ธรรมปฏิเวธ ชุด ถามตอบเกี่ยวกับการเผยแพร่ธรรม ใครที่จัดว่าสอนธรรมได้?

ธรรมปฏิเวธ ชุด ถามตอบเกี่ยวกับการเผยแพร่ธรรม ใครที่จัดว่าสอนธรรมได้?

ธรรมปฏิเวธ ถามตอบ เรื่อง การเทศนาที่ดีควรเป็นอย่างไร 

ถาม : การเทศนาในมุมมองของคุณ คืออะไร มีแบบไหนบ้าง?

ตอบ :

การเทศนา คือ การสื่อสารเอาธรรมชาติภายในของตนออกมาแสดง ที่เหมาะสมกับผู้ฟัง ณ สถานการณ์นั้นๆ ซึ่ง ธรรมชาติภายในนี้ มีการปรุงประกอบมากมาย ทั้ง “สัญญาขันธ์” เช่น ความจำได้หมายรู้เนื้อธรรมในไตรปิฎกที่อาจนำมาใช้ในการอ้างอิง, และ “ธรรม” ที่เกิดแต่จากภายในตน เป็นธรรมที่มีในตน ไม่ต้องอ้างอิงอะไร ออกมาอย่างเป็นธรรมะแท้ ธรรมชาติเดิมแท้ ทั้งสองส่วนนี้ปรุงประกอบกัน ถ้ามีแต่สัญญาขันธ์ ก็มีแต่การปรุงแต่งไป เลอะเทอะเหมือนกัน คือ จำธรรม, ขโมยธรรม ของพระพุทธเจ้า, อรหันตเจ้า มาพูดราวกับเป็นของตัวเอง จำเก่ง เข้าใจเก่ง เรียบเรียงเก่ง อธิบายเก่ง แต่ถ้าไม่มีธรรมในตน ไม่มี “สัมมาทิฐิ” หรือความคิดเห็นส่วนตนอันตรงต่อนิพพานเลย ก็แสดงถึงความไม่มีมรรคแปด ก็แสดงว่าไม่ได้มรรคผลทางธรรมอะไรเลย มาพูดก็เหมือนกางหนังสือเล่นหนึ่งแค่นั้น แต่ถ้าไม่มีการอ้างอิงธรรมะในไตรปิฎกเลย ก็อาจทำให้หลงทาง หรือไม่ทราบว่ายังตรงต่อธรรมวินัยหรือไม่ ดังนั้น จึงควรมีทั้งสองส่วนประกอบกัน คือ “สัมมาทิฐิส่วนตน” และการอ้างอิงไตรปิฎก นอกจากนี้เมื่อพิจารณาโดยเนื้อหาแล้ว ก็แบ่งได้ ๒ ประเภท คือ

๑)   การเทศนาธรรม 

คือ การเทศนาที่มีจุดมุ่งหวังเพื่อการตรงต่อธรรม, เข้าใจธรรม หรือบรรลุธรรม โดยตรง ไม่ออกนอกเรื่อง ซึ่งผู้ฟังอาจได้บรรลุธรรมฉับพลันเมื่อฟัง หรือนำเอามรรควิธีไปปฏิบัติแล้วบรรลุธรรมภายหลังก็ได้ การเทศนาในลักษณะนี้ จะมีการสื่อสารที่บริสุทธิ์มากกว่าการสื่อสารปกติ หรือมีคำศัพท์, มีภาษาเฉพาะที่ยากแก่การเข้าใจของผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติ

๒)   การเทศนาเพื่อให้โอวาท 

คือ การเทศนาที่ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เข้าใจธรรม, ตรงต่อธรรม หรือบรรลุธรรมโดยตรง แต่เป็นไปเพื่อการอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะ เช่น การประชุมเพื่อให้คำตักเตือนแก่สานุศิษย์ที่ปฏิบัติออกนอกลู่นอกทาง, ปฏิบัติย่อหย่อนเกินไป หรือเมื่อมีเรื่องทะเลาะบาดหมางกันขึ้น ก็สามารถให้โอวาทได้ แบบนี้ ไม่จำเป็นต้องพูดธรรมะโดยตรงก็ได้

การเทศนานั้น ไม่ควรมีแต่การเทศนาธรรม เพราะคนจำนวนน้อยเท่านั้นที่พร้อมจะบรรลุธรรม แต่คนส่วนใหญ่นั้นยังไม่พร้อมบรรลุธรรม การเทศนาธรรมให้คนทั้งหมดฟัง จำต้องพิจารณาจุดนี้ด้วย บางคนไม่อาจบรรลุได้ฉับพลัน เขายังต้องอาศัย “มรรควิธี” เพื่อไปฝึกอินทรีย์ให้แก่กล้าก่อน, บางคนพร้อมบรรลุธรรมฉับพลันเลยก็มี, บางคนไม่พร้อมทั้งสองแบบข้างต้น ยังเหลวไหลอยู่ ต้องการเพียงการให้ “โอวาท” อบรมแบบพื้นๆ จึงเข้าใจ ผู้ถ่ายทอดธรรมจำต้องเทศนาทั้ง ๒ รูปแบบนี้ ไม่ควรมีแต่ธรรมะที่เน้นบรรลุทันที และไม่ควรมีแต่การให้โอวาท ซึ่งเป็นเพียงพื้นฐานที่ไม่ช่วยให้เกิดการบรรลุธรรมอะไรเลย เช่น การกล่าวว่าพยายามทำแต่ความดีบ่อยๆ นะ ศีลควรรักษาไว้ให้ได้ ฯลฯ แบบนี้ ได้เพียงระดับให้โอวาทเท่านั้น ไม่ช่วยให้เกิดการบรรลุธรรมได้ เท่าที่ผู้เขียนได้สำรวจมา น้อยมากที่จะมีผู้เทศนาธรรมให้เกิดการบรรลุฉับพลันได้ วัด ที่ จ. เลย พอจะได้ แต่จะมีคลื่นรบกวนทางพลังจิตนิดหน่อย นอกนั้น ก็หายากมากที่จะได้ขนาดนี้ ส่วนอนุตรธรรมที่มาจากต่างประเทศทั้งหมด ไม่เคยสำรวจพบเลยว่าจะทำให้บรรลุฉับพลันได้ ยังได้แค่ปูพื้น ให้โอวาท สอนจริยธรรมเท่านั้นเอง เทียบแล้วก็เหมือนกับ “ลัทธิขงจื้อ” เท่านั้นเอง ยังไม่ใช่อนุตรธรรมจริง ของจริง ต้องสื่อจิตผ่านทางเบื้องบนนำธรรมะที่เป็นส่วนน้อย ส่วนปลีกย่อยที่ควรรู้ อันเหมาะสมกับยุคสมัยลงมาถ่ายทอดให้กับคนบนโลกปัจจุบันทราบได้ เช่น ในประเทศไทย ก็มี “สำนักหลวงปู่สวรรค์” ซึ่งตอนนี้ไม่มีผู้ทำได้ รับสืบทอดต่อแล้ว

อนึ่ง เมื่อพิจารณาละเอียดลึกถึงเนื้อหาในธรรมที่แสดงนั้น จะแบ่งออกได้เป็นส่วนๆ ดังนี้ 

๑)   ธรรมแท้ 

คือ ส่วนที่เป็นธรรมะอันบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีการปรุงแต่งใดๆ ไม่อาจใช้สมมุติบัญญัติหรือคำศัพท์ใดๆ อธิบายได้เช่น การกระทำตัวของผู้เทศนาเองเป็นแบบอย่างให้เห็น, พลังจิตที่แผ่ออกมาจากตัวผู้เทศนา ซึ่งถ้ามีจิตใสจริง คนฟังก็ได้รับความใสได้ด้วย แต่ถ้ามีพลังจิตภาคดำปะปน คนฟังจะเข้าใจผิดมาก ฟังแล้วไปทำอีกอย่างกันมาก อันนี้ ถ้ามีเกิดขึ้น ให้ทราบได้เลยว่าที่สถานธรรมนั้นๆ มีพลังปลอมปนเข้ามาแล้ว เช่น ตอนเทศนาอยู่ ดูทุกท่านจะตั้งใจดีมากๆ จิตว่างดีมากๆ พอกลับกุฏิไป ก็มีสาวๆ มาเอาอกเอาใจสารพัด วอนจะสึกไม่สึกแหล่ อันนี้ ผิดวิสัย ผิดปกติแล้ว นี่แหละ ธรรมแท้ คือ ธรรมชาติแท้ๆ ของที่นั่น มีพลังดำเจือปน ทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ได้ อันนี้ ไม่เกี่ยวกับว่าจะพูดหรือสอนอะไรเลย

๒)   สัมมาทิฐิ 

คือ ส่วนที่เป็นความคิดเห็นของผู้แสดงธรรม ซึ่งอาจช่วยนำจิตผู้ฟังให้ตรงต่อนิพพานได้ เพราะเป็น “สัมมาทิฐิ” อยู่แล้ว คือ ความคิดเห็นที่ตรงต่อนิพพานอยู่แล้ว อนึ่ง ธรรมะแท้ไม่มีคำใดๆ อธิบายได้หรอก เราจึงไม่อาจใช้ศัพท์หรือแปลคำศัพท์เพื่อให้คนบรรลุธรรมได้ ต่อให้เก่งบาลีขนาดไหน มันก็ไม่มีประโยชน์หรอก จึงต้องอาศัย “สัมมาทิฐิ” ของผู้มีมรรค มีผล จากการปฏิบัติจริงแล้ว เป็นเครื่องช่วยนำทาง นำพาเราตรงต่อนิพพาน ไม่มีการแสดงความคิดเห็นแล้วเราจะสื่อสารอะไรกันละในเมื่อธรรมแท้ไม่มีคำอธิบายได้ ดังนี้ จึงต้องอาศัยการแสดงความคิดเห็นต่อกัน ซึ่งความคิดเห็นนั้น ถ้ามาจากมรรคแปดคือมาจาก “สัมมาทิฐิ” แล้ว ก็แสดงว่าตรงต่อนิพพาน นี่แหละ ธรรมะที่เราจะได้ยิน ก็เป็นความคิดเห็นทั้งนั้นแหละ ไม่ใช่ธรรมแท้ ธรรมแท้มันพูดไม่ได้ ไม่รู้จะพูดอย่างไร ไม่มีแม้แต่อะไรจะพูด จึงต้องแสดงแต่ความคิดเห็นกันไง อันนี้ ไม่ผิด เพราะพระอริยบุคคลย่อมมีความคิดเห็นกันได้ และตรงต่อนิพพานทั้งนั้น คนบางคนต่อต้านการแสดงความคิดเห็น เพราะต่อต้านมรรคแปด ต่อต้านสัมมาทิฐิ เพราะเขายังไม่เข้าใจเรื่องของสัมมาทิฐิ ไม่มีสัมมาทิฐิ จึงมองว่าทิฐิทุกทิฐิล้วนมีภัยไปหมด โดยแยกแยะไม่ได้ นี่ เพราะเขายังไม่ใช่อริยบุคคล เช่น ไปบอกว่าคนอื่นๆ ผิด หรือไม่น่าเชื่อถือ ที่มีความคิดเห็นส่วนตน ตนนี้มีธรรมจากพระโอษฐ์โดยตรง (เพราะอ่านมาก, รู้มาก, จำได้มาก) เพื่อให้คนเชื่อในตนไม่เชื่อในผู้มีสัมมาทิฐิแท้ นี่ก็ปรากฏมีขึ้นแล้ว เป็นสำนักมารแทรกอยู่ในพระพุทธศาสนาเรานี่แหละ เขาเก่งมากเลย รู้ธรรมเยอะจริงๆ คนฟังแล้วศรัทธากันมากๆ แต่ท่านผู้นั้นยังไม่มีสัมมาทิฐิเลย แถมยังต่อต้านการมีความคิดเห็นอีกด้วย เอาแต่จำๆ มาจากไตรปิฎกมาเล่าต่อ ขโมยธรรมะของพระพุทธเจ้ามาเสริมความน่าเชื่อถือศรัทธาให้แก่ตนเอง นี่ไม่ใช่ผู้มีธรรมในตนเลย อนึ่ง ที่เรารับรู้กันมานั้น ขอให้เข้าใจว่าล้วนเป็นความคิดเห็นทั้งนั้นแหละ ธรรมแท้ไม่รู้จะสื่ออย่างไร แต่ให้แยกแยะเอาว่าความคิดเห็นไหนเป็นสัมมาทิฐิ ก็เลือกที่จะรับเอาตามแต่กำลังความสามารถในการพิจารณาแยกแยะของแต่ละท่านเองก็แล้วกัน     

๓)   สัญญาขันธ์ 

คือ ส่วนความจำได้หมายรู้ ซึ่งอาจนำมาจากแหล่งความรู้ต่างๆ ซึ่งแหล่งใหญ่ที่สุดคือในพระไตรปิฎก แหล่งความรู้รองลงไปก็มีมาจากธรรมะของพระอรหันตสาวก, พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ในส่วนนี้ ใช้เพื่ออ้างอิงให้เห็นชัดขึ้น มั่นใจได้มากขึ้นว่า “สัมมาทิฐิ” หรือธรรมที่ผู้แสดงนั้นๆ ยังตรงต่อนิพพานอยู่ เพราะอ้างอิงได้ว่าในไตรปิฎกก็มีกล่าวไปในทิศทางเดียวกันนั้น คือ ทางนิพพาน เหมือนกัน แบบนี้ ใช้มาประกอบกับ “สัมมาทิฐิ” ได้ เพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจและมั่นใจยิ่งขึ้นว่ายังเป็นสัมมาทิฐิที่ตรงต่อนิพพานอยู่ หรือการอ้างคำศัพท์บาลีต่างๆ เพื่อให้เห็นว่าสิ่งที่แสดงอยู่นี้ ก็มีปรากฏอยู่ก่อนแล้วเหมือนกัน ในส่วนนี้ ไม่ใช่ส่วนที่สำคัญที่สุดของการเทศนาธรรม ในการเทศนาธรรมนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดอยู่ในส่วนแรก คือ “ธรรมแท้” ที่ไม่มีคำอธิบายใดๆ ต่อให้ผู้แสดงธรรมนั้น ไม่แสดงคำพูดอะไรเลย พูดไม่เก่งเลย หรือพูดได้มั่วซั่วมากๆ แต่ถ้าจิตท่านใสจริง ท่านก็นำจิตเราให้ใสตามได้ ซึ่ง ผู้เขียนมีอาจารย์ที่มีลักษณะนี้อยู่ คือ เทศนาไม่เก่งหรอก ก็ไม่ได้สนใจสิ่งที่อาจารย์พูดหรอก เพราะมั่วๆ มากๆ แต่ฟังไปมึนๆ แล้ว สักพักก็ปิ๊งแว้บออกมาบ่อยๆ เพราะจิตเขาใสไง นำจิตเราไปยังไงก็ไม่รู้ ทำให้เราเกิดปัญญาปิ๊งแว้บขึ้นมาได้ อันนี้ ดูยากนะ   

อนึ่ง การเทศนาถ้าพิจารณาจากจำนวนผู้ฟัง ก็แบ่งออกได้ ๒ ลักษณะ ดังต่อไปนี้ 

๑)   เทศนาตัวต่อตัว 

คือ การเทศนาไปยังบุคคลเพียงคนเดียว ทำให้สามารถเลือกธรรมที่เหมาะสมกับคนผู้นั้นได้โดยไม่ต้องพิจารณาผู้ฟังท่านอื่นๆ ที่อาจมีความแตกต่างกันในด้านต่างๆ เช่น ความแก่กล้าของอินทรีย์ ความพร้อมในการรับฟัง, ความสนใจ, พื้นฐานความรู้ ฯลฯ ซึ่งแบบนี้ เป็นแนวทางของเซน มุ่งเน้นให้เกิดการบรรลุฉับพลันได้มากกว่าการเทศนาต่อคนจำนวนมาก ได้ผลมากกว่า, มีประสิทธิภาพสูงกว่า, แม่นยำกว่า ทำได้ทั้งถ่ายทอดธรรมและให้โอวาท ปัจจุบัน การถ่ายทอดธรรมลักษณะนี้เกิดขึ้นน้อย ผู้ที่ได้รับการถ่ายทอดนี้ มักเป็นคนแรกๆ ที่เข้าถึงผู้มีธรรม แต่เมื่อผู้มีธรรมโด่งดังแล้ว การถ่ายทอดธรรมแบบนี้จะน้อยลง 

๒)   เทศนาแบบกลุ่มใหญ่

คือ การเทศนาไปยังคนจำนวนมากกว่าหนึ่งคน ทำให้หวังผลด้านจำนวนได้มากขึ้น แต่ด้านคุณภาพได้ลดลง เพราะต้องพิจารณาความแก่กล้าของอินทรีย์ของผู้ฟังทั้งหมด ซึ่งแตกต่างกันไป ไม่สามารถจะตอบสนองคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้ทั้งหมด ดังนั้น บางท่านก็ไม่สนใจคนกลุ่มล่าง สอนระดับบน ใครพร้อมก็ได้ไป อย่างเดียวก็มี บางท่านก็เล็งไประดับล่าง ฯลฯ ต่างเล็งเป้าหมายในการสื่อสารธรรมไประดับที่ต่างกัน ตามความถนัดของผู้เทศนาธรรม ซึ่งผู้ฟังก็จะเป็นผู้เลือกเองว่าฟังได้ไหม เหมาะกับตนหรือไม่ ถ้าเหมาะก็จะอยู่ฟัง ถ้าไม่ ก็จะหาสถานธรรมใหม่ที่เหมาะสมกับตนต่อไป อนึ่ง สำหรับผู้ที่ชำนาญในการเทศนา สามารถปรับระดับธรรมให้ขึ้นลง เหมาะสมกับผู้ฟังที่แตกต่างกันในคราวเดียวก็ได้ หรือจะปรับเลือกธรรมะระดับใดระดับหนึ่ง ที่ครอบคลุมผู้ฟังแต่พอควรก็ได้ ในการเทศนาธรรมแบบนี้ ไม่ควรใช้เป็นเครื่องมือกำหนดมาตรฐานใหม่ๆ ให้คนทุกคนในที่นั้นต้องเดินตาม เพราะคนเรามีความแตกต่างกันโดยธรรมะ โดยธรรมชาติ เป็นปัจจัตตัง จะเอาอะไรมาเป็นมาตรฐานบีบบังคับให้คนเหมือนกันละ เราต้องยอมรับความแตกต่างของคนให้ได้ ในฐานะของผู้มีธรรมแล้ว สิ่งนี้ธรรมดามาก แต่ในผู้ไม่มีธรรมแท้จริง จะไม่ยอมรับความแตกต่างนี้ จะพยายามสร้างกรอบ, ระเบียบ, วินัยให้คนทั้งหมดหรือส่วนใหญ่เดินตามนั้น ซึ่งนี่ไม่ใช่วิถีพุทธะนะ วิถีพุทธะนั้น ทำให้คนถึงด้วยปัญญาก่อน แล้วจึงเหมือนกันเอง กลายเป็นมาตรฐานเองเมื่อเข้าถึงด้วยปัญญาแล้ว เช่น พระอรหันตสาวก ต่างก็มีศีล ๒๒๗ ข้อนั้นเป็นปกติเหมือนกันหมดไม่ได้สร้างไม่ได้ยึดถือ ไม่ได้กำหนด แต่มีเองเป็นปกติ เป็นธรรมชาติของพระอรหันตสาวกนั้นๆ นี่เป็นมาตรฐานของเขาที่เกิดเองโดยธรรมะ โดยธรรมชาติ ไม่ได้เกิดเพราะกำหนดเป็นกฎระเบียบหรือวินัยอะไรเลย เป็นธรรมชาติที่เกิดเอง มีเองอย่างนี้ ไม่ได้ยึดถือแบบศีลของพราหมณ์ ในการให้โอวาทนั้น ก็เป็นการแสดงสัมมาทิฐิเท่านั้น เช่น การกล่าวว่าสมณะที่หย่อนหย่อนเกินไป เป็นผู้ทุศีลหรือเป็นสมณะขยะ นั่นก็เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นของเขาผู้พูดนั้นเท่านั้น ไม่ได้มีบอกว่าใครทำตามได้จะได้เลือกยศ ใครทำไม่ได้ จึงลงโทษ ปลดจากตำแหน่ง อันนี้ไม่มี ก็ไม่มีผลต่อการครอบงำให้คนต้องทำตามมาตรฐานใดๆ แต่สามารถแสดงความคิดเห็นได้ อนึ่ง ในการให้โอวาท การแสดงความคิดเห็นอาจดูรุนแรงเช่น การกล่าวคำว่า “สมณะขยะ” เป็นต้น แต่ก็ไม่ได้มีผลในเชิงการบังคับหรือใช้อำนาจสั่งให้ทำหรือไม่ทำใดๆ เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นที่ดูชัดเจน, หนักแน่น และรุนแรงเท่านั้น

อนึ่ง ในวิถีธรรมแบบเซนมักให้ความสำคัญต่อการแสดงธรรมแบบตัวต่อตัวมากกว่าเพราะได้ผลมากกว่า แต่ในวิถีธรรม “มหายาน” มักให้ความสำคัญกับการโปรดสัตว์จำนวนมาก จึงนิยมสร้างสถานธรรมให้ใหญ่ และมีโรงทานโรงเจ มีโรงนอนรับคนจำนวนมากๆ เพราะเป็นรากฐานแนวคิดของมหายานที่แปลว่า “ยานใหญ่” ที่พร้อมจะนำพาสรรพสัตว์ไปมากอยู่แล้ว แบบนี้ จึงเน้นการเทศนาธรรมต่อคนจำนวนมากๆ ซึ่งยาก และเสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบจากธรรมะที่ต่างระดับจากตน อนึ่ง ธรรมะของพระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนงูพิษ คือ ถ้าคนฟังไม่ได้ศัพท์ จับไปผิดๆ ก็ทำให้ได้รับพิษภัยได้ ข้อนี้จึงควรพิจารณาด้วย 

ถาม : ผู้ใดที่นับว่าพร้อมควรเป็นผู้แสดงธรรม?

ตอบ :

พระอริยบุคคล ตั้งแต่อนาคามีขึ้นไป ก็แสดงธรรมได้แล้ว มีหลักฐานชัดเจนว่าโดยพุทธประเพณี พระพุทธองค์ทรงมอบให้พระอานนท์ซึ่งยังไม่บรรลุอรหันตผล คือสำเร็จเพียงอนาคามีไปเทศนาแทนพระองค์บ่อยๆ ส่วนพระโสดาบัน แสดงธรรมได้ บางครั้ง เพราะจิตของพระโสดาบันแม้บรรลุแล้วตรงต่อนิพพานแล้วแม้จะมีเป๋บ้าง แต่เมื่อเป๋ก็ยังกลับมาตรงต่อนิพพานได้อีก นี่คือ ลักษณะเฉพาะตัวของพระโสดาบัน นี่เราเห็นใครฟังธรรมแล้ว แน่วแน่ตรงต่อนิพพานชัดเจนไม่เป็นอื่น แต่มีเป๋ๆ ไปบ้าง แล้วก็กลับมาได้เองอีก นี่เข้าข่ายลักษณะของพระโสดาบันแล้ว ถ้าเป็นพระโสดาบันที่ฝึกมาดี คือ ณ เวลาแสดงธรรมนั้นๆ จิตตรงต่อนิพพานได้ตลอด ก็นับว่าพอแสดงธรรมได้ แต่ถ้าจิต เป๋ออกบ่อยๆ เวลาแสดงธรรม อันนี้ ควรกลับไปฝึกให้ดีก่อน จะได้ปลอดภัย ส่วน พระสกิทาคามีนั้น ดีกว่าพระโสดาบันขึ้นมาหน่อย ถ้าจิตสงบนิ่งก็นับว่าตรงต่อนิพพานได้โดยตลอดรอดฝั่ง แต่ถ้าระหว่างแสดงธรรมมีกิเลสมายั่วยุ ทำให้จิตเป๋ได้เหมือนกัน เพราะภายในท่านยังยื้อกันอยู่ ยังกระทบกระทั่งกันอยู่ เรียกได้ว่า ถ้าพระสกิทาคามี ทำจิตนิ่งอยู่ได้ ไม่มีอะไรรบกวน ก็แสดงธรรมได้ ส่วนพระโสดาบัน ต้องคุมเลยนะ คุมตัวเองได้ไหม ว่าจะไม่เป๋ออกไป ไม่เผลอออกไป ณ เวลาแสดงธรรม ของแบบนี้ไม่ใช่เล่นๆ นะ เราคิดจะถ่ายทอดธรรม ก็จะมีสิ่งตรงข้ามมาขวาง มาเล่นงาน เพื่อไม่ให้คนได้ถึงธรรม ตอนที่เราไม่ถ่ายทอดธรรมนี่ เราปกติดีมาก พอจะถ่ายทอดธรรมปั้บ มาแล้ว กวนเรา ทำเราเป๋ เลยก็มี ไม่เจตนาจะพูด กลับมีคำพูดบางคำหลุดไปได้ ทำให้คนเข้าใจผิดเลยก็มี นี่ไม่ได้เจตนา แต่ไม่ผ่านด่านมาร ไม่ผ่านการทดสอบ แบบนี้ ก็ไปฝึกก่อน เอาให้ผ่านให้ได้สักช่วงระยะเวลาที่แสดงธรรม ถ้าทำได้ ก็ขึ้นแสดงธรรมได้ ส่วนพระอนาคามีขึ้นไปนี่ ทำได้แล้ว ส่วนคนที่ไม่ได้อริยบุคลนั้น ยังไม่จัดว่าแสดงธรรมได้นะ บารมีไม่พอ อย่างคนที่ได้เซียนนั้น จะรู้มาก รู้เยอะ เก่งมากๆ ไตรปิฎกก็รู้หมดเล่มยังมีเลย แต่ไม่ใช่ผู้ที่จะถ่ายทอดธรรมได้ พูดได้จริง คนฟังชอบจริง แต่มันไม่ได้มรรคผลอะไรเลย ทำให้หลงเพลินและยึดติด เป็นการ “เสพติดธรรมะ” กันเปล่าๆ เหมือนพระเทวทัตน่ะ เก่งอภิญญาห้า แต่พระเทวทัตยุคนี้ ไมได้เน้นแต่เรื่องอภิญญาห้านะสิ มีเทวทัตแบบที่เก่งแสดงธรรมด้วย แต่ไม่ทำให้คนได้มรรคผลหรอก ยิ่งฟังยิ่งอ่อนแอ พึ่งตัวเองไม่ได้ ต้องไปเกาะ ไปพึ่งพิงอาศัยผู้อื่นอยู่ตลอด แบบนี้ เสพติดแล้ว ไม่ใช่วิถีพุทธะ พวกพราหมณ์เขาชอบทำกัน ทำให้เราอ่อนแอ และต้องไปพึ่งพาเขาตลอดเวลา แสดงความสามารถ ว่ามีฌาน, มีญาณ ช่วยเราได้ เราก็ไปพึ่งเขา จนติดแล้วก็ไม่รู้วิธีพึ่งพาตนเองเลย เป็นบริวารเขาไปเลย ก็มี แต่ก็ไม่ผิด ทำได้ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม แต่ถ้าใครจะปรารถนานิพพาน แบบนั้นมันไม่ใช่หรอก ก็พวกพราหมณ์นี่แหละ อ่านธรรมะของพระพุทธเจ้าแล้วเอาไปเป็นเหมือนว่าเป็นธรรมของตน แสดงธรรมให้คนนิยมชมชอบ เกิดศรัทธา ให้คนหลงเพลินติดอยู่กับตน นี่พราหมณ์ ก็ทำแบบนี้ ทั้งๆ ที่ธรรมะนั้นไม่ใช่ของเขาหรอก เอามาจากไหนบ้างไม่รู้ นี่ก็เทศนาธรรมได้ แต่ในความหมายของบทความนี้ ยังไม่ได้แท้จริง คือ พูดไปก็ไม่เกิดมรรคผลนั่นเอง อนึ่ง คนเรามีธรรมไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากัน อย่างพระโสดาบันบางคนไปนั่งจับผิดท่านที่มีธรรมมากกว่าก็มี เพราะอะไรละ ก็เพราะธรรมในตนของพระโสดาบันไม่มากเท่าเขา เวลาฟังธรรมที่ลึกซึ้ง ยากเกินกว่าตนจะเข้าใจได้ ก็คิดไปว่าเขาพาหลงไหม และอาจเป็นไปได้ด้วยว่าธรรมะขั้นสูง มีสิ่งขวางกั้นอยู่ คอยดลจิตดลใจพระโสดาบันผู้นั้นอยู่ ทำให้มีแต่ความระแวงในธรรมของผู้มีธรรมผู้นั้นอยู่ตลอด จึงจับผิดกันอยู่ตลอดก็มีแต่แล้วก็กลับมาปกติได้ นี่ พระโสดาบัน เป็นบ่อย มีครั้งหนึ่ง พระโสดาบัน (เป็นผู้หญิง) ไปเจอพระสารีบุตร นั่งฉันอาหารโดยเอาหลังพิงกำแพง นั่งข้างถนนด้วย คือ ถ้าเป็นสมัยนี้ ก็โดนเขาด่าว่าไม่ดี ไม่งาม ไม่น่าศรัทธาเพราะพราหมณ์เขาไม่ทำกันแบบนี้ คนไทยก็ติดภาพลักษณ์ของพราหมณ์ที่ชอบสร้างความน่าศรัทธาอยู่แล้ว ไม่เข้าใจหรอกว่าคนที่เขาไม่ยึดติดเป็นอย่างไร พระโสดาบันผู้นั้นเองก็เหมือนกันเข้าไปสั่งสอนพระสารีบุตรเสียนั่น ตลกไหมละ พระโสดาบันไปสอนพระสารีบุตร ท่านก็เลยตอบกลับไป พระโสดาบันผู้นั้นก็เลยยอมรับในธรรมของพระสารีบุตร นี่ไม่ใช่ไม่มีนะ สมัยนี้มีมากมายเลย พระโสดาบันมีไฟมาก เพิ่งเข้าใจธรรมเลยไปสอนพระอรหันต์ที่ไร้ลักษณ์แล้ว เพียงเพราะมองแต่เปลือกนอก

ธรรมปฏิเวธ ถามตอบ เรื่อง การเป็นผู้เผยแพร่ธรรม 

ถาม : ใครที่เข้าข่ายว่าเป็นครู หรือสอนธรรมแก่ผู้อื่นได้?

ตอบ :

พระอนาคามีขึ้นไปจ๊ะ ตามพุทธประเพณีสืบมา พระพุทธเจ้าทรงให้พระอานนท์ไปสอนธรรมแทนพระองค์หลายครั้ง (แม้ยังไม่สำเร็จอรหันต์) แต่ต่ำกว่าพระอนาคามีทำไม่ค่อยได้ ยกเว้นบางกรณีที่ฝึกมาดีจริงๆ อาจทำได้บ้าง แต่ปกติ เขาจะไม่ให้เผยแพร่ธรรม ทำได้แต่สนทนาธรรมกันเท่านั้น ถ้าฝืนกำลัง ภูมิธรรม ภูมิจิตไม่ถึง เทศนาธรรม มารก็จะเข้าแทรก ถ้าสอนสมาธิ พรหมก็จะเข้าแทรก จากนั้น ก็แก้ไม่ออก ถูกครอบงำทั้งตัวไปเลย 

ถาม : สำหรับผู้สำเร็จยูไล จะถ่ายทอดธรรมต้องทำอย่างไร?

ตอบ :

ก่อนอื่นต้องมีผู้มีบารมีระดับพรหมมาขอให้ไปถ่ายทอดธรรมก่อนจ๊ะ ถ้าไม่มี การเผยแพร่จะติดขัดมีมารขวาง มีกรรมกั้น มีอุปสรรคนานัปการและถ้าไม่มีคนไปเชิญมาเทศนาธรรมได้เลย โลกก็จะพบความหายนะจ๊ะ อย่างที่พระพรหมที่มาทูลเชิญพระพุทธเจ้ากล่าวว่า “โลกจะฉิบหายหนอ ถ้าพระพุทธเจ้าไม่โปรดสัตว์” จริงดังนั้น ทุกคำ แม้แต่ผู้ที่ไม่สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า ได้แค่ “พุทธะ” ก็เหมือนกัน ถ้ายามใด โลกมีภัยพิบัติละก็ ให้เรานึกถึงอย่างนี้ว่ามีใครสำเร็จพุทธะ ใครจะไปเชิญท่านมาโปรดสัตว์ ใครบำเพ็ญบารมียากลำบากอยู่ รอให้เราไปช่วย สิ่งนี้ ถ้าคนทางโลกไม่ทำนะ อยู่ไม่ติดเก้าอี้จ๊ะ นายกได้มากี่คน ร่วงเก้าอี้หมดจ๊ะ ไม่มีใครไปสาปแช่งเขานะ เขาก็ไม่ผิดอะไรหรอกนะ แต่มันก็อยู่ไม่ได้จริงๆ ธรรมชาติเขาสร้างมาแบบนี้ เราเป็นมนุษย์ต้องรู้จักคำว่า “กิจหรือหน้าที่” อันควรของตน 

ถาม : ผู้ไม่มีบารมี หรือไม่มีธรรมจริง ถ้าไปเทศนาธรรม ผลเป็นอย่างไร?

ตอบ :

ธรรมเป็นของสูง ลบหลู่ไม่ได้ ถ้าไม่มีธรรมจริง เอาธรรมของคนอื่นไปพูดต่อไม่ได้ จะได้รับผลกรรมมาก แต่มันจะไม่รู้ตัว มาแบบแนบเนียน ให้หลงต่อไปเรื่อยๆ ดังต่อไปนี้ 

๑)    ถูกมารแทรก             พบในคนที่เทศนาแต่ธรรม 

๒)    ถูกพรหมแทรก          พบในคนที่สอนแต่สมาธิ 

๓)    ถูกอสูรแทรก             พบในคนที่หวังลาภสักการะ 

๔)   ถูกเทพแทรก             พบในคนที่เอาแต่พัฒนา ไม่สอนธรรมคน 

ส่วนคนที่มีธรรม ไม่บอกต่อ ไม่ทิ้งธรรมไว้เลยก็ไม่ได้ อสูรชนิดหนึ่งจะเข้าแทรกกายอยู่ตลอดเวลา เป็นผลกรรมจากการหวงวิชชา ต้องเอาวิชชาความรู้ หรือธรรมที่มีในตนออก มาทิ้งไว้ เอาไปไม่ได้ ไปได้แต่ตัว แต่ตัวก็เอาไปไม่ได้ สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเอาไปได้เลยจ๊ะ แม้แต่ธรรมก็ต้องทิ้งไว้ ถ้าไม่มีใครเชิญมาสอนธรรม ก็ต้องทำแบบท่านเหล่าจื้อ ไม่ทำก็จะถูกอสูรแทรกเข้า ถ้ามีคนไปเชิญมาสอนธรรมก็สามารถทำได้แต่ต้องรู้จักประมาณตน ประมาณกำลังตนเอง ไม่ทำเกินกำลัง เกินบารมีตนจะผิดครู มีปัญหามาก มีโทษมาก 

ถาม : ปัจจุบัน ผู้ไม่มีธรรม หรือไม่มีบารมีพอจะสอนธรรม แต่ฝืนทำ มีไหม?

ตอบ :

มีเยอะมาก ที่เขาทำได้อยู่ทุกวันนี้ เพราะอาศัยกำลังฤทธิ์ของผีที่เข้าตัว แทรกอยู่ในตัว คนไม่เข้าใจคำว่า “ผิดครู” ครูที่ว่านี้คือ “บรมครู” คือ พระพุทธเจ้าของเรา เราไปทำผิดครูไม่ได้นะ ผีมาร, ผีอสูร, ผีพรหม จะเข้าแทรก ปัจจุบัน เป็นกันหมดเลย ไม่มีใครรอด

ถาม : ผิดครูที่ว่านี้ คือ ผิดอย่างไรบ้าง?

ตอบ :

๑)    ครูให้ศีล ๒๒๗ ข้อ เรารับแล้ว แต่ทำผิดแล้วไม่แก้ไข อย่าง พระสงฆ์ถ้าผิดศีลขั้นกลางมากๆ ก็ต้องอยู่กรรม (ปฏิบัติเข้ม) หรือเข้าปริวาสกรรม แต่ถ้าผิดแบบเล็กน้อยก็ต้องปลงอาบัติให้ตก คือ ปลงจนตนรู้ตัวว่าผิด ยอมรับผิด ปลงให้ไม่หลงตัวเอง ถ้าผิดขั้นร้ายแรงคือปาราชิก ก็ต้องสึกนะ ไม่สึกมันจะมีมารแทรก มีปัญหามากมาย ไม่งั้น ไม่หมดกรรม กรรมมีอยู่ในตัว ผีเข้าตัว ผีแทรก เกิดปัญหามากมาย เพราะผิดครูนี่แหละ ใครรู้ตัวว่าปาราชิกแล้ว ก็ไปสึกเสียนะ กรรมจะเบา

๒)    ครูมีธรรม ให้เรา เราไม่ได้ปฏิบัติให้เกิดธรรมในตน เอาธรรมของครูไปเผยแพร่ ราวกับเป็นธรรมะที่มีในตน อันนี้ ผีพรหม, ผีมาร จะเข้าแทรก อย่าไปทำ ของที่ไม่ใช่ของเรา ธรรมะที่ไม่ใช่ของเรา เราไปขโมยไปแสดงว่าเป็นของเราไม่ได้ แต่ใช้อ้างอิง หรือบอกต่อได้ แต่ต้องบอกว่า “เราไม่ได้รู้เอง และยังปฏิบัติไม่ถึง” ให้แจ้งชัดด้วย ปัจจุบัน คนชอบเอาไปแสดง เพื่อให้ตนดูว่าเป็นผู้มีธรรม นี่ผิดครู ในพระเปรียญทั้งหลาย ผิดครูกันมากมาย ได้เปรียญแต่ไม่ได้สำเร็จมรรคผล มีธรรมจริงแต่ไปแสดงธรรม ตอนแรกก็ทำตามประเพณี พรหมก็แทรกเข้า ต่อมาคนชอบมากเข้าก็หลงตัวเอง ทีนี้ มารแทรกเข้าเลย แก้ยากมากๆ มารแทรกแล้วออกยาก

๓)    ธรรมของเราเอง, ที่มาเอง, ได้เอง, เกิดเอง, หยั่งรู้เอง อันนี้ ธรรมชาติเปิดให้เราแล้ว เราถ่ายทอดได้หมด แล้วแต่เราจะพิจารณา ว่าเรามีบารมีพอจะให้แก่ใคร ถ้าให้เกินกำลังบารมี ภัยก็เข้าตัว ผีเข้าตัว แทรกในตัว ธรรมภายในที่บริสุทธิ์ก็ลด ถ้าเราได้ธรรมจริง เราก็ต้องมีญาณหยั่งรู้ด้วยตัวเราจริงสิ ใช่ไหม จิตนี่เราฝึกจนเป็นจิตรู้ระดับมีธรรมแล้ว ต้องรู้รอบด้วยว่าเราถ่ายทอดธรรมให้ใครได้หรือไม่ได้ 

๔)   ครูไม่ให้ทำ เราไปทำ ฝืนคำครู นี่ก็ผิดครู เช่น ครูผู้ต่อสายธรรมให้เราได้มรรคผล บอกแก่เราว่าเราต้องไปสอนคนนั้นคนนี้ ถ้าเราไม่ทำ ไปสอนคนอื่น เพราะคนอื่น สอนง่าย ว่าง่าย ได้ลาภสักการะเยอะก็ดี อันนี้ ผิดครูเหมือนกัน ธรรมเราจะเสื่อม 

๕)   ทำเกินธรรมชาติของตน เช่น ตนบำเพ็ญมาทางพราหมณ์ แต่ดันไปสอนพระพุทธ ศาสนาแข่งกับพระสงฆ์ยกตนเหนือพระ อันนี้ก็โดนนะ ผิดครู รู้แค่พราหมณ์ก็ต้องสอนแต่พราหมณ์ ถ้าจะสอนพุทธด้วย ต้องเข้ามาเรียนทางพุทธ แล้วอาศัยบารมีจากการเข้ามาปฏิบัติในช่วงที่เข้าพุทธนั้น ได้บารมีแค่ไหน ก็เอาธรรมไปโปรดได้แค่นั้น ทุกศาสนามีครูดูแลอยู่นะ ถ้าครูผู้ดูแล ไม่มาต่อสายธรรมให้เรา เราจะทำหน้าที่เผยแพร่ไม่ได้ ไม่มีสิทธิ์จ๊ะ ผีมารจะแทรกเข้า อย่างผู้เขียนนี้ ได้อาศัยครูมากมาย อย่างเซียนองค์ที่สามและอีกหลายองค์ รวมถึงท่านเหล่าจื้อ, ขงจื้อ ก็ช่วยสอนให้ ถ้าท่านไม่สอนเรา ไม่รับเรา เราก็จะทำหน้าที่ตามท่านไม่ได้ นี่จึงทำหน้าที่สืบทอดต่อแนวทางท่านเหล่าจื้อได้ ซึ่งในทางพุทธก็ต้องเข้าไปศึกษา ไปจนครูมาต่อสายธรรมให้ ถ้าท่านไม่ต่อให้ ก็เผยแพร่ธรรมของท่านไม่ได้ ผิดครูจ๊ะ 

อนึ่ง ยุคสมัยนี้ ครูของเรา คือ พระพุทธเจ้า ท่านกล่าวไว้ว่าให้ศาสนาหลังกึ่งพุทธกาลแก่สัตว์สี่เหล่าใหญ่แล้ว คือ ยักษ์อสูร, มาร, เทพ, พรหม ดังนั้น เขาทั้งสี่ประเภทนี้ ก็จะเข้ามาแทรกกายสังขารของเรา เราก็ต้องพิจารณาเอา ถ้าเราพิจารณาแล้วเป็นฝ่ายเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับตนเองก็ดีไป แต่ถ้าเราไม่รู้จักพิจารณา เราจะตกเป็นเป้าของสิ่งเหล่านี้ เขาจะรอแทรกเข้าในกายเรา อาศัยกรรมที่เราทำไว้ ครอบงำเรา ทำให้เราหลง ไม่รู้ตัว และนำพาเราไปทำอะไรนอกลู่นอกทางสารพัด อย่างผู้เขียนจะอยู่ร่วมในประเทศนี้ได้ ก็ต้องรับเขาในสี่เหล่านี้ให้มาอยู่ในตัว บางทีก็เป็นอสูร, เทพ, พรหม แต่มารไม่ค่อยมี

ธรรมปฏิเวธ ถามตอบ เรื่อง เกี่ยวกับตัวผู้เขียนบทความนี้ 

ถาม : สิ่งที่ผู้เขียนเผยแพร่อยู่นี้ คืออะไร เป็นลัทธิใหม่หรือไม่?

ตอบ :

สิ่งที่เผยแพร่อยู่นี้ ไม่ใช่ลัทธินิกายใหม่ เพราะไม่มีการกำหนดแบบแผนให้ใครต้องมาทำตาม ใครจะทำหรือไม่ทำก็ได้ไม่เกี่ยวกัน จึงไม่อาจเกิดลัทธินิกายขึ้นได้ ซึ่งประกอบด้วย 

๑)   อภิธรรม 

คำว่า “อภิธรรม” มาจากคำว่า “อภิ” แปลว่า ยิ่งใหญ่มากๆ และคำว่า “ธรรม” คือ ธรรมะ หรือสัจธรรม ความเป็นจริงของธรรมชาติ ที่มันเป็นเช่นนั้นเอง คำว่าอภิธรรมนี้ใช้หมายถึง ธรรมะที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้เท่านั้น ถ้าเป็นธรรมของพระยูไล, พระโพธิสัตว์, พระอรหันต์ก็ จะไม่เรียกอภิธรรม ดังนั้น อภิธรรมจึงหมายถึงธรรมะที่มาจากไตรปิฎกนั่นเอง ซึ่งผู้เขียนก็ยกธรรมะในพระไตรปิฎกมาบางส่วนด้วย เพื่อให้เห็นว่ายังตรงทางเดิมอยู่ ไม่ผิดทาง

๒)   มหาธรรม 

คำว่า “มหาธรรม” มาจากคำว่า “มหา” แปลว่า “ใหญ่” และคำว่า “ธรรม” คือ ธรรมะ หรือสัจธรรม ความเป็นจริงของธรรมชาติ ที่มันเป็นเช่นนั้นเอง คำว่ามหาธรรมนี้จึงใช้หมายถึง ธรรมะในฝ่ายมหายาน ซึ่งมักมาจากพระยูไล หรือพระโพธิสัตว์ ไม่ได้มาจากพระพุทธเจ้า หรือจากในพระไตรปิฎก อันเป็นไปเพื่อขยายกลุ่มผู้ปฏิบัติธรรมจากเฉพาะผู้ที่พร้อมบรรลุธรรมเท่านั้น ให้มากขึ้นเป็นผู้ที่ไม่พร้อม แต่ก็สามารถฝึกตนก่อนได้ จึงเป็นธรรมะในฝ่ายมหายาน หรือยานใหญ่ที่ช่วยเหลือสรรพสัตว์ได้มากมาย เช่น คนที่มีจิตเป็นเปรต จิตไม่ถึงความเป็นมนุษย์ ย่อมไม่อาจรับอภิธรรมไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง แต่ถ้าเขาได้อาศัยมหาธรรมจากฝ่ายมหายานแล้ว ก็อาจสามารถปฏิบัติจนหลุดพ้นจากความเป็นเปรตได้

๓)   อนุตรธรรม 

คำว่า “อนุตรธรรม” มาจากคำว่า “อนุ” แปลว่า “น้อยๆ” คำว่า “อุตร” แปลว่า “เหนือ” ในที่นี้หมายถึงเหนือโลกหรือพ้นวิถีทางโลกแล้ว และคำว่า “ธรรม” คือ ธรรมะ หรือสัจธรรม ความเป็นจริงของธรรมชาติ ที่มันเป็นเช่นนั้นเอง คำว่าอนุตรธรรมนี้จึงใช้หมายถึง ธรรมะส่วนเล็กๆ น้อยๆ ที่พ้นทางโลกแล้ว ซึ่งมักมาจากพระยูไลหรือพระโพธิสัตว์ ไม่ได้มาจากพระพุทธเจ้าหรือจากในพระไตรปิฎก อันเป็นไปเพื่อเสริม หรือปรับให้เข้ากับเหตุปัจจัยที่เปลี่ยนไปของโลกยุคสมัยปัจจุบัน ส่วนใหญ่มักได้จากการสื่อสารกับพระยูไลเบื้องบน   

๔)   ธรรมปฏิเวธ 

คำว่า “ธรรมปฏิเวธ” มาจากคำว่า “ปฏิเวธ” แปลว่า “การประยุกต์ไปสู่ชีวิตจริง” และคำว่า “ธรรม” คือ ธรรมะ หรือสัจธรรม ความเป็นจริงของธรรมชาติ ที่มันเป็นเช่นนั้นเอง คำว่าธรรมปฏิเวธนี้จึงใช้หมายถึง ธรรมะที่ได้ประยุกต์มาจากคำสอนของพระพุทธเจ้า หรือจากในพระไตรปิฎก อันเป็นไปเพื่อการปฏิบัติในชีวิตจริงของมนุษย์ ซึ่งไม่พ้นทางโลก ไม่พ้นจากสมมุติ ต่ำกว่า “อนุตรธรรม” ลงไปอีก อันเป็นไปเพื่อการดำรงอยู่ร่วมกันของมนุษย์ แม้ไม่ได้มุ่งหมายให้เกิดความเข้าใจในสัจธรรม แต่ก็เพื่อการดำรงอยู่ร่วมกันได้

๕)   อื่นๆ 

เช่น บทกลอน ฯลฯ ที่ปรากฏในบทความนี้ นับเป็นส่วนเกร็ดเล็กน้อย   

อนึ่ง ในบทความที่ลงในสื่อทั้งหมดนี้ เป็นไปเพื่อเสริมเติมส่วนที่ขาดหายหรือบกพร่องของผู้ปฏิบัติธรรมจากสถานธรรมต่างๆ เพื่อให้ท่านทั้งหลายได้ขจัดส่วนที่บกพร่องหรือขาดหายนั้นออกไป และสามารถเดินธรรมก้าวหน้าไปสู่ที่สุดแห่งธรรมได้ต่อไป ผู้เขียนไม่มีผู้เชิญให้แสดงธรรม ไม่มีผู้รับรองธรรม ไม่มีผู้ต้อนรับ จำต้องอาศัยสื่อดังกล่าวนี้

ถาม : ผู้เขียนได้ธรรมะเหล่านี้มากจากไหน?

ตอบ :

หลายแหล่งด้วยกัน เช่น 

๑)    จากไตรปิฎก 

๒)    จากหนังสือธรรมะทั่วไป 

๓)    จากครูบาอาจารย์สอนมา 

๔)   จากการปฏิบัติและพบด้วยตนเอง 

๕)   จากการสื่อจิตกับโลกทิพย์ 

ถาม : บางอย่างไม่ปรากฏมีมาก่อนในหนังสือใดๆ ควรเชื่อได้หรือ?

ตอบ :

คุณอย่าเชื่อ จนกว่าคุณจะปฏิบัติได้มรรคผลจริง ถ้าคุณยังไม่ได้ปฏิบัติให้ได้มรรคผลจริง คุณจะเชื่อไปทำไม เหมือนคุณเห็นหนังโฆษณาที่น่าเชื่อมากๆ ในทีวี แล้วคุณก็เชื่อมันแล้ว โดยที่คุณยังไม่เคยทดลองใช้ก่อนเลยว่ามันจริงอย่างคำโฆษณาหรือเปล่า อันนี้ มันเป็นความ “งมงาย” นะ ผมคิดว่าอย่างนั้น เดี๋ยวนี้มีคนงมงายกันมาก คิดว่าตนเองศรัทธา เชื่อถือพระรูปนั้น รูปนี้ ดูดี ประวัติดี พฤติกรรมงาม จริยาวัตรน่าเลื่อมใส อันนี้ มันไม่มีการทดลองปฏิบัติตามคำสอนของเขาก่อนเลย แล้วไปศรัทธาได้ยังไง นี่เขาเรียกว่างมงาย ไม่ใช่ความศรัทธาที่แท้จริงหรอก ธรรมะของพระพุทธเจ้าท่านกล่าวไว้ว่า “ท่านจงลองมาดูเถิด” หมายถึง ให้ลองพิสูจน์ ทดลอง ปฏิบัติดูก่อนว่าได้มรรคผลจริงไหมนั่นเอง ไม่ใช่เชื่อเลยอะไรกัน นี่งมงายมากๆ เดี๋ยวนี้คนไทยงมงายมากๆ ไหว้กระทั่งอะไรไม่รู้ ตอไม้ก็ไหว้ ขอให้ได้ลาภได้หวย นับถือหมด นี่งมงายนะ ไม่ใช่ศรัทธาที่แท้จริง เป็นลัทธิบูชาผี ผู้เขียนสอนเหมือนกันเรื่องเลี้ยงผีนะ แต่สอนให้รู้และเข้าใจแจ้งๆ ไม่ใช่ให้งมงาย จะได้รู้ไว้ ไม่ใช่โง่งมเชื่อตามๆ กันมา หรือเห็นเขาไหว้ก็ไหว้ตามเขา เขาขู่ให้เรากลัวว่านี่ศักดิ์สิทธิ์นะ ไม่ไหว้ตกนรกนะ จะมีอันเป็นไป ก็เชื่อเลยหรือ โอ งมงายมากๆ ผมเป็นคนสมัยใหม่ เชื่อแต่วิทยาศาสตร์ ศรัทธาในพระพุทธศาสนานะ แต่ไม่ได้ถึงขนาดปลื้มพระรูปไหนเป็นพิเศษ แต่วันหนึ่งที่ผมมีโกรธ และเอาความโกรธไปลงลูกค้าจนเกิดเรื่อง ผมมีทุกข์แล้วได้ธรรมจากหลวงปู่เทศก์ อ่านแล้วไม่รู้เพราะอะไร รู้สึกเข้าใจง่ายก็ลองทำตามเอง ก็ได้ผลระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ถึงขั้นหมดกิเลสนะ ยังไม่ได้นิพพานชาตินี้ นี่ผมถึงได้ศรัทธา อธิษฐานยกลูกเมียในอนาคตให้หลวงปู่ทั้งหมดเพื่อแลกธรรม ธรรมะก็เดินหน้ามาได้เรื่อยๆ ผมไม่เคยไปศรัทธาใครก่อนที่จะเอาธรรมของเขามาพิสูจน์ว่าได้ผลจริงหรือเปล่าหรอก ไม่งั้นก็โดนเขาหลอกสิคุณ พระรูปไหนเทศนาแล้วทำตามไม่ได้ผลจริง โดยที่เราทำเต็มที่แล้วนะ ผมจะไม่ยุ่งแล้ว ไปคนละทาง ทางใครทางมัน ไม่เอาละ ต่อให้ดูดีขนาดไหน น่าศรัทธาน่านับถือขนาดไหน แต่มันไม่ได้ผลจริง ก็แค่โฆษณาลวงโลกไปเท่านั้น ของเก๊ ไม่เอาด้วยหรอก ที่ผมเขียนเหมือนกัน อย่าเพิ่งเชื่อจนกว่าคุณจะเจอเข้ากับตัวเอง หรือปฏิบัติแล้วคุณพบสภาวะเช่นนั้นที่ผมเขียนไปด้วยตัวของคุณเอง     

ถาม : ทำไมไม่เผยแพร่แบบเปิดสำนักให้คนเข้าไปละ?

ตอบ :

เหตุปัจจัยไม่พร้อม ดังนี้ 

๑)    ไม่มีคนเชิญให้ไปทำ เราจะทำเองไม่ได้จ๊ะ เพราะจะรับกรรมเองทั้งหมดไม่ไหว

๒)    ไม่มีคนรับรองธรรมให้ แม้แต่อาจารย์ผมทุกท่านก็ว่าผมไม่มีธรรม ใครจะเชื่อละ 

๓)    ไม่มีปัจจัยช่วยเหลือ ยากจนมาก ทำได้แค่เสียเงินค่าอินเตอร์เน็ตเผยแพร่ไปจ๊ะ 

ถาม : แล้วคนที่พร้อมสนับสนุน เคยมาช่วยเหลือไหม?

ตอบ :

มีแต่คนที่ไม่ใช่ มีคนหนึ่งเขาจะให้ผมไปช่วยศาสนาพราหมณ์ แต่ผมอยากช่วยพุทธ เขาจะให้ผมไปเปิดตัวอินเดีย, ออสเตรเลีย ให้เงินเป็นแสน โอ้ยเยอะแยะ ผมไม่เคยพูดธรรมให้เขารู้เลย เพราะผมจะทดสอบว่าเขามีญาณรู้จริงๆ ไหม เขานั่งสมาธิสื่อกับองค์แม่กาลีของเขา ก็มาบอกผม ตรงกะใจผมคิดเลยเป๊ะ ผมรู้แล้วว่าคนนี้ของจริง แต่ผิดตรงที่ว่าเขาจะครอบงำให้เราทำงานรับใช้พรหมโลก ตัวเขาไม่รู้เลยว่าผมมีอะไรอยู่ แล้วทำไมเขาไม่สงสัยบ้างละ ว่าทำไมพระกาลีถึงได้บอกให้เขาทำแบบนั้นกับผม ดูสิ ผมเลย บ้ายบายอีกท่านหนึ่ง ท่านเป็นพระ ท่านก็เมตตาเรามากๆ ถามกับสหายธรรมเราว่าเราติดอะไรนะ เขาก็เล่าว่าเรามีแม่ต้องดูแล มีหนี้เป็นแสน ท่านก็ว่าท่านจะดูแลให้ เงินแสนเดียวไม่ยาก ให้เราไปเรียนรู้กับท่านก่อน ก็ท่านจะให้เราไปทำแทนท่านต่อนะ ท่านเก่งปลุกเสก, ขึ้นครู, ครอบขันธ์ แต่ผมไม่ต้องการ เพราะเราจะทำกิจเผยแพร่ธรรมเท่านั้น ไม่นิยมไปทำของให้ใคร ก็เลยไม่ว่าอะไร ไม่ตอบอะไรท่าน ก็ขอเลี่ยงๆ ออกมาเฉยๆ งั้นแหละ ซึ่งที่เกิดเรื่องนี้ขึ้นนั้น ผมไม่เคยแสดงธรรมหรือแสดงอะไรเลย ไม่เคยทำให้เขารู้เลยว่าเรามีอะไรดีบ้างไหม ไม่มีโฆษณา ไม่มีประชาสัมพันธ์ตัวเองเลย มีแต่เขาสนใจเราเองเท่านั้นอีกคนหนึ่งเป็นทายกวัดในวัดที่ดีมาก พัฒนาดีเด่นด้วย เจอผมตอนบวชเณร เขาว่าให้ผมอยู่ที่วัดนั้น เขาอยากให้เป็นเจ้าอาวาส แต่ผมไม่ต้องการตำแหน่งเจ้าอะไร เพราะเต็มไปด้วยภาระ ไม่ใช่ทางหลุดพ้น นี่ก็ขอตั้งแต่เรายังไม่เป็นพระ แต่ผมพิจารณาแล้วไม่เอา นี่ก็เหมือนกัน เราไม่เคยเล่าเรื่องราวอะไรให้เขาฟังเลยว่าเราผ่านอะไรมาบ้าง ปฏิบัติหนักขนาดไหน มีประสบการณ์แค่ไหน เราเฉยๆ เขาก็พูดเอง คิดเอง ทำเองทั้งหมดเลยนะ     

คุณเข้าใจคำว่า “อทินนาทาน” ขนาดไหน เป็นศีลที่อยู่ในศีลห้านะ ไม่ได้แปลลวกๆ สั่วๆ ว่า “ละเว้นจากการลักทรัพย์” แบบนั้นยังแปลไม่ครอบคลุม คำว่า “อทินนาทาน” แปลว่าทานที่ไม่ควรรับ อะไรบ้างละ เช่น ของที่ไม่ใช่ของเรา อย่าไปเอา เอามาแล้วเรียกว่าลักทรัพย์, ของที่เขาปล้นมา ทำผิดมา เอามาให้เรา ไม่ควรรับ เขาเรียกว่ารับของโจร, ของที่ไม่ใช่กิจของเรา เราไม่ควรรับ เช่น เงินทอง เป็นของสำหรับผู้มีอาชีพ สำหรับนักบวชแล้วไม่ควรรับ มันเป็นอทินนาทาน สมัยนี้ แม้แต่พระก็ละโมบจัด ใครให้อะไร มือคว้าเอาเลย ไม่เคยพิจารณาก่อนเลยว่าที่เขาให้นี่ เข้าข่าย “อทินนาทาน” หรือไม่ ไม่เคยถามนะ ไม่สืบสาวกันด้วย ยิ่งเงินก้อนโตๆ นี่ต้องระวังว่าไปโกงใครมาไหม ไปขโมยหรือทำสิ่งผิดมาไหม เห็นปั้บ ให้ลูกน้องรับปุ้บ แล้วทำตัวเป็นไม่เจตนา ไม่สนใจ ไม่โลภ ฉันไม่ได้รับนะ ลูกน้องรับจ้า แน่ะ ไปเสียอย่างนั้น ก็ช่างท่านละเราเตือนท่านแล้ว “อทินนาทาน” น่ะ มันได้ไม่คุ้มเสีย อย่างคุณได้เงินล้านหนึ่ง แล้วใช้หนี้เขา เป็นทาสเขา ๕๐๐ ชาติ คุณเอาไหม นี่เขาไม่คิดกันเลย เรานี่ก็สงสารแย่ เตือนเขาก็พยายามเตือนแล้ว เขาก็มารุมๆๆ ด่าเราอีก เออ ก็พอแล้ว ไม่พูดแล้ว ตัวใครตัวมันละกัน เวลาเจอกันในโลกทิพย์ ก็อย่ามาว่าเราว่าไม่ไปบอกเขา ไม่ไปสอนเขานะ เราทำแล้วคุณไม่เคยสนใจเหลียวแลเราเอง ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากได้อะไรนะ ปัจจัยมันก็จำเป็นถ้าจะใช้เพื่อกิจโปรดสัตว์ บางครั้งก็ยากแค้นแสนเข็ญเกือบจะไปไม่รอด แต่เราก็ยังไม่ต้องการตกเป็นเครื่องมือให้ใครบงการชีวิตเรา เรามีทางที่เราจะเดินไป เราก็รู้ด้วยว่าคนที่ช่วยเรา พยายามชวนเราเขาเป็นอะไรกับเรามาในอดีตชาติ แม้เขาจะจำเราไม่ได้ รู้สึกอะไรไหม ก็รู้สึก ผมก็เป็นคนที่มีหัวใจแต่เราต้องเข้าใจว่านั่นไม่ใช่กิจของเรา กิจของเราไม่สำเร็จ เราย่อมไม่รับ ไม่เอาตัวไปพัวพันด้วย เราต้องละออกไปเป็น “อทินนาทาน” คือ ทานที่ไม่ควรรับเสีย ขนาดพระพุทธเจ้าท่านยังไม่รับผ้าไตรฯ จากพระน้านางปชาบดีเลย เพราะเกินกำลังบารมีท่านจะรับ นี่ไม่ใช่หลับหูหลับตาคว้าเอาไม่พิจารณา ถ้าพระพุทธเจ้าไม่ยึดแล้วรับอะไรก็ได้ ท่านจะปฏิเสธพระน้านางทำไม พระน้านางถึงกับจะร้องไห้เลยนะ น่าสงสารมาก อนึ่ง คนที่ผมรอนี่ผมก็รู้นะว่าเขาเป็นใคร ทานที่ผมรับได้นี่ผมก็รู้ว่าเป็นอะไรบ้าง มาในลักษณะไหน แต่บางทีเราไปถึงที่เจอคนๆ นั้นแล้ว แต่คนๆ นั้นเขาถูกอะไรบางอย่างครอบงำอยู่ เลยชวดไปอย่างนี้ก็มี

ถาม : ท่านมีหลักการในการเผยแพร่ธรรมอย่างไรบ้าง?

ตอบ :

๑)   เผยแพร่ธรรมตามกำลังตน 

ผู้เขียนมีกำลังในการเผยแพร่ธรรมจำกัด ดังจะอธิบายต่อไปนี้ 

  • ถ้าไม่มีผู้มีบารมีพรหมมาเชิญให้เผยแพร่ จะทำได้แค่แบบท่านเหล่าจื้อ
  • ถ้าเผยแพร่ตามแบบท่านเหล่าจื้อ จะได้ผู้ที่ศรัทธาเป็น “นิตยโพธิสัตว์” 
  • ถ้าเผยแพร่ธรรมให้แก่นิตยโพธิสัตว์ จะได้ทีละ ๑ คน รวมทั้งชีวิตได้ ๔ คน
  • ถ้ารับพระเป็นศิษย์ พระจะสึกไปห่มขาว ทำได้เพียงเป็นสหายธรรมเท่านั้น
  • ถ้าจะเผยแพร่ธรรมในผ้าขาว (ให้ฆราวาส) สามารถทำได้ จะไม่มีปัญหา
  • ถ้าไม่มีนิตยโพธิสัตว์ การเผยแพร่ธรรมจะสู่คนได้มาก เพราะใช้บารมีน้อย

ถ้าทำเกินกำลังตนเอง มารจะแทรก แม้แต่พยายามบังคับ, สั่งการ, หรือกำหนด พระนิตยโพธิสัตว์ที่รับแนวทางธรรมของเรา มากเกินไป ก็ถูกมารแทรกได้ อันนี้ ก็เคยโดนมาแล้ว เลยเข็ดแล้ว ไม่ทำแล้ว หรือแม้แต่ไปโพส ข้อความ ถ้ามีพระนิตยโพธิสัตว์ ๑ คนมาอ่านพร้อมกับคนอื่นๆ ด้วย อันนี้ เกินกำลัง มารก็จะแทรก เข้ามาก่อกวน รบกวนการเผยแพร่ อนึ่ง ผู้มีบารมีสอนพระนิตยโพธิสัตว์ได้ ต้องได้ระดับยูไล เช่น หลวงพ่อโต อาจารย์ ร.๕ อย่างผู้เขียนบำเพ็ญบารมีมาทาง “สหายธรรม” เท่านั้น เป็นอาจารย์ของผู้มีบารมี ไม่ได้

๒)   การคัดเลือกผู้รับธรรม 

ก่อนจะมีผู้มารับธรรม มาสืบทอดแนวทางไป จะมีลักษณะที่เข้าข่ายดังนี้ 

  • ต้องให้ผู้รับสืบทอดคนเก่าออกไปก่อน หรือปฏิบัติได้ครบถ้วนสำเร็จแล้ว 
  • ลักษณะของผู้รับสืบทอดคนใหม่ จะปรากฏขึ้นลางๆ ให้เราได้ทราบก่อน 
  • มีผู้มาขอรับสืบทอดแนวธรรม แต่ถ้าไม่เข้าลักษณะ ไม่ใช่ ก็จะปฏิเสธไป 
  • ผู้รับสืบทอดแนวทางธรรม จะเหมือนมี จิ๊กซอ ที่รอต่อกันติดกับเราพอดี 
  • มีอะไรที่รอมาต่อกันติดพอดี เหมือนต้นกับยอดของไม้ชนิดเดียวกัน ก็รู้เลย 
  • มีปัญหาบางประการที่ผู้รับธรรม แก้ไขไม่ได้ และเราพอมีทางออกพอดีเลย 
  • ผู้รับทอดธรรม จะมีพื้นฐานบางอย่างมาก่อน มีอินทรีย์กล้าแกร่งระดับหนึ่ง 

ถ้าถ่ายทอดธรรมให้ผิดคน ปัญหาจะเกิด เช่น ถ่ายทอดให้คนที่ไม่พร้อม ด้วยมีอินทรีย์ห้าอาจย่อหย่อน แม้ฟังเข้าใจ แต่จิตไม่เปลี่ยนแปลง แถมจะยิ่งหลงตัวเองไปมากขึ้นว่าตนมีธรรมมากเพราะเขาฟังเราเข้าใจนั่นเอง มีเหมือนกันคนที่มารอรับธรรมทันที หลังที่เราละจากผู้รับสืบทอดคนเก่าไป (โดยที่ไม่เคยบอกใคร) แต่เราพิจารณาแล้วว่าไม่ใช่ ก็จะปฏิเสธไปเลย เพื่อเปิดทาง รอให้คนที่ใช่จริงๆ มาถึง นี่ก็ปฏิเสธเขาไปประมาณ ๒ คน 

๓)   ดูจากธรรมชาติบอก 

ก่อนจะต้องออกไปเผยแพร่ธรรม มันจะมีลางบอกเหตุต่างๆ ทางธรรมชาติ นะ เช่น 

  • อาการร้อนรุ่ม อยู่ไม่ติดที่ รู้สึกเหมือนต้องเดินตลอด หรือนั่งไม่ติดที่ ร้อนไปทั่ว
  • อาการเจ็บหรือปวดที่ขา เช่น อยู่ๆ มีรอยกรีดเป็นแผลตื้นๆ ที่ขา มาได้ไงก็ไม่รู้
  • มีคนรอบข้างทำท่าเหมือนจะให้เราออกจากสถานที่นั้นๆ ไปที่อื่น (ไล่แบบอ้อมๆ)
  • มีปัจจัยให้เราได้ใช้เดินทางพอดี ถ้าไม่มีปัจจัยเดินทางในสมัยปัจจุบันทำได้ยาก
  • มีธรรมเข้ามาเองภายใน เช่น อยู่ๆ ก็เขียนบทความได้มากพอดี ซึ่งกำหนดไม่ได้
  • ลางบอกเหตุอื่นๆ เช่น ฝัน, การแนะนำของคนที่เกิดขึ้นแบบไม่เจตนา, ไม่ตั้งใจ

ธรรมปฏิเวธ ถามตอบ เรื่อง ศัพท์ในพระพุทธศาสนาที่เหมือนเข้าใจ แต่ไม่เข้าใจ 

ถาม : ขอให้อธิบายคำว่า “ศีล” หน่อย?

ตอบ :

“ศีล” แปลว่า “ปกติ” หมายถึง ข้อละเว้นจากกิจ, จากกรรมต่างๆ อันเป็นปกติของผู้มีศีลนั้นๆ เช่น พระอรหันต์ ย่อมมีศีล ๒๒๗ ข้อ เป็นปกติโดยไม่ได้ยึดถือ, กำหนด, สร้าง ฯลฯ มนุษย์ย่อมมีศีลห้าข้อบริบูรณ์เป็นปกติวิสัยของมนุษย์ เหมือนปกติวิสัยของโค ย่อมไม่กินเนื้อสัตว์ฉันใด มนุษย์ก็มีปกติวิสัยมีศีลห้าบริบูรณ์ฉันนั้น คนที่ไม่มีศีลห้าบริบูรณ์ย่อมเป็นคนที่ไม่อาจมีระดับจิตใจถึงความเป็นมนุษย์พร้อมสมบูรณ์ได้ นี่คือ “ศีล” ของพุทธ เอาเข้าจริงแล้ว “ศีล” ก็มาจาก “ธรรม” นั่นเอง คือ “ธรรมะ ธรรมชาติ คือ ปกติ” ของคนประเภทใดๆ ที่ย่อมจะมีวิสัยเช่นนั้นเองเป็นปกติ ไม่ว่าจะเป็นแบบมนุษย์หรือพระอรหันต์

ถาม : ขอให้อธิบายคำว่า “มนุษย์” หน่อย?

ตอบ :

“มนุษย์” แปลว่า “ผู้มีใจสูง” เป็นสัตว์ประเสริฐที่สอนได้ เพราะบริบูรณ์ไปด้วยศีลห้า เป็นปกติ ไม่ได้สร้าง, ไม่ได้ทำ, ไม่ได้กำหนด เหล่ามนุษย์ ก็มีศีลห้าข้อสมบูรณ์โดยปกติ นี่คือ ความหมายของคำว่ามนุษย์ มนุษย์ต่างจากคน คนมีบ้างที่พัฒนาแล้วได้ถึงความเป็นมนุษย์ และไม่ถึงความเป็นมนุษย์ ก็จะกลายเป็นคนที่ไม่ใช่มนุษย์เช่น คนที่มีจิตใจตกต่ำ เหมือนสัตว์ร้าย, ดุร้ายเหมือนปีศาจ, ใจร้ายเหมือนมาร, ผิดศีลธรรมเหมือนอสูร เป็นต้น อย่างคนในยุคปัจจุบัน ไม่ได้ความเป็นมนุษย์กันแล้ว เนื่องจากศีลห้าบกพร่องไป ไม่ ก็มีศีลเกินห้าข้อแล้ว เช่น คนที่มีความเป็นพรหมฤษี จะมีศีลเกินห้าข้อ เช่น แปดข้อ เป็นต้น คนที่มีความเป็นมารจะมีศีลเกินห้าข้อ เช่น มีกฎระเบียบ, วินัย เพิ่มเติมขึ้นมาอีกมากมาย เป็นต้น อย่างนี้ก็มี คนที่มีศีลห้าข้อ ไม่ขาด ไม่เกิน ไม่มีเหลือแล้ว คนในปัจจุบัน มีความเป็นสัตว์สี่เหล่าใหญ่นี้โดยส่วนมาก คือ เทพ, พรหม, อสูร-ยักษ์, มาร แต่ไม่มีความเป็นมนุษย์ปกติ คือ มีศีลมากกว่าห้าข้อ ไม่ ก็น้อยกว่าห้าข้อนี้ไป โดยเป็นปกติวิสัยนั่นเอง 

ถาม : ขอให้อธิบายคำว่า “อรหันตสาวก” หน่อย?

ตอบ :

คำว่า “อรหันตสาวก” มาจากคำว่า “อรหันต์” และ “สาวก” บวกกัน อธิบายดังนี้

  1. อรหันต์ แปลว่า ผู้ไกลจากกิเลส นับจากผู้ละกิเลสได้มาก แต่ไม่จำเป็นต้องหมดทุกชนิด ในพระอรหันต์เจโตวิมุติ สามารถละกิเลสได้ทั้งหมด ในพระอรหันต์ปัญญาวิมุติ อาจเหลือกิเลสแต่เพียงเบาบางซึ่งไม่อาจขวางทางนิพพานได้แล้ว ก็ชำแรกธรรม ทำนิพพานให้แจ้ง บรรลุอรหันตผลได้เช่นกัน รวมทั้งสองประเภทนี้ว่า “อรหันต์” คือ “ผู้ไกลจากกิเลส” ไม่ได้แปลแค่ว่าผู้ไม่มีกิเลส ซึ่งนับแต่ส่วนอรหันต์เจโตวิมุติก็หาไม่ ดังนั้น คำแปล “อรหันต์” จึงต้องแปลอย่างนี้ อนึ่ง พระอรหันต์ทั้งหมดนั้น เป็นผู้ตรงต่อนิพพาน ละกรรมอันจะนำไปสู่ชาติภพใหม่ได้สิ้นเชิง การละเว้นของท่านนั้น เกิดด้วยปัญญาแห่งสภาวะอรหันต์นั้นเอง ทำให้ท่านมีการละเว้นกรรมมาก มากกว่า ศีล ๒๒๗ ข้อ อีก แต่ไม่อาจจะพรรณนาได้หมด ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงตราไว้แต่พอสังเขปเพียง ๒๒๗ ข้อ คือ พระอรหันต์ ย่อมเป็นผู้ละเว้นจากกรรม อันนำไปสู่ชาติภพใหม่ได้สิ้นเชิง แต่พอจำแนกไว้เพียงสังเขปคือ ๒๒๗ ข้อตามพระธรรมวินัยนี้ เพื่อให้พระสาวกรูปอื่นๆ ได้ปาวารนาตน ไม่หลงตนเองว่าตนอรหันต์แล้ว เมื่อตนผิดไปจากศีลหรือข้อละเว้นอันเป็นปกติของพระอรหันต์นี้ ก็จะพึงทราบได้ด้วยตนเองว่า ตนผิดไปจากเขา ผิดไปจากพระอรหันต์ปกติ นั่นคือยังไม่บรรลุอรหันตผล ก็จักสำเหนียกตนอยู่เนื่องๆ
  2. สาวก แปลว่า ผู้ตาม, บริวาร, ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่มิใช่ผู้รู้ได้ด้วยตนเอง ไม่ใช่ “พุทธะ” จึงต้องอาศัยผู้อื่นช่วยบอก, ช่วยสอน, ช่วยแนะนำ ในขณะที่ใกล้จะบรรลุธรรม เพื่อให้ตนบรรลุธรรม ด้วยบารมีนั้นน้อยอยู่ ไม่อาจบรรลุธรรมได้ด้วยตนเองอย่าง “พุทธะ” ทั้งหลายนั้น เป็นผู้มีสายธรรมต่อทอดสืบมา จึงไม่ใช่พระปัจเจกพุทธเจ้าที่บรรลุธรรมเองไม่มีสายธรรม ไม่เกี่ยวข้องกับใครก็หาไม่

ส่วนคำว่า “อรหันตสาวก” ก็แปลความโดยเอาความหมายของทั้งสองนั้นรวมกัน เมื่อเพ่งดูด้วยตาทิพย์ “อรหันตสาวก” จะมีกายทิพย์เป็นพระห่มเหลือง (คือเฉพาะในศาสนาของพระพุทธเจ้าสมณโคดมจะสีเหลือง แต่พระสาวกของพระพุทธเจ้าองค์อื่น มีจีวรสีอื่นด้วย แต่ไม่ว่าศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ใด ก็จะเหมือนกันทั้งหมดสีใดสีหนึ่ง เช่น สีขาว)

ถาม : ขอให้อธิบายคำว่า “อรหันตโพธิสัตว์” หน่อย?

ตอบ :

  1. อรหันต์ แปลเหมือนดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น แต่ในกรณีนี้ จะหมายถึงเฉพาะพระอรหันต์ปัญญาวิมุติ คือ ทำนิพพานให้แจ้งถึงได้ด้วยปัญญาก่อนจิตจะหมดกิเลส ยังไม่ทันกิเลสหมด ปัญญาบารมีที่มีมากก็ชำแรกธรรม ทำนิพพานให้แจ้งได้ก่อน ซึ่งเมื่อถึงจุดนี้ มักจะมีสิ่งต่างๆ มาขวางไว้ ทำให้พระโพธิสัตว์ไม่อาจชำระกิเลสได้หมด เพื่อไม่ให้นิพพานไปก่อนนั่นเอง ดังนั้น ท่านจึงสำเร็จแบบปัญญาวิมุติ มิใช่แบบเจโตวิมุติ (ที่แปลเฉพาะส่วนนี้เพราะใช้ร่วมกับคำว่าโพธิสัตว์) ในกรณีนี้จะมีศีลย่อหย่อนลงไม่ครบ ๒๒๗ ข้อแตกต่างจากพระอรหันตสาวกของพระสมณโคดมได้ เมื่ออยู่ใต้สังกัดของพระยูไลองค์อื่นซึ่งบัญญัติธรรมวินัยหรือไตรสิกขาไว้อีกอย่าง แต่ถ้าพระอรหันตโพธิสัตว์องค์ใด อยู่ภายใต้ธรรมวินัยของพระสมณโคดมได้ ก็สามารถมีศีลครบ ๒๒๗ ข้อได้ เช่น พระมหากัสสป ก็สามารถทำได้   
  2. โพธิสัตว์ แปลว่าสัตว์ที่เป็นดั่งร่มโพธิ์ร่มไทรให้แก่สัตว์อื่นได้อาศัย ทำให้สิ้นทุกข์พบความสุขสงบ เป็นผู้ที่เกื้อกูลประโยชน์แก่สามภพและมวลสัตว์อื่นๆ ทั้งหลาย เป็นผู้ปรารถนาจะสำเร็จสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพุทธะพระองค์หนึ่งในอนาคตกาล

คำว่า “อรหันตโพธิสัตว์” ก็แปลโดยเอาความหมายทั้งสองนั้นมารวมกัน เมื่อเพ่งดูด้วยตาทิพย์ ก็จะเห็นท่านมีกายทิพย์เป็นพระโพธิสัตว์ เมื่อละสังขารย่อมจุติที่สวรรค์ชั้นดุสิต หรือสุขาวดีโลกธาตุ มีรัศมีสีขาวรอบประกายสีต่างๆ สีใดสีหนึ่ง หรือมีประกายเป็นรุ้งเจ็ดสี ในกรณีที่พระโพธิสัตว์สำเร็จธรรมขั้นสูงขึ้นไป (สำเร็จซกเชน) นี่คือ อรหันตโพธิสัตว์

ถาม : ขอให้อธิบายคำว่า “พุทธะ” หน่อย?

ตอบ :

พุทธะ ในหนังสือทั่วไป จะแปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน แต่ในที่นี้จะเพิ่มเนื้อความที่ขาดหายไป คือ ผู้รู้ได้ด้วยตนเอง ผู้ตื่นได้ด้วยตนเอง ผู้หลุดพ้นทุกข์ได้ด้วยตนเอง ถ้าไม่ได้ด้วยตนเอง คือ มีผู้อื่นช่วยแนะนำ ในช่วงเวลาที่กำลังบรรลุธรรมนั้น ไม่จัดเป็น “พุทธะ” 

ถาม : ขอให้อธิบายคำว่า “พุทธศาสนา” หน่อย?

ตอบ :

พุทธศาสนา มาจากคำว่า “ศาสนา” แปลว่า หมู่คณะของคนที่รวมกันด้วยความเชื่อใดๆ ที่มีจุดมุ่งหมายไปเพื่อความสุขใจ อันไม่จำเป็นต้องมีเหตุปัจจัยทางโลกมาเป็นเงื่อนไข และคำว่า “พุทธะ” ตามที่ได้แปลข้างต้น พุทธะ ศาสนา จึงเป็นศาสนาแห่งพุทธะ คือ มีผู้รู้แจ้งได้ด้วยตนเองมากมาย ในฝ่ายมหายานมีคำว่า “หมื่นพุทธะ” อธิบายถึงพุทธะที่มีอยู่มากมายดั่งเม็ดทรายในมหานที ส่วน “อรหันตสาวก” นั้น ยังไม่นับเป็นพุทธะ

ธรรมปฏิเวธ ถามตอบ เรื่อง จิตวิญญาณที่ออกนอกระบบ

ถาม : เมื่อตายแล้ว ทุกจิตวิญญาณไปภพภูมิที่ชอบที่ควรทั้งหมดไหม?

ตอบ :

ประมาณ ๘๐% จะได้รับการจัดการที่ดีจากเทพเทวดา ไปยังภพภูมิที่ถูกที่ควร เช่น คนดีไปได้สวรรค์, คนไม่ดีก็ตกนรก อันนี้ พื้นๆ นะ แต่อีก ๒๐% อาจไม่ได้ไปยังภพภูมิที่ถูกที่ควร แปลว่าไม่ใช่ทุกคนนะครับที่จะได้เข้าสู่ระบบการจัดการของเทพเทวดา จิตวิญญาณจำนวนมาก ที่ออกนอกระบบนี้ และต้องรอเวลาเวียนว่ายตายเกิด กว่าจะได้มีโอกาสเป็นคนนี้นานมากและยากมากๆ อย่างคนไทย ๖๐ ล้านคน อาจมีประมาณ ๑๒ ล้านคน ที่ตกเป็นจิตวิญญาณนอกระบบ เช่น สัมภเวสี อันนี้ ไม่ใช่สัตว์ในภพภูมิที่ถูกต้อง เหมือนคนที่เร่ร่อนหรือเข้าเมืองผิดกฎหมายนั่นแหละ ในแต่ละยุคสมัย จะมีจิตวิญญาณตกค้างอยู่ในภพภูมิที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือ โลก อยู่เสมอ พอสะสมมากๆ เข้า ก็ต้องมีการกวาดล้างกันทีหนึ่ง ก่อนจะกวาดล้างนั้น จะมีพวกปีศาจที่มีฤทธิ์มาก ออกมากวาดต้อนเอาจิตวิญญาณเหล่านี้ไปเป็นพรรคพวก เป็นบริวาร เป็นกองทัพของตนก่อน ซึ่งก็จะตรงกับโลกมนุษย์ที่มีการรวมกลุ่ม รวมกอง เป็นกองทัพ กองกำลัง ม็อบ ฯลฯ พอดี จากนั้น พวกนี้ ก็จะตายในการรบกับทัพสวรรค์ และพอตายแล้วก็จะไปยังภพภูมิใหม่ที่ควรได้ต่อไป ช่วงนี้ คือ ช่วงกวาดล้าง เกิดภัยพิบัติมากมายบนโลกมนุษย์ จิตวิญญาณที่ตกค้างอยู่ก็ต้องตายใหม่ เพื่อไปยังภพภูมิที่ถูกต้องต่อไป ก่อนนั้น จะมีพระโพธิสัตว์ลงมาโปรดก่อน กวาดไปเพื่อความหลุดพ้น พวกไหนที่ได้เจอก็รอด ได้ไปสวรรค์ พวกไหนที่ไม่พบเจอ ก็รอเวลาถูกปีศาจร้ายกวาดต้อนไปเข้ากองทัพ (พวกซาตาน) แล้วก็ต้องตายใหม่อีกรอบจำนวนมาก ถ้าไม่อาศัยกำลังปีศาจเหล่านี้กวาดต้อนจิตวิญญาณจำนวนมากมายเป็นกองทัพ ก็จะไม่มีใครมีเวลาว่างมาทำกิจตรงนี้ เพราะเทพเทวดาก็มีกิจของตนมากอยู่แล้ว พวกนอกระบบก็เลยต้องอาศัยวิธีจัดการแบบนี้ จิตวิญญาณเกือบทั้งหมดที่เข้าร่วมทัพปีศาจ (ทัพซาตาน) ตายแล้วจะจุติลงนรกหมดเลย ดังนั้น ไม่ใช่ของดีนะ ที่หนีออกนอกระบบการจัดการของนรกได้ มันไม่ได้พ้นนรกจริงๆ แค่ไปเสวยกรรมเป็นสัมภเวสีก่อนค่อยลงนรก ไม่เที่ยง โชคดี ทำตัวดี ได้เจอพระโพธิสัตว์ โชคร้าย ทำตัวไม่ดี ก็เจอซาตานดังกล่าว     

ถาม : จิตวิญญาณที่ออกนอกระบบการจัดการจะทำอย่างไร?

ตอบ :

อาศัยผู้มีธรรม, มีบุญบารมี หรือมีกรรมเกี่ยวพันกับตน เพื่อจะได้หลุดพ้นจากภาวะนั้นๆ เข้าสู่ระบบที่ถูกต้องจ๊ะ เช่น นางนาคได้อาศัยหลวงพ่อโต นี่คือ อาศัยผู้มีธรรมจึงเข้าสู่ระบบปกติได้ อีกแบบคือ อาศัยลูกหนี้เวรหนี้กรรมของตน ตนเป็นเจ้ากรรมนายเวรก็เข้าทวงหนี้กรรมได้ เช่น เข้าแทรกในกายสังขาร เพื่ออาศัยทำคุณงามความดี หรือแย่งชิงเอาร่างกายเขาไป หวังจะได้หลุดพ้นจากภาวะนั้นๆ ซึ่งก็ไม่ค่อยรอด อย่างพวกปอบและกระสือนี่ ทำแบบนี้ คือ อาศัยอยู่กับคนจากคนรุ่นหนึ่งไปอีกรุ่นหนึ่ง แถมมีวิวัฒนาการสูงตามคนแต่ละรุ่นไปด้วย เช่น คนรุ่นเก่าจับได้ว่าใครมีปอบก็จัดการ ปอบรุ่นใหม่ ก็ปรับตัว ไม่ให้คนรู้ว่าตนแฝงอยู่ในกาย ทำให้คนเชื่อถือหรือยอมรับ หรือเข้าไปอาศัยผู้มีฤทธิ์ ผู้มีอำนาจในการปกป้องพวกพ้องตนเอง คนพวกนี้ จะมีพฤติกรรมละโมบโลภมาก ผิดปกติ ไม่สนใจว่านี่คือ ผ้าเหลือง ไม่ควรไปเกาะกินกับผ้าเหลืองนะ แล้วอาศัยบารมีหรือฤทธิ์ของผู้ห่มผ้าเหลืองนั้นคอยปกป้องตนเองและพรรคพวก มันเยอะมากๆ เลยแหละ เป็นฝูงเบ่อเร่อ แทรกอยู่ในกายคนจำนวนมาก ก็อย่างที่บอกนะ ไม่น้อยกว่า ๑๒ ล้านคน จะตกเป็นจิตวิญญาณนอกระบบ และจิตวิญญาณพวกนี้เขาจะไปไหนละ ก็สะสมกองรวมอยู่บนโลกมนุษย์เรานี่ละ แล้วรอเวลาเข้าแทรกกายสังขารมนุษย์เพื่อเอาตัวรอด ทำให้มนุษย์มีพฤติกรรมที่ไม่ควรมี และมีฤทธิ์มาก ใครว่าไม่ได้เลย แตะไม่ได้เลย ปกติแล้วเทพเทวดาจะไม่ดูแลพวกนอกระบบนี้ จะมีแต่พระโพธิสัตว์ที่จะมีบารมีช่วยได้ เช่น พระกษิติครรภ์ ก็ทรงไปช่วยที่ภาคอีสานบ่อยๆ นะ แต่ว่าไม่ไหว มากเกินไป อีสานก็เลยยังเหมือนเดิม 

ถาม : เพราะเหตุใด จิตวิญญาณจึงออกนอกระบบได้?

ตอบ :

เกิดได้จากหลายสาเหตุ ดังจะอธิบายเป็นเบื้องต้นดังต่อไปนี้ 

๑)   จิตวิญญาณที่มีฤทธิ์มาก 

คนเรามีกิเลสกันเป็นส่วนใหญ่อยู่แล้ว แต่พอบวกฤทธิ์มากไปด้วย ก็ทำให้ออกนอกระบบการจัดการได้ เช่น พวกหมอผี, คนทรง, พราหมณ์มิจฉาทิฐิ ฯลฯ พวกนี้ พอตาย ยมทูตจะแปลงกายมาไม่ให้เหมือนยมทูต ให้เหมือนคนธรรมดามาหา เพื่อเรียกดวงวิญญาณไป แต่พวกนี้ มันรู้ทัน ดันรู้ได้ว่าเป็นยมทูตแปลงกายมา ก็หนีได้ หรือบางคนจิตแรงมาก ส่งจิตตนเองไปยังที่ที่ตนคำนึงถึงก่อนตาย เช่น บ้านเก่า, ที่ทำงาน ฯลฯ บางพวกก็หนีได้เพราะอาศัยฤทธิ์ที่ยังไม่หมดสิ้นของตน อย่างนี้ ยมทูตซึ่งมีฤทธิ์ไม่มากเท่า ก็เอาไม่อยู่

๒)   จิตวิญญาณหลงทางเอง 

จิตวิญญาณสามารถหลงทางออกนอกระบบไปได้ ทำให้ยมทูตไม่สามารถนำตัวไปสู่นรกหรือระบบการจัดการที่ถูกต้องได้ จิตวิญญาณคนบางคนตายแล้ว จุติไปไกลถึงจักรวาลนอกโลกเลย พวกที่หลงมากๆ กำลังจิตสูงมากๆ คิดไปไกลเกิน นี่ก็ไปได้ กลายเป็นจิตวิญญาณหลงทางอยู่กลางจักรวาล ไม่รู้ภพภูมิอะไร กลับก็กลับไม่ได้ ไปไม่ถูก หลงอยู่อย่างนั้น เพราะไม่มีใครนำทางให้ ปกติ จิตวิญญาณมนุษย์จะมีผู้นำทางให้เสมอ มีสองแบบคือ ยมทูตและเทวทูต ถ้าไปนรกก็เจอยมทูต ที่มักแปลงกายมาไม่ให้เรารู้ตัว ถ้าไปสวรรค์ก็เจอเทวทูต มักมาตอนที่เราเพลินๆ เผลอๆ กำลังมีความสุขอยู่ ดันตายไม่ทันรู้ตัวตอนนั้น ก็เหมือนเพลินไปสวรรค์ไปเลย ถ้าไม่มีทูตทั้งสองแบบนี้มา แล้วไม่นิพพานด้วย ก็อาจกลายเป็นจิตวิญญาณนอกระบบ ที่เราต้องมาทำพิธีนำทางกันสารพัดแบบนั่นแหละ 

๓)   จิตวิญญาณจุติก่อนอายุขัย 

พวกนี้ ไม่มีชื่อปรากฏในบัญชีของทั้งยมทูตและเทวทูต ดังนั้น จึงไม่มีผู้มารับเลย เพราะตายผิดเวลา ตายก่อนเวลา มักตายด้วย “อุบัติเหตุ” คือ ตายแบบไม่คาดคิด จิตวิญาณบางดวง ตายก่อนอายุขัยแล้วแต่ยังเหลือบุญได้เป็นมนุษย์ต่อ ก็หาทางจนกลับมาเกิดใหม่ได้ ทำให้ระลึกชาติได้ก็มี คนที่ระลึกชาติได้ส่วนใหญ่ ถ้าระลึกได้เองโดยไม่ได้ฝึกจิต มักได้ตอนอายุไม่มาก คือช่วง ๖ ถึง ๑๒ ขวบ เกินกว่านี้ก็จะเลือนหายไปเอง พวกนี้ มักตายโดยไม่ทันหมดอายุขัยจากชาติเก่า อาศัยผลบุญที่ยังไม่หมดนั้น มาได้พบท้องแม่เกิดได้ แต่ไม่ใช่จิตวิญญาณทุกดวงที่จะโชคดีอย่างนี้ ส่วนใหญ่ก็เร่ร่อนและหลงทาง ส่วนจิตวิญญาณที่เข้าระบบ จะมีการล้างความจำเก่าออกไป ทำให้ระลึกชาติไม่ค่อยได้

๔)   วิบากกรรมบางประการ 

เช่น เมื่อตายแล้ว ถูกผู้มีฤทธิ์ผูกมัดจิตวิญญาณ, ตอกตรึงจิตวิญญาณไว้ เป็นต้น ทำให้ยมทูตไม่สามารถมาหาเจอได้ หรือตามหาจิตวิญญาณดวงนั้นๆ ไม่เจอ พวกนี้ มีไม่น้อยนะ บางทีจะมีปีศาจชนิดหนึ่ง ที่คอยดักเอาจิตวิญญาณไปเป็นบริวารของตน พอคนตาย เช่น ที่สามแพร่ง คนได้รับอุบัติเหตุตายก่อนหมดอายุขัย ก็ไม่มีรายชื่อปรากฏในบัญชีของยมทูตๆ ไม่รู้ว่าเขาถึงวาระตายแล้ว ปีศาจที่มีฤทธิ์มากที่ทางสามแพร่ง ก็ดักเอาชีวิต ทำให้ได้รับอุบัติเหตุตาย แล้วจับวิญญาณไปเป็นทาส เป็นบริวารของตนไปเลย ปีศาจพวกนี้ ไม่ได้มีฤทธิ์มากที่สุดหรอกนะ แต่พอทำให้คนที่มีกรรมพอควรตายได้ มันจึงต้องอาศัยบริวารมากๆ พอมีบริวารมากถึงจุดหนึ่งแล้ว ก็จะเอาไปทำกิจสนองสิ่งที่ตนต้องการ เช่น ไปหา ไปจอง ไปครอง ไปยึด ที่อยู่อาศัยใหม่ๆ จากทางสามแพร่งเล็กๆ มันก็พากันไปหาที่ใหม่ เช่น พอมีคณะคนทำบุญที่ปฏิบัติผิดทาง ผ่านสามแพร่ง มันก็เข้าแทรกในกาย แล้วดลจิตดลใจให้ไปสร้างวัด ยึดครองพื้นที่ใหม่ๆ ขับไล่ผีเก่าๆ ที่อาศัยอยู่ที่เดิมออกไป แบบนี้ มีมากๆ เลย ไม่น้อย พระพุทธเจ้าท่านถึงพยายามห้ามไม่ให้พระสร้างวัด ท่านยกให้เป็นกิจของอุบาสก อุบาสีกา ที่ศรัทธาในพระพุทธศาสนาจะสร้างให้ก็ทำได้

ถาม : จิตวิญญาณที่ออกนอกระบบจะมีวิถีดำเนินไปอย่างไร?

ตอบ :

หลากหลายมากตามเวรกรรม ดังจะจำแนกให้ดูนะ 

๑)   ไปเป็นผีที่กลับสู่ภพภูมิที่ถูกต้องได้ 

ชื่อของผู้ตายจะปรากฏในบัญชีของสวรรค์หรือนรก ในระยะนี้ จะมีเทวทูตหรือยมทูตมาตามตัวเป็นระยะ จะไม่ได้มาตามทุกวัน เพราะคนตายมีมาก ไม่มีเทวดาที่ไหนจะว่างมาตามได้ทุกวัน หรือรออยู่ตลอดเวลาได้ ดังนั้น เทวดาที่มารับผีนี้ จะมาทุกๆ ๗ วัน พอถึงวันที่ ๗ ผีจะทรมานเหมือนตายอีกรอบ ก็จะมีผู้มารับผีไป จนครบ ๗ รอบ รวม ๔๙ วัน 

๒)   ไปเป็นผีที่หากินเองเรื่อยไป 

หลังจาก ๔๙ วันแล้ว จะเป็นสัมภเวสีที่เร่ร่อน ไม่มีพรรคพวกในโลกทิพย์ ก็ต้องเร่ร่อนไปเรื่อยๆ หาที่สุดไม่ได้ ไม่มีที่พักอาศัย ไม่มีใครเลี้ยงดู ไปที่ไหนก็มีแต่ผีด้วยกันขับไล่ จนไม่มีทางไปไหนได้อีก ต้องเร่ร่อนไปเรื่อยๆ เป็นสัมภเวสีอยู่อย่างนั้นเอง เหมือนคนเร่ร่อนฉะนั้น แบบนี้ ผู้เขียนเคยเป็นพักหนึ่ง หลังอธิษฐานถวายบุญค้ำพระศาสนาไปหมดแล้ว   

๓)   ไปเป็นบริวารของซาตาน 

เริ่มจากสัมภเวสีที่เร่ร่อน ไม่มีพรรคพวกในโลกทิพย์ ในที่สุด ก็ถูกพวกที่มีฤทธิ์มากกว่าช่วงใช้หรือผูกมัดให้ไปเป็นบริวารเขา ซึ่งในโลกทิพย์นี้มีมากมาย ที่น่ากลัวคือ ซาตาน พวกนี้ จะหลบอยู่ในนรกมืด เทพสวรรค์ลงไปจับตัวไม่ได้ หาไม่เจอ หายาก ก็เลยหาที่ซ่องสุมกำลัง เอาวิญญาณมากมายมาสะสมเป็นกองทัพ เพื่อรอวันบุกขึ้นกลับสู่สวรรค์

๔)   ไปเป็นผีที่เขาเลี้ยงไว้ใช้งาน 

เริ่มจากสัมภเวสีที่เร่ร่อน ไม่มีพรรคพวกในโลกทิพย์ ในที่สุด ก็ถูกผู้มีฤทธิ์ผูกมัด ช่วงใช้ ซึ่งในกรณีนี้จะเป็นมนุษย์ที่มีฤทธิ์จับไว้ใช้งาน เช่น พวกหมอผี, พราหมณ์, พระสงฆ์ที่ฝึกไสยศาสตร์ มีเวทย์มนต์คาถา เรียกผีมาได้ ปลุกเสกผีได้ (ปลุกเสกของให้ผีมาอยู่ในของที่เสก) ซึ่งเขาจะเลี้ยงดูในระดับหนึ่ง แต่ต้องทำงานให้เขา ไม่ว่าจะดีหรือชั่วก็ต้องทำ 

๕)   ไปเป็นบริวารเทวดาชั้นที่หนึ่ง 

เริ่มจากสัมภเวสีที่เร่ร่อน ไม่มีพรรคพวกในโลกทิพย์ ในที่สุด ก็ได้รับความเมตตาจากผีที่พอมีบุญบารมีมากหน่อย ที่พอจะเลี้ยงดู หรือให้ที่อาศัยพักพิงได้ จึงอาศัยท่านผู้นั้นเป็นบริวารเขาไป เช่น อาศัยผีปู่โสมเฝ้าทรัพย์ตามถ้ำต่างๆ, อาศัยผีปู่ฤษีในป่าเขาต่างๆ ถ้าโชคดี เขาสอนให้สร้างบุญบารมี ก็หลุดพ้นไปภพอื่นได้เร็ว แบบนี้ ผู้เขียนก็เคยเป็นมา 

๖)   ไปเป็นเจ้าที่แห่งใดแห่งหนึ่ง 

เริ่มจากสัมภเวสีที่เร่ร่อน จับผลัดจับผลูได้อาศัยตำแหน่งที่ว่างลงบนโลกมนุษย์ด้วยเหตุต่างๆ เช่น พระภูมิองค์ก่อนไปจุติที่ดีแล้ว ยังไม่มีพระภูมิมาประจำ จังหวะนั้นเอง ก็เข้าแทรกแทน ตั้งตนเป็น “เจ้าที่” แทนพระภูมิไป หรืออาจได้เข้าแทนที่เจ้าที่ตนเก่า ที่ได้ไปผุดไปเกิดยังภพภูมิอื่นแล้ว มีที่ว่างซึ่งก็ดีกว่าเร่ร่อนเป็นสัมภเวสี จึงยกตนเป็นเจ้าที่

๗) ไปเป็นปีศาจที่มีบริวาร 

เริ่มจากสัมภเวสีที่เร่ร่อน อาจได้อาศัยเล่ห์เหลี่ยมบางอย่าง หรืออิทธิฤทธิ์ที่พอมีอยู่บ้าง ทำให้คนหรือสัตว์ตายลงในที่ของตน จิตวิญญาณเมื่อตายลงก็ถูกผีพวกนี้ ผูกมัดช่วงใช้ไว้เป็นบริวาร คล้ายๆ ในวรรณคดีโบราณที่คนจีนโบราณแต่งไว้ ที่เขาเอามาทำเป็นหนังเรื่อง “โปเยโปโลเย” เลย พวกนี้ เรามักพบบ่อยๆ แถวทางสามแพร่งหรือที่คนตายบ่อยๆ

ถาม : มีวิธีโปรดจิตวิญญาณที่ออกนอกระบบนี้อย่างไรบ้าง?

ตอบ :

มีหลายวิธีนะ แต่โปรดได้เฉพาะที่ไม่หลงตัวเองมากไป พวกผีเจ้าที่โปรดยากแล้ว ดังนี้

๑)   ที่อยู่อาศัย 

เราจัดหาให้เขาได้หลายวิธี เช่น เอากายสังขารของเรา ยกให้เขาอาศัยก็ได้ แบบนี้ ต้องระวังหน่อย เพราะเท่ากับให้เขาสิงร่าง ทำให้เราเป็นคนวิปริต หรือบ้าได้เลย ถ้าไม่ไหวก็อย่าทำ รองลงไป ก็สร้างที่อยู่ให้เขา เช่น ศาล, พระภูมิ ฯลฯ มากกว่านั้น ก็ยกบ้านเรานี่ละ ให้เป็นที่ปฏิบัติธรรม ที่พักอาศัยของจิตวิญญาณไปเสียเลย แบบนี้ ก็ยากขึ้นไปอีกขั้น เพราะเวลาผีมาที่บ้านเยอะๆ กลางคืนหมาหอนทุกคืน (เหมือนบ้านผู้เขียนละ) คนในบ้านก็แปลกๆ นิสัยใจคอ ผีเข้าผีออกกันทั้งวัน ก็ต้องอดทน และมีวิธีปกป้องคนในบ้านด้วย 

๒)   อาหาร 

เราจัดอาหารให้เขาเหมือนกับพิธีบูชาเทวดานั่นแหละ พยายามอย่าให้อาหารที่ทำให้จิตเสื่อม เช่น สุรา, เนื้อสัตว์ ฯลฯ ให้แต่ผลไม้, น้ำผลไม้, น้ำ, นม ก็พอแล้ว แค่พอหายหิว พวกจิตวิญญาณเร่ร่อนนี้ กินอาหารไม่ละเอียดมากนัก ไม่ต้องเอาอาหารทิพย์มาให้ก็ได้ เอาอาหารที่เรากินนี่ละ มายกขึ้นถวายไว้ อธิษฐานว่าขอถวายอาหารนี้ให้แก่เทวดาฝ่ายสัมมาทิฐิทั้งหลายที่แวะมาเยี่ยมเยียนหรืออยู่ดูแลในวันนี้ อันนี้ กันไม่ให้พวกมิจฉาทิฐิเข้ามา แบบนี้ บ้านเราก็เปิดรับผีจรที่แวะมาเยี่ยมในระดับหนึ่ง ให้สังเกตดูนะ ในชีวิตจริงของเราจะมีคนตกทุกข์ได้ยากมาหาเรา ให้เราช่วยเหลือด้วย ก็ช่วยเขาไว้ นี่เป็นบารมีที่จะทำให้จิตวิญญาณของเรา ทำแบบนี้กับภูตผีหรือจิตวิญญาณที่แวะเวียนมาที่เรามองไม่เห็นด้วย นานเข้า ก็จะมีบริวารเป็นภูตผีเทวดายั้วเยี้ยะไม่รู้ตัว เพราะตาเรามองไม่เห็นไง   

๓)   อาชีพ 

เราจัดให้เขามีอาชีพซึ่งก็คือให้เขาได้ทำกิจต่างๆ บำเพ็ญบารมีช่วยเราในแบบต่างๆ เช่น ถ้าบ้านเราทำอาชีพอะไร เราก็ชวนคนที่เขาตกยากมาพึ่งเราทำงานกับเรา สอนให้เขาทำ ให้อาชีพการงานเขา ทำแบบนี้กับคนด้วยกันในชีวิตจริง จิตวิญญาณของเราก็จะมีบารมี เมื่อภูตผีวิญญาณเข้ามาโดยตาเรามองไม่เห็น จิตวิญญาณภายในของเราที่มีบารมีแล้ว ก็จะทำงานเองไปโดยอัตโนมัติ แปลว่า ให้เราช่วยเหลือคนที่ตาเนื้อเรามองเห็นนี่ละ แล้วจิตวิญญาณของเราจะทำงานช่วยภูตผีที่มาขออาศัยเรานี้เอง เรื่องจิตวิญญาณนี้ มันเป็นเรื่องธรรมะ, ธรรมชาติ และเป็นไปโดยอัตโนมัติ ถ้าเราฝึกตัวเราอย่างไร จิตวิญญาณมันก็จะเป็นอย่างนั้น จิตวิญญาณมันจะทำงานไปโดยอัตโนมัติ เราไม่ต้องเปิดหูทิพย์ตาทิพย์เพื่อนั่งหลับตาทำงานช่วยผีหรอก เราทำกิจในฐานะคนที่มีแต่ตาเนื้อ มองเห็นคนด้วยกัน ช่วยคนด้วยกันที่เห็นกันนี่แหละ แล้วบารมีตรงนี้ มันลงไปอยู่ในจิตวิญญาณของเราเอง   

๔)   ธรรม 

เราจัดให้เขาได้รับธรรมด้วยคือได้รับการสั่งสอนหรืออบรมจากเรา ที่บ้านผู้เขียนเมื่อก่อนพ่อกับแม่จะต้อยต่ำมากๆ มีแต่คนดูถูกดูแคลนเพราะความยากจน เมื่อผู้เขียนปฏิบัติธรรมแล้วได้เอาธรรมไปโปรดพ่อและแม่ เมื่อรวมเวลาถึงตอนนี้ได้ ๓ ปีแล้ว เดี๋ยวนี้ แม้เราจะยากจน แต่เราก็ยังอุตสาห์ช่วยคนอื่นๆ ได้ เวลากลางวันถึงเย็น พ่อจะกินเหล้ากับพรรคพวกที่เมื่อก่อนไม่เคยมีเลย แกก็จะคุยและสอนในแบบของคนที่มีกิเลสคุยกัน ได้ระดับหนึ่งนะ ไม่ใช่ได้หลุดพ้นอะไรมากหรอก เริ่มจากเป็นอสูรร้ายมา ก็ระบายความเครียดในวงเหล้ากัน แล้วความรุนแรงหรือพฤติกรรมร้ายๆ ก็ค่อยๆ เบาลง อยู่ในระดับที่คุมได้ ซึ่งเมื่อก่อนไม่มีแบบนี้ ส่วนแม่ ก็จะช่วยคนที่ดีหน่อย แต่ไม่ได้บริสุทธิ์ผุดผ่องนะ มีเสียบ้าง ช่วยเขาสอนเขา ได้ในระดับหนึ่ง ผู้เขียนมีโอกาสช่วยคนและถ่ายทอดธรรมน้อย ปกติก็ปีละคน แต่จะถ่ายทอดยาวนาน ดูแลนาน จนกว่าจะเห็นว่าพึ่งตนเองได้แล้ว อะไรมากวนก็แก้ไขได้เองแล้ว ก็จะค่อยๆ ถอนตัวออกให้เขาพึ่งตนเอง ไม่พัวพันยึดติดตัวเราต่อไป นี่คน ส่วนผีก็ตั้งจิตโปรดเขาไว้ ตั้งโต๊ะบูชาแล้วอธิษฐานเดี๋ยวจิตวิญญาณมันก็ทำเอง 

ถาม : แล้วจิตวิญญาณที่ออกนอกระบบนี้ รบกวนมนุษย์บ้างไหม อย่างไร?

ตอบ :

รบกวนมนุษย์มากเลย มีอิทธิพลต่อมนุษย์มากเลย เพราะมนุษย์ไม่มีศีลป้องกันตัว มันเลยเข้าแทรกร่างกายได้ง่ายมากๆ อย่างศีล ๕ ข้อนี้ ถ้าผิดข้อไหนซ้ำๆ ผีชนิดที่ผิดแบบเดียวกับเรามันก็เข้าแทรกได้เลย เช่น คนที่ติดเหล้า ผีอสูรจะแทรกประจำ ตัวหนึ่งพ้นไป ก็มาอีกตัวหนึ่ง ไปเรื่อยๆ ไม่จบสิ้นหรอก จนกว่าจะถือศีล ๕ ข้อได้ครบ นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะ การไม่มีศีล ๕ นี่ เราคิดว่าเออ ไม่เป็นไรหรอก เราไม่ใช่พวกชอบเข้าวัดเข้าวา เราเป็นคนส่วนใหญ่มีกิเลส ก็ผิดไป ไมได้ถือ ที่ไหนได้ ผีเดี๋ยวนี้มันชุมมากพอๆ กับยุง มันรอเข้าแทรกกายมนุษย์เต็มไปหมด ถ้าฆราวาสไม่ได้บวช มีศีล ๕ ครบ มันเข้าแทรกไมได้เลย ต้องรอให้ศีลเราบกพร่องก่อน ศีลศีลก่อน แล้วถึงจะมีช่องโหว่ให้แทรกเข้าได้ คนที่เคร่งๆ ศีลหน่อยนี่ ผีชั้นล่างแทรกไม่ได้เลย แต่ถ้าไปเคร่ง ไปบังคับคนอื่นด้วย ก็เจอผีชั้นบนมาแทรกแทน คือ ผีมาร จะแทรกเข้าเอา ตอนนี้ อย่าพูดเลยว่าไม่ถูกแทรกนะ โดนกันทั้งนั้น ศีลขาดหลุดลุ่ย ศีลห้ายังไม่มีเลย พวกผีมันถึงได้เฮ ออกมาจากภพภูมิไหนบ้างไม่รู้ เยอะแยะมาก อย่ามีตาทิพย์น่ะดีแล้ว เดี๋ยวหัวโกร๋นเอา เมื่อก่อนมีเณรรูปหนึ่งมาฝึกกับผม ตาทิพย์แกเปิด ก็ไปเห็นผีเปรตเข้า ทำอะไรไมได้เลย กลัวตลอด ไม่กล้าไปตรงที่มีผีเปรตเลย หลังๆ ตาในก็ค่อยๆ ปิดไป เลยเข้าสู่ชีวิตคนปกติกะเขาบ้าง

นี่มันยั้วเยี้ยะ พวกผีที่ไม่น่าเกลียด กายทิพย์ไม่น่ากลัวหน่อย คนที่เปิดตาทิพย์ก็ไม่ค่อยตกใจ แต่พวกผีนรก, ผีเปรตนี่ น่าเกลียดน่ากลัวอยู่นะ แต่ไม่ค่อยมีฤทธิ์อะไรหรอก สู้เราไม่ได้หรอก แต่พอคนเห็นเข้าก็กลัวกันแค่นั้นแหละ มีบ้างที่ปราบยากหน่อย คือ พวกตัวพญา มีบริวารเยอะ อย่างพญาเปรต มีฝูงผีเปรตเยอะมากๆ บางทีนะ ยกหมู่บ้านเลย มาอยู่ในกายสังขารของคน คือ เป็นกระสือ, ปอบ, เปรต กันเกือบยกตำบลเลยก็มีแถวอีสานนะ ผมไปมา เมื่อก่อนไม่เยอะขนาดนี้ แต่หลังๆ คนมีศีลธรรมน้อยลง ถือศีลแต่ปาก ไม่มีความจริงใจ ไม่ทำจริง ศรัทธาแต่หลงงมงาย ไม่ปฏิบัติธรรมให้ได้มรรคได้ผล เลยเป็นคนละโมบโลภมาก หากินกับพระ กับผ้าเหลือง กันที เป็นฝูงๆ มันใช้คนหมู่มากนี่ละมารุมเรา เราเลยเอามันไม่ไหว ไม่ใช่ว่าฤทธิ์มันเยอะนะ แต่มันมีพวกเยอะเป็นฝูงใหญ่มากๆ ที่ไปทางเหนือมา ก็เจอผีอสูร โกงกิน, ค้ายาบ้า, ขนยาบ้า ฯลฯ เต็มไปหมด เยอะแยะเลย ผีเสื่อมๆ ผีร้ายๆ ทั้งนั้น ตอนนี้ เต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด เพราะคนไม่มีศีล มันถึงได้เข้าร่างเอาได้ คนไม่รู้ตัวหรอกว่าตนเองมีอะไรแทรกอยู่บ้างนะ ไอ้ที่เราเห็นในหนัง ที่มีผีสิง แล้วออกอาการนะ มันน้อยมากๆ ที่แนบเนียนนี่เยอะมากๆ เพราะอะไร เพราะคนไม่ใสซื่อ คนชอบแอบซ่อน, ต่อหน้าอย่างลับหลังอย่าง, มีลับลมคมใน, มีเล่ห์เหลี่ยมแนบเนียน นี่ ผีพวกนี้มันถึงได้มาอยู่ด้วยเอา ดูเอาเถิด ทำไมบ้านเมืองเราถึงได้เป็นแบบนี้ ไม่สงสัยกันบ้างหรือว่าคนเราที่เป็นมนุษย์ปกติ เต็มตัวนี่ เขาทำแบบนี้กันไหม ไม่หรอกนะ มนุษย์น่ะ เขาไม่ทำอะไรที่เกินหรือหย่อนกว่าความเป็นมนุษย์ เรามีความเป็นมนุษย์เหลือกันเท่าไรละ ศีลเราพร่องมากขนาดนี้ มนุษย์ปกติก็มีศีลห้ากันนะ พอพร่องจากศีลห้าปั้บ ความเป็นมนุษย์ก็ลดลง ผีห่าซาตานอะไรไม่รู้ ก็แทรกเข้ามาทั้งนั้นแหละ ไม่ว่าจะเป็นคนระดับไหน 

คำว่าศีลห้านั้น ทำให้คนเป็นมนุษย์ปกติ ไม่พร่องไปจากความเป็นมนุษย์ ถ้าขาดกันมาก ก็จะถูกผีชั้นต่ำแทรกเข้าเอาได้ คำว่าศีลแปด นั้นทำให้คนผู้นั้นเป็นอุบาสก อุบาสีกา ในพระพุทธศาสนาที่สามารถฝึกจิตได้ โดยจิตวิญญาณหรือผีต่างๆ รบกวนได้ยาก ถ้าถือได้ ก็เอากรรมฐานไปฝึกได้ผลจ๊ะ แต่ถ้าศีลแปดพร่องปั้บ ผีสารพัดชนิดมันจะกวนตอนเราทำกรรมฐาน ทำให้จิตหม่นหมองบ้าง, มีนิวรณ์เยอะบ้าง, คิดไร้สาระมากบ้าง ฯลฯ นี่เรียกว่าศีลแปดเป็นศีลสำหรับผู้ฝึกจิต ส่วนผู้ถือบวชก็นับตั้งแต่ศีลสิบ คือ มีแค่ศีลสิบก็นับว่าเป็นพระได้เต็มตัวแล้ว คนเหนือ ถึงเรียกเณรว่า “พระ” เรียกพระว่า “ตุ๊” เพราะแค่ศีลสิบของเณรก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์ได้แล้วละ แต่เมื่อเณรสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว เขาก็จะมีศีล ครบ ๒๒๗ ข้อเองเพราะศีล ๒๒๗ ข้อเป็นศีลของพระอรหันต์ที่เขามีกันเป็นปกติจ้า

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น