รวมบทความมหาธรรม ชุด ทำไมต้องฝึกลมปราณ
มหาธรรม เรื่อง ทำไมจึงต้องถ่ายทอดวิธีการฝึกลมปราณ
เพราะหลังกึ่งกลางพุทธกาลนี้ สัตว์สี่เหล่าใหญ่จะมาเกิดมาก และไม่พร้อมที่จะรับธรรมจากพุทธศาสนา ผู้ที่พร้อมรับธรรมจากพระพุทธศาสนาจะต้องมีจิตวิญญาณตั้งแต่มนุษย์ขึ้นไป แต่ต้องไม่ใช่มาร นอกเหนือจากนี้แล้ว ไม่อาจบรรลุเป็นพระอริยบุคคลได้เลย จึงต้องมีการโปรดสัตว์เหล่านั้นที่ไม่อาจพร้อมจะรับธรรมจากพุทธศาสนาได้ เช่น อสูร (คนที่ค้ายาบ้า จะมีจิตวิญญาณเป็นอสูร เขาเหล่านี้จะไม่เชื่อฟังธรรมในพุทธศาสนา) เป็นต้น การฝึกลมปราณจะช่วยทำให้ “จิตวิญญาณ” มีการเปลี่ยนไปไปเอง คือ จิตวิญญาณที่ไม่ดีสลายไป แล้วเกิดใหม่ เป็นจิตวิญญาณที่ดีขึ้น พร้อมรับธรรมจากพุทธศาสนาได้ ดังนี้
๑) พวกอสุระ
พวกอสุระที่ดี เรียกว่า “ยักษ์” พวกนี้สอนธรรมได้ แต่พวกอสุระฝ่ายร้ายคือ อสูร นั้น สอนธรรมของพระพุทธเจ้าไม่ได้ ต้องฝึกลมปราณเสียก่อน จึงจะหลุดพ้นแล้วรับธรรมะได้
๒) พวกมาร
พวกมารฝ่ายสัมมาทิฐิก็ยังสอนธรรมไม่ได้ เพราะเป็นมาร สอนอย่างไรก็เปล่าประโยชน์ ตราบเท่าที่ยังมีความแค้นศัตรูของตนไม่ละวาง ก็ไม่อาจบรรลุธรรมในพุทธศาสนาได้เลย ต้องฝึกลมปราณเท่านั้นจึงหลุดพ้นได้ ส่วนมารฝ่ายมิจฉาทิฐิไม่เปิดรับธรรมของพุทธเลย
๓) พวกเทพเทวดา
พวกเทวดาไม่มีตำแหน่ง ไม่มีภารกิจมาก พวกนี้ ฟังธรรมแล้วบรรลุได้ง่าย แต่เราไม่ต้องไปโปรดเทวดาบนสวรรค์ก็ได้ เพราะมีพระพุทธเจ้าดูแลอยู่แล้ว เราช่วยเฉพาะคนที่มีจิตเป็นเทวดาก็พอ ส่วนเทวดาที่มีตำแหน่งอยู่ เรียกว่า “พวกเทพ” พวกนี้ ยังไม่บรรลุธรรมได้จนกว่าจะบรรลุภารกิจของตน ตราบเท่าที่ไม่วางภารกิจก็จะไม่บรรลุธรรมเป็นส่วนใหญ่
๔) พวกพรหม
พวกพรหมมิจฉาทิฐินั้นสอนธรรมไม่ได้ ส่วนพรหมฝ่ายสัมมาทิฐิพอสอนธรรมจากพุทธศาสนาได้ ปกติ พรหมมีพลังภายในดีอยู่แล้ว ไม่ต้องฝึกลมปราณก็ได้ แต่ถ้าจะฝึกก็เพื่อ ให้หลุดพ้นจากการยึดติดอยู่กับภาวะ อยู่กับที่ อยู่กับภพ และความสุขสงบในฌาน ก็ได้
สรุป หลังกึ่งพุทธกาลนี้ สัตว์สี่เหล่าใหญ่ที่พร้อมฟังธรรมจริงๆ มีสองพวกคือ เทวดาและพรหมฝ่ายสัมมาทิฐิเท่านั้นเอง ที่เหลือต้องฝึกลมปราณ เพื่อปรับจิตวิญญาณก่อนทั้งสิ้น ดังนั้น จึงมีเหตุผลชัดเจนว่าทำไมจึงต้องถ่ายทอดวิธีการฝึกลมปราณต่างๆ ทั้งหลายนั้น
ตัวอย่างการฝึกลมปราณที่เหมาะสมกับจิตวิญญาณชนิดต่างๆ
๑) ลมปราณธรรมจักร (สมาธิหมุน) เหมาะสมกับผู้ที่มีจิตมารเช่น คนกรุงที่มักเครียด
๒) ลมปราณเก้าเอี๊ยง (กรรมฐานเปิดโลกสายหลวงพ่อคง) เหมาะกับผู้มีจิตมาร-อสูร
๓) ลมปราณเก้าอิม เหมาะสมกับผู้ที่มีจิตเป็นอสูร (มารไม่เหมาะ) เช่น อสูรมังกรดำ
๔) ลมปราณไทเก๊ก เหมาะสมกับผู้ที่มีจิตเป็นเซียน, เทพที่จะบำเพ็ญขึ้นชั้นเซียน
๕) ลมปราณสายเต๋า เหมาะสมกับผู้ที่มีจิตเป็นเซียน, เทพที่จะบำเพ็ญขึ้นชั้นเซียน
ท่านที่ฟังธรรมะจากพุทธศาสนาแล้ว รู้สึกจิตใจไม่ไปไหนเลย ที่เคยเครียดก็ยังเครียดอยู่ เหมือนไม่ช่วยอะไรได้เลย ให้ทราบว่าท่านอาจมีจิตวิญญาณบางดวงที่เข้าแทรก และไม่พร้อมรับธรรมะ เช่น จิตมาร, จิตอสูร ฯลฯ จำเป็นที่ท่านต้องฝึกลมปราณก่อน เพื่อพัฒนาจิตวิญญาณให้พร้อมที่จะรับธรรมจากพระพุทธศาสนาในโอกาสต่อไป ท่านสามารถหาที่ฝึกได้มากมาย เมื่อลมปราณภายในร่างกายสว่างขึ้น, มีคุณภาพที่ดีขึ้นแล้ว ก็ไม่ยากเกิน ไปที่จิตใจของท่านจะเปิดรับธรรมะจากพุทธศาสนาเอาชนะใจตนได้ในลำดับต่อไป
มหาธรรม เรื่อง แหล่งลมปราณในธรรมชาติรอบตัว
แหล่งลมปราณในธรรมชาติรอบตัวมีทั้งดีและไม่ดี หลากหลายชนิด ผู้ฝึกต้องศึกษาให้ชัดก่อนว่าตนกำลังสัมผัสกับลมปราณชนิดใด เพื่อไม่ให้ต้องเกิดปัญหาในภายหลัง ดังนี้
แบ่งประเภทตามดี-เสีย
๑) ลมปราณเสีย คือ ลมปราณที่มีผลลบต่อสุขภาพร่างกายหรือจิตใจ จะมืด โดยปกติมาจากเบื้องล่าง, พื้นดิน เนื่องจากสัตว์ตายทับถมกันมาก ลมปราณจากคนตายหรือศพไม่ใช่ของดี มีแต่ความทุกข์, เจ็บปวด, ทรมาน, นรก ให้หลีกเลี่ยงลมปราณเหล่านี้ แม้จะมีมาก หาง่าย และสามารถเพิ่มพูนพลังภายในได้รวดเร็ว
๒) ลมปราณดี คือ ลมปราณที่มีผลดีต่อสุขภาพร่างกายหรือจิตใจ จะสว่าง โดยปกติมาจากเบื้องบน, ท้องฟ้า เนื่องจากจิตวิญญาณที่ศักดิ์สิทธิจะอยู่บนสวรรค์ คือ เบื้องบนเหนือศีรษะคนขึ้นไป พลังปราณของเทพเทวดาเป็นของดี ควรฝึกรับ แต่ลมปราณเหล่านี้ หายาก จูนรับได้ยาก จำนวนไม่มากเท่ากับที่อยู่ภาคพื้นดิน
แบ่งประเภทตามความละเอียด
๑) พลังหยาบที่สุด คือ พลังที่ไม่ใช่พลังปราณชีพ ไม่ใช่พลังปราณในสิ่งมีชีวิตในสามภพนี้ เช่น พลังธาตุสี่ ดิน, น้ำ, ลม, ไฟ เป็นพลังชั้นหยาบที่สุด มีผลกระบทต่อร่างกายได้ง่ายเช่น เมื่อโดนลม, โดนแดดมากๆ อาจป่วยได้ ในการฝึกปราณ ไม่ควรใช้พลังเหล่านี้ในการฝึก เนื่องจากพลังหยาบเกินไปไม่ใช่ปราณ หากจะฝึกต้องเลือกแหล่งที่ดีจริง เช่น พลังธาตุน้ำ จากแหล่งน้ำที่บริสุทธิ์และดี
๒) พลังละเอียดปานกลาง คือ พลังปราณชีพที่ได้มาจากสิ่งมีชีวิตในสามภพ เช่น พลังปราณชีพของรุกขเทวดา พลังปราณชีพเหล่านี้ บ้างยังหลงเหลืออยู่ในโลกมนุษย์ เช่น พลังปราณชีพที่ตกค้างอยู่ตามหินที่มีผู้เคยบำเพ็ญตบะนั่งสมาธิอยู่ พลังแบบนี้ นับว่าละเอียดปานกลาง เนื่องจากยังไม่บริสุทธิ์มากพอนั่นเอง
๓) พลังละเอียดสูงสุด คือ พลังปราณของผู้ที่มีจิตบริสุทธิ์ เช่น พลังพระธาตุ, พลังจิตเมตตาของพระอรหันต์ พลังเหล่านี้ ใช้ชำระล้างพลังหยาบกว่าได้ทั้งหมด เปลี่ยนแปลงพลังที่หยาบกว่าได้ทั้งหมด ให้ละเอียดมากขึ้นตามได้ เมื่อเราทุกข์, เครียดหรือได้รับพลังด้านมืดมากๆ ให้ไปรับพลังที่พระธาตุเจดีย์จะดีขึ้น
หน้าที่ของลมปราณ
ลมปราณ คือ “วิญญาณาหาร” หมายถึง เป็นอาหารหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณ เมื่อร่างกายมีลมปราณอุดมสมบูรณ์ ก็จะมี “จิตวิญญาณ” ที่ดีแข็งแรง หรือมีจิตวิญญาณที่หลากหลายชนิดเข้ามาร่วมอยู่ในกายสังขารด้วย คนที่ฝึกดูดซับพลังดำจากพื้นดิน มักได้จิตวิญญาณอสูรที่ดุร้ายมีพลังดำ เนื่องจากอสูรเหล่านี้ มีพลังปราณดำเป็นอาหารหล่อเลี้ยงตน ในคนที่ฝึกลมปราณเบื้องต้นได้รับลมปราณดีจากธรรมชาติได้ไม่นานถูกแทรกด้วยจิตวิญญาณได้ง่าย นี่เป็นเรื่องธรรมดา ธรรมชาติ ของผู้มีลมปราณส่วนเกินในร่าง ทำให้จิตวิญญาณเข้ามาอาศัยกินลมปราณเหล่านั้นด้วย หากไม่ถ่ายเทลมปราณส่วนเกินออกจากร่าง ก็จะมีจิตวิญญาณเข้ามาชุมนุมในร่างกายมากผิดปกติ และทำให้ควบคุมตนเองไม่ได้ ถูกคุม มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ผิดปกติไปได้ ส่วนในคนที่ฝึกถ่ายเทลมปราณเสียออกจากร่าง ถ่ายออกมากจนในที่สุดไม่พอดี ก็จะได้รับพลังจากจักรวาล หรือพลังปราณที่ดีจากเทพเทวดาเบื้องบนถ่ายลงมาแทนที่ ก็จะเข้าสู่ภาวะสมดุลได้ การฝึกลมปราณมีสองระบบคือ ระบบดูดซับเข้ามาสะสมไว้ภายใน (อิม) และระบบถ่ายเทออกภายนอก (เอี๊ยง) น้อยคนนักที่จะฝึกสองระบบผสานกันได้ดีแต่การฝึกควรเข้าถึงระดับที่สามารถใช้ได้ทั้งสองระบบ หรือระดับ อิม-เอี้ยง หรือ หยิน-หยาง จากนั้น ก็พัฒนาต่อไปถึงขั้นเหนือทวิภาวะ พ้นจากภาวะทั้งสอง ที่เรียกว่า “เต๋า” ซึ่งจะสำเร็จขั้นนี้ได้ต้องใช้ปัญญาทางธรรมช่วยด้วย
มหาธรรม เรื่อง ทวารเปิดปิดลมปราณในร่างกาย
ทวารเปิดปิดลมปราณในร่างกายมีได้ทุกอณูของร่างกายเรียกว่าสามารถถ่ายเทลมปราณเข้าออกได้ทุกรูขุมขน ทว่า ไม่เท่ากันในแต่ละส่วนของร่างกาย ส่วนใดที่เปิดปิดได้มาก นับเป็น “ทวารเปิดปิดลมปราณ” เช่น ฝ่ามือ เป็นต้น ขอบอกเพียงน้อยแล้วแต่พรสวรรค์
- ทวารเปิดปิดลมปราณบริเวณกระหม่อม
- ทวารเปิดปิดลมปราณบริเวณตาที่สาม
- ทวารเปิดปิดลมปราณบริเวณตาทั้งสองข้าง
- ทวารเปิดปิดลมปราณบริเวณหูทั้งสองข้าง
- ทวารเปิดปิดลมปราณบริเวณจมูกทั้งสองรู (เวลาฝึกให้ฝึกหายใจเข้าทีละรู)
- ทวารเปิดปิดลมปราณบริเวณปาก
- ทวารเปิดปิดลมปราณบริเวณคอหอย (ปกติ ไม่ค่อยเปิดออกทางด้านหน้า)
- ทวารเปิดปิดลมปราณบริเวณหน้าอก
- ทวารเปิดปิดลมปราณบริเวณใต้ลิ้นปี่
- ทวารเปิดปิดลมปราณบริเวณท้องน้อย
- ทวารเปิดปิดลมปราณบริเวณทวารเบา
- ทวารเปิดปิดลมปราณบริเวณทวารหนัก (ใช้ถ่ายปราณเสียออกพร้อมลมได้ดี)
- ทวารเปิดปิดลมปราณบริเวณฝ่ามือทั้งสองข้าง
- ทวารเปิดปิดลมปราณบริเวณฝ่าเท้าทั้งสองข้าง
- ทวารเปิดปิดลมปราณบริเวณปลายนิ้วมือทั้งสิบ
ทวารเปิดปิดลมปราณเหล่านี้ใช้งานต่างกันเช่น ถ้าจะเปิดรับพลังจักรวาลจากเบื้องบนซึ่งเป็นพลังดี พลังฟ้า ให้เปิดบริเวณกระหม่อมไม่ควรเปิดรับพลังจากพื้นดินแต่สามารถถ่ายพลังลงดินได้ กล่าวคือ ให้พลังดีจากฟ้าผ่านร่าง พลังเสียจากกาย ถ่ายลงดิน หมุนเวียนพลังงานภายในร่างกายแบบนี้ จึงครบวงจร พลังฟ้า-ดิน เวลารับจากฟ้าใช้เปิดกระหม่อม เวลาถ่ายลงดินใช้เปิดที่ฝ่าเท้าสองข้าง เวลาฝึกให้ยืนกางขาออกประมาณศอกหนึ่ง ยืดตัวตรง รวมปลายฝ่ามือทั้งสองจรดกันคล้ายนั่งสมาธิ (แขนจะเป็นวงจรเกือบกลม) เพื่อปิดทวารฝ่ามือทั้งสองข้าง, หลับตาและปิดทวารอื่นทั้งหมด เปิดแต่กระหม่อมและฝ่าเท้าทั้งสองข้าง ระลึกว่ามีพลังบริสุทธิ์ไหลจากเบื้องบนเข้าทางกระหม่อมแล้วขับพลังเสียในร่างกายออกทางฝ่าเท้า โดยกำหนดพร้อมหายใจเข้าออก หายใจเข้าดึงพลังเบื้องบนเข้ามาทางกระหม่อมถึงท้องน้อย หายใจออก ขับพลังเสียจากท้องน้อยถ่ายลงดิน ในการฝึกพลังฟ้าดินนี้ อย่าโคจรพลังย้อนศร (อย่าดึงพลังด้านล่างเข้าตัว แล้วถ่ายพลังดีขึ้นฟ้า)
ลองดูการฝึกทวารตาสองข้างบ้าง ให้เพ่งดวงจันทร์วันเพ็ญดูดซับพลังดวงจันทร์เข้าทางดวงตาสองข้าง จนรู้สึกราวกับภาพดวงจันทร์นั้นอยู่ในความระลึก ในหัว ในความจำของเรา จากนั้นมองกระดาษหรือพื้นราบเรียบสีขาวให้ราวกับปรากฏภาพดวงจันทร์ที่กระดาษนั้น หรืออาจเพ่งอย่างอื่นที่เหมาะสมและง่ายๆ ก็ได้ เช่น เปลวเทียนที่ไม่แรงจนเกินไป เมื่อฝึกดูดซับพลังเข้ามาทางสายตาแล้ว เพ่งกระแสภาพนั้นออกไปสู่เป้าหมายได้สำเร็จ นี่คือ วิธีส่ง “นิมิต” เวลาทำจนคล่องแล้ว ให้ลองส่งภาพนิมิตให้กันคือ คนหนึ่ง กำหนดรูปนิมิตเป็น “ดวงจันทร์” แล้วให้อีกคนหนึ่งเปิดตาทิพย์เพ่งรออยู่ ถามดูว่าเขาเห็นนิมิตเป็นภาพอะไร วิธีแบบนี้ เทพเบื้องบนจะใช้ในการให้ปริศนาธรรมกับมนุษย์ที่เปิดตาทิพย์แล้ว เมื่อตาทิพย์เปิด เบื้องบนจะกำหนดภาพนิมิตส่งมาให้เราเห็นได้ ซึ่งใช้วิธีดังกล่าว ในการใช้งานจริงมีหลายวิธี เช่น เรารู้ตัวกำลังมีคนเพ่งมองเราอยู่ ให้เรากำหนดภาพในใจ แล้วส่งไปให้เขาคนนั้น (ที่มีตาทิพย์) ถ้าศัตรูเขาไม่ชอบเรา แต่เขาอาจศรัทธาใครอยู่ ก็ส่งภาพนิมิตคนที่เขาศรัทธาขวางกายทิพย์เราไว้ได้ เขาจะไม่ทราบว่ากายทิพย์จริงเราเป็นอะไร จะเห็นนิมิตภาพนั้น คิดว่าเราเป็นคนที่เขาศรัทธาได้ ก็จะไม่ต้องปะทะกัน อนึ่ง การเปิดปิดทวารลมปราณนี้ ฝึกและใช้งานได้มากมาย ขอยกตัวอย่างเพียงสังเขป
มหาธรรม เรื่อง ชีพจรและการทะลวงชีพจร
ชีพจรคือ ทางเดินของลมปราณภายในร่างกาย การทะลวงชีพจรเพื่อทำให้ทางเดินของลมปราณปลอดโปร่ง ไม่อุดตัน เลือดลมหมุนเวียนดี ลมปราณก็ไม่ติดขัด เมื่อจะใช้พลังปราณจากส่วนใดส่วนหนึ่ง สามารถเคลื่อนดึงไปใช้ได้สะดวกดี นี่คือ ความหมายของการทะลวงชีพจร (บางท่านเคยได้ยินในหนังกำลังภายใน อาจสงสัยว่าจะทะลวงไปทำไม)
ชีพจร
๑) ชีพจรเส้นหลัก
ได้แก่ ทางเดินลมปราณตามแกนกลางร่างกาย ตามกระดูกไขสันหลัง คือ จากก้นกบไล่ไปจนถึงศีรษะ นี่คือ ทางเดินลมปราณที่สำคัญที่สุด ใหญ่ที่สุด เป็นสายหลักของร่างกาย
๒) ชีพจรเส้นรอง
ได้แก่ ทางเดินลมปราณตามแขนงร่างกาย ได้แก่ แขนสองข้าง, ขาสองข้าง (ส่วนที่ยื่นออกจากแนวแกนกลางร่างกาย) โดยตลอดไปจนเปิดออกทางฝ่ามือหรือฝ่าเท้าทั้งสอง
๓) ชีพจรเส้นย่อย
ได้แก่ ทางเดินลมปราณขนาดเล็กในร่างกายส่วนต่างๆ แทรกอยู่ในทางเดินหลักและรอง เช่น ทางเดินชีพจรจากท้องน้อยไปสู่ตาที่สาม, ทางเดินชีพจรจากท้องน้อยไปคอหอย, ทางเดินชีพจรจากจมูกไปท้องน้อย ฯลฯ ทางเดินชีพจรย่อยเหล่านี้ ไม่ใช่สายหลักและรองที่ฝึกกันตามปกติ แต่กำหนดขึ้นเพื่อฝึกหรือเพื่อประโยชน์เฉพาะกรณี เช่น ทางเดินจากจมูกไปท้องน้อยนั้น ใช้เพื่อสะสมลมปราณไว้ที่ท้องน้อย, ทางเดินจากท้องน้อยไปคอหอยใช้เพื่อให้เสียงพูดมีพลังสะกดใจคนได้ ฯลฯ ในการกำหนดทางเดินชีพจรนี้ จะใช้กำหนดพร้อมลมหายใจเข้าออก เพราะสะดวกดีในการนำจิต เช่น เวลาจะกำหนดให้ปราณไหลจากท้องน้อยไปตาที่สามนั้น นั่งกำหนดหรือนึกภาพยาก ก็ใช้การหายใจเข้า ระลึกว่ารวบรวมลมปราณที่ท้องน้อย แล้วหายใจออกขับลมปราณจากท้องน้อยไปออกที่ตาที่สาม (เพื่อทะลวงเปิดตาที่สาม) เป็นต้น ในการกำหนดชีพจรย่อยนี้ แล้วแต่ครูจะให้ แต่ละท่านฝึกไม่เหมือนกัน เพื่อประโยชน์ต่างกัน จึงมีการกำหนดเส้นทางเดินต่างกัน
การกำหนดโคจรลมปราณไปตามเส้นชีพจร
เมื่อทราบพิกัดของเส้นชีพจรแล้ว ว่าจากจุดเริ่มต้นใด ไปสู่เป้าหมายปลายทางที่ใด ก็ให้กำหนดลมปราณเคลื่อนจากจุดเริ่มต้นนั้น ไปยังเป้าหมายปลายทาง ปกติ ควรกำหนดให้พร้อมลมหายใจเข้าออก จะทำให้มีพลังขับเคลื่อนมากยิ่งขึ้น ทำให้ลมปราณเดินง่ายและสะดวกมากขึ้น เช่น ลมปราณจากท้องน้อยไปสู่ปลายฝ่ามือ ให้กำหนดลมหายใจเข้ารวมลมปราณที่ท้องน้อย กักลมหายใจไว้นิดหนึ่ง แล้วซัดฝ่ามือออกไปยังเป้าหมายพร้อมขับลมปราณออกไปด้วย เมื่อถึงเป้าหมายแล้ว จึงค่อยหายใจออก เพื่อระบายลมปราณส่วนที่เหลือ เป็นปราณเสีย ปราณตกค้าง ออกทางปาก ถ้าหายใจออกพร้อมซัดฝ่ามือ ปราณจะออกทางปากเสียมาก ทำให้ไม่อาจใช้พลังปราณไปยังฝ่ามือได้เต็มที่ (จึงต้องปิดทาง ออกลมปราณทางทวารปากหรือจมูก ก่อนถ่ายเทพลังปราณจากท้องน้อยไปที่ฝ่ามือ)
การ “โคจรลมปราณ” คือ การกำหนดการเดินทางของลมปราณเป็นวงจรซ้ำๆ วนไปวนมา เช่น การกำหนดให้เป็นวงกลมหมุนอยู่ที่ท้องน้อย (ลมปราณธรรมจักร) หรือการให้เคลื่อนจากมือขวาไปซ้าย ขณะนั่งสมาธิเอามือขวาทับมือซ้าย (แขนทั้งสองจะงอเป็นวงกลม รอบตัว) หรือการโคจรจากจักระที่หนึ่งถึงเจ็ด (ตามแกนกระดูกสันหลัง) โดยให้วงจรขึ้นจากทางด้านหลัง แล้ววกลงไปทางด้านหน้า วนเป็นวงจรอย่างนี้ซ้ำๆ นี่เรียกว่าเป็นการ “โคจรลมปราณ” หรือการเดินทางของลมปราณเป็นวงจรซ้ำๆ นั่นเอง ทำเสมอๆ ทำให้เลือดลมหมุนเวียนดี สุขภาพดี อายุยืนยาว แต่ไม่ควรโคจรผิดทางหรือสับสน