พิธีการรับ “อริยขันธ์” จากองค์พุทธะเพื่อปลดทุกข์จากชีวิต
พิธีการรับ “อริยขันธ์” จากองค์พุทธะเพื่อปลดทุกข์จากชีวิต
ประวัติอันที่มาของประเพณีการรับ “อริยขันธ์”
บุคคลที่ประสบปัญหาในการดำเนินชีวิตมาก ต้องพบอุปสรรคนานปการ มีความเครียด ความทุกข์รุมเร้า วิบากกรรมต่างๆ โหมกระหน่ำเข้ามามากมายไม่ทันตั้งตัว แต่โชคดีที่มีบุญทำไว้ก่อนแต่หนหลังพอหาทางแก้ ให้พ้นจากวิบากกรรมนั้นๆ ได้ บุคคลนั้น มักจะถูกทักว่ามีองค์ และต้องไปทำพิธี “รับขันธ์” ซึ่งชาวไทยเรามีประเพณีมานาน นับตั้งแต่เมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจน แต่หากเท้าความถึงประวัติศาสตร์จากพุทธศาสนาแล้วจะพบว่า มีการทำพิธีรับขันธ์ครั้งแรกในสมัยพระอานนท์ ในสมัยนั้นทรงให้ “อริยขันธ์ ๓” แก่พราหมณ์ผู้หนึ่ง จนประกาศตนเป็นอุบาสก และปฏิบัติตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้า โดยไม่ต้องออกจากวรรณะพราหมณ์ของตนเลย นับเป็นทางแก้ที่พระอานนท์ทรงให้ไว้ เป็นประเพณีรับขันธ์ครั้งแรกของชาวพุทธนับตั้งแต่นั้นมา ปัจจุบัน การรับขันธ์มีความคลาดเคลื่อนออกไปมาก และมุ่งเน้นไปทางพิธีรีตอง การทำนายทายทัก และการทรงเจ้าเข้าผี อาศัยขันหรือพานใส่ดอกไม้ธูปเทียนและค่าบูชาครู เป็นพิธีรับขันธ์ โดยไม่มีการแนะนำทางแก้ให้กับปัญหาชีวิตที่ผู้รับกำลังประสบขึ้นเลย จึงไม่ได้แก้ปัญหาชีวิตได้ตรงจุดอย่างแท้จริง ทั้งๆ ที่ชาวไทยส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธ และทราบดีว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนทางดับทุกข์ที่แท้จริง แต่กลับมุ่งออกห่างจากคำสอนของพระพุทธองค์โดยไม่รู้ตัว ดังนั้น ในบทความนี้จะขอกล่าวถึงการรับขันธ์แบบชาวพุทธตามแนวพระอานนท์
วัตถุประสงค์ของการปฏิบัติธรรมด้วยการรับ “อริยขันธ์”
การรับขันธ์ เป็นแนวทางปฏิบัติของฆราวาสชาวไทยมานานแล้ว เป็นประเพณีที่ทำกันเองในหมู่ชาวบ้าน แต่หากเราศึกษากันอย่างลึกซึ้งก็พบว่าพระอานนท์ได้ทรงให้รับขันธ์มาก่อนหน้าที่คนไทยจะทำมานานแล้ว ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันถึงวัตถุประสงค์การรับขันธ์ในแบบที่ถูกต้องแท้จริง ขออธิบายดังนี้
๑) ลดการรีบบวชพระเพื่อหนีภาระทางโลก โดยขาดการเตรียมตัวเตรียมใจที่ดี หรือด้วยการเห็นช่องโอกาสที่หมู่สงฆ์หย่อนยานด้านการปกครองพระลูกวัดก็ดี ส่งผลให้เกิดพระสงฆ์ที่หย่อนยานในพระธรรมวินัยมากขึ้น และพระพุทธศาสนาเสื่อมศรัทธามากขึ้น
๒) เตรียมพระสงฆ์ที่ดีป้อนให้พระพุทธศาสนา โดยการฝึกฝนและปฏิบัติธรรมในแบบฆราวาส จนดีงามพร้อมสมบูรณ์ เมื่อบวชห่มผ้าเหลืองแล้วก็ย่อมจะสามารถปฏิบัติธรรม อยู่ในศีลได้อย่างเคร่งครัด ทำให้พระพุทธศาสนาน่าศรัทธา น่าเลื่อมใสมากขึ้น
๓) แพร่ขยายกลุ่มผู้ปฏิบัติธรรมไปยังฆราวาส โดยการผ่อนปรนศีลบางข้อ และปรับศีลบางข้อเพิ่ม หรือการปรับกรรมฐานที่สอดคล้องกับฆราวาส ปัจจุบันมีฆราวาสจำนวนมาก พยายามจะปฏิบัติกรรมฐานตามพระสงฆ์ แต่เนื่องจากวิถีชีวิตของสงฆ์กับฆราวาสต่างกัน ทำให้ฆราวาสมีปัญหาในการปฏิบัติธรรมขั้นสูงขึ้น จึงควรมีแนวทางแบบฆราวาส
๔) แพร่ขยายการปฏิบัติธรรมโดยไม่แบ่งแยกศาสนา อาศัยหลักแก่นสาระสำคัญที่ว่าธรรมะ คือ ธรรมชาติ ไม่ใช่ของใคร ไม่ใช่เรื่องศาสนา แต่เป็นเรื่องธรรมดา ธรรมชาติ ที่ทุกชาติ, วรรณะ, ศาสนา ฯลฯ สามารถปฏิบัติได้เท่าเทียมกันทุกคน จึงต้องหาแนวทางการปฏิบัติธรรมที่ไม่ขึ้นกับศาสนาพุทธ แต่เป็นแนวทางสากลที่ทำได้ทุกศาสนา
๕) ให้การช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาชีวิตที่แก้ไม่ตก เพื่อช่วยให้ได้พบทางออก ทางแก้ปัญหาชีวิต และพบหนทางดับทุกข์ได้ในแต่ละระดับไป เนื่องจากปัจจุบัน มีฆราวาสจำนวนมาก ที่มีปัญหาชีวิตหาทางออกไม่ได้ การไปปรึกษาพระอรหันต์ กลับได้คำตอบที่ยากแก่การปฏิบัติตามในแบบฆราวาส จึงจำเป็นต้องมีแนวทางการปฏิบัติของฆราวาสเอง
๖) สนับสนุนฆราวาสที่ขาดโอกาสให้ปฏิบัติธรรมได้เต็มที่ โดยการให้การสนับสนุนปัจจัยสี่ ในการปฏิบัติธรรมในเพศฆราวาสจนพร้อมสมบูรณ์ก่อนที่จะส่งให้บวชพระ หรือเข้าสู่ศาสนาต่างๆ ตามที่ต้องการต่อไป ตลอดจนการสนับสนุนกิจกรรมในอนาคต เช่น การช่วยในการตั้งศูนย์ปฏิบัติธรรม เนื่องจากมีสายสัมพันธ์กับกลุ่มฆราวาสกันมาก่อน
๗) สนับสนุนกิจกรรมศาสนาที่พระสงฆ์ทำไม่ได้ โดยการปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนาต่างๆ ทั้งพุทธศาสนาและศาสนาอื่นๆ ทั้งหมดนี้รวมเรียกว่า “พุทธจักร” หมายถึง ทุกศาสนาล้วนสอนให้คนทำดีจึงมีจิตพุทธะทั้งสิ้น ดังนั้นพุทธจักรจึงหมายถึงทุกศาสนาที่มุ่งเน้นการทำดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์นั่นเอง ซึ่งฆราวาสทำได้มากกว่าสงฆ์
๘) เพื่อแก้ปัญหาการปฏิบัติธรรมที่ไม่ต่อเนื่อง เนื่องจากปัจจุบันวรรณะพราหมณ์ไม่มีในสังคม การปฏิบัติธรรมแนวฆราวาส จึงเป็นการปฏิบัติชั่วครั้งชั่วคราว แต่การรับขันธ์ จะเป็นการปฏิบัติธรรมตลอดเวลา และตลอดชีวิตในระดับที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตตนเอง
ข้อควรระวังในการรับขันธ์
๑) การหลอกลวงและเอาเปรียบผู้ตกทุกข์ได้ยาก ด้วยการเรียกค่าครูแพงเกินไป
๒) การทำผิดครู ละเลยการถือศีลปฏิบัติธรรม จนจิตเสื่อมถึงขั้นผีชั้นต่ำครอบงำได้
๓) การมุ่งเน้นอิทธิฤทธิ์ โอ้อวด แข่งดีแข่งเด่น จะนำจิตมาร และความวุ่นวายมาให้
๔) การทำสิ่งที่เกินขอบเขตครูอาจารย์และกฎหมายบ้านเมืองจะนำความวิบัติมาให้
*หมายเหตุ แนวทางการรับขันธ์ที่กล่าวในบทความนี้ มีในที่นี่ที่เดียวเท่านั้น ในการรับขันธ์ที่อื่นๆ จะแตกต่างจากนี้ไป แต่ในอนาคตสามารถปรับตามแนวทางในบทความนี้ได้ หากผู้ทำพิธีรับขันธ์ ได้เรียนรู้แนวทางการรับขันธ์เพื่อปฏิบัติธรรมตามแบบในบทความนี้
ปรัชญาเกี่ยวกับ “อริยขันธ์” ทำไมต้องรับ?
“ขันธ์” ในทางพระพุทธศาสนา คือ “ขันธ์ ๕” ทั้งประการ อันได้แก่ รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร และวิญญาณ ขันธ์ทั้งห้านี้ล้วนเป็นภาระ เป็นของหนักที่บุคคลจำต้องแบกภาระไว้ อาทิเช่น สังขารขันธ์ หรือร่างกายของเรา เราต้องทำงานอย่างหนักดูแลร่างกายนี้ ให้อาหารแก่ร่างกายนี้ บุคคลที่มีภาระกรรมรุมเร้า จะเริ่มเบื่อหน่ายในชีวิต และพบว่าขันธ์ทั้งหลายเป็นภาระหนัก จากนั้นจะเริ่มแสวงหาทางดับทุกข์ต่างๆ นานา เพื่อแก้ปัญหาในชีวิต ดังนั้น จึงมีหมอดูและคนทรงเจ้าส่วนหนึ่งได้ทำพิธีรับขันธ์ขึ้น ในรูปแบบต่างๆ กันไป โดยมุ่งเน้นพิธีรีตองแต่ไม่มุ่งเน้นการให้ธรรมะที่ถูกต้อง คล้ายกับพิธีรับขวัญฉะนั้น การไม่แนะนำทางออกทางแก้ปัญหาชีวิตให้อย่างถูกต้อง ทำให้บ้างต้องเร่รับขันธ์ รับจากคนนั้นที คนนี้ที แต่ก็ไม่หายไปจากทุกข์ จากปัญหาชีวิตได้ เพราะการรับขันธ์นั้น เป็นแค่การทำพิธีเท่านั้น ไม่ได้มีแก่นสารสาระที่แท้จริงเลย จึงขาดคำแนะนำในการต่อสู้ชีวิตในยามคับขัน และต้องอยู่ในวังวนของการรับขันธ์ที่เต็มไปด้วยอวิชชาไม่มีที่สิ้นสุด
ขันธ์ ๕ ก็มีแล้ว ยังจะรับเพิ่มอีกทำไม?
ขันธ์ ๕ เป็นภาระหนักดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น การรับขันธ์ที่จะกล่าวต่อไปนี้ จึงไม่ใช่การรับที่ทำให้ตนต้องหนักลงอีก แต่คือ การรับขันธ์ใหม่ เตรียมใจสละทิ้งขันธ์ ๕ ของเก่าที่อยู่อยู่เดิมนั่นเอง สำหรับขันธ์ใหม่ แนวทางของพระอานนท์ จะนับเอา ไตรสิกขาทั้งสามประการ คือ ศีล, สมาธิ และปัญญา เป็นขันธ์ใหม่ หรือภาระที่ถือใช้ชั่วคราวบนโลก เพื่อการปฏิบัติธรรม บำเพ็ญเพียรนั่นเอง ซึ่งเป็นขันธ์ที่พร้อมสำหรับนักบวช แต่ในกรณีของฆราวาสที่ไม่พร้อมในการบวชแล้ว จำต้องมีขันธ์ในรูปแบบที่แตกต่างกันไป แต่สำหรับพิธีรับขันธ์ ก็เป็นเพียงแค่เปลือกนอกเท่านั้น เป็นเสมือนการรับขวัญของชาวไทยโบราณ เมื่อชีวิตต้องประสบเคราะห์กรรม ก็ทำพิธีรับขวัญกัน แต่แก่นสารที่แท้จริงของการรับขันธ์ในที่นี้จะเป็นการนำหลักธรรม การปฏิบัติธรรม เฉพาะส่วน “ใบไม้ในกำมือ” ที่เหมาะสมกับบุคคลประเภทต่างๆ มาปฏิบัติอย่างจริงจังเพื่อปลดเปลื้องทุกข์ ดังนั้น ในบทความนี้ จะขอเสนอขันธ์แบบต่างๆ และขั้นตอนในการปฏิบัติธรรมที่กว้างขวางขึ้น ที่แตกต่างจากแนวทางปฏิบัติในการรับขันธ์แบบทั่วไปที่ชาวไทยในปัจจุบันนิยมทำกันอยู่ เพื่อให้สละละทิ้งขันธ์ ๕ ของเก่าที่เป็นภาระ ถือครองขันธ์ใหม่ อันจะนำความสุขแท้มาให้ พ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง ตามคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดม ดังนี้
ลำดับขั้นในการรับ “อริยขันธ์” เพื่อปลดเปลื้องทุกข์ให้ชีวิต
“ขันธ์ ๘” ขันธ์ของฆราวาสผู้มีครอบครัวและอาชีพ (กรรมมาบุญมี)
ในขั้นนี้ จะรับขันธ์โดยไม่มีการถือบวชใดๆ สามารถนุ่งห่มผ้าสีต่างๆ ได้ตามปกติ ทำงานได้ตามปกติ และยังสามารถมีครอบครัวได้ เพียงแต่นำแนวทางการปฏิบัติจิตปฏิบัติธรรมไปปฏิบัติเท่านั้น ซึ่งจะส่งผลให้การดำเนินชีวิตในเพศฆราวาสนั้นเจริญรุ่งเรืองดีงาม ผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆ ไปได้ด้วยดีมากขึ้น สำหรับขันธ์ ๘ จะถือศีล ๘ ข้อ เป็นพื้นฐาน ในขั้นนี้ ผู้ปฏิบัติอาจได้รับอิทธิฤทธิ์บางประการจากครูทางจิตวิญญาณ หรือได้ความสามารถพิเศษทางจิตได้ จะสามารถเปลี่ยนอาชีพมาเป็นอาชีพอิสระต่างๆ ได้ เช่น คนทรงเจ้า, หมอดู, หมอแผนโบราณ ฯลฯ ซึ่งจะทำให้ชีวิตที่ต้องมีอาชีพนั้น มีความอิสระและสงบสุขมากขึ้น นับเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนการเข้าสู่การละครัวเรือนมีชีวิตที่สงบ แต่เริ่มเตรียมตัวเพื่อความพร้อมด้วยการปฏิบัติธรรมแนวนี้ก่อน ด้วยการปฏิบัติธรรมพร้อมกับ ประกอบอาชีพไป และรับภาระครอบครัวไปด้วย และยังมีตำแหน่งทางการเมืองได้ด้วย
“ขันธ์ ๕” ขันธ์ของฆราวาสผู้ไร้ครอบครัวและไม่มีอาชีพ (กรรมหมดบุญออก)
ในขั้นนี้ จะรับขันธ์โดยยังไม่มีการถือบวชใดๆ และมีอาชีพได้ตามปกติ แต่จะไม่มีครอบครัวอย่างแน่แท้เด็ดขาด (ต่างจากขันธ์ ๘ ที่ยังมีครอบครัวอยู่) บุคคลที่เคยมีครอบครัวแล้วหากจะรับขันธ์ ๘ จำต้องเลี้ยงดูครอบครัวให้พ้นจากภาระ มีอาชีพการงานดูแลตนเองได้หมดก่อน จึงค่อนสละครัวเรือนมารับขันธ์ ๕ ที่สูงขึ้น แล้วเตรียมตัวเพื่อรับขันธ์ที่สูงขึ้นต่อไป ในการเปลี่ยนขันธ์แต่ละครั้ง ไม่จำเป็นต้องกำหนดว่าระยะเวลานานเท่าใด ขึ้นอยู่กับผู้ปฏิบัติจะพร้อมในการรับขันธ์ระดับใด แต่จะต้องปฏิบัติได้จริง สำหรับขันธ์ห้านี้ จะเหมาะสมกับผู้อุทิศตนเองให้กับศาสนาอย่างเต็มตัวเช่น ครูสอนศาสนา ฯลฯ โดยไม่ต้องมีภาระครอบครัว และไม่อาศัยการบำเพ็ญเพื่อเลี้ยงชีพหรือแลกมาซึ่งเงินทอง ทั้งยังละเว้นจากเรื่องการเมือง จึงนับขันธ์ ๕ นี้ว่าเป็น “โพธิขันธ์” หรือขันธ์ที่พระโพธิสัตว์จะทรงถือไว้เพื่อเป็นแนวทางในการบำเพ็ญบารมีนั่นเอง โดย “ขันธ์ ๕” มีดังนี้
๑) “ศีลขันธ์” ศีล ๕ คู่ (ศีล ๑๐) คือ สิ่งยืมใช้เพื่อบำเพ็ญธรรมชั่วคราวบนโลก ซึ่งเป็นเครื่องประคองตน เตือนสติตนให้ระลึก ระวังกรรม ได้แก่ เว้นการการละเมิดในศีลทั้ง ๘ ประการแต่เดิม และศีลอีก ๒ ประการใหม่ คือ ละเว้นจากการมีครอบครัว, คู่ครอง, คู่นอน, คู่ใจ และละเว้นจากกิจทางโลก อันมิใช่กิจเพื่อครองสังขาร เช่น การเมือง, อาชีพหมอดู ฯลฯ พึงรับได้แต่กิจทางธรรม
๒) “พรหมวิหารขันธ์” (พรหมวิหาร ๔) คือ สิ่งยืมใช้เพื่อบำเพ็ญธรรมชั่วคราวบนโลก อันได้แก่ วิหารกายเนื้อแห่งพรหม, และจิตพุทธะ ที่ประคองร่วมกันอยู่ดุจโบสถ์และพระประธาน ได้แก่ เมตตา, กรุณา, มุทิตา, อุเบกขา ทั้งสี่ประการนี้ช่วยให้ผู้ปฏิบัติธรรมลดความเห็นแก่ตัว และเพื่อผลประโยชน์แก่มหาชนมากขึ้น ไม่ได้มุ่งเน้นเอาตัวเองรอดเหมือนการปฏิบัติแบบขันธ์ ๘
๓) “อินทรีย์ขันธ์” (อินทรีย์ ๕) คือ สิ่งยืมใช้เพื่อบำเพ็ญธรรมชั่วคราวบนโลก อันได้แก่ ความสามารถที่ฝึกฝนได้ดุจอวัยวะในร่างกายทั้ง ๕ ประการ ได้แก่ ศรัทธา, วิริยะ, สติ, สมาธิ, ปัญญา ที่เจริญดีจนสามารถใช้ได้คล่องแคล่วประดุจอวัยวะหนึ่งในร่างกาย สำหรับผู้บำเพ็ญด้วยการรับขันธ์ ๕ จำต้องฝึกปรืออินทรีย์ ๕ ประการนี้อย่างสม่ำเสมอมิขาด มิย่อหย่อน เพราะเป็นเครื่องพัฒนาตนเองให้ไปสู่ความเจริญเพิ่มขึ้นในทุกๆ ด้าน
๔) “สัปปุริสธรรมขันธ์” (สัปปุริสธรรม ๗) คือ สิ่งยืมใช้เพื่อบำเพ็ญธรรมชั่วคราวบนโลก ซึ่งเป็นธรรมที่ช่วยปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ได้ดี เหมาะสมสำหรับฆราวาสที่ยังเกี่ยวข้องกับสังคมโลกอยู่ ได้แก่ ธัมมัญญุตา (รู้เหตุ), อัตถัญญุตา (รู้ผล), อัตตัญญุตา (รู้ตน), มัตตัญญุตา (รู้ประมาณ), กาลัญญุตา (รู้กาล), ปริสัญญุตา (รู้ชุมชน ค่านิยม, ความเชื่อ ฯลฯ), บุคคลปโรปรัญญุตา (รู้คน ในฐานะที่คนแต่ละคนมีความแตกต่างกันไปไม่เหมือนกัน)
๕) “บารมีขันธ์” คือ สิ่งยืมใช้เพื่อบำเพ็ญธรรมชั่วคราวบนโลก อันได้แก่ บารมี ที่ช่วยโปรดสัตว์ ได้แก่ ทานบารมี, วิริยะบารมี, ขันติบารมี, อุเบกขาบารมี, เนกขัมบารมี, ศีลบารมี, สัจจบารมี, อธิษฐานบารมี, เมตตาบารมี, ปัญญาบารมี ทั้งหมดนี้คือ ขันธ์ที่สำคัญที่ผู้รับขันธ์ ๕ จำต้องนำไปปฏิบัติด้วย
“ขันธ์ ๓” ขันธ์ของนักบวชผู้ครองพรหมจรรย์ทุกศาสนา (บารมีเกิด)
ในขั้นนี้ จะรับขันธ์เพื่อปฏิบัติตนเป็นนักบวช หรือนักธรรมในศาสนาต่างๆ อย่างงดงาม ไม่ว่าอยู่ในศาสนาใดก็จะได้รับการยกย่องนับถือได้ทั้งสิ้น โดยมุ่งเน้นการตัดขาดจากครัวเรือน, การอาชีพ, เงินทอง, ไพร่ทาส อย่างสิ้นเชิง เป็นการปฏิบัติเดี่ยว ออกจากความสุขสบายของปุถุชนเพื่อแสวงหาธรรมอย่างเต็มตัว หากไม่สามารถค้นพบสัจธรรมจากศาสนาของตนได้ ก็สามารถรับขันธ์ที่สูงขึ้นไปได้ เมื่อค้นพบว่าทางแห่งสัจธรรม คือ นิพพาน ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็สามารถขอรับขันธ์ ๑ บวชเป็นพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาได้ แต่ก่อนจะบวชเป็นพระสงฆ์จะต้องปรับตัวด้วยการรับขันธ์ ๓ ไปปฏิบัติได้ได้สมบูรณ์ก่อน คือ การถือครองพรหมจรรย์, ละครัวเรือน, อาชีพ, เงินทอง, ทรัพย์สิน, ไพร่ทาสบริวาร ฯลฯ ซึ่งนับเป็นขั้นตอนเตรียมความพร้อมในการเป็นนักบวช ซึ่งขันธ์ ๓ นี้ ฆราวาสจะถือได้เพียงชั่วคราวระยะสั้นๆ ช่วงที่ปฏิบัติธรรมเป็นนักบวชอย่างหนักเท่านั้น เพราะจะมีปัญหาขาดเงิน, ขาดอาหาร แต่สามารถทำให้ได้เข้าสู่ขันธ์ ๑ เร็ว คือ ได้มรรคได้ผลเร็ว แล้วต้องรีบบวชเป็นพระสงฆ์เพื่อมุ่งเอานิพพานทันที ไม่เช่นนั้น จะมีปัญหาการดำรงชีพ จะอยู่ในสังคมได้ยาก ขันธ์ ๓ จึงเป็นขันธ์ชั่วคราวเท่านั้น และไม่เหมาะสำหรับผู้บำเพ็ญบารมีเพื่อชาติภพต่อๆ ไป เพราะจะมีปัญหาการบำเพ็ญบารมีได้ยาก ขีดจำกัดของศีลมีมาก ดังนั้นขันธ์ ๓ จึงเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าผู้ปฏิบัติมุ่งนิพพานแน่แล้ว เพราะเมื่อปฏิบัติไป ละเรื่องทางโลกไป หากไม่ห่มเหลือง เป็นนักบวชในศาสนาอื่น จะไม่สามารถอยู่ในสังคมได้เลย เพราะขาดแคลนอาหาร ไม่มีคนทำบุญอุดหนุนให้เลย ขันธ์ ๓ ในปัจจุบัน จึงเป็นเครื่องทดสอบใจนักปฏิบัติธรรมในลัทธิและศาสนาอื่นๆ ว่าจะมุ่งตรงต่อศาสนาของตนต่อไป หรือเปลี่ยนมาอาศัยบารมีผ้าเหลืองเพื่อการปฏิบัติธรรม ทั้งนี้โปรดสังเกตว่าศีลของผู้รับขันธ์ ๓ จะถือเอาศีล ๓ ระดับ คือ จุลศีล, มัชฌิมศีล, และมหาศีล (ในขณะที่ขันธ์ ๕ นับเอาศีล ๕ คู่, และขันธ์ ๘ นับเอาศีล ๘ ข้อ) ซึ่งหากเทียบกับศีลของนักบวชในทางพระพุทธศาสนาแล้ว การรับขันธ์ ๓ จะเทียบเท่ากับสามเณร
“ขันธ์ ๑” ขันธ์ของพระสงฆ์ผู้มุ่งนิพพานแห่งพุทธจักร (ธรรมปรากฏ)
ในขั้นนี้ จะรับขันธ์ด้วยการบวชเป็นพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาเท่านั้น จึงจะสามารถปฏิบัติเพื่อขันธ์ ๑ ได้ เนื่องจากเป็นการปฏิบัติเพื่อ “ขันธ์นิพพาน” ตามธรรมดาแล้ว เพศฆราวาสไม่สามารถทรงขันธ์ได้ หากบรรลุธรรมถึงขั้นนิพพานแล้วจะตายใน ๗ วัน ดังนั้น จึงต้องบวชห่มเหลืองก่อนที่จะเข้าสู่ภาวะนั้นๆ กล่าวคือ เมื่อเกิดความเบื่อหน่ายโลก หลบจากครัวเรือนไปปฏิบัติธรรมเหมือนฤษี หรือนักบวช หรือนักธรรมตามแนวศาสนาต่างๆ แล้ว ค้นพบสัจธรรม หรือไม่อาจค้นพบสัจธรรมได้ ก็ให้บวชเข้ามาในพุทธศาสนา ทั้งนี้ ผู้บวชควรเลือกบวชกับพระสงฆ์ที่บรรลุธรรมอย่างต่ำระดับอนาคามี หรือหากหาไม่ได้ ให้บวชแล้วแสวงหาอาจารย์ที่บรรลุธรรมขั้นอนาคามี ซึ่งในทางการปฏิบัติแนวนี้ นับเอาท่านที่บรรลุธรรมขั้นอนาคามีที่บวชเป็นพระนั้น เป็นผู้ถือขันธ์ ๑ อยู่
“ขันธ์ ๐” ขันธ์ของพระอรหันต์ผู้ดับขันธปรินิพพาน (สิ้นภพชาติ)
ในขั้นนี้ จะไม่มีการรับขันธ์จากใคร ไม่มีพิธีการรับขันธ์ แต่เป็นกระบวนการกำหนดจิตเพื่อ “ดับขันธปรินิพพาน” คือ “ขันธ์สูงสุด” ที่พ้นทุกอย่างแท้จริง พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดอย่างแท้จริง ผู้ปฏิบัติจะทำได้เมื่อบรรลุธรรม แล้วเข้าสู่ภาวการณ์ตายเท่านั้น ไม่มีผู้ใดทำให้ได้ ไม่มีผู้ใดสอนได้ จำต้องได้ด้วยตนเอง เมื่อเข้าสู่ภาวการณ์บรรลุธรรม จะรู้ได้ด้วยตนเอง ว่า “ขันธ์ ๐” นั้นเป็นอย่างไร ดังนั้น จึงไม่มีการสอนและพิธีการรับขันธ์นี้
ทั้งนี้ บุคคลจะรับขันธ์ใดๆ ได้เมื่อ มีความพร้อมถึงแล้ว อาทิเช่น ขันธ์ ๘ จะต้องมีความพร้อมในตัวเองที่จะปฏิบัติธรรมเอาตัวพ้นทุกข์, ขันธ์ ๕ จะต้องมีความพร้อมด้านบุญถึงระดับหนึ่งแล้ว กล่าวคือ มีบุญอยู่ในฐานะที่ไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องมีอาชีพ และไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับทางโลก ทางการเมืองใดๆ อีกแล้ว เช่น พ่อแม่ที่ลูกมีครอบครัวหมด หมดภาระ มีเงินเก็บ และมีเวลาทำบุญได้เนืองๆ ก็สามารถรับขันธ์ ๕ ได้ สำหรับบุคคลที่ยังไม่หมดภาระกรรม ยังปลดเปลื้องไม่หมด ยังไม่ได้เข้าสู่ช่วงเสวยผลบุญ ยังต้องอาศัยงาน, เงิน และอาชีพ จะต้องรับขันธ์ต่ำกว่าขันธ์ ๕ คือ รับได้เฉพาะขันธ์ ๘ เท่านั้น ซึ่งหากปฏิบัติขันธ์ ๕ จนเกิดบารมีมากแล้ว ก็สามารถรับขันธ์ ๓ ที่สูงกว่าต่อได้ ในระดับขันธ์ ๓ นี้ จะไม่อาศัยเงินเลี้ยงชีพ ไม่เก็บเงิน ไม่ถือทรัพย์สิน แต่มีคนอุปการะดูแลให้ ด้วยผลจากการบำเพ็ญบารมีของบุคคลผู้นั้นนั่นเอง ซึ่งปกติ มักมาอาศัยอยู่กิน และทำงานในกับองค์กรและมูลนิธิ หรือวัดวาต่างๆ หรือไม่ก็ต้องออกป่าธุดงค์ไม่สนใจอาหารการกิน
หลักการ, ขั้นตอนและวิธีการปฏิบัติในการรับ “อริยขันธ์”
สำหรับขันธ์ ๐ จะไม่มีขั้นตอนและพิธีการปฏิบัติ ผู้ได้ขันธ์ ๐ จะพึงรู้ได้ด้วยตนเอง และกระทำเมื่อเข้าสู่การตาย ส่วนขันธ์ ๑ นั้น รับด้วยการบวชเป็นพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาเท่านั้น ไม่สามารถบวชเป็นนักบวชในศาสนาอื่นเพื่อรับขันธ์ ๑ ได้ ซึ่งขั้นตอนพิธีบวชพระนั้นจะไม่ขอกล่าวถึง เพราะมีชาวพุทธอยู่มากมายทราบดีอยู่แล้ว ส่วนขันธ์ ๓ นั้น จะรับจากผู้มีขันธ์ ๓ หรือสูงกว่าขึ้นไป (สามารถรับได้จากฆราวาสผู้มีขันธ์ ๓ และพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติจิตขั้นสูงก็ได้) พึงเข้าใจว่าประเพณีและพิธีรีรองนั้น เป็นเปลือกนอกองค์ประกอบอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่ไม่ใช่ขันธ์ที่แท้จริง บุคคลจะพึงรับขันธ์ที่ถูกต้องแท้จริงได้ ด้วยการได้รับขันธ์จากผู้มีขันธ์แท้บริสุทธิ์ตามแต่ละขั้นเท่านั้น กล่าวคือ หากบุคคลรับขันธ์จากผู้ปฏิบัติได้มรรคผลจริง จึงจะได้รับขันธ์แท้ แต่หากรับจากคนทรงเจ้าที่ขาดความเข้าใจในธรรมะแท้จริง ก็จะได้แค่ทำพิธีไปเท่านั้น แต่จะไม่ได้รับขันธ์ ไม่ได้รับธรรมะแท้จริง ซึ่งก็หมายความว่าจะไม่ได้รับการปลดเปลื้องทุกข์ แก้ไขอุปสรรคในชีวิตได้อย่างแท้จริงอีกด้วย หลักการในการรับขันธ์ ในที่นี่จะขอกล่าวการรับขันธ์เพียง ๓ ประเภทแรกเท่านั้น คือ ขันธ์ ๘, ขันธ์ ๕, และขันธ์ ๓ (ซึ่งเป็นขันธ์ที่ผู้เขียนพอสามารถให้ได้) ดังนี้
ลำดับขั้นในการรับ “อริยขันธ์”
๑) ให้รับขันธ์จาก “ขันธ์ ๘” เมื่อปฏิบัติสูงขึ้นให้ปรับเป็น “ขันธ์ ๕” และ “ขันธ์ ๓”, “ขันธ์ ๑” และ “ขันธ์ ๐” ตามลำดับ (ขันธ์ ๐ รับเมื่อตาย จิตดับขันธปรินิพพาน) พึงระลึกว่าเราจะปลดขันธ์ให้ลดลงเรื่อยๆ เพราะขันธ์นั้นเป็นภาระ จึงไม่มีการเพิ่มขันธ์ มีแต่ลดขันธ์ลงเรื่อยๆ ดังนั้น เมื่อรับขันธ์แล้วปฏิบัติจนลดขันธ์ลงจนเป็น ๐
๒) “ขันธ์ ๘” คือ “ฆราวาสขันธ์” เป็นขันธ์สำหรับฆราวาสทุกศาสนาสามารถปฏิบัติธรรมตามแนวทางพุทธะได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนศาสนา และสามารถมีครอบครัวได้
๓) “ขันธ์ ๕” คือ “โพธิขันธ์” เป็นขันธ์สำหรับฆราวาสผู้ไม่มีครอบครัว มุ่งเน้นการบำเพ็ญเต็มที่ เตรียมพร้อมในการตัดขันธ์ห้า เตรียมพร้อมเป็นผู้ครองพรหมจรรย์
๔) “ขันธ์ ๓” คือ “ฤษีขันธ์” เป็นขันธ์ ๓ ประการที่ท่านพระอานนท์ให้กับพราหมณ์ที่ไม่สามารถเปลี่ยนศาสนา หรือวรรณะได้ สามารถปฏิบัติได้ถึงอนาคามีบุคคล
๕) “ขันธ์ ๑” คือ “นิพพานขันธ์” หรือ การมุ่งปฏิบัติเพื่อนิพพาน เมื่อได้ถึงขันธ์หนึ่ง (อนาคามี) ให้รีบบวชพระและปฏิบัติธรรมตามหลักพระสงฆ์ในพุทธศาสนา
๖) “ขันธ์ ๐” คือ “ดับขันธปรินิพพาน” ซึ่งเป็นการกำหนดจิตตายของผู้บรรลุธรรม
ในการดำเนินชีวิตของผู้ที่รับขันธ์ ๘ จะยังคงเหมือนเดิมทุกประการ แต่จะมีการเปิดจิตเพื่อรับครูทางจิตวิญญาณมาช่วยแนะนำสั่งสอน ซึ่งอาจเป็นไปได้ทุกศาสนา ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้า, พระเจ้า, พระเยซู, พระอัลเลาะห์ ฯลฯ สามารถมาถ่ายทอดธรรมะผ่านทางจิตวิญญาณได้ทั้งสิ้น เมื่อเข้าสู่ขันธ์ ๕ จะมุ่งเน้นการครองโสด และมุ่งการบำเพ็ญบารมี ช่วยเหลือเหล่าสรรพสัตว์จนกว่าจะบารมีเต เมื่อเข้าสู่ขันธ์ ๓ จะบวชเป็นฤษี (หรือนักบวชในศาสนาต่างๆ) จะมุ่งถือครองพรหมจรรย์ ไม่มีอาชีพทางโลกใดๆ แต่อยู่ได้ด้วยทานที่มีผู้คนศรัทธาถวายให้ และเมื่อเข้าสู่ขันธ์ ๑ จะต้องบวชเป็นพระ ไม่เช่นนั้นอาจดับขันธปรินิพพานตายในเพศฆราวาสได้ จากนั้น จะรับขันธ์ ๐ อีกครั้งเมื่อถึงเวลาตายลง คือ การดับขันธปรินิพพาน นั่นเอง
หลักในการรับ “อริยขันธ์” ที่ถูกต้อง
๑) รับขันธ์ในระดับที่เหมาะสมกับตน คือ การจะรับขันธ์ ๘, ๕, ๓ หรือ ๑ จะต้องพิจารณาก่อนว่าตนสามารถปฏิบัติได้จริงหรือไม่ หรือได้ปฏิบัติธรรมมาแล้วถึงขั้นใด จึงจะรับขันธ์ที่เหมาะสมกับระดับการปฏิบัติของตน และไม่ควรนำเรื่องระดับการปฏิบัติธรรมว่าอยู่ขั้นใด ไปบอกกล่าวอวดอ้าง ในวงสนทนาใดๆ เด็ดขาด
๒) รับขันธ์จากบุคคลที่สามารถให้ได้ คือ พึงรับจากคนที่ประสบความสำเร็จ เพราะท่านจะช่วยเหลือได้มาก และปฏิบัติธรรมถูกต้องตรงทางสัมมาทิฐิแต่ส่วนเดียว หรือตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น แม้ว่าการปฏิบัติธรรม จะอยู่ในศาสนาใดก็ตาม แต่ควรนำหลักธรรมจากพระพุทธเจ้าไปปรับใช้เมื่อรับขันธ์แล้ว
๓) รับขันธ์แล้วต้องนำไปปฏิบัติจริงจัง คือ การรับขันธ์เพียงแค่ไปบูชากราบไหว้นั้นไม่ให้ประโยชน์ในการพ้นทุกข์ได้แท้จริงเลย ต้องไม่ลืมว่าที่เรามารับขันธ์เพราะต้องการพ้นทุกข์ พ้นจากอุปสรรคที่รุมเร้าชีวิตของเรา ไม่ใช่เพื่อหลงเทพเจ้าใดๆ ดังนั้น จึงต้องไม่ลืมว่าปฏิบัติธรรมเพื่อสิ้นทุกข์ เพื่อหลุดพ้นจากทุกข์เป็นสำคัญ
๔) รับขันธ์ด้วยจิตที่พร้อมรับคำสั่งสอน คือ การรับขันธ์นั้นเป็นการแสดงตัวว่าเราพร้อมที่จะเป็นศิษย์ พร้อมที่จะให้คนอื่นว่ากล่าวตักเตือนหรือตำหนิติเตียนได้ เป็นสัตว์ที่สอนได้ เป็นมนุษย์ผู้พร้อมรับการฝึก ไม่ใช่มีจิตมิจฉาดื้อด้าน ดังนั้น ในพิธีรับขันธ์ ผู้ทำพิธีให้ย่อมจะแนะนำสั่งสอนให้ทางแก้ทุกข์แก่ผู้รับๆ ควรรับฟัง
๕) รับขันธ์แล้วต้องถือหลักธรรมตามขันธ์ คือ ขันธ์ ๘ ต้องถือศีล ๘ ข้อ, ขันธ์ ๕ ต้องถือศีล ๕ คู่ (ศีล ๑๐), ขันธ์ ๓ ต้องถือไตรสิกขาและศีลตามแบบพระอานนท์, ขันธ์ ๑ ต้องบวชพระและถือศีลแบบพระสงฆ์ เพื่อพระนิพพานอย่างเดียว คือ ศีล ๒๒๗ ข้อ ส่วนขันธ์ ๐ นั้น ไม่มีข้อจำกัดใดๆ เพราะจิตเป็นอิสระแล้วนั่นเอง
๖) รับขันธ์แล้วไม่จำเป็นต้องเป็นคนทรงเจ้า คือ ขันธ์ ๘ จะเปิดจิตให้ครูบาอาจารย์ทางจิตวิญญาณมาช่วยสอนทางจิต หรือเทพเทวดามาช่วยในการบำเพ็ญบารมี ทำให้คนที่มีจิตอ่อน อาจถูกจิตของเทพเทวดาควบคุม เรียกว่าการเข้าทรงนั่นเอง แต่สำหรับขันธ์ ๕ ขึ้นไปจะห้ามไม่ให้มีการทรงเจ้า จึงไม่ต้องเป็นคนทรงเจ้า
๗) รับขันธ์เพื่อทรงเจ้าเลี้ยงชีพชั่วคราว คือ การรับขันธ์ ๘ เพื่อรับครูทางจิตวิญญาณ หรือเทพเทวดาประจำตัว เพื่อให้ท่านมาช่วยบำเพ็ญบารมีร่วมกับเรา ในการรับขันธ์นี้ จะยืมพลังของเทพเทวดามาใช้ก่อนได้ แต่หลังจากรับขันธ์นี้แล้ว ขันธ์ที่สูงขึ้นไป ผู้ปฏิบัติจะมีบุญและความสามารถของตนเอง ไม่ต้องพึ่งเทพอีกต่อไป
๘) รับขันธ์จากคนที่ไม่คิดค่าบริการหรือค่าครูแพง คือ การรับขันธ์เป็นการทำเพื่อช่วยสรรพสัตว์ ไม่ใช่อาชีพ ไม่ใช่การหากิน ดังนั้น ตำหนักที่แพงๆ และรับขันธ์ในราคาที่แพงๆ จึงไม่ควรไปหา สมควรหาที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ และไม่เรียกค่าครู เกินกว่าที่ครูกำหนด (มักไม่ถึง ๒๐ บาท) ปกติ มักใช้ค่าครู ๑ สตางค์แดง เท่านั้น แค่พอเป็นพิธี และในระดับขันธ์ที่สูงขึ้น จะไม่รับเงินค่าช่วยเหลือด้วย
๙) รับขันธ์ตรงคำพูดที่ให้สัญญาใจไว้กับเทพประจำตัว คือ หากมีการพูดไว้ หรือตั้งใจไว้ หรือสัญญาทางใจไว้กับเทพท่านว่าจะรับขันธ์ในวันนั้นวันนี้ ที่นั่นที่นี่ แม้มีเหตุบีบคั้น มีมารแทรกมาบังคับให้เปลี่ยนแปลง ก็ต้องไม่ผิดสัญญาใจที่ให้ไว้ต่อเทพท่าน สมควรทำให้ได้ตามสัจจะสัญญาใจของตน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา
ผู้ที่ประสบปัญหาในชีวิตและต้องรับขันธ์ หากยังต้องมีครอบครัวและอาชีพให้รับขันธ์ ๘ หากตั้งใจไม่มีครอบครัวและอาชีพหรือตำแหน่งทางโลกใดๆ ให้รับขันธ์ ๕ หากสามารถประพฤติพรหมจรรย์ได้สมบูรณ์ แต่ยังติดเรื่องศาสนาเก่าของตนที่ยังเปลี่ยนไม่ได้ ให้รับขันธ์ ๓ หากตั้งใจแน่วแน่บำเพ็ญพรหมจรรย์ ละอาชีพ และนับถือพุทธศาสนาได้ ให้รับขันธ์ ๑ สำหรับขันธ์ ๐ จักต้องปฏิบัติเอง รับจากผู้ใดไม่ได้และจะทำเมื่อละสังขารเท่านั้น
ลำดับขั้นพิธีการในการรับ “อริยขันธ์”
๑) ติดต่อเจรจาขอให้ผู้ทำพิธีขึ้นขันธ์ให้ ในขั้นนี้ ผู้ทำพิธีจะสอบถามก่อนว่าเป็นอะไรมา ถึงได้ขอทำพิธีรับขันธ์ และสอบถามปัญหาที่ผู้รับขันธ์ได้รับก่อนเป็นการเบื้องต้น เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตรวจกรรม ว่าถึงเวลาที่จะช่วยหรือยัง ตนเองมีกำลังช่วยรายนี้ได้หรือไม่ หากตกลงได้สำเร็จ ก็จะนัดวันเวลาที่จะทำพิธี และการเตรียมตัว และข้าวของเครื่องใช้ในพิธีรับขันธ์ พร้อมสถานที่ทำพิธีรับขันธ์
๒) การเตรียมขันธ์และสถานที่ ในขั้นนี้ จะมีการจัดสถานที่เพื่อเตรียมความพร้อมแก่ผู้รับขันธ์ เป็นสถานที่สงบเงียบสับปายะ สามารถพูดคุย สื่อสาร และสื่อจิตกันได้อย่างเต็มที่ ในบางกรณีจะมีการสื่อจิตกับองค์เทพที่ประทับร่างในขณะนั้นๆ ก็มี รวมถึงการเตรียมขันธ์บูชา และเครื่องบูชา จำพวก ธูป, เทียน, ดอกไม้ อีกด้วย
๓) การปราศรัยเบื้องต้นในวันทำพิธี ในขั้นนี้ ผู้ทำพิธีจะทักทายอย่างเป็นกันเอง และสร้างความรู้สึกผ่อนคลาย หายหวาดกลัว และสร้างบรรยากาศอบอุ่นเป็นมิตรให้ผู้รับขันธ์รู้สึกดีและมั่นใจในพิธีรับขันธ์ว่าจะเป็นพิธีที่ดีงามเป็นกุศลแก่ตนเอง บางท่านจะปลอบใจ ให้กำลังใจต่อผู้ที่รับขันธ์เพื่อให้ฝ่าฟันอุปสรรคในชีวิตต่อไป
๔) การไหว้ครูก่อนทำพิธีของผู้ทำพิธี ในขั้นนี้ จะเป็นการจุดธูปเทียน บูชาพระรัตนตรัย ซึ่งเป็นครูของผู้ทำพิธีขึ้นขันธ์ตามแนวทางของพระอานนท์ เพื่อเป็นสิริมงคล ซึ่งการจุดธูปเทียนบูชาพระเป็นสิ่งแรกที่ต้องทำในงานพิธีก่อนกิจกรรมอื่น
๕) การกล่าวคำขอสละขันธ์ห้า ในขั้นนี้ ผู้ทำพิธีจะกล่าวนำ ให้ผู้รับขันธ์กล่าวตาม เป็นบทพิจารณาขันธ์ ๕ ว่าเป็นภาระ เป็นโทษ เป็นทุกข์ สมควรสละเสีย แล้วตามด้วยการกล่าวอุทิศขันธ์ ๕ เพื่อการปฏิบัติธรรม แสวงหาความหลุดพ้นทุกข์ และจะเข้าสู่พิธี “สะเดาะเคราะห์-ร่างเก่าตาย” เสมือนเราได้สละชีพลงแล้ว
๖) การกล่าวคำขอรับขันธ์ใหม่ ในขั้นนี้ ผู้ทำพิธีจะกล่าวนำ ให้ผู้รับขันธ์กล่าวตาม เป็นบทขอรับขันธ์ แสดงเจตจำนงในการรับธรรมเพื่อนำไปปฏิบัติให้สิ้นทุกข์ เรียกว่าเป็น “ขันธ์ใหม่” ซึ่งจะรับขันธ์ใดก็ตามกำลังของผู้ปฏิบัติ และจะเข้าสู่พิธี “สะเดาะเคราะห์-เกิดใหม่” ซึ่งเป็นการแสดงเจตจำนงแสดงตนเป็นอุบาสก
๗) การกล่าวคำขอรับศีลและรับธรรม ในขั้นนี้ ผู้ทำพิธีจะกล่าวนำ ให้ผู้รับขันธ์กล่าวตาม ถึงศีลและธรรมที่ใช้ในการปฏิบัติธรรมตามขันธ์แต่ละขั้นที่ผู้ปฏิบัติจะพึงปฏิบัติ ซึ่งขันธ์แต่ละขั้นจะมีการปฏิบัติที่เคร่งครัดในระดับที่แตกต่างกัน
๘) การกล่าวคำขอขึ้นครู ในขั้นนี้ ผู้ทำพิธีจะกล่าวนำ ให้ผู้รับขันธ์กล่าวตาม ซึ่งเป็นคำกล่าวบูชาครูบาอาจารย์ทางจิตวิญญาณต่างๆ โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นที่สุด
๙) การรับมนตราภิเษก ในขั้นนี้ ผู้ทำพิธีจะมอบมนตรา ให้เฉพาะตัว ซึ่งเป็นบทสวดมนต์ที่ใช้ในการเจริญภาวนาก็ดี ใช้ในการปฏิบัติธรรมก็ดี ตามควรแก่กาล
๑๐) การรับโอวาทจากผู้ทำพิธี ในขั้นนี้ ผู้ทำพิธีจะให้โอวาท ในกรณีที่มีการรับขันธ์หลายท่านพร้อมกัน แต่ในกรณีที่รับขันธ์เพียงรายเดียว จะเป็นการให้คำแนะนำสำหรับผู้รับขันธ์ใหม่ เป็นการแนะนำว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไรเพื่อจะปฏิบัติธรรมได้ดี
๑๑) การอวยพรจากผู้ทำพิธี ในขั้นนี้ ผู้ทำพิธีจะให้คำอวยพร เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ผู้รับขันธ์ เพื่อให้มีกำลังใจในการปฏิบัติธรรม และต่อสู้อุปสรรคในชีวิต ให้สามารถเอาชนะความทุกข์ และพ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง ซึ่งอาจมีการให้สิ่งดีงามต่างๆ ด้วย
๑๒) เสร็จพิธีรับขันธ์ ในขั้นนี้ ผู้รับขันธ์จะรับพานที่ใส่เครื่องบูชาไปเก็บรักษาไว้
เทพเทวดาที่เกี่ยวข้องกับผู้รับ “อริยขันธ์”
๑) สมณเทพ เป็นเทพกลุ่มนักบวช ที่ทำหน้าที่เป็นครูสอนธรรมะบนสวรรค์ สอนทั้งมวลมนุษย์และเทวดา เทพในกลุ่มนี้ มีพระโพธิสัตว์เป็นกำลังสำคัญ พระอรหันต์, พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระพุทธเจ้าเป็นที่สุด ส่วนใหญ่พระสงฆ์ที่ปฏิบัติดีงามในพระพุทธศาสนา เมื่อตายลงก็จะจัดเข้าเป็นเทพในกลุ่มนี้ และได้รับการนับถือสูงสุดในบรรดาเทพทั้งมวล ผู้รับขันธ์เทพแบบนี้จะต้องปฏิบัติธรรมอย่างหนัก
๒) มหาเทพ เป็นเทพที่อยู่เหนือระบบการจัดการสามภพ ผู้ปกครองภพต่างๆ ไม่ได้มีอำนาจเหนือเทพเหล่านี้ ท่านจะมีอิสระเต็มที่ แต่ยังไม่บรรลุธรรม จึงสามารถเวียนว่ายตายเกิดเป็นมนุษย์ได้อยู่ ยังมีกิเลสอยู่ ได้แก่ มหาเทพทั้ง ๖ ของชาวฮินดู เป็นต้น เหล่ามหาเทพ จะเป็นเทพที่มีฤทธิ์มาก และมีบริวารมาก ทั้งยังทำหน้าที่สำคัญให้แก่องค์พุทธะในการดูแลโลก นับถือพระพุทธเจ้าเป็นที่สุดอีกด้วย
๓) ครูเทพ เป็นเทพชั้นครูที่รองลงมาจากสมณเทพ กล่าวคือ เป็นเทพที่สอนมวลมนุษย์และเทวดาในหลักวิชาการต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องถือศีลพรต หรือบวชเป็นสมณะ เทพเหล่านี้ มาจากมนุษย์ที่ทำคุณงามความดีในด้านวิชาการบนโลกมนุษย์ เช่น ไอสไตน์, กาลิเลโอ, แวนโก๊ะ ฯลฯ ท่านจะมาช่วยเป็นครูพักลักจำ
๔) อิทธิเทพ เป็นเทพที่บำเพ็ญในสายอิทธิฤทธิ์ มักมีความสามารถทางด้านการปราบมนต์ดำ, ไสยศาสตร์, ถอนคุณไสย, อาคมต่างๆ เมื่อมาช่วยบุคคลใดในการบำเพ็ญแล้ว ก็มักยุ่งเกี่ยวแต่กับเรื่องที่ต้องใช้อิทธิฤทธิ์ โดยปกติจะเป็นเทพอายุเยาว์ในชั้นจตุมหาราชิกา ที่กำลังบำเพ็ญบารมีอยู่ ได้แก่ นาค, ครุฑ, คนธรรพ์, วิทยาธร, ยักษ์, นางไม้ต่างๆ ฯลฯ เทพลักษณะนี้ มีให้พบเห็นได้มากที่สุด
เทพเทวดาที่เกี่ยวข้องกับผู้รับขันธ์ข้างต้น เป็นการจำแนกคร่าวๆ โดยอาศัยคำศัพท์สมมุติบัญญัติทางโลกในการเรียก เพื่อให้เกิดความเข้าใจง่ายๆ แก่ผู้รับขันธ์เท่านั้น แต่สำหรับตำแหน่งและชื่อของเทพเทวดาบนสวรรค์จริงๆ นั้นจะยากแก่การจดจำและเข้าใจมากกว่านี้ จึงไม่ขอนำข้อมูลมาอธิบาย ท่านที่สนใจสามารถศึกษาได้จากพระไตรปิฎกโดยตรง อนึ่ง เมื่อผู้รับขันธ์ รับขันธ์ที่สูงขึ้นไปเป็นลำดับ ย่อมจะได้สร้างบุญบารมีร่วมกับเทพที่ชั้นสูงขึ้นเป็นลำดับด้วย จากเทพชั้นแรกสุด คือ อิทธิเทพ ที่มุ่งเน้นแต่ใช้อิทธิฤทธิ์รักษาคน ซึ่งอาจไม่ทันได้ใช้ปัญญาตรวจกรรมของสัตว์ก่อน นำปัญหามาสู่ตัวได้ จากนั้น จะเพิ่มขึ้นเป็นเทพสายปัญญา และเทพสายธรรมที่มุ่งเน้นการหลุดพ้นโดยตรง ในขั้นสูงสุดท้าย สำหรับท่านที่บำเพ็ญบารมี โดยไม่หวังนิพพานเป็นชาติสุดท้าย มักได้สัมผัสมหาเทพทั้ง ๖ ของฮินดูด้วย ตามแต่บุญบารมีที่เคยได้ทำร่วมกันมาในอดีตชาติ
จุดมุ่งหมายของผู้ปฏิบัติธรรมด้วยการรับ “อริยขันธ์”
๑) เพื่อแก้ปัญหาชีวิตเฉพาะหน้า ทุกข์ในปัจจุบันที่เข้ามารุมเร้าชีวิตให้ผ่อนผันเบาบางลง ด้วยการปฏิบัติธรรมแก้กรรมทั้งชีวิต ซึ่งได้ผ่านการทดลองใช้แล้วได้ผลดีมาแล้ว ๒)
๓) เพื่อปิดอบายภูมิสี่ อันเป็นภพภูมิที่มีความทุกข์ เป็นทุคติภูมิ ด้วยการปฏิบัติธรรมหวังผลเป็นโสดาบันอย่างต่ำ และอนาคามีเป็นอย่างสูง ในกรณีที่หวังนิพพานจะบวชพระ
๔) เพื่อบำเพ็ญบุญบารมี ส่งให้ตนเองไปนิพพานบนสวรรค์ ในช่วงที่โลกเข้าสู่กลียุค โดยจะขอให้ได้ฟังพระธรรมจากพระโอษฐ์ เทวดาทั้งหลายก็จะบรรลุธรรมได้ง่ายๆ
๕) เพื่อบำเพ็ญบุญบารมี ส่งให้ตนเองไปจุติในยุคพระศรีอาริยเมตตรัยแล้วได้ฟังธรรมจากพระโอษฐ์จนบรรลุธรรมซึ่งเป็นยุคที่โลกเต็มไปด้วยความเจริญทั้งด้านวัตถุและจิตใจ
๖) เพื่อบำเพ็ญบุญบารมี ส่งให้ตนเองไปจุติเพื่อตรัสรู้เป็นพรำพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง หรือเพื่อโปรดสัตว์ตามปณิธานของตน หรือปรารถนาเป็นพระอัครสาวกของพระพุทธเจ้าต่างๆ
๗) เพื่อช่วยกันจรรโลงรักษาศาสนาต่างๆ โดยเฉพาะศาสนาพุทธที่กำลังจะเสื่อมโทรมลง โดยไม่แบ่งแยกศาสนา คำนึงถึงสันติสุขร่วมกันของทุกศาสนา เรียกว่า “พุทธจักร”
๘) เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ในสังคมรูปแบบต่างๆ และพัฒนาตนเองให้มีความสามารถในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์มากขึ้นได้ ทั้งด้านอภิญญาและปัญญาโดยเฉพาะทางธรรม
โลกย่อมถึงกาลแตกดับในวันหนึ่ง แม้โลกยังไม่ถึงการแตกดับ แต่โลกยังมีวาระที่ต้องล้างมวลมนุษย์เพื่อสร้างสิ่งใหม่ ในช่วงนั้นเรียกว่า “กลียุค” คือ ยุคที่มีแต่มนุษย์จิตใจต่ำทรามมาเกิดรวมกัน มนุษย์จะมีอายุสั้น และร่างกายเตี้ยแคระ จะเข่นฆ่ากันอย่างดุเดือดไร้ความปราณี เหล่ามนุษย์ในยุคนั้นล้วนถูกเข็ญขุดมาจากขุมนรกชั้นล่าง จึงมีแต่ความเลวร้าย โหดร้าย ป่าเถื่อน สัจจะแห่งอนิจจัง, ทุกขัง, อนัตตา จึงปรากฏเห็นเด่นชัด ทว่ามนุษย์อายุสั้นเกินไปที่จะทันได้พิจารณากฎไตรลักษณ์นี้ เทวดาจำนวนมากมายจะเห็นความพินาศแห่งมวลมนุษย์และเกิดความสังเวชใจ และในยามนั้นเอง พระพุทธเจ้าสมณโคดม จะทรงรวมพระธาตุขันธ์ขึ้นเป็นร่างใหม่ แล้วเทศนาให้เหล่าเทวดาทั้งหลายได้ฟัง เทวดาจำนวนมากมายมหาศาลจะบรรลุธรรมได้อย่างง่ายดาย เพราะความสังเวชใจที่เห็นมวลมนุษย์ก่อกรรมทำเข็ญหนึ่ง เพราะความปลาบปลื้มใจที่ได้เห็นอภินิหารขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าหนึ่ง และเพราะบุญกุศล ทั้งการฝึกจิตที่ทำร่วมกันมายาวนานอีกหนึ่ง เทวดาเหล่านั้น จึงบรรลุธรรมจำนวนมาก ดังนั้น หากในยุคนั้น เราสามารถจุติเป็นเทวดาที่มีจิตสัมมาทิฐิ เป็นเทวดาที่มีจิตอ่อนน้อมต่อธรรม สอนง่าย ไม่ดื้อด้าน ทิฐิน้อย อัตตาต่ำ ก็ย่อมที่จะบรรลุธรรมบนสวรรค์ได้อย่างง่ายดาย ดังนั้น นิพพานจึงไม่ใช่ของยากนักที่จะวางแผนกันตั้งแต่ชาตินี้ เดี๋ยวนี้ โดยไม่มุ่งบังคับตนเองให้บรรลุเร็วๆ ในชาตินี้ แต่มุ่งที่จะทำบุญหนุนนำตนเองให้ได้ไปเกิดเป็นเทวดาที่จะได้ฟังธรรมจากพระโอษฐ์ในยุคนั้น
การเตรียมตัววางแผนเพื่อนิพพานได้อย่างง่ายๆ
๑) ฝึกจิตเพื่อให้ตนเองได้บรรลุธรรมอย่างต่ำโสดาบันเพื่อปิดอบายภูมิสี่ ให้สามารถเกิดได้แต่ภพสวรรค์และโลกมนุษย์เท่านั้น เช่นนี้ ก็เหลือทางไปเกิดแค่สองทาง ไม่มนุษย์ก็เทวดาเท่านั้น และไม่น่าได้เป็นมนุษย์ที่เกิดใน “กลียุค” นั้น การบรรลุโสดาบันนี้ ไม่ยากเกินไป เพราะยังไม่ต้องตัดกิเลสสิ้นเชิง ยังมีลูก มีครอบครัวได้
๒) ทำบุญหนุนนำให้ไปเกิดยังภพสวรรค์ ด้วยการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ซึ่งในกึ่งกลางพุทธกาลนี้ พระพุทธศาสนาจะเสื่อมลงมาก ดังนั้น สามารถที่จะทำบุญแล้วอธิษฐานจิต อาศัยผลบุญนี้เพื่อได้บรรลุธรรมในวันพระธาตุขันนิพพานได้ ในวันนั้น เหล่าเทวดาจะบรรลุธรรมกันมากมายและง่ายมาก อย่างที่ได้กล่าวข้างต้น
เพียงข้อปฏิบัติ ๒ ข้อนี้ หากสามารถทำได้อย่างแน่แท้แล้ว ย่อมนิพพานบนสวรรค์ได้ไม่ยาก ตรงกันข้าม เมื่อถึงเวลานั้นแล้ว อาจมีหลายท่านซึ่งได้จุติเป็นเทวดา อาจกลั้นใจไม่ยอมนิพพานเพราะปรารถนาจะเกิดในยุคพระศรีอาริยเมตตรัย และนิพพานในชาตินั้นก็ได้