มหาธรรม : การฝึกญาณหยั่งรู้ และวิชชาธาตุสี่ฤดู

มหาธรรม : การฝึกญาณหยั่งรู้ และวิชชาธาตุสี่ฤดู

การใช้ญาณหยั่งรู้จากแหล่งปัญญาญาณนอกและในตัว

แหล่งปัญญามีทั้งนอกและในตัวเราเอง นอกตัวเรานั้นกว้างใหญ่ไพศาลทั่วจักรวาล มีท่านผู้รู้ที่อยู่ในสภาวะแห่งจิตวิญญาณมากมาย หากเรามีความสามารถก็สามารถใช้การสื่อสารพิเศษไปยังท่านเหล่านั้นเพื่อถามสิ่งต่างๆ ที่ต้องการรู้ได้ ทว่า ข้อมูลที่ได้มานั้น ก็เป็นเพียงข้อมูลชนิดหนึ่ง จำต้องผ่านกระบวนการพิจารณาต่ออีกทอด ส่วนปัญญาญาณภายในตัวเราเองนั้น มีระดับมากน้อยตามจิตวิญญาณของเรา ถ้าเรามีจิตวิญญาณเป็นเปรตก็หยั่งรู้ได้แค่เปรต คือ หวงของของตนไว้กลัวไม่มีของกิน หากจิตวิญญาณของเราเป็นเทวดา ก็หยั่งรู้ได้เท่าเทวดา เช่น กลัวความผิดบาป นิยมทำบุญสร้างความดี เป็นต้น ในบทความฉบับนี้ จะขออธิบายถึงการฝึกใช้ญาณหยั่งรู้ภายในและนอกตัว ต่อไปนี้

การฝึกใช้ญาณหยั่งรู้ไปสู่แหล่งปัญญาญาณนอกตัว

ได้แก่ พรหมโลก เช่น การสื่อสารถามพระพรหม, สุขาวดีโลกธาตุ เช่น การสื่อถามพระยูไล การสื่อถามท่านเหล่านี้ จิตวิญญาณของเราเองต้องมีบารมีระดับหนึ่ง จึงจะถามได้ มีกำลังญาณในการส่งจิตไปไกลถึงระดับหนึ่ง กล่าวคือ ญาณระดับสามภพนี้ถือว่าสั้นที่สุด ญาณระดับพรหมโลก ไกลออกไปอีก ญาณระดับสุขาวดีโลกธาตุนั้น ไกลที่สุด แต่ยังไม่เท่าระดับนิพพาน ผู้ที่สื่อสารถามพระพรหมได้ เช่น เหล่าฤษีต่างๆ ผู้ที่สื่อสารถามพระยูไลได้ เช่น พระอวโลกิเตศวร, พระมัญชุศรี เป็นต้น ถ้าบำเพ็ญบารมีถึงขั้นนี้ แม้ตนเองไม่มีญาณหยั่งรู้ได้ด้วยตนเอง ก็สามารถสื่อถามได้โดยตรง บางท่านเรียกวิธีนี้ว่าการสื่อสารกับ “จิตจักรวาล” นั่นเอง การสื่อสารนี้ บางท่านใช้การถามแล้วใช้หูทิพย์ฟัง ถ้าหูทิพย์มีกำลังไกลถึงก็จะได้ยิน ถ้าหูทิพย์ไปไกลไม่ถึง ระยะทางที่เหลือต้องถอดกายทิพย์ไปถามต่อ จึงจะได้ยินได้ ผู้ที่ทำแบบนี้ได้มีมากมาย เช่น อาจารย์ ปริญญา ตันสกุล ทว่าข้อเสียของวิธีนี้คือ แหล่งข้อมูลนอกตัวนั้น อาจไม่น่าเชื่อถือเสมอไป บางแหล่งให้ข้อมูลถูกต้องแก่เรา แต่ไม่ครบถ้วนรอบด้าน ทำให้เราตัดสินใจผิดพลาดได้ บางแหล่งก็หลอกล่อให้เราทำกิจต่างๆ บางแหล่งก็ถูกก่อกวน รบกวนด้วยพลังงานภายนอกต่างๆ ที่เรียกว่า “คลื่นแทรก” เช่น การเบี่ยงเบนข้อมูลระหว่างทางที่ส่งมาเป็นต้น บนสวรรค์นั้นมีผู้มีฤทธิ์เดชมากมาย คอยลองกำลังจิตเราอยู่ บางคนเพ่งมองกายทิพย์เพื่อน แต่กลับเห็นเป็นหลุมดำ ซึ่งกายทิพย์คนจะเป็นหลุมดำไปไม่ได้ แต่ไม่ได้แปลว่าเขาไม่เห็น หรือเห็นผิด เขาเห็นจริงๆ แต่สิ่งที่เขาเห็นอาจเป็นภาพนิมิตที่ถูกส่งมาจากแหล่งอื่นระหว่างทางที่เพ่งดูก็ได้ มีผู้มีฤทธิ์ที่สามารถส่งภาพนิมิตให้เราได้เห็นมากมาย นิมิตบางอย่างไม่น่าเชื่อถือ เราอาจโดนหลอกได้ แต่บางครั้งก็ทำเพื่อทดสอบใจเรา เราผ่านก็ได้บารมีเหมือนกัน ดังนั้น ไม่ว่าจะจริงหรือเท็จ เรามีจิตใจที่ดีงามไว้ ย่อมไม่พลาดแน่นอน

การฝึกใช้ญาณหยั่งรู้ไปสู่แหล่งปัญญาญาณในตัว

การใช้ญาณหยั่งรู้ของตนเองดีกว่าถามจากผู้อื่น จิตวิญญาณของเราเองไม่ทรยศเราเอง คนอื่นอาจหลอกเรา ไม่จริงใจต่อเรา หวังผลประโยชน์จากเราได้ แต่จิตวิญญาณเราเองจะปกป้องตัวเราเอง ดังคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน แต่การที่เราจะมีปัญญาญาณสูงระดับนั้นได้ เราต้องพัฒนาจิตวิญญาณของเราให้ได้ดีมากพอก่อน คือ มีความบริสุทธิ์ของจิตมาก ข้อมูลจะบริสุทธิ์ไม่ถูกปรุงแต่งให้บิดเบือน และต้องมีญาณหยั่งรู้ที่สูงมาก ก็จะรู้เรื่องราวต่างๆ ได้มากมาย มากกว่าคนที่มีกำลังญาณหยั่งรู้ต่ำ การใช้ญาณหยั่งรู้จากภายในของตนเองดีกว่าภายนอกหลายข้อตรงที่ ไม่ถูกใครหลอกใช้ ไม่ถูกแทรกหรือบิดเบือนข้อมูลระหว่างทาง และไม่ต้องใช้กำลังจิตไปไกลยังจักรวาล แต่มีขีดจำกัดที่ตัวเราเอง มีปัญญาญาณเท่าใด ถ้ามีน้อยก็รู้น้อยเท่านั้น ถ้ามีมากก็รู้มาก ที่เหลือต้องถามผู้รู้ท่านอื่นๆ อนึ่ง ยังมีอีกวิธีที่นิยมกัน คือ การใช้แหล่งปัญญาญาณภายนอกแต่ดึงพลังมาอยู่ภายในตนเองก่อน เช่น การเชิญพระพรหมมา เข้าทรงในกายจากนั้นสื่อจากจิตภายในกายของตนเอง แต่ไม่ได้ใช่ปัญญาญาณของตนเอง วิธีนี้ช่วยแก้ปัญหาญาณหยั่งรู้ของตนเองต่ำได้ แต่ยังไม่ดีเท่ากับการใช้ญาณหยั่งรู้ของจิตตนเองอย่างแท้จริง แต่ก็เป็นที่นิยมแพร่หลายในคนระดับล่างที่ไม่ต้องการคำตอบลึกซึ้งนัก

วิชชาธาตุสี่ฤดู

การพิจารณาธาตุสี่จากธรรมชาติรอบตัว ต่างจากการพิจารณาธาตุในร่างกาย การพิจารณาธาตุจากธรรมชาติทำให้เข้าใจง่ายเป็นเบื้องต้นก่อนที่จะพิจารณาธาตุสี่ในร่างกายซึ่งยากกว่า เพราะของในกายมองไม่เห็น จะผ่าออกมาดูอย่างไรก็ไม่ได้ ดังนั้น ในการพิจารณาธาตุ จึงต้องเริ่มจากธรรมภายนอกตัว โดยการพิจารณาธรรมชาติรอบตัวเรานี้เอง ว่ามีธาตุดิน, น้ำ, ลม, ไฟ เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ด้วยวิธี ดังต่อไปนี้

ธาตุสี่มีความเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล

ฤดูหนาว ธาตุลมจะเริ่มพัดเข้ามาเป็นช่วงแรกเรียกว่า “หัวลม” จะมีความบริสุทธิ์มาก ดังนั้น ฤดูหนาวควรพิจารณาธาตุลมจะง่ายเพราะมีความบริสุทธิ์ไม่ค่อยถูกเจือปนมากนั่นเอง จากฤดูหนาวไปแล้ว ธาตุลมจะเสื่อมความบริสุทธิ์ลงเรื่อยๆ จนพิจารณาได้ยาก เรียกว่า “ลมดับ” เมื่อธาตุลมดับลงแล้วจะก่อให้เกิดธาตุไฟ ต่อไป ในช่วงเข้าฤดูร้อน

ฤดูร้อน ธาตุไฟจะมีพลังมาก มีความบริสุทธิ์มาก ไม่ถูกกดทับปิดบังไว้โดยธาตุอื่นๆ ทำให้ฤดูร้อน จึงร้อนมาก ฤดูนี้เหมาะสมที่จะพิจารณาธาตุไฟ จะสังเกตและเข้าใจธาตุไฟได้ง่าย ว่ามีอยู่ทุกที่ ทั้งที่มองเห็นและไม่เห็น จากนั้น ธาตุไฟจะค่อยๆ เสื่อมความบริสุทธิ์ลงไป จนพิจารณาได้ยาก เรียกว่า “ไฟดับ” เมื่อธาตุไฟดับลงแล้วจะก่อให้เกิดธาตุดิน

ฤดูใบไม้ผลิ ธาตุดินจะมีความบริสุทธิ์สมบูรณ์และสมดุลมากที่สุด ทั้งจากความร้อนที่ได้ซึมซับผ่านมาในฤดูร้อน และปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาอย่างพอดี ธาตุดินจะมีพลังมาก มีความบริสุทธิ์มาก และมีความอุดมสมบูรณ์มากในช่วงนี้ ทำให้คนมักเริ่มเพาะปลูกลงดิน ฤดูฝนกึ่งแรกจึงเหมาะสมที่จะพิจารณาธาตุดิน จนกระทั่งผ่านครึ่งแรกฤดูฝนไป ธาตุดินจะไม่สมดุล เพราะถูกฝนมากเกินไป ดินจะเสื่อมความบริสุทธิ์ลงไป จนพิจารณาได้ยาก เรียกว่า “ดินดับ” เมื่อธาตุดินดับลงไปแล้วจะก่อเกิด “ธาตุน้ำ” เข้าสู่ฤดูฝนกึ่งหลัง

ฤดูฝนกึ่งหลัง ธาตุน้ำจะเพิ่มมากขึ้นจนเหนือธาตุดิน คุมดินได้สมบูรณ์ จนมีพลังกดทับดินลงไป เผยให้เห็นธาตุน้ำที่สมบูรณ์ บริสุทธิ์มากขึ้น คือ ธาตุน้ำมีพลังมากในช่วงฤดูฝนกึ่งหลังนี้ เรามักเห็นแม่น้ำ, ลำคลอง, หนอง, บึง เต็มไปด้วยน้ำ และน้ำเริ่มใส เพราะดินที่ไหลมาพร้อมกับน้ำเริ่มตกตะกอน ธาตุน้ำเริ่มมีความบริสุทธิ์มากขึ้น มีพลังเต็มเปี่ยม เมื่อฤดูฝนหมดไป ธาตุน้ำก็อ่อนกำลังจนพิจารณาได้ยาก เรียกว่า “น้ำดับ” เมื่อธาตุน้ำดับลงแล้ว ก็จะก่อให้เกิด “ธาตุลม” เข้าสู่ฤดูหนาว ลมหนาวก็พัดเข้ามาเยือนต่อไป

เมื่อพิจารณาธาตุนอกตัวแล้วให้กลับมาพิจารณาธาตุในตัว

เมื่อพิจารณาธาตุนอกตัวจนกระจ่าง จิตรู้ถึงภาวะของธาตุทั้งสี่ที่แตกต่างกันได้ชัดเจนแล้ว ให้ทำสมาธิหลับตาพิจารณาธาตุสี่ในร่างกาย นั่งพิจารณาธาตุที่ละอย่าง เริ่มจากธาตุดิน ให้หลับตาพิจารณาโดยย้อนระลึกถึงคราวที่พิจารณาธาตุดินตามธรรมชาติ จับดูว่าในกายของเรามีธาตุดินหรือไม่ ตรงไหนบ้าง อย่างไร จับรายละเอียดให้ได้มากที่สุด จากนั้นจึงค่อยไปพิจารณาธาตุน้ำ ทำวิธีเดียวกัน จากนั้นจึงพิจารณาธาตุลมและไฟด้วยวิธีเดียวกัน ควรพิจารณาธาตุทั้งสี่ให้ครบจะไม่เกิดปัญหาธาตุสี่ในร่างกายแปรปรวน หากพิจารณาแต่ธาตุใดธาตุหนึ่งอย่างเดียว ธาตุนั้นๆ จะกำเริบภายในร่างกายจนทำให้ป่วยได้ เวลาพิจารณาธาตุใดธาตุหนึ่ง หากจิตไม่มีสมาธิจดจ่อแต่ธาตุนั้น ก็ใช้คำบริกรรมช่วยให้จิตจดจ่อก็ได้ เช่น เวลาพิจารณาธาตุดิน ก็ “ปฐวี” ๆๆ ไปเรื่อยๆ ในใจก็น้อมนึกไปถึงธาตุดินในร่างกายส่วนต่างๆ ลักษณะต่างๆ ในร่างกายที่จัดว่าเข้าลักษณะธาตุดิน จนก่อเกิดปัญญาความเข้าใจธาตุชนิดนั้นๆ ในร่างกาย ควรแบ่งเวลาในการพิจารณาธาตุสี่แต่ละชนิดให้พอดีแต่ละวัน เพื่อให้สามารถพิจารณาธาตุสี่ได้ครบทั้งสี่ชนิด จะไม่เกิดปัญหาธาตุสี่ในร่างกายแปรปรวน โดยไล่ไปตามลำดับคือ ดิน, น้ำ, ลม, ไฟ ก็จักสำเร็จผลได้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น