๒๑ ดวง แต่ในบางยุคสมัยมนุษย์มีอายุขัยมาก ดวงจิตในกายสังขารจะมากกว่านี้ อนึ่ง พระมหาโพธิสัตว์ ซึ่งเข้าถึงความมหาโพธิสัตว์ใหม่ๆ จะเริ่มแบ่งภาคจิต และจะคุ้นเคยกับภาวะแบ่งภาคจิต ไม่คุ้นเคยกับภาวะรวมจิต ดังนั้น จึงไม่ชำนาญในการรวมบารมีเพื่อไปสู่สภาวธรรมเดิมแท้ ท่านจึงกลายเป็นธรรมะภาคก่อเกิด คือ ให้กำเนิดดวงจิตใหม่ๆ มากมาย แต่พระพุทธเจ้า ผ่านภาวะนั้นมาแล้ว ท่านรวมดวงจิตเป็นแล้ว โดยการฝึกรวมบารมี และเริ่มดึงดวงจิตเก่าๆ เข้ามาโปรดในกายสังขาร จนได้ประมาณ ๑๒๑ ดวง จึงมีความแตกต่างจากธรรมของพระโพธิสัตว์ สภาวะภายในก็ต่างกัน กล่าวคือ ดวงจิตในกายสังขารของพระโพธิสัตว์ที่รวมจิตรวมบารมีไม่เป็น มักมีดวงจิตน้อย แต่ดวงจิตในกายสังขารของพระพุทธเจ้าจะมีมากกว่า และสามารถมีมากไปได้เรื่อยๆ เพื่อสืบอายุ ขัยยาวออกไปอีกถึงหนึ่งกัปก็ได้ ดังที่พระพุทธองค์ได้เคยกล่าวไว้นั่นเอง

จิตในกายสังขารของพระมหาโพธิสัตว์มักมีสองดวง คือ จิตหลัก (หรือจิตสังขารที่จะประจำสังขาร จุติออกไปไหนไม่ได้) และจิตรอง (ที่จะทำหน้าที่เหมือนเทพประจำตัว เป็นเจตภูต หรือองค์รักษ์ หรือม้าทรง) มีเพียงสองดวงจิตเป็นสำคัญ จิตหลักมักจะบรรลุอรหันต์ มีกายทิพย์เป็นโพธิสัตว์ เรียกว่า “อรหันตโพธิสัตว์” และจิตรองจะเป็นอย่างอื่น เช่น เทพ, พรหม, อสูร, มาร ถ้าพระสงฆ์รูปใดมีจิตรองเป็นเทพจะสร้างวัดพัฒนาท้องถิ่นทุรกันดารมาก ถ้ารูปใดมีจิตรองเป็นพรหม จะนิยมนั่งสมาธิบ่อยๆ และนาน มักเปิดเป็นสถานสอนทำสมาธิ และมักติดฌาน บ้างก็ทำนายทายทักด้วยก็มี แต่ถ้ารูปใดมีจิตรองเป็นอสูร ก็จะปราบ ทำหน้าที่ปราบมาร ด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งทางจิตและทางสังขารก็มี และถ้ารูปใดมีจิตรองเป็นมาร ก็จะทำบุญมากมาย สร้างถาวรวัตถุยิ่งใหญ่อลังการ ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่มีใครผิดเลย เป็นยุคสมัยของธรรมกึ่งหลังพุทธกาลทั้งสิ้น ที่จะมีเหล่า เทพ, พรหม, อสูร, มาร เข้ามาค้ำพระพุทธศาสนา ดังนั้น พระรูปใดได้อรหันตโพธิสัตว์แล้ว จะมีดวงจิตทั้งสี่เหล่านี้อยู่ อย่าได้เพ่งโทษโกรธกัน คนเราจะให้สมบูรณ์แบบ คงไม่ได้ ขอให้ยอมรับจุดบกพร่องของกันและกัน เราคงห้ามเทพกับมาร ไม่ให้ตีกัน คงไม่ได้ ห้ามอสูรกับพรหมตีกัน ก็ไม่ได้ แต่ขอให้เข้าใจเถิดว่านี่คือยุคสมัยของธรรมหลังกึ่งพุทธกาล

อนึ่ง พระอรหันต์ที่มีจิตดวงเดียวได้อรหันต์แล้ว จึงคิดว่าเราเป็น “อเสขบุคคล” คือ ไม่ต้องปฏิบัติธรรมต่อไปอีกแล้ว จะมีจิตดวงเดียวรอจุติ เป็นคน “ชะตาขาด” ใครเห็นจะทักว่าไม่อาจมีชีวิตต่อไปได้นานอีกแล้ว แต่บุญผ้าเหลืองที่ห่อหุ้มไว้ จะเป็นเครื่องต่อชะตา ดังนั้น เมื่อใครคนหนึ่งฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า มีจิตแน่วแน่หนึ่งเดียวมากในนิพพาน ทำให้จิตดวงอื่นๆ ไม่สามารถอยู่ในกายได้ จุติออกไปหมด สุดท้ายเหลือจิตดวงเดียว คนแบบนี้ จะบรรลุอรหันต์ พร้อม “ชะตาขาด” ต้องบวชทันที เมื่อได้ครองผ้าเหลืองก็จะต่ออายุขัยต่อไปได้ เพราะเจ้ากรรมนายเวรจะละเว้น เห็นอยู่ในผ้าเหลือง ชีวิตก็จะยืดยาวต่อไปอีกสักระยะ จนกว่าจะไม่เหลืออะไรอีก ก็ถึงวาระละสังขารไป พระอรหันตสาวกจำนวนมาก มีจิตแบบนี้ คือ ดวงเดียวเป็นอรหันต์ และจะอยู่คล้ายพระปัจเจกพุทธเจ้ามาก คือ นิยมความวิเวกสันโดษ เนื่องจากไม่มีจิตดวงอื่นสัมพันธ์อะไรกับทางโลกเลย แต่ท่านเหล่านี้ไม่ได้มีญาณหยั่งรู้เองถึงระดับพระปัจเจกพุทธเจ้า จึงต้องอาศัยพระธรรมวินัยปกป้องตนเองไว้ จึงก่อเกิดเป็นพุทธศาสนาในที่สุด แต่พระอรหันต์อีกประเภทหนึ่ง ในสมัยพุทธกาลไม่ใช่อย่างนี้ จะมีดวงจิตเพิ่มเติมในกายสังขารมากขึ้น เพื่อโปรดจิตเหล่านั้นต่อไป ตามรอยพระพุทธเจ้า จนกว่าจะครบ ๘๙ ดวง หรือ ๑๒๑ ดวง ก็จะละสังขารไป เนื่องจากท่านเหล่านี้เป็นพระอรหันตโพธิสัตว์ เช่น พระมหากัจจายนะ ที่อรหันต์แล้ว ถูกผู้ชายนึกอยากเอาไปเป็นภรรยา ท่านยังแช่งให้ผู้ชายคนนั้นกลายเป็นผู้หญิงได้ นี่ถ้ามีแต่จิตอรหันต์ดวงเดียว มีหรือที่พระอรหันต์จะแช่งใครอย่างนั้น        

การบรรลุอรหันต์แล้วนิพพานไปโดยมีจิตในกายสังขารเพียงสองดวง จะมีสถานะเป็น “ปัจเจกอรหันต์” คือ ไม่ใช่พระปัจเจกพุทธเจ้า เพราะปัญญาญาณไม่ถึง ได้เพียงอรหันต์ แต่มีลักษณะการดำรงอยู่และดำเนินไปอย่างเช่นพระปัจเจกพุทธเจ้า ตัวอย่างพระปัจเจกอรหันต์มีมากมาย เช่น หลวงปู่เทพโลกอุดร ซึ่งไม่นิยมจะเข้ากับหมู่สงฆ์เหล่าใดๆ เลยในประเทศของเรานี้ไม่ว่านิกายใด มีบ้างที่มาบิณฑบาตโปรดสัตว์ แต่ไปมา ราวกับพระปัจเจกพุทธเจ้าฉะนั้น แต่พระอรหันต์ที่เราเห็นกันอยู่คุ้นตา เช่น หลวงพ่อฤษีลิงดำ, หลวงพ่อสด ฯลฯ นี้ เป็น “อรหันตโพธิสัตว์” คือ อรหันต์แล้วโปรดสัตว์ต่อ ไม่หยุดกิจเสีย ก็ดูเอาเถิดว่าท่านเหล่านี้ทำอะไรให้ประเทศบ้าง มากมายนักหนาไม่ใช่หรือ ไม่ใช่ลักษณะของ “อรหันตสาวก” เลย มีความเป็นผู้นำชัดเจน ชัดแจ้ง มากกว่าความเป็นผู้ตาม มีความเป็นสาวกน้อย มีความเป็นเจ้ามาก มีบริวาร สานุศิษย์ให้ช่วงใช้มากมาย นับไม่ถ้วน นี่เขาอรหันต์จริง แต่เขามีวิถีอยู่แบบโพธิสัตว์ จึงได้ธรรมแบบอรหันตโพธิสัตว์ ถ้าเขาอรหันต์แล้วมีวิถีอยู่แบบพระสาวก เป็นผู้น้อยเจียมตน ปลีกตัวไม่ยุ่งสังคม ไม่ทำบุญ ไม่ทำกิจใดๆ ต่ออีก มีวินัยครองตัวเคร่งครัด เขาถึงเรียกได้ว่า “อรหันตสาวก” นี่ท่านคงเห็นความแตกต่างหรือยัง น่าจะชัดเจนนะ จะขอสรุปให้ชัดเจนง่ายๆ ดังนี้

พระอรหันต์มีหลายแบบ ดังนี้

๑)   พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

คือ พระอรหันต์ผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เองแล้วสร้างศาสนาพุทธ ไม่อยู่แบบปัจเจก เมื่อละสังขารแล้วนิพพาน อันนี้ทราบกับดีอยู่แล้ว จะไม่อธิบายอะไรให้มากความอีก

๒)   พระอรหันตสาวก

คือ พระอรหันต์ที่บรรลุธรรมได้ด้วยการช่วยเหลือของท่านผู้อื่น ตรัสรู้เองไม่ได้ ไม่ได้อยู่แบบปัจเจกพุทธะ อยู่แบบมีหมู่คณะ จึงมีธรรมวินัยครองอยู่ เพื่อให้เกิดความเรียบร้อยของหมู่คณะ ละสังขารแล้วจะนิพพานไป ไม่มีจิตมาโปรดสัตว์ทำกิจอะไรวุ่นวายมากมาย ตนเองเอาตัวเองรอดได้ ประคองตนอยู่ในธรรมวินัย บิณฑบาตเป็นเนื้อนาบุญไปก็พอ ตัวอย่างที่ชัดเจน เช่น พระภิกษุณีโกกิลา อันนี้ เป็นรูปแบบแท้ๆ ของอรหันตสาวก

๓)   พระยูไล

คือ พระอรหันต์ที่มีญาณหยั่งรู้ได้เอง เรียกว่าตรัสรู้เอง แม้มีธรรมะของผู้อื่นอยู่ แต่ท่านไม่เข้าใจ และหาทางของตัวเองจนบรรลุด้วยมรรควิธีของตนเองนั้น จึงไม่ได้บรรลุด้วยธรรมของผู้อื่น แม้มีธรรมของผู้อื่นก็ไม่อาจทำให้ตนบรรลุได้ ท่านมีบารมีมาก แต่ได้ทำกรรมมากและบุญมากเป็นอนันต์ไว้พร้อมกัน เมื่อละสังขารแล้วจึงไม่นิพพาน ต้องจุติที่สุขาวดี และมีอายุขัยยืนยาวนานมาก เพื่อชำระกรรม เสวยบุญ อันเป็นอนันต์นั้น ส่วนใหญ่มักทำกรรมด้วยการสร้างลัทธินิกายใหม่ๆ เพื่อโปรดสัตว์ในแบบที่แตกต่างออกไป เช่น พระตั๊กม้อ ผู้สร้างนิกายมหายานในประเทศจีน, หลวงปู่มั่น ต้นสายธรรมยุติใหม่  

๔)   พระอรหันตโพธิสัตว์

คือ พระอรหันต์ที่บรรลุธรรมได้ด้วยครูบาอาจารย์สายพระยูไลก็ดี หรือสายพระพุทธเจ้าก็ดี แล้วไม่หยุดกิจ ทำกิจต่อกรรมทั้งส่วนบุญหรือส่วนกรรมต่อไปก็ดี เพื่อโปรดสัตว์ ละสังขารแล้วจึงไม่นิพพาน ยอมไม่นิพพาน เพื่อทำกิจโปรดสัตว์ให้นิพพานไปก่อนตน ก็จะได้อรหันตโพธิสัตว์ เช่น หลวงตามหาบัว ลูกศิษย์สายหลวงปู่มั่น อย่างนี้ ท่านอกบุญรับทองคำไปช่วยชาติ จึงมีบุญมาก เสวยวิบากไม่หมดในชาติเดียว นิพพานไม่ได้ ต้องจุติไปเสวยบุญอนันต์นั้นก่อนที่สุขาวดี จึงจะนิพพานได้ในภายหลัง นับเป็นอรหันตโพธิสัตว์ อนึ่ง อรหันตโพธิสัตว์ เป็นสาวกแท้ของพระยูไล ส่วนอรหันตสาวก เป็นสาวกแท้ของพระพุทธเจ้า ทั้งสองแบบมีเจ้าต่างนายกัน เมื่อประชุมสงฆ์บนสวรรค์ จะมีหมู่คณะต่างกันไป คนละหมู่คณะกัน ไม่เข้าร่วมประชุมพร้อมกัน ขอให้เข้าใจผลความแตกต่างอันนี้ด้วย

๕)   พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า

คือ พระอรหันต์ที่ตรัสรู้เอง แล้วไม่สร้างศาสนา แต่มีบริวารมาก ปกครองได้ นิพพานไปก่อนที่จะสร้างศาสนา บุญกรรมกับบริวารยังไม่ขาดกัน ทำให้บริวารก็บรรลุแล้วนิพพานตามๆ ไปด้วยในลักษณะเดียวกัน ซึ่งบริวารบรรลุแล้วมีธรรมไม่ถึงพระปัจเจกพุทธเจ้า จึงอยู่ด้วยตนเองไม่ได้เต็มที่ จะส่งผลให้ธรรมระดับนิพพาน เกิดความวุ่นวายได้ จึงต้องมีพระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า คอยปกครองดูแล ในระดับนิพพาน ไม่มีไม่ได้ จะวุ่นวาย อนึ่ง พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อกลางกึ่งพุทธกาลนี้เอง อันเป็นผลมาจาก พระพุทธศาสนาสิ้นสายธรรมลงต่อไม่ได้ จากสัจจะวาจาของพระพุทธเจ้าที่ให้ไว้ไม่อาจกลับคำคือ “พระพุทธศาสนาจะหมดยุคของพุทธบริษัทแล้วเป็นยุคของเทพ, พรหม, อสูร, มาร มาค้ำต่อแทน” ดังนี้ ไม่อาจหาพุทธบริษัทไหนต่อสายธรรมเก่าได้อีก ดังนี้ สายธรรมของพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวก ก็หมดลง พร้อมกับสายธรรมของพระยูไล และพระอรหันตโพธิสัตว์ ยังคงอยู่ต่อไป ด้วยเหตุที่พระพุทธเจ้าอนุญาตแล้วให้มาค้ำศาสนาท่านได้ ดังนี้ การกระทำใดๆ อันแตกต่างไป ก่อให้เกิดนิกายใหม่ ก็ไม่นับเป็น “อนันตริยกรรม” อีกต่อไป เพราะพุทธานุญาติที่ให้ไว้แล้วนั่นเอง ดังนั้น จึงมีโอกาสที่จะนิพพานได้เร็ว แต่ถ้าพระอรหันตโพธิสัตว์องค์ใด ทำบุญมากไป เกิด “อนันตริยบุญ” ก็จะไม่ได้นิพพาน ดังนี้ โอกาสที่สรรพสัตว์จะได้นิพพานหลังกึ่งพุทธกาลจึงมีมาก เพราะไม่มีอนันตริยกรรมที่เกิดจากการที่เราไปบวชในลัทธินิกายต่างๆ อีกต่อไป เราไม่ได้เป็นผู้แย่งพุทธศาสนามาแตกกอเป็นนิกายใหม่ แต่เราคือผู้ได้รับพุทธนุญาติแล้วโดยสมบูรณ์   

๖)   พระปัจเจกอรหันต์

คือ พระอรหันต์ที่บรรลุธรรมได้ด้วยคนอื่นสอนให้ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือเทวดา แล้วมีความเป็นอยู่ และดำเนินไปแบบพระปัจเจกพุทธเจ้าฉะนั้น คือ ปลีกวิเวกหลบกรรมจากคนในสังคม แม้ไม่มีศีลมาก ก็ไม่มีกรรมมากพอ เพราะไม่มีคนให้มาก่อกรรมด้วยนั่นเอง อย่างนี้เมื่อละสังขารลง โอกาสนิพพานก็มีสูงมาก และมักนิพพานโดยทั้งหมด ซึ่งหลายท่านนิพพานก่อนทั้งๆ ที่กายสังขารยังไม่แตกดับไปคือ ดวงจิตนิพพานไปเป็นดวงๆ แล้วเหลือดวงจิตอื่นอยู่ในกายสังขาร ทำให้สังขารนั้นยังไม่ตาย แต่เหมือนเกิดเป็นคนใหม่ จึงมักพบว่าจิตมีความบริสุทธิ์มากขึ้นช่วงหนึ่ง แล้วอยู่ๆ ก็ลดลงกลายเป็นเหมือนคนไม่ดี ไปเลยก็มี โดยจิตดวงที่เหลือในกายสังขารมักเป็นอสูรพาหนะทรง ที่ต้องอยู่ชำระชดใช้กรรมต่อไป เมื่อจิตเป็นอสูรแล้ว บุญก็น้อย กรรมก็มาก โหมเข้ามาอีก ต้องบำเพ็ญธรรมต่อไปอีก เพื่อเอาตัวเองรอดพ้นทุกข์นั้นๆ ไม่อาจเป็นอเสขบุคคลได้ เพราะกรรมมากไป ยังหยุดทันทีที่บรรลุอรหันต์ไม่ได้ เป็นกระจกที่แม้ใสแล้ว ฝุ่นยังเกาะ ยังต้องเช็ดอีก แบบนี้ จะชำระกรรมหมดเร็วกว่าพระอรหันตโพธิสัตว์ และมีโอกาสได้จุติที่ดุสิต ซึ่งไม่ต้องอยู่ชำระกรรมนานแบบอนันต์อย่างชาวสุขาวดี สามารถลงมาเกิดในศาสนาของพระศรีอาริยเมตตรัยแล้วนิพพานได้ในชาตินั้นๆ เลย (แต่พระอรหันตโพธิสัตว์ยังทำไม่ได้ เพราะมีบุญกรรมมาก ลงมาเกิดได้อรหันต์แล้ว ยังต้องจุติไปสุขาวดีเพื่อชำระกรรมต่อ)

๗) พระปัจเจกอรหันตโพธิสัตว์

คือ พระอรหันต์ที่บรรลุธรรมได้ด้วยการสอนของพระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วไม่เอานิพพาน แต่ปรารถนาพุทธภูมิ จิตตรงต่อนิพพานคือนำพาสรรพสัตว์สู่นิพพานอย่างเดียว อย่างอื่นล้วนไม่ใช่ แต่ตนยอมก่อกรรม ก่อบุญ สืบชาติต่อภพต่อไป จึงเป็นโพธิสัตว์และบรรลุธรรมระดับอรหันต์ แต่จะมีวิถีความเป็นอยู่และดำเนินไปคล้ายพระปัจเจกพุทธเจ้า ความเป็นอยู่ของท่านนี้ จะคล้ายพระปัจเจกอรหันต์ แต่ต่างกันตรงที่ทำบุญทำกรรมต่อยอดสะสมบารมีต่อไปเพื่อพุทธภูมินั่นเอง ท่านจึงไม่คลุกคลีกับคนในสังคมมากแบบพระอรหันตโพธิสัตว์ชอบวิเวกปลีกเร้นกาย เผยแพร่ธรรมะราวกับท่านเหล่าจื้อที่ทิ้งธรรมแล้วหลบหายไปฉะนั้น ท่านจะมีวิธีโปรดสัตว์ในแบบตนเอง ที่จะทำให้เกิดบุญกรรมต่อยอดต่อไป แต่ไม่มากพอที่จะเป็นอรหันตโพธิสัตว์ ซึ่งจุติที่สุขาวดีสวรรค์ได้ จะจุติที่ดุสิตแทน ซึ่งผู้บำเพ็ญได้แบบนี้ มักจะได้เป็น “นิตยโพธิสัตว์” ที่จุติที่ดุสิต แล้วรอลงมาตรัสรู้ต่อไป

การบำเพ็ญบารมีโดยมีสองดวงจิต

คือ จิตหลักได้อรหันต์ ส่วนจิตรองจะเป็นจิต เทพ, พรหม, อสูร, มาร อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ จิตรองจะเป็นเทพประจำตัวคุ้มครองเราแต่อาจจะดื้อบ้างไม่เชื่อฟังเพราะมีสภาวธรรมต่างกัน แบบนี้ เป็นแบบปกติของคนยุคนี้ เมื่อบำเพ็ญแล้ว มีทางไปสองทางคือ

๑)    นิพพาน        คือ ต้องทำกรรมน้อยๆ รับกรรมมากๆ ชำระวิบากให้หมด จนเบื่อหน่ายกรรมอย่างเต็มที่ ก็จะพร้อมที่จะนิพพานได้ แบบนี้มีน้อย เพราะน้อยคนที่ไม่ทำกิจ รับวิบากกรรมอย่างเดียว แล้วจะนิพพานได้ในยุคนี้ ส่วนใหญ่จะต้องชำระกรรมด้วยการทำกิจโปรดสัตว์จำนวนมาก เพราะมีหนี้กรรมกับเจ้าหนี้มาก

๒)    สุขาวดี         คือ ต้องทำกรรมมากหน่อย เช่น สร้างสถานธรรม สร้างศาลเจ้า, โรงเจ ช่วยคนในมูลนิธิต่างๆ แบบนี้จะได้บุญเป็นอนันต์ได้กรรมอนันต์ด้วย เพราะที่มาของเงินในสมัยไม่ค่อยมีแบบบริสุทธิ์สักเท่าไร เงินก้อนใหญ่ ก็จะมีกรรมก้อนใหญ่ติดมาด้วย ใครบริจาคเป็นหลักแสนหลักล้านให้ระวัง เขาจะฟอกเงิน เอาเงินที่ได้จากธุรกิจผิดศีลธรรม มาทำบุญชดใช้กรรม อย่างนี้มีมาก อย่าได้หลงเชียว

การบำเพ็ญบารมีแบบนี้ จิตหลักจะตรงต่อนิพพานมากแต่จิตรองจะไม่ตรงเลย จะขัดแย้งกัน ถ้าใครปัญญาไม่เท่าทันจิตรอง ก็จะหลงเพลิน เช่น ไปสร้างถาวรวัตถุมากมาย แล้วหลงเพลินคิดว่าตนก็ได้อรหันต์แน่ เพราะทำไปโดยไม่ยึด อันนี้ ให้ทราบเลยว่าโดนจิตรองหลอกเข้าให้แล้ว พลาดท่าเสียทีจิตรองเขาให้แล้ว ไม่ได้ฉลาดเท่าทันจิตรองของตน อย่าได้หลงเพลินคิดว่าจะนิพพานได้ด้วยอาการหลงไปเอง ไม่เชื่อฟังพระธรรมวินัยอย่างนั้น จากเดิมไม่มีศีลพรตปรามาส เพราะเคยถึงโสดาบัน เคยปฏิบัติเคร่งครัดดี พอได้อรหันต์แล้วหลงในความเป็นอรหันต์ว่าอรหันต์แล้วไม่ยึดติด คงไม่มีกรรมดอก อย่างนี้ ก็กลายเป็น “ศีลพรตปรามาส” เป็นศิษย์ของท่าน “สุภัททะ” ไม่ใช่ศิษย์ของพระพุทธเจ้า เพราะแปลงพันธุ์ กลายพันธุ์ไปโดยไม่รู้ตัว อย่างนี้ ไม่ต้องหวังนิพพาน สุขาวดีแน่นอน

แต่ถ้าท่านใดเท่าทันจิตรองและคุมจิตรองได้ ก็มีโอกาสได้นิพพาน แต่เมื่อนิพพานจะมีสภาวธรรมเป็น “ปัจเจกอรหันต์” ไม่ได้ถึง “พระปัจเจกพุทธเจ้า” เพราะไม่ได้ตรัสรู้เอง และจะมีจิตรองเป็นพาหนะทรง ที่ต้องลงมาโปรดจนได้นิพพานตามตนเองไปในที่สุด 

การบำเพ็ญบารมีโดยมีดวงจิตมากกว่าสองดวงขึ้นไป

คือ จิตหลักได้อรหันต์แล้ว จิตรองไม่ได้อรหันต์ ก็มี “วิริยะ” พยายามชำระปรกโปรดจิตรองต่อไป จนได้อรหันต์หรือหลุดพ้นอบายภูมิ จิตดวงต่อๆ ไปก็เข้ามาอาศัยร่างกายอีก ไม่สิ้นสุด ทำให้จิตเพิ่มขึ้นมากมายมากกว่า ๒ ดวง มีจิตหลักหนึ่งดวง นอกนั้นเป็นจิตรองๆ ไปทั้งหมด เมื่อถึงสภาวะนี้แล้ว จึงน่าจะเรียกว่า “จิตศูนย์กลาง” และ “จิตบริวาร” มากกว่าจิตหลักและจิตรอง เพราะมีจิตรองหลายดวง เหมือนดวงอาทิตย์มีบริวารเป็นดาวเคราะห์มากมาย สภาวธรรม ไม่เพียง หยินหยาง อีกต่อไป แต่พัฒนากลายเป็นเหมือนดังจักรวาลที่แผ่ขยายออกไปไม่มีที่สิ้นสุด การบำเพ็ญแบบนี้จะได้บุญกรรมน้อย ไม่อาจจุติที่สุขาวดีได้ แต่จะได้นิพพานเร็ว โดยจะนิพพานในยุคพระศรีอาร์ และได้จุติที่วิมานของพระศรีอาริยเมตตรัย ในสวรรค์ชั้นดุสิต ไม่ได้นิพพาน ไม่ได้สุขาวดี มีวิธีฝึกจิตดังต่อไปนี้

๑)    การฝึกจิตหลักจิตรองแบบ “หยินหยาง” คือ การฝึกจิตให้ได้ดวงจิตเหลือเพียงดวงเดียว เอาดวงนั้นให้แจ้งในนิพพาน ก็จะบรรลุอรหันต์ แล้วเอาดวงจิตเพิ่มเข้ามาด้วยวิธี “รับขันธ์” แล้วแบ่งภาคจิตออกเป็นจิตวิญญาณอีกดวง หรือรับองค์ใน ซึ่งเป็นเทพประจำตัว ที่มาทั้งจิตและวิญญาณ ไม่ใช่วิญญาณขันธ์ แบบรับขันธ์

๒)    การฝึกจิตแบบดาวเทพนพเคราะห์ คือ มีจิตศูนย์กลางเป็นอรหันตโพธิสัตว์ที่มีบารมีมาก และมีดวงจิตรองๆ ลงไปอีกมากมายนับไม่ถ้วน โปรดต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ให้ได้หลุดพ้นจากอบายภูมิขึ้นสุคติภูมิ หรือได้ธรรมตั้งแต้โสดาบันขึ้นไปยิ่งดี      

อนุตรธรรม เรื่อง ความเข้าใจผิดของอนุตรธรรมในการกินเจ

สถานธรรม ที่เรียกว่า “อนุตรธรรม” ทุกๆ แห่งจะเน้นเรื่องการกินเจ และอ้างว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ทว่า หากท่านได้ศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างชัดแจ้งดีแล้ว จะพบว่าการกินเจนี้ พระเทวทัต เคยได้ขอให้พระพุทธเจ้ากำหนดเหมือนกันว่าให้เป็นศีล ห้ามกินเนื้อสัตว์ แต่พระพุทธองค์ไม่ทรงบัญญัติ เนื่องเพราะทรงต้องการให้พระสงฆ์อยู่ง่ายกินง่ายกินอาหารให้เหมือนชาวบ้านกิน ไม่เลือกมากเกินไป แล้วปลงก่อนกินเท่านั้นเอง คือ ไม่ได้เจาะจงว่าจะกินอะไรไม่กินอะไรให้มากเรื่อง มีอะไรกินก็กินๆ ผ่านไป เท่านั้น แต่ก็ทรงให้ละเว้นเนื้อบางชนิดไว้ เช่น เนื้อคน, เนื้อเสือ, เนื้อสุนัข เป็นต้น ซึ่งสิ่งนี้มีเหตุมาก่อน คือ หญิงคนหนึ่งได้เคยตัดเนื้อตนเองถวายแก่พระสงฆ์ที่อยากฉันเนื้อ ท่านไม่ต้องการให้พระสงฆ์เบียดเบียนผู้อื่นจึงได้ให้ละเว้นไว้ แต่ไม่ทรงบัญญัติเรื่องกินเจ การกินเจ ไม่ใช่การปฏิบัติแบบเถรตรงไม่มีนิกายในแบบดั้งเดิมในสมัยพุทธกาล แต่เป็นการปฏิบัติแบบมีนิกาย คือ นิกาย “มหายาน” ปฏิบัติเพื่อบำเพ็ญเมตตาบารมีนั่นเอง อันที่จริง การละเว้นเนื้อสัตว์ก็ดี แต่ไม่ควรกำหนดเป็นบทบัญญัติ เนื่องเพราะพระพุทธเจ้าเองก็ไม่ได้ทรงกำหนดไว้ให้ เราจะไปบัญญัติใหม่ขึ้นมาเอง ก็จะส่งผลให้เกิด “นิกาย” ใหม่ๆ กลายเป็นอนันตริยกรรม อนันตริยบุญ และยิ่งขวางการนิพพานต่อไป ใครจะละเว้นเนื้อสัตว์ก็แล้วแต่เขาไม่ว่ากัน ทำได้ แต่ไม่จำเป็นต้องบังคับหรือออกกฎว่าต้องให้ละเว้นเนื้อสัตว์ที่นอกเหนือไปจากที่พระพุทธเจ้าเคยกำหนด ไม่เช่นนั้น จะกลายเป็นลัทธิ, นิกายใหม่ ได้ในที่สุด

ในการเผยแพร่ธรรมนั้น ผู้เผยแพร่ธรรมทุกคนจะได้รับการทดสอบ และแบบทดสอบหนึ่งนั้นคือ เรื่อง “นิกายใหม่” จะมีสิ่งต่างๆ มาดลใจให้ผู้เผยแพร่ธรรมสร้างนิกาย ลัทธิใหม่อยู่เสมอ ด้วยอาการต่างๆ เช่น ชุดแต่งกายที่แตกต่างไปจากเดิม (จีวรพระ) ก็ดี, การมีศีลข้อกำหนดใหม่ๆ ที่พระพุทธเจ้าไม่เคยบัญญัติไว้ก็ดี, การสร้างสัญลักษณ์เฉพาะแบบใหม่ก็ดี ฯลฯ เหล่านี้ เป็นเครื่องนำไปสู่การสร้างลัทธินิกายใหม่ทั้งสิ้น ซึ่งท่านผู้ดูแลการทดสอบนี้คือ “พระศรีอาริยเมตตรัย” ท่านเคยผ่านการเป็นเจ้าลัทธิ เจ้านิกาย เจ้าสำนัก มามากมาย ท่านเคยหลง และพบจุดจบที่หลงตัวเองเป็นเจ้าสำนักเจ้านิกายนั้น ต้องพบจุดจบที่อนาถ จนได้ละจากความเป็นเจ้านั้นเสีย จึงได้เป็นอาจารย์บนสวรรค์ ผู้ดูแลการเผยแพร่ธรรม และคอยดูว่าใครจะสอบผ่าน คือ การเผยแพร่ธรรมได้โดยไม่แตกแยกเป็นนิกายใหม่ ซึ่งน้อยมากที่จะสอบผ่านด่านนี้ได้ มักเผยสร้างลัทธิ นิกายใหม่ๆ ขึ้นเสมอ

อนึ่ง การเผยแพร่ศาสนาไม่จำเป็นต้องมีลัทธิหรือนิกายใหม่เลย แม้การปฏิบัติจะไม่เน้นนิพพานก็ตาม ตัวอย่างเช่น พระมหากัจจายนะ, พระอชิตะ ทั้งสองรูปก็เชื่อว่าเป็นพระโพธิสัตว์ แต่ทั้งสองไม่เคยตั้งนิกายหรือลัทธิใดๆ ก็ปฏิบัติเป็นพระสงฆ์สาวกธรรมดาของพระพุทธเจ้าไป ไม่เกิดปัญหา ไม่เกิดความแตกต่าง ไม่เกิดความแตกแยก อยู่ร่วมกันได้เหมือนกันตามปกติ แต่ปัจจุบัน เรามักเผลอสร้างลัทธิและนิกายใหม่ๆ ขึ้นมา กำหนดรูปแบบใหม่ๆ ขึ้นมา และผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย เกือบจะได้หลุดพ้นแล้ว กลับติดรูปแบบใหม่ๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมานั้นเอง ทำให้ไม่ได้นิพพาน เพราะลัทธิหรือนิกายนั้นเป็นเครื่องขวางนิพพาน เป็นรูปแบบ เป็นกรอบ ให้ยึดตัวใหม่ๆ ไม่อาจทำให้นิพพานได้แท้จริง

อันสิ่งใดๆ ทั้งหลายทั้งปวงที่พระพุทธองค์ ไม่เคยบัญญัตินั้น เราเป็นสาวก ไม่ควรที่จะไปตั้งตนเป็นเจ้ากำหนดกฎเกณฑ์ใหม่ หลายแห่งก็ใช้การโฆษณาชวนเชื่อ เช่น ไปรับธรรม คำว่ารับธรรม คนทั่วไปก็ต้องคิดว่าคือ ธรรมะของพระพุทธเจ้า และคาดหวังว่าคงหมายถึงนิพพาน บางแห่งก็เอาคำว่านิพพานไปโฆษณาว่าได้นิพพานแน่ ถ้ามาศึกษาที่นั่นที่นี่ อย่างนี้ก็มี ถ้าไม่ได้นิพพานจริงตามที่ประกาศขึ้นมา ถามว่าใครรับผิดชอบ ก็ต้องทุกคนที่เกี่ยวข้อง ทั้งครูผู้เผยแพร่ธรรม ทั้งลูกศิษย์ที่ช่วยกันโฆษณาชวนเชื่อทั้งหลาย อันนี้ บุญก็มีมาก แต่กรรมก็มากด้วย ส่งผลให้ตนเองนั้นไม่ได้นิพพาน แต่ได้เสวยสุขบนสวรรค์อันแสนนาน คือ สุขาวดี นั่นเอง อันสุขาวดีไม่เลวดอก แต่ไม่ใช่นิพพาน เราปฏิบัติเพื่อนิพพานกันไม่ใช่ดอกหรือ แล้วทำไมจึงไปติดกับอย่างอื่นที่ไม่ใช่นิพพานเล่า

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น