ร้อยเล่ห์กลมารกับกระบวนการพุทธพาณิชย์ การเดินหลงผิดของพุทธบริษัท
ร้อยเล่ห์กลมารกับกระบวนการพุทธพาณิชย์ การเดินหลงผิดของพุทธบริษัท
บทความฉบับนี้ จะกล่าวถึงกระบวนการ “พุทธพาณิชย์” คือ การนำเอาพุทธศาสนาไปสู่ทางแสวงหาผลประโยชน์ในทางพาณิชย์ ซึ่งเป็นการเดินหลงทางผิดไปจากคำสอนของพระพุทธเจ้าด้วยกลอุบายต่างๆ อนึ่ง คำว่า “เล่ห์กลมาร” นี้ ไม่ได้เขียนไว้เพื่อให้เกิดความแตกแยกแบ่งเทพแบ่งมาร หรือเกลียดชังมารแต่อย่างใด แต่จำต้องเขียนเพื่อให้ตื่นจากความหลง เพื่อปฏิบัติธรรมตามคำสอนที่ถูกต้องของพระพุทธเจ้าต่อไป ดังนี้
การสร้างถาวรวัตถุในพุทธศาสนาควรทำอย่างไร?
การสร้างถาวรวัตถุ ทำให้ยังไม่นิพพานในชาตินี้ การไม่สร้างเลย ก็อาจไม่มีผลบุญเลยที่จะใช้เสวยเพื่อเวียนว่ายตายเกิดชาติต่อๆ ไป ดังนั้น ถ้าทราบแน่ชัดว่าเราหมดสิ้นชาติภพได้ในชาตินี้ ก็ควรละวาง ไม่สร้างบุญและบาปใดๆ อีก ปฏิบัติเพื่อนิพพานอย่างเดียว แต่ถ้าทราบแน่ว่าไม่นิพพานชาตินี้ การสร้างบุญก็จะช่วยตนเองในการเวียนว่ายตายเกิดชาติต่อๆ ไปได้ อนึ่ง ผลจากการสร้างถาวรวัตถุทำให้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นต่างๆ กัน ดังนี้
๑) สร้างแบบเทวดาชั้นจตุมหาราชิกา (ยักษ์-อสูร)
เป็นการสร้างถาวรวัตถุที่ไม่สมบูรณ์พร้อมด้วยกาย, วาจา, ใจ ทำให้ผู้สร้างต้องไปรับบุญเป็นเทวดาไม่เต็มรูปแบบ เช่น กึ่งเทวดากึ่งเดรัจฉาน เป็นต้น ซึ่งก็คือ เทวดาชั้นจตุมหาราชิกานั่นเอง การสร้างในลักษณะนี้ มีจิตไม่บริสุทธิ์อยู่มาก เรียกว่า สร้างบุญไปด้วยก่อกรรมไปด้วย เช่น มีการโกงกิน, มีการหมุนเงินเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว, ทำไปทะเลาะวิวาทขัดแย้งกันไป, ทำไปเพราะหวังผลทางความรักใคร่ไป, ทำไปก็หลงตัวเองเสริมความยึดมั่นในตนเองไป ฯลฯ การสร้างถาวรวัตถุในพุทธศาสนาแบบนี้ ส่งผลให้ไปจุติเป็นเทวดาชั้น จตุมหาราชิกา ปัจจุบัน การก่อสร้างถาวรวัตถุในพุทธศาสนาที่มีการโกงกิน, ยักยอก, หมุนเวียนเงินเข้ากระเป๋าซ้ายขวา, เอื้อประโยชน์ส่วนตัว ฯลฯ ก็ยังมีอยู่ ที่กล่าวนี้ไม่ได้จะให้เกลียดกันแต่อย่างใด เพียงให้ความกระจ่างว่ากรรมที่ทำนี้ ทำให้ส่งได้ถึงแค่สวรรค์ชั้นที่หนึ่งเท่านั้น ทั้งๆ ที่ลงแรงใช้เวลาไปเท่าๆ กับท่านอื่นๆ เหมือนกัน
๒) สร้างแบบเทวดาชั้นดาวดึงส์
ในชั้นดาวดึงส์จะมีเทพที่รับผิดชอบหน้าที่การสร้างถาวรวัตถุเพื่อดูแลความเป็นอยู่ของพุทธบริษัทในพุทธศาสนา เรียกว่า “พระวิษณุเทพ” ซึ่งจะรับคำสั่งจากพระอินทร์ ทั้งสองท่านจะดูแลทั้งที่อยู่ของพระสงฆ์, และโพธิสัตว์ ทุกๆ ชาติภพ ซึ่งท่านเหล่านี้ สามารถที่จะทำงานโดยไม่จุติก็ได้ หรือจุติมาเป็นมนุษย์แล้วทำงานในรูปกายมนุษย์ก็ได้ เพราะนี่เป็นหน้าที่โดยตรงของท่าน รูปแบบการจัดสร้างของท่าน จะมีเอกลักษณ์ ดังนี้
๑.๑) เรียบง่าย ใช้วัสดุเท่าที่มี เบียดเบียดสัตว์น้อย
๑.๒) เหมาะสมกับการใช้งาน ไม่เน้นแต่ความสวยงาม
๑.๓) ใช้ความตั้งใจ แรงงาน และความศรัทธาที่แท้จริง
วัดในพระพุทธศาสนา ในสมัยก่อน มีการจัดสร้างตามลักษณะนี้ คือ เรียบง่าย ใช้วัสดุเท่าที่หาได้ ไม่เบียดเบียนสัตว์มากนัก ยกตัวอย่างเช่น การสร้างโบสถ์ ก็จะขอแรงงานภายในท้องถิ่น ช่วยกันขนทรายจากริมน้ำมา แล้วช่วยกันร่อนทรายละเอียด นำมาเป็นวัสดุก่อสร้าง, บ้างใช้แรงหักร้างถางพง ตัดไม้มาใช้ในการสร้างวัด เป็นต้น ในจำนวนนี้ จะมีส่วนหนึ่งที่ทำมากและหนัก ทำให้ได้ผลบุญมากถึง “พระอินทร์” หรือโพธิสัตว์ชั้นดุสิตก็มี แต่สำหรับท่านอื่นๆ ที่ช่วยกันคนละไม้ละมือ เล็กๆ น้อยๆ จะได้ผลบุญประมาณชั้นดาวดึงส์ โบสถ์ที่สร้างในลักษณะนี้ พบในช่วงก่อนปี ๒,๕๒๐ หลังปี ๒,๕๒๐ ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ระบบทุนนิยมมากขึ้น การสร้างถาวรวัตถุเปลี่ยนไปใช้เงินเป็นสำคัญ (ย้อนหลังไปจากนั้น อาจมีอยู่ แต่ผู้เขียนไม่สามารถค้นคว้าข้อมูลมาได้ต้องขออภัย)
๓) สร้างแบบเทวดาชั้นยามา
ท่านที่สร้างถาวรวัตถุแล้วได้ผลถึงสวรรค์ชั้นยามานั้น เพราะสร้างถาวรวัตถุที่ได้ผลบุญมาก มากกว่าสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เช่น ไม่ได้แค่สร้างศาลา หรือโบสถ์ เท่านั้น สร้างถึง “เจดีย์บรรจุพระสารีริกธาตุ” เลยทีเดียว ผลจากการสร้างเจดีย์บรรจุพระสารีริกธาตุ ทำให้ได้ขึ้นสวรรค์ชั้นยามาได้ และผู้นำในการก่อสร้างจะได้กายทิพย์เป็น “เจ้าจักรพรรดิ” เมื่อจุติมายังโลก สามารถเป็นเจ้าจักรพรรดิ ครองแผ่นดินได้กว้างใหญ่ไพศาล การสร้างนั้น ไม่จำเป็นต้องมากมาย ไม่แตกต่างจากหลักการสร้างของเทวดาชั้นดาวดึงส์ เพียงแต่สิ่งที่สร้างนั้นมีผลบุญมากนั่นเอง สำหรับท่านที่มีศรัทธาผู้นำในการก่อสร้างมากๆ ตายแล้วจุติจะยึดมั่นผู้นำในการก่อสร้างนั้นๆ เหมือนผู้ที่ยึดมั่นศรัทธาในเทพเจ้าฮินดู ตายแล้วจะได้ไปยังวิมานของผู้นำที่ศรัทธานั้นๆ เป็นบริวารของเขา ซึ่งก็คือ สวรรค์ชั้นยามานั่นเอง
๔) สร้างแบบเทวดาชั้นดุสิต
ท่านที่สร้างถาวรวัตถุได้ผลมาก ถึงสวรรค์ชั้นดุสิตนั้น แตกต่างจากผู้ที่สร้างถาวรวัตถุแล้วได้เสวยผลบุญในสวรรค์ชั้นหนึ่งถึงสามดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เพราะการสร้างนั้นๆ มุ่งผลประโยชน์แก่มหาชนหรือโปรดปวงสรรพสัตว์ เช่น สร้างโรงทานโรงเจแล้วพากเพียรชักชวนคนยากจนขาดแคลนอาหารให้รับประทานเจ, การสร้างถาวรวัตถุแล้วสอนธรรมะแก่ผู้มาปฏิบัติธรรมเป็นเนืองนิตย์ เช่น วัดและสถานปฏิบัติธรรมหลายแห่งที่ได้จัดสร้างอย่างนี้ หรือ การสร้างนั้นๆ แม้ไม่ได้ให้ผลประโยชน์แก่ปวงสัตว์ชัดเจนในปัจจุบัน แต่จิตที่สร้างนั้น ล้วนทำเพื่อมอบไว้เป็นสมบัติสาธารณะในอนาคต แล้วพากเพียรด้วยแรงกายแรงใจของตนเองเป็นสำคัญ เช่น การปั้นพระด้วยมือตนเอง ก่ออิฐถือปูนเอง เป็นต้น
๕) สร้างแบบเทวดาชั้นห้าและหก (มาร)
ท่านที่สร้างถาวรวัตถุได้ผลมากเกินไป เลยสวรรค์ชั้นดุสิต หรือชั้นของพระโพธิสัตว์ไปนั้น ด้วยเหตุว่า “หวังสูง” หรือ “หัวสูง” มีความ “เย่อหยิ่ง” หรือ “ถือตัว” เกินไป คิดว่าตนทำบุญมากมาย ตนสูงส่ง ลำพองใจ คิดว่าตนมีธรรมมาก รู้หมด ใครก็สอนไม่ได้ ทำให้จิตเลยชั้นดุสิตเข้าวิถี “มาร” แต่ก็จัดเป็น “มารดี” หรือ “คนดีที่หลงผิด” นั่นเอง เพราะเหตุว่าผลบุญจากการช่วยสร้างถาวรวัตถุในพระพุทธศาสนานั่นเอง ลักษณะการก่อสร้างที่เข้าข่าย “มาร” นั้น มีข้อสังเกตมากมายหลายประการ ซึ่งจะมีความคล้ายคลึงกับท่านผู้นำท่านหนึ่งในประวัติศาสตร์ คือ “จิ๋นซีฮ่องเต้” กล่าวคือ เน้นเสริมตัวกูของกู ให้กับผู้สร้าง แทนความยิ่งใหญ่ของผู้สร้าง แทนที่จะคำนึงถึงประโยชน์ ต่อ “พุทธศาสนา” หรือประโยชน์ต่อ “มวลสัตว์” ที่แท้จริง ลักษณะถาวรวัตถุที่เข้าข่ายนี้ มีดังต่อไปนี้
๕.๑) เน้นความยิ่งใหญ่อลังการ เช่น “ใหญ่ที่สุด” (แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกถาวรวัตถุที่ใหญ่ที่สุดในโลกนี้ จะต้องสร้างด้วยมารเสมอไป) โดยไม่สนใจผลกระทบต่อมวลสัตว์
๕.๒) เน้นเสริมตัวกูของกู หรือตัวเอง เช่น สร้างเสริมดวงตนเอง โฉลกกับตนเอง หรือผู้นำที่ตนเองศรัทธา เช่น รูปหน้าพระราชาของตน นำไว้ที่ยอดพระปราง เป็นต้น
๕.๓) เน้นความพึงพอใจเฉพาะในกลุ่มผู้สร้าง เช่น พระราชาสอนให้ “พอเพียง” แต่กลับนำชื่อพระราชาไปเรียกศรัทธา แล้วสร้างอย่างอลังการ ไม่สนใจคำสอนของพระราชา
ข้อสังเกตหนึ่งของกลุ่มผู้สร้างที่เป็นมาร คือ พวกเขามักยึดมั่นถือมั่นตัวกูของกู และพวกพ้องของกูมาก ใครต่อต้านหรือไม่เห็นด้วยได้รับผลเป็น “ความเกลียดชัง” หรือ “ความเป็นศัตรู” หรือ “ความอาฆาตแค้น” ทันที และพวกเขาจะตามจิก, ตามจับผิด, ตามรังควาญในเวลาต่อมา นี่คือ ลักษณะของมารที่อาจถูกซ่อนไว้ ไม่เปิดเผยให้ใครเห็น การกระทำของพวกเขาจะกระทำต่อศัตรูอย่างลับๆ เพื่อรักษาหน้าตาที่เป็นคนดีของพวกเขาไว้ พวกเขาชอบแบ่งพรรคแพ่งพวก ใครที่เป็นพวกเขาคือ “มิตร” ใครที่ไม่ใช่มิตร ก็ต้องเป็น “ศัตรู” ทันที พวกเขาไม่เปิดรับความคิดเห็นใหม่ๆ จากคนภายนอก เพราะเกรงกลัวว่าจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ยึดถือ และนิยมสร้าง “ความถูกต้อง” ที่เป็นที่ยอมรับกันในกลุ่ม แต่อาจไม่ใช่ “ความถูกต้องที่แท้จริง” เรียกว่า “ใครเข้ามาต้องเชื่อแบบนี้” นั่นเอง
สรุปหลักการสร้างถาวรวัตถุ
๑) ควรสร้างตามแบบเทวดาชั้นดาวดึงส์ ถึงชั้นดุสิต การสร้างที่ต่ำกว่านี้ ทำให้ต้องเสวยกรรมที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการสร้าง ส่วนการสร้างที่สูงเกินกว่านี้ จะทำให้เวียนว่ายตายเกิดนานเกินไป เช่น ชั้นมาร เป็นต้น ซึ่งแม้มีบุญมากแต่ไม่ค่อยมีความสุขเท่าใดนัก
๒) หากไม่อยากเวียนว่ายตายเกิดนานเกินไป สามารถสร้างบุญบารมีในรูปแบบอื่นๆ ได้โดยไม่ต้องสร้างถาวรวัตถุ เช่น การนั่งสมาธิแผ่เมตตาให้แก่ดวงวิญญาณที่หลงทาง
๓) หากปรารถนานิพพานในชาตินี้ ไม่ควรสร้างบุญและบาปสืบชาติภพต่อไป ควรเลิกการสร้างบุญบารมีและก่อกรรมใดๆ ทั้งปวง แล้วเร่งปฏิบัติทางจิตเพื่อการหลุดพ้น
จะเห็นได้ว่า บทความฉบับนี้ไม่ได้ห้ามการสร้างถาวรวัตถุแต่อย่างใด เพียงแต่กำลังบอกว่าการสร้างแบบใด เป็นการสร้างที่เหมาะสมและพอดี กล่าวคือ “เหมาะสม” เมื่อ ผู้สร้างเป็นคนที่ปรารถนาเกิดต่อไปเพื่อโปรดสัตว์ (จะบอกว่าพระโพธิสัตว์ไม่ปรารถนาหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดคงไม่ได้ หากพระโพธิสัตว์นั้นบรรลุธรรมตั้งแต่โสดาบันขึ้นไป แต่แม้จะปรารถนาหลุดพ้นเพียงใด ก็จะปรารถนาให้ปวงสัตว์ได้หลุดพ้นก่อนตน และตนยังขอเกิดเพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ต่อไป ต่างจากมารดี ที่ไม่เบื่อหน่ายการเวียนว่ายตายเกิดเพราะมัวหลงเพลินกับผลบุญ) และ “พอดี” เมื่อ จัดสร้างให้ได้ผลบุญที่พอดีระดับสวรรค์ชั้นที่สองถึงสี่ก็พอ อนึ่ง สำหรับท่านที่มีกรรม ยังไม่สามารถหลดพ้นได้ในชาตินี้ จะพบเหล่ามาร มาชักชวนให้หลงทางผิด แทนที่จะได้นิพพานแล้วก็จะไม่ได้ บทความต่อไปนี้ จะแสดงถึงเล่ห์กลมารที่มาชักชวนให้หลงผิด ชักชวนให้ก่อสร้างถาวรวัตถุทำให้ท่านที่ควรจะได้นิพพานแล้วไม่ได้ หรือสร้างถาวรวัตถุผิดไปจากความพอดี ดังต่อไปนี้
สาเหตุที่มารดีมาชักชวนให้ไม่ได้นิพพานด้วยการสร้างถาวรวัตถุ
๑) เนื่องจากความเข้าใจในการบำเพ็ญบารมีอย่างถูกต้องยังไม่แพร่หลาย พระโพธิสัตว์ที่ทำหน้าที่ชักชวนให้พระโพธิสัตว์เหล่าอื่น สร้างบารมีนั้น ยังมีจำนวนน้อย ดังนั้น ฝ่ายมารดีจึงถูกธรรมชาติขับดันให้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนเหล่าท่านที่ยังมีกรรมให้บำเพ็ญบุญบารมี ให้หลงตัวเอง หลงบุญไปก่อน ท่านเหล่านี้แม้ปัญญาสูงพอบรรลุธรรมแล้ว แต่ยังมีกรรม ยังนิพพานไม่ได้ จะถูกภาคมารขวางไว้ก่อน ซึ่งภาคมารดีก็ทำหน้าที่ตามธรรมชาติ ไม่ผิดแต่อย่างใด แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง ผู้เข้าใจการบำเพ็ญบารมีที่แท้จริงทำหน้าที่ได้ เหล่ามารดี ก็จะค่อยๆ ลดบทบาทไปตามธรรมชาติ และการหลงเพลินกับการสร้างถาวรวัตถุก็จะลดลงในที่สุด
๒) มารดี หรือคนดีที่มีจิตหลงผิดเป็นมารเหล่านั้น เป็นบริวารเก่าที่มีกรรมมีบุญพ่วงกันมากับผู้นำในการจัดสร้าง ยังชำระกรรมกันยังไม่จบสิ้น จึงต้องมีการพัวพันกรรมต่อกันต่อไป จนกว่าจะได้หลุดพ้นนิพพานพร้อมๆ กัน ยกตัวอย่างเช่น ในอดีตชาติ พวกเขาอยู่เมืองเดียวกัน พระราชามีสงคราม สั่งพวกเขาไปทำสงครามตายมากมาย เมื่อพระราชามาเกิดเป็นพระดังบรรลุธรรมแล้ว คิดจะนิพพาน พวกเขาก็มาเกิดเป็นผู้ช่วยพระ แล้วชวนพระไปสร้างถาวรวัตถุ ทำให้ไม่ได้นิพพาน และยังต้องชำระกรรมต่อพวกเขา ฉุดช่วยพวกเขาจนกว่าจะนิพพานด้วยกัน
๓) ธรรมชาติของการเผยแพร่ธรรมนั้น ธรรมที่ยังไม่บริสุทธิ์แท้จริง จะเกิดก่อน แล้วธรรมชาติที่บริสุทธิ์แท้จริงก็จะเกิดขึ้นมาภายหลัง ยุคของ “มารดี” ก็จะเกิดก่อนยุคของพระโพธิสัตว์ ปกติ ยุคสมัยของโลกต้องค่อยๆ ปรับ ซึ่งจะทำให้โลกและสามภพได้รับผลกระทบสะเทือนน้อย และยังช่วยให้มวลมนุษย์ค่อยๆ ปรับตัวตามได้ทันอีกด้วย ดังนั้น บางยุคสมัย ก่อนธรรมแท้จะเกิด จึงต้องค่อยๆ เริ่มจากธรรมที่ไม่ตรงทางมาปูพื้นก่อน เช่น การหลงบุญ ปูเป็นพื้นฐานก่อนมุ่งเน้นนิพพาน
๔) เป็นกระบวนการชำระกรรมกันระหว่างพญามารฝ่ายดี และบริวารเก่าของตน บริวารเก่าเหล่านี้ เคยหลงพญามาร แต่มีคามปรารถนาหลุดพ้นในศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ต่างๆ การจะได้นิพพานในยุคสมัยนั้นได้ จำต้องชำระกรรมกับเจ้ากรรมนายเวร เจ้าหนี้ที่เคยเลี้ยงดูกันมาก่อน จึงออกมาในรูปพุทธพาณิชย์
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีการสร้างถาวรวัตถุทางพุทธศาสนามากมาย ด้วยความศรัทธาและเชื่อว่าจะช่วยแก้ไขปัญหาวิกฤติต่างๆ ได้ อันนี้ก็เห็นด้วยว่าเหมาะกับยุคสมัย แต่การสร้างถาวรวัตถุก็ควรมีความพอดี เมื่อถึงจุดหนึ่งก็ควรหยุดสร้างเพราะพอดีกับการใช้งานแล้ว ปัจจุบัน วัดบางวัดเริ่มร้าง, บางวัดไม่มีค่าน้ำค่าไฟจ่าย พระต้องละทิ้งวัดไป บางวัด พระต้องสร้างวัตถุมงคลหาเงินเข้าวัด เพื่อใช้จ่ายต่างๆ เลี้ยงดูพระลูกวัด วัดไหนมีเงินเข้ามาก เลี้ยงดูดี ก็จะมีพระลูกวัดเข้าไปอยู่อาศัยมาก วัดไหนเงินเข้าน้อย ขาดแคลน พระก็จะมีอยู่น้อย สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องหมายแสดงถึง “ความอิ่มตัว” หรือเริ่มเกินพอดี ของการสร้างถาวรวัตถุ ซึ่งยิ่งสร้างก็ยิ่งเป็นภาระแก่ผู้อาศัย ยกตัวอย่างเช่น สร้างโบสถ์ ไว้ให้พระพุทธรูปที่ไม่มีชีวิตอยู่อาศัย พอเกรงว่าจะมีคนขโมยพระพุทธรูปไป ก็ต้องเปิดไฟฟ้าให้สว่าง บางแห่งต้องเสียค่าดูแล ยามเฝ้าก็มี ดังนี้ แสดงถึงภาระที่เกิดแก่ผู้อาศัยทั้งสิ้น ซึ่งก็ไม่พ้นพระสงฆ์ต้องรับภาระกับถาวรวัตถุเหล่านี้ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่กิจของสงฆ์เลย ดังนั้น จึงควรกลับมาพิจารณา “ความพอดี” ของถาวรวัตถุในพุทธศาสนา แล้วหันมาสร้าง “จิตใจ” กันให้มากขึ้น กว่าที่จะมุ่งการสร้าง “ถาวรวัตถุ” ซึ่งตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้ามากกว่า อนึ่ง เล่ห์กลต่างๆ ที่ใช้กันในวงการพุทธพาณิชย์ มีดังต่อไปนี้
๑) ยุทธการสรรเสริญพระสงฆ์จนหลงตัวเอง
พระสงฆ์ที่ปฏิบัติธรรมได้ถึงขั้นสูงแล้ว ปัญญาล่วงถึงวิธีหลุดพ้น แต่อาจยังเหลือกิเลสเบาบางบางส่วนอยู่ หากไม่มีกรรมมาก ก็สามารถดับขันธปรินิพพานได้ในชาติปัจจุบัน ทว่า กรรมเข้ามาขวางทางนิพพานก่อน ด้วยเหล่าฆราวาส หวังดีแต่ไม่เข้าใจในพุทธศาสนา เกิดศรัทธาแล้วชักชวนพระสงฆ์รูปนั้น เดินผิดทางในที่สุด เช่น การไปกราบไหว้ ให้ลาภสักการะมากมาย ยกย่องให้เป็นผู้วิเศษ, พระอรหันต์, พระดี ฯลฯ พอพระสงฆ์รูปนั้น เริ่มหลงตัวเอง โดยไม่รู้ตัว ก็จะค่อยๆ พาเข้าสู่กระบวนการ “แสดงความสามารถ” ให้รู้กันทั่วไปว่าพระสงฆ์รูปนี้มีดี มีบารมี มีบุญมาก ชักชวนให้ไปทำเครื่องรางของขลัง ปลุกเสก สร้างถาวรวัตถุต่างๆ เช่น วัด, พระธาตุ ฯลฯ เพื่อแสดงถึงบุญบารมีของตนว่ามีมากอย่างที่สามารถสร้างถาวรวัตถุได้อย่างนั้นอย่างนี้ เป็นต้น บางครั้ง พระสงฆ์นั้น ไม่ได้หลงตัวเอง แต่เปิดใจไม่ทันระวัง มีความสงสารฆราวาสที่เข้ามาทำดีด้วย ออดอ้อนบ้าง วอนขอบ้าง เลยยอมทำตามที่ฆราวาสร้องขอ แล้วเกิดกรรม เกิดบุญ เกิดบารมี สืบชาติต่อภพต่อไป ทำให้ไม่นิพพานในที่สุด นี่คือ กระบวนการพาหลงพระสงฆ์หลงทางนั่นเอง
๒) ยุทธการพัวพันด้วยคุณงามความดี
ฆราวาสเหล่านี้ มีเจตนาดีต่อพุทธศาสนา แต่ไม่มีความเข้าใจในการปฏิบัติที่ถูกต้อง จะเริ่มต้นจากการ “พัวพันด้วยคุณงามความดี” เช่น การเข้าไปเป็นโยมอุปัฏฐาก การดูแลพระสงฆ์รูปนั้นๆ พระสงฆ์ที่มีกิเลสเบาบางแล้ว ใกล้นิพพาน กิเลสเหลือน้อยมีปัญญารู้วิธีดับขันธปรินิพพานได้ในปัจจุบันชาติแล้ว ยังเหลือกิเลสเบาบาง คือ ความเหงาเล็กๆ พอโยมเข้าไปทำดี เหมือนลูกเหมือนหลาน เกิดความเมตตาสงสารรักใคร่เหมือนลูกเหมือนหลานขึ้นมา ด้วย “คุณงามความดี” ที่เข้ามาพัวพัน ผูกพัน ทำให้สลัดไม่หลุด กลายเป็นเครื่องยึดติดทางจิตใจเข้าโดยไม่รู้ตัว การปฏิบัติธรรมอันแท้นั้น เป็นไปเพื่อสลัดละทิ้งซึ่งความอาลัยยึดมั่นถือมั่นทั้งปวง แต่ท้ายที่สุด ก็พ่ายแพ้ “คุณงามความดีของฆราวาส” ที่เข้ามาเอาอกเอาใจ เหมือนลูกเหมือนหลาน แบบนี้มักพบมากในพระสงฆ์ที่มีพรรษามาก เมื่อฆราวาสเหล่านั้นไม่ได้ถึงนิพพาน กลายเป็น “กรรมใหม่” ที่มากพอที่จะเป็นเครื่องกั้นนิพพานให้สงฆ์รูปนั้นได้ คำว่า “กรรมหนักอันเป็นกรรมใหม่” นี้ ไม่ใช่แต่กรรมเลวเท่านั้น กรรมดีที่มีผลานิสงค์มากทั้งหลาย ล้วนเป็น “กรรมหนัก กรรมปัจจุบัน” ทั้งสิ้น เช่น การสร้างวัด, สร้างเจดีย์, การอุปัฏฐากของฆราวาสผู้ไม่บรรลุธรรม เหล่านี้ ล้วนเป็น “กรรมหนัก” ประเภท “กรรมดี” คือ ทำแล้วเกิดชาติภพใหม่ ไม่ใช่เศษกรรมที่รับใช้หมดในปัจจุบันชาติเพียงชาติเดียวได้ พูดง่ายๆ คือ “หนี้บุญก้อนโต” ที่ผ่อนใช้ในชาติเดียวไม่หมดนั่นเอง อนึ่ง บุญบารมีเก่าของสงฆ์นั้น มี ก็จริง แต่สามารถสละละทิ้งไม่เอา เพื่อเอานิพพานก็ได้ แต่ถ้าเอาเมื่อไร จะได้บริวารที่ไม่นิพพานมาดูแล และไม่ได้นิพพานในที่สุด
๓) ยุทธการปรนเปรอให้เผลอประมาท
พระสงฆ์ที่เคยปฏิบัติธรรมเคร่งครัด ผ่านความยากลำบากมามาก เมื่อถึงวาระบุญบารมีออกดอกผล พร้อมได้เสวยบุญเก่าแล้ว เหล่าฆราวาสทั้งหลายก็จะมาปรนเปรอด้วยลาภสักการะมากมาย แรกๆ พระสงฆ์ก็คิดว่าจะรับดีไหม ต่อมาก็รับไปเพราะคิดว่ารับไปแต่ใจไม่ยึด นานๆ เข้า รับไปรับมาก็เพลิดเพลินจนลืมตัว ลาภสักการะเข้ามามากมายจนเกินแก่การใช้ การบริโภค รับโดยไม่มีการปฏิเสธ ไม่มีการหนี ยังคงนั่งรอรับอยู่อย่างไม่ขาดสาย แทนที่จะเห็นภัยของลาภสักการะแล้วหาทางเลี่ยงไปอยู่ที่สงบที่อื่นแทน ก็ไม่ทำ ด้วยจิตที่ประมาทพลาดพลั้ง คิดว่า “รับไว้ เราไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้วคงไม่เป็นไร” นั่นเอง นานวันเข้าก็กลายเป็นการปรนเปรอ ราวกับพระราชา เช่น สร้างวัดให้สวยงามสงบราวกับรีสอร์ท, จัดอาหารอันประณีต ชั้นเลิศถวายให้จนติดในรสชาตินั้น (พระสงฆ์บางรูป ติดในรสชาติอาหาร ต้องสั่งให้คนทำอาหาร ทำตามที่ตนพอใจ รูปหนึ่งพอใจรสจัดอีกรูปพอใจอีกรส ฆราวาสต้องถวายให้แยกกันก็มี ทั้งๆ ที่แสดงตนว่าเป็นผู้ปฏิบัติธรรมขั้นสูงแล้ว) เมื่อพระสงฆ์ที่เคยปฏิบัติจิตขั้นสูงเริ่มพอใจในการปรนเปรอเยี่ยงพระราชาเช่นนี้ จิตก็จะหลงอยู่ เพลินอยู่ ประมาทพลาดพลั้งอยู่ ไม่ทันระวังตัวว่า “ฆราวาสพาหลงทางแล้ว” ไม่มีการปฏิเสธ สั่งสอนให้บริวารของตน ทำแต่พอดี ฆราวาสทำดีมากก็ทำเงียบเฉย รอรับอย่างเดียวเท่านั้น เรียกว่า “ปฏิเสธไม่เป็น” และ “หลีกเลี่ยงไม่เป็น” ซึ่งผู้ที่จะนิพพานได้แท้จริงในยุคนี้นั้น ต้องระวังตัวระวังกรรมที่จะพัวพันกับผู้อื่นอย่างมาก การรู้จักที่จะมีปัญญาในการ “ปฏิเสธและหลีกเลี่ยงให้เป็น” จึงเป็นสิ่งที่ผู้ปรารถนานิพพานควรต้องมี
๔) ยุทธการพระอาจารย์-สานุศิษย์
พระพุทธเจ้าไม่ยึดติดแม้กระทั่งผู้ที่มาขอเป็นสาวก มาขอเป็นลูกศิษย์ เมื่อท่านมอบธรรมแล้วจะทรงเลี่ยงไป แล้วพิจารณาด้วยญาณจึงค่อยให้ความช่วยเหลือ จะไม่ทรงวางตัวเป็นครูคอยกำกับควบคุมลูกศิษย์ทุกฝีก้าว ก็หาไม่ ทั้งยังทรงตรัสว่า “ตถาคตเป็นเพียงผู้บอก” คือ ไม่ใช่ผู้มีอำนาจที่จะไปบังคับควบคุมชี้ถูกชี้ผิดหรือลงโทษแต่ประการใด จากหลักฐานนี้ สรุปได้ว่า ท่านไม่ยึดมั่นถือมั่นความเป็นศิษย์อาจารย์แต่อย่างใด ในปัจจุบัน เรานิยมสร้างความเป็น “พระอาจารย์” ขึ้นมาเป็นหัวโขนให้ยึดมั่นกันและกันไว้ และสร้างความเป็น “สานุศิษย์” ขึ้นมาผูกมัดพระอาจารย์อีกเปราะหนึ่ง มีพระสงฆ์จำนวนมากที่ปฏิบัติธรรมขั้นสูงมีลูกศิษย์จำนวนมาก และศิษย์มากมายเหล่านี้เองที่กลายเป็นเครื่องร้อยรัด ให้พระอาจารย์ไม่ได้นิพพานอย่างที่หวังไว้ สานุศิษย์ทั้งหลาย ส่วนใหญ่ไม่ได้ปรารถนานิพพานกันทั้งหมด หาได้โสดาบันกันทุกคนก็หาไม่ บางคนเข้าหาพระสงฆ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ หวัง “ลาภลอยและโชคต่างๆ” หวัง “เครื่องรางของขลังติดไม้ติดมือ” ไปยึดมั่นถือมั่น สานุศิษย์บางรายเอาเครื่องรางของขลังไปก่อกรรม ส่งผลถึงพระอาจารย์ผู้ปลุกเสกเครื่องรางของขลังต้องรับกรรมพ่วงร้อยโยงกันไปด้วยโดยที่ไม่รู้ไม่เห็นเหตุการณ์เลย สิ่งต่างๆ เหล่านี้เอง ที่เป็นเครื่องร้อยรัดใหม่ สร้างตัวตนของตน ของคำว่า “พระอาจารย์-สานุศิษย์” ขึ้นมาจนมีความเป็นอัตตาอย่างแนบเนียนและไม่ทันรู้ตัว ความประมาทในธรรม ทำให้สิ่งเหล่านี้ มัดจิตให้พระสงฆ์รูปนั้นไม่ได้นิพพาน
๕) ยุทธการผ่า “ศีล” เพราะสงสาร
ฆราวาสบางคนทำให้พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติจิตขั้นสูงใกล้นิพพานแล้ว ต้องสงสารและให้การช่วยเหลือจนต้องผิดศีลและกลายเป็น “กรรมหนัก” ในที่สุด อาทิเช่น ศีลตราไว้ห้ามภิกษุรับเงินและทอง เพื่อปกป้องภิกษุจากฆราวาสต่างๆ ที่จะมาก่อกรรมด้วยหวังผลประโยชน์จากเงินทองที่ภิกษุเก็บไว้ ภิกษุรูปนั้นไม่ทันระวังตัว ด้วยจิตเมตตาสงสาร จึงฝ่าฝืนธรรมวินัย ผิดศีลเพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ไปด้วยความสงสาร เช่น การบอกบุญให้บริจาคด้วย “ทองคำ” จนได้ทองคำมากมายไปช่วยชาติ โดยการนำไปให้นักการเมือง นักการเมืองได้ไปแล้ว อาจไปทำทั้งดีและชั่ว กลายเป็น “บุญมากหรือกรรมหนัก (แต่เป็นกรรมดี) ในปัจจุบัน” แล้วพัวพันกันจนเกิดชาติภพสืบต่อไปใช้กันไม่หมดต้องเกิดใหม่ ไปชดใช้กรรมต่อกันอีก อย่างนี้ ภิกษุกล้าผิดศีลจึงกลายเป็น “อรหันตโพธิสัตว์” ไม่นิพพานในที่สุด
๖) ยุทธการเอาใจคนหมู่มาก
ความจริง ไม่มีอะไรถูกหรืออะไรผิด ในธรรมชาตินี้ จำต้องมีทั้งสิ่งที่เราคิดไปว่าถูกและผิดทั้งหลาย เป็นการดำเนินไปโดยธรรมชาติ ธรรมชาติเป็นอย่างนี้ มีความแตกต่างกันเป็นธรรมดาอย่างนี้ แต่ถ้าเรายึดมั่นความแตกต่างเอาว่า “แบบเราถูก” แบบที่ตรงข้ามกับเรานั้น “ผิด” ความถูกผิด และการแตกแยกก็จะเกิดขึ้น ตรงข้าม ถ้าเราเข้าใจธรรมชาติของความหลากหลาย และภาวะความเป็นตรงข้ามกันแล้ว เราเปิดใจกว้างยอมรับได้แล้ว ปัญหาก็จะไม่มี สัจธรรมที่แท้จริงมีอยู่ หลักการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้ามีอยู่ แต่เมื่อคนส่วนใหญ่ในบางกลุ่มไม่พอใจ กลับพอใจการปฏิบัติที่คนหมู่มากในที่นั้นยอมรับกันเองว่าแบบนี้คือ “ถูก” แบบที่ตรงข้ามนี้คือ “ผิด” ขึ้นมาเมื่อไร การปฏิบัติโดยโน้มเอียงไปโดยคนหมู่มากก็เกิดขึ้น การแสวงหาสัจธรรมความเป็นจริงที่แท้ก็ไม่เกิด เพราะไม่ทันได้ใช้ปัญญาพิจารณาเลย ก็เชื่อเสียงส่วนใหญ่ไปเสียแล้ว เสียงส่วนใหญ่ที่ยังไม่ได้ผ่านการใช้ปัญญาพิจารณาให้ถี่ถ้วนนี้ ทำให้เกิดการปฏิบัติแบบ “ของใครของมัน” หรือ “กลุ่มใครกลุ่มมัน” หรือ “ลัทธินิกายของใครของมัน” ขึ้นมา อนึ่ง สำหรับท่านที่มีความเข้าใจในสัจธรรมอันแท้จริง แต่ถนัดแนวทางใดแนวทางหนึ่ง ก็อาจมีลักษณะคล้ายลัทธินิกายได้ แต่ด้วยแนวทางที่ได้ผล มีปัญญาแจ้ง ก็จะทราบถึงแนวทางอื่นๆ ที่ได้มรรคผลได้เช่นกัน ทว่า สำหรับลัทธินิกายที่เกิดขึ้นด้วยความคิด “ถูกต้องตามคนส่วนใหญ่ โดยไม่ใช้ปัญญาพิจารณาความจริง” นั้น ไม่อาจทราบได้ถึงมรรคผลของแนวทางอื่นๆ เพราะการปฏิบัตินั้นไม่ก่อให้เกิดปัญญาแท้จริง ฆราวาสที่เข้ามาทำงานในพุทธศาสนาส่วนใหญ่ มักนิยมสร้าง “ความถูกต้องตามคนหมู่มาก” ในแบบที่ตนพอใจ แทนที่จะแสวงหาสัจธรรมอันแท้จริง เช่น ถ้าคนหมู่มากยอมรับว่าการปลุกเสกอสูรราหู ถูกต้อง ก็จะถือว่า “การนับถืออสูรราหู” ถูกต้อง ซึ่งไม่สนใจว่าการนับถืออสูรราหูหรือผีเหล่านี้จะสอดคล้องคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือไม่ แต่ถูกใจคนส่วนใหญ่ก็พอแล้วนับว่าถูกต้อง
๗) ยุทธการกำจัดคนหมู่น้อย
เป็นยุทธการควบคู่กับยุทธการ “เอาใจคนหมู่มาก” โดยจะกำจัดคนที่เข้าไปใหม่ และแตกต่างจากคนส่วนใหญ่ที่มีอยู่เดิม หากผู้เข้าปฏิบัติใหม่ ไม่ยอมให้ถูกล้างสมอง คิดใหม่ตามกันแล้ว ก็จะหาวิธี “กำจัด” เสีย เช่น พูดถากถาง, คอยตามจับผิด, คอยรังควาญ, คอยจ้ำจี้จ้ำไช, คอยสั่งการบางการอย่างนั้นอย่างนี้, คอยตามควบคุมความคิด การพูด และการกระทำ เป็นต้น สิ่งต่างๆ เหล่านี้ เกิดขึ้นแล้วในสถานปฏิบัติธรรมหลายแห่ง เพื่อกำจัดคนที่แตกต่าง หรือมีความคิดเห็นที่หลากหลายออกไป ใจแคบรับเฉพาะคนที่คิดเหมือนตน มองความถูกผิดตามแบบฉบับของตน จริงๆ แล้วธรรมชาติไม่ได้สร้างมนุษย์ให้มาเหมือนกันหมดแบบ “สับปะรดกระป๋อง” ก็หาไม่ มนุษย์แต่ละคนมีความแตกต่างหลากหลายเป็นแบบของตัวเอง แม้จะมีความคล้ายคลึงกันบ้างเป็นกลุ่มๆ แต่ความหลากหลายก็ยังคงมีในมนุษย์แต่ละคน สถานปฏิบัติธรรมบางแห่ง ถึงกับพยายามหาวิธีให้ผู้ฝึก ต้องให้ได้ตามแบบของตน ไม่ได้ก็จะเป็นเรื่อง เช่น ถ้ามองแล้วเห็นพระ ก็ต้องเห็นพระเหมือนกัน ใครไม่เห็นจะถูกมองว่าไม่ผ่าน หรือเกิดปมด้อยในสังคมทันที ในบางที่ต้องเห็นสวรรค์ ถ้าไม่เห็นแสดงว่า “ต่ำ” ใครเห็นแสดงว่าภูมิธรรมสูง ได้ฌานสูงก็มี ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันเลย เพราะธรรมชาติมีความหลากหลายแตกต่างกันอยู่แล้ว ดังนั้น จึงเกิดการคัดเลือกคนโดยธรรมชาติขึ้น คือ “บริวารใครบริวารมัน” และเจ้าสำนักของใครของมัน แตกแยกแตกต่าง เป็นกลุ่มก๊กขึ้น อันที่จริง ภาวะอย่างนี้จะไม่เกิดขึ้นกับผู้บรรลุธรรมที่แท้จริง ผู้บรรลุธรรมที่แท้จริง ไม่ว่าบรรลุได้ด้วยมรรควิธีใด หากได้พบเจอกัน ก็พอเข้าใจกันได้ว่า “ต่างก็บรรลุเหมือนกัน” และจะเปิดใจกว้างยอมรับกันและกัน โดยไม่บังคับให้อีกฝ่ายต้องเดินมรรควิธีตามตน เพียงแต่มีการ “ให้ธรรมทาน” แนวทางที่ตนสำเร็จแลกเปลี่ยนกันโดยไม่มีการบังคับให้กระทำ หรือบังคับให้ละเว้นการกระทำก็หาไม่ สถานปฏิบัติธรรม หลายที่ มีข้อบังคับมากว่า “ต้องทำแบบนี้ ต้องไม่ทำแบบนี้” จึงจะสามารถเข้ากับเขาได้ และพยายามกดให้ผู้เข้าปฏิบัติใหม่ ต้องจิตตก เป็นคนตัวน้อย และยอมก้มหัวรับราวกับเป็นสาวกบริวารของพญามาร พญาอสูรฉะนั้น
๘) ยุทธการสร้างรูปธรรมให้ยอมรับ
ปัจจุบัน การพัฒนาพุทธศาสนานิยมไปทางวัตถุ เป็น “วัตถุนิยม” แทนที่จะเป็น “จิตนิยม” ทั้งๆ ที่พุทธศาสนาเน้นเรื่องจิต ไม่ใช่เรื่องวัตถุ แต่หลายครั้งที่หลงออกนอกทางไปนิยมวัตถุกันมาก เช่น แสวงหาวัตถุมงคล, มวลสารต่างๆ การก่อสร้างถาวรวัตถุต่างๆ เพื่อให้เกิดผลงานเป็นที่ยอมรับแก่คนทั่วไป เหมือนนักการเมืองสร้างฐานเสียงอย่างนั้น เนื่องจากต้องการอาศัยความศรัทธาเลื่อมใสจากคนทั่วไป ที่จะทำบุญหล่อเลี้ยงให้ลาภสักการะแก่ตนและบริวาร จึงเอาอกเอาใจสาธุชนและสร้างความนิยมด้วยถาวรวัตถุ ซึ่งเป็นผลงานที่เป็นรูปธรรมชัดเจน อนึ่ง สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งเลวร้าย เป็นการสร้างไว้เพื่อพุทธศาสนา แต่หากการสร้างสิ่งเหล่านี้ทำให้หลงลืมสิ่งสำคัญที่พระพุทธเจ้าสอน แล้วหลงทิศไปสู่กระบวนการหลง “วัตถุนิยม” แล้ว ก็เท่ากับไม่ได้ทำตามคำสอนของพุทธศาสนาเลย สิ่งที่ทำมาทั้งหมดก็เหมือนกับทำให้ศาสนาอื่นฉะนั้น วัดหลายแห่ง ใช้หลักว่าเมื่อเอาเงินเขามาแล้ว สร้างผลงานให้เขายอมรับ เมื่อเขายอมรับ ลาภสักการะก็ไหลมาเทมาอีกมามายอย่างต่อเนื่อง กระบวนการหมุนเงินจากศรัทธา ทำให้พุทธพาณิชย์เฟื่องฟูและมีมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลทีเดียว ทำให้พุทธบริษัทมัวแต่วุ่นวายอยู่กับถาวรวัตถุ การบริหารเงิน การบริหารโครงการก่อสร้าง หลงตนเองว่าสร้างผลงานได้ จนลืมคำสอนและแนวทางการปฏิบัติที่ถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธเจ้าไปในที่สุด
๙) ยุทธการสร้างอิทธิพลและอำนาจ
บางท่าน พยายามสร้างฐานอำนาจด้วยยศถาบรรดาศักดิ์ ตำแหน่งต่างๆ ที่สังคมทางโลกตราไว้ให้ ทั้งๆ ที่สิ่งเหล่านี้ไม่มีค่าเลยตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เช่น พระสงฆ์บางรูปมีสมณศักดิ์สูง สามารถใช้อำนาจเรียกร้องรัฐบาลให้ออกกฎหมาย ให้ใช้คำนำหน้านามในบัตรประชาชนว่า “พระ” ได้ ทั้งๆ ที่ใบสุทธิของพระสงฆ์ อันเป็นเครื่องยืนยันทางโลกว่าได้บวชเป็นพระแล้วก็มีอยู่ ยังไม่พอ ยังใช้อำนาจต่อรองกับทางโลก ทางรัฐบาล จนในที่สุดรัฐบาลต้องยอมให้พระสงฆ์สามารถใช้คำนำหน้านามว่า “พระ” ในบัตรประชาชนได้ แน่นอนว่า ต้องมีเหตุผลร้อยแปดพันประการว่าคำนำหน้านามว่าพระในบัตรประชาชนนั้นดีมากๆ แต่สิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่ “ความจำเป็น” ไม่ใช่สาระในพุทธศาสนาเลย แทนที่เราจะทำตัวเป็น “ภิกษุ” แปลว่า “ผู้ขอ” และปรับตัวอยู่กับสังคมโลกอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว เราไม่สนใจแก่นแท้ในพุทธศาสนา ไม่มุ่งปฏิบัติให้ได้มรรคผลแท้จริง เรามัวแต่ใช้อำนาจแสดงถึงอิทธิพลที่มีเหนือทางโลก สร้างและปรุงแต่งสิ่งใหม่ต่างๆ เข้ามาไว้ในพุทธศาสนา จนสิ่งที่เราสร้างไว้นั้น มีอิทธิพลเหนือแก่นแท้และแนวทางปฏิบัติดั้งเดิมด้วยซ้ำ บางท่าน ถึงขนาดมีส่วนได้ผลประโยชน์กับบริษัททัวร์ เพราะเป็นนายหน้าขายบัตรทัวร์ไป “พุทธคยา” แล้วไปโน้มน้าวให้พระสงฆ์ที่ศึกษาเปรียญธรรม ต้องไปเที่ยวพุทธคยา ประเทศอินเดีย จึงจะเรียกว่าครบหลักสูตรการศึกษาพุทธศาสนา อย่างนี้ก็มี พุทธพาณิชย์ ที่แทรกตัวอยู่ในพุทธศาสนามีมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล สิ่งนี้ก็ไม่ได้เลวร้ายแต่อย่างใด หากมองในแง่ทางโลก และทางเศรษฐกิจ แต่กำลังเตือนท่านว่า นี่ไม่ใช่แก่นแท้ของพุทธศาสนาแต่อย่างใด แต่ถ้าท่านอยากจะทำ ก็แล้วแต่ท่านเถิด
สิ่งที่เขียนไว้นี้ ไม่ได้บอกว่าดีหรือเลวแต่อย่างใด เพียงแต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วจริงๆ ที่อาจไม่ตรงทางตามคำสอนดั้งเดิมของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายทางโลก ตรงกันข้าม เป็นสิ่งที่ดีและได้รับการยอมรับอย่างมากมายในทางโลกยุคปัจจุบันอีกด้วย แต่เนื่องจากบทความธรรมะนี้ ต้องการให้ปัญญาแก่ผู้อ่านให้กระจ่างชัด จึงต้องระบุอย่างชัดเจนว่าไม่ใช่แก่นแท้ของพุทธศาสนา อนึ่ง การจะอ้างว่าเกรงพุทธศาสนาจะเสื่อมเสีย จึงไม่มีการเปิดเผยให้เกิดความกระจ่างในเรื่องนี้นั้น นับว่าคิดไม่ถูกต้อง เพราะพุทธศาสนาเจริญได้ด้วยปัญญา คนยิ่งมีปัญญามาก พุทธศาสนาก็ยิ่งเจริญ แต่หากหลงศรัทธาอย่างงมงาย ก็คงเป็นความเจริญของศาสนาอื่นที่อาศัยโครงสร้างของพุทธศาสนาเดิมอยู่เท่านั้น อุปมาก็เหมือนเอาสมณะหรือพราหมณ์เหล่าอื่น มาห่มผ้าเหลืองไว้ ดูน่าเลื่อมใสศรัทธาเหมือนพราหมณ์ทั้งหลาย แต่การปฏิบัติกลับไม่ใช่แนวทางของสมณะในพุทธศาสนา อนึ่ง พุทธศาสนาไม่ได้เจริญหรือเสื่อมเพราะใครคนใดทำถูกหรือผิดแต่อย่างใด ใครคนหนึ่งคนใดทำถูกหรือผิด ก็เป็นเรื่องของเขา ศาสนาก็ยังเป็นเหมือนเดิม ที่รอให้คนมาศึกษาปฏิบัติให้ได้มรรคผลเหมือนเดิม ดังนั้น ศาสนาจะเจริญหรือเสื่อมนั้น จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับความประพฤติของคนหนึ่งคนใดเลย หลายครั้ง เราเกรงกลัวว่าการเปิดโปงขบวนการ หรือการเปิดเผยให้สังคมรู้เห็นว่าพระสงฆ์ได้ทำสิ่งที่แตกต่างไปจากคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างมากนั้น เป็นการทำลายพุทธศาสนา นี่เป็นความเข้าใจผิด การปิดบังแล้วยอมรับสิ่งที่แปลกปลอมให้อยู่ในพุทธศาสนาต่างหาก คือ บ่อนทำลายพุทธศาสนา เป็นภัยที่ร้ายแรงยิ่งกว่าการเปิดเผยความจริง อุปมาเหมือนการอาศัยในบ้านเก่า แล้วเกรงผู้คนจะตกใจว่าปลวกได้กินภายในบ้านหมดแล้ว จึงได้เงียบปกปิดไว้ เมื่อวันที่บ้านรับสภาพไว้ไม่ได้ ก็ถึงแก่การล่มสลายลงมา ผู้คนที่อาศัยในบ้านย่อมได้รับอันตรายอย่างคาดไม่ถึง ดังนั้น การเปิดเผยความจริง แล้วเตรียมการณ์ที่ดีจึงเป็นสิ่งที่ดีกว่า
การเปิดเผยสิ่งแปลกปลอมในพุทธศาสนานั้น ควรทำอย่างระมัดระวังและเข้าใจ เพราะสังคมต้องการคำอธิบายที่แตกต่างกันตามวัฒนธรรม เช่น หากการเปิดเผยมุ่งสร้างความแตกแยกจงเกลียดจงชัง ความไม่เข้าใจในธรรมชาติของบุคคลก็เกิดขึ้น และกลายเป็นปัญหาในที่สุด แต่จะไม่ทำอะไรเลย ละเลยปล่อยไว้ไม่เหลียวแลก็ไม่ได้ พุทธศาสนาเมื่อมีผู้มีจิตระดับเทวดาชั้นที่หนึ่งถึงสี่มาอาศัยนั้น พวกเขาไม่นิยมสร้างอิทธิพลความเชื่อใหม่ๆ แต่สำหรับท่านที่มีจิตแบบเทวดาชั้นที่ห้าและหก (มาร) มักนิยมเปลี่ยนแปลงความถูกต้องเดิมให้คลาดเคลื่อนไปในแบบที่เหมาะสมกับพรรคพวกของตนเอง เช่น การยอมรับกันเองว่า การรับเงินทองเอามาสร้างถาวรวัตถุนั้น ไม่ผิดแต่อย่างใด แล้วอาศัยบุญบารมีของพระสงฆ์ที่ปฏิบัติดีมาก่อน เอาไปโฆษณาดังๆ เรียกเงินทำบุญเข้าวัด แล้วสร้างผลงานให้เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป เรียกกันว่า “ถูกต้อง” ตามความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ แต่แท้แล้วไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเลย การรับเงินทองนั้นก็ผิดศีลของสามเณรแล้ว จริงอยู่ พระพุทธเจ้าบอกกับพระอานนท์ให้ผ่อนปรนศีลบ้างก็ได้ แต่ไม่ใช่ ไม่มีเอาเสียเลย มัวสนุกสนานกับการรับเงินและทองอย่างไม่บันยะบันยัง ใครให้มาเท่าไรไม่มีปฏิเสธ รับหมด เพราะคิดเห็นด้วยทิฐิของตนเอาว่า รับโดยไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่ผิดอะไร เป็นต้น อันที่จริง หากมีปัญหาการดำรงชีพในเพศบรรพชิต แล้วไม่ได้ไปเรียกร้องขอ หรือเรี่ยไรใดๆ แต่สาธุชนนำมาให้เอง เงินมีจำนวนไม่มากเกินไป จะรับไว้ด้วยเหตุจำเป็นต้องใช้ อย่างนี้ ก็พอฟังได้ว่า “ผ่อนปรนศีลเพื่อความอยู่รอดตามยุคสมัย” แต่หากตั้งตู้บริจาค, ตั้งพานรับค่าครู ฯลฯ ทำเป็นล่ำเป็นสัน ทำเป็นมืออาชีพ ทำกันเป็นประจำ ทำเป็นกิจวัตร เป็นวัตรปฏิบัติไปเสียแล้ว อันนี้ ท่าจะไม่ใช่ น่าจะหลงออกนอกลู่นอกทางไปเสียแล้ว อนึ่ง การตั้งตู้รับบริจาคหากเป็นเรื่องที่จำเป็น เช่น ค่าน้ำค่าไฟ ก็ดูไม่น่าแปลกกับยุคสมัย แต่การพยายามก่อสร้างสิ่งที่ไม่จำเป็น แต่เรียกศรัทธาคนได้มากๆ เช่น รูปหล่อหลวงพ่อใหญ่ที่สุด ฯลฯ อย่างนี้ ก็ต้องพิจารณาดูความเหมาะสมด้วย ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ไปเสียเลย แต่ต้องพิจารณาว่าเหมาะสมอยู่ในระดับใด ถ้าโลกมีปัญหาเศรษฐกิจ ประชาชนตาดำๆ กำลังเดือดร้อนเงินทอง แล้วหวังลมๆ แล้งๆ ว่าทำบุญจะได้ถูกหวยบ้าง อาศัยศรัทธาอย่างนี้ในการระดมเงินทำบุญ อันนี้ เข้าข่ายเบียดเบียนชาวบ้านมากกว่า หากบอกบุญแต่พองามก็ไม่น่าเกลียด เช่น ขอรับบริจาคเครื่องใช้ที่ทำจากทองเหลืองเก่าๆ ที่ไม่ใช้แล้ว เพื่อหล่อพระ องค์ขนาดพอประมาณ เพราะขาดพระพุทธรูป อันนี้ก็พอเข้าใจว่ายังมีความเหมาะสมอยู่ จริงอยู่ว่าพระบางรูปมีบุญบารมีมากมาเกิด แต่ไม่จำเป็นต้องแสวงถึงความมีบุญบารมีมากด้วยการสร้างถาวรวัตถุใหญ่โตแข่งกับ จิ๋นซีฮ่องเต้ และไม่จำเป็นต้องเบิกบุญบารมีมาใช้ให้มากมาย พระพุทธเจ้าสอนความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายอย่างคนธรรมดา ก็มีความสุขสำหรับภิกษุแล้ว ท่านสอนให้สละละทิ้งความยึดมั่นใดๆ ความอยากใดๆ แต่ปัจจุบันเรากำลังปฏิบัติตามคำสอนอยู่จริงหรือไม่ หรือทำสิ่งที่ตรงข้ามกับคำสอนของท่านกันแน่ การก่อสร้างเช่น วัดพระพุทธบาตรน้ำพุ ที่รักษาคนติดยาเสพติด อย่างนี้ก็ไม่ออกนอกลู่นอกทาง แต่การสร้างวัตถุเพื่อบูชาเรียกศรัทธาเอาเงินนั้น ไม่ทราบว่ามีประโยชน์แก่ใครกันแน่ หรือเป็นแค่ความเคยชิน และยังติดอยู่กับอดีตชาติที่เคยเกิดเป็นพระราชากันแน่