รวมบทความอนุตรธรรม ชุด สายธรรมในพุทธศาสนาและการเผยแพร่

รวมบทความอนุตรธรรม ชุด สายธรรมในพุทธศาสนาและการเผยแพร่

อนุตรธรรม เรื่อง ผู้บรรลุธรรมในพุทธศาสนาทุกท่านย่อมมีสายธรรม

ผู้ตรัสรู้เองไม่มีสายธรรม คือ พระปัจเจกพุทธเจ้า แต่สำหรับผู้บรรลุธรรมในพุทธศาสนาย่อมมีสายธรรมสืบทอดต่อๆ กันมา แตกต่างกันไป แม้ว่าจะดำรงอยู่คล้ายกับพระปัจเจกพุทธเจ้า แต่เมื่อมีสายธรรม ก็ไม่นับว่าเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า เช่น พระอุปคุต ท่านก็อยู่ใต้สะดือทะเลรูปเดียว แต่ท่านสืบสายธรรมตรงจากพระพุทธศาสนาของเรา นี่ไม่จัดเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า แต่มีความเป็นอยู่อย่างพระปัจเจกพุทธเจ้า เฉกเช่น สายธรรมของหลวงปู่เทพโลกอุดร ซึ่งก็ไม่ได้มีพระรูปเดียวที่ได้อรหันต์ในสายท่าน เมื่อบรรลุอรหันต์แล้ว ก็ปลีกวิเวกออกจากสังคม ไปอยู่ป่าเพียงรูปเดียว ทำตามๆ กัน ก็ละสังขารแล้วได้นิพพานตามๆ กัน สายนี้เป็นสายตรง เป็นการปฏิบัติแบบเถรตรงไม่มีนิกาย และออกจากการสังกัดนิกาย แต่ไม่ใช่ไม่มีสายธรรม เพราะสายธรรมท่านสืบทอดต่อตรงมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลจึงเป็นพระอรหันตสาวกแท้ ทว่า ผู้เขียนเคยได้รับการแจ้งมาจากผู้สืบทอดสายธรรมนี้ว่าท่านที่สืบทอดสายหลวงปู่เทพโลกอุดรละสังขารแล้ว ที่พบเห็นกันอยู่นั้น ไม่ใช่มนุษย์ที่มีสังขาร เห็นได้ไหม ได้ แต่ไม่ใช่มนุษย์ที่มีสังขารแล้ว (วันนี้ เม.ย. ๒๕๕๓)

อนึ่ง ยังมีคำที่เรียกผู้บรรลุธรรมอีกมากมาย ที่ทำให้เข้าใจกว่าคำว่า “อรหันตสาวก” เช่น “ปัจเจกอรหันตสาวก” คือ อรหันตสาวกที่ไม่มีหมู่เหล่าไม่มีคณะจำต้องอยู่รูปเดียว เช่น พระอุปคุต เป็นต้น เนื่องจากเหตุผลบางประการทำให้ไม่มีหมู่คณะ แต่นั่นไม่ใช่ความผิดท่านแต่อย่างใด ยังมีคำอื่นอีก เช่น “ปัจเจกพุทธะ” คือ ผู้บรรลุธรรมได้เอง แต่ไม่มีหมู่คณะ เช่น พระฉันนะ บรรลุธรรมได้ด้วยตัวเอง แต่ไม่มีหมู่คณะอันเนื่องจากถูกลงพรหมทัณฑ์ ยังมีคำอื่นอีก เช่น “อนุพุทธะ” หรือ “พุทธะสาวก” คือ ผู้บรรลุธรรมได้เอง แต่เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า เนื่องจากได้รับการสืบทอดต่อสายธรรมจากพระพุทธเจ้า ดังเช่น หลวงปู่มั่น นั่งสมาธิตัดกิเลสได้เอง แล้วพระองค์ทรงมาต่อสายธรรมให้ ซึ่งก็เหมือนกับพระมหากัสสปะ และพระอานนท์ด้วย (พระอานนท์บรรลุเอง เมื่อพระพุทธเจ้าละสังขารแล้ว เอนตัวลงนอนก็บรรลุธรรม ส่วนพระมหากัสสปะ บรรลุเมื่อได้เห็นพระพุทธเจ้ายกดอกบัวขึ้น ยังไม่ทันได้สอนธรรม คือ บรรลุเอง แม้ยังไม่ทันสอน) ในสมัยพุทธกาล มีผู้บรรลุพุทธะมากมาย เช่น พระควัมปติ (มหากัจจายนะ), พระสุภัททะ ฯลฯ ยังมีอีกคำหนึ่ง คือ “ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า” คือ ผู้บรรลุธรรมมีบารมีเหมือนพระพุทธเจ้า แต่ไม่ได้ทำหน้าที่แบบพระพุทธเจ้า สร้างหมู่คณะในโลกทิพย์แล้วละสังขารไปแบบพระปัจเจกพุทธเจ้า แต่ไม่ใช่พระปัจเจกพุทธเจ้า เพราะมีหมู่คณะในโลกทิพย์ ในมหายานเรามีคำหนึ่งเรียกภาวะที่มีพุทธะมากมายดั่งเม็ดทรายในมหานที ไม่ใช่ของยากเลย ว่า “หมื่นพุทธะ” เรามักเห็นรูปพระพุทธเจ้าและพุทธะเป็นจำนวนมากรายล้อมท่าน นี่เป็นปริศนาธรรมบอกว่าพุทธะ หรือการบรรลุได้ด้วยตัวเองนั้น ไม่ยากเลย มีผู้ทำได้อยู่มากมายดั่งเม็ดทรายในมหานที ดังนั้น เรื่องพุทธะ หรือยูไล จึงไม่ใช่ของยาก เพราะมีผู้ปฏิบัติถึงได้มากมาย

ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าภายในพุทธกาลนี้ ก็ยังคงมีอยู่เพียงผู้เดียวคือ พระสมณโคดม และพระปัจเจกพุทธเจ้าก็ยังไม่อุบัติขึ้น แม้จะมี “ปัจเจกอรหันตสาวก”, “ปัจเจกพุทธะ”, “ปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ”, “พุทธสาวก” ฯลฯ เกิดขึ้นในยุคนี้ก็ตาม สำหรับท่านที่บรรลุธรรมหรือมีความเป็นอยู่ที่แปลกออกไปนี้ จะมีธรรมเฉพาะตัวที่แปลกออกไปด้วย แต่ก็ตรงทางนิพพานเหมือนกัน ปกติ ในสมัยพุทธกาล เราเข้าใจแต่คำว่า “พระพุทธเจ้า” และ “พระอรหันตสาวก” ของท่าน แต่สองคำนี้ ยังไม่อาจอธิบายความเป็นธรรมชาติของผู้ที่ได้บรรลุธรรมเหมือนกัน แต่มีลักษณะต่างกันออกไปได้ เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนจึงต้องใช้คำศัพท์ คือ ยืมสมมุติบัญญัติมาเรียกเพื่อให้เกิดความเข้าใจท่านเหล่านี้ดังกล่าว เช่น บางท่านพอไปเห็นประวัติของพระอุปคุตเข้าว่าอยู่รูปเดียวในสะดือทะเล อาจสับสนว่านี่เรียกว่า “พระปัจเจกพุทธเจ้า” หรือไม่ จำต้องใช้คำอื่นเรียกเนื่องจากท่านมีสายธรรมสืบทอดมาจึงไม่ใช่พระปัจเจกพุทธเจ้า แต่ท่านก็ไม่เหมือนพระอรหันตสาวกทั่วไป จึงเรียก ว่า “พระปัจเจกอรหันตสาวก” แทน อย่างนี้ น่าจะทำให้เกิดความเข้าใจตรงกันมากกว่า ดีกว่าจะให้คนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า หรือสับสนในการปฏิบัติที่ต่างกัน

อนึ่ง สำหรับผู้ที่ต้องการนิพพานหลังกึ่งกลางพุทธกาลนี้ ไม่อาจอยู่ในฐานะ “อรหันตสาวก” ได้อีก เนื่องจากเหตุปัจจัยเปลี่ยนแปลงไป หากอยู่บนโลกมนุษย์รวมกันเป็นหมู่คณะ จะทำให้การปฏิบัติผิดพลาด พากันหลงไปหมด ต้องปฏิบัติแยกต่างหาก คือ เดินตามแบบ “ปัจเจกพุทธะ” คนสมัยนี้ไม่มีใครที่ยอมเป็นสาวกที่จงรักภักดีต่อนายคนเดียว ไม่มีคนที่เป็นสาวกแท้อีก พุทธบริษัทของพระพุทธเจ้าก็สิ้นสายแล้ว เมื่อสาวกหมดแล้ว จะเอาอรหันตสาวกมาแต่ไหน ไม่มีอีก ดังนั้น การบรรลุธรรมย่อมมีได้ เกิดได้ นิพพานได้อยู่ บรรลุอรหันต์ได้อยู่ แต่ไม่ได้อยู่ในลักษณะเดิมอีก ไม่ควรเรียกว่า “พระอรหันตสาวก” เพราะการปฏิบัติต่างกัน ไม่เหมือนดังเดิม จึงควรเรียกผู้บรรลุอรหันต์นั้นว่าอย่างอื่น เช่น ปัจเจกพุทธะ ในกรณีที่บรรลุเองไม่มีผู้ใดช่วยขณะกำลังบรรลุธรรม (อาจจะมีครูสอน แต่ตอนขณะบรรลุ ทำได้เอง ไม่มีใครบอก เหมือนพระพุทธเจ้าตรัสรู้เอง แต่ท่านก็มีครูสอนมาก่อนเหมือนกัน เพียงแต่ตอนตรัสรู้ ท่านทำได้เอง ครูไม่ได้มาบอก) เช่นนี้ ก็จะไม่ทำให้เกิดความสับสนว่าทำไมอรหันต์แล้วทำตัวไม่เหมือนกัน จำต้องมีสมมุติเรียกต่างกันไป

สำหรับผู้ที่จะได้นิพพานในหลังกึ่งพุทธกาลนี้ จำจะต้องปฏิบัติเดี่ยวแบบปัจเจก แต่ไม่ใช่พระปัจเจกพุทธเจ้า จะมีพระรัตนตรัยมาต่อสายธรรมให้ ทำให้ไม่เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าเสียก่อน เช่นดังสายธรรมของหลวงปู่เทพโลกอุดร ที่จะคอยต่อสายธรรมให้ท่านที่จะได้อรหันต์เมื่อปลีกวิเวกหรือธุดงค์เดี่ยวเช่นนี้จึงไม่กลายเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าไปเสียก่อน แต่จะเป็นพระอรหันต์อีกแบบ ที่ไม่มีหมู่คณะเหมือนดั่งในสมัยพุทธกาล ดังนั้น เราจึงไม่อาจเรียกได้ว่า “อรหันตสาวก” ตรงๆ ดังที่กล่าวแล้วว่าควรใช้คำอื่น เช่น “ปัจเจกอรหันตสาวก” ในบางท่าน, “ปัจเจกพุทธะ” ในบางท่าน ตามแต่สภาวธรรมที่แตกต่างกันไป กับอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่เอานิพพาน แต่จะมีหมู่คณะอยู่เป็นกลุ่มใหญ่ สามารถบรรลุอรหันต์ได้เหมือนกัน แต่ไม่ใช่อรหันตสาวก ท่านที่บรรลุอรหันต์แต่ยังคลุกคลีอยู่กับหมู่คณะนี้ จะได้ “อรหันตโพธิสัตว์” ทั้งสิ้น เมื่อละสังขารตายลงจะยังไม่นิพพาน เพราะมีกรรมพัวพันกับหมู่คณะมาก ตัดกันไม่ขาด ชำระไม่หมด ไม่สิ้น กรรมใหม่ก็ยังมีอยู่ จึงเรียกกันดังนั้น

สายธรรมที่สืบทอดมีอะไรบ้าง

สายธรรมเหล่านี้ ปฏิบัติแล้วได้ถึงอรหันต์ทั้งสิ้น แต่เป็นอรหันต์ที่แตกต่างกัน เนื่องจากเหตุปัจจัยที่แตกต่างกัน ทั้งยังมีต้นสายธรรมที่ต่างที่มากันอีกด้วย ดังจะกล่าวต่อไปนี้

๑)   สายธรรมที่ได้นิพพานในชาตินั้นๆ

๑.๑) สายธรรมของพระพุทธเจ้าองค์อื่นๆ (ที่นิพพานไปแล้ว)

ดำรงอยู่ไม่มีที่สิ้นสุด ตราบเท่าที่บุคคลบนโลกจะสามารถสื่อถึงท่านที่ได้นิพพานไปก่อนนี้ได้ เช่น การใช้พระนามของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ มาเป็นเครื่องเจริญสมาธิ เกิดความศรัทธาแน่วแน่ เอ่ยพระนามท่าน ท่านก็จะมาต่อสายธรรมให้เรา สำเร็จมรรคผลได้เช่นกัน เช่นเดียวกับสายธรรมของพระสมณโคดมหลังห้าพันปีไปแล้วนั่นเอง แบบนี้ จะมีลักษณะที่แตกต่างไปจากของพระสมณโคดมบ้างเล็กน้อยแต่ถึงอรหันต์และได้นิพพานได้เช่นกัน

๑.๒) สายธรรมของพระสมณโคดม

จะดำรงอยู่ยาวไปถึง ๕,๐๐๐ ปี และหากพระธรรมยังเหลืออยู่บ้างแม้แต่น้อย หลังห้าพันปีไปแล้ว ก็นับว่ายังนิพพานได้อยู่ สำหรับผู้ที่ศรัทธาแน่วแน่และปฏิบัติจริง ในช่วงห้าพันปีแรกยังเหลือศาสนาอยู่ ยังเหลือพระสงฆ์, ธรรมวินัย พอที่จะเรียกได้ว่ามีรูปแบบพอเป็นศาสนาอยู่ แต่หลังห้าพันปีไปแล้ว จะไม่เหลือสภาพที่เรียกได้ว่าเป็นศาสนา ถ้ามีจะเหลือแต่ธรรมะ ก็ยังสามารถต่อสายธรรมได้อยู่ ส่วนที่ต่อสายธรรมจากธรรมะนี้ ไม่มีเวลาจำกัด ผู้บรรลุจะอยู่ในสภาวธรรมที่เรียกว่า “ปัจเจกพุทธะ” คือ บรรลุเอง มีสายธรรม แต่ไม่มีหมู่คณะ เพราะมีสายธรรมจึงไม่ใช่พระปัจเจกพุทธเจ้า แต่เพราะไม่มีศาสนาเหลืออยู่แล้วจึงไม่ใช่อรหันตสาวกคือ อยู่นอกศาสนา, นอกธรรมวินัย เพราะธรรมวินัยไม่เหลือพอดังเดิม

๒)   สายธรรมที่ยังไม่ได้นิพพาน (โพธิญาณ)

๒.๑) สายธรรมของพระพุทธเจ้าองค์ก่อน (ที่นิพพานไปแล้ว)

พระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ แม้จะนิพพานไปแล้ว แต่ท่านก็ได้สืบทอดแนวทางการบำเพ็ญบารมีเพื่อตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าให้แก่พระโพธิสัตว์องค์ต่างๆ ด้วย บางองค์ถึงกับยอมถวายชีวิตด้วยการตัดเศียรถวาย ณ เวลานั้นเลยก็มี ดังนั้น สายธรรมนี้ ไม่ได้ขาดสาย เมื่อเรามีศรัทธาต่อท่านที่นิพพานไปแล้ว และได้แนะนำทางโพธิญาณไว้ เราก็สามารถบรรลุได้ถึง “อรหันตโพธิสัตว์” โดยมีพระพุทธเจ้าองค์ที่เราศรัทธาเป็นต้นสายธรรมเรา

๒.๒) สายธรรมของพระสมณโคดม

ปัจจุบัน ไปจนถึงห้าพันปี ยังอยู่ในยุคพุทธกาลของพระพุทธเจ้าสมณโคดม ดังนั้น เราจึงยังสามารถอาศัยแนวทางของท่าน, ศาสนาของท่าน ในการอยู่อาศัย เช่น บวชพระเพื่อจะได้มีชีวิตอยู่ได้แบบบรรพชิต ซึ่งปัจจุบัน ไม่มีนักบวชในศาสนาหรือนิกายอื่นที่พอจะอยู่ได้โดยไม่ต้องทำงานทางโลกอีก ดังนั้น สายธรรมนี้ จึงยังอยู่เพื่อช่วยเหลือผู้บำเพ็ญได้ดังกล่าว ผู้สืบทอดสายธรรมนี้ ยกตัวอย่างเช่น พระอชิตะ, พระมหากัจจายนะ เป็นต้น  

๒.๓) สายธรรมของพระยูไลองค์อื่น

พระยูไลบนสุขาวดีที่ไม่ได้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าองค์ใด ไม่ขึ้นอยู่ใต้พระพุทธเจ้าองค์ใด แต่คอยเป็นเบื้องหลังช่วยเหลือพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์อยู่ เช่น พระอามิตาภะพุทธเจ้า นี่ท่านไม่ได้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าสมณโคดม อันนี้ ขอให้เข้าใจด้วย ท่านเหล่านี้ เคยปรารถนาพุทธภูมิ แต่ไม่อาจสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าบนโลกได้ หรือเพราะยังไม่สิ้นปณิธานจึงต้องจุติที่สุขาวดี ยังไม่นิพพาน แล้วถ่ายทอดปณิธานการบำเพ็ญบารมีให้แก่พระโพธิสัตว์รุ่นหลังๆ สืบมา เมื่อเราศรัทธาก็สามารถปฏิบัติและต่อสายธรรมตรงต่อท่านได้ สายธรรมนี้ แม้ไม่เหลือมีผู้สืบทอดที่มีกายสังขารบนโลกแล้ว แต่ถ้าเรามีจิตศรัทธาจริง ท่านก็สามารถต่อสายธรรมให้เราได้ เราก็สามารถบรรลุมรรคผลอรหันต์ได้     

๓)   สายธรรมในศาสนาอื่นๆ

เป็นสายธรรมที่ได้ต่อตรงลงมาจากภพเบื้องบน เช่น สุขาวดี, พรหมโลก ฯลฯ ในศาสนาพราหมณ์ฮินดู สืบสายธรรมมาจากพรหมโลก, ในศาสนาคริสต์ สืบทอดสายธรรมมาจากสุขาวดี เป็นต้น ฯลฯ สายธรรมเหล่านี้ ยังผลให้บรรลุธรรมต่างกัน คือ ต้นสายธรรมอยู่ที่ไหน ผู้ปฏิบัติก็บรรลุธรรมได้ถึงที่นั่น คือ ถ้าบรรลุทางพราหมณ์ ก็ได้อยู่ในพรหมโลก ถ้าบรรลุทางคริสต์ ก็ได้จุติที่สุขาวดีหรือดุสิตก็ได้ อนึ่ง พระเยซูจะมีวิมานอยู่ที่ชั้นดุสิตด้วย เพื่อดักรอคนที่ศรัทธาท่าน แต่กำลังบุญยังไม่ถึงสุขาวดี ก็จะจุติที่ดุสิตแทน ส่วนพระเจ้าทรงสถิตอยู่ที่สุขาวดี ส่วนลัทธิเต๋า, ขงจื้อ, เหล่าจื้อ จะจุติที่สวรรค์ชั้นดุสิต ได้เป็นเซียน

เหตุที่มีสายธรรมมากมายบนโลกมนุษย์

๑)    เพราะมนุษย์โลกมีจำนวนมากและบารมีพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ไม่อาจปกครองครอบคลุมได้หมด ท่านเผยแพร่ศาสนาได้ ๗ แว่นแคว้น แต่ไม่ทั่วโลก ดังนั้น ในประเทศอื่นๆ ที่ไม่มีศาสนาพุทธ ก็มีมนุษย์ที่ควรได้รับการโปรดด้วยศาสนาอื่น

๒)    เพราะเมตตาของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ที่ต้องการโปรดมนุษย์ทุกรูปนามอย่างเท่าเทียมกัน แต่ไม่อาจเข้าถึงศาสนาเดียวกันได้ จึงต้องทอดสายธรรมศาสนาอื่นๆ ลงมาช่วยมนุษย์ที่มีบุญกรรมแตกต่างกันไป ได้อยู่ใต้ร่มศาสนาที่ต่างกัน

๓)    เพราะความแตกต่างหลายประการของมนุษย์โลก ที่มีความเป็นอยู่, พฤติกรรม, ฯลฯ แตกต่างกันมาก การรับศาสนาๆ เดียวกัน จึงไม่ใช่ทางออกที่ดี จึงต้องมีศาสนาแตกต่างกันไป สืบสายทอดลงมาจากเบื้องบนเพื่อช่วยมนุษย์ทุกรูปนาม

อนึ่ง ในพระทิเบตจะมีการสืบสาวกันชัดเจนว่าต่อสายธรรมตรงจากพระยูไลองค์ใด ก็จะเข้าใจกันว่าทำไมการปฏิบัติจึงแตกต่างกันได้ ก่อเกิดเป็นนิกายต่างๆ อนึ่ง ผู้บรรลุธรรมทุกท่านขณะบรรลุจะมีการต่อสายธรรม ไม่มีใครตรัสรู้เองโดยไม่มีการสืบสายธรรม กรณี สายธรรมต้นสังกัดเขาไม่รับเงินทอง แต่ศิษย์กลับรับเงินทอง แล้วอรหันต์ได้ ถ้าไม่มีใครรับรองธรรมและการปฏิบัติให้เพราะไม่อยู่ในไตรสิกขาของต้นสายธรรมเดิม แสดงว่าสายธรรมขาดแล้ว ศิษย์คนนั้นตั้งตนเป็นศาสดาใหม่ หรือไม่ก็ไม่ได้บรรลุอรหันต์แท้จริง

อนุตรธรรม เรื่อง การเผยแพร่ธรรมข้ามศาสนา ทำได้หรือไม่?

ธรรมชาติหรือเบื้องบนได้จัดสรรมาเป็นเบื้องต้นแล้วว่าบุคคลใดเหมาะควรจะได้มีบุญอยู่ในศาสนาใด แต่นี่เป็นแผนการเริ่มต้นเท่านั้น ต่อไปมนุษย์แต่ละคนต้องเดินทางเอง คือ จะอยู่ในศาสนาเดิมต่อไป แล้วก้าวหน้า หรือจะออกไปอยู่ในศาสนาอื่นก็ได้ ดังนั้น ในยุคนี้ จึงมีการย้ายศาสนากันได้เป็นธรรมดา การเผยแพร่ธรรมข้ามศาสนาจึงเกิดขึ้นเป็นปกติ ไม่ผิดแต่อย่างใด มนุษย์ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเลือกได้เองตามความสมัครใจ ได้อย่างเสรี

การเผยแพร่ธรรมข้ามศาสนาเป็นเรื่องปกติของทุกศาสนา ศาสดาองค์ใหม่ จะเริ่มต้นจากศูนย์คือก่อนบรรลุธรรม แล้วไปหนึ่ง คือ ตนเองบรรลุธรรมก่อนเป็นคนแรก จากนั้นจึงเริ่มนับสอง, สาม ซึ่งในขั้นตอนการนับสอง, สามนั้น จะเป็นการ “ถ่ายทอดธรรมข้ามศาสนา” ทั้งสิ้น เพราะศาสนานั้นยังใหม่ ไม่เคยมีมาก่อนนั่นเอง ดังนั้น แม้ศาสนาพุทธก็เกิดจากการถ่ายทอดธรรมข้ามศาสนา คือ เข้าไปสู่ศาสนาพราหมณ์ที่มีอยู่ก่อน แล้วก็เปลี่ยนมาเป็นพุทธภายหลัง หรือแม้แต่พระเยซูก็ถ่ายทอดธรรมข้ามศาสนา คือ จากศาสนายิว มาเป็นศาสนาคริสต์ เป็นต้น ดังนั้น การถ่ายทอดธรรมจากศาสนาหนึ่ง ไปยังคนต่างศาสนา จึงเป็นเรื่องปกติ และเป็นการกระทำตามพุทธประเพณี คือ แบบอย่างของพระศาสดา

จำเป็นไหมที่จะต้องเปลี่ยนศาสนา?

ไม่จำเป็นเลย ถ้าคุณปฏิบัติจริงจัง และได้มรรคผลจริงคือ ทำตามคำสอนของพระศาสดาของคุณแล้วได้ผลจริง แต่ถ้าคุณต้องการเลือก, ทดลอง, หรือเปลี่ยนไปสู่ศาสนาอื่นๆ ก็สามารถทำได้ อันที่จริง ธรรมชาติหรือเบื้องบนได้จัดสรรมาดีแล้วว่ามนุษย์คนใด ควรได้อยู่ในศาสนาใด แต่นี่ไม่เที่ยง ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ถ้าจะมีการเปลี่ยนศาสนาก็ทำได้ แต่ก็มีผลคือ ทำให้ต้องเริ่มต้นใหม่ การเริ่มต้นใหม่นั้น มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดี คือ เริ่มต้นใหม่เลยที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนมากไปก็ทิ้งออกไปหมด เริ่มต้นใหม่ให้ถูกต้อง ก็จะสามารถปฏิบัติได้มรรคผลแท้จริงได้ ส่วนข้อเสียคือ ต้องไปเริ่มเรียนรู้เรื่องราวของสิ่งใหม่ ศาสนาใหม่ ทำให้อาจช้าลง เช่น บางท่านบวชพระแล้วได้หลายพรรษา มีคนนับถือมากแล้ว แต่พอต้องเปลี่ยนไปเป็นคริสต์ ก็อาจกลายเป็นผู้เริ่มต้นใหม่ ต้องถูกผู้อื่นสอนแทนที่จะได้สอนคนอื่น เป็นต้น การเปลี่ยนแปลงนี้ ก็เหมาะสมสำหรับผู้ที่ถือตัวถือตนว่าตนสูงส่ง มีอำนาจมาก เพราะสร้างรากฐานมานานในศาสนาเก่าของตนนั่นเอง แต่ถ้าได้ปฏิบัติถูกต้อง เกิดมรรคผลจริงในศาสนาของตนนั้น ก็ไม่ควรย้ายไปอยู่ในศาสนาอื่น

สรุป ผู้ที่ควรย้ายศาสนาคือผู้ที่ปฏิบัติไม่ได้มรรคผล อยู่นานจนเริ่มมีอำนาจมากคือได้ดี มีอำนาจมีคนศรัทธานับถือเพราะการอยู่นานแต่ไม่ได้มรรคผลแท้จริงเลย นี่ควรย้ายศาสนา เช่น พระสงฆ์ไทยที่มีพรรษามาก มีเงินสะสมในธนาคารมาก (ขนาดพระในวัดเล็กๆ จนๆ ยังมีเงินสะสมในธนาคารเป็นหลักแสน) ไม่ได้บรรลุมรรคผลอะไร แต่สอนหรือทำตัวผิดไปจากหลักศาสนาที่ถูกต้อง เช่น หากินกับการทำพิธีกรรมต่างๆ เหมือนพราหมณ์ เข้าข่ายศาสนาพราหมณ์มากกว่าพุทธ แบบนี้ไม่ได้ผิดศีลปาราชิก แต่ถ้าย้ายศาสนาไปเสียจะดีกว่ามาก ทั้งต่อตัวเองและศาสนา กรรมจะเบาบางลงได้ คือ สึกแล้วไปบวชพราหมณ์เสีย แล้วทำพิธีกรรมที่ตนถนัดนั้น ในการหาเลี้ยงชีพ ก็จะสามารถดำรงชีพอยู่ได้โดยไม่ทำลายหลักศาสนาเดิม แบบนี้ จะมีกรรมน้อยมาก และคนจะเข้าใจถูกต้องในศาสนานั้น

การเผยแพร่ธรรมหลายศาสนาพร้อมกันเพื่ออะไร?

ในบทความที่ผู้เขียนๆ นี้ มีแนวธรรมมาจากหลายๆ ศาสนา แม้ไม่ได้มาจากตำราโดยตรงบ้างก็ตาม แต่มาจากตัวผู้เขียนเองได้ทดลองปฏิบัติตามหลักการของศาสนานั้นๆ เพื่อทำความเข้าใจในหลายๆ ศาสนา จากนั้นจึงได้เผยแพร่ธรรมหลายๆ แนวทางไว้รวมกัน เพื่อ ให้ท่านที่มีจริตต่างกันศึกษา ก็จะพบเองว่าตนมีจริตไปทางใด เมื่อเข้าศาสนาให้ถูกต้องจะกลับร้ายกลายเป็นดี ที่ทำผิดอยู่ในศาสนาหนึ่ง อาจถูกต้องและดีงามในอีกศาสนาหนึ่งก็ได้ กรรมที่เคยได้รับจากการทำผิดจากหลักศาสนา ก็ลดลง กลายเป็นกรรมดีได้

อนุตรธรรม เรื่อง อาหารเจ เป็นอาหารที่ดีที่สุดจริงหรือ?

อาหารเจ ไม่ใช่อาหารที่ดีที่สุดของมนุษย์ มนุษย์ยุคโบราณยังมีอาหารที่ดีกว่านั้นมีมาก ตามแต่บุญกรรมของสัตว์โลกจะได้รับ สัตว์โลกทำบุญดีได้กินอาหารที่หาง่ายไม่ลำบาก ชีวิตจะเรียบง่าย สัตว์โลกที่ก่อกรรมเลวมาก ต้องกินอาหารที่หายาก ชีวิตจะยากลำบากเหน็ดเหนื่อยกับการหางาน ทำงาน เหมือนคนกรุงที่มีเนื้อสัตว์กินมากฉะนั้น ดังต่อไปนี้

อาหารของมนุษย์ไล่ตามยุคที่มีบุญมากที่สุด

๑)   ยุคอาหารพลังทิพย์และง้วนดิน

เกิดขึ้นในยุคแรกที่พรหมลงมาจุติ อาหารของมนุษย์ยุคแรกนี้จะไม่มีธาตุสี่ เป็นพลังทิพย์ เช่น ตบะ, ฌานสมาบัติ ในยุคนี้ โลกจะมีแหล่งพลังทิพย์ที่ดีอยู่มาก มีแหล่งดินที่มีพลังทิพย์, ถ้ำที่มีพลังทิพย์, แหล่งน้ำที่มีพลังทิพย์, แหล่งลมหรืออากาศที่มีพลังทิพย์ ฯลฯ มากมาย มนุษย์ยุคแรกๆ นี้เสพกินพลังทิพย์ ไม่จำเป็นต้องเหน็ดเหนื่อยแสวงหาเลย เราเรียกยุคนี้ว่า “ยุคฤษีอยู่ถ้ำ” ยังไม่มีมนุษย์เพศชายและหญิงเกิดขึ้น เพศชายไม่ต้องมีเสื้อใส่ เปลือยกายอยู่ทุกตน ไม่มีบ้านต้องอาศัย อยู่ไหนก็ได้ มักประจำถ้ำอยู่ ยุคนี้ มี “ง้วนดิน” ให้กิน ด้วย ซึ่งเป็นยุคท้ายๆ ของยุคที่กินแต่พลังทิพย์ ทำให้เริ่มเสื่อม ซึ่งยุคต่อไปนั้น จะเริ่มมีมนุษย์ชายหญิงแตกต่างกันจึงต้องมีเสื้อผ้าใส่ และเริ่มมีบ้านให้เสพกามกัน

๒)   ยุคอาหารผลไม้กินง่าย

ยุคต่อมามนุษย์ที่บำเพ็ญฌานสมาบัติเสื่อมลง บุญน้อยลง จึงไม่สามารถอยู่ได้ด้วยการไม่กินสิ่งที่เป็นวัตถุธาตุเข้าไปในร่างกาย เนื่องจากกรรมที่มนุษย์มีเพศชายและหญิง อีกทั้งกระทำการรบกวนสมดุลของร่างกาย ด้วยการเอาสิ่งต่างๆ เข้าออกร่างกาย เช่น เพศหญิงถูกเพศชายกระทำกาม และเพศหญิงให้กำเนิดบุตรออกจากร่างกาย มนุษย์ในยุคนี้ แรกเริ่มต้องกินผลไม้กินง่าย คือ ผลไม้ที่ไม่ต้องปลอกเปลือก หยิบจากต้นก็กินได้เลย นี่เรียกว่า “ยุคอดัม กับ อีฟ” ก็ได้ มนุษย์ยังไม่ยากลำบากมากนักอยู่กันอย่างเรียบง่ายหรือเรียกอีกอย่างว่า “ยุคโพธิสัตว์” ดังนั้น พระโพธิสัตว์จึงอยู่กันเป็นคู่ๆ และกินแต่ผลไม้

๓)   ยุคอาหารผลไม้กินยาก

ยุคต่อมามนุษย์ที่บำเพ็ญบารมีเสื่อมลงไป มีบุญน้อยลง จึงไม่สามารถอยู่ได้ด้วยการกินผลไม้ที่กินง่าย หาง่ายได้อีก ต้องเริ่มหาอาหารใหม่ๆ ผลไม้กินง่ายหายากแล้วหายไป ทำให้มนุษย์ลองกินอาหารใหม่ๆ ที่คล้ายเดิม แรกๆ ก็กินทั้งเปลือกแต่ต้องอดทนกิน พอมีผู้คิดค้นมีดปลอกผลไม้ขึ้นมา เพื่อทำให้กินง่ายขึ้น การกินอยู่ของมนุษย์ก็ดีขึ้น แต่นี่คือจุดเริ่มต้นของการเกิด “อาวุธฆ่าคน” เพราะมนุษย์ได้อาศัยมีดปลอกผลไม้นั้นในการทำอาวุธเข่นฆ่ากันเอง การฆ่ากันเริ่มมีในช่วงท้ายๆ ของยุคนี้เอง ฆาตกรจึงเริ่มมีขึ้นในโลก เราเรียกยุคนี้ว่า “ยุคหิน” คือ เอาหินมาฝนให้คม แล้วเอามาปลอกผลไม้กินนั่นเอง

๔)   ยุคอาหารธัญพืช (แม่โพสพ)

ยุคต่อมามนุษย์เริ่มทำบาป เข่นฆ่ากันเอง ผลไม้ที่มีอยู่ก็หายหมดไป จึงไม่สามารถอยู่ได้ด้วยการกินผลไม้ได้ดังเดิมอีก แม่โพสพได้เกิดขึ้นแล้วบันดาลให้มี “ธัญพืช” แล้วยังจุติลงมาสอนให้มนุษย์รู้จักกินด้วย กล่าวคือเทพองค์ใดรับผิดชอบอาหารของมนุษย์ จะต้องบันดาลให้เกิดอาหารบนโลกมากๆ ไว้ก่อน เสร็จกิจในโลกทิพย์แล้ว จากนั้นจึงต้องจุติลงมาสอนมนุษย์ต่อทันทีว่าสิ่งที่ตนเองทำนั้นกินได้ แม่โพสพก็ลงมาสอนมนุษย์ทำนา และหุงข้าว มีคู่บารมีของท่านเป็นเพศชาย จุติลงมาเป็นฤษี ค้นพบไฟ และการใช้ไฟ ในการหุงต้ม การหุงต้มจึงเกิดขึ้นในยุคนี้ จากเดิมการกินอาหารไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องหุงต้ม แต่เมื่อถึงยุคนี้ล้วนต้องหุงต้ม ต้องเรียนรู้การใช้ไฟก่อนทั้งสิ้น เราเรียกยุคนี้ว่า “ยุคใช้ไฟ” มีการใช้ไฟกันมากขึ้นถึงจุดหนึ่ง มีมนุษย์เอาไฟไปใช้ในการทำลายล้างเข่นฆ่าคนให้ได้มากๆ ก็เริ่มเป็นสงครามขึ้น เพื่อแย่งชิงธัญพืชที่เริ่มขาดแคลนนั้น ทหารจึงเกิดขึ้นในยุคนี้เอง

๕)   ยุคอาหารเจ (พืชกินใบ)

ยุคต่อมามนุษย์เริ่มทำสงคราม ธัญพืชที่มีอยู่ก็หายหมดไป จึงไม่สามารถอยู่ได้ด้วยการหุงต้มธัญพืชกิน ในที่สุด มนุษย์ต้องไปทดลองกินใบไม้ชนิดต่างๆ มีพวกที่ลองกินแล้วตายและลองกินแล้วรอด ชนิดไหนกินได้ไม่ตาย ก็ได้รับความนิยมกินต่อๆ กันมา โดยนำใบไม้และยอดอ่อนชนิดต่างๆ ไปทำครัว ผสมผสานปรุงรสเข้าด้วยกัน ยุคนี้เอง อาหารที่เกิดจากการปรุงก็เกิดขึ้น (ยุคก่อนนี้ยังไม่มีการปรุงมีแต่การหุง) มีการคิดเมนูอาหารแบบต่างๆ ขึ้น เหมือนอาหารเจชนิดต่างๆ ที่เราทำกันนี้ ยุคนี้เรียกว่า “ยุคแห่งการปรุงอาหาร” โดยเทพที่ลงมาสอนมนุษย์ในยุคนี้ คือ เทพนักษัตรประจำปีระกา คนที่มีอาชีพทำอาหารขายควรบูชาเทพนักษัตรองค์นี้ โดยมีคู่บารมีของท่านคือ “เจ้าแม่กวนอิม” เข้ามาช่วยในกิจนี้ด้วย ยุคนี้เป็นยุคของเทพที่ไม่เต็มองค์ ในขณะที่ยุคก่อนยังมีแม่โพสพเป็นเทพเต็มองค์ แต่ยุคนี้เป็นเทพครึ่งหนึ่ง สัตว์ครึ่งหนึ่ง (เทพไก่) การปรุงอาหารของเทพไก่นั้น มาจากการบำเพ็ญ “จตุธาตุวัฏฐาน” คือ การพิจารณาธาตุสี่ในอาหารชนิดต่างๆ ก่อนที่จะนำมาผสมปรุงในหม้อเดียวกัน ให้ลงตัวและสามารถกินได้จริง ในยุคพระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีเป็นพระเวสสันดร ก็มีเทพไก่ลงมาทำอาหารให้ชูชกกินจนตายด้วย ยุคนี้ มนุษย์ได้ทำกรรมเสื่อมลงไปอีก คือ การเข่นฆ่าพวกเดียวกันเอง คือ คนในประเทศเดียวกันเข่นฆ่ากันเอง เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ นับเป็นสิ่งที่แม้แต่ทหารยุคก่อน (ยุคใช้ไฟ) ก็ไม่ทำกัน

๖)   ยุคอาหารสัตว์น้ำ (ปลามังกร)

ยุคต่อมามนุษย์เริ่มทำบาปเข่นฆ่ากันเองในเครือญาติ แม้แต่ใบไม้ที่เคยกินได้ก็หายหมดไปจึงไม่สามารถอยู่ได้ด้วยการกินใบไม้ที่มีอยู่แต่เดิม เทพอสูร “ปลามังกร” จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อทำให้เกิดปลาจำนวนมาก และลงมาสอนให้มนุษย์จับปลากินเป็นอาหาร ปลาจึงเป็นสัตว์ชนิดแรกที่มนุษย์ล่ากิน ดังนั้น เครื่องจับสัตว์ที่เก่าแก่ที่สุดคือ “เครื่องมือประมง” ยุคนี้ นอกจากอาชีพเกษตรกรรมที่มีมาแต่เดิม (ยุคธัญพืช) เริ่มมีชาวประมงเกิดขึ้น และตามมาด้วยพรานล่าสัตว์ในช่วงท้ายๆ ของยุคที่เดิมคนจะกินแต่ปลาเท่านั้น เริ่มสนใจที่จะลองกินเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ บ้าง เช่น กุ้ง, หอย, ปู ฯลฯ จากนั้น จึงได้เรียนรู้ว่ามีสัตว์อื่นที่กินได้อีก มนุษย์ที่เป็นสัตว์บกเริ่มกินแต่สัตว์น้ำ ซึ่งถือว่าอยู่กันคนละแผ่นดิน ก็เริ่มไม่อยู่ในศีลธรรมอันเดิมที่เจ้าแห่งมนุษย์ตั้งไว้ จึงเริ่มเข่นฆ่าสัตว์อื่นที่เป็นสัตว์บกด้วย อนึ่ง ปลาเป็นสัตว์ที่กินกันเองเป็นทอดๆ คือ ปลาใหญ่กินปลาเล็ก สัตว์ชนิดเดียวกันกินกันเอง

๗) ยุคอาหารสัตว์บก (มังกร)

ยุคต่อมามนุษย์เริ่มทำบาปเข่นฆ่ากันเอง ไม่เว้นแม้ “พ่อกับลูก” ปลาที่มีอยู่ก็หายหมดไป จึงไม่สามารถอยู่ได้ด้วยการปลาอีก มนุษย์ซึ่งเคยมีกฎร่วมกันว่าจะไม่ฆ่าสัตว์ร่วมแผ่นดินเดียวกัน ก็เริ่มละเมิดกฎที่มีมาแต่เดิม เกิดมีพรานล่าสัตว์ขึ้น ซึ่งพรานล่าสัตว์นี้เอง ที่เอาเนื้อสัตว์ชนิดอื่นมาทดลองกิน เมื่อมนุษย์ยินดีในการกินเนื้อสัตว์บกนั้น การกินเนื้อสัตว์ก็แพร่หลายมากมาย สัตว์ป่าถูกเอามาเลี้ยง กลายเป็นอาชีพใหม่ คือ อาชีพเลี้ยงสัตว์ เราเรียกยุคนี้ว่า “ยุคเนื้อสัตว์” และแล้วมนุษย์ก็ทำบาปเสื่อมลงไปอีก ผัวเมียเข่นฆ่ากันเอง

๘)   ยุคอาหารเนื้อคน (แม่กาลี)

ยุคต่อมามนุษย์เริ่มทำบาป ผัวเมียยังเข่นฆ่ากันเอง เพื่อให้ได้อำนาจมาครอง เมียถึงกับยอมฆ่าสามีตนเอง ยุคนี้ แม้แต่สัตว์บกที่ล่าเอาเนื้อมากินได้ ที่มีอยู่ก็หายหมดไป จึงไม่สามารถอยู่ได้ด้วยการกินเนื้อสัตว์ เช่น มีไก่เป็นโรคระบาด ติดต่อมายังคนได้ ทำให้ไม่อาจกินไก่ได้ ในที่สุด มนุษย์ก็ไม่เหลืออาหารอะไรจะกินอีกเลย สุดท้าย จึงต้องฆ่ากันกินเป็นอาหาร ยุคนี้ แม้แต่ผู้ชายก็หนีเข้าป่าหมด ในเมืองเหลือแต่ผู้หญิงที่ฆ่าผัวตัวเองได้ทั้งนั้น เป็นยุคพระแม่กาลี และมีพระศิวะลงมานำผู้ชายหนีไปบวชฤษี เข้าป่าไป

จะเห็นว่าอาหารของมนุษย์เสื่อมลงเรื่อยๆ อาหารเจ ไม่ใช่อาหารที่ดีที่สุดดังกล่าว

การฝึกกินอาหาร

การฝึกจิตจนถึงขั้นเปลี่ยนอาหารได้ แสดงถึงผลสำเร็จประการหนึ่งของการฝึก ในที่นี้ เรานิยมใช้มื้อหลังเที่ยงวันไปแล้วในการฝึก (สำหรับพระพุทธศาสนา) สิ่งที่เราจะกินคือ “พลังทิพย์” ซึ่งไม่ใช่ฌาน ไม่ใช่การทำสมาธิให้อิ่ม แต่เป็นพลังธรรมชาติที่ทำให้เราไม่หิว คือ การไม่ต้องกินอะไรเลยหลังเที่ยงไปแล้ว ซึ่งก็คือหลักปฏิบัติใน ศีลแปดหรือศีล ๒๒๗ ข้อนั่นเอง สำหรับผู้เริ่มต้น ควรค่อยๆ ฝึกไล่ขั้นไป อย่าเพิ่งรีบร้อน คือ ถ้ามีศีลไม่กินหลังเที่ยง อาจผิดศีลบ้าง ไม่ว่ากัน แต่ให้ค่อยๆ ฝึกจิตไปเรื่อยๆ ถ้าฝึกจิตได้ผล ก็จะทำได้เอง นี่คือ ปฏิบัติธรรม ก่อเกิดปัญญา ปัญญาก่อเกิดศีลโดยธรรมชาติ อีกที ในผู้ที่เริ่มฝึกใหม่ มื้อเย็นอาจหิวและส่งผลต่อร่างกายเช่น ทำให้เป็นโรคกระเพาะได้ ดังนั้น จึงให้ฝึกไล่กินอาหารจากที่พอทำได้ไปก่อน คือ ให้ละเว้นจากอาหารที่มีการปรุงให้ได้ก่อน ไปกินอาหารที่ไม่ปรุงเป็นเบื้องต้น เช่น ผลไม้ จากนั้น จึงค่อยๆ ละเว้นผลไม้ แล้วกินแต่พลังทิพย์, พลังธรรมชาติแทนในมื้อหลังเที่ยง ส่วนมื้อเช้าหรือเพลนั้นถ้าจะฝึกกินอาหารชั้นสูง ก็ให้รับอาหารมาแล้วพิจารณา เลือกกินได้ เช่น ถ้ากรณีเป็นพระ บิณฑบาตมาได้หลายอย่าง หากจะฝึกจิต ก็เลือกฉันแต่ผักผลไม้ หรือผลไม้ที่ไม่มีการปรุง ก็ได้ หรือถ้าจะพิจารณาเป็นธาตุสี่ ไม่ต้องละเว้นคือ ฉันทั้งหมด ก็ได้ ปกติ สำหรับพระสงฆ์แล้วจะใช้วิธีหลัง คือ ฉันหมดทุกอย่างไม่เลือก การเลือกทำให้ธรรมไม่ก้าวหน้า สำหรับบางท่านก็เอาทุกอย่างรวมกันในบาตรทั้งหมดก็มี นี่คือ แบบที่ตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้าคือไม่ต้องเลือกฉันแต่ผัก มีอะไรก็ฉันไปอย่างนั้น และไม่ต้องเลือก นี่คือ ดีที่สุด สำหรับการฝึกการกินอาหาร และทำให้ธาตุสี่แข็งแรง เนื่องจากการพิจารณาธาตุสี่ก่อนฉัน คือ เห็นว่าสิ่งที่ฉันทั้งหมดเป็นเพียงธาตุสี่ ดิน, น้ำ, ลม, ไฟ ทั้งนั้น ไม่มีความแตกต่างใด

สำหรับผู้ที่ต้องการฝึกกินเจ เพื่ออะไร คำตอบคือ ละเว้นจากการฆ่าสัตว์ สำหรับท่านที่ในอดีตชาติก่อกรรมด้านฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมามากเช่น เคยเกิดเป็นทหารไปรบ เป็นต้น กรณีนี้มักมีผู้แนะนำให้กินเจ เพราะจะได้อานิสงค์อายุยืนขึ้น ถ้าไม่กินเจ อายุอาจไม่ยืนยาว ซึ่งสำหรับบางท่านก็จำเป็นที่ต้องมีอายุยืนยาว แต่บางท่านก็ไม่จำเป็น ดังนั้น แล้วแต่ว่าท่านจะพิจารณาเห็นว่าควรจะบำเพ็ญด้วยการกินเจหรือไม่ ไม่ใช่ข้อกำหนดไม่ใช่ศีลของพระพุทธเจ้าดังที่บางท่านพยายามกล่าวอ้าง จริงอยู่ มีการค้นพบคัมภีร์ “ลังกาวตารสูตร” ว่าพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมถึงอานิสงค์ของการกินเจ อยู่ก็จริง แต่ไม่ได้เทศนาให้คนทุกคนหรือไม่ได้กำหนดเป็นมาตรฐานให้ทุกคนต้องทำตาม คือ จะทำก็ได้หรือไม่ทำก็ได้ เพราะไม่ใช่ศีล ไม่ได้อยู่ในธรรมวินัย ๒๒๗ ข้อ อนึ่ง ในธรรมวินัยนี้ ได้มีข้อห้ามเนื้อสัตว์ บางชนิดด้วย แต่ไม่ได้ห้ามทุกชนิด เช่น เนื้อคน, เนื้อหมา, เนื้อเสือ เป็นต้น แต่ไม่ได้ให้กินเจ ในบทความฉบับนี้จำเป็นต้องเขียนไว้ เพื่อรักษาพระธรรมวินัยให้คงเดิม ไม่เพิ่มลด

การฝึกย้อนถอยทีละขั้น

  1. ถ้าเลิกกินเนื้อสัตว์ไม่ได้ ให้กินเฉพาะสัตว์น้ำ ละเว้นเนื้อสัตว์บก
  2. ถ้าเริ่มเลิกกินเนื้อสัตว์ได้ ให้ละเว้นเนื้อสัตว์ กินแต่อาหารที่มีการปรุง (เจ)
  3. ถ้าเริ่มเลิกกินอาหารที่มีการปรุงได้ (เจ) ให้เริ่มกินอาหารที่ไม่ต้องปรุง (ผลไม้)
  4. ถ้าเริ่มเลิกกินอาหารที่แม้ไม่ปรุงได้ ให้เริ่มละเว้นอาหารในมื้อหลังเที่ยงขึ้นไป

การฝึกสี่ขั้นนี้ ท่านสามารถเริ่มฝึกจากขั้นไหนก็ได้ ที่สามารถทำได้ด้วยการไม่บังคับ ไม่ข่มใจ คือ เป็นไปอย่างใกล้เคียงธรรมชาติของตัวท่านมากที่สุด การฝึกจิตด้วยการบังคับหรือข่มใจ ทำให้จิตเป็นมารได้ ดังนั้น จึงไม่แนะนำให้ใช้การบังคับใจตัวเอง แต่เมื่อจิตมีธรรม เกิดปัญญาด้วยตัวเองแล้ว ศีลก็จะได้มาเอง การละเว้นอาหารต่างๆ ที่ควรละเว้นก็จะสามารถทำได้เอง อนึ่ง การข่มใจ (ทมะ) หากทำแต่พอดี ก็ไม่เป็นไร ถือว่าเป็นสิ่งที่จะนำไปสู่ “ศีลบารมี” ได้บ้าง แต่ถ้าเกินเลยขอบเขตความพอดีเมื่อใด จะกลายเป็นทางมารเมื่อนั้น เมื่อเราฝึกบังคับ, ข่มใจตนเองสำเร็จ เราก็มักใช้วิธีนี้เป็น “มรรค” เฉพาะตัวไปใช้สอนผู้อื่น, ไปบังคับ, ไปข่มใจผู้อื่น ซึ่งนี่ไม่ใช่มรรคทางพุทธ เป็นวิธีทางมารทั้งสิ้น (หากท่านจะฝึกกินอาหารเพื่อบำเพ็ญธรรม อาหารเจไม่ใช่ที่สุดของอาหารดังที่กล่าวมา)

อนุตรธรรม เรื่อง ลักษณะของสถานธรรมที่ดี ตรงต่อคำสอนฯ เป็นอย่างไร

สถานธรรมหรือวัดก็ดี จะเป็นแหล่งที่ทำให้คนได้บรรลุธรรมแท้จริงหรือไม่ มีลักษณะให้สังเกตหลายประการ อันลักษณะเหล่านี้ก็มาจากคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งผู้ดูแลในสถานธรรมนั้นๆ ปฏิบัติได้มรรคผลจริง จึงกลายเป็นพฤติกรรมออกมาให้เห็น ดังต่อไปนี้

๑)   เคารพใน “ธรรมปัจจัตตัง”

คือ การเคารพในการปฏิบัติธรรมที่ตนเอง ใครทำ คนนั้นได้ ใครไม่ทำ ก็ไม่ได้ จึงละเว้นเสียจากการละเมิด, ล่วงเกิน, ก้าวล่วง ในธรรมของคนอื่น จึงไม่มีการสั่งการ, กำหนด, หรือห้าม ไม่ให้ใครทำหรือไม่ทำอะไร แม้ว่าเขาจะปาวารนาตนเป็นศิษย์เราก็ตาม เพราะการเข้าไปกระทำ, ไปห้าม, สั่งการ ฯลฯ กับชีวิตผู้อื่นนั้นเป็นกรรมทั้งสิ้น กฎระเบียบนั้น มีได้เฉพาะตัว คือ “ปัจจัตตัง” ไม่ได้เอาไว้ให้เป็นเครื่องมือในการผูกมัด จัดการ, เล่นงาน, หรือกำหนดการกระทำของใคร ผู้ถ่ายทอดธรรม มีกิจมีหน้าที่ส่วนตนใดก็ทำไป เช่น มีกิจในการบอกศีล หรือกฎระเบียบก็บอกไป แต่ไม่มีสิทธิ์เหนือผู้อื่นในการกำหนดชีวิตคนอื่นให้กระทำหรือไม่กระทำอะไร บอกแล้วบอกกัน ใครทำ คนนั้นได้ ใครไม่ทำ ก็แล้วแต่เขา คนเรามีระเบียบกับตัวเองได้ แต่ถ้ามีระเบียบหรือเอาระเบียบไปใช้กำหนดผู้อื่นก็เกิดกรรมเมื่อนั้น ดังนั้น พระธรรมวินัยมีไว้เท่าไร บอกต่อกันได้ แต่ใครจะทำหรือไม่ ก็แล้วแต่เขา    

๒)   เคารพใน “ธรรมนอกตัว”

คือ เคารพในธรรมะ, ธรรมชาติ ที่อยู่นอกตัว, รอบตัวเรา ไม่เว้นแม้แต่ธรรมชาติของหมาแมว หรือผู้ที่เข้ามาขอเรียนธรรมกับตนเอง ก็ยังเคารพศิษย์ของตน เอาศิษย์ของตนเป็นครู ดังนี้ ศิษย์ก็เป็นครู, ครูก็เป็นศิษย์ ศิษย์และครูก็ไม่ต่างกัน เพราะคนจะเป็นผู้ถ่ายทอดธรรมที่ดีได้ต้องเรียนรู้ผู้ฟังและศิษย์ของตนด้วย จึงจะสามารถถ่ายทอดธรรมได้เหมาะสมกับผู้ฟัง นี่คือ ลักษณะของสถานธรรม หรือผู้ถ่ายทอดธรรมที่ดี หลายสถานธรรม และในผู้ถ่ายทอดธรรมจำนวนมาก มักหลงตัวเอง และมองผู้อื่นต่ำกว่าตน ให้ผู้อื่นมาเป็นศิษย์ตน หรือบริวารตน ต้องเข้าระบบ ระเบียบ เรียนรู้กรอบของตน ราวกับจะฝึกให้คนที่เข้าไป สามารถเข้ากับระบบการปกครองใหม่ให้ได้ฉะนั้น นั่นไม่ใช่สิ่งที่ตรงคำสอนของพระพุทธองค์ เพราะในธรรมวินัยนี้ มีเจ้าองค์เดียว คือ “พระพุทธเจ้า” นอกจากนั้นเป็นสาวกหมด ดังนี้ เราจึงต้องพิจารณาว่าทุกอย่างเป็นธรรมะ มีธรรมะในตน ในสมมุติทั้งหลายนั้น แม้ แต่นักเลงที่ดูไม่มีธรรม นั่นก็คือ สมมุติ แก่นแท้ในนั้นย่อมมีธรรมะแน่นอน เมื่อพิจารณาธรรมนอกให้แตกฉานได้ ก็จะเข้าใจนักเลงทั้งหลายได้ นี่คือ การเคารพในธรรมนอกตัว  

๓)   เคารพใน “ธรรมวินัย”

คือ เคารพในธรรมวินัย หรือธรรมะในไตรปิฎกและพระวินัย อันเป็นแนวทางในการอยู่ร่วมกันของพระสาวกทั้งหลาย คือ การไม่เพิ่มหรือลดพระวินัยขึ้นมาใหม่ๆ คงเท่าเดิมเสมอ ส่วนธรรมะนั้น หากจะอธิบายขยายความเพิ่ม ก็สามารถทำได้ แต่ต้องไม่ทำลายของเก่าทิ้งแล้วเอาของใหม่เข้าไปแทนที่ อนึ่ง การเคารพพระธรรมอีกประการหนึ่ง คือ การไม่อวดตน ด้วยการแสดงธรรมเพื่อให้คนศรัทธาเห็นว่าตนมีธรรมมาก เพื่อนำมาซึ่งลาภสักการะ หรือแสดงฤทธิ์เพื่อให้คนศรัทธาในทำนองเดียวกัน คนเรามีดีได้ไม่จำเป็น ต้องโชว์ ไม่จำเป็นต้องแสดงออกให้ทุกคนรู้เห็นตลอดเวลา ผู้มีปัญญาแท้จริง ย่อมรู้กาลอันควรว่าเมื่อใดควรแสดง เมื่อใดที่ไม่ควรแสดง ดังนั้น เขาอาจไม่แสดงธรรมเลยตลอดเป็นสิบปีก็ได้ ดังเช่น พระเซนหลายรูปก็เป็นเช่นนั้น จนศิษย์พร้อมเต็มที่ก็แสดงธรรมเมื่อนั้นศิษย์ก็บรรลุฉับพลันได้ นี่คือ การเคารพพระธรรม อนึ่ง พระธรรมของพระพุทธเจ้านั้น ท่านอุปมาไว้เหมือนงูพิษ เนื่องจากคนที่เข้าใจไม่จริง เข้าใจเพียงผิวเปลือก เข้าใจเพียงเป็นปรัชญาหรือความรู้อย่างหนึ่งนั้น ต้องได้รับพิษภัยเพราะความเข้าใจไม่ลึกซึ้งนั้น จึงไม่ควรแสดงธรรมฝั่นเฝือมากเกินไป ยกเว้นว่าเขียนไว้เป็นหนังสือให้ลูกหลานอ่าน อันนี้ ไม่จัดว่าเป็นการแสดงธรรม เป็นการเก็บบันทึกพระธรรมไว้ ใครพบเจอก็เรื่องของเขาเอง

๔)   เคารพใน “สัจธรรม”

คือ การเคารพในความจริง เช่น ความจริงที่ว่าคนเราส่วนน้อยเท่านั้นที่จะไม่มีกิเลส ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ดังนั้น จะเอากฎเกณฑ์ของพระอรหันต์มาใช้กับคนธรรมดาไม่ได้ ไม่เช่นนั้น จะกลายเป็น “อาวุธทางการเมือง” ใช้ในการข่มผู้อื่น, บังคับผู้อื่น, บงการผู้อื่น เช่น พอมีคนโกรธใส่เรา เราก็ว่าเขาว่าเขาจะโกรธทำไม ในเมื่อเป็นผู้ปฏิบัติธรรม เพื่อให้เขายอมจำนน เราก็จะได้สมหวังไป เพราะเขาทำอะไรเราไม่ได้ อันนี้ ไม่ถูกต้อง เป็นการใช้กฎเกณฑ์อรหันต์มาเป็น “อาวุธทางการเมือง” อยู่เหนือสิทธิ์อธิปไตยของผู้อื่น ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของมนุษย์ หลายสถานธรรม เอาสิ่งที่ตนเองสอนนั้น มาเป็นข้อกำหนดชีวิตคนอื่น เป็นมาตรฐาน เป็นบรรทัดฐานใหม่ ซึ่งมันใช่ไม่ได้กับคนส่วนใหญ่ ที่มีกิเลสเป็นธรรมดา เช่น คนที่ฝึกดูจิต ไม่ให้มีความคิด ก็นั่งจับจิต จับความคิดคนอื่น ว่าเขาผิดตลอดเวลา จนเขาไม่กล้าคิดและยอมจำนนต่อครู ก็ยกครูผู้นั้นว่ายิ่งใหญ่เพราะถูกกดข่มด้วยมาตรฐานใหม่แบบนี้นั่นเอง นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดสิ่งที่เป็นนามธรรมเหล่านี้ เพื่อวัดคนเป็นขั้นๆ กันอีกด้วย เมื่อคนใหม่เข้าไป ต้องไปอยู่ชั้นล่างสุด ต้องเป็นผู้ต่ำต้อยเหมือนไม่มีธรรม เพียงเพราะว่าแตกต่างจากมาตรฐานนั้นๆ ก็มี นี่ไม่ถูกต้อง    

๕)   เคารพใน “สาวกธรรม”

คือ การเคารพว่าธรรมที่ได้นี้มาจากพระสาวก ไม่ได้มาจากพระพุทธเจ้าโดยตรง ดังนั้น จึงอาจมีข้อแตกต่างกันบ้าง มีผิดไปได้บ้าง และไม่ประมาทเข้าใจถึงความแตกต่างข้อนี้ และไม่ทำตัวเป็น “เจ้าองค์ใหม่ในพระศาสนา” เป็นกบฏยึดตำแหน่งพระพุทธเจ้าเสียเอง ต้องเข้าใจว่าไม่ว่าใครก็ตาม ล้วนเป็นสาวกเหมือนกันทั้งสิ้น แม้แต่ผู้ถ่ายทอดธรรมที่แม้จะมีธรรมมากขนาดไหนก็ตาม เราล้วนเป็นสาวกเหมือนๆ กัน มีอนิจจัง, ทุกขัง, อนัตตาต้องดำรงทรงขันธ์ห้าแบกภาระเหล่านี้ไว้เหมือนกันและควรยอมรับในธรรมของสาวกองค์อื่นๆ ที่ไม่ใช่ตนเองด้วย ไม่ใช่เชื่อแต่ธรรมในตน สอนคนอื่นได้แต่ฟังใครไม่เป็น อย่างนี้ไม่ใช่ผู้ปฏิบัติธรรมที่แท้จริง การทำตัวไม่ให้เป็น “เจ้า” นี่ยาก เท่าที่ผู้เขียนได้สำรวจมา สถานธรรมทั้งหลายทำไม่ค่อยได้กัน ทำได้น้อยมากสักไม่ถึง ๑๐% นอกนั้นเป็นเจ้าหมด อนึ่ง การที่เรายอมเข้าในศาสนาใดศาสนาหนึ่งนั้น เราย่อมเข้าใจว่าเรานั้นเข้ามาในฐานะสาวก ไม่ใช่ในฐานะศาสดา เพราะถ้าจะเป็นศาสดาใหม่ ก็ควรตั้งศาสนาใหม่ไปเสียเลย    

๖)   เคารพใน “กิจของทุกคน”

คือ เคารพในกิจของทุกสรรพสิ่ง เห็นว่าทุกสรรพสิ่งย่อมมีกิจ มีหน้าที่ของมัน แม้ว่าเขาจะมีหน้าที่มาทำร้าย ทำลายเราก็ตาม ก็ควรเคารพว่านั่นคือธรรมะธรรมชาติ ของสิ่งต่างๆ ย่อมมีสร้าง, รักษา และทำลาย ย่อมมีเกิดและดับและผู้กระทำให้เกิด และผู้กระทำให้ดับ สิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นธรรมะธรรมดาธรรมชาติของทุกสรรพสิ่งมีกิจมีหน้าที่อะไรก็ทำไป เขามีหน้าที่ทำลายก็ช่างเขา แต่ไม่ได้แปลว่าเราจะจัดการสิ่งแปลกปลอมที่ทำลายเราไม่ได้นะ ทำได้ ถ้าเป็นกิจของเราๆ ก็ทำไป เท่านั้นเอง ใครหมดกิจแล้ว ก็ไม่ต้องทำ เตรียมตัวรอนิพพานได้ ดังนั้น ก็จะอยู่ร่วมกันได้ แม้มีความคิด ความเห็น การกระทำ แตกต่างและขัดแย้งกันหรือกระทบกระทั่งกันก็ตาม นี่คือหลักการเคารพกิจของทุกคนหรือทุกสรรพสิ่ง

๗)  ปฏิบัติแล้วได้มรรคผลจริง

คือ เมื่อเราจะเชื่อถือหรือศรัทธาใคร ควรเอาแนวทางการปฏิบัติของเขาไปทำก่อน เมื่อเราทำได้สำเร็จมรรคผลจริงแล้ว นั่นแหละจึงควรศรัทธา ไม่ควรเชื่อถือศรัทธา โดยไม่มีการพิสูจน์ด้วยการปฏิบัติตามคำสอนให้ได้มรรคผลจริงก่อน ขาดเสียซึ่งข้อสุดท้ายนี้แล้ว สถานธรรมหรือวัดนั้นก็ไม่น่าเชื่อถือศรัทธาใดๆ เลย ต่อให้มีการก่อสร้างยิ่งใหญ่สวยงาม หรือมีหลวงพ่อขลังศักดิ์สิทธิ์ขนาดไหนก็ตาม ก็ไม่ควรไปนับถือศรัทธา เพราะนี่ไม่ใช่การปฏิบัติตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่สอนให้พึ่งตัวเอง และเน้นการปฏิบัติจริง การที่ไม่มีมรรคผลจริงนั้น ก็เหมือนสินค้าที่โฆษณาสวยหรูน่าเชื่อ น่าซื้อ แต่เสียเงินซื้อมาแล้ว กลับไม่ได้ผลจริงดังคำโฆษณานั้นๆ ดังนั้น จึงไม่ควรเชื่อถือศรัทธางมงายอีกต่อไป อนึ่ง หลักการ ๗ ข้อนี้ให้ไว้เพื่อให้ท่านลองสังเกตและเลือกเข้าสู่สถานธรรมใดๆ ต่อไป

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น