รวมบทความหมวดอภิธรรม ชุด ความหมายของสุญญตาและเซน

รวมบทความหมวดอภิธรรม ชุด ความหมายของสุญญตาและเซน

อภิธรรม เรื่อง เซนควรแปลว่า “สัมมาสมาธิ” ไม่ควรแปลว่าฌาน

เซน เป็นภาษาญี่ปุ่น ไม่ใช่ภาษาจีน มีกำเนิดที่ญี่ปุ่น ไม่ใช่จีน แต่เท้าความรากฐานมาจากประเทศจีน คือ การเข้าถึงธรรมแบบจิตสู่จิต ซึ่งเป็นแนวทางที่ท่าน “ตั๊กม้อ” นำมาเผยแพร่ที่ประเทศจีน ในช่วงการเผยแพร่ที่ประเทศจีนของท่านตั๊กม้อนั้น ก็ไม่ใช่นิกาย ไม่ใช่ลัทธิ ไม่มีคำว่าเซน มีแต่คำว่า “สุญญตา” และไม่มีการสอนสมาธิด้วย คำว่า เซนเกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น หลังจากได้รับอิทธิพลจากสายธรรมของท่านตั๊กม้อในประเทศจีน สันนิฐานคำว่าเซน น่าจะมาจากคำว่า “สุญญตา” (ไม่ควรแปลว่าความว่าง) จากนั้นเกิดเป็นศิลปะแนวเซน, การจัดดอกไม้แนวเซน ฯลฯ ขึ้น แท้แล้วเซนไม่มีรูปแบบ จะเป็นอะไรก็ได้ทั้งนั้น จะเดินแนวเซน, กินแนวเซน, ทำอาหารแนวเซน, นอนแนวเซน, วิ่งแนวเซน ฯลฯ อะไรก็ได้ทั้งนั้นไม่มีรูปแบบเลย แต่ที่เหมือนกันคือ “สัมมาสมาธิ” ดังจะอธิบาย  

ท่านตั๊กม้อไม่ได้สอนสมาธิหรือฌานจริงหรือ?

จริง ท่านตั๊กม้อไม่ได้สอนการเจริญฌาน แต่ปล่อยทุกอย่างไปตามธรรมชาติ รอจนมันอิ่มตัว หรือแก่หง่อมเต็มที่พร้อมเด็ดออกมาบ่มกิน เช่น ท่านนั่งสมาธิหันหน้าเข้าผนังถ้ำ รอศิษย์อยู่ ๙ ปี ท่านหุยเคอมานั่งรอรับธรรม วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า ถึงขนาดหิมะตกมาคลุมตัวก็ไม่ไปไหน สุดท้าย ท่านหุยเคอต้องตัดแขนตัวเองถวายแลกธรรม ท่านตั๊กม้อถึงออกมาถ่ายทอดธรรม ก็บรรลุฉับพลันทันที ไม่ได้สอนสมาธิหรือฌานเลย วิธีนี้ ผู้ที่เข้าใจเขาเรียกว่า “เมื่อโลกียะถึงที่สุด โลกุตระจะเข้าเอง” นี่ผู้เขียนไม่ได้กล่าวลอยๆ นะ มีหลักฐานอ้างอิง อ. เสถียร โพธินันทะ ก็แปลเนื้อความตรงนี้ไว้ ไม่ใช่แค่นี้นะ ศิษย์โง่ที่ไปเรียนเซนแต่ละคน ก็เจอแบบนี้มาทั้งนั้น ครูไม่สอนอะไรเลย มีคนหนึ่ง อยู่กันมาหลายปี จนสุดจะทนก็เข้าไปถามอาจารย์ว่าทำไมไม่สอนอะไรเลย แล้ววันนั้นอาจารย์ก็ตอบมานิดหน่อย บรรลุฉับพลันเลย มีอีกคนหนึ่ง อาจารย์บอกให้เอาหินไปรดน้ำ หินงอกเมื่อไรท่านจะสอนธรรมให้ ทำไปนานมาก หินมันก็ไม่งอก ก็เลยกะจะไปด่าอาจารย์ที่มาหลอกตัวเองให้โง่ทำๆ อยู่นั้น (สมชื่อศิษย์โง่ไปเรียนเซนจริงๆ) วันนั้นเอง อาจารย์ตอบกลับมา ก็บรรลุฉับพลันเลย ลองศึกษาดูประวัติ ดูเถิด เซนไม่มีการสอนสมาธิหรือฌานเลย ไม่ว่ารูปฌานหรืออรูปฌาน เซนก็ไม่สอน เพราะอะไรหรือ เพราะมันเป็นสมาธิแบบพรหม ทำแล้วไปเกิดพรหมโลก ทำแล้วติดสุข ติดสงบ ติดยาวนาน ติดพรหมนี่มันติดทียิ่งกว่าติดคุกและออกยาก เพราะมันสุขสงบ พระพรหมนี่อายุยืนเป็นหมื่นปีทิพย์นะ นี่เขาจึงไม่สอนให้ทำสมาธิกัน เพราะมันทางอ้อม ไม่ใช่ทางลัดตัดตรง ไม่ใช่สัมมาสมาธิ

แล้วที่เส้าหลินฝึกนั่น ท่านตั๊กม้อไม่ได้สอนหรือ?

เกิดจากบันทึกเกร็ดธรรมของท่านตั๊กม้อ ที่ท่านไปประสบพบเจอมาว่าในประเทศจีนมีการฝึกจิตกันแปลกๆ มาก วิชาอะไรแปลกๆ เยอะ พวกวิชาของลัทธิเต๋า การฝึกลมปราณ กังฟูต่างๆ ฯลฯ ท่านก็เลย เขียนบันทึกไว้แล้วบันทึกวิชาที่ใช้แก้ทางกันเอาไว้ด้วย มีคนได้ไป ก็เลยเอาไปเป็นวิชาฝึกกังฟู ซึ่งเป็นความนิยมของคนจีนในสมัยนั้นอยู่แล้ว แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่ท่านตั๊กม้อประสงค์เลย มหายานนั้นเขาเกิดก่อนท่านตั๊กม้อจะเข้าไป ก่อนนั้น ท่านจี้กงเห็นความหย่อนยานของพระจนถึงขนาดทนไม่ไหว เอาเหล้ามากินให้เห็นกันจะๆ ไปเลย ท่านตั๊กม้อก็เข้าไปต่อ ยังไม่ทันโปรดใคร พระมาเต็มไปหมด รอรับฟังท่านเทศน์ท่านไม่พูดอะไร เดินหายไปเฉย เพราะเห็นแล้วว่าไม่มีใครที่พร้อมรับธรรมได้เลย แล้วเข้าสมาธิ ๙ ปี ในช่วงชีวิตท่านมีศิษย์น้อยมาก ไม่มีการสอนสมาธิหรือฌานเลย มีแต่บรรลุฉับพลัน เป็นจิตสู่จิต ส่วนเส้าหลินนั้นสร้างโดยฮ่องเต้เฮาบุ้งตี่ (พระเจ้าเหา?) เป็นนิกายมหายาน แถมอยู่เบื้องหลังการเมืองด้วย จนเฉียนหลงฮ่องเต้สืบได้ ฆ่าพระ แล้วเผาวัดเลย จบ วิถีธรรมของท่านตั๊กม้อไม่มีลัทธิ ไม่มีนิกาย ขนาดลูกศิษย์ยังแทบจะไม่มี หาแทบจะไม่ได้ แล้วมันจะเป็นลัทธิ, องค์กร, นิกาย ได้อย่างไรกัน ไม่มีหรอก ท่านพุทธทาสเคยกล่าวว่า “เซนเป็นผู้ล้อมหายาน และเป็นผู้คัดค้านมหายาน” คือ เซนไม่ใช่มหายาน แต่มหายานชอบตู่เหมาเอาเซนไปเป็นส่วนหนึ่งของมหายาน ถ้าจะถามว่าเซนเป็นนิกายหรือลัทธิอะไรกันแน่ มหายานหรือเถรวาท คำตอบก็คือ “เซนไม่ใช่ลัทธิ หรือนิกาย แต่เซนเป็นการปฏิบัติเถรตรงแบบพุทธศาสนาดั้งเดิม ไม่มีลัทธิและนิกาย” นั่นเอง   

ไม่ได้ฝึกสมาธิหรือฌานแล้วบรรลุได้จริงหรือ?

ได้จริง มีบันทึกไว้ชัดเจนในพระไตรปิฎกหมวด “สติปัฏฐานสี่” กล่าวถึงการบรรลุฉับพลันไว้เช่น คนทอผ้า ไม่ได้ฝึกสมาธิอะไรมาก่อนเลย ทอผ้าไป เห็นด้ายสั้นลงๆ เหมือนชีวิตคนที่ค่อยๆ สั้นลงไปสู่ความตาย ก็บรรลุธรรมได้, พระถูกเสือคาบไปกิน ขณะถูกแทะที่ขาขึ้นมาเรื่อยๆ เห็นชีวิตเข้าสู่ความตาย ปลงสังเวชก็บรรลุธรรมฉับพลันนั้นได้ นี่คือ เกิดได้ทุกขณะ, ทุกอิริยาบถ ไม่ต้องฝึก ไม่ต้องไปเรียนที่ไหนมาเลย แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ว่าสมาธิแบบพรหมว่าไม่ดีนะ เพราะท่านเองก็บรรลุได้ด้วยการมีอาจารย์สอนรูปฌานและอรูปฌาน ท่านก็ตรัสรู้โดยมีรูปฌานเป็นสมถะปูฐานให้ก่อน แต่เมื่อท่านตรัสรู้แล้ว ท่านก็พิจารณาเห็นว่าอายุขัยของมนุษย์ยุคนั้นไม่ยาวเหมือนยุคของพระพุทธเจ้าองค์อื่น ก็คือ อายุขัยเพียง ๑๐๐ ปี สั้นมาก ในยุคอื่นๆ เขาเป็นพันเป็นหมื่นปีกัน ดังนั้น ท่านก็หาวิธีที่ดีกว่า เหมาะสมกว่า ลัดสั้นให้แทน ซึ่งท่านไม่ได้ให้ทันทีที่ตรัสรู้หรือโปรดสอนคนแรกนะ คนกลุ่มแรกคือ “ปัญจวัคคีทั้งห้า” ได้ กรรมฐานที่เรียกว่า “ธรรมจักร” อยู่ในการเทศน์ “ธรรมจักรกัปวัตรนสูตร” ส่วนพระอนุรทธ ซึ่งเป็นเลิศทางตาทิพย์ ท่านก็ไม่ได้สอนว่านิมิตไม่ดี หรือตาทิพย์หลอกลวง ท่านเห็นพระอนุรุทธ สำเร็จตาทิพย์แล้ว ท่านก็ให้ใช้นิมิตนั่นแหละ แต่ท่านให้แทงตลอดในนิมิตนั้น เหมือนยามที่ท่านเคยได้รูปฌาน เห็นเทวดาดีดพิณและได้ยินเสียงด้วย จุดสำคัญของพวกเล่นกสิณ, รูปฌาน, นิมิต คือ จุดที่นิมิตดับ ท่านก็ตรัสบอกแก่พระอนุรุทธไว้อย่างนั้น ว่า “เมื่อนิมิตดับไป ท่านก็พิจารณาว่าเหตุปัจจัยใดหนอที่ทำให้นิมิตดับ” มีบางช่วงแรกๆ ของการสอนธรรม ที่พระพุทธเจ้าเคยให้ “อศุภกรรมฐาน” แล้วมีพระสงฆ์เยอะมากไปฆ่าตัวตายก็มี เรื่องนี้ มันไม่ใช่น้อยๆ เลย เรียกว่ามี “คนรับจ้างฆ่าพระ” มาถึงที่เลย บอกว่าใครจะให้ฆ่าอีกบ้าง จนในที่สุด ถึงมีศีลว่าห้ามฆ่ามนุษย์กัน พระสาวกแต่ละท่านได้กรรมฐานไม่เหมือนกัน แต่ที่สุดของกรรมฐาน ก็ไปจบลงที่ “สัมมาสมาธิ” เหมือนกัน คือ “สมาธิธรรมชาติ” ที่เกิดเองดับเอง ไม่ได้สร้าง ไม่ได้กำหนด ซึ่งสัมมาสมาธิ จะเกิดได้ทุกกิจกรรม แต่มักได้ง่ายในผู้เจริญสติปัฏฐาน ที่มีสอนแต่ในพระพุทธศาสนา ดังนั้น จึง “เซน” มีรากฐานมาจาก “สติปัฏฐาน” นั่นเอง      

การไม่ฝึกสมาธิ กับฝึกสมาธิ อะไรบรรลุง่ายกว่า?

ถ้าฝึก “สัมมาสมาธิ” ก็บรรลุง่ายแต่มันไม่อาจเกิดได้ในปุถุชนหรอก เพราะสัมมาสมาธิจะเกิดเมื่อบรรลุอรหันต์ ดังนั้น ก่อนหน้านั้น ก็ยังไม่เป็นสัมมาสมาธิหรอก ยังเป็นสมาธิแบบพรหมทั้งนั้น พอเป็นสมาธิแบบพรหม มันก็ยาวเลย เพลินเลย แถมยิ่งเก่งยิ่งมีทิฐิมากขึ้น อัตตามาก ยิ่งสอนยากไปใหญ่ ดังนั้น จึงมีผู้เสนอสอนว่าไม่ต้อง ไม่ตั้ง คือ ไม่ต้องไปฝึกสมาธิ หรือฝึกฌานหรอก ยิ่งฝึกยิ่งยาว ยิ่งฝึกยิ่งช้า ยิ่งฝึกยิ่งเป็นทางอ้อม ก็จริงอยู่ แต่ก็ไม่ใช่สำหรับทุกคนนะ คนเราไม่เหมือนกัน ใครไปแบบไหนได้ก็เอาแบบนั้น คำว่าไม่ต้องฝึกอะไรก็ได้นี่ หมายความว่าฝึกก็ได้ ไม่ฝึกก็ได้ ได้ทั้งนั้นนะ ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ ที่สำคัญ อยู่ตรงที่ความพร้อม ความแก่หง่อมถึงที่สุดมากกว่า เซนไม่ได้สำคัญว่าฝึกจิตมาหรือไม่

สรุป เซนน่าจะแปลว่า “สัมมาสมาธิ” ไม่ควรแปลว่า “ฌาน”

ใช่ ควรแปลอย่างนั้น การแปลภาษาญี่ปุ่นคำว่าเซน ว่า “ฌาน” นั้น ทำให้คนที่ศึกษาหลงทางกันมาก ไปมัวค้นหากรรมฐาน ไปหาว่าฌานตัวไหนที่เขาฝึกกัน ซึ่งมันไม่ใช่เลย ถามหน่อยนะ มีประวัติไหม ว่าพระเซนสอนสมาธิ, สอนฌานนะ เอาพระที่บรรลุเซนจริงๆ นะ ไม่มีหรอก ดูจาก “ศิษย์โง่ไปเรียนเซน” ที่เขาบันทึกประวัติครูอาจารย์เซนผู้ถ่ายทอดให้ศิษย์ก็ได้ ไม่มีเลยที่จะสอนวิธีทำสมาธิ อยู่ๆ ก็มาสนทนาธรรมกันแล้วอยู่ๆ บรรลุฉับพลัน จริงๆ มันไม่ได้อยู่ๆ บรรลุหรอก มันมีเหตุปัจจัยอันทำมาก่อนนั้น แต่ครูอาจารย์เขาไม่ได้กำหนด ปล่อยไปตามธรรมชาติรอจนมันพร้อมบริบูรณ์ ก็ช่วยให้ศิษย์บรรลุฉับพลันไปเลย อนึ่ง คำว่า “สัมมาสมาธิ” นี่ก็ต้องระวังนะ แปลแล้วกลายเป็นสมาธิแบบพรหมไปก็ผิดต่ออีก คือ สมาธิที่เกิดขึ้นเองอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ได้สร้าง, ไม่ได้กำหนด, ไม่ได้เจตนาให้เป็นนั่นเป็นนี่ ฯลฯ ในมหายานนี่มีสมาธิแบบไม่ใช่พรหมสอนด้วย เขาเรียกว่า “สมาธิแบบสุขาวดี” คือ กำหนดนิมิตเป็นสุขาวดี, หรือพระยูไล, พระโพธิสัตว์ นี่ก็ไม่ใช่เซนนะ

อภิธรรม เรื่อง สุญญตาและวิโมกข์สาม

วิโมกข์ หมายถึง ความหลุดพ้น ซึ่งมีสามแบบ รวมกันเป็น “วิโมกข์สาม” ดังต่อไปนี้

๑)   ศูนยตา

คือ สัจธรรมความจริงของสภาวะธรรมชาติอย่างหนึ่ง ที่จิตเข้าถึงแล้ว รับรู้ว่าไม่อาจยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดๆ ว่ามีตัวมีตนได้ อันอาจเกิดจากการพิจารณา “อนัตตา” แล้วละความยึดมั่นถือมั่นใดๆ ลงได้ (อาศัย อนัตตานุปัสนา ไถ่ถอนจากอัตตาภินิเวส) ในช่วงแรกของการเข้าวิปัสสนาด้วยอนัตตานั้น ยังเป็นแบบจำลอง ไม่ใช่ของจริง เมื่อจิตเข้าถึงแล้วจึงเป็นสภาวธรรมแท้ คือ เมื่อจิตเข้าสู่ภาวะที่ไม่อาจยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดๆ ว่ามีตัวตนได้นั้น  

๒)   อนิมิตตฺ

คือ สัจธรรมความจริงของสภาวะธรรมชาติอย่างหนึ่ง ที่จิตเข้าถึงแล้ว รับรู้ว่าไม่อาจยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดๆ ว่าไม่เที่ยง สรรพสิ่งล้วนดับไปเป็นธรรมดา อันอาจเกิดจากการพิจารณา “อนิจจัง” ขณะเจริญกสิณ ได้นิมิตอยู่ และไถ่ถอนการยึดมั่นนั้นเสียได้ (อาศัย อนิจจานุปัสนา ไถ่ถอนจาก วิปลาสนิมิต หรือพิจารณาอนิจจัง จนเห็นความดับสูญไปของนิมิต) ข้อนี้ ใช้หมายถึงกลุ่มที่เจริญกรรมฐานประเภทอาศัยนิมิต ต้องให้นิมิตดับก่อนจึงเข้าถึงธรรมได้ ตราบเท่าที่ยังมีนิมิตอยู่ ไม่มีทางบรรลุธรรมเลย เช่น ยังเห็นสวรรค์วิมานอยู่ ยังเห็นดินแดนโลกทิพย์อยู่ ฯลฯ จิตจะยังไม่ตื่นรู้, ไม่ละความยึด, คลายความอยากนั้นๆ   

๓)   อปฺรณิหิต

คือ สัจธรรมความจริงของสภาวะธรรมชาติอย่างหนึ่ง ที่จิตเข้าถึงแล้ว รับรู้ว่าไม่อาจยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดๆ ว่าจักพ้นเสียจากการกระทบกระทั่ง, ความทุกข์ต่างๆ ได้อันเกิดจากการพิจารณาความ “ทุกข์” ให้เกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด จนจิตเข้าถึงสภาวะนี้ไปเอง หรือการพิจารณาความวุ่นวาย, การกระทบกระทั่งกันในทางโลกที่ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ (อาศัย “ทุกขานุปัสนา” ไถ่ถอนจาก “ตัณหาปณิธิ” หรือพิจารณาความทุกข์จนเบื่อหน่ายคลายความกำหนัดความอยากใด) แบบนี้ความดับสูญจะค่อยๆ เกิดอย่างช้าๆ ไม่ฉับพลัน  

สุญญตา นำไปสู่ “วิโมกข์สาม” ได้ทั้งหมด ไม่ใช่เพียง “ศูนยตา”

เป็นสภาวธรรมอีกอย่างหนึ่ง ที่เกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ หรืออาจเกิดได้ทุกขณะ โดยไม่ต้องทำสมาธิใดๆ ดังนั้น แม้แต่การนำ “อนัตตา” เข้าวิปัสสนา เป็น “อนัตตานุปัสสนา” ตามหลักของวิโมกข์สาม ก็ไม่ต้องมี คือ สมาธิของคนเราก็เป็นธรรมชาติ เกิดได้เอง และดับลงได้เองอยู่แล้ว ดังนั้น สายเซนที่ถ่ายทอดสุญญตา จึงไม่ต้องสอนสมาธิ ทำงานไปวันๆ ไม่มีการสอนอะไรเลย เพื่อรอจังหวะสุญญตาให้เกิดขึ้นที่อาจจะเกิดได้ทุกขณะ เมื่อเกิดภาวะ “สุญญตา” ขึ้นแล้ว ก็จะเข้าสู่ “วิปัสสนาญาณฉับพลัน” ทันที หรือพิจารณาทันควันว่านี่คืออะไร เหตุปัจจัยก่อนหน้านี้ดับสูญไปได้อย่างไร เท่านั้นเอง จะเห็นได้ว่าไม่มีการตั้งท่า หรือกำหนดวิปัสสนาก่อน แต่จะปล่อยไปตามธรรมชาติ ให้เกิดเอง ดับเอง ไปตามสภาวะ ไม่มีการกำหนด ไม่มีการสอน ดังนั้น สุญญตา จึงต้องคู่กับ “วิปัสสนาญาณฉับพลัน” แต่ไม่มีพบว่าต้องเข้าวิปัสสนาตามปกติก่อนที่จะเข้าสู่ภาวะ “สุญญตา” นั่นคือ เกิดแบบฉับพลันทันที ไม่ได้ตั้งใจ ไม่ต้องกำหนด ดังนั้น สุญญตา และ “ศูนยตา” ในที่นี้ จึงต่างกัน ศูนยตานั้น เป็นภาวะความหลุดพ้นอย่างหนึ่ง แต่สุญญตานั้น อาจไม่หลุดพ้นก็ได้ นั่นคือ สุญญตาเกิดขึ้นได้เองบ่อยๆ ในชีวิตประจำวัน แต่อาจไม่มีเข้าสู่วิปัสสนาญาณฉับพลัน จึงไม่ทำให้เกิดการหลุดพ้น จึงไม่เกิดวิโมกข์สาม ดังนั้น ศูนยตา จึงเป็น “ผล” แล้ว ไม่ใช่เหตุ เป็นนิโรธไปแล้ว แต่สุญญตา ยังเป็นเหตุปัจจัยอยู่ ยังไม่เป็นผล ยังไม่ถึงนิโรธ จะถึงนิโรธ เป็นผลออกมาได้ต้องอาศัยการเข้าสู่ “วิปัสสนาญาณฉับพลัน” ด้วย จึงควรใช้คำว่า “สุญญตา” เทียบกับคำว่า “ตทังคนิพพาน” มากกว่า อนึ่ง คำว่า “สุญญตา” นี้ เป็นคำแปลจากภาษาต่างประเทศที่เกิดจากการเผยแพร่ธรรมในสายเซน แต่เราได้เอาคำว่า “สุญญตา” มาใช้แปล นอกจากนี้ สุญญตา ยังเป็นเหตุให้เกิดวิโมกข์เป็นผลได้สามประการโดยทั้งหมด จึงไม่ใช่แต่ “ศูนยตา” ซึ่งเป็นวิโมกข์หนึ่งในสามชนิดแต่เพียงแค่นั้น ส่วนวิโมกข์สามนั้นเป็นผลมาจาก “วิปัสสนา” ซึ่งใช้ไตรลักษณ์ตัวใดตัวหนึ่งเป็นฐานก่อน

จากสุญญตาไปสู่วิโมกข์ทั้งสามได้อย่างไร?

สุญญตาเป็นเหตุปัจจัยนำไปสู่วิโมกข์สามประการได้ ด้วยกระบวนการดังต่อไปนี้

๑) จาก สุญญตาไปศูนยตา

เมื่อจิตเข้าสู่ภาวะสุญญตาแล้ววิปัสสนาญาณเกิดฉับพลัน โดยจิตน้อมไปสู่ “อนัตตา” คือ ความไม่อาจยึดมั่นในตัวตนของตนได้ แต่จะว่าไม่มีตัวตนเลยก็ไม่ใช่ จะว่ามีตัวตนก็ไม่ใช่ (อนัตตาไม่ใช่ความไม่มีตัวตนนะ ความไม่มีตัวตนและความมีตัวตนเป็นทิฐิสุดโต่งสองขั้ว แต่ความไม่อาจยึดมั่นได้ทั้งสองสภาวะจึงเป็นอนัตตา) ก็เกิดวิโมกข์ที่เรียกว่า “ศูนยตา”

ในกรณีนี้ เกิดบ่อยที่สุด คือ เกิดภาวะสุญญตาขึ้นโดยไม่เจตนา ไม่คาดคิด แล้วเกิดภาวะจิตเข้าสู่วิปัสสนาญาณฉับพลัน พิจารณาความไม่อาจยึดมั่นในตัวตนของตนใดๆ ได้ก็เข้าสู่วิโมกข์แบบศูนยตาทันที ปกติ ในทางเซน ก็ให้ใช้วิธีนี้ และมักได้วิโมกข์ตัวนี้ มากกว่าตัวอื่น ทว่า แม้ไม่ใช้วิโมกข์แบบนี้ ภาวะ “สุญญตา” ก็มีประโยชน์ต่อวิโมกข์แบบอื่นๆ

๒) จาก สุญญตาไปอนิมิตตฺ

เมื่อจิตเข้าสู่ภาวะสุญญตาแล้ววิปัสสนาญาณเกิดฉับพลัน โดยจิตน้อมไปสู่ “อนิจจัง” คือ ความไม่เที่ยง, ไม่จีรังของสรรพสิ่ง ในที่นี้หมายถึง “นิมิต” หรือ หมายนิมิตทางจิต ที่เรากำหนดในการทำกรรมฐานนั้นๆ เช่น นิมิตภาพ, นิมิตลมหายใจ, นิมิตยุบ-พอง (ใช้ได้ทุกกรรมฐาน ไม่ว่าจะกำหนดอะไรเป็นหมายทางจิตใจ) ก็เกิดวิโมกข์ที่เรียกว่า “อนิมิตตฺ”

ในกรณีนี้ เกิดในหมู่ผู้ปฏิบัติกรรมฐานต่างๆ ไม่ว่าจะกำหนดอะไร สิ่งที่กำหนดนั้น ในที่นี้เราล้วนเรียกว่า “นิมิต” (อย่าแปลแคบแค่ว่านิมิตหมายถึงภาพที่เกิดจากการกำหนดทางจิต) นั่นคือ ไม่ว่าเราจะทำกรรมฐานอะไรก็แล้วแต่ จะหลุดพ้นถึงวิโมกข์ได้ ก็ต่อเมื่อ สิ่งที่เรากำหนดนั้น “ดับสูญ” ไปก่อน ทั้งนี้ ไม่ได้เลิกทำกรรมฐาน, หยุดทำกรรมฐาน, หรือวางกะทันหัน แต่มันถึงที่สุดของการกำหนดก็ดับสูญไปเองนับเป็น อนิมิตตฺ ถึงวิโมกข์ได้ 

๓) จาก สุญญตาไปอปฺรณิหิต

เมื่อจิตเข้าสู่ภาวะสุญญตาแล้ววิปัสสนาญาณเกิดฉับพลัน โดยจิตน้อมไปสู่ “ทุกขัง” คือ ลักษณะของธรรมชาติแห่งสรรพสิ่ง ที่มีการกระทบกระทั่งกัน ไม่อาจเลี่ยงได้ จนก่อเกิดทุกข์ขึ้น (ทุกขัง เป็นหนึ่งในไตรลักษณ์หมายถึง ลักษณะ ๓ ประการของสรรพสิ่ง ดังนั้น ทุกขังจึงไม่ได้แปลว่าทุกข์ เพราะทุกขังไม่ใช่ทุกขเวทนา ธรรมต่างข้อกัน ก้อนหินก็เป็นสรรพสิ่งมีทุกขังได้แต่ไม่มีทุกขเวทนาเพราะไม่มีจิต) ก็เกิดวิโมกข์ที่เรียกว่า “อปฺรณิหิต”

ในกรณีนี้ เกิดในผู้ที่เข้าสู่ภาวะสุญญตาแล้ว หันกลับไปมองทางโลกเห็นแต่ “ทุกขัง” ไม่เห็นอย่างอื่น จิตพ้นภาวะปุถุชนหรือโลกียจิต เข้าสู่ภาวะโลกุตรจิต หลุดพ้นจากทางโลกสิ้นเชิง ตัวอย่างผู้บรรลุแบบนี้คือพระน้านางปชาบดี โคตรมีเถรี ได้อุทานขึ้นว่า “ในโลกนี้ไม่มีอย่างอื่นเลย มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ และทุกข์เท่านั้นที่ดับไป” นี่เป็น “อปฺรณิหิต” 

ผู้ถ่ายทอดธรรม

มักนำผลที่ตนค้นพบได้ มาถ่ายทอด แต่วิถีจิตของผู้ฟังมิได้เกิดขึ้นและดับไปตามลำดับขั้น จึงไม่อาจบรรลุธรรมตามๆ กันได้ เช่น ผู้บรรลุธรรม พูดว่าไม่มีอะไรที่น่ายึดมั่น ไม่มีตัวตนของตนที่แท้จริง ไม่มีความเที่ยง ฯลฯ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ทำให้ผู้ฟังบรรลุธรรมได้เลย เนื่องจากสิ่งที่พูดนั้นเป็นผลที่เกิดจากธรรมในตน ผู้ฟังไม่ได้ก่อเหตุ จะเกิดผลเป็นธรรมได้อย่างไร ผู้ฟังต้องพร้อมด้วยเหตุปัจจัย อันเกิดขึ้นแล้วดี พร้อมดับสูญหมด จึงจะบรรลุธรรม เกิดธรรมในตนได้ ด้วยกระบวนการทางจิตดังนี้คือ ๑) ภาวะสุญญตา ๒) วิปัสสนาญาณฉับพลันโดยจิตน้อมเข้าทางไตรลักษณ์ข้อใดข้อหนึ่ง ดังนี้จึงเกิดเป็น “นิโรธ” และได้ “มรรคมีองค์แปด” ตามมาตามขั้นตอนของอริยสัจสี่ จึงจะนับเป็นอริยบุคคลได้

อภิธรรม เรื่อง สุขวิปัสสโกและการเข้าถึงธรรมผ่านทางทุกข์

สุขวิปัสสโก หมายถึง การเข้าถึงธรรมโดยพิจารณาทุกข์ ในขณะที่ยังมีจิตสุขสงบผ่องใสอยู่ อนึ่ง ปัจจัยสองประการขาดไม่ได้ในการทำ “สุขวิปัสสโก” ก็คือ ๑) จิตต้องมีสุขสงบผ่องใสอยู่ก่อน จะทำตอนที่จิตมีทุกข์ไม่ได้เลย (ทำแล้วอาจฆ่าตัวตายได้) และ ๒) ต้องนำทุกข์มาพิจารณาเพื่อสลายทำลายความยึดมั่นในตัวตนของตน, ความหลงตน, หลงสุข, หลงเพลินในความสงบ, หลงในบุญกุศล, หลงในกุศลกรรมต่างๆ ที่ตนเสวยอยู่ นั่นคือ “สักกายทิฐิ” ไม่อาจถูกสิ่งใดทำลายได้เลยในผู้ที่ยังไม่ตกทุกข์ นอกจากทุกข์เท่านั้น ที่จะทำลายสักกายทิฐิของบุคคลได้ การสลายอัตตา จะทำได้ด้วยการใช้ “ทุกข์” เท่านั้นส่วนการเข้าถึงธรรมโดยผ่านทางทุกข์นั้น ไม่ใช่ “สุขวิปัสสโก” เพราะจิตตกทุกข์อยู่แล้ว ไม่ต้องเอาทุกข์มาพิจารณาอีกก็ได้ ในการเข้าถึงธรรมแบบนี้มีสองทางคือ ทางอนิจจัง คือ ถึงที่สุดของทุกข์นั้น ทุกข์ถึงวาระดับไปเอง เพราะทุกข์ก็เป็นอนิจจัง แบบนี้ เข้าถึงได้ บรรลุธรรมได้ แบบ “อนิมิตตฺ” เมื่อพิจารณาตามหลักในวิโมกข์ทั้งสามแบบ อีกกรณีคือ ตกทุกข์มากๆ จนยอมจำนนแล้ว เข็ดหลาบแล้ว เบื่อหน่ายอย่างยิ่งแล้ว ยอมแล้ว ไม่ไหวแล้ว ละสักกายทิฐิแล้ว ละความถือตัวถือตนแล้ว ทุกข์จนเหมือนไม่เป็นผู้เป็นคน ไม่เป็นตัวเป็นตนอะไรได้อีก ไม่รู้จะถือตัวถือตนอะไรได้อีกแล้ว เพราะทุกข์มากๆ แบบนี้ จึงละสักกายทิฐิ ละ “อัตตา” ได้แท้จริง ก็จะบรรลุธรรมในแบบ “ศูนยตา” เมื่อพิจารณาตามหลักในวิโมกข์สาม (ในขณะที่สุขวิปัสสโกนั้น จะเป็นแบบ “อปฺรณิหิต” เมื่อพิจารณาตามหลักในวิโมกข์สาม) ทั้งสามแบบนี้ ล้วนสังวรเห็นโทษแห่งทุกข์ว่ามีภัยเหนือตนอย่างชัด อย่างไรเสีย ทุกข์ก็อยู่เหนือตน ตนไม่มีทางเหนือทุกข์ได้เลย (เมื่อหมดสิ้นความถือตนเสียได้ ทุกข์ที่อยู่เหนือตนนั้น จะหาตนใดเกาะอาศัยได้อีก ไม่มี) สรุปคือ ผู้ที่ยังเสวยสุขอยู่ ยังไม่ตกทุกข์ จะไม่มีทางบรรลุธรรมได้เลย ถ้าไม่เอาทุกข์มาพิจารณา ต้องเอาทุกข์มาพิจารณาเพื่อสลาย, ทำลายสักกายทิฐิ หรืออัตตาลงเสีย และจะบรรลุธรรมแบบ “สุขวิปัสสโก” ในที่สุด ส่วนคนที่มีทุกข์อยู่แล้ว ก็ต้องทุกข์ให้ถึงที่สุด จึงจะพร้อมบรรลุธรรม คือ จะสุดได้สองแบบ ๑) แบบที่ทุกข์ที่สุด จนทุกข์ดับไปเอง (อนิมิตตฺ) ๒) แบบที่ทุกข์บ่อยๆ ซ้ำๆ หนีไม่พ้น จนยอมจำนนแล้วละสักกายทิฐิหรืออัตตาได้เสียสิ้น (ศูนยตา) การบรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคล จะมีสามแบบนี้เท่านั้นเอง ในแบบอื่นๆ จะได้เพียง “เซียน” เท่านั้น คือ ไม่ใช่พระอริยบุคคล ยังมีสักกายทิฐิอยู่ แต่เก่งมากๆ จนคนเขาคิดว่าได้บรรลุธรรมขั้นสูง เช่น พระเทวทัต ผู้สำเร็จอภิญญาห้า แถมพูดเก่ง เอาธรรมะของพระพุทธเจ้าไปพูดต่อได้ราวกับตรัสรู้เองเลย จนขนาดพระเจ้าอชาติศัตรูก็ยังเชื่อได้ ปัจจุบัน ก็มีคนที่สำเร็จเหมือนพระเทวทัตเยอะมากและได้รับความนิยมจากประชาชน ได้รับความศรัทธาอย่างล้นหลาม ไม่ต่างจากพระเทวทัตที่ได้รับการยอมรับจากพระราชา ดังนี้ เราๆ ท่านๆ เป็นคนธรรมดา ไฉนเลยจะไม่หลงกลบุคคลอย่างพระเทวทัต ผู้เปี่ยมด้วยอภิญญาอันน่าไหลหลงของชาวเราที่นิยมพึ่งพาผู้มีฤทธิ์เล่า ดังนี้ พระพุทธเจ้าจึงเน้นสอนให้พึ่งตนเอง   

ลักษณะของพระอริยบุคคลแท้

๑)    เป็นผู้เข้าถึงธรรมได้ด้วยการพิจารณาแต่ทุกข์ ไม่เพลินอยู่ในสุขหรือความสงบ

๒)    หรือ เป็นผู้มีประวัติว่าทุกข์มากมาก่อน จนสิ้นสภาพความยึดถือตัวตนของตนไป

๓)    หรือ เป็นผู้มีประวัติว่าทุกข์มากมาก่อน แล้วปฏิบัติจิตจนที่สุดทุกข์ดับหายไปเอง

ดังนั้น พระอริยบุคคล หรือแม้แต่พระอรหันต์ ย่อมไม่มีลักษณะ “เพลินสุข ติดสุข” หรือมีวรรณะผ่องใสอยู่ตลอดด้วยฌานเพราะไม่ใช่พวกฤษีที่ติดฌาน เพราะรู้เท่าทันความทุกข์ชัด ไม่หลงเพลินแม้แต่สุขสงบในฌานนั้นๆ เป็นผู้มีความไม่ประมาทอยู่ตลอดเป็นผู้สังวร ในตนเองว่าหาสาระอันใดสำคัญไม่ได้เลย ด้วยเพราะสักกายทิฐิถูกทำลายสิ้นแล้ว จะไม่มีภาพของคนที่ถือเนื้อถือตัวอะไรอีก ตรงกันข้ามกับพวกพรหมฤษี (ผู้ไม่ใช่อริยบุคคลแต่มีฌานหรือสมาธิเจริญมาดี) หรือพวกเซียนที่ดูเก่งกาจ ซึ่งจะน่านับถือ, น่าศรัทธามาก ดูยิ่งใหญ่ ดูสงบเงียบ ดูดี ไม่ได้ดูเป็นผู้น้อยจ๋อยเจี้ยมด้วยสักกายทิฐิถูกทำลายแล้ว

อภิธรรม เรื่อง ความทุกข์นั่นแล ที่เป็นไฟเผาเชื้อกิเลส

ความหลุดพ้นทุกข์ เกิดจากต้นเหตุแห่งทุกข์ดับสูญหมดไป ทั้งนี้ ต้นเหตุแห่งทุกข์ก็คือ กิเลสและอวิชชาทั้งหลาย ในการที่กิเลสและอวิชชาทั้งหลายจะหมดสิ้นลงไปได้นั้น ใช้ “ความทุกข์” เป็นไฟเผาให้มอดไหม้ไม่เหลือเชื้อ ตราบใดที่ยังมีทุกข์ ตราบนั้นยังมีกิเลส ตราบใดยังมีกิเลส ตราบนั้นยังมีทุกข์ ดังนี้ เอาทุกข์เป็นไฟเผากิเลสเสีย ทุกข์กับกิเลสก็ทำลายล้างกันสิ้นไปเอง ความหมายคือ ทุกข์ครั้งที่มีทุกข์ก็ให้พิจารณาลงไปที่กิเลสนั้นเนื่องๆ ว่าทุกข์นี้มาจากกิเลสตัวนี้ จี้ลงไปเนืองๆ อย่างนี้ และทุกครั้งที่มีกิเลส แม้ยังไม่ทุกข์ก็ให้พิจารณาทุกข์ว่าย่อมต้องเกิดขึ้นเพราะกิเลสนั้นๆ เป็นแน่แท้ (แบบสุขวิปัสสโก) สลับไปมาอย่างนี้ ทุกข์กับกิเลสก็เป็นเหตุเป็นผลกันเสมอ กิเลสเป็นเหตุ ยังผลให้เป็นทุกข์ ทุกข์เป็นผล มาจากกิเลส พิจารณาอยู่อย่างนี้เนืองๆ กิเลสและทุกข์ก็เผาผลาญกัน

วิธีนี้ เป็นวิธีหนามยอกเอาหนามบ่ง ไม่ได้ใช้กรรมฐานใดๆ เลย เป็น “วิปัสสนา” ล้วนๆ ตรงอริยสัจสี่ คือ เรื่อง ทุกข์, สมุทัย สองอย่างนี้ ให้เหตุและผลทั้งสองนี้ เข้าทำลายล้างกันเอง จนดับสูญทั้งคู่ คือ ทั้งส่วนเหตุ และส่วนผล อนึ่ง เหตุและผลเป็นของคู่กัน ไม่อาจดับสูญได้ขาใดขาหนึ่ง ตราบใดยังมีเหตุ ตราบนั้นผลย่อมมีได้ ตราบใดที่ยังมีผล เหตุก็ยังมีอยู่ ดังนี้ เมื่อใช้เหตุและผล คือ ทุกข์และกิเลส เข้าเผาผลาญต่อสู้กันเอง ย้ำๆ ตรงทางอริยสัจอยู่เสมอ ในที่สุด ทั้งเหตุและผลก็ดับสูญลงพร้อมกัน ณ จุดนั้นเอง นิโรธ จึงเกิด และด้วยอาศัยนิโรธเป็นเหตุ “มรรคมีองค์แปด” ย่อมจะเกิดเป็นผลตามมา เรียกว่า เหตุผลทางโลกียะ ดับสูญลงพร้อมกันทั้งคู่แล้ว เหตุผลทางโลกุตระ ย่อมเกิดขึ้นแทนที่ แบบนี้ ไม่ได้ใช้ “ความสงบสุข” เข้ามาแทนที่เลย เอาทุกข์ล้วนๆ ขึ้นวิปัสสนาโดยตรง ไม่หนี ไม่เบี่ยงเบน ไม่หลบ ไม่หลีก ดูตรงๆ ชนตรงๆ เหตุและผล, กิเลสและทุกข์ ชนกันตรงไปตรงมา ไม่หนี ไม่หลบไปไหน ซึ่งดีกว่าการเอาความสุขสงบมาแทนที่ เหมือนการกลัวเจ็บ เลยไปขอยาชาชั่วคราวให้หายเจ็บ แบบนี้ ไม่เข็ดหลาบ ไม่หายโรคได้แท้จริง

วิปัสสนากรรมฐานที่ตรงสู่อริยสัจสี่

ให้พิจารณาตรงไปตรงมาอย่างนี้

๑)   กรณีที่หนึ่ง “ถ้าเราสุขอยู่ ยังไม่มีทุกข์”

พิจารณาย้ำๆ ซ้ำๆ แต่ว่า “ทุกข์ยังรออยู่ข้างหน้า เพราะกิเลสในตัวเรายังมี” หรือเมื่อกรณีกิเลสเกิดขึ้นให้นึกถึงทุกข์ที่จะเกิดขึ้นข้างหน้าฉับพลัน ให้เห็นเป็นของคู่กัน เป็นเหตุและผลกันเนืองๆ ซ้ำๆ ย้ำๆ อยู่ จนแนบสนิทติดเป็นสัญญาหมายได้ จำได้หมายรู้ แบบนี้ยังมีสุขอยู่เป็นพื้นฐาน แต่ยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมอยู่ตลอด เป็น “สุขวิปัสสโก” ก็เมื่อพิจารณาอยู่อย่างนี้เนืองๆ จิตจะเกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดได้มาก มีความเท่าทันกิเลสได้มาก ว่องไวได้มาก ปัญญาจะดีมาก จนถึงที่สุด เกิดญาณต่างๆ อันนำไปสู่ญาณสุดท้าย คือ “อาสวขยญาณ” ทำกิเลสให้สิ้น ทำนิพพานให้แจ้งได้ในที่สุด เป็นลำดับไป  

๒)   กรณีที่สอง “ถ้าเราทุกข์อยู่ เพราะกิเลส”

พิจารณาย้ำๆ ซ้ำๆ แต่ว่า “ทุกข์ที่เกิดขึ้นอยู่นี้ เพราะกิเลสตัวนี้ๆ” พิจารณาแบบฉับพลันที่เกิดทุกข์ ให้มี “สติตื่นรู้เหตุของทุกข์ว่ามาจากกิเลส” ให้เห็นว่าเป็นของคู่กันเป็นเหตุและผลกันเนืองๆ ซ้ำๆ ย้ำๆ อยู่ จนแนบสนิทติดเป็นสัญญาหมายได้ จำได้หมายรู้ แบบนี้ยังมีทุกข์อยู่ก็จริง แต่พอเราอดทนและจิตตรงอริยสัจสี่อยู่ตลอด ถึงที่สุดของทุกข์ ทุกข์จะถึงวาระดับไปเอง เข้าสู่ภาวะนิโรธ ถึงจุดนั้น จึงเข้าสู่วิปัสสนาญาณฉับพลัน พิจารณาว่าเหตุปัจจัยใดหนอ ทำให้ทุกข์ดับไป พิจารณาอยู่แต่อย่างนี้จนจิตเข้าสู่สมาธิเองเป็นธรรมชาติ จิตดิ่งลงสู่จิตเดิมแท้เอง จิตรู้ตื่นรู้เต็มที่เอง แล้วปล่อยให้ปัญญาเกิดเองตามวิถีทางนี้

วิธีพิจารณาทุกข์และกิเลสนี้ ให้จับคู่กันไว้ตลอด จนกว่าจะดับสูญลงทั้งทุกข์และกิเลส ก็ไม่มีเหลืออีกจุดนั้นจะตรงเข้าสู่ภาวะ “นิโรธ” เกิดมรรคมีองค์แปดตามกำลังอินทรีย์

อภิธรรม เรื่อง เซนกับการถ่ายทอดสุญญตา

สายธรรมแบบเถรตรงดั้งเดิมแท้ ไม่มีลัทธิและนิกาย อันสืบถอดมาจากพระรัตนตรัยที่แท้นั้น ได้ถ่ายทอดจากอินเดียสู่จีน, สู่ญี่ปุ่น ในญี่ปุ่นมีคำเรียก “สายธรรมแบบเถรตรงดั้งเดิมไม่มีลัทธิและนิกาย” นี้ว่า “เซน” ดังนั้น เราจึงติดคำว่าเซนนี้ ซึ่งเป็นคำเรียกสุดท้ายก่อนสายธรรมจะขาดช่วงลง และเซนกลายเป็นลัทธินิกายหนึ่งในญี่ปุ่นไป ดังจะกล่าวต่อไป

ลักษณะของสายธรรมเซน (แบบเถรตรงดั้งเดิมแท้ ไม่มีลัทธิและนิกาย)

๑)    ไม่มีลัทธิ ไม่มีนิกาย ไม่มีองค์กร ไม่มีหมู่คณะ ถ่ายทอดแบบหนึ่งต่อหนึ่ง ไม่มีรูปแบบใดๆ ที่นอกเหนือไปจาก “ธรรมวินัย” เดิมที่มีกำหนดไว้ในพุทธศาสนา

๒)    ถ่ายทอดธรรมผ่านจิตมากกว่าคำพูด คำพูดไม่สำคัญเท่าภาษาจิต (จิตสู่จิต) ดังนั้น เวลาฟัง อย่าเอาแต่สนใจคำพูด ให้สนใจจิตที่สื่อออกมาจากภายใน

๓)    ไม่มีการสอนสมาธิ หรือฌาน ใดๆ ปล่อยให้สมาธิเกิดเอง ดับเองตามธรรมชาติ รอจนสุกงอมแล้ว ก็ลัดตรงสู่ “สุญญตา” คือ ช่วงจังหวะที่ดับสูญชั่วคราว

๔)   เมื่อเกิดสุญญตาแล้ว ก็เข้าสู่ “วิปัสสนาญาณฉับพลัน” และบรรลุธรรมได้ฉับพลันทันที ไม่ต้องมีการบรรลุเป็นขั้นๆ ไป ได้ขั้นไหนก็พอแค่นั้น ทำกิจต่อไปได้เลย

ธรรมวินัยเดิม

คือ ศีล ๒๒๗ ข้อ ไม่เพิ่มไม่ลด, อภิธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ไม่เพิ่ม ไม่ลด ใช้ของ เดิม, คำเดิม ไม่เพิ่มคำใหม่ๆ (ถ้าไม่จำเป็น) ไม่ลดคำเก่าๆ เพื่อจะไม่ให้พระธรรมวินัยถูกบิดเบือนโดยไม่เจตนา อนึ่ง คำว่า เซน เป็นภาษาญี่ปุ่น ที่ต้องใช้คำนี้ ด้วยเพราะความเข้าใจของคนญี่ปุ่น และขีดจำกัดของภาษา จึงต้องหาคำมาใช้เท่าที่สามารถทำได้ ส่วนคำว่า “สุญญตา” น่าจะมาจากภาวะ “ดับสูญชั่วคราว” (ตทังคนิพพาน) ซึ่งยากเกินกว่าคนจีนในสมัยนั้น จะเข้าใจได้ จึงอาจจำเป็นต้องใช้ศัพท์บัญญัติตัวนี้ แทนตทังคนิพพาน

จิตสู่จิต

คือ การสื่อสารผ่านจิต ไม่ผ่านภาษา ไม่ผ่านคำพูดใดๆ เช่น การถอดกายทิพย์ไปสอนธรรม โดยไม่ต้องใช้กายสังขารไปพูดโดยตรง ก็นับเป็นจิตสู่จิตแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นเคล็ดลับที่พระพุทธเจ้าใช้มานานแล้ว หรือการที่พอเจอตัวกันตรงๆ แต่ไม่พูดอะไร แต่ใช้จิตสื่อแทน นี่ก็เป็นจิตสู่จิตเหมือนกัน อนึ่ง ในสมัยท่านตั๊กม้อนั้น ท่านใช้กายทิพย์แปลงเป็นกระต่ายไปหลอกล่อให้ท่านหุยเคอเดินตามมา แล้วกระต่ายตัวนั้นก็หายเข้าไปในกายของท่านตั๊กม้อที่กำลังนั่งสมาธิอยู่ ท่านหุยเคอก็ประหลาดใจ นี่คือ จิตสู่จิตเหมือนกัน คือ ถอดกายทิพย์ไปสอนหรือทำกิจต่างๆ ขณะที่ท่านนั่งสมาธิเข้าหาผนังอยู่ ๙ ปีนั้นเอง   

สุญญตา

คือ ภาวะดับสูญชั่วคราวที่เกิดขึ้นในจิต เป็นเรื่องของจิต ไม่ใช่เรื่องอย่างอื่น คือ ถ้าเงินหายชั่วคราวจะใช้คำนี้ว่า “เงินสุญญตา” อันนี้ ไม่เหมาะ ใช้เฉพาะแต่เรื่องจิตเท่านั้น มีคำหนึ่งคำว่า “ตทังคนิพพาน” มีอยู่ในไตรปิฎกชัดเจน น่าจะตรงกับคำว่าสุญญตา ซึ่งภาวะดับสูญชั่วคราวนี้เกิดขึ้นได้เสมอ เกิดแล้วดับไป แต่ไม่ค่อยมีคนสนใจ ซึ่งถ้าอาศัยจังหวะนี้เข้าสู่วิปัสสนาญาณฉับพลันจะบรรลุธรรมได้ แต่ถ้าไม่มีสุญญตาเกิดขึ้น ก็ไม่อาจบรรลุ

วิปัสสนาญาณฉับพลัน

คือ การพิจารณาว่า “เหตุปัจจัยทำให้ดับสูญ” เป็นการสงสัยแต่พอเหมาะพอควร ในเวลาที่ควรสงสัย ไม่มีความรู้สึกลบหรือบวก คือ เมื่อเกิดภาวะดับสูญแล้ว ก็เข้าสู่ความสงสัยนี้ทันที โดยจิตที่เป็นกลาง, อุเบกขาไม่เป็นบวกหรือลบกับภาวะดับสูญนั้น หากมีความเป็นบวกหรือลบก็จะเกิด “วิจิกิจฉา” ขึ้นมาทันที สมาธินั้นจะลดลงมากจนหลุดออกจากสมาธิไป ถ้าสามารถทำกิเลสให้สิ้นได้ (กิเลสนิพพาน) จะเกิดภาวะต่อไปคือ “นิโรธ” หรือ แจ้งจ้าสว่างไสวด้วยปัญญาและหลังจากเกิดนิโรธแล้วจะได้มรรคมีองค์แปดตามมาเอง

อภิธรรม เรื่อง การสืบสายธรรมดั้งเดิมแท้ไม่มีลัทธิไม่มีนิกาย

ในสมัยพระเจ้า “อโศกมหาราช” สายธรรมแบบดั้งเดิมแท้ไม่มีนิกายก็ยังอยู่ เกิดจากการปลีกตัวออกจากหมู่สงฆ์ที่รวมตัวกันขึ้นเพื่อผ่อนปรนศีล โดยพระมหาเทวะ ตอนนั้นนับว่าเป็น “มหายาน” ครั้งแรกได้เหมือนกัน แต่อยู่ไม่นานก็ล่มสลายไป ส่วนแบบดั้งเดิมแท้ไม่มีลัทธิหรือนิกายนั้น ก็ยังมีอยู่ในสมัยนั้น จากนั้นไม่นานสงครามใหญ่ น่าจะเป็นสงครามที่มาจากชาวอิสลาม เข้ามาอินเดีย ทำให้ชนชาติเชื้อชาติอินเดีย เปลี่ยนไปมากตั้งแต่นั้น ท่าน “ตั๊กม้อ” ได้รับมอบหมายกิจให้ออกจากอินเดียเพื่อสืบทอดสายธรรมนี้ต่อที่ประเทศจีน ไปโปรดพระเจ้าแผ่นดินองค์หนึ่ง ซึ่งเป็นองค์สำคัญที่จะมาช่วยกิจพุทธศาสนา ก็คือ พระเจ้าเหลี้ยงบู้ตี่ ทว่า ผิดพลาดไปนิดหนึ่ง จึงต่อกันไม่ติด เจ้าแคว้นเหลียงก็เลยขับไล่ท่านตั๊กม้อออกจากแคว้นเหลียงไป แล้วแคว้นเหลียงก็กลายสภาพเป็น “นิกายมหายาน” โดยสมบูรณ์แบบ อนึ่ง พระเจ้าเหลียงบู๊ตี่นี่ แบ่งภาคมาจากพระศรีอาริยเมตตรัย รอมารับดูแลศาสนาพุทธดั้งเดิมแท้ ทว่า ท่านนั้น ไม่ได้มีบุญสัมพันธ์กับพระสาวกบริวารของพระสมณโคดมพุทธเจ้า ทำให้เกิดเหตุขับไล่ท่านตั๊กม้อออกไป แล้วรับเอานิกายมหายานที่มีพระจี้กงเป็นราชครูแทนมีการสร้างวัดเป็นพันๆ วัดเลี้ยงพระเป็นหมื่นๆ รูปแต่เป็นมหายาน คือ ปฏิบัติไม่ถูกต้องไม่ตรงทาง ท่านตั๊กม้อเห็นหมดแล้วก็เลยไม่รู้จะพูดอะไรดี ไม่รู้สอนอะไรดี ก็ไม่พูดเลย หายไปเลย แล้วไปนั่งสมาธิหันหน้าเข้าผนังถ้ำ ๙ ปี เข้าใจไหมว่าที่พระเจ้าเหลียงบู๊ตี่ยินดีกับนิกายมหายานนั้น เพราะบริวารสาวกของท่านเป็นพวกมหายาน เป็นพระโพธิสัตว์ ไม่ใช่พุทธบริษัทของพระพุทธเจ้า บุญกรรมไม่สัมพันธ์กัน เข้ากันไม่ได้ พุทธบริษัทของพระพุทธเจ้าสมณโคดม ต้องอาศัยร่มบุญของพระสมณโคดม จะอาศัยในร่มบุญของพระศรีอาริยเมตตรัยไม่ได้ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นพุทธบริษัทของพระศรีอาริยเมตตรัยไป และไม่ได้นิพพานในพุทธกาลนี้ ดังนั้น ทุกครั้งเมื่อพระศรีอาริยเมตตรัยลงมาช่วยพระพุทธศาสนา ก็คือ “มาขับไล่พุทธบริษัทของพระพุทธเจ้า แล้วเอาบริวารตนมาแทนที่” นั่นเอง เพราะบุญกรรมมันสัมพันธ์กันอย่างนี้ โทษทีนะ โทษใครไม่ได้ พระเจ้าเหลียงบู๊ตี่ที่ไล่ท่านตั๊กม้อนั้น ก็ต้องเกิดมาเสวยกรรม โดนเขาไล่ อยู่ไม่ได้ ไม่เท่านั้น ก็ต้องมาทำลายความหลงในนิกายมหายานที่ตนเองเคยทำไว้ด้วย สรุป สุดท้ายพระพุทธ ศาสนาแบบเถรตรงดั้งเดิมแท้ไม่มีนิกาย เลยอยู่แคล้วนเหลียงไม่ได้ ต้องไปอยู่แคว้นอื่น ต่อจากประเทศจีน ท่านตั๊กม้อถ่ายทอดได้ ๖ รุ่น จบลงที่ท่านเว่ยหลาง พระพุทธศาสนาแบบดั้งเดิมแท้ไม่มีลัทธิและนิกายนั้นก็เข้ามาสู่ประเทศ “ญี่ปุ่น” แทน ในญี่ปุ่นมีคำเรียกเพิ่มเติมเข้ามาคำหนึ่งว่า “เซน” เป็นคำสั้นๆ ง่ายๆ ภาษาญี่ปุ่น แต่ไม่ค่อยมีคนเข้าใจจริงหรอกเช่น จัดดอกไม้แนวเซน ก็ไปซื้อๆ ดอกไม้มาจัดเลียนแบบธรรมชาติ แต่นี่ก็ยังไม่ใช่เซนนะ, ภาพวาดแนวเซน ก็พยายามวาดง่ายๆ ลดรูป และเลียนแบบธรรมชาติ แต่มันก็ยังไม่ใช่เซน เข้าใจไหม (คง ไม่เข้าใจหรอก) เอาเป็นว่าที่เห็นๆ กันเกลื่อนว่าสวยงามนั้น มันไม่ใช่เซนแท้ เซนไม่จำเป็นต้องสวย (แต่ในแง่ศิลปะนั้น การจัดดอกไม้ หรือภาพวาดแนวเซนก็นับว่าดีเยี่ยม เป็นศิลปวัฒนธรรมที่มาจากเซนดัดแปลงมาอีกที) สมมุตินะ เธอวาดภาพห่วยๆ วาดไปวาดมาแล้วเสียอารมณ์ ก็พยายามจะวาดใหม่ๆ แล้วก็ยอมจำนนว่าฉันนี่ห่วยแตกจริง เฮ้อ แล้วฉับพลันนั้น ก็ขีดไปสองสามขีด จิตเกิดเข้าสู่ภาวะสุญตาคิดได้ฉับพลันว่า “อะไรคือสวยงาม อะไรคือไม่สวยงามละ” เธอก็หาไม่ได้ว่าอะไรสวยงาม อะไรไม่สวยงาม ก็มันเป็นธรรมชาติทั้งหมด งามไม่มี ไม่งามก็ไม่มี แค่นี้ละจบ “ภาพวาดแบบเซน” คือ “ไม่สวยเลยสำหรับทางโลก” แต่ “เธอแจ้งแล้ว” นี่ละเซนแท้ทำอะไรก็ได้ ถ้ามันถึงที่สุด แล้วดับสูญ (สุญญตา) แล้วเธอเข้าสู่วิปัสสนาญาณฉับพลัน เกิดภาวะแจ้งจ้า เกิดปัญญาสว่างไสวขึ้นมาเท่านี้เอง มันไม่จำเป็นต้องสวยงาม อร่อย หรือเป็นที่พอใจของตลาดหรือลูกค้าเลย แต่ปัจจุบันนี้ ศิลปะแนวเซน อิงอยู่สองอย่าง คือ ระหว่างความพอใจของผู้สร้างสรรค์เอง กับความพอใจของลูกค้า อันนี้ ไม่ใช่เซนที่แท้จริง ทำไปเลย อะไรก็ได้ ให้มันสุดแห่งโลกียะ แล้วโลกุตตระจะเข้าเอง นั่นแหละเซน ทว่า ปัจจุบัน ในญี่ปุ่น เซนได้กลายเป็นนิกายไปแล้ว ไม่ใช่พุทธศาสนาเถรตรง ดั้งเดิมแท้ ไม่มีลัทธิหรือนิกายอีกต่อไป (พ.ศ. ๒,๕๕๓) แต่สายธรรมไม่ได้ขาดหาย จะปรากฏที่ไทยต่อไป สรุป จากอินเดีย, ไปจีน, ไปญี่ปุ่น แล้วมาไทย ส่วนทิเบตไม่ใช่แบบดั้งเดิม เป็นสุขาวดี

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น