รวมบทความธรรมปฏิเวธ ชุด วินัยและการดำรงอยู่ร่วมกันของหมู่สงฆ์
ธรรมปฏิเวธ เรื่อง การผ่อนปรนศีล ไม่เคยปรากฏในฝ่ายสงฆ์ของพระพุทธเจ้า
คนเราผิดกันได้ พระพุทธเจ้าก็ทราบความจริงตื้นๆ ง่ายๆ ข้อนี้ดี ท่านจึงไม่ได้บอกว่าห้ามผิด แน่นอนคนเรามีเหตุจำเป็นส่วนตัวก็ผิดศีลกันได้ แต่เมื่อผิดควรรู้ว่าตนควรทำอย่างไร ไม่ใช่ผิดแล้วบอกว่าเราถูก ไปบิดเบือนพระธรรมวินัยอีก อันนี้ไม่ควร เกิดกรรมใหม่ที่ร้ายกว่าเก่า อนึ่ง พระพุทธเจ้าเองก็ให้พระธรรมวินัยมาครบแล้วว่าถ้าผิดขนาดไหน ให้แก้ไขอย่างไร ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไม่ใช่เรื่องยาก เป็นเรื่องสติธรรมดา เช่น รู้ตัวว่าผิดก็ปลงอาบัติ ดังนั้น การผ่อนปรนศีลในหมู่สงฆ์จึงไม่มีความจำเป็นเลย ในเมื่อพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ห้ามผิดศีลเสียหน่อย ท่านให้ศีลไว้ ศีลคือ เครื่องเตือนใจให้ละเว้นกรรม ถ้าถือเครื่องเตือนใจนี้ตกไป เหมือนของที่พระพุทธเจ้ามอบให้เราแล้ว เราทำตก มันร้ายแรงไหม มันก็เป็นแค่เรื่องธรรมดา ใครๆ ก็ถือของแล้วตกกันได้ ตกก็เก็บมาสิ เอามาถือใหม่ ถือไปจนถึงที่สุด คือ ไม่มีการถือ แต่มีเองเป็นปกติ เป็นธรรมดา เป็นธรรมชาติ ก็แค่นี้เอง ดังนั้น การผ่อนปรนศีลจึงไม่มีในหมู่พระสาวก แม้พระอานนท์จะได้รับพุทธานุญาติในการผ่อนปรนศีลมา แต่ท่านก็ไม่เคยทำการผ่อนปรนศีลในหมู่สงฆ์ ท่านได้ทำการผ่อนปรนศีลจริง แต่ในหมู่อุบาสกที่ไม่สามารถบวชพระได้ อยากบวชพระมาก แต่ตระกูลเป็นพราหมณ์นั้นเขาไม่ให้บวช ท่านเลยให้ศีล ๑๐ คือ ศีลที่ผ่อนปรนจากศีลพระ ๒๒๗ ข้อ ลงไปเหลือ ๑๐ ข้อ แต่ไม่ใช่ศีลของสามเณรนะ นี่เคยมีปรากฏอยู่เหมือนกัน เพราะมันไม่จำเป็นต้องผ่อนปรนในหมู่สงฆ์ สงฆ์ทำผิดได้ก็ว่าตามธรรมวินัยเช่นปลงอาบัติก็จบแล้วแค่นั้นเองไม่พิสดารอะไร
พระสงฆ์ไม่ได้อยู่อย่างทรมานในธรรมวินัยนี้ เช่น เมื่อหิวข้าวตอนเย็น ก็ฉันเย็น แล้วปลงอาบัติเสียก็เท่านั้น คนเรากรรมไม่เหมือนกัน ถ้าเราหิว เราทรมานตนก็เป็นกรรมแก่ตัวเรา เหมือนคนฆ่าตัวตาย ก็มีกรรมมาก เราทรมานตนเองก็กรรมมากกว่าผิดศีล ฉันเย็นเสียอีก ดังนั้น การฉันเย็นก็ผิดศีลแน่นอนและมีกรรมอยู่ แต่พระธรรมวินัยมิได้โหดร้าย ได้ให้ทาง แก้ไว้แล้วว่าให้เราไปปลงอาบัติเสีย ให้รู้ตัวมีสติเสียว่าผิดก็คือผิด จิตยังตรงต่อธรรมวินัยอยู่ ไม่ได้บิดเบือนพระไตรปิฎก แต่พระสงฆ์ก็มิได้หย่อนยานเกินไป เมื่อท่านผิดแล้วก็ไปฝึกจิตต่อ เพียรพยายามต่อไป เวลามีทั้งชีวิต ไม่จำเป็นต้องได้ศีลครบทันทีที่บวชก็ได้ นี่ ก็อยู่ได้แล้ว ยืดหยุ่นในตัว ไม่ใช่เคร่งครัดเกินไป หรือหย่อนจนไม่เหลือศีลเลยก็หาไม่ นี่ จึงไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องผ่อนปรนศีลที่พระพุทธองค์เคยบัญญัติแต่เก่าก่อนเลย
การเผยแพร่ศาสนาของท่านตั๊กม้อในประเทศจีนนั้น ไม่มีหลักฐานเลยว่าท่านเป็นผู้ผ่อนปรนศีล หรือสร้างนิกายมหายาน หรือแม้แต่วัดเส้าหลิน ท่านก็ไม่ได้สร้าง กล่าวคือ ท่านเดินตรงตามธรรมวินัยดั้งเดิม ไม่มีลัทธิ, ไม่มีนิกาย, ปฏิบัติตรงทางเก่าก่อน ไม่เพิ่มไม่ลด อะไร วัดเส้าหลินนั้นสร้างโดยพระเจ้าเฮาบุ้งตี่ ใช้ความศรัทธาของคนที่มีต่อ ท่านตั๊กม้อ และบันทึกธรรมบางส่วนของท่านตั๊กม้อมาพัฒนาเป็นวิชชากังฟู ส่วนนิกายมหายานนั้นมีอยู่ก่อนแล้วที่ท่านตั๊กม้อจะเข้าไปเผยแพร่ธรรมในจีน เพราะวัดม้าขาวที่ท่านจำอยู่ก็มีมาก่อนแล้ว เมื่อท่านไปถึงแคว้นเหลียง พระเจ้าเหลียงบู๊ตี่ ก็ได้สร้างวัดขึ้นเป็นพันๆ แห่ง มีพระได้รับการอุปถัมภ์อยู่เป็นหมื่นๆ รูปอยู่ก่อนแล้ว เมื่อท่านไปถึง ก็ได้พบพระมากมายที่มารอฟังธรรมท่าน แต่ยุคนั้น พระมากมายไม่อยู่ในธรรมวินัย เช่น แอบกินเหล้าไม่ให้ใครเห็น ต่อหน้าสร้างภาพว่าน่าศรัทธา เสื่อมมากจนกระทั่งท่านจี้กงทนไม่ไหว เลยเอาเหล้ามายกดื่มให้เห็นกันจะๆ ไปเลย สมัยนั้นเขาจึงว่าพระจี้กงว่าพระบ้า จนได้ตำแหน่งเป็น “ราชครู” ของพระเจ้าเหลียงบู๊ตี่ ก่อนที่ท่านตั๊กม้อจะเข้าไป ๓๗ ปี ดังนั้น มหายานมีมาก่อนหน้านั้นแล้ว การหย่อนยานของศีลก็มีมาก่อนหน้าที่ท่านตั๊กม้อจะเข้าไปแล้ว จึงไม่มีหลักฐานใดเลยที่จะมากล่าวอ้างเอาชื่อของท่านตั๊กม้อไปเกี่ยวกับ “นิกายมหายาน” หรือแม้แต่วัดเส้าหลิน หรือเรื่องการผ่อนปรนศีล กำลังจะสรุปให้ฟังว่า “การผ่อนปรนศีลนั้น ไม่มีพระสาวกแท้องค์ไหนท่านทำกัน” การรวมตัวกันเองเพื่อสรุปร่วมกันเองว่าให้มีการผ่อนปรนศีลอย่างนั้นอย่างนี้ จนก่อเกิดเป็นนิกายมหายานนั้น ก็เป็นการเกิดแบบเดียว กันกับที่พระเทวทัตทำแต่ไม่สำเร็จก็เท่านั้น นั่นคือ แบบที่เกิดในประเทศจีนก่อนท่านเข้าไปนั้นเหมือนแบบของพระเทวทัตก็เท่านั้น แต่แบบของท่านตั๊กม้อตรงตามดั้งเดิม
ธรรมปฏิเวธ เรื่อง วัดเป็นสมบัติทางโลกีย์ สงฆ์ใดยึดครองอาจต้องปาราชิก
กฎหมายในรัฐธรรมนูญไทย ได้กำหนดกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดการดูแลวัด โดยเนื้อหาบางส่วนที่ชาวพุทธจำนวนมาก ไม่เข้าใจ ไม่ยอมเข้าใจ และไม่ยอมรับกันอยู่ ก็คือ การที่วัดเป็นสมบัติของประเทศ ไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของพระสงฆ์รูปใด เพื่อมิให้พระสงฆ์ยึดวัด และประเทศนี้ก็จะดูแลวัดให้ตกเป็นสมบัติแก่ลูกหลานสืบไป โดยสงฆ์ไม่ต้องมีกิจมายุ่ง
การที่พระสงฆ์ถือครองกรรมสิทธิ์ใดๆ ในวัด จึงผิดกฎหมายเรื่อง “ฉ้อโกงหรือการยักยอกของหลวง” ได้เหมือนกัน อันนี้ พระสงฆ์ทั้งหลายเหล่ นอกจากศึกษาธรรมวินัยแล้ว ควรศึกษากฎหมายของประเทศนี้ ที่ได้บัญญัติเกี่ยวกับพระสงฆ์ไว้ด้วย อนึ่ง เมื่อพระสงฆ์ผิดกฎหมายบ้านเมืองในเรื่องการยึดครองทรัพย์ของผู้อื่นแล้ว จึงผิดศีลในข้อห้ามลักทรัพย์ อันเป็นหนึ่งในปาราชิกสี่ด้วย แต่ด้วยความศรัทธากันอย่างงมงาย และไม่ยอมที่จะศึกษาธรรมะให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ พุทธศาสนิกชน จึงทำให้พุทธศาสนากลายเป็นศาสนาเอาตามความพอใจส่วนตน คือ ตนพอใจที่จะนับถือศรัทธาใคร ก็จะบอกว่าท่านนั้นไม่มีวันที่จะผิดเป็นอันขาด ทั้งๆ ที่จริงแล้ว ผิดกฎหมายบ้านเมืองอยู่ อนึ่ง การฉ้อโกงของหลวงของพระสงฆ์นั้น มีหลายรูปแบบ เช่น การมีโฉนดที่ดินของวัด เป็นชื่อของตน เมื่อหลวงเรียกเก็บภาษีที่ดิน ก็จะไม่เก็บในอัตรา “องค์กรที่ไม่หวังผลกำไร” เพราะอะไรหรือ คิดดู ก็เพราะหลวงเขารู้ว่าโฉนดที่ดินของวัดนั้น ไม่ได้ตกเป็นสมบัติของชาติเรา แต่เป็นโฉนดที่ดินที่มีชื่อพระสงฆ์รูปนั้นครอบครองอยู่ ดังนั้น เขาจึงเก็บในอัตราวัดปกติไม่ได้ เขาจึงต้องเก็บในอัตราเหมือนบริษัทที่มีเจ้าของคือพระรูปนั้นครอบครองนั่นเอง นี่หมายความว่า หลวงเขากำลังเตือนนัยๆ ว่า “ที่คุณอยู่ไม่นับเป็น วัด แต่เป็นสมบัติส่วนตัวของคุณ” ถ้าวัดนั้นเป็นวัดเก่า เป็นสมบัติของชาติมาแต่เก่าก่อน แล้วทำไปทำมา พระสงฆ์เข้ายึดเป็นของตน มีชื่อตนเป็นผู้ครองโฉนดที่ดินก็ดี มีชื่อพระสงฆ์เป็นเจ้าของสมบัติใดๆ ของวัดก็ดี อย่างนี้ ทางกฎหมายบ้านเมืองเขาฟ้องร้องเอาว่า “ยักยอกของหลวง” ได้ โดยที่พระสงฆ์รูปนั้นอาจไม่ทันรู้ตัว เพราะไม่ได้ศึกษากฎหมายบ้านเมืองมาให้ชัดแจ้ง คิดแต่ว่าคณะกรรมการวัดชอบยักยอกโกงกิน ตนไม่อยากให้เงินรั่วไหล จึงดูแลจัดการเสียเอง ดังนี้ ก็เลยเอาเงินวัดเข้าเป็นชื่อตนเองบ้าง, เอาโฉนดที่ดินวัด เข้าเป็นชื่อตนเองบ้าง นี่ นับเป็นการยักยอกของหลวงเขา เราต้องดูกฎหมายบ้านเมืองเราให้ดีๆ “วัดเป็นสมบัติของชาติ ไม่ใช่ของพระสงฆ์รูปใดรูปหนึ่ง” ต่อให้ยิ่งใหญ่ บารมีล้นฟ้า น่าศรัทธา น่านับถือสักแค่ไหน แต่ทางโลกเขาว่ากันด้วยกฎหมาย เขาว่า “ผิดกฎหมายฐานยักยอกของหลวง” และยังผลให้ผิดศีลปาราชิก เพราะเข้าข่ายลักขโมยทรัพย์สินของผู้อื่นนั่นเอง
กรณีของวัดธรรมกาย ปทุมธานีนั้น ทางหลวงเขาว่ากันตามกฎหมาย ถ้าฟ้องร้องถึงศาล เขาก็ว่ากันตามกฎหมาย ถ้าวัดธรรมกาย ไปขึ้นทะเบียนเป็น “วัด” ก็หมายความว่าผู้สร้างวัดได้ยกวัดนั้นเป็น “สมบัติของชาติ” แล้วโดยสมบูรณ์ เมื่อพระไปยึดครองสิ่งใดๆ ในวัดอีก ก็นับว่า “ขโมยสมบัติของชาติ” ทันที ไม่ว่าจะเป็นที่ดินวัด, เงินที่โยมบริจาคเข้าวัด (ถ้าโยมให้เงินพระ พระรับเป็นของตนได้ แต่ส่วนไหนที่ให้วัด พระเอาเป็นของตนไม่ได้) ทั้งหมดนี้ ก็เข้าข่ายยักยอกของหลวงทั้งหมด แต่หลวงเขาไม่เอาเรื่อง เพราะคนทำผิดมาก และคนไม่เข้าใจมีมาก ศรัทธากันล้นหลามมาก นั่นเอง พระสงฆ์รูปอื่นใด รู้อย่างนี้แล้ว อยู่ในวัด อย่าไปเอาอะไรของวัดเขาละ ทุกอย่างเลย แม้แต่ทรายเม็ดเดียวชาวบ้านเขายังกลัวบาป ต้องขนทรายเข้าวัดมาคืนให้นั่น เพราะมันไม่ใช่ของเราจริงๆ เราเป็นพระ ถ้าไปอยู่ในที่ๆ เป็นสมบัติของชาติ (วัด) เราเอาอะไรไปไม่ได้เลย ยกเว้นว่า ที่นั่นไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นวัด เป็น “สถานธรรมส่วนบุคคล” ที่เปิดให้สาธารณชนหรือพระอาศัยได้ อย่างนี้ คนที่ทำ คนที่จดเป็นสถานธรรมส่วนบุคคล ก็มีกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายเต็มที่ แต่คนที่อาศัย ไม่มีกรรมสิทธิ์ ถ้าเจ้าของไม่ว่า ก็ไม่ผิด เช่น พระไปอยู่สถานธรรมที่เจ้าของเขาอนุญาตให้อยู่ได้ ไม่ผิด ถ้าพระจะถือครองที่ดินก็ดี, เงินบริจาคก็ดี ก็อย่าจดทะเบียนเป็นวัด หรือไม่ก็อย่าไปอยู่ในวัดที่เป็นสมบัติของชาติ ให้ตั้งเองใหม่เป็นสถานธรรม เป็นสำนักสงฆ์ไป อย่าขึ้นทะเบียนเป็นวัด เพราะเสี่ยงปาราชิกมาก (นี่คือ เฉลยโกอาน)
ธรรมปฏิเวธ เรื่อง พระยึดกุฏิเป็นของตน อาจต้องอาบัติปาราชิก
พระสงฆ์บางรูปไม่เข้าใจกฎหมาย ไม่รู้ว่ากุฏิที่ตนอยู่อาศัยนั้นใครเป็นเจ้าของ แต่พออยู่ไปนานเข้าก็เริ่มรู้สึกยึดมั่นถือมั่น บางครั้ง เมื่อไม่พอใจเณร เณรขออยู่ในวัด ตนกลับไม่ยอมให้อยู่ ไล่เณรบ้าง, ปิดกุฏิบ้าง ฯลฯ หรือพยายามให้ผู้อื่นออกไปเสียจากกุฏิหรือวัดที่ตนอยู่ นั่นนับเข้าข่ายยักยอกของหลวงได้เหมือนกัน เนื่องจากรัฐธรรมนูญไทยนี้ บัญญัติไว้นานแล้วว่าวัดเป็นสมบัติของชาติ ไม่ใช่ของพระสงฆ์รูปหนึ่งรูปใด หมายความว่าไม่ว่าพระรูปนั้นจะยิ่งใหญ่แค่ไหน แต่ไม่มีสิทธิ์ยึดครองวัด และประชาชนไทยภายใต้กฎหมายนี้ ได้รับการรับรองและคุ้มครองว่าสามารถบวชตามประเพณีเพื่ออยู่อาศัยในวัดได้ โดยจะไม่มีพระสงฆ์รูปใดมีอำนาจเหนือกว่ามาถือตนว่าเป็นใหญ่ เป็นเจ้าอาวาสเพื่อจะขับไล่ให้สงฆ์รูปอื่นออกไปได้ แม้สงฆ์ทำผิดใด ก็ว่าไปตามความผิดนั้น แต่การที่พระรูปหนึ่งรูปใดจะถืออภิสิทธิ์ในวัดเหนือรูปอื่น ว่าตนเป็นเจ้าอาวาส เป็นเจ้าของวัด จะให้ใครอยู่ หรือไปก็ได้นั้น นับว่าเข้าข่ายยักยอกของหลวง เป็นอาบัติปาราชิกได้ ซึ่งพระสงฆ์ที่ทำแบบนี้มีอยู่ไม่น้อยทีเดียว เพราะด้วยหลงว่าตนเหนือกว่า ใหญ่กว่าผู้อื่น มีอำนาจจัดการของในวัดได้ เลยให้ใครก็ได้ ไม่ให้ใครก็ได้ พอไม่ให้เขา เขาร้องขอ ท้วงติงเข้า ก็ไม่ยอมให้ นี่นับว่าได้ทำปาราชิกครบองค์แล้ว (ถ้าร้องขอแล้วให้ เพราะไม่เจตนา ไม่นับเป็นปาราชิก)
อนึ่ง ในการนับว่าปาราชิกหรือไม่ ข้อหายักยอกหรือขโมยนี้ ก็ต้องดูว่าผู้นำทรัพย์ผู้อื่นไป เมื่อถูกเจ้าของทวงแล้ว เขายอมให้คืนไหม ถ้าไม่ยอมให้คืน ก็นับว่าปาราชิกได้บริบูรณ์ แต่ถ้ายอมให้คืนเพราะความเข้าใจผิดในกฎหมายบ้านเมือง อันนี้ นับว่า “ถือวิสาสะ” ยังไม่นับเข้าเป็น “ปาราชิก” ถ้าสามเณร ถูกพระแกล้ง ไม่ให้อยู่ในกุฏิได้ แล้วสามเณรทวงติง พระไม่ยอมให้สามเณรอยู่ เช่น ถือเอากุญแจไว้เป็นของตน ตนปิดแล้ว สามเณรร้องขอ ตนไม่ให้ อันนี้ นับว่าเข้าข่ายปาราชิก เพราะกุฏินั้น ไม่ใช่ของตน เป็นสมบัติของชาติ ตนไปยึดเอากุญแจกุฏิไว้เป็นของตน สามเณรขอแล้วไม่ยอมให้ นั่นจึงปาราชิกครบองค์
อนึ่ง การผิดศีลในธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า มีกรรมไม่เท่ากัน ถ้าผิดน้อย กรรมหมดได้ด้วยการ “ปลงอาบัติ” คือ ปลงให้ตก ตกแล้วตกไป สูญไป ถ้าทำผิดใหม่ ก็ไปปลงใหม่ ให้ตก ตกแล้วตกไป ไม่มีอีก ก็ไปเริ่มใหม่ได้ การปลงให้ตก คือ รู้ตนว่าผิดจากธรรมวินัย ยังไม่ใช่พระอรหันต์ จึงไม่หลงตัวเอง ระลึกรู้อยู่ว่าผิดคือผิด ไม่บิดเบือนไปอื่น อันนี้ คือ ปลงอาบัติตกแล้วไม่มีอีก แต่ถ้าปลงแล้วไม่ระลึกรู้ตัวว่าผิด ก็ปลงไม่ตก เมื่อไม่ตก กรรมไม่หมดไปได้ อนึ่ง การผิดศีลระดับน้อยนี้ มีกรรมมากพอขวางนิพพานได้ ถ้าไม่ยอมรับผิด จิตไม่ตรงธรรมวินัย เพราะจิตมารจะค่อยๆ แทรก ชวนให้คิด มิจฉาทิฐิ บิดเบือนไปการผิดศีลระดับกลาง มีกรรมพอขวางนิพพานได้มากขึ้นไปอีก เกิดเมื่อย่อหย่อนเกินไป ดังนั้น การเข้ากรรม คือ ปฏิบัติเคร่งครัดขึ้น เข้มมากขึ้นก็ดี หรือเข้าปริวาสกรรมร่วมกันก็ดี ก็จะช่วยให้หายได้ หากปล่อยไว้นานๆ ดินพอกหางหมู จะดึงลงต่ำ แก้ไม่ไหว และทำจิตหม่นหมองจนยากที่จะฟื้นคืนดังเดิมได้ ดังนั้น ไม่ควรปล่อยไว้นานให้ดินพอกหางหมู
การผิดศีลระดับสูง จะมีกรรมมาก ไม่อาจนิพพานได้เลย แม้จะพยายามปฏิบัติอย่างเข้มต่อไปอย่างไรก็ตาม เช่น การเสพกาม, การลักขโมย, การฆ่าคน ฯลฯ กรรมเหล่านี้เป็นกรรมหนัก ใช้ชาติเดียวไม่หมด การปฏิบัติเข้ม เข้ากรรม รับกรรมชดใช้ให้หมดนั้น จึงไม่หมดได้ในชาตินั้นๆ ดังนั้น จึงไม่อาจได้นิพพาน ท่านจึงบัญญัติให้สึกเสีย เพราะป่วยการที่จะครองผ้าเหลือง อันนี้ ไม่ใช่เพราะเกลียดกัน พระพุทธเจ้าไม่เคยเกลียดใคร ท่านทำด้วยเหตุผลตรงนิพพานทั้งสิ้น พระที่มีกรรมมาก ไม่อาจนิพพานได้แล้ว ก็มีเหตุผลว่าน่า จะทำหน้าที่ฆราวาส ทำงานทำการ ให้ทางโลกเขามากกว่า ท่านไม่อยากให้มีกรรมมาก พอกพูน มารอาศัยช่องเล่นงาน จนคนผู้นั้นต้องตกต่ำลงอบายภูมิ ได้รับทุกขเวทนามากเกินไป ด้วยเมตตานั้นเอง ท่านจึงหาทางออกให้ภิกษุ คือ “สึกเสีย” นี่ไม่ใช่ว่าเกลียดกันหรือแกล้งกันเลย พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้แล้ว หมดกิเลสแล้ว ใครเขาจะทำเลวขนาดไหน ท่านก็เห็นว่าเป็นธรรมดา ที่ให้สึกนั้น ก็ด้วยเหตุผลเต็มไปด้วยความเมตตาดังกล่าว
ธรรมปฏิเวธ เรื่อง การอยู่ร่วมกันของพุทธดั้งเดิมและพุทธสังกัดนิกาย
การเกิดขึ้นของนิกายต่างๆ ทั้งเถรวาทและมหายาน เป็นเรื่องธรรมชาติของความไม่เที่ยงที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตามยุคตามสมัย ผู้เขียนมิได้มีเจตนาจะทำลายล้างล้มระบบ หรืออย่างไรเลย ผู้เขียนชี้แจ้งให้ผู้ศึกษาพุทธศาสนาแท้จริงได้ศึกษาตามจริงเท่านั้น คือ ให้ทราบแค่นั้นว่าอะไรที่เป็นพุทธศาสนาแบบดั้งเดิมแท้ และอะไรที่เป็นสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นภายหลัง อาจด้วยเวรกรรมแต่หนหลังที่ผู้เขียนเคยได้ทำไว้ คือ ผู้เขียนได้กระทำสิ่งผิดมาก่อนท่านทั้งหลาย และได้รับกรรมเสวยกรรมในนรก และได้รู้ความผิดนั้นชัดเจนแล้ว จึงได้มีโอกาสมาเกิดเพื่อเตือนท่านทั้งหลาย ถึงเรื่อง “ลัทธิและนิกาย” ว่าไม่ใช่แบบเดิม ทำแล้วมีกรรมมาก เป็นอนันตริยกรรม ตกนรก เหมือนพระเทวทัตฉะนั้น ถ้าไม่มีบุญบารมีรองรับบ้าง ก็ยังไม่มีโอกาสได้เกิดมาเร็วอย่างนี้อีกเป็นแน่แท้ จึงต้องมาเขียนเตือนไว้ ในพุทธศาสนาดั้งเดิมแท้ไม่มีลัทธิ, ไม่มีนิกาย การมีลัทธิและนิกายเป็นเรื่องที่ริเริ่มขึ้นโดยพระเทวทัต ทำให้หมู่สงฆ์ดั้งเดิมที่อยู่ร่วมกันเป็นหนึ่งแตกแยกออกเป็นสองเป็นสังฆเภท เป็นอนันตริยกรรม ในยุคสมัยของพระเทวทัต เขาทำไม่สำเร็จ แต่ยุคสมัยหลังๆ ก็มีผู้ทำตามพระเทวทัตกันมาก และยังทำได้สำเร็จ จึงก่อเกิดนิกายมากมาย แต่ผู้สร้างลัทธิและนิกายหลังๆ นั้น ก็ทำไปเพื่อโปรดสัตว์ตามยุคตามสมัย ตามความคิดเห็นของตน ทำให้มวลสัตว์มากมายได้อาศัยใต้ร่มพระศาสนา จึงเป็นอนันตริยบุญไปด้วย ข้อพิจารณาตรงนี้ ทำให้เราเห็นว่าการทำสงฆ์แตกแยก (สังฆเภท) นั้น พระพุทธเจ้ามิได้บัญญัติไว้ ให้ต้องปาราชิก แต่อย่างใด นั่นคือ แสดงว่าท่านยังพอยืดหยุ่นอยู่ ให้โอกาสผู้ที่ทำสังฆเภทอยู่ พุทธศาสนาแบบมีลัทธิและนิกายนั้น เราไม่จำเป็นต้องไปทำลายล้างก็ได้ ในเมื่อเป็นสิ่งที่มีมาก่อนเราเกิดแล้ว คนสร้างลัทธิและนิกายก็รับผลกรรมไปแล้ว เพียงแต่เราเข้าใจให้ชัดเจนว่าการมีลัทธิและนิกาย ไม่ใช่พุทธศาสนาดั้งเดิมแท้ก็เท่านั้น หลายท่านที่ปฏิบัติแบบไม่มีลัทธิ ไม่มีนิกาย ก็ปรับตัวอยู่ในวัดบ้าง ที่ต่างๆ บ้าง ได้อยู่ในปัจจุบัน เหมือนกับการที่พระพุทธเจ้าเดินเข้าไปโปรดเหล่าพราหมณ์ที่อยู่ศาสนาอื่นฉะนั้น คือ มีสติรู้ชัดว่าลัทธิและนิกายนี้ล้วนไม่ใช่แนวทางดั้งเดิมแท้ แต่ไม่ได้ห้ามว่าจะพบเจอกันเหมือนกับคนปกติไม่ได้ ก็หาไม่ เพียงแต่ต้องรู้ให้ชัด แล้วค่อยปรับตัวเข้ากับความเป็นจริงในปัจจุบันก็เท่านั้นเอง เราทุกท่านสามารถปฏิบัติให้ถึงพุทธศาสนาแท้ไม่มีลัทธิ ไม่มีนิกายได้ โดยไม่กระทบกระเทือนความเป็นอยู่ของมวลมนุษย์ในยุคสมัยปัจจุบันเลย เพราะการอยู่ในพระธรรมวินัยนั้น เป็นกรอบป้องกันไม่ให้ผู้อยู่ในธรรมวินัย กระทำกรรมกระทบกระเทือนทางโลกอยู่แล้ว ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลยว่าผู้อยู่ในธรรมวินัยดั้งเดิมแท้แบบไม่มีลัทธิและนิกายนั้น จะมีปัญหาต่ออะไร, ใคร หรือใดๆ แต่อย่างใด และเราทุกท่านก็สามารถเข้าถึงพุทธศาสนาแท้นี้ได้ ไม่ได้ยากเกินไป และไม่ได้โหดร้ายเกินไป เพราะเราไม่เคยเคร่ง แต่เราก็ไม่ได้ประมาทหย่อนยานเลินเล่อ คนมักคิดว่าพระพุทธศาสนาดั้งเดิมแท้นั้น เคร่งครัดและเป็นไปไม่ได้จริง ปฏิบัติในยุคสมัยนี้ไม่ได้ นี่เป็น “มิจฉาทิฐิ” ทีเดียว ไม่ใช่เลย เพราะดังที่ยกตัวอย่างแล้วว่า พระสงฆ์ที่หิวข้าวต้องฉันเย็น ฉันเย็นแล้ว เช้าก็ไปทำการปลงอาบัติให้ตก ให้รู้ตัวว่าผิดจากธรรมวินัยเสีย ก็เท่านั้น ปลงแล้วจบกัน ไม่มีอีก คือ ดับไปเลย ไม่มีกรรมเหลือแล้ว เท่านั้นเอง ผู้เขียนก็ทราบว่าศีล ๒๒๗ ข้อนี้มักมีผู้วิจารณ์หรือคิดสงสัยเนืองๆ ว่าทำไมต้องตรา ของมันไม่ได้ทำร้ายใครเลยเช่น ห้ามพรากภูติคาม คือ แม้แต่หญ้าดึงออกมาก็นับว่าผิดศีลแล้ว จริงๆ นี่มันไม่ได้ทำร้ายใครมากนักหรอก แต่เป็นเรื่องปกติที่พระอรหันตสาวกเขาไม่ทำกัน เพราะเขาไม่มีกิจอะไรแล้วที่จะไปทำ หมดกิจที่จะหักร้างถางพง หรือดายหญ้าด้วยซ้ำ เหมือนกับคนขี้เกียจมากๆ อยู่ในวัดนั่นแหละ เขาไม่ผิดนะ แต่เขาหมดกิจแล้ว และพระอรหันตสาวกนั้นเขาทำได้อย่างนี้กันทั้งนั้นเป็นปกติ จึงเรียกว่า “ศีลแปลว่าปกติ” มีไว้เพื่อให้มีสติ (คือ ศีลานุสติ) รู้ตัวว่าตนเองต่างไปจากปกติของพระอรหันตสาวก ก็จะได้ทราบว่า เรายังไม่อรหันต์นะ ยังต้องปฏิบัติต่อไป ปลงอาบัติ เพื่อกันมารมาดลจิตใจเราให้บิดเบือนธรรมวินัย มันก็แค่เท่านั้น เพราะไม่ใช่ความผิดทางโลก เรื่องผิดศีลนี้เป็นความผิดทางธรรม มองทางโลกแล้วบางข้อถือว่าไม่ผิดด้วยซ้ำ เอาเข้าจริงแล้ว ศีลนี้มีผลทางการลงโทษจริงๆ เพียงแค่ ๔ ข้อเท่านั้นเอง คือ ปาราชิกสี่ น้อยกว่าศีลห้าของปุถุชนเขาอีก คือ พระกินเหล้า ผิด ก็ไม่ถึงกับต้องสึก
ธรรมปฏิเวธ เรื่อง การอยู่ร่วมกันของพระผู้ห่มเหลืองและฆราวาสผู้ห่มขาว
ปัจจุบันพบปัญหาในหมู่ชาวพุทธขึ้นมาว่าเมื่อคณะกรรมการวัด มาจัดการดูแลวัดแล้ว ไม่เข้าใจในพระสงฆ์ หรือขัดแย้งกับพระสงฆ์อยู่มาก เช่น การบริหารจัดการเงิน, การจัดสรรเงินให้แก่พรรคพวกตนเองมากเพื่อเป็นค่าจ้างทำงานวัดนั้นๆ ฯลฯ อนึ่ง มีวิธีอยู่ร่วมกันได้หลายวิธีให้เลือก บทความนี้มิได้มีการสั่งการหรือบังคับให้ท่านเลือกแบบใด เพียงแต่จะ แจ้งให้ทราบเผื่อท่านเลือกอย่างใดก็แล้วแต่ท่าน ลองพิจารณาดูกรณีที่อาจเกิดขึ้นดังนี้
๑) อยู่ร่วมกันว่ากันไปว่ากันมา (ต่างคนต่างว่ากัน ไม่มีใครยอมใคร)
๒) อยู่ร่วมกันแต่ว่ากันไม่ได้ (คิดจะว่า แต่ว่าอะไรกันไม่ได้ เลยต้องเงียบ)
๓) อยู่ร่วมกันแต่ก็ต้องยอมกันไป (ไม่คิดจะว่า ปล่อยไปทั้งที่รู้ว่าเขาทำผิด)
๔) อยู่ร่วมกันและเข้ากันได้อย่างดี (บางทีก็ทำดีร่วมกัน บางกลุ่มก็ทำชั่วร่วมกัน)
๕) แยกทางกันอยู่ สงบสึกเสีย (ว่ากันไม่ได้ ไม่ยอมกัน เลยแยกกัน เพื่อสงบสึก)
วัดเป็นสมบัติของชาติ แต่ชาติไม่ดูแลคณะกรรมการวัด
วัดเป็นสมบัติของชาติ แต่ไม่มีหน่วยงานภาครัฐบาลที่จะเข้ามาดูแลการดำเนินงานของคณะกรรมการวัด ทำให้เสี่ยงต่อการทุจริตคอรัปชั่นทั้งทางตรงและทางอ้อม หากกรมการศาสนา มีหน่วยงานเข้ามาตรวจสอบบัญชี หรือจัดทำบัญชีให้แก่วัดทุกๆ วัด ก็อาจลดการโกงกินในวัดได้มาก ทว่า หน่วยงานภาครัฐบาลไม่มีกำลังคน (ในขณะที่บัณฑิตตกงานปีละจำนวนมากมายกลับไม่มีใครจ้างให้ได้งานทำ บัณฑิตอีกส่วนหนึ่งกลายเป็นสมองไหลออกนอกประเทศไป) เมื่อปล่อยเสรีแบบนี้ ปัญหาก็เกิดขึ้นเมื่อเงินไหลเข้าวัดมากขึ้น ในที่สุด พระสงฆ์ที่อาศัยอยู่ในวัดนั้นๆ จึงต้องเข้ามาดูแลจัดการเอง เพื่อไม่ให้เกิดมีรั่วไหลของเงินวัด และกลายเป็นพระสงฆ์ยึดครองสินทรัพย์ของวัดแทนที่คณะกรรมการวัดไปการแก้ไขปัญหาของพระสงฆ์ในบางวัด ทำให้พระสงฆ์ในวัดกลายเป็นผู้ต้องหา ข้อหา “ยักยอกของหลวง” (ของวัดทุกอย่าง นับเป็นสมบัติของชาติ ตามกฎหมายไทย ไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของพระสงฆ์รูปใด) เมื่อตกอยู่ในข้อหานี้ ก็เท่ากับผิดศีลปาราชิกได้ไม่ยาก โดยที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือรู้เต็มอกอยู่ก็ดี ปัญหาจึงคาราคาซัง ไม่สามารถแก้ได้ถึงวันนี้
สำนักปฏิบัติธรรมอันเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคล ที่เปิดให้พระอาศัยอยู่ได้
ปัจจุบันพบว่าฆราวาสส่วนหนึ่งได้ออกเงินส่วนตนทำ “สถานธรรมหรือสำนักปฏิบัติธรรม” ขึ้น แล้วสร้างกุฏิไว้รองรับพระสงฆ์ก็ดี, ฆราวาสผู้ปฏิบัติธรรมก็ดี ฯลฯ แล้วเขาก็ดูแลจัดเรื่องการกิน, การอยู่ เรียบร้อย โดยไม่เคยเอาเงินของใครมา คือ ใช้สมบัติส่วนตัวของตน มาสร้างสถานธรรมขึ้น หรือร่วมมือกับพรรคพวกสร้างสถานธรรมขึ้น แต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน เป็นวัด จึงไม่ได้อยู่ในกฎหมายในเกี่ยวกับวัด ทรัพย์สินทั้งหมดมีเจ้าของชัดเจน ก็คือเจ้า ของเดิมนั่นเอง ไม่ต้องสงสัยว่าจะมีใครมาดูแล, บริหาร, จัดการ ฯลฯ อย่างไร ดังนั้น จึงไม่มีปัญหาเรื่องคณะกรรมการวัด การยักยอกเงินวัดเพราะเป็นของตนเองล้วนๆ ถ้าจะโกง ก็เป็นการโกงตัวเอง (มันไม่มีหรอก) ลักษณะนี้ เริ่มปรากฏมากขึ้นในประเทศไทย เช่นใน สระบุรี, อุบลราชธานี, อยุธยา, เชียงราย, สุโขทัย ฯลฯ พระสงฆ์สามารถไปพักอาศัยได้ เหมือนอยู่ในวัด แต่ไม่ต้องไปวุ่นวายในเรื่องการบริหารจัดการ เพราะไม่ใช่สมบัติของตน ไม่ใช่สมบัติของชาติ เจ้าของเขาดูแลของเขาเองเรียบร้อย ไม่มีคนอื่นมาวุ่นวาย เขาเปิดให้พระสงฆ์เข้าพักได้ ก็ได้ตามนั้น ไม่มีปัญหาเรื่องทรัพย์สมบัติ แบบนี้ พระสงฆ์ก็ไม่ต้องทำกิจเกินเลยหน้าที่ของพระสงฆ์เพราะฆราวาสผู้นั้นเข้าใจในการบริหารจัดการเป็นอย่างดี พระสงฆ์ก็ทำกิจสงฆ์ไป ส่วนฆราวาสก็ทำกิจภาคฆราวาส พระสงฆ์ก็อยู่ได้ แต่ยึดมั่นไม่ได้ ซึ่งก็ไม่แปลกสำหรับพระเพราะพระเป็นผู้ไม่มีสมบัติทางโลกอยู่แล้ว อาจอยู่ที่หนึ่งได้บางช่วงระยะหนึ่ง แล้วจรจาริกต่อไปสู่ที่อื่นๆ ก็ได้ แบบนี้พระสงฆ์ก็ไม่ต้องยึดวัด แย่งวัด ชิงวัด ฯลฯ การที่วัดเป็นสมบัติของชาตินั้น มีข้อเสียอยู่ว่า “แล้วใครจะบริหารจัดการ” เมื่อตอบง่ายๆ ว่า ก็ชาวบ้านไง ก็เกิดศึกชาวบ้านแย่งเป็นกรรมการวัดกันก็มีมาแล้ว อนึ่ง วัดนั้นมีได้ ไม่ผิด ไม่ได้ต่อต้านว่าต้องทำลาย แต่ขอให้รัฐบาลดูแลการจัดการด้วย