รวมบทความธรรมปฏิเวธ ชุด เรื่องของพุทธมีนิกายและพุทธแบบไม่มีนิกาย

รวมบทความธรรมปฏิเวธ ชุด เรื่องของพุทธมีนิกายและพุทธแบบไม่มีนิกาย

ธรรมปฏิเวธ เรื่อง การเกิดขึ้นของนิกายจากสมมุติเป็นเครื่องห่อหุ้ม

แรกเริ่มเดิมทีธรรมะนั้นไม่มีลัทธิและนิกายใดๆ ดังที่ได้กล่าวเสมอว่าลัทธิและนิกายนั้นเป็นความคิดสร้างสรรค์ของพระเทวทัต แต่พระพุทธเจ้าไม่ได้ยอมรับในความคิดนี้ เช่น พระเทวทัตขอให้ตราศีลห้ามพระสงฆ์ฉันเนื้อสัตว์ พระพุทธองค์ถามว่า “เธอทำได้ไหม” พระเทวทัตก็ตอบว่าไม่ได้ ดังนั้น พระพุทธองค์ก็ทรงปฏิเสธที่จะตราศีลข้อนี้ ต่อมาพระเทวทัตไม่ล้มเลิกความดันทุรัง ก็พยายามหาพรรคพวกมากมาย พระพุทธองค์ทรงไม่ข้องแวะเกี่ยวกับการกระทำของพระเทวทัต ก็เลี่ยงไปโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จนในที่สุด สงฆ์แตกแยกกันแทบอยู่ไม่ได้ พระอานนท์ก็มาทูลขอร้องให้ทรงช่วยเหลือ นี่จึงกล่าวว่าแรกเริ่มเดิมที ธรรมะไม่มีลัทธิและนิกาย ลัทธิและนิกายเป็นสิ่งที่พระสงฆ์ดีไม่กล้าทำกัน เพราะเป็น “สังฆเภท” เป็นการกระทำดุจเดียวกันกับพระเทวทัต ต้องกรรมถึงนรก ทว่า ลัทธิและนิกายก็เกิดขึ้นใหม่อยู่เรื่อยๆ เสมอๆ พร้อมเหตุผลว่าของเก่าไม่ปรับตามยุคสมัย เลยต้องสร้างของใหม่ ปรับของเก่าให้พอใจตามยุคตามสมัยไป อันที่จริง ของเก่าก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลย อย่างศีลนั้นก็ผิดกันได้ ผิดก็ปลงอาบัติเท่านั้น ที่สำคัญก็มีเพียง ๔ ข้อ คือ “ปาราชิก ๔” ซึ่งสมเหตุสมผลอยู่แล้วที่จะต้องสึก เช่น การเสพกามกับผู้อื่น ก็ควรต้องสึกเพื่อรับผิดชอบและทำหน้าที่ทางโลกเสีย ไม่เช่นนั้น จะเป็นแหล่งซ่องสุมให้คนมามั่วกามกันโดยไม่มีครอบครัว ไม่ต้องรับผิดชอบกันและกัน เป็นต้น

ลัทธิและนิกายจึงเป็น “กาฝากของพระพุทธศาสนา” ทว่า เรานั้นก็ยังได้อาศัยลัทธิและนิกายเหล่านี้ในการช่วยเหลือทางโลกได้มาก แม้แต่การบวช เราก็ไม่เคยเจอพระสาวกแท้ของพระพุทธเจ้ามาบวชให้เรา ท่านอาจมีเหลืออยู่น้อย ไม่มากพอจะบวชตามวินัยก็ได้ เราก็ยังได้อาศัยการบวชผ่านลัทธิและนิกายต่างๆ ทั้งฝ่ายมหายานและเถรวาท นี่ก็เป็นสิ่งที่ช่วยโปรดสัตว์ แก้ไขปัญหาบางประการที่พุทธศาสนาแบบไม่มีลัทธิและนิกาย ไม่อาจแก้ได้ ปัจจุบันเรายอมรับการมีลัทธิและนิกายทั้งหมดแล้ว แม้แต่รัฐธรรมนูญก็ให้การยอมรับการมีลัทธิและนิกายเหล่านี้ ทว่า เราควรเข้าใจด้วยว่าแรกเริ่มเดิมทีนั้น พุทธศาสนาแท้ ไม่มีลัทธิและนิกาย เพื่อจะได้ไม่ยึดมั่นถือมั่นในปัจจุบันมากเกินไปจนไม่เข้า ถึงพุทธศาสนาดั้งเดิมแท้ ดังนั้น บทความนี้ จึงไม่มีความคิดที่จะทำลายล้างลัทธิ หรือนิกายแต่ประการใด เพราะผู้เขียนเองก็ได้รับผลประโยชน์หลายประการจากการมีลัทธิและนิกายทั้งหลายนั้น ที่เขียนนี้เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนในพุทธศาสนาเท่านั้น

การเกิดขึ้นของนิกายต่างๆ

๑)    นิกายเซน เกิดจากการถ่ายทอดธรรมแบบเซนปรับเพิ่มรูปแบบต่างๆให้เหมือนกัน

๒)    นิกายเถรวาท เกิดจากความคิดที่จะรักษาอภิธรรมให้จดจำต่อทอดสืบไปรุ่นต่อรุ่น

๓)    นิกายมหายาน เกิดจากการรวมตัวของพระสงฆ์หมู่มาก ตกลงผ่อนปรนศีลกันเอง

๔)   นิกายตันตระ มีต้นมาจากมรรควิธีในการบำเพ็ญทางจิตที่เรียกว่า “โยคะตันตระ”

๕)   นิกายวัชรยาน มีต้นมาจากการบำเพ็ญโพธิสัตว์ญาณขั้นสูงที่เรียกว่า “วัชรยาน”    

ลัทธิหรือนิกายต่างๆ เหล่านี้ แรกเริ่มเดิมทีเป็นเพียงมรรควิธีหรือลักษณะในการปฏิบัติทางจิตอย่างหนึ่งเท่านั้น ต่อมาเกิดความศรัทธาของคนหมู่มาก รวมตัวกันมากเข้า แต่ความเข้าใจลดต่ำลง จึงสร้างรูปแบบเฉพาะของตนเสริมเพิ่มเติมเข้าไปจาก “ธรรมวินัย” ที่มีมาแต่เดิม จนก่อเกิดเป็นลัทธิหรือนิกายขึ้น ส่วนใหญ่เกิดในรุ่นศิษย์ลูกศิษย์หลาน ในยุคที่ครูบาอาจารย์มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งนั้น มักไม่มีการสร้างลัทธิและนิกายใดๆ แต่พอเวลาผ่านไป ความศรัทธาเกิดมากเกินกว่าปัญญา จนนำไปสู่ความเป็นลัทธิและนิกายดังกล่าว ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า ลัทธิและนิกายเกิดจากความไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้งในธรรมของครูบาอาจารย์ต้นสายอย่างแท้จริง เรื่องการปรับตัวตามยุคสมัยนั้น เป็นเพียงการอ้างเหตุผล อันเกิดขึ้นเพราะความไม่เข้าใจมากกว่า เช่น ไปผ่อนปรนศีลว่ารับเงินทองได้ ซึ่งธรรมวินัยเดิมก็รับได้อยู่แล้ว แต่ผิดศีล แล้วไปปลงอาบัติเสียก็จบ ไม่จำเป็นต้องไปปรับ แก้หรือผ่อนปรนศีลในธรรมวินัยเดิมแต่อย่างใดเลย นี่เพราะไม่เข้าใจในธรรมวินัย

ธรรมปฏิเวธ เรื่อง ลัทธินิกาย มีไว้ทำไม?

พุทธศาสนาแบบดั้งเดิมแท้ย่อมไม่มีลัทธิและนิกายใดๆ อนึ่ง ลัทธิและนิกายต่างๆ ที่เกิดมาในภายหลังนั้น เกิดตามแนวคิดเดียวกับพระเทวทัต คือ การกำหนดรูปแบบหรือวินัยเพิ่มหรือลดใหม่ขึ้น ที่พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงบัญญัติไว้ อนึ่ง เราอยู่อาศัยในศาสนาที่มีพระพุทธเจ้าสร้างขึ้น เหมือนขออาศัยบ้านคนอื่นอยู่ จู่ๆ เราจะไปเปลี่ยนแปลงบ้านเขาเลยก็คงไม่ถูก ดังนั้น การมีลัทธินิกาย จึงกลายเป็นเหมือน “กาฝาก” สำหรับศาสนาพุทธ ทว่า ผู้เขียนไม่ได้ปฏิเสธการมีลัทธิและนิกายอย่างสิ้นเชิงทีเดียว ได้แต่แสดงจุดยืนว่าถ้าใครต้องการนิพพานแท้จริงภายในห้าพันปีนี้ ควรต้องปฏิบัติธรรมแบบไม่มีลัทธิและนิกาย พึ่งตนเองให้มาก อย่าพึ่งคนอื่นมาก ไม่มีใครช่วยเราได้จริง นอกจากตัวเราเอง เมื่อเราทำถึงที่สุดแล้ว จะมีพระรัตนตรัยมาต่อสายธรรมให้เรา มาช่วยเราเองอย่างน่าอัศจรรย์ แต่ถ้าใครยังไม่ต้องการนิพพานภายในห้าพันปีนี้ จะสังกัดอยู่ในลัทธิ, นิกายใด ก็ไม่ผิดตามกฎหมายบ้านเมืองแต่อย่างใด ขอเพียงเข้าใจถึงรากฐานเก่าแก่ของพุทธศาสนาให้ถูกต้อง ไม่ทำให้พระพุทธศาสนาที่บริสุทธิ์ถูกบิดเบือนด้วยความเข้าใจในปัจจุบันที่ต่างไปจากอดีต ขอเพียงเข้าใจว่าลัทธิและนิกายไม่ใช่ทางนิพพานอย่างแท้จริง แต่ถ้ามีเหตุให้อยู่ในลัทธิและนิกายใดๆ ก็ไม่ผิดแต่อย่างใด อยู่ได้ ขอเพียงเข้าใจแยกแยะได้ก็พอ

ข้อเสียของพุทธศาสนาแบบดั้งเดิมแท้ไม่มีลัทธิและนิกาย

๑) ต้องนั่งรอให้คนพร้อมจะได้ธรรมจริงๆ จึงไปโปรด ไปโปรดก่อนเวลาก็เป็นกรรม

๒) โปรดได้เฉพาะผู้ที่มีจิตวิญญาณเป็นมนุษย์ขึ้นไปเท่านั้น ต่ำกว่านี้รับธรรมไม่ได้

๓) โปรดได้จำนวนน้อยมาก เนื่องจากมวลสัตว์ในปัจจุบัน หายากมากที่จะพร้อมได้

ข้อดีของพุทธศาสนาแบบมีลัทธิและนิกาย

๑) ไม่ต้องรอให้สัตว์บำเพ็ญมาถึงตน เข้าไปฉุดช่วยได้เลย ไม่ต้องกลัวกรรม

๒) โปรดได้ไม่จำกัด ตั้งแต่อบายภูมิสี่ก็โปรดได้ เช่น สอนแค่เรื่องจริยธรรม

๓) โปรดสัตว์ได้จำนวนมาก เนื่องจากมวลสัตว์ในปัจจุบัน ยังไม่พร้อมนิพพาน

๔) แยกออกจากพุทธศาสนาเดิมแท้อย่างชัดเจน เวรกรรมไม่ผูกมัดพัวพันกัน

๕) ปรับเข้าตามยุคสมัยได้ ทำให้สังคมต่างๆ ยอมรับพระพุทธศาสนาได้ยาวนาน

๖) ขยายวงกว้างสู่คนได้มากขึ้น เนื่องจากมีการผ่อนปรนและยืดหยุ่นได้มากขึ้น

๗) มีรูปแบบที่แตกต่างกันให้เลือก ตามความเหมาะสมของแต่ละคนที่ต่างกันไป

อนึ่ง การมีทั้งพุทธศาสนาแบบดั้งเดิมแท้ไม่มีนิกาย และแบบที่มีนิกายร่วมกันนั้นเป็นสิ่งที่ดี เพราะมีทางเลือกให้แก่คนทั้งหลาย ให้เขาได้เลือกทางของเขาเอง แต่จำเป็นที่จะ ต้องเข้าใจกันด้วยว่าพุทธศาสนาดั้งเดิมแท้ที่ถูกต้องเป็นอย่างไร แบบที่ปรับเข้าตามยุคสมัย คือ ลัทธิและนิกายนั้นเป็นอย่างไร เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ ไม่เกิดความบาดหมางกัน สองอย่างนี้ไม่ควรกลืนกัน ต่างแบบต่างปฏิบัติไป อนึ่ง ผู้เขียนไม่ได้ยุยงให้เกิดความแตกแยก การยุยงให้เกิดความแตกแยกคือ การทำให้หมู่สงฆ์ที่ปฏิบัติดีถูกต้องตรงทางอยู่ แตกออกไปผิดทาง ถ้าสงฆ์ปฏิบัติผิดอยู่แล้วเราดึงเขาออกจากการปฏิบัติผิดได้บางส่วน ย่อมทำให้เขาแยกออกจากกันนั้น อันนี้ไม่เรียกทำสงฆ์แตกแยก เรียกว่า “ฉุดสงฆ์ที่ผิดทางให้กลับมาถูกทางได้บ้างบางส่วน” ต่างหาก และไม่เคยมีการยุยงให้พระสงฆ์เกลียดกัน, ทะเลาะกัน ฯลฯ ก็หาไม่ อันนี้ต้องเข้าใจด้วย จะได้ไม่มีการใส่ความกันในภายหลัง คำว่าสังฆเภท คือ ทำสงฆ์แตกแยกนั้น “สงฆ์” ในที่นี้ หมายถึงผู้ที่ปฏิบัติถูกต้องตรงทางดีอยู่แล้ว ไปทำให้เขาแตกออกมา แยกออกมาจากทางที่ถูกนั้น ถ้าเขาผิดอยู่ แล้วเราไปเตือนเขา ดึงเขาออกมา อันนี้ ไม่เรียกว่า “สังฆเภท” เรียกว่าช่วยฉุดกันออกมาจากความหลงเท่านั้นเอง ในบทความนี้ เขียนไม่มาก แต่แสดงจุดยืนชัดว่ายอมรับพุทธศาสนาทั้งสองแบบ ขอเพียงความเข้าใจกัน อยู่ร่วมกันได้เท่านั้นก็พอ

ธรรมปฏิเวธ เรื่อง การอยู่ร่วมกันของสายธรรมสองวิถี

สายธรรมสองวิถี ได้แก่ สายธรรมที่มีวาระนิพพานภายในยุคของพระสมณโคดมพุทธเจ้า คือ ภายในประมาณ พ.ศ. ๕,๐๐๐ และสายธรรมที่มีวาระนิพพานหลังจากนี้ คือ ในยุคอื่น อันได้แก่เหล่าผู้ปรารถนาพุทธภูมิ และพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ท่านทั้งหลาย ควรตรงทางอย่างใดอย่างหนึ่งให้แน่ชัด ไม่สับสน แต่ไม่จำเป็นต้องบีบบังคับตัวเองให้เลือกอย่างใด อย่างหนึ่ง คือ แบบไหนที่เป็นแนวทางเรา เป็นธรรมชาติของเรา ไม่ฝืนตัวเราก็ทำไป แต่แบบไหนที่ไม่ใช่แบบเราก็แค่ให้รู้และเข้าใจ จะได้เข้าใจกัน, เข้าใจผู้อื่น, หรือผู้ที่ปฏิบัติต่างจากเรา ก็จะไม่เกิดความขัดแย้งกัน เพราะเข้าใจกันชัดเจน จึงต้องศึกษาทั้งสองวิถี

๑) สำหรับผู้ปรารถนานิพพานในพุทธกาลนี้

๑)    ให้ศึกษาสายธรรมอื่นเพียงเพื่อความเข้าใจกัน อยู่ร่วมโลกกันได้ ไม่ละเมิดกัน

๒)    แล้วศึกษาสายธรรมที่ตรงนิพพาน เพียรปฏิบัติเพื่อมรรคผลให้สมปรารถนานั้น

ในที่นี้ คือ การเข้าสู่การปฏิบัติจากที่ใดก็ได้ ปล่อยไปตามธรรมชาติ ตามวิบากกรรม เราจะได้ชำระวิบากกรรมเก่าให้หมดลงด้วย แม้ว่าเราจะถูกเขาหลอกแต่ก็เป็นการชำระวิบากกรรมอย่างหนึ่ง แต่เมื่อมีปัญญา ตาสว่างรู้ว่าเขาหลอกแล้ว ก็ถอนตัวออกมา อย่าไปแค้นเขา อย่าไปก่อกรรมต่อเขา อย่าไปทำอะไรกับเขา เขาหลอกเราแล้ว เราหมดวิบากกรรมต่อเขาแล้ว เราอโหสิกรรมให้เขา แล้วเราก็จากไป พุ่งตรงไปสู่สายธรรมที่นิพพานได้จริง คือ สายธรรมที่ไม่มีลัทธิและนิกายซึ่งปกติจะไม่มีปรากฏให้เห็นไม่มีสำนัก, วัดที่แน่นอน ไม่มีกลุ่มองค์กรใดให้ติดต่อได้ ให้ท่านทั้งหลายพึ่งตนเอง เพียรพยายามด้วยตนเอง ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงให้คำรับรองว่าใครที่พึ่งตนเองแท้จริง ท่านจะรับไว้เป็นสาวก หมายถึงว่าท่านจะต่อสายธรรมให้แก่เรา ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อม เช่น ให้ท่านอื่นมาต่อสายธรรมก็ได้ แม้ท่านจะนิพพานแล้ว แต่ก็ไม่หายสูญ สามารถต่อสายธรรมได้ หรืออาจจะมีท่านอื่นมาต่อสายธรรมให้ เช่น ท่านที่ยังไม่นิพพาน เป็นเทวดาได้อรหันต์อยู่แม้ในยุคที่พระพุทธเจ้าเสด็จขึ้นบนสวรรค์โปรดเทวดา ก็ได้อรหันต์กันมาก และท่านเหล่านั้นก็อายุยืนเกินห้าพันปีมนุษย์ คือ อยู่เป็นพันปีสวรรค์นานมาก จึงยังไม่นิพพานและมาต่อสายได้

หลักฐานที่พระพุทธเจ้าทรงรับรองจะรับสาวกโดยพิจารณาจากการพึ่งตนเองจากหนังสือเรื่อง “พุทธประวัติสำหรับนักศึกษา” แปลโดยท่านพุทธทาสภิกขุ (ท่านไม่ได้แต่งเอง) ที่แต่งโดยภิกษุสีลาจาระ (J.F. Mckechnie) นักศึกษาทางพุทธที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก พิมพ์ครั้งที่ ๑๖ โดย นายอรุณ เวชสุวรรณ สำนักพิมพ์อรุณวิทยา หน้า ๒๑๘ ความว่า

ดูก่อนอานนท์, เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว ภิกษุรูปใดทำตนให้เป็นแสงสว่างแก่ตนเอง ทำตนให้เป็นที่พึ่งแก่ตนเอง ไม่ถือเอาผู้อื่นหรือสิ่งอื่น เป็นแสงสว่างหรือที่พึ่งแล้ว, ภิกษุรูปนั้นชื่อว่าเป็นสาวกอันแท้จริงของเราอยู่ตลอดเวลา และเป็นผู้เดินไปในทางถูกโดยส่วนเดียว  

นั่นหมายความว่าเมื่อท่านยอมละจากผู้แสดงตัวว่ามีธรรมได้ทุกๆ คน จนไม่เหลือครูบาอาจารย์ใดที่ท่านมองหาและศรัทธาได้แล้วนั้น ท่านเพียรพยายามด้วยตนเองเพียงคนเดียว ไม่มีครูบาอาจารย์ แต่มุ่งตรงนิพพาน หวังความหลุดพ้น ก็จะต่อสายธรรมได้ทันที เพราะเหตุใดหรือ เพราะในโลกนี้จะมีคนมากมายเกิดขึ้นมาภายหลัง และแสดงตนว่าเป็นผู้มีธรรม, มีบุญบารมี, มีอิทธิฤทธิ์ ฯลฯ สามารถช่วยเหลือท่านได้ ให้ท่านไปร้องขอให้เขาช่วยเหลือ ไปเกาะเขา, ไปศรัทธาเขา, ไปพึ่งพาเขา, ให้เขาช่วยอย่างนั้นอย่างนี้ นี่ไม่ได้เป็นสาวกของพระพุทธองค์ แต่ถ้าคนไหนกล้าละทิ้งพวกที่นิยมบริวารเหล่านี้เสีย แล้วพึ่งตนเองจิตมั่นตรงต่อความหลุดพ้นแล้ว พระพุทธเจ้าก็จะทรงรับเป็นสาวกนั่นเอง

สายธรรมของวิถีธรรมที่พร้อมนิพพานในพุทธกาลนี้

มีประวัติการสืบสายธรรมดังต่อไปนี้

๑)    เริ่มต้นจากประเทศอินเดีย สืบทอดได้ ๒๗ รุ่น

๒)    ต่อมาที่ประเทศจีน สืบทอดได้ ๖ รุ่น (ตั๊กม้อถึงเว่ยหลาง)

๓)    ต่อมาที่ประเทศญี่ปุ่น เรียกว่า “เซน” ไม่มีบันทึกผู้สืบทอดที่แน่ชัด

๔)   ต่อมาที่ประเทศไทย ใช้คำอธิบายว่า “เถรตรงดั้งเดิมแท้ ไม่มีลัทธิและนิกาย”

มีผู้เรียกผู้สืบทอดว่า “สังฆปรินายกแห่งนิกายเซน” อันนี้เป็นความเข้าใจที่ผิดพลาดของปุถุชน ที่ยังวนอยู่ในเรื่องนิกายและตำแหน่งผู้นำอยู่ ที่จริงแล้ว การสืบสายธรรมนี่ไม่มีในเรื่องตำแหน่ง ตำแหน่ง “สังฆราช หรือสังฆปรินายก” ไม่มีในพระพุทธศาสนาดั้งเดิมแท้ เพราะพระพุทธเจ้าไม่มีการแต่งตั้งตำแหน่งนี้ ทุกท่านที่สืบสายธรรมนั้น เป็นแค่ผู้สืบทอดภารกิจในการดูแลศาสนาต่อไปเท่านั้น และไม่เรียกเป็น “ลัทธิหรือนิกาย” อีกด้วย ขอให้ท่านทราบโดยทั่วกัน หลังจากธรรมเสื่อมแล้ว คำว่า “ลัทธินิกาย” จึงได้เกิดขึ้น มหายานจึงเกิดขึ้นมาโปรดสัตว์ที่ไม่พร้อมเข้าถึงธรรมอย่างแท้จริงแทน ในอนุตรธรรมที่เผยแพร่มาจากไต้หวันทั้งหมดนั้น เป็น “มหายาน” คือ เป็นพุทธบริษัทของพระศรีอาริยเมตตรัยทั้งหมด ไม่ใช่พุทธบริษัทของพระสมณโคดม ดังนั้น เขาจึงไม่เข้าใจเรื่องพุทธศาสนาที่ไม่มีลัทธิ, นิกาย คือ เป็นแบบดั้งเดิมแท้ สืบสายตรงมาจากพระรัตนตรัยแท้จริงดังกล่าว (เจียงไคเช็คคือภาคแบ่งของเมตตรัย คนไต้หวันคือ ลูกหลานของพระเมตตตรัยทั้งหมด ส่วนซุนยัดเซ็นคือ อสุรินทราหู ลูกหลานคนจีนปัจจุบัน เป็นลูกหลานของโพธิสัตว์องค์นี้) อนึ่ง ข้อผิดพลาดของการสืบสายธรรมที่อินเดีย คือ “ขาดพระราชาที่มีอำนาจสนับสนุน” คือ พระราชาอินเดียในยามนั้นอ่อนแอ รักษาอธิปไตยไว้ไม่ได้ (ในประเทศไทย ถ้าไม่มีสถาบันกษัตริย์แล้ว ศาสนาพุทธก็แย่เหมือนกัน ดังนี้ อย่าให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหมือนอินเดีย) ในประเทศจีน ที่พลาดคือ การที่ผู้สืบทอดธรรมแย่งบาตรและจีวร ยึดมั่นในวัตถุเกินไปไม่รู้ความหมายที่แท้จริงของบาตรและจีวร ในญี่ปุ่นเซนสิ้นลงเพราะเกิดนิกายเซน    

๒) สำหรับผู้ปรารถนาพุทธภูมิและพระโพธิสัตว์ หรือยังไม่พร้อมนิพพานในยุคนี้

๑)    ให้ศึกษาสายธรรมอื่นเพียงเพื่อความเข้าใจกัน อยู่ร่วมโลกกันได้ ไม่ละเมิดกัน

๒)    แล้วศึกษาสายธรรมที่ตรงพุทธภูมิ เพียรปฏิบัติเพื่อมรรคผลให้สมปรารถนานั้น

ในที่นี้ คือ การเข้าสู่การปฏิบัติจากที่ใดก็ได้ ปล่อยไปตามธรรมชาติ ตามบุญวาสนา แล้วไม่จำเป็นต้องยึดอยู่ที่เดียว อยากเปลี่ยนก็ได้ไม่ว่ากันเหมือนเรามีสิทธิ์เป็นเทวดาสุขาวดีแล้ว มีวิมานของพระยูไลมากมาย ให้เราเลือกว่าจะเข้ากับท่านไหน จะนับถือใคร จะอยู่กับท่านใดก็ได้ บางท่านอยู่ที่เดียวได้ตำแหน่งดีแล้วจึงไม่เปลี่ยนที่ บางท่านบำเพ็ญจากที่หนึ่งแล้วแต่ไม่ได้ก้าวหน้านัก จึงย้ายไปที่อื่นที่เพิ่งเริ่มใหม่ จึงได้ตำแหน่งที่ดีขึ้นไปก็มี แบบนี้ มันผ่อนปรน ไปได้เรื่อยๆ เพราะไม่รีบนิพพานในพุทธกาลนี้ จะทำถูกทำผิดอะไรก็ได้ทั้งนั้นแหละ ก็ไปรับวิบากกรรมชดใช้กันข้างหน้าได้อีกนาน ไม่ต้องรีบจบ ได้หมดทุกแบบ จะผ่อนปรนอะไรก็ทำกันไปเอง รับผิดชอบกันไปเองเถิด แล้วแต่ท่าน อนึ่ง ผู้เขียนไม่ได้รับรองให้ในแนวทางนี้ แต่แสดงความคิดเห็นเพียงว่ายังไม่รีบนิพพาน เลยไม่ต้องเข้มงวดมาก อะไรก็แล้วแต่ท่าน จะสนุกกับอิทธิฤทธิ์, อิทธิเดช, บ้าบุญอะไรก็ได้ทั้งนั้น จะจัดโรงเรียนสอนธรรม แต่ไม่ได้ธรรม จบไปได้ปริญญาตรี ไปมีเมียอะไรก็ได้ทั้งนั้น ก็ไม่ได้จะรีบเอานิพพานนี่นา ใช่ไหมละ ก็รับผิดชอบตัวเองไป ผู้เขียนไม่ได้รับผิดชอบให้ และไม่ได้สอนหรือส่งเสริมให้ใครทำอะไรทั้งนั้น แค่แสดงความคิดเห็นเล็กน้อยเท่านั้นขอเพียงให้รับรู้ว่ายังมีสายธรรมเถรตรงดั้งเดิมแท้ไม่มีลัทธิหรือนิกายอยู่ร่วมโลกด้วย อยู่ร่วมโลกกันได้ ไม่เบียดเบียนกัน ไม่ทำลายธรรมวินัยดั้งเดิม ไม่เพิ่ม ไม่ลด ของเก่าที่เขามีอยู่ก่อน อะไรอยู่ในตู้ (ไตรปิฎก) ก็ปล่อยไป เราปฏิบัติต่างไปก็ไม่ต้องไปเปลี่ยนของที่อยู่ในตู้ให้เหมือนเรา เราตามยุคสมัยก็อย่าเปลี่ยนธรรมวินัยเดิมให้เป็นอย่างเราด้วย

ธรรมปฏิเวธ เรื่อง ความเป็นปึกแผ่นของหมู่สงฆ์หลังกึ่งพุทธกาล

ความเป็นปึกแผ่นของพระพุทธศาสนานั้นเกิดได้จากการที่พระสาวกทั้งหมด มีใจเดียวกันตรงไปที่พระพุทธเจ้าเพียงหนึ่งเดียวไม่มีสอง ดังนั้นจึงไม่เกิดปัญหา “ข้าต่างเจ้าบ่าวต่างนาย” ขึ้นในหมู่สาวกของพระพุทธเจ้า เนื่องจากมีเจ้าหนึ่งเดียวกันคือพระพุทธเจ้านั่นเอง ทว่า หลังกึ่งพุทธกาลแล้ว จะมีสัตว์สี่เหล่าใหญ่ ที่ล้วนไม่ใช่พระสาวก ไม่ใช่พุทธบริษัท ของพระพุทธเจ้าสมณโคดมมาเกิดมากมาย เขาทั้งหลายนี้มีเจ้านายเฉพาะตัวเอง เฉพาะกลุ่ม เช่น กลุ่มมารมีเจ้านายคือ “พญามาร”, กลุ่มพรหมมีเจ้านายคือ “ท้าวมหาพรหม” 

เมื่อสัตว์ทั้งสี่เหล่าใหญ่ลงมาทำกิจค้ำศาสนาจึงไม่มีผู้ใดที่จะรวมใจสัตว์สี่เหล่าใหญ่นี้ให้เป็นหนึ่งสร้างความมีปึกแผ่นในพุทธศาสนาได้ แม้แต่ในดินแดนพุทธศาสนาคือ ประเทศไทย ก็เกิดความแตกแยก แตกต่างทางความคิดดังที่เราได้เห็นกันอยู่ นั่นแสดงถึงการมาของสัตว์สี่เหล่าใหญ่นี้แล้ว โดยในทางโลกอาจมีวิธีทางการเมือง ที่จะอยู่ร่วมกัน แม้ต่างเจ้านายกันได้ ส่วนในทางธรรมนั้นคงต้องนับหลังจากที่สัตว์สี่เหล่าใหญ่นี้ได้ปฏิบัติจิตจนพ้นสภาวะเดิม คือ ความเป็นสัตว์สี่เหล่าใหญ่นอกรีต นอกพุทธศาสนา เสียก่อน เช่น ถ้าก่อนปฏิบัติ มีจิตวิญญาณเป็นมาร ทำอะไรเฉเป๋ออกนอกทางบ่อยๆ แบบแนบเนียนและมีเล่ห์เหลี่ยม คนจับไม่ได้ พอถึงที่สุดแล้ว จิตวิญญาณสลาย เกิดใหม่แบบโอปปาติกะเป็นเทวดาชั้นที่หนึ่ง เช่น เป็น “ยักษ์” ก็พอรับธรรมของพระพุทธเจ้าได้ มีจิตตรงต่อพระพุทธองค์ได้ นี่ก็จึงนับเข้าเป็นพุทธบริษัทที่เกิดขึ้นภายหลังกึ่งพุทธกาล ไม่ได้เกิดขึ้นมาก่อน ไม่ได้พร้อมรับธรรมมาก่อน ถ้าจิตวิญญาณทั้งสี่เหล่าใหญ่นี้ สลายแล้วเกิดใหม่ เข้าทางคือ พร้อมเป็นพุทธบริษัทกลุ่มใหม่ได้ มีจิตตรงต่อพระพุทธเจ้าสมณโคดมได้ ก็จะมีความเป็นปึกแผ่นได้เหมือนกัน ทว่า เมื่อจิตวิญญาณสลายแล้วเกิดใหม่ บางท่านจะได้เจ้านายคนใหม่ด้วย เช่น บางท่านก็นับถือศรัทธาพระนิตยโพธิสัตว์องค์อื่นไปเลย เช่น พระรามเจ้า, พระศรีอาริยเมตตรัย ฯลฯ ทำให้พระพุทธศาสนาก็ยังคงมีเจ้านายหลายคนยังไม่เป็นปึกแผ่นอยู่ดี แถมเจ้านายเหล่านี้ ก็แข่งบารมีกันมาก แย่งบริวารกันดุเดือดมากๆ ไม่ว่าจะเปิดเผยตรงไปตรงมาว่าแข่งขัน หรือแบบที่ปากบอกว่าไม่ได้แข่งกับใคร แต่ก็ทำไปแล้วทุกที แบบแอบๆ อ้อมๆ นี่ก็มีเหมือนกัน ดังนั้น ความเป็นปึกแผ่นจึงเกิดไม่ได้ด้วยวิธีนี้

“ความศรัทธา” นั้นห้ามหรือบังคับกันไม่ได้ การจะทำให้ทุกคนกลับไปศรัทธาแน่วแน่ตรงอยู่แต่พระพุทธเจ้าสมณโคดม จนทำให้เป็นปึกแผ่นดังเดิม ทุกคนเท่าเทียมกันเป็นสาวกเท่ากันทั้งหมด ไม่มีใครเหนือใคร ทั้งหมดมีเจ้าองค์เดียวกัน คือ พระสมณโคดมพุทธเจ้านั้น คงเป็นไปไม่ได้อีก ในทางโลกอาจมีวิธีอยู่ร่วมกันแม้คนทั้งหลายจะมีความศรัทธาในเจ้านายคนละคนกัน ด้วยวิธีทางการเมือง เช่น การหาวิธีอยู่ร่วมกันให้ได้ โดยไม่ต้องมีการทะเลาะกัน การแบ่งสันปันส่วนกันอย่างพอเหมาะ เป็นที่ยอมรับซึ่งกันและกัน เป็นต้น ส่วนในทางธรรมนั้น ยากแล้วที่จะทำให้ย้อนกลับไปเป็นเหมือนในอดีต อันอดีตนั้นเรามีไว้ให้ศึกษา แต่ถ้าปัจจุบัน มันเป็นไปไม่ได้ ทำไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร เราอยู่กับปัจจุบันไม่ใช่อดีต เราก็ทำอย่างที่เราเป็นปัจจุบันไป แต่เราต้องไม่ลืมที่จะศึกษาอดีตดั้งเดิมด้วยว่ามีรากฐานความเป็นมาอย่างไร ที่จริงนั้น เรามีใจเดียวกันเป็นปึกแผ่นเดียวกันได้ แม้ว่าจะศรัทธาเจ้านายต่างองค์กัน ถ้าเราทุกคนและเจ้านายทุกองค์ ล้วนมีใจเดียวกันว่าจะช่วย กันค้ำพระพุทธศาสนาของพระสมณโคดมที่กำลังจะหักกลางนี้ ใครมีบริวาร ใครมีเจ้านายของใคร ใครจะนับถือหรือทำงานให้ใครก็ทำไป ขอเพียงมีใจเดียวกันเท่านี้ ก็พอจะทำให้เกิดความเป็นปึกแผ่นได้ในระดับหนึ่ง แม้วิธีการทำงานจะต่างกันก็ตาม เหมือนในอดีตที่พระธรรมราชา ๗ แว่นแคว้น แม้อยู่ต่างบ้านต่างเมืองกัน ไม่สามารถยอมให้กันและกันได้ แต่ก็มีใจเดียวกัน คือ “สนับสนุนพระพุทธศาสนา” ดังนี้ แม้เราจะมี ๑) ท้าวมหาพรหม ๒)  พญามาร ๓) พญายักษ์ ๔) มหาเทพ ๕) มหาโพธิสัตว์ ๖) มหาพุทธะ (ยูไล) ๗) พระ มหาจักรพรรดิ ถ้ารวมใจตรงกันหนึ่งเดียวแล้ว ความสามัคคีเป็นปึกแผ่นย่อมเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน ส่วนใครจะเป็นใหญ่ในส่วนใดนั้นเป็นสิ่งที่แบ่งปันกันได้ ปะลองกันได้ แข่งกันได้ไม่มีการห้ามแต่ประการใด(ด้วยเพราะไม่อาจมีใครห้ามได้) ดังเหตุผลข้างต้น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น