ธรรมปฏิเวธ ถามตอบ เรื่อง การแสวงหาผู้มีธรรม

ธรรมปฏิเวธ ถามตอบ เรื่อง การแสวงหาผู้มีธรรม

ธรรมปฏิเวธ ถามตอบ เรื่อง การแสวงหาผู้มีธรรม

ถาม : เราจะหาผู้มีธรรมที่แท้จริงได้ที่ไหน?

ตอบ :

ไม่จำเป็น เราบำเพ็ญบารมีให้ถึงที่สุด จะสะเทือนท่านเหล่านั้นเอง เราบำเพ็ญบารมีแบบไหนก็จะสะเทือนท่านแบบนั้น เช่น บำเพ็ญตามแบบองค์พรหม บูชาองค์พรหม ทำถึงจุดหนึ่งท่านจะร้อนบัลลังก์นั่งไม่ติดกะที่ ท่านตรวจดูด้วยญาณก็จะทราบ แล้วจะมาโปรดเราเอง เรื่องนี้เป็นจริง แม้แต่มนุษย์ที่มีบารมีก็เหมือนกัน ที่กำลังเสวยบุญมีความสุขดีอยู่ ถ้าคนในแผ่นดินบำเพ็ญบารมีมากๆ เข้า จะร้อนบัลลังก์มากๆ ถึงขนาดไม่สามารถอยู่ต่อไปในที่ๆ ตนอยู่เดิมได้เลย ถ้าไม่ออกมาหาเพื่อช่วยเหลือท่านผู้บำเพ็ญบารมีอย่างยิ่งยวดผู้นั้น ก็จะอยู่ไม่ได้ เช่น ที่เคยอยู่ในบ้านได้อย่างสงบ แต่จะมีเหตุให้ไม่สามารถอยู่ในบ้านเดิมได้อีก จนกว่าจะช่วยผู้บำเพ็ญบารมีผู้นั้นสำเร็จไป หรือถ้าเราปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างยิ่งยวดจริงจัง ตรงตามคำสอนของท่านจริงๆ ถึงจุดหนึ่ง เราทำได้แล้ว พระรัตนตรัยจะมาเอง ในรูปใดรูปหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นท่านที่นิพพานแล้วก็มาได้ ท่านที่เป็นเทวดาสำเร็จธรรมอยู่บนสวรรค์ยังไม่ละขันธ์ห้า ก็มาได้ หรือแม้แต่ท่านที่เป็นมนุษย์มีกายสังขารอยู่บนโลก ก็มาได้จ๊ะ นี่เป็น “ญาณหยั่งรู้” เฉพาะของผู้มีบุญบารมี เขาจะมีกันอยู่แล้ว เทพเทวดาทุกองค์แหละที่มีหน้าที่ดูแลมนุษย์ แม้แต่มนุษย์ที่มีบุญบารมีด้วยกันเอง ก็เป็นเหมือนกันหมด เคยเป็นบ้างไหมละ อาการร้อนบัลลังก์นั่งตรงไหนก็ไม่ติดน่ะ มีนะ แต่ยังมีอีกพวกหนึ่ง คือ “พวกทำทองไม่รู้ร้อน” พวกนี้ ได้อำนาจได้บุญบารมีเสวยอยู่แต่ไม่เหลียวแลผู้บำเพ็ญบารมียิ่งยวดผู้อื่น อยู่ๆ ตกเก้าอี้ได้เลยจ๊ะ (ตกจากตำแหน่งเดิม) ที่โดนเวรกรรมกระหน่ำอย่างไม่รู้สาเหตุก็มี แก้อย่างไรก็แก้ไม่ได้ แต่ถ้าออกมาช่วยเหลือผู้บำเพ็ญบารมีอย่างยิ่งยวดคนนั้นเสียได้ ปัญหาก็จะจบเลยจ๊ะ นี่เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งนะ อนึ่ง พระรัตนตรัยท่านก็มีกิจในการสืบทอดต่อสายธรรมกันอยู่แล้ว เมื่อเราบำเพ็ญบารมีหรือปฏิบัติธรรมจนถึงระดับหนึ่ง พระรัตนตรัยก็จะมาหาเราเอง มาต่อสายธรรมให้เราเอง ท่านไม่มาไม่ได้ ท่านจะร้อนตัว จนรู้สึกแปลกใจและรู้ได้ด้วยญาณเลยว่ามีผู้รอท่านอยู่

ถาม : หมายความว่าเราไม่ควรไปหาผู้ทรงธรรม?

ตอบ :

ไม่ได้บอกอย่างนั้น ทำได้ คือทำเพื่อเป็นการบำเพ็ญบารมีของเราไงละ ยิ่งเราออกไปหาผู้ทรงธรรม เรายิ่งได้บารมี ยิ่งเราได้บารมีมาก ผู้มีธรรมก็ยิ่งร้อนบัลลังก์ สุดท้ายแม้เราไปหาผิดคน แต่บารมีที่ไปหาก็เกิดแล้ว ท่านที่เป็นผู้ทรงธรรมแท้จริงก็ต้องมาหาเราในที่สุด ดังนั้น ทำไปเถิดแต่อย่ายึดติด หลายคนยึดติดมากๆ ไปหาผู้ทรงธรรม แล้วยึดเลย พอมีผู้ทรงธรรมแท้จริงไปหาเขาโดยธรรมชาติ หรือโดยบังเอิญไม่ได้นัดหมายก็ดี เขากลับไม่สนใจเลย อันนี้ ผู้เขียนเห็นมามากมายแล้ว เราทำไงละ ก็เสร็จเราสิ เขาไม่สนใจ เขาไม่เอาผู้ทรงธรรมผู้นั้น ผู้เขียนก็เอาเลย เสร็จเรา เขามัวแต่หลงยึด หลงศรัทธาอยู่กับคนที่ปรากฏตัวชัด สังคมยอมรับนับถือ มีชื่อเสียงเป็นที่โด่งดัง หรือแสดงคุณความดีของตนอย่างออกหน้าออกตา โฆษณาประชาสัมพันธ์เสียมากมาย เขาก็หลงอยู่แต่กับคนนั้น แต่คนที่มีธรรมจริงๆ บางทีเป็นคนที่ดูธรรมดา ดูเรียบง่ายไร้ชื่อเสียง ก็มาเหมือนกัน คนส่วนใหญ่ดูไม่ออก และไม่สนใจด้วย เสร็จผมทุกเลย ผู้เขียนก็ไม่ได้อยากได้บุญบารมีอะไรนักหนาหรอก เพราะได้มากไป ก็ไม่มีใครเขามาถึงตัวเราได้ คือ ไปไกลเกิน คนอื่นเขาก็ตามไม่ทัน แต่ทำไงได้ละ ในเมื่อผู้ทรงธรรมปรากฏแล้ว เราก็ดูออก และคนที่ควรดูแลเขา กลับทอดทิ้งไม่ดูแล ผู้เขียนก็ต้องดูแลแทนทุกทีไป คนส่วนใหญ่มัวหลงจะเอาบุญใหญ่จากท่านผู้เด่นดังคนนั้นคนนี้ จนลืมมองดูคนอื่นๆ รอบข้าง ที่ไหนได้ ผู้เขียนเจอผู้มีธรรมมากมายและให้การช่วยเหลือแทนเขาไปมากเลย นี่คือ ตัวอย่างที่เราหลงพลาดกัน อนึ่ง การบำเพ็ญบารมีเพื่อให้ได้พบผู้ทรงธรรมนั้น ไม่จำเป็นต้องทำด้วยการไปหาท่านเสมอไป จะทำก็ได้ ได้บารมีเหมือนกัน แต่ถ้าไม่ทำแบบนี้ ก็บำเพ็ญบารมีแบบอื่นก็ได้ 

ถาม : ทางสายกลางของการแสวงหาผู้ทรงธรรมอยู่ตรงไหน?

ตอบ :

แน่นอนว่าทางสายกลางย่อมไม่เที่ยง ในแต่ละช่วงของการปฏิบัติธรรมและบำเพ็ญบารมีของเราทั้งหลาย อาจมีบางช่วงที่เราแกว่งไปทางที่ตึงเคร่งมากเกินไป และบางช่วงที่เราแกว่งไปทางหย่อนยานเกินไป ในบางช่วงธรรมชาติอาจจัดสรรให้เราเรียนรู้แบบตึงเคร่งก่อนก็ได้ นั้นคือ ทางสายกลาง (ณ สถานการณ์นั้น ตึงเคร่งก็คือสายกลาง) คือ ถ้าเราไม่ทำ เราก็ไม่อาจผ่านไปได้ ไม่อาจเข้าใจได้ว่าตึงเคร่งเป็นอย่างไร และทำไมจึงไม่ควรตึงเคร่ง ในขณะที่เมื่อสถานการณ์ผ่านไป ธรรมชาติอาจจัดสรรให้เราเรียนรู้แบบหย่อนยาน นั่นคือ ทางสายกลาง อีกเหมือนกัน (ณ สถานการณ์นั้น หย่อนยานก็คือสายกลาง) คือ ถ้าเราไม่หย่อนยาน เราอาจไม่เข้าใจภาวะธรรมนั้นๆ เราอาจต้องเรียนรู้ด้วยการทำพลาดก่อน จากนั้น มันก็จะเข้าสู่ทางสายกลางอีกภาวะธรรมหนึ่ง คือ ทางสายกลางแบบไม่ตึงไม่หย่อนเกินไป อันนี้ เป็นธรรมชาติ เราไม่จำเป็นจะต้องยึดมั่นถือมั่นว่า ให้ทุกคนมาทำความพอดีเหมือนๆ กันหมดในทุกๆ เวลานะ ในบางเวลา การทำมากเกินพอดี นั่นแหละกลางของสถานการณ์นั้นๆ แล้ว ในขณะที่บางเวลา การทำน้อยกว่าพอดี กลับกลายเป็นทางสายกลางได้อีกเหมือนกัน จนในที่สุด ก็จะกลางแบบไม่แกว่ง จะกลางแบบนิ่ง เรียบง่าย ถ้าเป็นคลื่นก็จะเริ่มจากขึ้นแล้วลง ลงแล้วขึ้นฯ จากแรงไปเบา จนกลายเป็นคลื่นนิ่ง อันนี้ หมายถึงทุกอย่าง มันจะเข้าสู่ภาวะทางสายกลางแบบนี้ ในการแสวงหาผู้ทรงธรรมเหมือนกัน มันก็จะเป็นแบบนี้แหละ ขอเพียงเราไม่ยึดมั่นถือมั่นมากเกินไป มันจะเป็นคลื่นขึ้นๆ ลงๆ ตึงๆ หย่อนๆ แล้วเข้าสู่ความพอดีที่เรียบนิ่งในที่สุด ถ้ากระบวนการมันหยุดนิ่งก่อนเวลา ก็อาจเป็นการชะงักงันไป แทนที่จะไปถึงที่สุด พบผู้ทรงธรรม ก็จะไม่ได้เจอ นี่ กลางยังไม่จริง กลางยังไม่แท้ คือ อาจไปยึดมั่นเอาว่านี่คือทางสายกลางของเราแล้ว เราทำพอดีแล้ว ไม่มากเกินไปแล้ว หรือไม่น้อยเกินไปแล้ว จริงๆ มันไปยึดก่อนอย่างนั้น ไม่ได้หรอก เราก็ต้องทดลองเอา ตึงสุดๆ เป็นไง หย่อนสุดๆ เป็นไง แล้วจะหาทางสายกลางได้เอง มันจะค่อยๆ ปรับเข้ากลางเข้า กลางเข้ามาเรื่อยๆ จากกระบวนการนี้แหละ

ถาม : บอกลักษณะของผู้ทรงธรรมจริงๆ ให้ได้ไหม?

ตอบ :

เท่าที่ผู้เขียนได้พบมา บุคลิกเปลือกนอกต่างกันมากเลย ในแต่ละท่านนะ แต่พอคุยธรรมแล้ว ก็ตรงกันแป๊ะเหมือนมาจากที่เดียวกันเลย ในขณะที่คนอื่นที่ไม่ใช่ มันจะแตกกันเลย คือ คุยธรรมนี่จะรู้ว่าไปคนละทาง เหมือนๆ จะไปทางเดียวกันแต่พอสนทนาไปเรื่อยๆ จะแตกแถวออกไปเอง เราจะรู้เลยด้วยความรู้สึกสัมผัสของเรา ว่าเขาออกนอกคอกแล้ว แต่ก็มีนะแบบ “คมในฝัก” น่ะ ดูไม่ออกเลย แบบนี้ให้ระวังไว้ด้วย จะได้ไม่ปรามาสกัน มันมีวิธีดูหรือสัมผัสหลายวิธีมากๆ เหมือนน้ำกับน้ำย่อมเข้ากันได้, น้ำมันกับน้ำมันก็ต้องเข้ากันได้ ของแบบนี้ต้องทดสอบเอาจับมาเข้ารวมกัน เรารู้กันเองแหละว่าเราสนทนากับใครแล้วไปกันได้เหมือนน้ำไหลในแม่น้ำสายเดียวกันแต่มีอีกพวกหนึ่งคือพวกประจบประแจง แบบคุยเอาใจเรา ตามเราไปตลอด แต่เราก็จะจับได้ว่าเขาไม่มีธรรมของตนเองเลย อันนี้ มันก็หลอกกันไม่ได้ การจะดูว่าใครมีธรรมหรือไม่ ดูจากภายนอกไม่ได้เลยดูจากชื่อเสียงของเขายิ่งไม่ได้ความ ไม่ได้เรื่องใหญ่ ที่ชื่อเสียงดังๆ แต่ไม่ได้มีธรรมก้าวหน้านั้น มีมาก แต่ไม่ขอพูดไว้ ณ ที่นี้ เพราะคนเขาศรัทธากันมากมาย จะดูได้ต้องสนทนาธรรมเอาเลย แล้วสัมผัสธรรมะภายใน เขากะเราว่าไปกันเหมือนน้ำในแม่น้ำสายเดียวกันจริงหรือเปล่า (สายธรรมเดียวกัน) เหมือนมือกระบี่น่ะ จะรู้ได้ไงว่าเขาเก่งละ ก็ต้องปะลองเลย แล้วจะรู้เองว่าเขามาจากสำนักไหน เป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้าเหมือนกันหรือเปล่า ดังนั้น ลักษณะของผู้มีธรรมจึงไม่อาจบอกได้จากเปลือกนอกเลย จะรู้ได้ต้องอาศัยการทดสอบเอาอย่างที่กล่าว บางท่านนะ ไม่เคยแสดงธรรม ไม่แสดงออกเลย คือ คมในฝักจริงๆ ต้องทดสอบท่านดู พอท่านตอบเราหรือแสดงธรรมออกมา อึ้งได้เลย นี่แหละจึงจะทราบได้จริง

ถาม : การศึกษาแบบปริยัติทำให้ได้ผู้ทรงธรรมได้ไหม?

ตอบ :

ไม่ได้หรอก แต่ก็มีผู้ทรงธรรมบางท่านศึกษาทางปริยัติมาก่อน แต่ไม่ได้มรรคผลแท้จริงเลย จากนั้น จึงไปปฏิบัติทางจิตกับผู้ทรงธรรมที่แท้จริง แล้วสำเร็จธรรมในที่สุด แบบนี้ก็มี ในสมัย อ. เสถียร โพธินันทะ ก็ถ่ายทอดธรรมในพระเปรียญ เรียนจบเก่งกันมากมาย แต่ก็สึกไปแต่งงานกันเยอะ จนอาจารย์ต้องปลงแล้วก็ละสังขารตายไปนั่นไง การเรียนปริยัติไม่ได้ช่วยให้เกิดมรรคผลทางธรรมอะไรหรอก มันแค่เป็นพื้นฐาน ถ้าไม่ต่อด้วยการปฏิบัติ และปฏิเวธ ก็จะได้แค่นั้น คือ แค่นักปราชญ์, นักวิชาการ เท่านั้นเอง อย่าง ท่านพุทธทาส ก็เคยเป็นมาก่อน เรียนปริยัติมา แล้วรู้ตัวว่าไม่ทำให้ได้มรรคผลจริง ท่านถึงกับพูดกับตนเองว่าต่อไปท่านจะเอาจริงแล้ว แล้วก็ฝึกอานาปานสติ ถึงได้มรรคผลจริงขึ้นมาได้ อย่าเพลิดเพลินหลงใหลกับวิชชาการวิชาเกินมาก อ่านมากไป ก็ยิ่งทำให้หลงตัวเองมากขึ้น พอปฏิบัติขจัดสักกายทิฐิยิ่งทำได้ยาก ธรรมะที่เราอ่านน่ะ ไม่ใช่ของเรา เป็นของที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ไว้มีคนมากมายชอบทำตัวเหมือนเป็นผู้ตรัสรู้เสียเองเพียงเพราะได้ไปอ่านมา จำมา ทำความเข้าใจมา แบบนี้ เป็นได้แค่ “ขโมย” คือ เอาธรรมของผู้อื่นที่ท่านตรัสรู้ไว้ มาทำให้เหมือนราวกับว่าตนเองเป็นผู้รู้เสียเอง อันนี้ ไม่ต่างจากพระเทวทัต อย่าไปทำเลย เน้นปฏิบัติให้ได้มรรคผลทางจิตวิญญาณดีกว่า เพราะความรู้ ความจำมันไม่ได้ไปกับเราด้วย จิตวิญญาณต่างหากที่จะไปกับเรา ความจำความเข้าใจ อย่างมากก็เป็นได้แค่ “สัญญาขันธ์” ที่ดับไปเมื่อเราตายลง แล้วก็ต้องเริ่มจำได้หมายรู้กันใหม่

ถาม : สมัยนี้ ผู้ทรงธรรม (ผู้บรรลุธรรม) ที่เก่งปริยัติยังมีไหม?

ตอบ :

มีนะ เท่าที่สัมผัสได้ก็มี อ. ไชย ณ พล เขียนหนังสือออกมาเหมือนกัน ผู้เขียนยังไม่เคยเห็นตัวจริงท่านนะ แต่ทราบว่าท่านก็เป็นวิทยากรบรรยายธรรมนะ ส่วนท่านอื่นๆ บางท่านเท่าที่ผู้เขียนอ่านและสัมผัสได้ ความรู้ของเขามีมากก็จริง แต่ยังอยู่ในระดับนักปราชญ์, นักวิชาการ, นักวิจัย ฯลฯ ซึ่งยังไม่นับเป็นมรรคผลทางธรรมได้เลย ท่านที่เป็นนักปฏิบัติ แล้วมาเขียนหนังสือ เขียนเองโดยไม่ได้ขโมยธรรมะของพระพุทธเจ้ามา มีธรรมในตน แต่อ้างอิงได้ตรงกับธรรมในไตรปิฎกก็มีมาก อย่างที่รู้จักกันมากก็คือ คุณ ดังตฤณ นี่ก็เหมาะกับเด็กแรกเริ่ม อ่านง่ายเข้าใจง่ายดี แต่สำหรับพวก Advance (มีพัฒนาการสูง) แล้ว ก็ไม่นิยมแล้ว เพราะเยิ่นเย้อไป เขาก็อ่านพวกหนังสือแปลจากทิเบต ที่ได้จากการปฏิบัติทางจิตของพระลามะดีกว่า เพราะมันก้าวไกลกว่ามากๆ เช่น หนังสือแปลของพระไพศาล วิสาโล แปลจากงานเขียนของท่าน โซเกียล รินโปเช เรื่อง ประตูสู่ภาวะใหม่ ก็เขียนเกี่ยวกับเรื่องชีวิตที่ดำเนินไปสู่ความตาย เขียนเรื่องขณะจะตายและนิมิตต่างๆ ได้ ละเอียดมาก จะเขียนได้อย่างนี้ ต้องมีประสบการณ์เหมือนตายแล้วฟื้นนะ นอกจากนี้ ยังต้องมีจิตที่ละเอียดมาก เพราะสามารถจับนิมิตได้ทุกขณะเพียงเสี้ยวขณะจิตเดียว อันนี้ ไม่ธรรมดาละ เรียกว่าไม่เด็กๆ กันละ กับอีกท่านหนึ่งที่พอแนะนำให้ลองไปศึกษากันได้ คือ พระอาจารย์ เกษม อาจิณสีโล นี่ท่านมีประสบการณ์ทางจิตวิญญาณที่สูงและชัดเจน คือ ไม่ได้แค่เห็นด้วยตาในแล้วมาเที่ยวโฆษณาบอกชาวบ้าน แต่เห็นแล้วมีปัญญาเข้าใจมันด้วย เพราะของในโลกทิพย์ หรือจิตวิญญาณนั้น มันหลอกเราได้ง่ายมากๆ เช่น มาหาเรา บอกเราว่าเป็นดวงวิญญาณของพระเจ้าตาก อย่างนี้ พอเราจับได้ว่านี่ไม่ใช่องค์ปฐม เป็นแค่องค์แทน เราถามเขาว่าเป็นองค์แทนขึ้นแท่นลำดับบารมีที่เท่าไร เขาถึงยอมบอกเรา เราถึงรู้ว่านี่ถ้าไม่ถามก็โดนผีหลอกเข้าเต็มเปาแล้ว แต่พระอาจารย์ เกษม นั่น ผีมันหลอกยาก เพราะเท่าทันผี เคยอ่านเจอประสบการณ์ของพระดังๆ ที่ปฏิบัติธรรมจิตใสๆ มาหลายท่านแต่ไม่ขอเอ่ยนาม ก็โดนภูตผีเทวดามันหลอกเอาทั้งนั้นเลย แบบชอบเห็นแล้วเชื่อปั้บ นั่นละ โดนหลอกปุ้บเลย ถ้าปัญญาญาณเราถึงจริง ภูตผีเทวดาจะหลอกเรา ไม่ได้หรอก เห็นแล้วไม่ต้องเชื่อและไม่เชื่อ ทำใจกลางๆ เฉยๆ ไว้ เดี๋ยวก็รู้ได้เอง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น