ความเป็นอยู่ของผู้บรรลุธรรมในยุคต่างๆ ต่างกันไฉน?

ความเป็นอยู่ของผู้บรรลุธรรมในยุคต่างๆ ต่างกันไฉน?

ความเป็นอยู่ของผู้บรรลุธรรมในยุคต่างๆ

ผู้บรรลุธรรม หมายถึง ผู้ปฏิบัติจิตจนรู้แจ้งด้วยปัญญาถึงทางหลุดพ้นทุกข์อันแท้จริงว่ามีอยู่จริง และเข้าถึงได้อย่างไร แต่ไม่ได้แปลว่าถึงแล้ว คือ รู้ว่ามีจริง มีทางไป และไปเป็น แต่ยังไม่ถึงที่ไป จะถึงที่ไปอันแน่แท้เมื่อหมดสิ้นแล้วซึ่งขันธ์ทั้งห้า ตราบเท่าที่ยังมีขันธ์ทั้งห้าอยู่ ทุกข์ก็มีอยู่ คือ ทุกข์กายก็ยังเกิดได้แม้ไม่มีทุกข์ใจ แต่หากหมดสิ้นขันธ์ทั้งห้าแล้วก็ไม่มีแม้กายให้ทุกข์ ผู้บรรลุธรรมแล้วหากยังไม่ละสังขารตายลง จึงยังไม่แน่ว่าจะได้นิพพานอย่างเที่ยงแท้ก็หาไม่ หากมีกรรมปัจจุบันเป็นกรรมหนักเกิดขึ้น เช่น เจตนาฆ่าคน ก็ต้องไปเกิดชดใช้กรรมในชาติต่อไป ไม่ได้นิพพานในที่สุด อนึ่ง หากฆ่าคนก่อนบรรลุธรรมไม่เป็นไร เพราะเป็นวิบากกรรมที่ต้องมาชดใช้กัน แต่หลังได้บรรลุธรรมแล้ว หากฆ่าคนอีกเพราะคิดว่าไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้วคงไม่เป็นอะไร อันนี้ เป็นกรรมใหม่ กรรมปัจจุบัน กรรมหนัก สืบชาติต่อภพได้อีก แต่ปกติ ผู้บรรลุธรรมจะไม่มีจิตใจที่อยากไปก่อกรรมใดๆ อีกแล้วทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว เพราะมีความเบื่อหน่ายในกรรมทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว แม้มีคนเอาบุญมาให้ก็ไม่คิดอยากเสวยต่อแล้ว ยกเว้น ผู้บรรลุธรรมแบบอรหันตโพธิสัตว์ จะมีการสร้างบุญบารมีสืบชาติต่อภพต่อไปทำให้ไม่นิพพานในที่สุด สำหรับอรหันตสาวก แม้ยังมีกิเลสเบาบางเหลืออยู่ เช่น ในกลุ่มอรหันตสาวกที่เป็น “ปัญญาวิมุติ” คือ รู้แจ้งได้ด้วยปัญญาแม้ว่าจิตยังเหลือกิเลสบางส่วนเบาบางก็ตาม ก็จะไม่ก่อกรรมหนักอันใหม่ทั้งดีและชั่ว เพราะมีปัญญาเท่าทันและระวังตัวมากในกรรมต่างๆ

ผู้บรรลุธรรมแล้วอยู่บนโลกต่อไปได้นั้น ไม่ใช่ว่าจะไม่มีกรรมหรือไม่เปื้อนกรรม กรรมนั้นไม่มีใครใหญ่เกินไปได้ แม้ผู้บรรลุธรรม รู้แจ้งไม่ยึดติดแล้ว แต่หากก่อกรรมก็ต้องรับผลกรรมนั้น จนไม่อาจได้นิพพานในที่สุด ดังนั้น ผู้บรรลุธรรมจึงต้องมีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่แตกต่างไปจากเดิม ดังเช่นที่ พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสกับบิดาของผู้บรรลุธรรมผู้หนึ่งว่า “บุตรของท่านบรรลุธรรมแล้วหากไม่บวชจะตายใน ๗ วัน” นี่เป็นธรรมชาติหนึ่งของผู้บรรลุธรรม กล่าวคือ หากไม่มีรูปแบบวิถีชีวิตที่สามารถรักษาตนเองให้พ้นจากกรรมได้ จิตก็จะละสังขารภายใน ๗ วันแล้วนิพพานไป หากยังใช้ชีวิตแบบเดิมอยู่ต่อ ก็จะเกิดกรรมจนไม่อาจได้นิพพานได้ในที่สุด ดังนั้น ผู้บรรลุธรรมจึงต้องมีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป จะทำกิจต่างๆ ดังเดิมไม่ได้ ความเชื่อที่ว่า “ผู้บรรลุธรรมต้องได้นิพพานแน่นอนเที่ยงแท้แล้ว” นั้น ไม่เป็นความจริง เพราะหากมีกรรมใหม่ๆ ซึ่งเป็นกรรมมากพอต่อชาติภพเมื่อไร ก็ไม่ได้นิพพานในชาตินั้น ต้องไปเกิดเพื่อเสวยผลกรรมที่ตนทำไว้ในชาติต่อไปก่อนจึงจะนิพพานได้ ไม่ว่าจะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่ว เพราะใครทำกรรมดีก็ต้องได้รับผลกรรมดี ใครทำกรรมชั่วก็ต้องได้รับผลกรรมชั่ว จะถือว่า กรรมชั่วไม่ทำ ทำแต่กรรมดี แล้วจะไม่รับผลกรรมดีนั้นเป็นไปไม่ได้ นอกจากว่า “ละเว้นทุกกรรม” ไม่ว่าดีและชั่วใดๆ พระพุทธเจ้าทรงเคยตรัสว่า “พระองค์ทรงลอยแล้วซึ่งบุญและบาป” หมายความว่า ทรงไม่เอาแล้วทั้งบุญและบาป เพราะถ้าทำกรรมใดก็ต้องไปเกิดรับกรรมนั้นอีก (หากกรรมมากพอสืบชาติต่อภพ รับไม่หมดในชาติเดียว) ดังนั้น จะละวางแต่จิตไม่ได้ ต้องมีกายกรรมแห่งการละเว้นที่แท้จริงด้วย กล่าวคือ ต้องละเว้นละวาง ทั้งมโนกรรม, วจีกรรม และกายกรรม จะบอกว่าจิตไม่ยึดแล้ว แต่กายยังทำอยู่อย่างนี้ ไม่ครบองค์แห่งการละเว้นกรรมอันแท้จริง

ปัจจุบัน มีผู้บรรลุธรรมจำนวนมากขาดความระมัดระวังในกรรม และปล่อยเนื้อปล่อยตัวเพลิดเพลินไปจนเกิดกรรมใหม่ขึ้น จากการรับเงินและทองจากลาภสักการะที่เขานำมาบูชาเพียงเล็กน้อย พอเริ่มเพลินลืมตัวไป ก็กลายเป็นการรับเงินทุกวัน ทุกวันมีการตั้งพานไหว้ครู, พานใส่เงิน, ตูรับบริจาค มากมาย โดยปกติแล้ว พระภิกษุบิณฑบาตได้ข้าวแต่พอฉันก็ดำรงชีพอยู่ได้แล้ว แต่ภิกษุผู้บรรลุธรรมบางเหล่ายังไม่รู้ตัวว่าได้เผลอร่วมกรรมพัวพันไปกับฆราวาสผู้ไม่บรรลุธรรมเสียมากมายแล้ว เกิดกรรมยาวนานเป็นชาติภพชดใช้ไม่หมดในชาติเดียวนี้แล้ว ทำให้นิพพานไม่ได้ เพราะกรรมมากเกินไป หลายท่านคิดเอาว่าจิตไม่ยึดแล้ว แต่กายรับไว้เฉยๆ ไม่ปฏิเสธเงินทองที่เขาเอามาให้คงไม่เป็นไร แต่กรรมไม่ใช่เช่นนั้น เพราะไม่เกี่ยวว่าจิตจะยึดหรือไม่ หากเกิดกรรมก็ต้องรับผลกรรม

กรรมที่ไม่มีผลนั้นไม่มี ทุกกรรมล้วนต้องมีผู้ทำกรรม ผู้รับกรรมทั้งสิ้น จึงจะครบองค์กรรม เมื่อมีกรรมเกิดแล้วต้องมีผู้ก่อกรรมและผู้รับกรรมครบถ้วนทุกกรรมจะปัดความรับผิดชอบไม่ได้ ดังนั้น ผู้บรรลุธรรมแล้วยังมีกายสังขารบนโลก จึงยังต้องประคองชีวิตอยู่ต่อไปอย่างระมัดระวังในกรรม ไม่ใช่ปล่อยเนื้อปล่อยตัวให้กรรมพาไป หรือเกิดกรรมใหม่ๆ สะสมจนสืบชาติต่อภพไม่จบสิ้น ในขณะที่กายสังขารยังต้องการอาหารและปัจจัยต่างๆ นั้น ผู้บรรลุธรรมจึงต้องปรับตัวเข้ากับสังคมโลก ในรูปแบบที่แตกต่างกันไปในแต่ละยุคสมัยของโลกมนุษย์ หากยังคงทำงานหาเลี้ยงชีพดังเดิมอยู่ ก็จะเกิดกรรมใหม่ๆ ต่อไปไม่จบสิ้น บทความฉบับนี้ จะขออธิบายรูปแบบความเป็นอยู่ของผู้บรรลุธรรมในยุคสมัยต่างๆ เพื่อให้ผู้บรรลุธรรมสามารถปรับตัวอยู่ต่อไปได้โดยไม่เกิดกรรมสืบชาติต่อภพใหม่ได้ อันแตกต่างกันไปในแต่ละยุคสมัย เพราะเหตุปัจจัยในแต่ละยุคสมัยต่างกัน ดังต่อไปนี้

๑)   ยุคผู้มีกรรมมาก

ผู้บรรลุธรรมในยุคนี้ จะไม่มีศาสนาให้อาศัย เพราะเหตุว่าเป็นยุคของสัตว์ที่มีกรรมมากมาเกิด ศาสนาจึงไม่มี หรือมีก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้น เทพเทวดาจึงไม่ลงมาสร้างศาสนาในยุคนี้ ผลกรรมทำให้เป็นยุคที่ต้องทำมาหากินอย่างหนัก แม้ทำงานอย่างหนักก็อาจจะไม่สามารถดำรงชีพอยู่ได้ ทำงานในอาชีพปกติยังไม่พอเลี้ยงชีพ ต้องทำสิ่งทุจริตไปด้วย แต่ละวันแทบจะไม่มีเวลาได้เสพสุข แม้มีบุญก็แทบไม่มีเวลาเสวยผลบุญได้ มีเวลาว่างน้อยมาก แทบไม่มีเวลาศึกษาและปฏิบัติธรรมเลย และอายุสั้นมาก จึงมักมีแต่ความทุกข์ โลกหาความสุขแทบไม่ได้ จนต้องหนีออกจากโลกที่วุ่นวายเข้าหาความวิเวกในป่า เป็นต้น และเข้าหาสัจธรรม มักแสวงหาคำว่า “หลุดพ้น” เพราะมีทุกข์มาก จึงอยากหลุดพ้นจากความทุกข์ ในยุคนี้ ศีล ก็ไม่มี เพราะมีแล้วก็ไม่มีปีระโยชน์ เพราะไม่มีใครถือศีลได้เลย มนุษย์จะนับถือ “กฎระเบียบ” และ “กฎหมาย” กันมาก เพราะต่างขาดสามัญสำนึก จึงต้องสร้างสมมุติให้เข้าใจร่วมกันไว้ ไม่ให้ก่อกรรมละเมิดซึ่งกันและกัน แม้มีกฎหมายมากมายก็ไร้ประโยชน์ทำอะไรคนผิดไม่ได้ กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ไม่มีความยุติธรรมอันแท้จริงในสังคม มีแต่ศาลเตี้ย และคนนอกกฎหมาย ผู้บรรลุธรรมในยุคนี้ จึงไม่อาจอยู่ร่วมกับสังคมส่วนใหญ่ของมนุษย์ได้ ไม่มีใครให้ทานแก่ผู้ทรงศีล เพราะศีลไม่มีค่าไม่มีความหมาย สุดท้าย จึงละสังขารไปไม่นาน บางรายเพียง ๗ วันหลังบรรลุธรรมก็ละสังขารแล้ว แต่หากยุคนั้นมีป่าไม้อุดมสมบูรณ์มีอาหารในป่าพิเศษเฉพาะอยู่บ้าง ก็จะพากันไปอยู่อาศัยในป่าที่เป็นเขตเฉพาะนั้น เรียกกันว่า “หุบเขากลืนฤษี” หลบผู้คนไปละสังขารกันที่นั่นอย่างวิเวกสันโดษ ที่เรียกผู้บรรลุธรรมเหล่านี้ว่า “พระปัจเจกพุทธเจ้า”

๒)   ยุคผู้มีบุญน้อย

ผู้บรรลุธรรมในยุคนี้ จะอยู่ในพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าที่มีบุญบารมีน้อย ทำให้เป็นยุคที่ต้องทำมาหากินอย่างหนักจึงจะสามารถดำรงชีพอยู่ได้ แต่ละวันแทบจะไม่มีเวลาได้เสพสุข แม้มีบุญก็แทบไม่มีเวลาเสวยผลบุญได้ มีเวลาว่างน้อยมาก แทบไม่มีเวลาศึกษาและปฏิบัติธรรมเลยด้วยซ้ำ และอายุสั้นมาก จึงมักมีแต่ความทุกข์ เมื่อทุกข์อย่างยิ่งยวดจึงค่อยๆ เข้าหาสัจธรรม มักแสวงหาคำว่า “หลุดพ้น” เพราะมีทุกข์มาก จึงอยากหลุดพ้นจากความทุกข์ ในยุคนี้ หากไม่มีศาสนาพุทธ ก็จะมีศาสนาที่เข้มงวดในเรื่องศีล เพราะสัตว์ที่มาเกิดจะผิดศีลกันมาก ก่อกรรมทำเข็ญกันมาก จึงต้องมีการบังคับกัน เคร่งครัดกันมาก เช่น ศาสนาอิสลามในยุคปัจจุบัน สรรพสัตว์ไม่เข้าใจเรื่องกรรม มักก่อกรรมทำเข็ญ ดังนั้น ศีล จึงมีความจำเป็นที่ต้องนำมาสอนและบังคับใช้กันมากในยุคนี้ มนุษย์จะนับถือ “กฎระเบียบ” และ “กฎหมาย” เพราะต่างขาดสามัญสำนึก จึงต้องสร้างสมมุติให้เข้าใจร่วมกันไว้ ไม่ให้ก่อกรรมละเมิดซึ่งกันและกัน ผู้บรรลุธรรมในยุคนี้ จึงมีความเป็นอยู่อย่างลำบาก และต้องระมัดระวังตัวจากกรรมตลอดเวลา มีศีลเป็นเครื่องป้องกันตัวจากกรรมต่างๆ และต้องขอข้าวผู้อื่นกิน เนื่องจากธรรมชาติไม่อุดมสมบูรณ์ มนุษย์มีบุญน้อย ไม่สามารถดำรงชีพได้ด้วยการอยู่ในป่าโดยไม่ทำงานได้ จึงต้องเป็นผู้น้อยในสังคมไป

๓)   ยุคผู้มีบุญปานกลาง

ผู้บรรลุธรรมในยุคนี้ จะอยู่ในพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าที่มีบุญบารมีปานกลาง ผลบุญทำให้เป็นยุคที่ไม่ต้องทำมาหากินมากมายก็สามารถดำรงชีพอยู่ได้ แต่ละวันแม้ไม่ได้ทำงานก็สามารถเสพสุข แต่ไม่ถึงกับบุญมากเหมือนสวรรค์บนดิน มีเวลาว่างมาก และอายุยืน จึงมักเสพสุขและทุกข์คู่กันอย่างสมดุล เห็นโลกครบสมบูรณ์ทั้งสุขและทุกข์ เมื่อถึงจุดอิ่มตัวจึงค่อยๆ เบื่อหน่ายโลกธรรมที่มีสุขทุกข์คละเคล้ากันไปจึงค่อยๆ เข้าหาสัจธรรม และผลจากวิถีชีวิตของมนุษย์ในยุคนั้น สามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องทำงาน ผู้บรรลุธรรมจึงไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องขอข้าวใคร ก็สามารถอยู่ได้ เพราะผลบุญที่มากทำไว้แต่กาลก่อนได้ออกดอกออกผลเป็นพืชพรรณธัญญาหารที่อุดมสมบูรณ์ เป็นต้น ดังนั้น การอยู่อาศัยในป่าจึงเป็นวิถีชีวิตปกติของเหล่าผู้บรรลุธรรม เพราะป่ามีความสมบูรณ์มากมีอาหารครบ อยู่ได้โดยไม่ต้องบิณฑบาต ประกอบกับคนดีปานกลางมาเกิด ดังนั้น ศีลจึงมีอยู่แล้วในแต่ละคน มักไม่ก่อกรรมชั่วกัน ศีล จึงอาจจะมีหรือไม่มีก็ได้ ในยุคนี้ ผู้บรรลุธรรมจะละสังขารช้า เพราะโลกมนุษย์สวยงามอุดมสมบูรณ์น่าอยู่ และมีคนดีมาเกิดมาก จึงไม่ค่อยมีกรรมกระทบกระทั่งกัน ไม่ต้องระวังกรรมมากเหมือนยุคคนเลวมาเกิด แต่ความเป็นอยู่ทางโลกจะไม่เจริญขนาดสวรรค์บนดิน เรียกได้ว่าทางโลกหาความสุขได้เท่ากับทุกข์ ทางธรรมจึงมีความสุขแท้จริง ดังนั้น ผู้คนจึงแสวงหาสัจธรรมด้วยเหตุนี้ ผู้บรรลุธรรมแล้วสามารถจะอยู่ได้ในป่าโดยไม่ต้องขอข้าวชาวบ้านก็ได้ เพราะมีบุญมากพอ

๔)   ยุคผู้มีบุญมาก

ผู้บรรลุธรรมในยุคนี้ จะอยู่ในพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าที่มีบุญบารมีมาก ผลบุญทำให้เป็นยุคที่ไม่ต้องทำมาหากินมากมายก็สามารถดำรงชีพอยู่ได้ แต่ละวันแม้ไม่ได้ทำงานก็สามารถเสพสุข เสวยผลบุญได้บนโลกราวกับบนสวรรค์บนดิน มีเวลาว่างมาก และอายุยืนมาก จึงมักเสพสุขจนไม่มีอะไรให้เสพแล้ว จึงค่อยๆ เข้าหาสัจธรรม มักแสวงหาคำว่า “อำมตะ” เพราะอายุยืนมาก จึงสงสัยว่าความอำมตะจะมีจริงหรือไม่ ในยุคนี้ หากไม่มีพุทธศาสนาก็จะมีศาสนาพราหมณ์ซึ่งสร้างมาจากพระพรหมที่จุติมาจากพรหมโลก หรือศาสนาอื่นๆ ซึ่งสร้างมาจากพระโพธิสัตว์ที่จุติมาจากสุขาวดี ซึ่งก็จะประกาศธรรมในเรื่องความเป็นอำมตะที่แท้จริง ที่แฝงนัยยะสำคัญเป็นการสละละทิ้งความยึดมั่นถือมั่นใดๆ ทั้งปวง ซึ่งให้ผลเช่นเดียวกันนิพพานเหมือนกัน เช่น คำว่า “อาตมัน-ปรมาตมัน” หรือ คำว่า “ชีวิตนิรันดร” เป็นต้น และผลจากวิถีชีวิตของมนุษย์ในยุคนั้น สามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องทำงาน ผู้บรรลุธรรมจึงไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องขอข้าวใคร ก็สามารถอยู่ได้ เพราะผลบุญที่มากทำไว้แต่กาลก่อนได้ออกดอกออกผลเป็นพืชพรรณธัญญาหารที่อุดมสมบูรณ์ เป็นต้น ดังนั้น การอยู่อาศัยในป่าจึงเป็นวิถีชีวิตปกติของเหล่าผู้บรรลุธรรม เพราะป่ามีความสมบูรณ์มากมีอาหารครบ อยู่ได้โดยไม่ต้องบิณฑบาต ประกอบกับคนดีมาเกิดมาก ดังนั้น ศีลจึงมีอยู่แล้วในแต่ละคน มักไม่ก่อกรรมชั่วกัน ศีล จึงไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ ในยุคนี้ ผู้บรรลุธรรมจะละสังขารช้า เพราะโลกมนุษย์สวยงามอุดมสมบูรณ์น่าอยู่ และมีแต่คนดีมาเกิด จึงไม่ค่อยมีกรรมกระทบกระทั่งกัน ไม่ต้องระวังกรรมมากเหมือนยุคคนเลวมาเกิด ผู้บรรลุธรรมไม่ต้องขอข้าวใครกิน ไม่ต้องถือศีล ไม่ต้องทำงาน วันๆ มีแต่การสนทนาธรรม สังคมให้การยอมรับนับถือนักปราชญ์ผู้ทรงศีลทรงธรรม เพราะสุขทางโลกมีมากเกินพอ

ข้อสังเกตและข้อสรุปบางประการ

๑)    รูปแบบวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของพระอรหันตสาวกในพุทธศาสนาแต่ละยุคไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน ขึ้นอยู่กับบุญกรรมที่มวลสัตว์ในยุคนั้นทำร่วมกันมา

๒)    พระพุทธเจ้าจะเป็นผู้สร้างรูปแบบความเป็นอยู่ของพระอรหันตสาวก ให้สามารถอยู่ร่วมกับสังคมโลกได้โดยไม่เปื้อนกรรมในรูปแบบที่แตกต่างกันแต่ละยุค

๓)    ผู้บรรลุธรรมแล้วใช่ว่าพ้นกรรม หากยังไม่ละสังขารยังต้องอยู่อย่างระวังกรรม ต้องปรับตัวเข้ากับสังคมในแต่ละยุคให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะละสังขารตายใน ๗ วัน

๔)   ศีลและการบิณฑบาต เป็นเอกลักษณ์รูปแบบความเป็นอยู่ของพุทธศาสนาในยุคปัจจุบัน แต่ไม่จำเป็นว่าพุทธศาสนาทุกยุคจะต้องมีศีลและการบิณฑบาตเสมอไป

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น