ธรรมปฏิเวธ ถามตอบ เรื่อง พุทธศาสนาแบบไม่มีลัทธิและนิกาย

ธรรมปฏิเวธ ถามตอบ เรื่อง พุทธศาสนาแบบไม่มีลัทธิและนิกาย

ธรรมปฏิเวธ ถามตอบ เรื่อง พุทธศาสนาแบบไม่มีลัทธิและนิกาย

ถาม : พุทธศาสนาแบบไม่มีลัทธิและนิกายเป็นไฉน?

ตอบ :

คือ พระพุทธศาสนาเถรตรงดั้งเดิมแท้ที่ปฏิบัติเช่นเดียวกันกับพระสาวกในพระธรรมวินัย เหมือนดังที่ครั้งพระพุทธเจ้าสมณโคดมยังอยู่ซึ่งจะมี “พระพุทธเจ้า” เป็นสมมุติเจ้าเพียงองค์เดียว ไม่มีเจ้าองค์ที่สอง จึงไม่มีพระสังฆราช, ไม่มีเจ้าอาวาส, เจ้าคณะ, เจ้าตำบล, เจ้าอำเภอ ฯลฯ นอกจากพระพุทธเจ้าแล้ว สาวกอื่นๆ ล้วนเป็น “สาวก ที่เท่าเทียมกัน” ทั้งสิ้น พระสาวกที่พิเศษกว่ารูปอื่นมีเพียงสามองค์ คือ พระมหากัสสปะ ที่ได้รับผ้าจีวรจากพระพุทธเจ้า, พระอชิตะ ที่ได้รับบาตรจากพระพุทธเจ้า, พระอานนท์ ที่ได้รับพุทธานุญาติให้ผ่อนปรนศีลได้จากพระพุทธเจ้า นอกจากนี้ ไม่มีสิทธิ์พิเศษใดๆ อนึ่ง การได้รับสืบทอดสิ่งสำคัญทั้งสาม คือ จีวร, บาตร, และพุทธานุญาติผ่อนปรนศีล นั้น ทำให้เกิดผู้นำในหมู่สงฆ์ขึ้น แต่ไม่ใช่พระสังฆราช เพราะพระพุทธเจ้าไม่เคยแต่งตั้งตำแหน่งนี้ไว้ ส่วนพระมหากัสสปะ อาศัยจีวรที่ได้รับมาเพื่อยืนยันแก่หมู่สงฆ์ว่าเป็นผู้ดูแลธรรมวินัย จึงสามารถรวบรวมหมู่สงฆ์เป็นปึกแผ่นแล้วทำการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่หนึ่งได้ ในที่นี้ หมู่สงฆ์แบ่งออกเป็นสองแบบอยู่ร่วมกันได้ในธรรมวินัยเดียวคือ แบบที่พร้อมนิพพานในยุคนี้ และแบบที่ปรารถนาพุทธภูมิ ยังไม่เอานิพพานในยุคนี้ เช่น พระอชิตะ เป็นต้น นี่คือแบบที่ไม่มีแบบ ไม่มีรูปแบบกำหนดใดๆ ที่นอกเหนือจากธรรมวินัยเช่น ข้อกำหนดที่ต้องให้ผู้สืบทอดสายธรรมโดยตรงต้องมี “บาตรและจีวร” สืบต่อจากพระอาจารย์ จึงเป็นพระสังฆราชได้ ในสมัยนั้นเอง พระตี้หุย (ปัญญา) และหลวงจีนฟาไห่ก็แย่งชิงกันเพื่อให้ได้ครอบครองบาตรและจีวรนี้ต่อจากท่านเว่ยหลางแต่แล้วท่านฟาไห่ได้ไปแต่กลับไม่ได้บรรลุธรรม (ได้เพราะอภิญญาเหนือกว่าท่านตี้หุย) ในสมัยนั้น มีทหารคนหนึ่ง เมาอาระวาดจนถูกไล่ออก ประชดชีวิตเมาเป็นขอทานไปวันๆ ได้อาศัยธรรมของพระตี้หุย จึงได้สติ และกลับตัวกลับใจได้และมีชายอีกคนหนึ่งซึ่งมีภรรยาเป็นนางพญางูขาว ถูกพระฟาไห่จับไปขังในเจดีย์กักตนเพื่อให้บรรลุธรรม สืบทอดสายธรรมของตนแต่ก็ไม่สำเร็จ ทั้งพระตี้หุยและพระฟาไห่ก็เป็นไม้เดื่อไม้เมา ไม่ยอมกันและกันสืบมา ในที่สุด พระฟาไห่ก็ถูกนางพญางูขาว สอนให้เห็นว่าตนเองยังไม่ได้บรรลุธรรม เกิดความอับอายและหายไป  

อนึ่ง “พุทธะ” นั้นแปลว่า ผู้รู้, ผู้ตื่น, ผู้เบิกบาน ได้ด้วยตนเอง โดยมีสายธรรมสืบทอดมาจากพระพุทธเจ้า จึงไม่ใช่พระปัจเจกพุทธเจ้าที่ตรัสรู้เองโดยไม่มีสายธรรมสืบทอด และขณะจะบรรลุธรรมนั้น จะบรรลุธรรมได้ด้วยตนเอง (ในขณะที่อรหันตสาวก จะไม่สามารถทำได้ จะต้องมีพระพุทธเจ้าบอกจึงบรรลุธรรมได้) เมื่อเผยแพร่ไปประเทศจีนแล้ว ได้ใช้คำศัพท์ว่า “ยูไล” (พุทธะ หรือ 佛) ส่วนคำว่า “พระพุทธเจ้า” นั้น ควรจะต้องใช้ภาษาจีนว่า “หวงผอ” (王佛) คือ คำว่า “หวง” หรือ “หวัง” ในภาษาจีน (王) แปลว่าพระเจ้าหรือราชา เช่น หวงตี้ หรือพระเจ้าแผ่นดิน (ตี้แปลว่าดิน) เป็นปฐมกษัตริย์ของชาวจีนผู้หนึ่ง ดังนั้น คำว่า ยูไล แปลว่าพุทธะ เท่านั้น ถ้าจะใช้เรียกพระพุทธเจ้า ภาษาจีนต้องใช้คำว่า “หวงผอ” (王佛) ในประเทศจีน เพราะความเข้าใจผิดในคำนี้คำเดียว ทำให้พระศาสนาที่แท้หาย ไปครึ่งหนึ่ง คือ ส่วนที่พระพุทธเจ้าสอนถึงนิพพาน ดังนั้น ในประเทศจีนจึงไม่มีการเข้าสู่นิพพานเลย มีแต่มหายานและการปฏิบัติเพื่อพุทธภูมิทั้งสิ้น เพราะเหมาเอาว่าพระยูไลที่ตนได้เห็นด้วยสมาธิจิตนั้น ประทับอยู่ “สุขาวดีสวรรค์” จึงปฏิบัติเพื่อสวรรค์ เพื่อต่อชาติภพ ไม่ได้ปฏิบัติเพื่อละชาติ ดับภพ เอาสุขาวดีเป็นที่หมายปลายทาง และสรุปกันเอาว่าพระยูไลอยู่สุขาวดี รวมทั้งพระพุทธเจ้าสมณโคดมด้วย ดังนั้น ผู้ศรัทธาก็ไปสุขาวดีกันหมด ไม่มีใครนิพพานได้เลย อันนี้ เพราะความเข้าใจผิดในคำนี้ นอกจากนี้ ยังมีนักแปลที่แปลภาษาจีนมาไทย เพื่อรับเอามหายานกลับเข้ามาในประเทศไทย แปลคำว่า “ยูไล” คือ พระพุทธเจ้า ไป ในพระสูตรมีสำคัญที่เกี่ยวข้องกับคำว่า “ยูไล” และ “สุขาวดี” คือ พระสูตรตถาคตอจิณไตยวิมุติธรรมธารณีสูตร และพระสูตรสุขาวดีสูตรที่เทศนาแก่พระสารีบุตร ลองหาอ่านและแปลดู (ผู้เขียนทำไม่ไหว) จะได้ทราบความแตกต่างที่กล่าวถึงนี้     

ถาม : นิกายมหายานเริ่มต้นที่ไหน อย่างไร?

ตอบ :

นิกายมหายานเริ่มครั้งแรกที่ประเทศอินเดีย หลังจากพระพุทธเจ้าดับขันธปรินิพพานแล้ว จากนั้น หมู่สงฆ์แตกแยกกันขึ้น เกิด “ลัทธิอาจาริยวาท” ขึ้นก่อน แต่ลัทธินี้ ไม่มีผู้สำเร็จธรรม แต่อาศัยศิษย์จำนวนมาก สนับสนุนอาจารย์ตนเป็นใหญ่ให้ผ่อนปรนศีลตามใจชอบ ต่อมาจึงมี “พระมหาเทวะ” คิดรวบรวมหมู่สงฆ์ที่แตกแยกนั้น แต่หมู่สงฆ์แบบดั้งเดิมไม่เห็นด้วย เพราะมีการผ่อนปรนศีล ก็ไม่รวมอยู่ในนิกายนั้น ดังนั้น นิกายมหายาน คือ การรวมกันเพื่อความอยู่รอดตามยุคสมัยจึงเริ่มต้นครั้งแรกที่นั่น แล้วไม่นานก็ล่มสลายลงไป

ต่อมานิกายมหายานมาแพร่หลายอีกครั้งในประเทศจีน หลังจากท่าน “ตั๊กม้อ” ซึ่งไม่มีลัทธิและนิกาย ได้เข้าพบพระเจ้าเหลียงบู๊ตี่ที่ทรงศรัทธาในพระพุทธศาสนามาก สร้างวัดเป็นพันวัด แต่ท่านกลับบอกว่าไม่มีประโยชน์อะไรเลย จนถูกขับไล่ออกจากแคว้นเหลียง จากนั้นท่านได้ถ่ายทอดธรรมแบบจิตสู่จิตตามแบบดั้งเดิมนั้น สู่ศิษย์ได้ ๖ รุ่น ทว่าได้เกิด มี “พระเจ้าเฮาบุ้งตี่” ซึ่งศรัทธาท่านมากได้สร้างสำนัก “เส้าหลิน” ขึ้น แต่เพราะท่านมิได้ทำหน้าที่สืบทอดสายธรรมตรง จึงเกิดนิกายขึ้นภายหลังเป็น “มหายาน” และด้วยเพราะวัดเส้าหลินนั้น อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครองของประเทศจีนหลายยุคหลายสมัย จนในที่สุด เข้าสู่ยุคสมัยพระเจ้าเฉียนหลงฮ่องเต้ จึงได้ทำลายวัด ทั้งยังฆ่าพระวัดเส้าหลินไปมากมาย ในที่สุด เส้าหลินก็ล่มสลายลง ดังนั้น วัดเส้าหลินจึงมิได้ก่อตั้งโดยท่านตั๊กม้อเลย เพราะท่านตั๊กม้อเอง ก็จำอยู่ “วัดม้าขาว” ที่มีมาอยู่ก่อนแล้ว

ในประเทศจีนนั้น เส้าหลินเหมือนนิกายที่เกี่ยวข้องกับการเมือง มีการซ่องสุมคนจำนวนมาก ฝึกวิทยายุทธ์เพื่อพร้อมในการก่อการก่อตั้งราชวงศ์ใหม่ ซึ่งช่วยลดการเกิดสงครามได้มาก ทว่า หากจะค้นหาว่าแล้วสำนักใดเล่าที่เปรียบได้ว่าเป็นแหล่งรวมผู้ทรงธรรมที่แท้จริงในประเทศจีน ก็ยังพอค้นพบได้สำนักหนึ่ง คือ สำนักคงท่ง ซึ่งมีรากฐานจากเต๋าแล้วต่อยอดด้วยพุทธ ศิษย์คนสำคัญในสำนักนี้ คือ พระจี้กง ซึ่งเป็นราชครูของพระเจ้าเหลียงบู๊ตี่ (ก่อนท่านตั๊กม้อไปถึง ๓๗ ปี) ผลจากการที่พระเจ้าเหลียงบู๊ตี่นับถือพระจี้กงมาก ทำให้สำนักธรรมจำนวนมาก คิดใช้เป็นช่องทางในการเล่นการเมือง ต่อมา สำนักธรรมหลายแห่งในประเทศจีนสมัยนั้น ก็ยังอยู่เบื้องหลังการเมือง, เล่นการเมือง, หรือมีบทบาทสำคัญทางการเมืองอยู่มากไม่น้อย แต่ในรูปแบบต่างกัน เพราะถ้าพระราชาไม่สนับสนุนแล้ว เหล่านักบวชในสำนักก็อยู่อย่างยากลำบากนั่นเอง อาทิเช่น นิกายสุขาวดีที่เกิดขึ้นจากพระกวนอิม ซึ่งเป็นพระราชธิดาของพระราชาเมี่ยวจวง (มีนามว่าพระธิดาเมี่ยวซ่าน) ด้วยเหตุว่ามีพระราชบิดาเป็นเจ้าครองแคว้น และทรงปราบพยศพระราชบิดาสำเร็จ นิกายสุขาวดีของพระกวนอิม จึงได้รับความนิยมมากในยุคนั้น และสืบต่อกันมา ส่วนนิกายเซนนั้น เริ่มต้นที่ประเทศ “ญี่ปุ่น” ในช่วงที่ท่านตั๊กม้อถ่ายทอดธรรมแบบจิตสู่จิตนั้น ยังไม่เกิดเป็นนิกาย ไม่มีลัทธิ ไม่มีกลุ่มองค์กรใดๆ เลย ท่านอยู่อย่างสันโดษและอิสระ แต่เมื่อหลังจากแนวทางธรรมของท่านมีชื่อเสียงแพร่หลายมากแล้วก็เริ่มมีอิทธิพลเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่น แล้วก่อเกิดเป็นนิกายเซน ที่ประเทศญี่ปุ่นขึ้น ที่กล่าวว่าเป็นนิกายก็มีข้อสังเกตเช่น การจัดดอกไม้แนวเซน, ศิลปะแนวเซน ฯลฯ สิ่งนี้เป็นรูปแบบที่ถูกสร้างขึ้น ทำให้เกิดความเป็นองค์กร, ลัทธิ, นิกาย ขึ้นมาในภายหลัง แต่ครั้งที่ท่านตั๊กม้อถ่ายทอดธรรมนั้น ยังไม่มีนิกายเกิดขึ้นเลย แม้ตัวท่านเองก็แทบหาลูกศิษย์ไม่ได้ จนต้องนั่งสมาธิเข้าหาผนังถ้ำรออยู่ ๙ ปี จนได้ศิษย์คนแรกคือ “ท่านหุยเคอ” ซึ่งสืบทอดสายธรรมต่อมา ถึง ๖ รุ่น จบลงที่ท่านเว่ยหลาง ตอนนั้น บาตรและจีวรซึ่งถ่ายทอดต่อๆ กันมาก็หายไป มี ผู้รับไปแต่ไม่บรรลุธรรม คือ “หลวงจีนฟาไห่” ซึ่งบรรลุอภิญญาห้า แต่ไม่สำเร็จอาสวขยญาณ (มีเรื่องราวของท่านในนิทานเรื่อง นางพญางูขาว) ทว่า ผู้บรรลุธรรมก็มิได้สิ้นสายขาดลงเพราะศิษย์ของท่านเว่ยหลาง เช่น พระตี้หุย (ปัญญา) ก็บรรลุธรรม, ภิกษุดอกบัวพ้นน้ำ ก็บรรลุธรรม ฯลฯ ตามๆ กันมา เพราะไม่ได้ยึดติดที่บาตรและจีวรอีกต่อไปแล้ว นี่ท่านเหล่านี้ ไม่ได้เป็นพระเส้าหลินนะ แต่เป็นศิษย์ตรงสายสืบมาจากท่านตั๊กม้อ เราต้องแยกแยะให้ชัดเจนระหว่างสายธรรมแท้ของท่าน กับนิกายมหายานที่เกิดมาทีหลังท่าน

ถาม : พุทธศาสนานิกายเถรวาท และนิกายมหายานสอนผิดหรืออย่างไร?

ตอบ :

ก็ไม่ถึงกับผิดไปหมด แต่ผิดไปบางส่วน เช่น นิกายมหายานสอนว่าพระพุทธเจ้าจุติไปที่สุขาวดี (แปลว่ายังมีภพอยู่ ยังไม่นิพพาน) พระพุทธเจ้ามากมายก็จุติที่สุขาวดี (ผลจากการแปลคำว่า พระยูไล ว่าพระพุทธเจ้า แล้วไปเห็นพระยูไลอยู่สุขาวดี จึงว่าพระพุทธเจ้าก็อยู่สุขาวดี) เรื่องสุขาวดี มันก็มีอยู่จริง เรื่องพระยูไล ก็มีอยู่จริง แต่พอเอามาอธิบายถึงสภาวะของพระพุทธเจ้าโดยไม่เข้าใจว่าท่านนิพพานแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีภพหรือสุขาวดีรองรับสภาวะ ทำให้ไปสอนกันว่าอยากพบพระพุทธเจ้าให้ไปสุขาวดีบ้าง พระพุทธเจ้าอยู่สุขาวดีบ้าง อันนี้ ผู้เขียนก็ขอให้สหายธรรมที่มีตาทิพย์และมโนมยิทธิไปเข้าเฝ้าพระองค์ ก็พบพระองค์อยู่มากมายหลายแห่ง ไม่เห็นจำกัดภพภูมิอะไรเลย ส่วนพระยูไลที่ประจำสุขาวดีนั้น ท่านจะมี “วิมาน” อยู่ วิมานของท่านเหมือนพระราชาวังทองคำเลย นี่ต่างกัน เพียงเล็กน้อย แต่ให้ผลมหาศาล คือ ทำให้ผู้ที่จะได้นิพพาน ไม่ได้นิพพานไปเลย

อีกพวกหนึ่งคือ นิกายเถรวาท ในศรีลังกาก่อนนะ นิกายนี้ ริเริ่มการสวดมนต์ที่ไม่เคยมีมาก่อนในพุทธประเพณี คือ การสวดมนต์ก็มีบ้าง แต่ไม่ใช่ “กิจวัตร” ของหมู่สงฆ์ ถ้ามีเหตุปัจจัยก็มีได้ แต่ไม่ใช่กิจวัตร (ขอย้ำ) นิกายเถรวาท ลัทธิลังกาวงศ์ เกิดความคิด (ทิฐิ) ขึ้นมาว่าควรจะจดจำพระธรรมคำสั่งสอนนี้ไว้ถ่ายทอดให้แก่ชนรุ่นหลัง ด้วยการช่วยกันสวดมนต์ท่องจำพระธรรมวินัยนี้ ก็เลยเกิดประเพณีสวดมนต์ทำวัตรเช้าและเย็นขึ้นมาในภายหลัง ส่วนนิกายเถรวาทลัทธิสยามวงศ์ เกิดในสมัยพ่อขุนรามฯ ท่านไปรับเอาศาสนาพุทธมาแทนที่พวกพราหมณ์ ปลดอำนาจขอมลง เลยเอาพระสงฆ์ที่เก่งสวดมนต์อยู่แล้ว ไปสวดในพิธีกรรมของชาวบ้านแทนพราหมณ์เสียนั่น นี่ไม่เคยมีมาก่อนในลัทธิลังกาวงศ์ กลายเป็นพราหมณ์ ทำพิธีกรรมในบ้านเรือนประชาชนไปในที่สุด นี่ไม่ได้อยู่ในธรรมวินัย ผลคือ พวกลัทธิลังกาวงศ์ได้บารมีเป็นพระโพธิสัตว์ ไม่ได้นิพพานมากมาย แต่ส่วนพวกลัทธิสยามวงศ์ ได้ไปจุติยังพรหมโลก เพราะสวดมนต์แทนพราหมณ์กันมากมาย นี่ผิดที่   

ถาม : พุทธศาสนาแบบไม่มีลัทธิและนิกาย ไม่มีพระสังฆราชจะอยู่ได้อย่างไร?

ตอบ :

อาศัยผู้สืบทอดสายธรรม ที่บรรลุมรรคผลแท้จริง ทำให้ผู้รับสืบทอดบรรลุมรรคผลตามๆ กันไป นี่เองพระธรรมวินัยย่อมตกไปยังคนรุ่นหลังรุ่นต่อรุ่น สืบเนื่องต่อกันไปไม่มีที่สิ้นสุด พระพุทธศาสนาเรา เป็นศาสนาที่มีการสืบทอดสายธรรมต่อเนื่องกันไม่ขาดสาย ถ้าไม่มีกายสังขารมนุษย์มาต่อสายธรรมให้ ก็จะมีจิตวิญญาณที่บรรลุธรรมอยู่บนสวรรค์แต่ยังไม่นิพพานมาต่อสายธรรมให้ หรือมีกายทิพย์ของนักปฏิบัติที่อาจหลบอยู่ในดินแดนใดแห่งหนึ่งมาต่อสายธรรมให้ หรืออาจได้รับการต่อสายธรรมจากพระพุทธเจ้าโดยตรง ซึ่งไม่มีกายสังขารหรือขันธ์ห้าแล้ว แต่ไม่สูญหายไปไหน สภาวะที่ท่านเป็นอยู่ คือ “นิพพาน” ที่แปลว่าดับสูญ (จากสมมุติใดๆ กลับสู่สัจธรรมเดิมแท้คือ นิพพาน) อย่างเดียว, หนึ่งเดียว ไม่เป็นอื่น โดยผู้สืบสายธรรมที่แท้จริง จะต้องสำเร็จมรรคผลทางธรรม แล้วยังต้องเข้าใจ

๑)    ความหมายของการครองจีวร คือ “การครองธรรมวินัย”

๒)    ความหมายของการถือบาตร คือ “การยังชีพด้วยการบิณฑบาต”

๓)    ความหมายของการผ่อนปรนศีล คือ “ผ่อนปรนในหมู่ฆราวาส”

ในสมัยหลังพระพุทธเจ้าดับขันธปรินิพพาน ผู้เข้าใจทั้งสาม ไม่เข้าใจได้ทั้งสามส่วน แต่ได้แยกกันเข้าใจและประสานงานกันไม่ดีนัก พระพุทธศาสนาจึงได้แตกแยกเป็นนิกายขึ้น แต่หลังจากนี้เป็นต้นไป ต้องทำความเข้าใจทั้งธรรมวินัย, การดำรงอยู่ด้วยการบิณฑบาตและการผ่อนปรนศีลในหมู่ฆราวาส (ไม่มีผ่อนปรนศีลในหมู่สงฆ์ ผิดก็ไปปลงอาบัติ) 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น