ภาวะจิตพักเข้าฌานขณะทำงาน, ฌานธรรมชาติ และฌานในรูปแบบต่างๆ

ภาวะจิตพักเข้าฌานขณะทำงาน, ฌานธรรมชาติ และฌานในรูปแบบต่างๆ

ภาวะจิตพักเข้าฌานขณะทำงาน, ฌานธรรมชาติ และฌานในรูปแบบต่างๆ

มีการเปรียบเปรยว่าผู้ที่ฝึกสติปัฏฐานสี่ นั่งทอผ้าพิจารณาเส้นด้ายที่หดลงไปเป็นอนิจจัง ยังสามารถบรรลุธรรมได้ คำกล่าวนี้แม้เป็นแค่คำเปรียบเปรย แต่ก็เป็นไปได้จริง เหตุใดการทำงานโดยเจริญสติปัฏฐานจึงสามารถบรรลุธรรมได้เช่นนั้น และการบรรลุธรรมในขณะนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร อธิบายได้อย่างไร ในบทความนี้จะขอนำเกร็ดความรู้เกี่ยวกับภาวะฌานและภาวะจิตมานำเสนอในรูปแบบที่แตกต่าง ในลองได้พัฒนาปัญญากัน แต่ก่อนที่จะเข้าสู่เกร็ดความรู้อันเป็นปัจจัตตัง ขออธิบายความรู้พื้นฐานของจิตดังต่อไปนี้

รูปแบบการแสดงบทบาทหน้าที่ของจิต

๑) จิตรับวิบากกรรม

เป็นจิตที่รับผลจากการกระทำกรรมของตนในอดีต วิบากได้ส่งผลมาในปัจจุบัน ในรูปของ กุศลวิบากกรรม (กรรมดี), อกุศลวิบากกรรม (กรรมชั่ว), และวิบากกรรมที่ไม่ใช่ทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว จิตลักษณะนี้จะไม่กระทำอะไรต่อสิ่งแวดล้อม จะรับรู้, เสพ เฉยๆ และจะมีกระบวนการปรุงแต่ง, สุข-ทุกข์, จดจำ, ยึดมั่นถือมั่นไว้ ฯลฯ ต่อไปอีกก็ได้

๒) จิตกระทำกรรม

เป็นจิตที่ทำหน้าที่เป็นผู้กระทำกรรมอันส่งผลต่อระบบธรรมชาติ ทำให้เกิดผลย้อนกลับสู่ตนได้ในที่สุด ในรูป “วิบาก” ขณะที่กระทำการที่กระทบธรรมชาติแวดล้อมนั้น เรียกว่าจิตกำลังกระทำกรรม ซึ่งมีทั้งกุศลกรรม (กรรมดี), อกุศลกรรม (กรรมเลว) และที่เป็นกลางไม่ดีไม่เลว จิตลักษณะนี้ มีกริยาที่กระทบต่อธรรมชาติ ทำให้ธรรมชาติซึ่งมีสมดุลในการรักษาระบบให้เสถียรภาพนั้น ส่งผลสะท้อนย้อนกลับ จึงเรียกว่า “กรรม” หากไม่มีการกระทำส่งผลต่อธรรมชาตินอกจิตใดๆ จะให้ผลเป็นเพียง “กริยาจิต” จะไม่มีกรรมเกิดขึ้น การกระทำกรรมนั้น นับเอาตั้งแต่การกระทำต่อตนเอง ในส่วนที่เป็น “มโนกรรม” คือ การกระทำอันส่งผลต่อ “ใจ” คือ จิตที่เอากำลังไปจัดการกับกระบวนการของสมอง เราเรียกว่าจิตนั้นก่อกรรมกับใจตัวเอง เช่น บังคับใจตนเอง, ลงโทษตัวเอง, คิดลบๆ ต่อตัวเอง เป็นต้น ขยายผลไปสู่จิตที่กระทำกรรมผ่านวาจา, กาย ยังผลกระทบออกไปสู่วงกว้างมากขึ้นในที่สุด จิตบางกรณีกระทำกรรมที่ไม่อาจบ่งชี้ชัดได้ว่าดีหรือเลว เราก็เรียกว่าเป็นกรรมกลางๆ ไม่ดีไม่เลว เช่น เดินเตะทราย ก็เกิดกรรมกระทบกับธรรมชาติภายนอก แต่ผลย้อนกลับมาอาจไม่ดีไม่เลว หรือให้ผลไม่ชัด จนจิตไม่ทันสังเกตว่ามีกรรม และมีวิบากกรรมจากการกระทำนั้นๆ ด้วย นอกจากนี้ จิตที่กระทำต่อธรรมชาติที่แตกต่างกัน ยังผลให้เกิดวิบากกรรมมาก, น้อย, ช้า, เร็ว ที่แตกต่างกันด้วย เช่น ทำกรรมต่อพระพุทธเจ้า ย่อมเร็วแรงกว่าพระอรหันต์, ทำกรรมต่อพระอรหันต์ย่อมเร็วแรงกว่าคนทั่วไป, ทำกรรมต่อคนทั่วไปย่อมเร็วแรงกว่าสัตว์, ทำกรรมต่อสัตว์ย่อมเร็วแรงกว่าสิ่งไม่มีชีวิต เป็นต้น จิตที่ก่อกรรมนั้น ต้องเป็นจิตที่มีกริยา และมีผลกระทบต่อธรรมชาติภายนอกเสมอ แต่สำหรับผลกระทบต่อสิ่งไม่มีชีวิต เรามักไม่นำมาพิจารณานัก ทว่าในปัจจุบัน มีการทำลายสิ่งแวดล้อมธรรมชาติกันมาก ทำให้คนละเลยว่าการกระทำเช่นนี้ก็เป็นกรรม และมีวิบากที่รุนแรงเช่นกัน จึงต้องขอเตือนไว้ในบทความนี้ ว่าให้ระวังด้วย

๓) จิตกระทำกริยา

จิตที่กำลังกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดอยู่ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติภายนอก ย่อมไม่ก่อให้เกิดวิบากย้อนกลับมา จิตลักษณะนี้ขอเรียกว่าเป็น “กริยาจิต” เช่น จิตขณะทรงฌาน, จิตขณะพิจารณาสภาวธรรม เป็นต้น กริยาจิตนี้ มีทั้งจิตที่เข้าสู่การบรรลุธรรมด้วย ดังนั้น จึงขออธิบายว่าจิตที่บรรลุธรรม ต้องไม่ใช่ “ภวังคจิต” คือ ไม่ใช่จิตที่พักอยู่ด้วยความไม่รับรู้ใดๆ และต้องไม่ใช่ “จิตที่ก่อกรรม” คือ จิตที่เข้าไปยุ่ง ไปกระทำสิ่งใดต่อธรรมชาติเลย ต้องไม่แตะต้อง ปรุงแต่ง ธรรมชาติใดๆ เลย ซึ่งจะได้กล่าวถึงต่อไป

๔) จิตหยุดพัก (ภวังคจิต)

จิตขณะหลับอยู่ด้วยความไม่รู้เนื้อรู้ตัว จัดเข้าเป็นภวังคจิต สำหรับจิตที่มีสติรู้ตัวอยู่ แม้เพียงน้อยนิดก็ตาม ไม่จัดเข้าเป็นภวังคจิต เช่น ขณะหลับอยู่ แล้วสติตื่นขึ้น รู้ตัวได้ว่าหลับฝัน เช่นนี้ จิตจะเป็นกริยาจิต ที่มีกริยาการ “รับรู้” สภาวะพักผ่อนของตนเอง การตื่นขึ้นของจิตขณะสมองหยุดพักนอนหลับ ทำให้จิตบริสุทธิ์ และเป็นอิสระจากกระบวนการทำงานของสมอง ไม่เข้าไปก่อกรรมกับสมอง จิตประเภทนี้มีภาวะเทียบเท่าภาวะฌานสี่ ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไม นักปฏิบัติจิตหลายท่าน พบประสบการณ์ทางจิต ขณะหลับ และขณะฝัน แต่สามารถจดจำได้ว่ามีความแตกต่างต่อเนื่อง ราวกับไม่ใช่ความฝัน อธิบายได้ว่า จิตขณะนั้นได้ส่งกระแสการรับรู้ไปยังภพอื่นๆ ทำให้สามารถรับรู้เรื่องราวและข้อมูลต่างๆ ในภพนั้นๆ ได้ และไม่จัดเป็น “การฝัน” อนึ่ง การที่เรารับรู้และจดจำความฝันได้นั้น เนื่องจากจิตได้สติตื่นขึ้นจากภวังค์ แล้วรับรู้กระบวนการปรับสมดุลในสมอง พร้อมทั้งจิตยังอ่านค่าและแปลความหมายของการสื่อสารกันในสมองเป็นความฝันในรูปแบบต่างๆ นั่นเอง ดังนั้น จึงสังเกตได้ว่า “ความฝัน” มีลักษณะที่แตกต่างจากภาวะที่จิตส่งกระแสการรับรู้ไปยังภพภูมิอื่นๆ อย่างชัดเจน ในช่วงเวลาที่เราหลับนั้น จิตได้เข้าสู่ “ภวังค์” เป็นระยะๆ และได้สติตื่นจากภวังค์มาดูแลสมองและร่างกายของเราเป็นระยะๆ สอดคล้องกับภาวะ REM, NON-REM ทางการแพทย์ และในขณะเดียวกัน เมื่อเราตื่นอยู่ บางครั้งจิตก็ได้เข้าสู่ภวังค์แบบฉับพลันได้เช่นกัน ทำให้ผู้ขับรถต้องวูบ และขับรถผิดพลาดจนเกิดอุบัติเหตุจนถึงแก่ชีวิตได้ เหล่านี้ เป็นภาวะของ “ภวังคจิต”

๕) จิตเปลี่ยนชาติภพ

จิตที่ทำหน้าที่เปลี่ยนชาติภพ เป็นจิตขณะละสังขาร (ตายลง) นั่นเอง ได้แก่จิตสองประเภทสำคัญ คือ จุติจิต และ ปฏิสนธิจิต โดยจุติจิตจะนับเอาจิตขณะที่เกิดการตายและเป็นจิตดวงสุดท้าย หรือขณะสุดท้ายในสังขารเก่า ที่เคลื่อนออกสู่ภพภูมิใหม่ ซึ่งใช้เวลาเพียง ๑ ขณะจิต (หรือ ๑ ดวงจิต) จากนั้น จิตจะเกิดใหม่ หรือปฏิสนธิเข้ากับขันธ์ห้าใหม่ทันที (หากไม่มีการดับขันธปรินิพาน) เรียกว่า “ปฏิสนธิจิต” ดังนั้น เมื่อสัตว์ทุกชนิดตายลงจะเกิดใหม่ในภพภูมิใหม่เป็นสัตว์ชนิดใหม่ทันที ไม่มีช่วงรอเลย เมื่อคนตายลงจะเกิดเป็นผี ซึ่งหากกายทิพย์สวยงามละเอียดอ่อน ผีนั้นก็คือ เทวดา จะถูกเทวทูตมารับตัวขึ้นสวรรค์ไม่ให้เป็นกายทิพย์ที่หลงทาง หากกายทิพย์น่าเกลียดหยาบทราม ผีนั้นก็คือสัตว์นรก จะถูกยมทูตมารับตัวลงนรกต่อไป สำหรับสัตว์ที่ตกนรก จะได้รับการช่วยเหลือจากพญายม ด้วยการพิพากษาให้สำนึกผิดแล้วให้ระลึกถึงคุณงามความดีให้ได้ หากสามารถละคลายและยอมรับผิดบาป ทั้งระลึกคุณงามความดีได้ กายทิพย์จะสลาย (ตาย) อีกครั้ง เรียกว่าวิญญาณสลาย แล้วจุติใหม่อีกทันที กลายเป็น “เทวดา” จากนั้น จะหลุดพ้นจากนรกได้ หากไม่สามารถสำนึกบาป ยอมสำนึกผิดบาป และระลึกถึงคุณงามความดีได้เลย ก็ไม่สามารถเกิดภาวะ “วิญญาณสลาย” ก็จะไม่มีการตายแล้วเกิดใหม่ จากผีนรกเป็นเทวดา จำต้องติดคุกนรก และต้องรับโทษตามความผิดที่ตนก่อไว้บนโลกมนุษย์

๖) จิตดับชาติภพ

เป็นจิตขณะ “ดับขันธปรินิพพาน” ซึ่งเป็นจิตคนละดวง คนละประเภท คนละขณะ กับจิตขณะบรรลุธรรม กล่าวคือ เป็นจิตของผู้บรรลุธรรมที่เข้าสู่ภาวการณ์ตาย แล้วจะเป็น “จุติจิต” เพียงดวงเดียว แล้วเข้าสู่ “จิตพุทธะ” ทันที ซึ่งไม่ใช่ “ปฏิสนธิจิต” จิตจะไม่มีการเข้าร่วมกับขันธ์ห้า เพราะเป็นจิตที่ละคลายจากขันธ์ห้าแล้ว จิตไม่มีขันธ์ห้าเป็นเครื่องปรุง ไม่มีการปฏิสนธิเข้าไป ไม่มีการเกิดใหม่ในภพชาติใดๆ ไม่มีเทวดาและยมทูตจากภพไหนๆ มารับเข้าอยู่ในบัญชีประชากร คำว่า “จิตพุทธะ” นี้จะเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติทั้งมวล จะเป็นจิตที่มีภาวะ “ตถตา” คือ เป็นเช่นนั้นเอง อธิบายด้วยคำใดๆ ไม่ได้ แต่ในบทความนี้ ขอหยิบยืมคำว่า “จิตพุทธะ” มาอธิบายแทน ซึ่งหากบุคคลใดตายลงแล้วยึดเอาจิตพุทธะ ก็จะไม่เป็นจิตพุทธะ เพราะเป็นแค่สมมุติเท่านั้น “จิตพุทธะ” นี้ ไม่ได้เกิดจากการอาศัยสมมุติบัญญัติคำศัพท์ใดๆ หรือนิมิตใดๆ เลย เป็นภาวะคลายการยึดมั่นใดๆ ทั้งปวง อนึ่ง “จิตพุทธะ” นี้เป็นภาวะเดิมแท้ของจิต ไม่เกิด ไม่ดับ จิตจึงหมดชาติภพได้

กริยาจิตชนิดพิเศษที่น่าสนใจ และฌานรูปแบบพิเศษชนิดต่างๆ

ขอนำกริยาจิตชนิดพิเศษ ที่มักพบในขณะทำสมาธิ มาให้ศึกษากันดังต่อไปนี้

๑)   จิตขณะทรงฌาน (อรูปฌาน)

คือ จิตขณะกำลังแสดงกริยา น้อมนิ่งดิ่งลึก, รวมศูนย์, เสพอารมณ์พัก, สืบความเป็นภาวะฌาน ฯลฯ จิตลักษณะนี้ จะไม่ส่งกระแสจิตออกนอกจิต จะรวมศูนย์นิ่งดิ่งลึกตรงศูนย์กลาง แล้วเสพอารมณ์ละเอียดของจิตนั้น มีการรับรู้อารมณ์ต่อเนื่อง และมีการสืบอารมณ์ฌานนั้นๆ ให้ต่อเนื่องไป ทำให้จิตนั้นสร้างชาติภพอยู่เนืองๆ ไม่ใช่จิตขณะบรรลุธรรม ทั้งนี้ หากจิตมีการพิจารณาสภาวธรรม ละจากการสืบชาติภพ ก็จะบรรลุธรรมได้เช่นกัน ภาวะบรรลุธรรมนี้ จะเกิดในช่วง “ฌานสามต่อฌานสี่” โดยผู้ทำการเข้าฌาน จะเข้าฌานไปข้างหน้า จากฌานหนึ่งไปฌานสี่ (อนุโลม) และถอยหลัง จากฌานสี่ไปฌานหนึ่ง (ปฏิโลม) กลับไปกลับมาเพื่อตรวจจิตตนเอง ว่ายังมีสังโยชน์ใดทั้งสิบเหลืออยู่บ้าง แล้วดึงสังโยชน์นั้นมาพิจารณาทีละตัว กระบวนการพิจารณาสังโยชน์ที่มีในจิตให้หมดไปนี้ เรียกว่า “วิปัสสนาญาณ” นั่นเอง โดยการตั้งคำถามกับตัวเองในใจ ว่า “ทำไมตนยังมีสังโยชน์นี้ สังโยชน์นี้มีอะไรน่าอาลัยอาวรณ์อีกหรือ” พิจารณากลับไปกลับมา จิตเข้าสู่ภาวะฌานอันละเอียดกว่าสังโยชน์ ทำให้จิตน้อมรับภาวะฌานแทนสังโยชน์ จิตไถ่ถอนคลายออกจากสังโยชน์ได้ เกิดพุทธิปัญญาว่า “ไม่มีสิ่งใดน่าอาลัยอาวรณ์ ในสังโยชน์นี้แล้ว” เรียกว่า “อาสวขยญาณ” คือ ญาณหยั่งรู้ได้ว่าสังโยชน์ตัวนี้ได้หมดไปจากเราแล้วนั่นเอง จนไถ่ถอนสังโยชน์ทั้งสิบนั้นได้เสียทั้งหมดสิ้น และบรรลุอรหันตผลในที่สุด

๒)   จิตขณะส่งกระแสรับรู้

เป็นจิตที่มีกริยาการเพ่ง, การรับรู้, การรวมกระแสตรงไป ไม่ใช่การพัก, เสพ, สืบชาติภพ แต่อย่างใด จึงต่างจากจิตในภาวะฌานในแบบแรก เป็นจิตที่ต้องใช้กำลังส่งกระแสอย่างต่อเนื่อง เป็นจิตที่มีกำลัง มีพลัง และพร้อมที่จะใช้พลังจิต ดังนั้น จึงส่งผลให้ผู้ฝึกกสิณมีอิทธิฤทธิ์ ได้อภิญญา อันจะแตกต่างจากจิตของผู้ฝึกอรูปฌาน (ที่จะมีอภิญญาด้วยการอธิษฐานจิตหลังจากออกจากฌานสี่) จิตของผู้ฝึกการส่งกระแสจิตนี้ (เช่น ผู้ฝึกกสิณ) จะสามารถใช้อภิญญาได้ด้วยการส่งกระแสจิต สามารถจำแนกได้แบบต่างๆ ดังต่อไปนี้

๒.๑) จิตขณะเพ่งกสิณ

คือ กริยาจิตที่เกิดขณะเพ่งกสิณ มีกริยาการเพ่งอยู่, จดจ่ออยู่, พุ่งกระแสจิตออกรวมไปอยู่จุดใดจุดหนึ่ง เป็นอาทิ จิตขณะเพ่งกสิณเป็นจิตที่ใช้กำลังมาก แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อธรรมชาตินัก เป็นการส่งกระแสจิตออกไปรับรู้สิ่งที่เพ่งอยู่เท่านั้น กระแสจิตจะถูกรวม อุปมาเหมือนลำแสงที่รวมเป็นจุดพุ่งออกไป กระทบสิ่งที่เพ่ง แล้วสะท้อนกลับไปสู่จิตเพื่อรับรู้สิ่งที่เพ่งนั้นๆ จิตที่เพ่งด้วยการรวมกระแสจิตนี้ ทำให้เกิดภาวะ “จิตรวมเป็นหนึ่ง” หรือ เอกัคตารมณ์ ได้ เกิดฌานได้ จึงเรียกว่า “รูปฌาน” ซึ่งสามารถทำให้จิตเข้าสู่ภาวะหลุดพ้นจากกายและใจได้ ที่เรียกว่า ฌานสี่ ขณะจิตกำลังเพ่งกสิณเข้าสู่รูปฌานขั้นที่สามนั้นเอง หากเห็นอนิจจัง ความดับไปของสิ่งที่เพ่ง จิตจะคลายจากการยึดสิ่งที่เพ่ง แล้วกลับมารวมนิ่งหนึ่งเดียวทันที และเกิดพุทธิปัญญา อันนำไปสู่การบรรลุธรรมได้

๒.๒) จิตขณะถอดจิต

คือ กริยาจิตที่เกิดขึ้นขณะจิตมีกำลังสูง พุ่งไปรับรู้สิ่งต่างๆ ได้ไกล หรือกระแสจิตมีความละเอียดมาก พุ่งไปรับรู้สิ่งที่ละเอียดเทียบเท่ากันได้ (กระแสจิตมีคลื่นความถี่ละเอียดมากเท่าใด ก็รับรู้สิ่งที่ละเอียดนั้นๆ ได้เท่ากัน) อันที่จริง คำว่า “ถอดจิต” เป็นคำที่ผิด เป็นการเข้าใจผิดว่ามีการถอดจิตออกไปนอกตัวได้ แท้แล้วไม่ใช่เช่นนั้น จิตไม่ได้ถอดออกนอกตัว แต่จิตส่งกระแสการรับรู้ออกไปนอกตัว เมื่อรับรู้นานๆ เข้า ก็นึกว่าจิตถูกถอดไปนรกบ้าง, สวรรค์บ้าง ซึ่งไม่ใช่ความเข้าใจที่ถูกต้อง จิตนั้น จะไม่ออกจากร่างกายเลยหากไม่มีภาวะ “การตาย” จิตจะไม่มี “จุติจิต” เกิดขึ้น จุติจิตนั้นแหละ คือจิตที่หลุดออกจากกาย ไปสู่ภพอื่น ซึ่งจะมีได้เมื่อร่างกายตายลงเท่านั้น สำหรับผู้ที่ตายแล้วฟื้นนั้น แท้แล้วไม่มีจริง จิตได้เข้าสู่ภวังค์แล้วรักษาสภาพร่างกายไว้ อุปมาเหมือนภาวะจำศีลของสัตว์ แล้วส่งกระแสการรับรู้ออกไปยังนรก-สวรรค์ ก็ดี แล้วกระแสจิตก็กลับมาสู่จิต พร้อมการตื่นขึ้นจากภวังคจิตเท่านั้นเอง คำว่า “ถอดจิต” และ “ตายแล้วฟื้น” จึงไม่มีจริง เนื่องเพราะเครื่องมือทางการแพทย์ปัจจุบัน ไม่สามารถตรวจภาวการณ์ดับของขันธ์ได้ทั้งห้าประการ สามารถตรวจภาวการณ์ดับสังขารขันธ์ได้ แต่ไม่อาจตรวจภาวะวิญญาณขันธ์ดับได้ จึงไม่ทราบว่าบางท่านยังไม่ได้ตายจริง แต่สังขารดับชั่วคราว เมื่อขันธ์ทั้งห้าดับไม่หมด ก็กลับฟื้นขึ้นมาได้อีก เมื่อไม่นานมานี้ มีผู้ที่เข้าใจว่า “ตายแล้วฟื้น” ให้สัมภาษณ์ออกทางรายการตีสิบ ว่า ตนได้ตายแล้วไปนรก ได้พบยมบาล แต่ขณะพูดคุยกับยมบาล แต่กลับไม่ทราบว่าทำไมตอนหมอถาม ตนยังสามารถตอบคำถามได้ นี่คือ คำอธิบายที่ชัดที่สุด ว่าจิตไม่ได้ถอดจากร่างเลย เพียงแต่ส่งกระแสจิตไปรับรู้ถึงเรื่องราวในนรกเท่านั้น ส่วนจิตหลักยังคงทำหน้าที่ดูแลร่างกายที่บาดเจ็บอยู่อย่างเดิมนั่นเอง

๒.๓) จิตขณะถอดกายทิพย์

คือ กริยาจิตที่เกิดขึ้นขณะจิตมีกำลังจิตสูงมาก ได้สำเร็จ “มโนมยิทธิ” คือ “มีฤทธิ์ทางใจ” สามารถกำหนด “กายทิพย์” อีกกายหนึ่งขึ้นมานอกกายเดิม แล้วใช้กระแสจิตส่งไปควบคุม รวมทั้งรับรู้การทำงานนั้นๆ ได้ราวกับเป็นร่างกายของเราอีกร่างหนึ่ง ทำให้เราสามารถกระทำการ สื่อสารพูดคุย แสดงตัว ต่อภูตผี, เทวดาที่อยู่ต่างภพกันได้ ข้อดีของการถอดกายทิพย์ คือ ได้รู้ได้เห็นชัดราวกับเป็นร่างกายอีกร่างหนึ่ง แต่การที่เราแสดงตัวให้เห็นชัดก็กลายเป็นดาบสองคม ให้ภูตผีวิญญาณต่างภพ กระทำต่อกายทิพย์นั้นๆ อันจะส่งผลสะเทือนต่อกายทิพย์ที่อยู่ในร่างกายเราได้ นอกจากนี้ การถอดกายทิพย์ทำให้เทวดาต่างเห็นเราเต็มตัว การสืบข้อมูลความลับ บางครั้ง ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะกฎข้อห้ามบนสวรรค์นั้นมีมาก หากจะถอดกายทิพย์ขึ้นสวรรค์ จึงมักต้องอาศัยบารมีขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้ท่านประกบคู่พาเราไป ไม่เช่นนั้น อาจพบเทพเทวดาฝ่ายทหาร ที่ปกป้องสวรรค์อยู่ก็ดี เทวดาฝ่ายมารก็ดี กระทำร้ายต่อกายทิพย์ของเราได้ อนึ่ง คำว่าถอดกายทิพย์ ก็ไม่สมควรใช้ เป็นคำที่ใช้จนเคยชิน แต่แท้แล้วเป็นกระบวนการที่จิตมีอำนาจมาก สามารถดึงพลังปราณภายนอกหรือภายในตนเอง ออกไปกำหนดเป็นรูปร่างเหมือนกายทิพย์ของตนอีกกายหนึ่ง โดยกายทิพย์แท้จริง ยังปกป้องคุ้มครองกายเดิมอยู่ไม่ได้ถอดไปไหน เพราะวิญญาณขันธ์ยังไม่แตกดับ ขันธ์ทั้งห้าจึงยังประชุมกันพร้อมอยู่เช่นเดิม ถอดไม่ได้ จากนั้น จิตจะส่งกระแสจิตออกไปควบคุมกายทิพย์ข้างนอกกายเนื้อนั้น ให้กระทำการและรับรู้สิ่งต่างๆ ราวกับเป็นคนอีกคน ดังนั้น ผู้ที่สามารถทำเช่นนี้ได้จึงคิดว่าตน “ถอดกายทิพย์ออกไป” แท้แล้วเป็นการใช้คำที่ผิดไปบางส่วนเท่านั้นเอง มีคำอีกคำหนึ่งที่ใช้ได้ดีกว่าคือ “นิรมาณกาย” ที่เราใช้ออกไปทำการณ์ต่างๆ โดยกายทิพย์ที่ดูแลกายเนื้อของเรายังอยู่เช่นเดิม เราจะใช้จิตที่อยู่ในกายหลักนี้ ส่งกระแสไปควบคุมนิรมาณกายนั้นอีกที หากบรรลุธรรมขั้นอรหันต์ ก็จะเรียกนิรมาณกายนั้นใหม่ว่า “ธรรมกาย” ในกลุ่มผู้ฝึกวิชชาธรรมกาย จึงได้ผลเป็นมโนมยิทธิได้ด้วยเช่นกัน

๓)   จิตเข้าฌานฉับพลันขณะทำงาน

ในพระไตรปิฎกได้กล่าวถึงการบรรลุอรหันต์ขณะทอผ้า อธิบายได้ว่า จิตขณะทำงานซ้ำๆ กันนั้น จะสั่งสมองหรือใจเป็นโปรแกรมสำเร็จรูปให้ขยับเขยื้อนกายไปตามแบบเดิมๆ เหมือนการทำงานของคอมพิวเตอร์แบบ RAM เมื่อร่างกายทำงานด้วยระบบอัตโนมัติแล้ว จิตจึงละออกจากกายและใจชั่วขณะแบบฉับพลัน เข้าสู่ภาวะฌานสี่แบบฉับพลันได้เช่นกัน เป็นฌานขณะเคลื่อนกายที่ผู้ปฏิบัติสาย “เซน” จะนิยมปฏิบัติกัน เมื่อจิตละคลายจากกายและใจได้ ๑๐๐% แล้วหลอมรวมกับสภาวธรรมจนเป็นหนึ่งเดียวกันได้ จิตนั้นก็สามารถบรรลุธรรมได้ ดังนั้น ในพระไตรปิฎกจึงได้กล่าวไว้ว่าสติปัฏฐานทำให้ผู้ทอผ้าบรรลุอรหันต์ได้ในขณะทอผ้าด้วยคำอธิบายดังที่ได้กล่าวนี้ ภาวะจิตเข้าสู่ฌานสี่ในขณะทำงานนี้เกิดขึ้นได้บ่อยๆ แต่หลายท่านอาจไม่ทันได้สังเกต และภาวะนี้ยังผลให้ผู้ขับรถบางท่านวูบขาดสติ และขับรถผิดปกติ จนเกิดอุบัติเหตุถึงแก่ความตายได้เช่นกัน  

๔)   จิตดิ่งสู่ฌานขณะจิตว่างฉับพลัน

ภาวะจิตว่างฉับพลันเกิดขึ้นได้ในหลายกรณี ปกติแล้วมักมีพื้นฐานมาจากจิตรวมนิ่งอยู่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงสิ่งเดียวก่อน จังหวะที่จิตรวมอยู่นั้นเอง หากสิ่งที่รวมอยู่หายไปในฉับพลัน จิตก็เข้าสู่ภาวะฌานสี่ฉับพลันได้เช่นกัน อุปมาเหมือนของที่วางอยู่บนชั้นหลายชั้น เมื่อดึงชั้นล่างออกอย่างรวดเร็วฉับพลัน ของนั้นๆ ก็จะหล่นลงมายังพื้นที่ต่ำที่สุดแต่ทรงสภาพเดิมได้ นั่นคือ คำอธิบายว่า จิตที่มีสมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งๆ หนึ่ง เมื่อสิ่งนั้นหายไปในฉับพลันก็เข้าสู่ภาวะฌานสี่ได้ฉับพลันเช่นกัน หากจิตนั้นๆ มีสติครองอยู่ตลอด จิตจะไม่ใช่ภาวะของฌานสี่ แต่จะเป็นภาวะที่เทียบเท่ากับฌานสี่เข้าสู่ฌานสาม เป็นภาวะของ “วิปัสสนาญาณ” ที่พร้อมแก่การบรรลุธรรม ในทางเซน สามารถอาศัยจังหวะนี้ในการช่วยให้ผู้ศึกษาบรรลุธรรมได้ง่ายๆ ด้วยการให้ปริศนาธรรมขบคิดแต่ข้อเดียว จากนั้น จึงหาอุบายวิธีทำให้สิ่งที่ขบคิดนั้น จู่ๆ ก็หายวับไปจากความคิดของผู้คิด เกิดภาวะว่างฉับพลันในสมองของผู้ศึกษาทางเซน แล้วจิตที่เข้าสู่ภาวะนั้นเอง ได้พบกับสภาวธรรมแท้อันบริสุทธิ์ หากจิตได้น้อมรับสภาวะนั้นๆ ศรัทธาในภาวะนั้นๆ จิตย่อมจะไถ่ถอนตนเองออกจากการยึดมั่นถือมั่นใดๆ ได้ บรรลุธรรมฉับพลันได้ในที่สุด ภาวะจิตว่างฉับพลันนี้ เกิดขึ้นบ่อยและง่าย ในกลุ่มผู้ที่นั่งฟังธรรมะเพลินๆ อยู่ๆ จิตก็ว่างขึ้นมา แล้วบรรลุฉับพลัน โดยปกติ ผู้ที่สามารถอธิบายธรรมให้คนฟังจำนวนมากๆ แล้วเกิดภาวะจิตว่างจนบรรลุธรรมได้เท่าที่ได้รับการบันทึกว่ามีเพียงผู้เดียว คือ พระพุทธเจ้านั่นเอง

บทสรุปทิ้งท้ายบทความ

ในโรงงานอุตสาหกรรมมีกระบวนการทำงานที่ซ้ำๆ กันไปมา กระบวนการที่ทำงานซ้ำๆ กันแบบนั้น ก่อให้เกิดภาวะที่เอื้อต่อการเกิด “ฌานแบบฉับพลัน” ได้ หากในโรงงานอุตสาหกรรมมีการสนับสนุนการปฏิบัติธรรม และมีการบรรยายธรรมขณะคนงานกำลังทำงาน โอกาสที่คนงานจะบรรลุธรรมแบบฉับพลันก็สามารถเกิดขึ้นได้เช่นกัน ดังนั้น จะเห็นได้ว่าแม้ไม่มีโอกาสมานั่งสมาธิ ต้องทำงานทั้งวัน แต่โอกาสบรรลุธรรมก็เกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกรูปแบบ ทุกเมื่อ ทุกโอกาส หากบุคคลจะศึกษาไขว่คว้าย่อมไม่ยากเกินไป

ในบทความนี้ได้กล่าวถึงคำว่า “กระแสจิต” ค่อนข้างมาก ซึ่งในบทความธรรมะทั่วไป อาจจะไม่พบคำนี้มากนัก แต่หากหลายท่านที่ได้ศึกษาเรื่องการตายแล้วฟื้น และการถอดวิญญาณ ส่วนใหญ่คงได้เคยเห็นภาพวาดจำลอง ที่มักวาดภาพวิญญาณมีสายเชื่อมกับร่างกายขณะวิญญาณออกจากร่าง เส้นเชื่อมที่เห็นนั่นแหละ เรียกว่า  “กระแสจิต” ซึ่งมีทั้งยามที่ไม่ได้ถอดวิญญาณและในภาวะที่มีการใช้ “มโนมยิทธิ” อนึ่ง การศึกษาเรื่องกระแสจิตจะทำให้เราเข้าใจกระบวนการทำงานของจิตได้ดีขึ้น อุปมาเหมือนกรศึกษาการสื่อสารใต้น้ำของปลาโลมาที่จะส่งคลื่นเรดาร์ออกไปนอกตัว เพื่อสะท้อนวัตถุใต้น้ำต่างๆ ให้คลื่นเหล่านั้นสะท้อนกลับไปยังสมองเพื่อรับรู้แทนการมองเห็นได้ จิตของมนุษย์แท้แล้วก็มีความสามารถเช่นนั้นเช่นกัน มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีวิวัฒนาการสูงสุด เราไม่ได้อาศัยวิวัฒนาการทางร่างกายจากสัตว์อื่น แต่เราวิวัฒนาการจิต หรือพลังชีวิตจากการอาศัยในร่างกายสัตว์อื่นชั่วคราว หลายต่อหลายชาติภพ แล้วได้คุณสมบัติพิเศษของสัตว์ชนิดต่างๆ ไว้ในจิตนั่นเอง ดังนั้น มนุษย์บางพวกจึงมีความสามารถพิเศษเหนือสัตว์, เหมือนสัตว์ และบางพวกก็มีจิตใจเลวร้ายเหนือกว่าสัตว์ และเลวร้ายเหมือนกับสัตว์ก็มีให้เห็นกันอยู่เสมอ ขึ้นอยู่กับว่าวิวัฒนาการของจิตนั้นๆ เป็นไปในรูปแบบใด ย่อมส่งผลไปเช่นนั้น

ภาวะจิตพักเข้าสู่ฌานในขณะทำงานก็ดี จิตน้อมดิ่งเข้าสู่ฌานขณะจิตว่างก็ดี และจิตที่มีสติตื่นขึ้นขณะหลับจนมีภาวะเทียบเท่ากับฌานก็ดี เหล่านี้ เรียกว่า “ภาวะฌานโดยธรรมชาติ” เป็นภาวะฌานในแบบที่ผู้ศึกษาเซนควรได้ทำความเข้าใจให้มาก เพราะเป็นฌานที่ไม่ได้ตั้งใจให้เกิด และมีเกิดขึ้นเองได้ทุกขณะ ทุกสถานที่ และยังผลให้ผู้เข้าใจภาวะเหล่านี้บรรลุธรรมได้ง่ายและฉับพลัน ขอฝากทิ้งท้ายบทความไว้ให้ศึกษากัน

การถอดจิต

เป็นคำเรียกเล่นๆ ชาวบ้านเข้าใจกัน แท้แล้วไม่ได้มีการ
ถอดจิตเลย จิตยังคงอยู่เช่นเดิม จนกว่าจะตาย จึงจะเกิด
จุติจิต หรือจิตที่ถอดจากร่างๆ เคลื่อนไปภพอื่นจริงๆ

การส่งกระแสจิตไปเพื่อการรับรู้ภพภูมิอื่นสามารถทำได้
กระแสจิตพุ่งออกไปเสมือนเรดาร์ปลาโลมา สะท้อนนำ
ข้อมูลกลับมาให้ “ใจ” ซึ่งทำหน้าที่เป็นเรขา จดจำ บันทึก
และแปลความหมาย

ปกติ จะไม่เป็นอันตรายมาก หากจิตไม่ส่งกระแสไปถูก
สิ่งที่ไม่ดีเข้า หรือใช้มโนมยิทธิ เนรมิตกายทิพย์อีกกาย
แล้วกายนั้นได้รับความกระทบกระเทือน แบบนั้นมีอันตราย
บ้างเหมือนกัน แต่นักปฏิบัติด้านนี้ก็มีวิธีแก้ไขครับ

1. การละเมอ

อาการพูดละเมอโดยที่ไม่รู้ตัว แสดงว่าไม่มีสติ
เมื่อขาดสติ แสดงว่าจิตที่ทำหน้าที่รับรู้ พักอยู่ในภวังค์

คือ พูดง่ายๆ หลับสนิทไม่รู้ตัวนั่นเอง

2. การถอดจิต?

หากเราส่งกระแสจิตออกไปโดยขาดสติ
เสมือนสัญญาณมือถือที่ขาดตัวรับ จึงขาดความรู้สึก
ซึ่ง กระแสจิตแบบนั้น เกิดขึ้นเนืองๆ เช่น ขณะจิตฟุ้งซ่าน
เต็มไปด้วยความไม่รู้ ฟุ้งกระจายกระเจิงไปหมด
แบบนั้น ขาดสติ ขาดความรู้ตัว ไม่เรียกถอดจิตกัน
เรียกว่า “ฟุ้งซ่านธรรมดา” แต่มีกระแสจิตฟุ้งออกไป

สำหรับภาวะที่เขาเรียกกันว่าถอดจิต จำต้องมี
“สติ” มี “จิตรู้” ทำหน้าที่อยู่ ไม่ใช่ “จิตพัก” หรือ ภวังคจิต

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น