คาถามนตราภิเษกในพิธีรับ “อริยขันธ์”
คาถามนตราภิเษกในพิธีรับ “อริยขันธ์”
จากที่ได้กล่าวแล้วว่าประเพณีรับ “อริยขันธ์” สำหรับบุคคลที่ปฏิบัติธรรมตามหลักพระพุทธศาสนาได้ไม่เต็มที่เพราะปัญหาบางประการ เช่น ครอบครัวถือศาสนาอื่น เป็นต้น ซึ่งถือกำเนิดจากท่านพระอานนท์ ผู้ได้รับพุทธอนุญาตให้ปรับศีลได้บางส่วน และยังทรงเป็นพระสังฆราชองค์ที่สอง ในพระพุทธศาสนาที่สืบทอดแนวทางการสื่อธรรมแบบจิตสู่จิต จึงขอถือเอาเป็นพุทธประเพณี เพื่อใช้เป็นพิธีในการมอบแนวปฏิบัติธรรมตามพระพุทธศาสนา ให้แก่ผู้มีปัญหาในการปฏิบัติธรรมดังกล่าว ในบทความฉบับนี้ จะขอปรับปรุงพิธีการขึ้นเล็กน้อย เพื่อให้เหมาะสมยิ่งขึ้นสำหรับเพศฆราวาส และให้เกิดความงดงามน่าศรัทธาด้วยการใช้ “มนตราภิเษก” หรือ คาถานำกล่าวในพิธีรับอริยขันธ์ เพื่อให้เกิดความเข้าใจระหว่างผู้ทำพิธีและผู้รับขันธ์ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
คาถามนตราภิเษกตามลำดับขั้นในพิธีการรับ “อริยขันธ์”
๑) ติดต่อเจรจาขอให้ผู้ทำพิธีขึ้นขันธ์ให้ ในขั้นนี้ ผู้ทำพิธีจะสอบถามก่อนว่าเป็นอะไรมา ถึงได้ขอทำพิธีรับขันธ์ และสอบถามปัญหาที่ผู้รับขันธ์ได้รับก่อนเป็นการเบื้องต้น เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตรวจกรรม ว่าถึงเวลาที่จะช่วยหรือยัง ตนเองมีกำลังช่วยรายนี้ได้หรือไม่ หากตกลงได้สำเร็จ ก็จะนัดวันเวลาที่จะทำพิธี และการเตรียมตัว และข้าวของเครื่องใช้ในพิธีรับขันธ์ พร้อมสถานที่ทำพิธีรับขันธ์
คาถามนตราภิเษก
ไม่มี ขั้นนี้จะพูดคุยกันธรรมดา แต่จะมีการนัดหมายรายละเอียดอย่างชัดเจน ลงบันทึกไว้ เพื่อเตรียมการจัดพานรับขันธ์ จัดสถานที่ ฯลฯ รวมทั้งผู้ทำพิธีทั้งคู่จะได้เตรียมตัวด้วย
๒) การเตรียมขันธ์และสถานที่ ในขั้นนี้ จะมีการจัดสถานที่เพื่อเตรียมความพร้อมแก่ผู้รับขันธ์ เป็นสถานที่สงบเงียบสับปายะ สามารถพูดคุย สื่อสาร และสื่อจิตกันได้อย่างเต็มที่ ในบางกรณีจะมีการสื่อจิตกับองค์เทพที่ประทับร่างในขณะนั้นๆ ก็มี รวมถึงการเตรียมขันธ์บูชา และเครื่องบูชา จำพวก ธูป, เทียน, ดอกไม้ อีกด้วย
คาถามนตราภิเษก
ไม่มี ขั้นนี้ เป็นกระบวนการจัดการภายในของผู้ทำพิธีรับขันธ์ แต่ละฝ่ายตามหน้าที่ของตน โดยปกติ ผู้ทำพิธีให้จะทำหน้าที่จัดสถานที่และขันธ์ไว้ให้ ฝ่ายรับขันธ์ไม่ต้องเตรียมของอะไร เตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมเป็นสำคัญ ซึ่งบางครั้งจะจัดรับขันธ์เป็นหมู่คณะ
๓) การปราศรัยเบื้องต้นในวันทำพิธี ในขั้นนี้ ผู้ทำพิธีจะทักทายอย่างเป็นกันเอง และสร้างความรู้สึกผ่อนคลาย หายหวาดกลัว และสร้างบรรยากาศอบอุ่นเป็นมิตรให้ผู้รับขันธ์รู้สึกดีและมั่นใจในพิธีรับขันธ์ว่าจะเป็นพิธีที่ดีงามเป็นกุศลแก่ตนเอง บางท่านจะปลอบใจ ให้กำลังใจต่อผู้ที่รับขันธ์เพื่อให้ฝ่าฟันอุปสรรคในชีวิตต่อไป
คาถามนตราภิเษก
ไม่มี ขั้นนี้ทำขึ้นในวันพิธี ก่อนเวลาเอาฤกษ์จุดเทียนชัยบูชาพระ เป็นการพูดคุยธรรมดา
๔) การไหว้ครูก่อนทำพิธีของผู้ทำพิธี ในขั้นนี้ จะเป็นการจุดธูปเทียน บูชาพระรัตนตรัย ซึ่งเป็นครูของผู้ทำพิธีขึ้นขันธ์ตามแนวทางของพระอานนท์ เพื่อเป็นสิริมงคล ซึ่งการจุดธูปเทียนบูชาพระเป็นสิ่งแรกที่ต้องทำในงานพิธีก่อนกิจกรรมอื่น
คาถามนตราภิเษก
(ใช้คาถาสวดมนต์ไหว้พระรัตนตรัยบทใดก็ได้ แล้วตามด้วยคำกล่าวว่า)
ข้าพเจ้าขอตั้งจิตน้อมนบ ถวายความเคารพต่อพระพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งปวง
ข้าพเจ้าขอตั้งจิตน้อมนบ ถวายความเคารพต่อพระธรรมทั้งหลายทั้งปวง
ข้าพเจ้าขอตั้งจิตน้อมนบ ถวายความเคารพต่อพระสงฆ์ทั้งหลายทั้งปวง
ข้าพเจ้าขอตั้งจิตน้อมนบ ถวายความเคารพต่อพระโพธิสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง
ข้าพเจ้าขอตั้งจิตน้อมนบ ถวายความเคารพต่อพระพรหมทั้งหลายทั้งปวง
ข้าพเจ้าขอตั้งจิตน้อมนบ ถวายความเคารพต่อเทพเทวดาทั้งหลายทั้งปวง
ข้าพเจ้าขอตั้งจิตน้อมนบ ถวายความเคารพต่อพ่อแม่ของข้าพเจ้าทุกชาติภพ
ข้าพเจ้าขอตั้งจิตน้อมนบ ถวายความเคารพต่อครูบาอาจารย์ของข้าพเจ้าทุกชาติภพ
สาธุ สาธุ สาธุ
(ยกธูปจรดหน้าผาก จากนั้น ปักธูป ๘ ดอกในกระถางให้เรียบร้อย แล้วกราบแปดครั้ง)
๕) การกล่าวคำขอสละขันธ์ห้า ในขั้นนี้ ผู้ทำพิธีจะกล่าวนำ ให้ผู้รับขันธ์กล่าวตาม เป็นบทพิจารณาขันธ์ ๕ ว่าเป็นภาระ เป็นโทษ เป็นทุกข์ สมควรสละเสีย แล้วตามด้วยการกล่าวอุทิศขันธ์ ๕ เพื่อการปฏิบัติธรรม แสวงหาความหลุดพ้นทุกข์ และจะเข้าสู่พิธี “สะเดาะเคราะห์-ร่างเก่าตาย” เสมือนเราได้สละชีพลงแล้ว
คาถามนตราภิเษก
โอม เบญจขันธ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สุญตา สาธุ สาธุ
ข้าพเจ้าขอน้อมจิตหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับขันธ์ทั้งห้า
อันมีสภาวะ ไม่เที่ยง, เป็นเหตุแห่งทุกข์, ไม่ใช่ตัวเราของเรา
มีความว่างไปของขันธ์ทั้งหลาย ในท้ายที่สุด ดีแล้วหนอ
อันว่า “รูป” ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวเราของเราหนอ
อันว่า “เวทนา” ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวเราของเราหนอ
อันว่า “สัญญา” ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวเราของเราหนอ
อันว่า “สังขาร” ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวเราของเราหนอ
อันว่า “วิญญาณ” ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวเราของเราหนอ
อันว่า “รูป” ไม่มีในความว่าง ความว่างไม่มีในรูป รูปย่อมว่างไปหนอ
อันว่า “เวทนา” ไม่มีในความว่าง ความว่างไม่มีในเวทนา เวทนาย่อมว่างไปหนอ
อันว่า “สัญญา” ไม่มีในความว่าง ความว่างไม่มีในสัญญา สัญญาย่อมว่างไปหนอ
อันว่า “สังขาร” ไม่มีในความว่าง ความว่างไม่มีในสังขาร สังขารย่อมว่างไปหนอ
อันว่า “วิญญาณ” ไม่มีในความว่าง ความว่างไม่มีในวิญญาณ วิญญาณย่อมว่างไปหนอ
ข้าพเจ้าขอสละแล้วในความอาลัยอาวรณ์ในขันธ์ทั้งห้า ให้แก่พระนิพพาน เพื่อความสิ้นไปแห่งชาติภพ ความสิ้นไปแห่งทุกข์ ความสิ้นไปแห่งโรคภัยไข้เจ็บ ความสิ้นไปแห่งความเสื่อม ความสิ้นไปแห่งอุบัติภัยอันตรายทั้งปวง เทอญ
๖) การกล่าวคำขอรับขันธ์ใหม่ ในขั้นนี้ ผู้ทำพิธีจะกล่าวนำ ให้ผู้รับขันธ์กล่าวตาม เป็นบทขอรับขันธ์ แสดงเจตจำนงในการรับธรรมเพื่อนำไปปฏิบัติให้สิ้นทุกข์ เรียกว่าเป็น “ขันธ์ใหม่” ซึ่งจะรับขันธ์ใดก็ตามกำลังของผู้ปฏิบัติ และจะเข้าสู่พิธี “สะเดาะเคราะห์-เกิดใหม่” ซึ่งเป็นการแสดงเจตจำนงแสดงตนเป็นอุบาสก
คาถามนตราภิเษก
โอม เบญจอริยะขันธ์ ประสิทธิ เม ประสิทธิ เม ด้วย นิพพานัง ปรมัง สุขขัง
ข้าพเจ้าขอน้อมจิตหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับ “อริยขันธ์ทั้งห้า” ขอ “อริยขันธ์ทั้งห้า” จงมาประสิทธิในกายจิตวิญญาณของข้าพเจ้า เพื่อความพ้นไปจากทุกข์แห่งข้าพเจ้า
…….ศีลขันธ์ ประสิทธิ เม ข้าพเจ้าขอรับเอา “ศีล…” ขึ้นเป็นขันธ์ใหม่
พรหมวิหารขันธ์ ประสิทธิ เม ข้าพเจ้าขอรับเอา “พรหมวิหาร ๔” ขึ้นเป็นขันธ์ใหม่
อินทรีย์ขันธ์ ประสิทธิ เม ข้าพเจ้าขอรับเอา “อินทรีย์ ๕” ขึ้นเป็นขันธ์ใหม่
สัปปุริสธรรมขันธ์ ประสิทธิ เม ข้าพเจ้าขอรับเอา “สัปปุริสธรรม ๗” ขึ้นเป็นขันธ์ใหม่
บารมีขันธ์ ประสิทธิ เม ข้าพเจ้าขอรับเอา “ทศบารมี ๑๐” ขึ้นเป็นขันธ์ใหม่
ข้าพเจ้าขอรับเอาอริยขันธ์เป็นแนวทางเพื่อการดำเนินชีวิตใหม่ ในแบบฆราวาสผู้ทรงธรรม ขอท่านทั้งหลายจงจำข้าพเจ้าไว้ว่าข้าพเจ้าคือผู้ถือเอาอริยขันธ์เป็นหลักชีวิต
*หมายเหตุ ให้ใส่จำนวนขันธ์ที่รับเป็นภาษาบาลีใน …… พร้อมคำแปล เช่น หากรับขันธ์ห้า ให้ใส่ เบญจะ ไว้ …. แรก แล้วใส่คำแปลว่า ๕ ไว้ใน ….. หลัง ตามขันธ์ที่รับนั้นๆ
๗) การกล่าวคำขอรับศีลและรับธรรม ในขั้นนี้ ผู้ทำพิธีจะกล่าวนำ ให้ผู้รับขันธ์กล่าวตาม ถึงศีลและธรรมที่ใช้ในการปฏิบัติธรรมตามขันธ์แต่ละขั้นที่ผู้ปฏิบัติจะพึงปฏิบัติ ซึ่งขันธ์แต่ละขั้นจะมีการปฏิบัติที่เคร่งครัดในระดับที่แตกต่างกัน
คาถามนตราภิเษก
คำอาราธนาอริยศีลขันธ์
ข้าพเจ้า (ทั้งหลาย) ขอน้อมจิตรับ “…..อริยศีลขันธ์” อันเป็นเครื่องประคับประคองจิต, อันเป็นเครื่องเตือนสติให้ระวัง, อันเป็นเครื่องป้องกันกรรมอันประมาทพลาดพลั้ง อันเป็นเครื่องน้อมนำสติ-สมาธิ-ปัญญา แลความสุขแท้ในท้ายที่สุดมาสู่ข้าพเจ้า (ทั้งหลาย)
ขอท่านผู้เจริญจงมอบ “.. อริยศีลขันธ์” แก่ข้าพเจ้า (ทั้งหลาย) เพื่อข้าพเจ้า (ทั้งหลาย) จักได้น้อมรับไว้ด้วยความเคารพ จักได้กล่าวรับด้วยสัจจะวาจา จักได้ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ เพื่อความเจริญในธรรมแก่ข้าพเจ้า (ทั้งหลาย) ในการปฏิบัติธรรมต่อไปเทอญ
คำให้อริยศีลขันธ์
ข้าพเจ้าได้พิจารณาแล้ว เห็นควรแก่การมอบ “….อริยศีลขันธ์” แก่ท่านผู้เจริญ (ทั้งหลาย) ขอท่านผู้เจริญทั้งหลาย จงตั้งใจ น้อมรับ “…. อริยศีลขันธ์” เพื่อจักนำไปปฏิบัติ เพื่อมรรค, ผล, นิพพาน เพื่อความเจริญรุ่งเรืองดีงามแก่ท่านผู้เจริญ (ทั้งหลาย) ขอท่านผู้เจริญทั้งหลาย จงกล่าวคำสัจปฏิญาณ รักษา “….อริยศีลขันธ์” พร้อมกันดังนี้
(กล่าวอริยศีลตามขันธ์ที่รับ เช่น ขันธ์ ๕ ให้กล่าวศีล ๕ คู่/ศีล ๑๐)
สมมุติเป็นขันธ์ ๕ ให้กล่าวอริยศีลขันธ์ ๕ (๕ คู่) ดังนี้
๑) ไม่ก่อกรรมละเมิดทางกาย, วาจา, ใจ ต่อสัจธรรมและสาธารณกุศล
๒) ไม่ก่อกรรมละเมิดทางกาย, วาจา, ใจ ต่อชีวิต/ร่างกายของตนและผู้อื่น
๓) ไม่ก่อกรรมละเมิดทางกาย, วาจา, ใจ ต่อทรัพย์สินของตนและผู้อื่น
๔) ไม่ก่อกรรมละเมิดทางกาย, วาจา, ใจ ต่อบริวารที่รักของตนและผู้อื่น
๕) ไม่ก่อกรรมละเมิดทางกาย, วาจา, ใจ ต่อความคิดจิตใจของตนและผู้อื่น
๖) ไม่ก่อกรรมละเมิดทางกาย, วาจา, ใจ โดยการเสพติดสิ่งที่ขาดไม่ได้ใดๆ
๗) ไม่ก่อกรรมละเมิดทางกาย, วาจา, ใจ โดยการเสพสิ่งบันเทิงทางโลกใดๆ
๘) ไม่ก่อกรรมละเมิดทางกาย, วาจา, ใจ โดยการเสพสิ่งฟุ่มเฟือยเกินจำเป็นใดๆ
๙) ไม่ก่อกรรมละเมิดทางกาย, วาจา, ใจ โดยการยุ่งเกี่ยวทางโลก อันมิใช่กิจสมณะ
๑๐) ไม่ก่อกรรมละเมิดทางกาย, วาจา, ใจ โดยการครองเรือน, ครองคู่, ครองใจใดๆ
*หมายเหตุ ให้เปลี่ยนคำใน ….. เป็นภาษาบาลี ตามจำนวนขันธ์ที่รับ เช่น ขันธ์ ๓ ก็ใช้คำว่า “ไตร” ซึ่งเมื่อกล่าวไตรอริยศีลขันธ์ จะกล่าวตามศีลที่พระอานนท์ให้ไว้ คือ ศีล ๓ ระดับ ได้แก่ จุลศีล, มัชฌิมศีล, มหาศีล เป็นต้น (มีขันธ์ตั้งแต่ ๘, ๕, ๓, ๑ นั่นเอง)
๘) การกล่าวคำขอขึ้นครู ในขั้นนี้ ผู้ทำพิธีจะกล่าวนำ ให้ผู้รับขันธ์กล่าวตาม ซึ่งเป็นคำกล่าวบูชาครูบาอาจารย์ทางจิตวิญญาณต่างๆ โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นที่สุด
คาถามนตราภิเษก
โอม สัพพะ พุทธา สัพพะ ธรรมา สัพพะ สังฆา ประสิทธิ เม
นะ เปิดจิต
โม เปิดใจ
พุทธ พิจารณา
ธา น้อมรับไว้
ยะ หลอมรวมเป็นหนึ่งนิ่งใส
ข้าพระพุทธเจ้าขออาราธรนาอำนาจแห่ง นะ โม พุทธ ธา ยะ อันมีกำลังแห่งพระพุทธเจ้าทั้ง ๕ พระองค์ในภัทรกัป จงดลบันดาลให้ข้าพเจ้า จงเปิดจิตเปิดใจรับฟังธรรม คำสั่งสอนจากทุกสรรพสิ่ง มีโยนิโสมนสิการ คือ การพิจารณาที่แยบคายในการรับฟัง มีโอปนยิโก คือจิตอันอ่อนน้อมสุขุมยอมรับธรรมจากทุกคน มีเอกัคตารมณ์ คือ จิตอันหลอมรวมเป็นหนึ่ง นิ่งแจ่มใสอยู่ เพื่อรับธรรมนั้น อันว่าทุกสรรพสิ่งคือธรรมใหญ่ มีครูทางจิตวิญญาณเป็นผู้สั่งสอนธรรมย่อย ขอให้ธรรมทั้งหลายอย่าเคลื่อนคล้อย จงมาประสิทธิกำลังเสริมปัญญาให้แก่ข้าพเจ้า ขอให้ข้าพเจ้ามีปัญญาญาณ ถึงพระนิพพาน สิ้นทุกข์ สุขแท้เทอญ สาธุ สาธุ สาธ
* หมายเหตุ ในการทำพิธีไหว้ครูแบบเต็มรูปแบบ จะใช้คาถามนตราภิเษก แบบฉบับของอาจารย์ อุรคินทร์ วิริยะบูรณะ (พราหมณ์ผู้เรียบเรียงหนังสือรวมพระคาถา ๑๐๘)
มนตราภิเษกบทนี้ ใช้ในการเปิดจิตของผู้รับขันธ์ เพื่อเปิดให้ครูทางจิตวิญญาณทั้งหลายมาสอนทางจิตโดยตรง เมื่อได้มนตราภิเษกบทนี้แล้ว จะมีการสอนให้ทำสมาธิเปิดจักระที่ ๗ ต่อ ซึ่งเป็นจักระที่ครูทางจิตวิญญาณจะทรงประทับแล้วสอนธรรมะ แนะนำแนวทางการดำเนินชีวิต และเป็นเทพคุ้มครองให้แก่ผู้รับขันธ์ หากบุคคลขาดการปฏิบัติตามมนตราภิเษก จิตผู้นั้นย่อมแข็งกระด้าง ดื้อด้าน เป็นบุคคลอันพึงสอนได้ยาก รับฟังผู้ใดมิได้ ไม่อาจพัฒนาความสามารถภายในแห่งตน เป็นโฆษะบุรุษ ผู้เกิดมาเสียเปล่าเลยไปชาติหนึ่งเท่านั้น มนตราภิเษกบทนี้จึงสำคัญมา ขอให้ผู้รับขันธ์จดจำ น้อมนำไปปฏิบัติใช้
๙) การรับมนตราภิเษก ในขั้นนี้ ผู้ทำพิธีจะมอบมนตรา ให้เฉพาะตัว ซึ่งเป็นบทสวดมนต์ที่ใช้ในการเจริญภาวนาก็ดี ใช้ในการปฏิบัติธรรมก็ดี ตามควรแก่กาล
คาถามนตราภิเษก
อ้อจำ (คาถาช่วยในการจำคำสอนของครูทางจิตวิญญาณ)
“โอม สะ กุ โส วะ หัง อะ นุ พัน ติด โต
โอม ยอด อ้อ อ้อ พระ อะ ระ หัน ตา
มา วิ วั๊ก วิ หว่อน
ขอ ให่ ใจ ผู่ ข่า
ตาม ธรรม วิหัง โอม สะ โหม ติด”
อ้อป่อง (คาถาช่วยในการเข้าใจทะลุปรุโปร่งในคำสอนของครูทางจิตวิญญาณ)
“โอม ตุ๊ ปุ๊ สะ ลุ ปัญญา
กัสสะ ลูปา เอหิ สะโหมติด
โอมจิตติ มหาจิตติ โอมจิตตัง มหาจิตตัง
พันธะนัง เอหิ สะโหม ติด”
คำบริกรรมภาวนา (ช่วยให้จิตบริสุทธิ์ญาณแจ่มใส รับคำสอนได้ตรงไปตรงมา)
“โอม มณี เป เม โฮง”
ความหมาย
โอม หมายถึง การหลอมรวมจิตเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งศักดิสิทธิ์ เช่น พุทธะ
มณี หมายถึง อักษรศักดิสิทธิ์ขจัดจิตอสูร ซึ่งก็คือ พรหมวิหารสี่ นั่นเอง
เป หมายถึง อักษรศักดิสิทธิ์ขจัดจิตเดรัจฉาน ซึ่งก็คือ การไม่เบียดเบียนกัน
เม หมายถึง อักษรศักดิสิทธิ์ขจัดจิตเปรต ซึ่งก็คือ ทานบารมี นั่นเอง
โฮง หมายถึง อักษรศักดิสิทธิ์ขจัดจิตสัตว์นรก ซึ่งก็คือ หิริ โอตตัปปะ
๑๐) การรับโอวาทจากผู้ทำพิธี ในขั้นนี้ ผู้ทำพิธีจะให้โอวาท ในกรณีที่มีการรับขันธ์หลายท่านพร้อมกัน แต่ในกรณีที่รับขันธ์เพียงรายเดียว จะเป็นการให้คำแนะนำสำหรับผู้รับขันธ์ใหม่ เป็นการแนะนำว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไรเพื่อจะปฏิบัติธรรมได้ดี
คาถามนตราภิเษก
ไม่มีคาถา ใช้คำกล่าวเกริ่นนำขึ้นว่า….
เนื่องในโอกาสดิถีฤกษ์อันดี ที่ท่านผู้เจริญทั้งหลายมาพร้อมเพรียงกัน ณ ที่นี้
ข้าพเจ้าผู้เป็นตัวแทนในพิธีรับอริยะขันธ์ ขออนุญาตให้โอวาทสำหรับท่านผู้มา
ใหม่ก็ดี ท่านผู้เคยมาแล้วก็ดี โดยพร้อมหน้ากัน เพื่อความสันติสุข สงบสุขแก่พวกท่านทั้งหลายตลอดจนมวลสรรพสัตว์น้อยใหญ่ทั้งหลายทั้งปวงดังต่อไปนี้
………………………………………………….
(กล่าวได้ตามควรแก่กาลเทศะเบื้องต้น เพื่อช่วยให้เตรียมตัวเตรียมใจพัฒนาตนเอง)
ขอให้ท่านผู้เจริญทุกท่านได้ตระหนักในความสำคัญของการถือบวชและศีลพรต
ว่ามิใช่เป็นภาระสร้างความลำบากแก่ท่านทั้งหลาย แต่เป็นเครื่องช่วยเตือนใจและ
ปกป้องท่านเองให้พ้นจากภัยแห่งชาติภพและวิบากกรรมทั้งหลาย เพื่อความหมด
สิ้นไปแห่งทุกข์ อันจะนำความสุขสงบแท้จริงมาให้แก่ท่านเองและปวงสัตว์เทอญ
๑๑) การอวยพรจากผู้ทำพิธี ในขั้นนี้ ผู้ทำพิธีจะให้คำอวยพร เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ผู้รับขันธ์ เพื่อให้มีกำลังใจในการปฏิบัติธรรม และต่อสู้อุปสรรคในชีวิต ให้สามารถเอาชนะความทุกข์ และพ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง ซึ่งอาจมีการให้สิ่งดีงามต่างๆ ด้วย
คาถามนตราภิเษก
นะโม ตัสสะ ภัคคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธธัสสะ (๓ จบ)
สัพพะ พุทธา ประสิทธิ เม
สัพพะ ธรรมา ประสิทธิ เม
สัพพะ สังฆา ประสิทธิ เม
สัพพะ โพธิสัตตา ประสิทธิ เม
สัพพะ พรหมา ประสิทธิ เม
สัพพะ เทวา ประสิทธิ เม
สัพพะ บิดามารดา ประสิทธิ เม
สัพพะ คุรุอาจาริยา ประสิทธิ เม
อำนวยอวยพรชัยด้วย อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ธนสาร สมบัติ
นะ โม พุทธ ธา ยะ
นะ มะ พะ ธะ
นะ มะ อะ อุ
สาธุ สาธุ สาธุ
(ให้ผู้ทำพิธี ตั้งนะโมสามจบในใจ ยกมือขึ้นไหว้ครู (พระพุทธเจ้า) แล้วใช้นิ้วจิ้มลงในแป้งน้ำ (ผสมน้ำหอมจักดียิ่ง) จรดลงตรงตาที่สามของผู้รับพรเบาๆ กล่าวคาถาจบให้ลากปลายนิ้วที่จรดนั้น ขึ้นไปด้านบนจรดไรผมบาๆ เป็นอันเสร็จพิธี จักเป็นมงคลยิ่งแก่ชีวิตผู้รับขันธ์แล แล้วจึงค่อยเจรจาปราศรัยกันตามอัตภาพ)
๑๒) เสร็จพิธีรับขันธ์ ในขั้นนี้ ผู้รับขันธ์จะรับพานที่ใส่เครื่องบูชาไปเก็บรักษาไว้
สิ่งที่ผู้รับขันธ์ต้องทำหลังทำพิธีรับขันธ์
๑) ตั้งพานไหว้ครูไว้ที่บ้านเพื่อกราบไหว้ ด้วยเครื่องบูชาดังนี้ ดอกไม้แปดคู่, เทียนแปดคู่, เหรียญเงิน ๑ เหรียญ (๑ บาท) เวลาจุดธูป ให้จุด ๘ ดอก น้อมจิตไหว้ ๘ ทิศ
๒) ปฏิบัติบูชา ด้วยการน้อมรับอริยขันธ์นั้นๆ ไปปฏิบัติจริง การทำสมาธิทุกวันจะทำให้ครูทางจิตวิญญาณสื่อสารและช่วยเหลือเราง่ายขึ้น ให้ทำสมาธิ ๓ ขณะ คือ ขณะนอนหลับ (ครูทางจิตวิญญาณนิยมมาสอนตอนนี้) ขณะนั่งสมาธิสงบ (ปัญญาแท้ของเรามักเกิดช่วงนี้) ขณะทำกิจกรรมทุกชนิด (ครูทางจิตวิญญาณจะมาช่วยสอน เรียกว่าครูพักลักจำ)
๓) ศึกษาและปฏิบัติธรรมตามแนวทางคำสอนของผู้ที่รับ “อริยขันธ์” ด้วยกันให้ชำนาญ
๔) อธิบายให้ทางบ้าน ไม่ว่าจะเป็นศาสนา หรือมีความเชื่อใดก็ตาม เข้าใจถึงแนวทางปฏิบัติที่เป็นสัมมาทิฐิแต่ทางเดียว ไม่มีโทษแก่ตนหรือผู้ใดให้เขาเข้าใจ พยายามอย่ายัดเยียดให้ผู้อื่นฟังหรือรับรู้ อย่าพูดโอ้อวด อย่าพูดเรื่องปัจจัตตังให้บุคคลที่ไม่ควรฟัง อย่าพยายามครอบงำให้ใครเชื่อ ขอให้ทำตัวให้ดีจนบารมีเกิด คนทั้งหลายจะยอมรับเราเอง