“พลังพิเศษ” ภาวะเสื่อมสลายพลัง และการรักษา

“พลังพิเศษ” ภาวะเสื่อมสลายพลัง และการรักษา

“พลังพิเศษ” ภาวะเสื่อมสลายพลัง และการรักษา

บทความฉบับนี้ จะกล่าวถึงพลังพิเศษที่มีรูปร่างเฉพาะ อันเป็นผลจากการบำเพ็ญในกลุ่ม “รูปฌาน” ทั้งหลาย เช่น พลังพิเศษที่มากับกายทิพย์ กรณีที่เทพเทวดาถอดกายทิพย์แบ่งพลังพิเศษส่วนหนึ่งมาครอบขันธ์มนุษย์ไว้ เป็นต้น เมื่อถอดกายทิพย์มาครอบขันธ์มนุษย์แล้ว ทำให้มนุษย์ผู้ได้รับพลังมีความคิด, ความสามารถ, บุญบารมี, กรรม ฯลฯ คล้ายกับเทพเทวดาองค์นั้นๆ ได้ จนอาจหลงยึดไปว่าตนเองเป็นเทพเทวดาองค์นั้นๆ และหลงตัวเองได้ในที่สุด เมื่อพลังพิเศษเหล่านี้เข้ามาอยู่ในกายสังขารของมนุษย์ผู้หนึ่งแล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับการประพฤติตนของผู้ได้รับพลังพิเศษนั้นๆ เนื่องจากพลังพิเศษเหล่านี้ ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตนของตน ไม่ใช่เหตุแห่งความพ้นทุกข์ แต่เข้ามาเพื่อช่วยในการบำเพ็ญบารมีของมนุษย์ผู้นั้นในแต่ละช่วงที่มนุษย์ผู้นั้นมีบุญกรรมสัมพันธ์มากพอที่จะได้รับ เมื่อมนุษย์ผู้หนึ่งผู้ใดได้รับพลังพิเศษนี้แล้ว ก็จะนำพลังไปใช้ในด้านต่างๆ จนกว่าพลังเหล่านี้จะเสื่อมสลายไปจนหมด มนุษย์บางคนเมื่อได้รับพลังพิเศษแล้วนำไปใช้ในทางที่ดีก็มี นำไปใช้ในทางที่เสื่อมก็มี ส่งผลต่อผู้ใช้พลังพิเศษเหล่านี้ให้เจริญและเสื่อมได้ หลายคนได้รับพลังพิเศษโดยไม่รู้ตัว และไม่ทราบถึงผลกระทบของพลังพิเศษ จึงนำพลังพิเศษไปใช้อย่างประมาทด้วยความไม่รู้นั้น ดังนั้น เราจึงควรเรียนรู้เพื่อให้เกิดความเข้าใจต่อพลังพิเศษเหล่านี้ ก็จะสามารถนำพลังเหล่านี้ไปใช้ในทางเจริญ และทำพาให้ผู้ได้รับพลังพิเศษประสบความสงบสุขในท้ายที่สุด พลังพิเศษเหล่านี้ เมื่อผ่านเข้ามาในร่างกายมนุษย์แล้ว จะมีการเปลี่ยนแปลงได้ดังนี้

๑)   เสื่อมสลาย

เกิดแก่เจ็บตายเป็นนของธรรมดา เกิดดับมีในทุกสิ่ง แม้แต่พลังพิเศษนี้ก็ตาม พลังพิเศษนี้มีเหตุปัจจัยก่อนดับ คือ การใช้พลังไปในทางด้านต่างๆ เมื่อใช้พลังแล้ว พลังก็ถ่ายเทออกไปในรูปต่างๆ จนหมด ยกตัวอย่างเช่น พลังพิเศษที่เป็นรูปกายทิพย์พระกวนอิม เมื่อเข้ามาสู่ร่างกายมนุษย์ผู้หนึ่งแล้วมนุษย์ผู้นั้นไม่บำเพ็ญบารมี แต่อาศัยพลังพิเศษนี้ ดึงบริวารเข้ามา, ดึงลาภสักการะเข้ามา, ดึงคนเข้ามาให้รักใคร่ สุดท้าย กายทิพย์นี้จะแผ่พลังพิเศษออกมาจนหมด ไม่เหลือรูปกายทิพย์เดิมไว้อีก อุปมาเหมือนน้ำแข็งก้อน ที่ไม่รู้จักรักษาไว้ด้วยความเย็น ความเย็นแผ่ออกไปเรื่อยๆ น้ำแข็งก้อนก็ละลายกลายเป็นน้ำ และหากร้อนมากน้ำก็ระเหยกลายเป็นไอไปหมดนั่นเอง ความเป็นรูปไม่เหลือ กลายเป็นอรูป คือ พลังที่แผ่ออกไป เพราะการไม่บำเพ็ญบารมี จึงไม่สามารถรักษากายทิพย์ที่เกิดจากการบำเพ็ญบารมีไว้ได้ ในช่วงที่ได้รับพลังพิเศษจึงดูเหมือนมีสิ่งพิเศษที่ดีเข้ามามากมายแต่ก็จะมีเพียงชั่วระยะหนึ่งเท่านั้นเอง ลักษณะแบบนี้ พบได้ในกลุ่มคนทรงเจ้าที่ไม่ได้หลอกลวง แต่ไม่ยอมบำเพ็ญบารมี แม้ได้พลังพิเศษจากเทพพรหมมาจริง ทำอะไรได้มากกว่าปกติ ดูดวงทำนายทายทัก, รักษาโรค ฯลฯ ได้ก็จริง ได้ลาภสักการะจากคนมากมายก็จริง แต่สุดท้ายก็ค่อยๆ เสื่อมสลายหายไปตามธรรมชาติ เพราะพลังพิเศษนี้ ไม่ใช่ตัวกูของกู ไม่ใช่ของคนทรงเจ้า เป็นสิ่งที่เทพพรหมประทานให้มา เมื่อไม่รักษาไม่มีการบำเพ็ญบารมี พลังก็ถ่ายเทออกไปจนหมด ดังนั้น คนทรงเจ้าจึงมักเด่นดังอยู่เพียงชั่วครู่ชั่วคราว จากนั้น ก็มักประสบวิบากกรรมมากมายในภายหลัง อนึ่ง พลังพิเศษของเทพพรหมเหล่านี้ ไม่ได้มีแต่บุญบารมีมาเท่านั้น ยังมีกรรมติดมาด้วย เพราะขึ้นชื่อว่า “ขันธ์” แล้ว ย่อมเป็น “ของหนัก” เป็น “ของไม่บริสุทธิ์” ไม่ช่วยให้บรรลุธรรม เพียงแต่ช่วยในการบำเพ็ญบารมีเท่านั้น หากได้แล้วบำเพ็ญน้อย ก็อาจจะ “ขาดทุน” กล่าวคือ หากองค์กวนอิมบำเพ็ญมาเท่าไร เราได้รับพลังของท่านมาแล้วบำเพ็ญได้น้อยกว่า ก็อาจขาดทุน กล่าวคือ บุญบารมีไหลเข้ามาหาเราไม่มากเท่ากับพระกวนอิม แต่เวลากรรมไหลเข้ามาสู่เรา เราจะหนักกว่าพระกวนอิมได้เหมือนกัน จริงๆ ไม่ได้มากหรือน้อยกว่าสิ่งที่เราควรได้รับเลย เราทำบุญและกรรมไว้เท่าไรก็ต้องรับเท่านั้น เพียงแต่จุดจบของเราในท้ายที่สุด แทนที่เราจะหลุดพ้นมีชีวิตที่สงบสุขแบบท่าน แต่เราอาจทำไม่ได้แบบท่าน กลายเป็นถูกรุมด้วยวิบากกรรมมากมายก็ได้ นี้คือ ผลที่เกิดหลังจากพลังพิเศษสูญสลาย

๒)   ถ่ายเท

พลังพิเศษสามารถถ่ายเทไปยังบุคคลอื่นๆ ที่มีความเหมาะสมกว่าได้ เช่น ถ้าเราได้รับพลังพิเศษแล้วไปลบหลู่ผู้มีธรรมสูงกว่า พลังของเราก็จะถ่ายเทไปยังผู้มีธรรมสูงกว่านั้นๆ ทำให้พลังลดลงหรือหมดไปได้ นอกจากนี้ ผู้ฝึกพลังจักรวาลหลายท่านยังสามารถดึงพลังพิเศษเหล่านี้ที่อยู่ในกายผู้อื่นเข้ามาสะสมในกายตนได้ หรือสามารถถ่ายทอดถ่ายเทพลังพิเศษในกายสังขารของตนเอง ไปยังผู้อื่นได้เช่นกัน ตลอดเวลาพลังพิเศษเหล่านี้สามารถเข้ามาอยู่ในกายสังขารของเราได้ และออกจากกายสังขารเราไปได้เสมอ และควบคุมได้ยาก เพราะเป็นไปโดยธรรมชาติ เช่น หากจิตเราได้พลังแห่งปัญญามาแต่เราไม่บำเพ็ญปัญญาบารมี พลังนี้ก็จะถ่ายทอดไปยังผู้อื่นที่บำเพ็ญได้มากกว่าเรา พลังวิญญาณนั้น แม้ไม่มีจิต แต่ก็ทำงานได้อัตโนมัติเหมือนกับมีจิตอย่างนั้น ยกเว้นเพียงจุติเป็นสัตว์ไม่ได้เท่านั้นเอง ปกติ พลังพิเศษมักอยู่ในวัตถุที่มีความพิเศษมีความศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เช่น เทวรูปต่างๆ ที่มีผู้สร้างขึ้นแล้วอัดพลังพิเศษเข้าไป หรืออัญเชิญเทพเทวดาลงมาประทานพลังคุ้มครองไว้ เทวรูปเหล่านี้ ก็จะมีพลังพิเศษของเทพเทวดาองค์นั้นๆ อยู่ เป็นรูปร่างลักษณะตามผู้สร้างทำ และมีพลังตรงกับเทพเทวดาองค์นั้นๆ ผู้ฝึกพลังจักรวาล หากใช้วิชชาดึงพลังเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายก็สามารถนำพลังไปใช้ได้ อย่างที่ได้กล่าวแล้วว่า หากใช้ไปในทางที่ไม่สอดคล้องกับพลังนั้น ก็จะเสื่อมสลายได้ เช่น พลังแห่งเมตตา ถ้าเอาไปใช้โดยขาดเมตตา สุดท้ายพลังเหล่านี้ก็จะถ่ายเทออกไปจากผู้ขาดความเมตตานั้น พลังพิเศษเหล่านี้ เลือกที่อาศัยได้ เหมือนเหล็กไหลเองก็สามารถไหลจากที่หนึ่งไปยังที่หนึ่งที่เหมาะสมมากกว่าได้ หากมนุษย์ผู้หนึ่งผู้ใดมีพฤติกรรมและความคิดจิตใจที่สอดคล้องกับพลังเหล่านั้น พลังเหล่านั้นก็จะถ่ายเทมายังมนุษย์ผู้นั้นเอง อุปมาดั่ง น้ำย่อมไหลลงสู่ทะเล ฉันนั้น เช่น หากมนุษย์ผู้หนึ่งนิยมนั่งสมาธิทั้งวัน พลังฤษีและพรหมก็จะไหลมาสู่มนุษย์ผู้นี้ได้ ส่วนถ้ามนุษย์อีกคนช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เสมอ พลังโพธิสัตว์ก็ไหลเข้ามาสู่ตัวเขาได้ ดังนั้น อิทธิฤทธิ์และบุญบารมีต่างๆ จึงมาเองเมื่อมนุษย์นั้นทำสิ่งที่เหมาะสมกับอิทธิฤทธิ์และบุญบารมีนั้นๆ และถ่ายเทสูญเสียไปเมื่อทำตนไม่เหมาะสม เรียกว่า “ไม่รู้จักรักษาของดี” จึงต้อง “เสียของดี” ไปในที่สุดนั่นเอง

๓)   แปลงสภาพ

พลังพิเศษที่เข้ามาไม่มีพลังที่บริสุทธิ์ ๑๐๐% จะมีทั้งส่วนที่ขาวและดำปนกันมา ขึ้นอยู่กับว่าจะขาวหรือดำมากกว่า ถ้าเป็นพลังฝ่ายเทพพรหมก็จะขาวมากกว่าดำ ถ้าเป็นพลังของมารและอสูรก็จะดำมากกว่าขาว ดังนั้น พลังที่เข้ามาจึงยังมีความเสี่ยงทั้งด้านดีและร้ายเสมอ บางท่านได้รับพลังเข้ามาแล้วทำสิ่งที่ผิดพลาด พลังที่มีทั้งขาวและดำก็จะดำลงเรื่อยๆ แต่หากได้รับพลังดำมาแล้วคิดถูก, ทำถูก พลังก็จะแปลงสภาพขาวขึ้นเรื่อยๆ ขาวหรือดำก็ล้วนเปลี่ยนแปลงได้ด้วยจิตเรานี้เอง หากเราคิดชั่วทำชั่ว แม้ได้รับพลังเทพพรหมมา ก็กลายเป็นพลังดำได้ในท้ายที่สุด หากเราคิดดีทำดี แม้ดึงเอาพลังมารอสูรเข้ามาก็สามารถชำระจนขาวสะอาดได้ในที่สุด ยกตัวอย่างเช่น นาย ก. ได้รับพลังของพระศรีอาริยเมตตรัยเข้ามา แล้วยึดมั่นถือมั่นว่าตัวเองเป็นพระศรีอาริยเมตตรัย หรือพระศรีอาริยเมตตรัยเป็นตัวกูของกู ก็จะเกิดจิต “มิจฉาทิฐิ” คิดผิด, หลงผิด, ทำผิด เกิดกรรมต่างๆ หลงทางจนพลังพระศรีอาริยเมตตรัยที่ได้รับมานั้นดำลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นมาร หรือกายทิพย์ศรีอาริยเมตตรัยแต่เป็น “ภาคมาร” จนก่อเกิดเป็นมารตนใหม่ที่มีความคล้ายคลึงพระศรีอาริยเมตตรัย เรียกว่า “มารศรีอาริยเมตตรัย” ได้ กรณีนี้ได้เกิดขึ้นแล้วกับหลายท่าน หลายท่านที่ไม่สามารถเข้าใจและผ่านด่าน ความคิดของพระศรีอาริยเมตตรัยได้ เมื่อได้รับพลังของท่านมาก็หลงทาง และเข้าทางมารได้ในที่สุด อนึ่ง หากบุคคลฝึกดึงพลังดำของมารและอสูรเข้าตัว แต่หากมีวิธีชำระจิตตนเองให้พ้นความเป็นมารและอสูรแล้ว แม้พลังเหล่านั้นจะเป็นพลังดำแต่แรก แต่ในท้ายที่สุด ก็กลายเป็นพลังขาวได้ เพราะสรรพสิ่งไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวกูของกูอย่างนี้ มีเหตุปัจจัยคือ “จิตผู้รู้ ผู้กระทำ” อย่างนี้ จึงทำให้พลังพิเศษที่ได้รับมาแปลงสภาพไปจากเดิมได้ ท้ายที่สุดแล้ว เราจะเข้าใจว่า เป็นใครไม่สำคัญ พลังอะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับการกระทำตัวของเราเอง

๔)   จุติ

ในกรณีที่กายทิพย์ที่แฝงเข้ามาประสานเข้ากับจิตของเจ้าของร่าง ด้วยเพราะจิตของเจ้าของร่างยินดีน้อมรับ ยึดหรืออยากเอาไว้เป็นตน ความเป็นตัวเป็นตนก็เกิดขึ้นได้ทันที ด้วยการแบ่งภาคจิตดวงเก่าที่มีพลังมาก เมื่อได้เป็นกายทิพย์ที่มีจิตของตนเองแล้ว ก็จะคิดและรู้สึกรวมทั้งเกิดได้เป็นสัตว์ ๑ ชีวิต หากกายทิพย์นี้ ไม่บรรลุธรรมถึงขั้นนิพพานไป ก็อาจสามารถจุติออกจากร่างกายสังขารนั้นๆ ได้ก่อนที่ร่างกายนั้นจะหมดอายุขัย เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะ มีดวงจิตมากกว่าหนึ่งดวงครองกายสังขารนั้นๆ ดวงจิตบางดวงหากไม่ประสงค์จะครองกายสังขารนั้นๆ ร่วมกับดวงจิตอื่นๆ เช่น ร่างกายนั้น ไม่ยอมทำงาน ทำกิจตามที่ดวงจิตปรารถนาจะบำเพ็ญบารมี ดวงจิตนั้นปรารถนาทำกิจช่วยคน แต่กายสังขารเอาแต่ปลงปล่อยไปตามกรรม ไม่ช่วยเหลือใคร สุดท้าย ดวงจิตที่ไม่สามารถทำกิจได้ในกายสังขารนั้นๆ ก็จะจุติออกจากกายสังขารนั้นไปก่อนกายสังขารจะสิ้นอายุขัย ที่เราเรียกว่า “เสียของดีไป” นั่นเอง ด้วยเหตุนี้ เมื่อได้รับพลังพิเศษที่ดีงามแล้ว หากไม่ทำอะไร พลังพิเศษเหล่านั้นก็จะออกไปเองจากกายสังขารของเรา ไม่อาจยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวกูของกูได้ นอกจากจะสูญเสียพลังพิเศษไปแล้ว จิตบางส่วนยังแบ่งไปกับพลังพิเศษนั้นอีกด้วย อันเป็นผลมาจากการยึดมั่นถือมั่นหรือความอยากในพลังพิเศษนั้นว่าเป็น “ตัวเราของเรา” อันนี้เรียกว่า “ชดใช้กรรม” เมื่อจิตวิญญาณนี้ออกจากกายสังขารเดิมไปแล้ว บุญบารมีและกรรมบางส่วนจะหายไปกับดวงจิตนั้นๆ ด้วย ทำให้บุญบารมีก็ลดลง และกรรมที่ต้องรับก็ลดลงด้วย ดีในแง่ของการปลดลดกรรมของตนเองโดยไม่ต้องให้กายสังขารรับโดยตรง แต่มีข้อเสียในแง่บุญบารมีจะลดลง อีกทั้ง อนาคตชาติข้างหน้า จิตวิญาณดวงนั้น ก็จะเป็นเจ้ากรรมนายเวรของเรา หรือเป็นผู้อุปถัมภ์ค้ำจุนเราก็ได้ในอนาคตชาติ ทำให้เรามีบุญกรรมติดค้างกับดวงจิตนั้นๆ และไม่สามารถนิพพานได้ในชาติปัจจุบัน ยังต้องไปเกิดชดใช้บุญกรรมร่วมกับดวงจิตที่จุติออกไปก่อนนั้นอีกด้วย

๕)   นิพพาน

กายทิพย์ที่เข้ามาครอบในกายมนุษย์บางคน สามารถประสานเข้ากับจิต กลายเป็นกายทิพย์ที่มีจิต หรือ “จิตวิญญาณ” ที่สมบูรณ์ได้ เช่นนี้ด้วย จิตเจ้าของร่างเดิม “แบ่งภาคจิต” บางส่วนออกมา เพื่อประสานเข้ากับกายทิพย์ที่ไม่มีจิตที่เข้ามาแฝงในกายนั้นๆ ส่งผลให้ บุญบารมีและพลังจิตถูกแบ่งออก หากกายทิพย์นั้นๆ ปฏิบัติธรรมบรรลุอรหันต์ในกายสังขารของมนุษย์ผู้นั้น แต่กายสังขารนั้นๆ ไม่ยอมบวชพระห่มผ้าเหลืองและครองธรรมวินัย ก็จะทำให้จิตวิญญาณนั้นๆ ละสังขารนิพพานได้ใน ๗ วัน โดยเจ้าของร่างไม่ตายเพราะมีจิตดวงอื่นๆ ครอบครองร่างอยู่ ทำให้เจ้าของร่างเสียกายทิพย์ที่มีบุญบารมีและมีธรรมไป แต่ก่อนเสียไปนั้น เจ้าของร่างจะรู้สึกได้ถึงการเบื่อหน่ายสังขารก่อน และยอมเสียสละร่างกายให้สรรพสัตว์อื่นได้ เป็นการบำเพ็ญบารมีช่วงเข้า ๓๐ ทัศ ซึ่งหลายท่านเคยยอมเสียสละชีวิตและร่างกายเพื่อบ้านเมืองมาก่อน เมื่อกลับชาติมาเกิด อาการเหล่านี้สามารถเกิดได้ การบำเพ็ญบารมีด้วยการละสังขารนิพพานไปของจิตดวงหนึ่งนี้ ส่งผลให้ได้บารมีถึง ๓๐ ทัศ แต่ไม่จำเป็นต้องครบทศบารมี เช่น ได้บารมีถึง ๓๐ ทัศด้วยเนกขัมบารมี กล่าวคือ ความไม่ปรารถนาในกาม ความวิเวกสันโดษ มาจนยอมสละทิ้งร่างกายนั้นๆ ได้ แต่การเข้าถึงบารมี ๓๐ ทัศนี้ เข้าด้วยเนกขัมบารมีเท่านั้น มิได้เข้าพร้อมบารมีตัวอื่นๆ จึงอาจไม่ครบทศบารมี ยกตัวอย่างเช่น จิตเดิมบำเพ็ญบารมีได้ถึง “โพธิสัตว์” เมื่อมีพลังกายทิพย์มังกรดำแฝงเข้ามา จิตแบ่งภาคออกประสานกายทิพย์มังกรดำ กลายเป็น โพธิสัตว์กับมังกรดำ ต่อมาจิตเดิมที่เป็นโพธิสัตว์ แบ่งแต่ส่วนที่มีกิเลสออกมาเป็นมังกรดำแล้ว ทำให้จิตเดิมบริสุทธิ์มากจนยอมละสังขารนิพพานไป ก็จะได้บารมี ๓๐ ทัศ แต่ไม่ครบทศบารมี กายทิพย์ที่เหลือเป็นเพียงมังกรดำ ซึ่งมีบุญบารมีมากเป็นพิเศษ เพราะเกิดจากจิตโพธิสัตว์ สามารถเป็นฮ่องเต้ที่หลงผิดได้ เมื่อบำเพ็ญบารมีจากภพอสูร (มังกรดำ) ผ่านได้แล้ว ก็จะขึ้นถึงโพธิสัตว์อีกครั้งหนึ่งก็ได้ด้วยบารมีตัวอื่นๆ ในทศบารมี บำเพ็ญขึ้นๆ ลงๆ อย่างนี้ หากครบทศบารมีก็มีโอกาสที่จะรอตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า แต่ถ้าเหนื่อยล้าไม่มีแรงบำเพ็ญ ก็อาศัยบารมีไม่กี่ตัวที่บำเพ็ญนั้น แต่มีกำลังมากถึง ๓๐ ทัศ ตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าได้ แล้วแต่จะเลือกทางเดินอย่างไร

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น