รวมบทความอภิธรรม ชุด เสี้ยววินาทีบรรลุธรรมเป็นไฉน?

รวมบทความอภิธรรม ชุด เสี้ยววินาทีบรรลุธรรมเป็นไฉน?

อภิธรรม เรื่อง อย่าละวางก่อนดับ ตรงสู่ความดับแล้วละวางเกิดเองเป็นธรรมชาติ

หลายคนชอบพูดว่าปลงแล้ว เราละวางแล้ว, อย่ายึดสิ, ปล่อยมันไป, ละวางเสียบ้างเถิด ฯลฯ เขาเหล่านี้ล้วนไม่ได้บรรลุธรรมอะไรเลย แต่พูดแล้วตัวเองดูดีมาก ทำให้ตนดูเหนือคนอื่นได้มาก ราวกับตนเองละวางได้แล้วจริงๆ แต่ที่จริงแล้ว ไม่ใช่ ดังจะอธิบายต่อไปนี้

การละวางก่อนดับ ไม่ใช่การบรรลุธรรม

การละวาง หรือปล่อยวางก่อนเข้าสู่ภาวะดับสูญ (สุญตา) ไม่ใช่การบรรลุธรรม แต่เป็นการจงใจ, เจตนากระทำ จึงเป็น “กรรม” คือ กรรมด้วยการกระทำการละวาง ซึ่งไม่ทำให้หลุดพ้น เช่น บางคนละวางเรื่องทางโลกแล้ว ไม่ทำงานแล้ว ไม่สนใจพ่อแม่แล้ว อันนี้ ผิดหมด ละวางแบบนี้ มีกรรมมาก คนทางโลกเขาจะมาตามทวงหนี้ ด่าเอาว่า ทำไมไม่ทำงานทำการ, ทำไมไม่ดูแลพ่อแม่ที่บ้าน, ทำไมไม่สนใจครัวครอบบ้าง ฯลฯ แล้วแบบนี้จะหลุดพ้นได้อย่างไร ในเมื่อภาระยังอยู่ เราไปกระทำกรรม ละวางกิจที่ควรทำ ยังทำกิจไม่สิ้น กิจไม่จบ ก็ไปกระทำกรรม ละวาง ปล่อยวาง เสียก่อนแล้ว อันนี้ เป็น “ธรรมเก๊”

อย่าละวางการกำหนด ก่อนถึงความดับ

การกำหนดในขณะทำสมาธินั้นเป็นสมถะกรรมฐานก็จริง แต่ถ้าละวางการกำหนดเมื่อใด หมายถึงออกจากสมาธิเมื่อนั้น ดังนั้น ไม่มีประโยชน์อะไรเลย เท่ากับทำๆ เล่นๆ ไม่ได้เจริญรอทุกขณะ เพราะอนิจจัง หรือความดับสูญ พร้อมปรากฏให้เราเห็นได้ทุกขณะ ดังนี้ การกำหนดไว้ตลอด เพื่อตรงเข้าสู่ความดับที่อาจจะปรากฏเมื่อไรก็ได้ คือ การเตรียมตัวให้พร้อมบรรลุธรรมทุกขณะจิตนั่นเอง ดังนั้น “อย่าละการกำหนดก่อนถึงความดับ” ให้เรากำหนดไปก่อน ไปจนถึงที่สุดของการกำหนด นั่นคือ “กำหนดคือไม่กำหนด” ไม่กำหนด คือ การกำหนด จุดนั้น ความดับสูญ เกิดแก่เรา เราก็จะปล่อยวางเองเป็นธรรมชาติ ไม่ได้กระทำกรรมให้เกิดการปล่อยวาง แต่มันเกิดเอง เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งที่เกิดเองแล้ว มิ ได้กระทำให้เกิดแต่อย่างใด มันจึงเป็นธรรมะ เป็นธรรมชาติ เป็นของมันเอง เราไม่ได้ทำ

การปฏิเสธทุกอย่าง ก่อนเข้าถึงความดับ ไม่ทำให้พบธรรม

การปฏิเสธทุกอย่างว่า “อะไรก็ไม่ใช่” อะไรก็ผิดหมด อะไรก็ไม่เอา มันไม่เอาอะไรสักอย่างแล้ว อันนี้ ไม่ทำให้บรรลุธรรม “โง่” อย่างเดียวเท่านั้น เพราะกระทำกรรมอันทำให้ใช้ชีวิตอย่างคนปกติเขาไม่ได้ เขาบอกให้ปฏิเสธไปหมด อะไรก็ไม่เอา บ้างเลยเอาเงินทั้งหมดไปกองให้เขาหมด อันนี้ โดนหลอก โง่บรมแล้ว ยังไม่ตรงนิพพาน ยังไม่ตรงความดับสูญหมดเลย ข้ามขั้นไปคิดว่าตนบรรลุธรรมเสียแล้ว คิดว่าธรรมะคือไม่ใช่อะไรทั้งนั้น ไม่อะไร กะ อะไร เพราะอะไรก็ไม่ใช่ทั้งนั้น อันนี้ เพี้ยนไปแล้ว มันไม่ใช่ทางสายกลาง มันสุดโต่ง คือ สุดขั้วไปทางการปฏิเสธเสียทุกอย่าง แล้วชีวิตมันจะกลางได้ยังไง

ดับสูญแล้ว การละวางเกิดเองเป็นธรรมชาติ

การละวางของผู้บรรลุธรรมนั้น ไม่ได้เกิดจากการกระทำ จึงไม่มีกรรม ไม่ได้ไปตั้งใจ, จงใจ, เจตนา, ที่จะละวางอะไรเลย ท่านปฏิบัติตรงนิพพาน ไปสู่ความดับสูญแล้ว เขาก็เกิดปัญญาขึ้นเห็นชัดถึงความไม่เที่ยง การละวางก็เกิดขึ้นเองเป็นธรรมชาติ โดยมิได้กำหนด มิได้สร้าง, มิได้กระทำ, มิได้ก่อให้มีขึ้น แต่อย่างใด ไรๆ ก็หาไม่ แต่เขาปฏิบัติตรงไปสู่ความดับสูญ คือ ตรงแต่นิพพานเท่านั้น ไม่เป็นไปอื่น เมื่อตรงสู่ความดับสูญ เข้าสู่ภาวะดับสูญแล้ว เช่น พิจารณานิมิต อยู่ๆ นิมิตดับสูญ อันนี้ตรงอยู่ ก็เกิดปัญญาแจ้งได้ จึงจะบรรลุธรรม การที่ปฏิเสธไปหมด ทำจิตให้ว่าง หรือไม่ยอมคิดอะไรเลยนั้น ไม่ทำให้ได้บรรลุธรรมอะไรเลย เป็น “วิถีของคนขี้ขลาด” คือ กลัวไปหมดทุกอย่าง กลัวว่าจะเป็นที่ยึดเหนี่ยว, ยึดติดของตน เลยปฏิเสธไปหมดทุกอย่างนั่นเอง คนเรา ถ้าเป็นคนที่กล้าสู่ความจริง ไฉนเลยจะกลัวที่จะรับรู้ความจริงในทุกๆ สิ่งละ ดังนั้น ในผู้ที่พร้อมบรรลุธรรม จึงไม่ได้ปฏิเสธหรือไขว่คว้า แต่เป็นการพิจารณาอย่างตรงไปตรงมา จนถึงจุดดับสูญของมันไปเอง ไม่ได้ทำให้มันดับ นี่ละ เมื่อปัญญาเกิดแล้วการปล่อยวางก็จะเกิดขึ้นเอง

อภิธรรม เรื่อง ญาณอื่นต้องกำหนด แต่อาสวขยญาณนั้น พ้นกำหนด

การใช้ญาณหยั่งรู้ทั่วๆ ไปที่ไม่ใช่อาสวขยญาณนั้นต้องกำหนด เช่น ญาณหยั่งรู้อดีต ก็ต้องกำหนดไปว่าจะดูอดีตใคร, ลึกย้อนไปกี่ชาติ, ชาติไหน ฯลฯ กำหนดระดับหนึ่ง ไม่เท่ากัน แล้วแต่ว่าแต่ละท่านที่จะใช้ญาณหยั่งรู้นั้นมากน้อยแค่ไหน แม้แต่ “ทิพยจักษุญาณ” (ตาทิพย์) ก็ต้องกำหนด เช่น กำหนดว่าจะเพ่งดูนรก, กำหนดว่าจะเพ่งดูสวรรค์ ไม่เช่นนั้น ก็ดูอะไรไม่รู้ เพราะไม่ได้กำหนดรู้ กำหนดดู ฯลฯ ย่อมมั่วสะเปะสะปะไป นี่เป็นลักษณะของการใช้ญาณหยั่งรู้อื่นๆ ทว่า สำหรับ “อาสวขยญาณ” (ญาณทำนิพพานให้แจ้ง) นั้น เป็นญาณเพียงชนิดเดียวที่ “พ้นการกำหนด” คือ กำหนดจนถึงที่สุดของกำหนด นั่นแหละ เมื่อเหตุปัจจัยพร้อมมูล “อาสวขยญาณ” ย่อมเกิดได้เองแต่เมื่อเกิดแล้วเพียงครั้งหนึ่ง ก็ทำนิพพานให้แจ้งได้ มีปัญญาถึงที่สุดแห่งธรรม ดุจมีใบไม้หนึ่งกำมือที่เป็นที่สุดแล้ว แม้ไม่มาก เพียงหนึ่งกำมือนั้น ก็คือ “ที่สุด” ดังนั้น เมื่อถึงอาสวขยญาณเพียงครั้งเดียว ก็ไม่ต้องใช้อาสวขยญาณอีก ทีเดียวพอ เป็นอเสขบุคคลเลย จบกิจเลย จบพรหมจรรย์เลย ไม่ต้องไปเจริญพรหมจรรย์, ทำกิจใดๆ ต่ออีก จบแล้ว หมดแล้ว ดับแล้ว เท่านั้น อยู่แล้ว อันนี้ คือ ข้อแตกต่างของญาณหยั่งรู้ทั่วไปกับอาสวขยญาณ อนึ่ง ในการเจริญกรรมฐานนั้น ใช้การกำหนดก่อนเพื่อปูพื้นฐาน คือ ให้สมถะมีกำลังพอก่อน เมื่อพร้อมพอบริบูรณ์แล้ว จะเข้าสู่ภาวะดับสูญ คือ ได้ถึงที่สุดของการกำหนดแล้ว การกำหนดย่อมไม่มีอีก เหมือนเทน้ำลงพื้นถึงที่สุดแล้ว น้ำย่อมไม่ไหลลงมาอีก, เหมือนขับรถสุดทางแล้ว ทางข้างหน้า ย่อมไม่มีอีก ฉันใดก็ฉันนั้น การกำหนดเมื่อถึงที่สุดแล้ว ย่อมไม่มีอีก แม้แต่การกำหนดก็ดับไปด้วย นั่นคือ พร้อมเข้าสู่วิปัสสนาญาณฉับพลัน แต่หากยังกำหนดไม่ถึงที่สุด คือ เหตุปัจจัยที่เอื้อให้บรรลุธรรมยังไม่บริบูรณ์ ก็ยังไม่อาจละการกำหนดได้ คือ ยังเป็นเสขบุคคล ผู้ยังต้องฝึกจิตตนอยู่ ก็ต่อเมื่อใกล้เข้าสู่ความเป็น “อเสขบุคคล” แล้วเข้าสู่ภาวะดับสูญเองเป็นธรรมชาติ ปัญญาก็เกิด การปล่อยวางมันก็เกิดเองตามธรรมชาติ สรุปคือ กำหนดให้ถึงที่สุดแห่งการกำหนด คือ ถึงจุดที่ไม่มีอะไรจะกำหนด เพราะดับสูญหมด ตรงนี้แหละ เกิดปัญญาแท้จริงได้ และได้เมื่อใด ก็จะเป็นอเสขบุคคล เมื่อนั้น คือไม่ต้องฝึก, ไม่ต้องกำหนด, ไม่ตั้ง, ไม่ต้องแล้วเมื่อนั้น แต่ถ้ายังดับสูญไม่หมด ไม่ควรละการกำหนด ต้องกำหนดไปจนถึงจุดดับสูญ จึงจะตรงนิพพาน

การเข้าสู่ภาวะ “อเสขบุคคล” นั้น จะมีภาวะ “อเสขบุคคลแบบจำลอง” ก่อน เหมือนเด็กหัดเดิน วันหนึ่งลองปล่อยให้เดินเองก็เดินได้เองฉะนั้น คือลองดูก่อนว่าถ้าเราไม่ฝึกอะไรแล้ว มันพอไปไหวไหม นั่นเอง พอทดลองดูแล้ว มันพอจะไปได้ ก็เข้าสู่กระบวนการสมุทเฉทปหาน ทำกิเลสให้สิ้น ทำนิพพานให้แจ้งไปเลยจึงได้ถาวร เหมือนคนจะได้นิพพานนั้น ก็จะมี “ตทังคนิพพาน” หรือสภาวะสุญตา ปรากฏมาบ่อยๆ ก่อน นั่นคือ “ลองๆ ก่อน” ถ้าเกิดบ่อยๆ ก็แสดงว่าเหตุปัจจัยภายในของบุคคลนั้น พร้อมแล้ว มีความบริบูรณ์ภายในแล้ว ก็อย่าช้า สมุทเฉทปหานไปเลย ไม่ต้องรอ, ไม่ต้องเลี้ยงไข้, ไม่ต้องเสียดายกิเลส การวนอยู่ในกรรมฐาน ไม่รู้ว่ากรรมฐานนี้เมื่อไรควรจบ พรหมจรรย์นี้เมื่อไรควรจบนั้น เป็นปกติที่เกิดขึ้นได้แม้ในครูบาอาจารย์ที่ได้อรหันตสาวกเพราะท่านอาจไม่ได้มีดวงตาระดับพระพุทธเจ้าที่พอดูออกได้ว่าผู้ใดจะถึงเวลาบรรลุธรรมแล้ว ดังนั้น พระอรหันตสาวก จึงมีการทดลอง, ได้ผลบ้าง, ไม่ได้ผลบ้าง อาจไม่แม่นยำดั่งพระพุทธเจ้านั้น ก็ไม่ผิดปกติแต่อย่างใด นี่คือธรรมชาติของเราที่ไม่ใช่พระพุทธเจ้า ไม่ผิด ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกังวล เป็นธรรมดา, ธรรมชาติอยู่แล้ว แต่ถ้าการทำกรรมฐานไม่มีสัมมาทิฐิประกอบ (จิตใจที่พุ่งตรงไปสู่ความดับสูญ) คือไปยึดติดในความสงบสุขที่ได้จากกรรมฐานนั้นเสียก็จะกลายสภาพเป็น “พราหมณ์” ไป เช่น ฤษีบางจำพวกก็แข่งตบะกัน ได้ร้อยปี, พันปี, หมื่นปี ก็มี ไม่มีที่สิ้นสุด ฤษีบางจำพวก ก็แข่งวสีกันชำนาญมาก, ละเอียดมาก, ลึกซึ้งมาก, รวดเร็วมาก, ช่ำชองมาก ฯลฯ ก็มี ไม่มีที่สิ้นสุด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ล้วนมิใช่แนวทางที่พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญ เพราะไม่ทำให้หลุดพ้นทั้งสิ้น อนึ่ง เมื่อใด ที่ควรหยุดฝึกจิตแล้วปหานกิเลสได้นั้น ครูบาอาจารย์ควรทดลองก่อนว่าเขาพอได้ไหม ไม่ควรหยุดกะทันหัน เสมือนดังพ่อที่ลองปล่อยลูกให้เดินเองก่อน แล้วคอยระวังอยู่ใกล้ๆ ก่อนปล่อยลูกให้เดินเองฉะนั้น

อภิธรรม เรื่อง พละห้าต้องฝึก ต้องกำหนด แต่อินทรีย์ห้า ไม่ต้อง ไม่ตั้ง

พละห้านั้นเป็นเหตุ มีอินทรีย์ห้าเป็นผล อุปมาดั่ง คนฝึกพละกำลัง แรกๆ ร่างกายยังไม่เติบโตดี นี่เพราะมีแต่พละกำลัง แต่อินทรีย์ร่างกายยังไม่เปลี่ยนแปลง แต่เมื่อนานวันเข้าก็พัฒนา ก่อเกิดกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกายบริบูรณ์ อินทรีย์ร่างกายที่เติบโตขึ้นนั้น อุปมาดั่ง “อินทรีย์ห้า” นั่นเอง เมื่อร่างกายเจริญดีแล้ว พอดีแล้ว เหมือนนักมวยที่ซ้อมมาดีแล้ว เวลาขึ้นเวทีจะชก จะต้องมาฝึก, มากำหนด, มาต้อง, มาตั้งหรือไม่ คำตอบคือ ไม่สิ ไม่ต้อง ไม่ตั้ง ปล่อยตามธรรมชาติเลย เวลานักมวยอยู่บนเวทีแล้ว ทุกอย่างก็ต้องเดินไปตามธรรมชาติของมัน ครูมวยจะมาสอนอะไรกันอีกตอนนั้น ไม่ต้องแล้ว ไม่ตั้งแล้ว ไม่ได้ผลอะไรแล้ว ถ้าจะสอนก็สอนให้บริบูรณ์ เสียก่อนขึ้นชก การกำจัดกิเลสก็เช่นกัน เมื่อฝึกจิตดีแล้ว พละห้าเจริญเป็นเหตุต้นดีแล้วอินทรีย์ห้าย่อมเป็นผลบริบูรณ์ตามมา เมื่อนั้น ไม่ต้อง, ไม่ตั้ง, ไม่สร้าง, ไม่กำหนด, ไม่เจริญ, ไม่ประคอง, ไม่รักษาย่อมเกิดเอง ดับเอง เป็นไปตามธรรมชาติ อยู่แล้ว เหมือนเราเพียรพยายามปลูกต้นมะม่วงจากผล ดูแลรดน้ำทุกวัน วันหนึ่งโตเต็มที่ ถึงฤดูกาล เหตุปัจจัยพร้อมมูล “ผล” มันก็เกิดเอง ตามเหตุปัจจัยนั้น ไม่ต้อง, ไม่ตั้ง, ไปดูแลรดน้ำก็ได้ ปล่อยตามธรรมชาติไป ผลก็ออกมาเองได้ เพราะเหตุปัจจัยพร้อมบริบูรณ์แล้ว อนึ่ง ครูผู้สอนควรลองปล่อยศิษย์ ถ้าเขาเกิดพละห้าได้เอง แสดงว่าอินทรีย์ห้าเกิดแล้ว นั่นคือ สัญญาณบ่งบอกว่าเขาพร้อมเป็น “อเสขบุคคล” แล้ว ดังนั้น ต้องฝึกพละห้า, เจริญ, รักษา, ประคองหรือกำหนด ก็เมื่อพละห้ายังไม่ก่อเกิดเป็นอินทรีย์ห้าโดยบริบูรณ์ ดังนั้น จริงที่ต้องฝึกพละห้า, เจริญ, รักษา, ประคอง หรือกำหนด แต่เมื่อพละห้าเป็นเหตุอันเราเจริญดีแล้ว มีอินทรีย์ห้าเป็นผลโดยบริบูรณ์แล้ว ไม่ต้อง ไม่ตั้งไปกำหนด, สร้าง, รักษาหรือประคอง อะไร ใดๆ อีกก็หาไม่ ไม่ต้องแล้ว ปล่อยได้แล้ว เกิดเองอยู่แล้ว เมื่อควรเกิดตามเหตุตามปัจจัย และดับเองอยู่แล้ว เมื่อควรดับ ตามเหตุตามปัจจัย ดังนั้น จริงอยู่ที่ไม่ต้อง ไม่ตั้ง ก็เมื่อพละห้าเจริญบริบูรณ์ ยังผลให้อินทรีย์ห้าบริบูรณ์เช่นนี้ จึงจบกิจการเจริญพรหมจรรย์ ไม่ต้อง ไม่ตั้งแล้ว เข้าสู่กระบวนการ “สมุทเฉทปหาน” กำจัดกิเลสให้สิ้น ทำนิพพานให้แจ้งได้เลย ไม่ต้อง ไม่ตั้งแล้ว ดุจดังนักมวยซ้อมมาดี เมื่ออยู่บนเวทีพร้อมสู้ (สู้กิเลส) ก็ไม่ต้อง ไม่ตั้งแล้ว มัวต้อง มัวตั้งอะไรอีกก็ไม่ทันกำจัดกิเลสกัน กิเลสมันจะชกเราคว่ำก่อน เพราะมัวต้อง มัวตั้ง มัวกำหนด ปล่อยเลย ปล่อยไปตามธรรมชาตินั้น เราเจริญเหตุมาดีควรแล้ว ผลดีย่อมเกิดตามมา จะมัวกลับไปต้อง ไปตั้ง ไปกำหนดอะไรอีกหรือ ไม่ต้องแล้ว กรณีนี้ไม่ต้อง ไม่ตั้ง ไม่กำหนดนั่นแหละ ถูก แต่ในกรณีแรก คือ อินทรีย์ห้ายังไม่เจริญดี ไม่บริบูรณ์ จะรีบร้อน, รีบลัด, ไม่ต้อง, ไม่ตั้ง, ไม่กำหนด นั้น ก็ไม่ควร อุปมาดั่ง นักมวย ยังไม่ทันฝึกดีเลย ขึ้นชกแล้ว ก็หงายหลัง แพ้กิเลส ยิ่งทำให้เสียกำลังใจ และท้อถอย หรือไม่ก็โดนกิเลสครอบงำไม่รู้ตัวไปเสียเลย อันนี้ ไม่ต้อง, ไม่ตั้ง, ไม่กำหนด นั้น หาควรไม่ ดังนี้ ยังต้องกำหนด หรือไม่กำหนดนั้น ก็ขึ้นอยู่กับพละห้าเจริญดีจนก่อเกิดอินทรีย์ห้าบริบูรณ์หรือไม่ ถ้าไม่ก็กลับไปทำก่อนแต่ถ้าเจริญพรหมจรรย์จบแล้ว จะเจริญไปทำไมอีก ไม่ต้อง, ไม่ตั้ง, ไม่กำหนด เอาเลย ใช้เลย ในเมื่อเจริญดีแล้ว พอแล้ว ควรแล้ว บริบูรณ์แล้ว เอาเลย สมุทเฉทปหานเลย อย่ารอช้า

อินทรีย์นั้นแปลง่ายๆ ว่าร่างกาย ส่วน “อินทรีย์ห้า” ในอภิธรรมนั้น ใช้เรียก ผลของพละห้า อันก่อเกิดเป็นที่แน่วแน่แล้วในระดับหนึ่ง ไว้ใจได้แล้วในระดับหนึ่ง ว่าไม่ต้อง ไม่ตั้ง ไม่กำหนด ก็พอใช้ได้เลย อุปมาดั่ง อวัยวะหนึ่งของร่างกายฉะนั้น ดังนั้น จึงยืมสมมุติมาเรียกว่าอินทรีย์ห้า ทั้งนี้ พละห้าและอินทรีย์ห้าไม่เหมือนกันดังกล่าวข้างต้น พละห้า เมื่อฝึกเมื่อกำหนด ก็มีได้ใช้ได้อยู่ แต่พอหยุดฝึก, หยุดกำหนด มันก็ดับไปไม่อาจใช้ได้ อาจทำให้เกิดปัญหาได้ เช่น ขาดสติก็เกิดกรรมได้ เพราะเผลอไม่กำหนด แต่สำหรับอินทรีย์ห้าแล้ว อุปมาดั่งอวัยวะที่พร้อมสมบูรณ์ดีฝึกสำเร็จ ไม่ได้กำหนด ก็ใช้ได้เลย เมื่อมีเหตุมีปัจจัยพร้อมเหมือนจอมยุทธ์ที่ฝึกจบแล้ว ไม่ได้กำหนด แต่เมื่อถูกลอบทำร้ายก็ใช้วรยุทธ์ได้เลย อนึ่ง คำว่า “กำหนด” นี้ เหมาะควรใช้กับคนทั่วไป เพราะไม่ค่อยมีคนที่มีอินทรีย์ห้าบริบูรณ์มาก่อน จึงจะต้องฝึก ต้องกำหนดก่อน เป็นเบื้องต้น เมื่อกำหนด เมื่อฝึกถึงจุดที่สุดแล้ว กำหนดก็คือไม่กำหนด, ไม่กำหนดก็เหมือนกำหนด ดังที่ได้กล่าวมาแล

อภิธรรม เรื่อง อรหันตมรรค คือ อเสขบุคคลแบบทดลอง

การปฏิบัติธรรมมีเป้าหมายคือ “มรรค ๔ และผล ๔” ได้แก่ มรรคและผลในพระโสดาบัน, พระสกิทาคามี, พระอนาคามี และพระอรหันต์ ในช่วงท้ายสุดของการปฏิบัติธรรมนั้น จะเข้าสู่ “อรหันตมรรคแล้วจึงไปสู่อรหันตผล” ในส่วนอรหันตผลนั้นชัดเจนอยู่ในตัว เข้าใจได้ไม่ยากนัก แต่สำหรับ “อรหันตมรรค” แล้ว เข้าใจยากเสียหน่อยเนื่องจากยังไม่เกิดผลเป็น “อรหันต์” แต่ก็ข้ามผ่านความเป็น “อนาคามี” แล้ว ดังนั้น อะไรละที่จะบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าบุคคลนั้นได้ข้ามผ่านอนาคามีผลไปสู่อรหันตมรรค อนึ่ง ในอนาคามีนั้น นับเป็นผลสำเร็จเมื่อกำราบกามราคะและปฏิฆะได้ราบคาบ แต่วิธีของพระอนาคามียังมีการ “กำหนด” อยู่ เมื่อละการกำหนดเสียได้ คือ ปล่อยวางได้หมดแม้กรรมฐานนั้น แต่ยังไม่อาจทำนิพพานได้แจ้งได้ ทว่า กลับพบว่าตนเองก็ไม่มีกิเลสใดๆ มาเอาชนะได้แล้ว (เหลือแต่ทำนิพพานให้แจ้งเท่านั้น) เมื่อต่อสู้กิเลสก็ชนะกิเลสได้ แต่กิเลสยังไม่ดับสูญหมดนะ เพราะยังไม่ถึงภาวะ “กิเลสนิพพาน” ยังไม่ได้ขุดสันดอนรากเหง้ากิเลส ได้แต่ตัดต้นตอได้หมด พองอกยังไม่ทันได้เป็นต้น ก็ตัดได้เสียก่อนฉับไว ดังนี้ เข้าลักษณะของ “อรหันตมรรค” คือ ได้มรรควิธีของอรหันต์แล้วนั่นเอง แต่ผลของอรหันต์นั้นยังไม่ออกมา อนึ่ง มรรควิธีของอนาคามีคือ “กรรมฐาน” แต่มรรควิธีของ “อรหันตมรรค” คือ “ปล่อยวางตามธรรมชาติ” ขาดเหลือก็แต่ทำนิพพานให้แจ้ง ก็ได้อรหันตผลเท่านั้นเอง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พระอนาคามีได้ “สัมมาสติ” แต่ยังไม่ได้ “สัมมาสมาธิ” แต่ในอรหันตผลนั้น มี “สัมมาสมาธิ” เป็นมรรคแปดตัวสุดท้ายปรากฏแล้ว ดังนั้นมรรคแปดของอรหันตผล จึงบริบูรณ์ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่ามรรควิธีเข้าสู่อรหันต์ (อรหันตมรรค) คือ มรรควิธีที่อยู่ระหว่างการละวางกรรมฐานไปสู่สัมมาสมาธิ นั่นเอง ดังนั้น กรรมฐานที่มีการกำหนด, การสร้าง, การรักษา จึงเป็นมรรควิธีของอนาคามี แต่สัมมาสมาธิ ซึ่งปล่อยวางได้แม้แต่การกำหนดนั้น เป็นมรรควิธีของ “อรหันตผล” ขึ้นไป อนึ่งแล้วอรหันตมรรคต่างจากอรหันตผลอย่างไรละ คำตอบคือ อรหันตมรรค ยังไม่มีสัมมาสมาธิเป็นผล แต่อรหันตผลนั้นได้สัมมาสมาธิแล้วเป็นมรรคมีองค์แปดตัวสุดท้ายที่เกิดเป็นธรรมในตน เป็นธรรมชาติภายใน ไม่ใช่ธรรมนอกตัว ไม่ใช่ธรรมในหนังสือ หรือในไตรปิฎก ในระหว่างที่ได้อรหันตมรรค นี้ อรหันตมรรคย่อมทดลองที่จะปล่อยวางสิ่งสุดท้ายของตนคือ ทดลองปล่อยวางการเจริญพรหมจรรย์, ปล่อยวางกรรมฐานใดๆ ลงเป็น “อเสขบุคคลแบบทดลองก่อน” แล้ว ค้นพบได้เองว่ากิเลสดับลงได้เอง ด้วยการเข้าถึงภาวะนิโรธคือ ความดับสนิทแล้วแจ้งจ้า เกิดปัญญาสว่างไสวขึ้น ปล่อยวางกรรมฐาน แต่สมาธิกลับเกิดได้เองเป็น “สัมมาสมาธิ” ดังนี้ อนึ่ง สัมมาสมาธินั้น เป็นสมาธิที่เกิดเองเป็นธรรมชาติ ซึ่งสายเซนเขาจะไม่ฝึกกัน เขาจะไม่นั่งสมาธิหลับตากัน เขาจะทำกิจการงานเป็นปกติ เพราะเขาทราบว่าสมาธิมีได้เองเป็นปกติอยู่แล้ว ไม่ต้องไปนั่งหลับตาฝึก ดังนั้น คำว่า “สมาธิแบบเซน” ก็คือ “สัมมาสมาธิ” 

คำว่า “อรหันตมรรคเป็นอเสขบุคคลแบบทดลอง” หมายถึง อรหันตมรรคนั้น ลองๆ ที่จะปล่อยวางเสียจากการฝึกจิตดูก่อน พอเริ่มได้ผล กิเลสไม่อาจชนะได้ แม้ตน ไม่ฝึก, ไม่กำหนด, ไม่ได้สร้าง, ไม่ได้รักษาสมาธิ ฯลฯ แต่ก็ชนะกิเลสได้นั้น จึงกล่าวว่าเป็น “แบบทดลอง” แต่ยังไม่ถาวร ไม่แท้จริง แต่เริ่มๆ จะมี เริ่มจะคล้าย เริ่มจะเกิดภาวะแบบอรหันตผลแล้วนั่นเอง คือ ปล่อยวางเสียจากการฝึกจิต (อเสขบุคคล) ก็ยังพอเอาชนะกิเลสได้เอง แต่ก็ไม่ถาวร เพราะยังไม่ได้ขุดรากถอนโคนกิเลสให้สิ้น, ทำนิพพานให้แจ้ง ก็อาจค้นพบว่ากิเลสยังกำเริบได้อีก เช่น รูปราคะเกิดได้อีก, อรูปราคะเกิดได้อีก, หรือมานะสังโยชน์เกิดได้อีก นี่เป็นกิเลสละเอียด ระดับอรหันตมรรค แต่ปกติ อรหันตมรรค จะไม่ค่อยทราบ แยกแยะยาก ไม่ค่อยรู้ตัวถึงกิเลสละเอียดนี้ ถ้ารู้ ก็มีโอกาสขจัดได้ไม่ยาก นี่เพราะไม่ค่อยเท่าทันกิเลสที่เบาบางนั้น จึงอาจคิดว่าตนน่าจะได้อรหันต์แล้ว (แท้แล้วยังไม่ได้) ปกติแล้ว ที่เราเอาชนะกิเลสได้นั้น “สติรู้เท่าทันกิเลส” เป็นมูลเหตุสำคัญ ถ้าสติไม่รู้เท่าทันกิเลส ก็ไม่อาจเอาชนะกิเลสได้ แต่ถ้าสติรู้เท่าทันกิเลสเมื่อใด ก็ไม่ยากเกิน ไปที่จะเอาชนะกิเลสนั้นได้ เพราะการมีสติเท่าทันกิเลส ก็เหมือนดำเนินมรรคถึงตัวที่เจ็ดแล้ว คือ “สัมมาสติ” ยังขาดเพียงตัวสุดท้าย คือ “สัมมาสมาธิ” เพียงเท่านั้นเอง

อภิธรรม เรื่อง วิปัสสนาญาณมีได้ตั้งแต่โสดาบัน แต่อาสวขยญาณมีแต่อรหันต์

ในอริยสัจสี่นั้น ได้แก่ ทุกข์, สมุทัย, นิโรธ และมรรค หากนำอริยสัจสี่มาเทียบดูมรรคผลทางธรรมโดยไม่เอาสังโยชน์มาพิจารณานั้น จะได้ว่า ปุถุชน เมื่อเข้าถึงภาวะนิโรธขั้นต้นแล้ว (แต่ไม่ใช่นิโรธอันเป็นที่สุดแห่งความดับสูญสิ้นเชิง) จะเกิดมรรคแปด “ห้าตัว” คือ เกิดถึง “สัมมาอาชีวะ” นับว่าบรรลุพระโสดาบัน และเมื่อเข้าสู่ภาวะนิโรธอีกครั้ง แล้วเกิดมรรคแปดอีกตัว คือ “สัมมาวายามะ” จะบรรลุถึงพระสกิทาคามี จากนั้นท่านจะเข้าสู่ภาวะนิโรธอีกครั้ง จึงเกิดมรรคแปดอีกตัว คือ “สัมมาสติ” ก็จะบรรลุเป็นพระอนาคามี จากนั้นก็เข้าสู่ภาวะนิโรธอีกครั้ง ก็จะเกิดมรรคแปดอีกตัว คือ “สัมมาสมาธิ” บรรลุเป็นพระอรหันต์

ดังนั้น มรรคแปดตัวสุดท้ายคือ “สัมมาสมาธิ” จะมีได้แต่ในพระอรหันต์เท่านั้น ส่วนภาวะนิโรธนั้น เกิดได้ตั้งแต่พระโสดาบันแล้ว สังเกตว่าปุถุชนที่ฟังธรรมจะได้ธรรมครั้งแรก จะมีอาการ “อึ้ง ทึ่ง ตะลึง และเงียบฉี่” ไปชั่วครู่ คือ สุญตาบวกกับมีวิปัสสนาญาณเกิดแล้ว ก็บรรลุได้ถึงโสดาบันขึ้นไป ดังนั้น ทั้งสุญตาและวิปัสสนาญาณ มีได้ตั้งแต่พระโสดาบันแต่ “อาสวขยญาณ” จะมีได้ก็แต่ “พระอรหันต์” เท่านั้น นี่คือ ข้อแตกต่างของอาสวขยญาณและวิปัสสนาญาณ ไม่ใช่ญาณอย่างเดียวกันนะครับ วิปัสสนาญาณ เป็นญาณที่เกิดจากการทำวิปัสสนา ยังต้องทำ, ต้องสร้าง, ต้องกำหนดอยู่ แต่ในพระอรหันต์นั้น ปล่อยวางแม้การกำหนดวิปัสสนาแล้ว จึงเกิด “อาสวขยญาณ” ขึ้นมาแทนที่ เรียกว่าวิปัสสนาญาณเกิดก่อนแบบฉับพลันแล้วดับลงฉับพลันนั้นเอง อาสวขยญาณก็เกิดแทนที่ จึงได้บรรลุอรหันต์ สรุปง่ายๆ ตอนที่จะได้อรหันต์นั้น สุญตาเกิดก่อน ตามด้วยวิปัสสนาญาณตามความคุ้นเคยเดิมๆ ของเรา จากนั้น แม้แต่วิปัสสนาญาณก็ดับลงอีก อาสวขยญาณก็เกิดมาแทนที่ คือ การปล่อยวางแม้กรรมฐาน หรือแม้แต่วิปัสสนาญาณนั่นเอง เมื่อปล่อยวางได้หมดทุกอย่างแล้ว ใจเย็นนิ่งอดทนไป จนเห็น “กิเลสมันดับของมันเองได้” เมื่อนั้น ก็จะเกิดอาสวขยญาณแทนที่ (ญาณหยั่งรู้ว่าจะทำกิเลสให้สิ้นได้อย่างไร) คือ การปล่อยวางทั้งหมด ก็กิเลสนั้นเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งจึงไม่พ้นกฎแห่งไตรลักษณ์ เราไม่ต้องไปก่อกรรมทำให้มันดับเลย มันเกิดเอง ก็ดับลงไปเอง ตามเหตุตามปัจจัย ไม่เที่ยง เมื่อเหตุของกิเลสมีอยู่ จึงมีผลเป็นกิเลส ทว่า เหตุของกิเลสเองก็ไม่เที่ยง เมื่อถึงวาระหนึ่ง ไม่มีเหตุปัจจัยอื่นอีกไปกระตุ้น มันก็ดับลงของมันเอง เหมือนไฟที่มอดเพราะไหม้ฟืนจนหมดไม่เหลือเชื้ออีกฉะนั้น ก็เมื่อบุคคลไม่เติมเชื้อไฟ เชื้อฟืนลงไปแล้วกิเลสนั้นจะอาศัยเหตุใด ให้ก่อผลเป็นกิเลสได้เล่า ก็ต่อเมื่อบุคคลยังเป็นผู้เติมเชื้อไฟ เชื้อกิเลสต่อไปคือ ยังมีความหลงเติมเข้าไป ปรุงแต่งเข้าไปอยู่นั่น กิเลสย่อมงอกงามอยู่เป็นผลอย่างนี้ เมื่อแจ้งชัดอย่างนี้แล้ว ก็เกิด “อาสวขยญาณ” คือ “ญาณ” หยั่งรู้ว่าจะทำกิเลสให้สิ้นได้นั่นเอง    

ในขณะที่บรรลุอรหันต์นั้น “สัมมาสมาธิ” ก็เป็นผลตามมาด้วยทำให้มรรคแปดเต็มบริบูรณ์ จึงกล่าวว่าพระอรหันต์เป็นอเสขบุคคล ผู้ไม่ต้องฝึก ไม่ต้องมาเรียนอีกแล้วนั่นเอง เพราะมีมรรคแปดเกิดโดยบริบูรณ์อยู่แล้ว แต่ในพระอนาคามีนั้นยังขาดแต่สัมมาสมาธิ อันเป็นมรรคแปดตัวสุดท้าย ดังนั้น จึงกล่าวว่าพระอนาคามียังเป็น “เสขบุคคล” คือ ผู้ที่ยังต้องร่ำเรียน, ยังต้องฝึกจิตต่ออีกนั่นเอง เพราะมรรคมีองค์แปดของท่านยังไม่เกิดจนเป็นปกติเป็นธรรมชาติภายในตน ยังเป็นธรรมชาติภายนอกตน ที่ตนหยิบเอามาเจริญ, เอามาสร้าง, เอามากำหนด, เอามาประคอง, เอามารักษา ฯลฯ อยู่ ก็ธรรมในตนนั้นยังไม่ครบมรรคมีองค์แปดฉะนี้ จึงเป็นผู้ยังต้องเรียนอยู่ อนึ่ง “มรรคมีองค์แปด” นี้ มีเองเป็นปกติ และเป็นธรรมชาติของพระอรหันต์ ส่วนพระอริยบุคคลขั้นต่ำลงไปมีได้เองเป็นปกติ เป็นธรรมชาติ แต่ไม่ครบ ไม่บริบูรณ์ ดังนั้น จึงยังเป็น “เสขบุคคล” กันอยู่ ยกเว้นแต่พระอรหันต์เท่านั้นที่นับเป็น “อเสขบุคคล” คือ ผู้ไม่ต้องฝึก ไม่ต้องเรียนแล้วได้ ส่วนในผู้ที่ยังไม่ใช่พระอริยเจ้านั้น ย่อมเป็นผู้ที่มิได้มีธรรมคือมรรคมีองค์แปดนี้ในตน จะมีก็แต่นอกตน แล้วเอาธรรมข้อนี้ คือ มรรคมีองค์แปดมาสร้าง, รักษา, ประคอง, บังคับ, กดข่ม, หรือกำหนด ประการใดประการหนึ่งก็ดี แต่มิได้ เกิดเอง, มีเองโดยปกติ, โดยธรรมชาติ นี่ก็เพราะยังไม่สำเร็จมรรคผลทางธรรม ดังนั้น มรรคแปดจึงมีไม่แท้ (เพราะไม่สำเร็จมรรค ผลก็ไม่เกิด)

อภิธรรม เรื่อง พระโสดาบันเน้นศรัทธา แต่พระอรหันต์นั้นเน้นปัญญามากกว่า

ในพละห้าคือ ศรัทธา, วิริยะ, สติ, สมาธิ, ปัญญา นั้น ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่ใช้ในการเข้าถึงธรรมคือ “ปัญญา” ไม่ว่าในพระอรหันต์ปัญญาวิมุติหรือเจโตวิมุติ กล่าวคือ ในพระอรหันต์ ปัญญาวิมุตินั้น จิตยังไม่ใสหมดกิเลสเสียทีเดียว แต่เหลือเบาบางมาก ขณะขุดรากถอนโคนกิเลสนั้นเอง ปัญญาเกิด ทำนิพพานให้แจ้งได้ก่อนที่กิเลสจะหมด (กิเลสเหลือน้อยมาก จนไม่อาจขวางนิพพานได้) ก็นับเข้าอรหันต์ได้ แต่ในพระอรหันต์เจโตวิมุติ จิตนั้นหมดกิเลสเสียก่อน ปัญญาตามมาภายหลัง แต่ไม่ว่าจะแบบไหนนั้น ก็ล้วนเข้าถึงนิพพานด้วยปัญญาทั้งสิ้น โดยมีพละอื่นทั้งสี่นั้นช่วยเป็นกำลังร่วม อุปมาปัญญาเหมือนทัพหน้า มีพละอื่นๆ เป็นทัพหนุน, ทัพหลัง, ทัพซ้าย และทัพขวา ฉะนั้น หากจะอุปมากระบวนการเข้าถึงธรรม เป็นภาพเพื่อให้เข้าใจง่ายๆ ขอให้ท่านลองใช้ “จินตมยปัญญา” อย่างนี้ว่ามีเป้าหมายเป็น “นิพพาน” คือ ความดับสูญหมดสิ้น เหมือนเป้าที่เราใช้ยิงธนู และมีธนูอยู่หนึ่งดอก ปลายแหลมของธนูทำด้วย “ปัญญา” ปลายเหล็กที่ยาวพอจมปักลึกแน่นที่เป้า หมายได้คือ “ศรัทธา” ลำธนูที่ตรงแน่วสม่ำเสมอ คือ “วิริยะ” ปีกบางๆ ของท้ายธนูช่วยประคองให้ตรงตลอด ทำด้วย “สติ” ความแข็งแกร่งของธนูทำด้วย “สมาธิ” โดยมีแรงดึงจากคันธนูที่ง้างอย่างถึงที่สุด อัดอั้นไว้ ทำมาจาก “ความทุกข์” องค์ประกอบทั้งหมดนี้จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ได้ เช่น ขาดการง้างธนูให้อัดอั้นทุกข์มากพอ ก็ไม่ถึงนิพพาน, ขาดการเล็งให้ตรงเป้าคือตรงความดับสูญก็คือ ไม่ถึงนิพพาน, ขาดการลงลึกแน่วแน่ด้วยศรัทธาก็คือ ไม่ถึงนิพพาน อย่างนี้เป็นต้น อนึ่ง พละทั้งห้านี้ ในพระโสดาบันนั้น จะอาศัยศรัทธามาก ปัญญาน้อยก็ถึงโสดาบันได้ แต่ในพระอรหันต์นั้น ต้องได้ปัญญาบริบูรณ์ ใช้แต่ศรัทธาไม่ได้ ดังนั้น ในพระโสดาบัน จึงต้องอาศัย “พระอริยเจ้า” เป็นศูนย์รวมศรัทธามาก แต่ในพระอนาคามี จะอาศัยพระอริยเจ้าเป็นที่ยึดน้อยลง อุปมาเหมือน เด็กเล็กย่อมติดแม่ แต่คนที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ย่อมออกจากอ้อมอกแม่ ไปมีครอบครัวใหม่ได้เอง ในพระโสดาบันนั้น ปัญญายังไม่บริบูรณ์ ยังเป๋ออกนอกทางได้ ดังนั้น จึงต้องอาศัยกำลังของศรัทธามาก จิตตรงอยู่กับพระอริยเจ้า หรือพระอรหันต์อยู่ตลอด เพื่อไม่ให้หลงทาง เหมือนสัตว์ตัวน้อยที่เดินเกาะตามพ่อแม่ฉะนั้น ในพระสกิทาคามีนั้น เริ่มจะหัดเดินและอยู่ด้วยตนเองแล้ว แต่จะมีล้มบ้าง ลุกบ้าง ยังไม่มั่นคง แต่พ่อแม่ก็คอยดูอยู่ห่างๆ แต่ในพระอนาคามี จะเดินได้มั่นคงแล้ว เพียงแต่ยังต้องมองดูผู้นำ จ่าฝูงอยู่ ยังไม่อาจละไปจากผู้นำได้ ส่วนพระอรหันต์นั้น เดินได้เองแล้ว ไม่ต้องมองดูจ่าฝูงก็ไม่หลงทาง รู้ทางเองแล้ว เพียงแต่รู้ตัวว่าตนอยู่ในฝูงไหน ตนยังมีฝูงอยู่ ไม่ใช่พระปัจเจกฯ ก็เท่านั้น

พระโสดาบันคือ ผู้ที่ทำจิตให้ตรงนิพพานได้แล้ว แต่อาจมีบ้างในบางครั้งที่จะเป๋ได้บ้าง พระสกิทาคามี คือ ผู้ที่เริ่มทำจิตให้หมดสิ้นกิเลส แต่ยังไม่ได้ผลมากนัก จึงแพ้ชนะบ้าง พระอนาคามี คือ ผู้ที่ทำจิตให้ชนะเหนือกิเลสได้มากแล้ว คือ ชนะตลอด แต่ก็ยังปล่อยตามธรรมชาติไม่ได้ คือยังมี “ฟอร์ม” ยังต้องกำหนด ยังไม่เป็นไปเองตามธรรมชาติอยู่ พระอรหันต์คือผู้เข้าถึงความดับสูญสนิทไม่มีส่วนเหลือแล้ว โดยไม่ต้องกำหนดอีก ก็คือ “อเสขบุคคล” ไม่ต้องสร้าง, ไม่ต้องรักษา, ไม่ต้องกำหนด, ไม่ต้องเจริญ หมดกิจแล้ว จบพรหมจรรย์แล้วนั่นเอง ถ้ายังต้องทำอยู่ ก็ยังไม่เป็นอเสขบุคคลอยู่ ก็อาจได้อนาคามีอนึ่ง คำว่า “พละห้าสมังคีกัน” นั้น ไม่ได้แปลว่าจะต้อง “เท่ากัน” เสมอไป แต่แตกต่างกันไปตามเหตุปัจจัยของแต่ละบุคคล ในคนที่มีปัญญาบารมีมากเป็นทุนอยู่แล้ว อาจฝึก ปัญญาพละเพียงน้อยก็พอ ในคนที่เป็นศรัทธาธิกะอยู่แล้ว ก็อาจฝึกศรัทธาพละไม่ต้องมาก นอกจากนี้ ในแต่ละคนก็ต้องการพละทั้งห้านี้แตกต่างกัน บางท่านมีปัญญาพละไม่มาก แต่เข้าถึงธรรมได้ด้วยสมาธิเจริญดีมาก, บางคนแม้มีสมาธิไม่มาก แต่เข้าถึงธรรมได้ด้วยปัญญาพละเป็นสำคัญก็มี หากจะอุปมาแล้ว พละห้านี้ก็เหมือนอาวุธห้าชนิด ที่บุคคลจะถนัดในการเลือกใช้ต่างกัน แต่จำเป็นต้องใช้ร่วมกันทั้งหมด ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งหาได้ ไม่ เหมือนช่างไม้ มีเครื่องมือช่างหลายชนิด ต้องใช้ร่วมกันจึงสร้างบ้านได้สำเร็จ แต่ช่างไม้แต่ละคน ก็อาจถนัดในการใช้เครื่องมือแต่ละชนิดมากน้อยต่างกัน ดังกล่าว แต่ในพระโสดาบัน ศรัทธาจำเป็นต้องใช้มาก ส่วนในพระอรหันต์ ปัญญาจำเป็นมากกว่า

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น