อนุตรธรรม ชุด การแบ่งภาคเพื่อบำเพ็ญบารมีของพระมหาโพธิสัตว์
อนุตรธรรม เรื่อง ภาคแบ่งใหญ่ ๕ ภาคอวตาร
พระมหาโพธิสัตว์สามารถแบ่งภาคจิตมาเกิดเป็นคนได้มากมาย แต่ในจำนวนดวงจิตที่มีอยู่มากมายนั้น จะมีหน้าที่ใหญ่ๆ อยู่ ๕ หน้าที่ แบ่งกันทำแต่ละดวงจิตต่างกันไป ดังนี้
๑) ภาคสร้าง
๒) ภาครักษา
๓) ภาคทำลาย
๔) ภาคปราบ
๕) ภาคโปรด
ในการทำหน้าที่ ๕ รูปแบบนี้นับเป็นการบำเพ็ญบารมีทั้งสิ้น แล้วแต่ว่าจะมาบำเพ็ญบารมีในหน้าที่อะไร หรือกิจอะไร เช่น คนที่เกิดมาเพื่อทำลายล้างก็เป็นการบำเพ็ญบารมีอย่างหนึ่งเหมือนกัน ไม่ใช่ไม่ได้บารมี หรือไม่มีบารมีเลยก็หาไม่ ในพระมหาโพธิสัตว์ทุกองค์จะแบ่งภาคมาทำกิจทั้ง ๕ แตกต่างกันออกไปดังนี้ ปกติ ทุกองค์จะแบ่งมาจนครบทั้งห้ากิจ ทำให้ต้องทำกิจขัดแย้งกันเอง ทำลายกันเองบ่อยๆ เช่น ท่านที่ทำหน้าที่รักษาและทำลายนั้น ก็ทำหน้าที่ขัดแย้งกัน ยกตัวอย่างเช่น พระศรีอาริยเมตตรัย มีภาคแบ่งอยู่มาก ในจำนวนที่มากมายนั้น จะบำเพ็ญบารมีไปเรื่อยๆ ทางใดทางหนึ่ง จนเริ่มเข้าที่ เบื้องบนก็จะมอบหมายกิจให้อย่างหนึ่ง เช่น กิจสร้าง เป็นต้น กิจเหล่านี้ เมื่อเรารับมาแล้วก็ต้องทำให้เสร็จสิ้น ถ้ากิจไม่สำเร็จ ก็ไม่อาจนิพพานได้ ดังนี้ เราจะตำหนิกิจเหล่านี้ไม่ได้เลย แต่เราบอกผู้อื่นให้ละเว้นกิจที่ไม่ใช่กิจของตนได้ แต่ไม่ใช่ปฏิเสธไปเสียทุกกิจ ก็หาไม่
พระศรีอาริยเมตตรัยจะแบ่งภาคเป็นคู่หยินหยาง
๑) คู่ “ปราบ-โปรด”
มักจะเกิดเป็นมนุษย์สองคนอยู่ใกล้กัน หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกันด้วย เช่น คนหนึ่งเป็นคนโปรด คนหนึ่งเป็นคนปราบ ประสานกิจคู่กันอย่างนี้ และเมื่อทำกิจขัดแย้ง ก็จะเล่นงานกันเอง โดยภาคแบ่งที่ทำหน้าที่โปรดนั้น จะมีจิตเมตตาและปัญญาทางธรรมมาก แต่ในภาคแบ่งที่ทำหน้าที่ปราบนั้นจะมีความโดดเด่นด้านอภิญญาและเล่ห์เหลี่ยมทางโลกมาก บางครั้ง พบว่าในหนึ่งจังหวัด มีคนที่เกิดจากจิตภาคแบ่งของศรีอาริยเมตตรัยถึงสองคนด้วยกันบ่อยๆ และมักอยู่ใกล้กัน หรือเกี่ยวข้องกันอีกด้วย ทว่า กลับทำสิ่งตรงข้ามกัน
๒) คู่ “อนุรักษ์-เปลี่ยนแปลง”
คำว่า “อนุรักษ์” ก็คือ กิจภาครักษานั่นเอง ส่วน “เปลี่ยนแปลง” นั้น ก็คือ กิจภาคทำลายล้างแล้วสร้างใหม่นั่นเอง อนึ่ง การทำลายล้างนั้น ไม่สร้างให้ใหม่ไม่ได้ เพราะจะมีกรรมมาก ไม่มีบุญพอค้ำตัว ส่วนผู้ใดเคยสร้างไว้แล้ว ก็ลงมาทำกิจทำลายล้างแต่ส่วนเดียวได้ เช่น อาณาจักรสุโขทัย ใครสร้างเอาไว้ ก็ต้องลงมาทำลายล้างเอง แม้จะแบ่งภาคมาจากจิตดวงเดียวกัน แต่ทำกิจตรงข้ามกันเพื่อคุมกันไว้ ไม่ให้ละเมิดกฎแห่งกรรม เช่น ถ้าสัตว์มีกรรมมากต้องตาย แล้วมีแต่ภาครักษาก็ไม่ได้ ต้องมีภาคเปลี่ยนแปลงหรือทำลายด้วย
๓) คู่ “ตั้งตัว-สนับสนุน”
แบบนี้คนหนึ่งจะลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ เพื่อตั้งตัวเองโดยไม่พึ่งพาผู้อื่นส่วนอีกคนหนึ่งจะพึ่งพาคนอื่น จนสุขสบายร่ำรวยแล้วจึงให้การสนับสนุนผู้อื่น ทั้งสองก็จะแข่งขันกันเองว่าใครจะทำหน้าที่อะไร ถ้าแข่งขันกันตั้งตัว คนที่บารมีไม่ถึง อ่อนกว่า ก็จะต้องกลายเป็นฝ่ายสนับสนุนไป คือ ต้องเป็นผู้ตาม คอยหนุนผู้นำ เช่น ให้ทั้งสองคนลงมาเกิดแล้วแข่งกันสร้างเนื้อสร้างตัว ทำธุรกิจ หรือค้าขายแข่งกัน ใครพ่ายก็ต้องไปอยู่ฝ่ายสนับสนุนให้คนอื่นเขาเป็นผู้นำ ถ้าชนะก็จะสร้างตัวเอง เป็นตัวของตัวเองได้ ก็จะได้กิจที่ตนต้องการ คือ คนหนึ่งจะต้องบำเพ็ญเป็นพระพุทธเจ้า คนหนึ่งเป็นผู้ช่วยพระพุทธเจ้าองค์อื่น
อนุตรธรรม เรื่อง การบำเพ็ญบารมีเพื่อตั้งตนเป็นองค์ปฐม
พระโพธิสัตว์สามารถบำเพ็ญบารมีเพื่อให้ได้บารมีเป็นองค์ปฐมได้ เช่น การเป็นองค์ปฐมของราชวงศ์ใดราชวงศ์หนึ่ง, การเป็นองค์ปฐมของลัทธิใดลัทธิหนึ่ง, การเป็นผู้ริเริ่มธุรกิจใหม่ธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง, การสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ชนิดใหม่ เป็นต้น บารมีเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นบารมีที่ส่งผลให้เป็น “องค์ปฐม” ทั้งสิ้น ในบทความนี้จะได้อธิบายโดยละเอียดต่อไป
การบำเพ็ญบารมีองค์ปฐม ไม่จำเป็นต้องเป็นปฐมกษัตริย์
การเป็นปฐมกษัตริย์ทำให้ต้องเข่นฆ่าผู้คนมากมายเพื่อแย่งชิงอำนาจมาเป็นของตน จึงทำให้มีกรรมมากและขัดขวางการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้ ทำให้บำเพ็ญบารมีไม่สำเร็จ การบำเพ็ญบารมีองค์ปฐมสามารถบำเพ็ญได้ด้วยการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดก็ได้ แล้วให้เป็นที่ยอมรับแก่ผู้คน มีบริวารเข้ามาร่วมด้วยมากขึ้น ก็นับว่าสำเร็จผลแล้ว เช่น การมีบริษัทใหม่ที่ไม่มีใครเคยสร้างมาก่อน และมีลูกน้องเป็นของตน เป็นต้น บางท่านมัวแต่แก่งแย่งแข่งขันกันเป็นใหญ่ทางโลก เช่น แย่งกันเป็นปฐมกษัตริย์บ้าง, แย่งกันเป็นปฐมเจ้าลัทธิบ้าง, แย่งกันเป็นประธานาธิบดีคนแรกบ้าง ฯลฯ เหล่านี้ ล้วนแต่ก่อกรรมเวรมากทั้งสิ้น เมื่อเทียบกับการบำเพ็ญเป็นปฐมในรูปแบบอื่นๆ เช่น ปฐมธุรกิจใหม่ ไม่ได้เลย
การบำเพ็ญบารมีนั้นมีความตายเป็นที่สุดทั้งสิ้น
เมื่อบำเพ็ญบารมีถึงที่สุดแล้ว พระโพธิสัตว์มักจะตาย โดยทั้งคู่จะแข่งขันในเรื่องเดียวกัน เช่น ท่านพุทธทาสและท่านเสถียร โพธินันทะ แท้แล้วทั้งสองท่านนี้ แบ่งภาคมาจากจิตดวงเดียวกัน แต่ต้องมาทำกิจแข่งขันกันเอง คือ เผยแพร่ธรรม คนหนึ่งอยู่ในเพศฆราวาส มีกายทิพย์เป็นอวโลกิเตศวร คนหนึ่งเป็นเพศบรรพชิต มีกายทิพย์เป็นวัชรปานี ครั้งหนึ่ง ทั้งสองได้ถกกันเรื่องจิตประภัสสรเพราะคิดไม่ตรงกัน ท้ายที่สุด ท่านเสถียร ก็ละสังขารเสียแต่เยาว์วัย เพราะบารมีอ่อนกว่าท่านพุทธทาส นี่ก็เพราะที่สุดของการบำเพ็ญบารมี ถ้าไม่แก่กล้าจริงก็ต้องตายโดยจิตภาคแบ่งอื่นที่มีบารมีมากกว่าจะอยู่รอดต่อไป เหมือนการหว่านเมล็ดพืชลงในนาข้าว ย่อมต้องมีข้าวที่เติบโตได้แข็งแกร่งและต้นที่ต้องตายไป ดังนี้ ถ้าจะบอกว่าโลกนี้ไม่มีการแข่งขัน เราไม่ต้องมาแข่งขันกัน หรือเราไม่ควรแข่งขันกันจะเป็นไปได้หรือ ไม่มีทางเลย ผู้บำเพ็ญบารมีทุกคนมีเงาของตัวเองเป็นคู่แข่งทั้งสิ้น ดังนี้ ถ้าเราไม่สู้ ไม่แข่งขัน ทั้งยังบำเพ็ญบารมีอ่อนด้อย เราจะมีโอกาสตายได้ คือ ตายไปเฉยๆ เพราะไม่มีประโยชน์จะอยู่ต่อไป แม้แต่ผู้เขียนเองก็รู้ตัวว่าตนเองถ้าบำเพ็ญแล้วอ่อนด้อยกว่าภาคแบ่งอื่น ที่มาจากจิตต้นขั้วเดียวกัน ก็มีโอกาสตายได้ไม่ยาก อันนี้ เป็นดุลยภาพของธรรมชาติ ที่ท้ายที่สุดแล้ว จะคัดสรรค์เมล็ดพันธุ์ที่เข้มแข็งที่สุดเอาไว้ คือ ถ้าผู้เขียนไม่ทำหน้าที่เผยแพร่ธรรมทางใดทางหนึ่ง ไม่มีผลงาน ไม่อาจโปรดสัตว์ได้ ก็อาจถูกเก็บกลับคืนสู่สวรรค์ได้เช่นกัน เพราะ “รอยกรรมที่ฆ่าตัวตาย” ถวายพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ มานั้น จะซ้ำรอยเดิมอีก ถ้าบุญบารมีน้อยก็ต้องตาย ถ้าบุญบารมีมาก ก็เสวยผลบุญ ไม่ต้องตาย จิตภาคแบ่งคนอื่นก็จะตายแทนเอง เขาจะรับกรรมแทนเราไปดังนี้ นี่คือวิธีที่พระโพธิสัตว์ที่มีกรรมมาก ต้องการยื้อชีวิตตนเองให้เหลือรอดสักหนึ่งคน ก็ต้องแบ่งภาคจิตออกเป็นสอง ให้แข่งขันกันเอง ใครดีกว่าเอาคนนั้นไว้ ที่เหลือเสวยกรรมไป
ทำอย่างไรจึงไม่เสวยกรรม “ฆ่าตัวตาย” ซ้ำรอย
พระนิตยโพธิสัตว์เคยถวายชีวิตเป็นทาน บ้างตัดศีรษะถวายพระพุทธเจ้าด้วยมือตนเอง ดังนี้ จึงเสี่ยงมากที่รอยกรรมจะซ้ำรอยเกวียนเดิม คือ “ฆ่าตัวตาย” แม้ว่าการถวายชีวิตให้พระพุทธเจ้าจะได้บุญบารมีมาก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการฆ่าตัวตาย ก็เป็นกรรมหนักคู่กัน วิธีเลี่ยงการฆ่าตัวตายหรือตายก่อนเวลาของพระโพธิสัตว์ที่ต้องลงมาทำกิจสำคัญอย่างหนึ่งก็คือ การแบ่งภาคออกเป็นสอง แล้วให้คนทั้งสองนั้นแข่งบารมีกันเอง ผู้ใดมีบารมีมากกว่าจะถูกเลือกขึ้นแท่น “นิตยโพธิสัตว์” ได้ทำกิจต่อไปไม่ต้องเสวยกรรมถึงตาย แต่อีกคนถ้าไม่มีกิจทำแล้ว จะรับวิบากกรรมคือ “ตาย” ไปแทน วิธีที่ทำให้รอดตายคือต้องมีกิจทำคือ กิจมหาโพธิสัตว์หรือการพึ่งบุญบารมีเป็นบริวารของนิตยโพธิสัตว์องค์อื่น
อนุตรธรรม เรื่อง พรหมภาคหยิน ต้นกำเนิดสตรีหกประเภท
พรหมภาค “หยิน” คือ พรหมที่เมื่อจุติลงไปยังโลกแล้วจะมีกายสังขารเป็นหญิง เป็นต้นกำเนิดของผู้หญิงบนโลกมนุษย์ทั้งหลาย เป็นต้นแบบของผู้หญิงบนโลกทั้งหมด ซึ่งจะมีรอยกรรมแบบต่างๆ กันไป เช่น พระอุมา, พระกาลี เป็นรูปแบบของผู้หญิงที่ต้องกรรมตกเป็นเมียหลวง-เมียน้อย คู่กัน แม่อุมา จะเป็นต้นแบบของเมียหลวงที่ดีใจกว้าง อ่อนโยน แม่กาลีจะเป็นต้นแบบของเมียน้อย คือ ใจดุ เก่งกาจ เล่ห์เหลี่ยมมาก และมีอำนาจหนุนให้สามียิ่งใหญ่หรือปั้นให้ลูกของตนเจริญก้าวหน้าทางโลกได้ แม่อุมาเหมือนสีขาว แต่แม่กาลีเหมือนสีดำเป็นสิ่งคู่กันขาดไม่ได้ เรื่องของแม่อุมากาลี ท่านพอจะทราบมากแล้ว จะไม่กล่าวถึงมากจะได้ย่อย่นไว้ ข้อแตกต่างของแม่อุมากาลี กับแม่องค์อื่น คือ จะได้มีสามีที่ดี ใจเดียวมั่นคง แต่เหตุการณ์พลิกผัน รอยกรรมเก่า ทำให้ทั้งสองต้องตกสภาพเป็นเมียหลวงเมียน้อย โดยที่สามีไม่ได้อยากได้เมียสองคนเลย เช่น ทั้งคู่เป็นคู่แฝดกัน ทำให้เข้าใจผิดและกลายเป็นเมียหลวงเมียน้อยไปในที่สุด (ขณะที่แม่องค์อื่นต้องเจอกับสามีเจ้าชู้) อนึ่ง ท้ายที่สุดแล้วพรหมภาคหยินทั้งหมดจะบำเพ็ญบารมีไปสู่โพธิสัตว์กาย อวโลกิเตศวร แล้วจึงเกิดเป็นชายได้ นับว่าสิ้นสุดกรรมแห่งการเป็นหญิง แต่รอยกรรมเก่าที่เคยบำเพ็ญพรหมภาคหยินมาแบบใด อวโลกิเตศวรนั้น ก็ต้องเสวยกรรมเดิมด้วย
แม่ธรณี แม่ของลูกและแม่ของแผ่นดิน (คุมธาตุดิน)
ลักษณะรอยกรรมของแม่ธรณี คือ มีสามีที่ถูกใจคนแรก แต่ต้องกรรมจึงทำให้ห่างไกลหรือไม่ได้รับการดูแลจากสามีที่ดี เกิดช่องว่างทำให้ชายคนที่สองแทรกเข้ามาได้ ชายคนที่สองเอาอกเอาใจ ดีกว่าคนแรก แต่ไม่ยอมมีสามีสองคน ทั้งยังไม่อยากกลับไปอยู่อย่างไม่มีความสุขกับสามีคนแรก ทว่า ตนเองมีอาจมีท้องหรือต้องถูกสังคมดูถูกว่าตนเป็นหญิงหม้ายต้องอยู่อย่างเดียวดาย ต้องอดทนสู้ชีวิตเพื่อลูกในท้องของตน และด้วย “ขันติบารมี” นั้น ทำให้ท้ายที่สุดแล้ว แม่ธรณีกลายเป็นแม่ของแผ่นดิน มีลูกที่มีบุญบารมี ได้เป็นพระราชา เป็นต้น เมื่อสามีตายแล้ว ตนกลับไปเป็นใหญ่อยู่เบื้องหลังลูกชายตน
ที่กล่าวว่าแม่ธรณีคุมธาตุดิน เนื่องจาก เมื่อใดที่แม่ธรณีจุติลงมายังโลกมนุษย์แล้วต้องกรรมทำให้จิตใจไม่มั่นคง, หวั่นไหว, อ่อนแอ ถูกกระทบกระทั่งทางจิตใจมาก โลกก็จะ ต้องสะเทือนไปด้วยอำนาจแห่งแม่ธรณีนั้นทีเดียว แม่ธรณีเป็นต้นแบบของแม่ที่เสียสละเพื่อลูกได้อย่างแท้จริง เพื่อลูกคนเดียวไม่ปันใจให้สามี ยอมทนเป็นหม้ายเพื่อลูกได้ เมื่อแม่คนใดเสียสละเพื่อลูกได้อย่างแม่ธรณีนี้ แม้แผ่นดินยังต้องสะเทือนให้ด้วยบารมีนั้น
แม่คงคา ภรรยาที่ดี, แม่ของลูก และแม่ของแผ่นดิน (คุมธาตุน้ำ)
ลักษณะรอยกรรมของแม่คงคา คือ มีสามีที่ไม่ถูกใจคนแรก หรือถูกบังคับให้แต่งงาน แต่ต้องกรรมจึงทำให้ห่างไกลหรือไม่ได้รับการดูแลจากสามีที่ดี เกิดช่องว่างทำให้ชายคนที่สองแทรกเข้ามาได้ ซึ่งชายคนที่สองดีกว่าคนแรก เป็นคนรักเก่า หรือคนที่ตนหมายปอง ในที่สุด สามีคนแรกยอมหย่าหรือยกแม่คงคาให้ผู้อื่นไป ทว่า สามีคนที่สองนั้นต้องกรรม ทำให้ไม่อาจเป็นสามีที่สมบูรณ์ได้ มีความรักแต่ยากนักที่จะมีครอบครัวได้ปกติ เช่น อาจป่วยจนทำการงานไม่ได้ ต้องช่วยเหลือดูแล หรือทำกิจการแทนให้ตลอด ถึงขั้นไม่อาจมีเพศสัมพันธ์กันได้เลยทีเดียว และด้วย “เนกขัมบารมี” นั้น ทำให้ท้ายที่สุดแล้ว แม่คงคากลายเป็นแม่ของแผ่นดิน (ความหมายที่แม่คงคาลงมายังโลกนั่นเอง) มีลูกที่มีบุญบารมี ได้เป็นพระราชา เป็นต้น แม่คงคาจึงได้อยู่เบื้องหลังพระราชาที่เป็นลูกของตนมากมาย
ที่กล่าวว่าแม่ธรณีคุมธาตุน้ำ เนื่องจาก เมื่อใดที่แม่คงคาจุติลงมายังโลกมนุษย์แล้วต้องกรรมทำให้จิตใจแปรปรวน, หวั่นไหว, อ่อนแอ ถูกกระทบกระทั่งทางจิตใจมาก โลกก็จะ ต้องสะเทือนไปด้วยอำนาจแห่งแม่คงคานั้นทีเดียว แม่คงคาเป็นต้นแบบของภรรยาที่ดีแต่ไม่สมหวังในความรักครั้งแรก ทั้งยังมีปัญญาและจิตใจที่เยือกเย็น ให้กำเนิดบุตรที่มีบุญบารมีได้เป็นพระราชามาก แต่ไม่เก่งเท่าลูกของแม่ธรณี (แม่ธรณีมักมีลูกคนเดียว)
แม่สุรัสวดี (คุมธาตุลม)
ลักษณะรอยกรรมของแม่สุรัสวดี คือ มีผู้ชายมากมายมารุมรัก ให้เลือกเต็มไปหมด แต่ไม่อาจกำหนดชีวิตคู่ของตนได้ ต้องไปแต่งงานกับคนที่ตนไม่ได้รัก ทั้งยังต้องแยกห่างไกลหรือไม่ได้รับการดูแลจากสามีที่ดี เกิดช่องว่างทำให้ชายคนที่สองแทรกเข้ามาได้ แต่มักเป็นชายแก่ที่ไร้สมรรถภาพทางเพศเสียแล้ว สุดท้าย สามีคนแรกยอมหย่า หรือมีเหตุให้แยกขาดกันไป ทั้งสถานการณ์บีบบังคับทำให้ต้องมีสามีคนที่สอง ซึ่งมักเป็นคนแก่ที่ตนไม่ได้รัก แม่สุรัสวดีมีชายสองคนเกี่ยวข้องแต่ตนกลับไม่ได้รับความสุขจากชีวิตคู่เลย ทั้งที่ตนมีรูปงาม, เต็มพร้อมด้วยความสามารถแห่งสตรี เช่น การดนตรี, ร่ายรำ, กาพย์กลอน แต่ด้วย “ปัญญาบารมี” ทำให้ท้ายที่สุดแล้ว แม่สุรัสวดีกลายเป็นผู้หญิงที่สุขสบายที่สุด
ที่กล่าวว่าแม่สุรัสวดีคุมธาตุลม เนื่องจาก เมื่อใดที่แม่สุรัสวดีจุติลงมายังโลกมนุษย์แล้วต้องกรรมทำให้จิตใจไม่มั่นคง, หวั่นไหว, อ่อนแอ ถูกกระทบกระทั่งทางจิตใจมาก โลกก็จะต้องสะเทือนไปด้วยอำนาจแห่งลมนั้นทีเดียว แม่สุรัสวดีเป็นต้นแบบของผู้หญิงที่ชายทั้งหลายไม่มีใครปฏิเสธ ต่างล้วนอยากได้ครอง แต่ไม่มีโชคด้านความรัก และมักได้กับชายแก่ นอกจากนี้ แม่สุรัสวดียังไม่มีโชคด้านการเป็นแม่คนอีกด้วย มีปัญหาในด้านการมีบุตร แม่สุรัสวดีจึงเหมาะที่จะเป็นดารา, นักแสดง ที่โชว์ความงามให้คนทั่วไปชมมากกว่า
แม่ลักษมี (คุมธาตุไฟ)
ลักษณะรอยกรรมของแม่ลักษมี คือ มีสามีที่ถูกใจคนแรก แต่ต้องกรรมจึงทำให้ห่างไกลหรือไม่ได้รับการดูแลจากสามีที่ดี เกิดช่องว่างทำให้ชายคนที่สองแทรกเข้ามาได้ ชายคนที่สองเอาอกเอาใจ ดีกว่าคนแรก แต่ด้อยกว่าในบางประการ จึงมั่นคงแต่ชายคนแรก และไม่ยอมมีสามีคนที่สอง ในที่สุด ก็ได้กลับไปเป็นคู่กับสามีคนแรก โดยสามีที่เคยมีภรรยามาก ต้องเสียภรรยาคนอื่นไปจนหมด แล้วตนจึงได้เป็นหนึ่งเดียว ด้วย “อธิษฐานบารมี” คือ จิตใจที่แน่วแน่มั่นคงต่อคนรักของตน ไม่ยอมมีคนใหม่ รอจนได้เป็นหนึ่งเดียว
ที่กล่าวว่าแม่ลักษมีคุมธาตุไฟ เนื่องจาก เมื่อใดที่แม่ลักษมีกำเนิด ทำให้พระราชาสองแว่นแคว้นถึงกับต้องทำสงครามเข่นฆ่ากัน จึงกล่าวว่าคุมธาตุไฟ นอกจากนี้ แม่ลักษมียังมีคุณสมบัติคล้ายธาตุไฟ คือ สว่างไสวด้วยปัญญา เด่นกว่าหญิงทั้งหลาย แท้จริงแล้วแม่ลักษมีไม่ได้งดงามไปกว่าแม่สุรัสวดี แต่เพราะปัญญาของแม่ลักษมีโดดเด่นกว่าทางด้านการเมืองการปกครอง ก็สามารถสนับสนุนอยู่เบื้องหลังสามีได้ จุดนี้เหนือกว่าแม่สุรัสวดี
ภรรยาที่ไร้ตำหนิ คือ แม่ลักษมี
แม่ลักษมีได้ชื่อว่าบริสุทธิ์ผุดผ่องมีสามีเพียงคนเดียว ชายเจ้าชู้มักอยู่หมัดด้วยแม่ลักษมี ยกเว้นผู้ชายที่นับเข้าว่าเป็นเสือผู้หญิงจริงๆ แบบนั้น จะต้องถูกปราบด้วยแม่ทุรคาอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งแม่ทุรคานั้นจะบำเพ็ญบารมีมาจากแม่อุมาก่อนคือเป็นหญิงที่ดี อ่อนโยน อ่อนต่อโลก ใสซื่อบริสุทธิ์ แต่ค่อยๆ เข้าหาผู้ทรงฤทธิ์แล้วฝึกปรือความสามารถของตน จนสามารถปราบสามีได้ (ซึ่งหาได้ยากมาก) อนึ่ง ลักษณะของพระนารายก็ไม่จัดว่าเป็นเสือผู้หญิง แต่เพราะมีบุญบารมีมากจึงได้พระศักติมาก ดังนั้น ท่านจึงไม่ได้คู่กับแม่ทุรคา อนึ่ง นอกจากนี้แล้วยังมีแม่ปารพตีอีกองค์หนึ่ง ซึ่งเป็นภาคก่อนแบ่งของแม่อุมากาลี จึงมีพลังรวมของทั้งสององค์ในองค์เดียว แบบนี้ผู้มีบารมีได้ครองคู่ด้วยมีแต่พระศิวะเท่านั้น
แม่ของแผ่นดิน คือ แม่ธรณีและแม่คงคา
ด้วยรอยกรรมเก่าของแม่ธรณีและแม่คงคาที่ยอมสละจากสามีแล้วลงมาจุติยังโลกมนุษย์เพื่อช่วยเหลือมวลมนุษย์ กลายเป็นแม่ธรณีและแม่คงคา จึงทำให้แม่ฯ ทั้งสองกลายเป็นแม่ของแผ่นดินได้ แม่ธรณีเป็นแม่ของแผ่นดินที่ไม่มีสามีอยู่ดูแล ตนต้องอยู่เบื้องหลังลูก ให้ลูกเป็นพระราชา แต่แม่คงคาเป็นแม่ของแผ่นดินที่มีสามีได้เพราะสามีมีปัญหาสุขภาพไม่อาจทำกิจบริหารราชการแผ่นดินได้ ทำให้ต้องดูแลลูกๆ หรือเหล่าขุนนางด้วยตนเอง
แม่ที่นับเป็นแม่ที่ดีที่สุดของลูกคือแม่ธรณี
แม่ธรณียอมละจากสามี อดทนต่อความยากลำบากและแรงกดดันนานัปการ จึงเลี้ยงลูกด้วยตัวคนเดียวได้สำเร็จทั้งยังอยู่เบื้องหลังให้ลูกของตนได้เจริญรุ่งเรืองอีกด้วย แม่ธรณีจึงเป็นแม่ที่ดีที่สุดในบรรดาแม่ของลูกทั้งมวล เพราะเป็นเหมือนทั้งแม่และพ่อของลูกใน ขณะเดียวกัน ในขณะที่แม่ลักษณะอื่นๆ ไม่สามารถกระทำหรืออดทนได้อย่างแม่ธรณีนี้
ภรรยาที่ดีที่สุดคือ แม่คงคาและแม่ลักษมี
แม่ลักษมีจัดว่าเป็นหญิงที่ดีที่สุดที่จะเป็นภรรยา ด้วยเหตุที่มั่นคงในรักเดียวต่อสามีเพียงคนเดียวและไม่ยอมละทิ้งจากสามีไป ทว่า แม่ลักษมีไม่โดดเด่นในความเป็นแม่ของลูก จึงไม่ถนัดที่จะสนับสนุนลูกของตนให้เป็นใหญ่ได้ รองลงไปคือ แม่คงคา ซึ่งแม้เป็นแม่หม้ายมาก่อน แต่ก็มีความรักจริงต่อชายที่ตนรอคอย (ชายคนที่สอง) ทั้งยังเป็นแม่ที่ปั้นลูกให้เป็นใหญ่ ดูแลเรื่องการบ้านการเมืองแทนสามียามป่วยไข้ได้อีกด้วย ในขณะที่แม่ลักษมีทำไม่ได้ (แม่ลักษมีอยู่ในฐานะช้างเท้าหลังอย่างเดียว จะไม่ทำการแทนสามี)
ภรรยาที่มีตำหนิแต่ทรงคุณค่า คือ แม่คงคา
แม่คงคาเรียกได้ว่าเป็น “แม่หม้ายมหาเสน่ห์” ที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่งแต่เมื่อชายได้ไปแล้ว จะต้องกรรมทำให้ไม่อาจทำกิจได้ดังปกติ เช่น ป่วย เป็นต้น อนึ่ง แม่หม้ายที่เข้าข่ายพระศักติมีสองแบบ คือ ๑) แบบที่แต่งยามหนุ่ม แบบนี้สามีอาจป่วยง่าย ๒) แบบที่แต่งยามแก่ แบบนี้สามีก็หมดสมรรถภาพทางเพศแล้ว แบบนี้ จึงจะทำให้แม่หม้ายหยุดลงได้ ถ้าไม่ได้เข้าลักษณะแบบนี้ ก็จะต้องกรรมอื่นแทน เรื่องคู่ครองก็ยังไม่นิ่ง จะยังสับสนวุ่นวายต่อไป (แม่หม้ายที่มีบารมีมาก จะมีสองแบบคือ แบบแม่คงคาและแบบแม่สุรัสวดี นั่นเอง ส่วนแม่หม้ายตลอดกาล คือ ไม่แต่งงานอีก คือ แม่ธรณี แบบนี้ ไม่มีผู้ชายใดเหนือได้)
ผู้หญิงที่มีบารมีเหนือชาย คือ แม่ธรณีและแม่คงคา
ในที่นี้ แม่ธรณีใช้ความอดทนรอจนสามีตายก่อน จึงไปมีอำนาจภายหลัง แต่แม่คงคาจะยอมแต่งานใหม่กับสามีที่อ่อนแอหรือสุขภาพไม่ดี แล้วอาศัยโอกาสที่สามีไม่อาจทำงานได้ ทำการณ์แทน โดยไม่รอให้สามีตายก็ต้องทำกิจแทนแล้ว ทำให้ต้องถูกลบหลู่มากว่าทำเกินหน้าเกินตาผู้ชาย หรือไม่เชื่อฟังสามี ในขณะที่แม่ธรณีนั้นไม่มีใครมีอำนาจยิ่งกว่าแล้ว จึงไม่มีใครตำหนิได้อีก แม่ธรณีใช้ความอดทนรอจนได้อำนาจทั้งหมด แต่แม่คงคาใช้ปัญญาในการทำหน้าที่ จุดนี้คือข้อแตกต่างที่สำคัญ ทำให้แม่ธรณีได้บารมีเหนือกว่า
ผู้หญิงที่คนทั่วไปชื่นชอบที่สุด คือ แม่สุรัสวดี
แม่สุรัสวดี เป็นหญิงงามเหนือใคร เปี่ยมด้วยคุณสมบัติที่ผู้ชายทั้งหลายต้องหลงใหล ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการร่ายรำ, แสดงละคร, กาพย์กลอน, การเอาอกเอาใจ ฯลฯ จึงมักเกิดเป็นนักแสดง แต่เมื่อเสื่อมลงแล้วจะต้องกรรม อันอาจส่งผลถึงขั้นไปเป็นหญิงขายบริการได้ แม่สุรัสวดีไม่โดดเด่นด้านการมีบุตร มีบุตรยากหรืออาจต้องแท้งตาย จึงมีความโดดเด่นเมื่อยามแรกรุ่น แต่เมื่อแต่งงานอยู่นานแล้ว ก็ด้อยคุณค่าลงเพราะเหตุนี้
เสือผู้หญิงที่รักใครไม่เป็น ต้องพบแม่ทุรคา
ผู้ชายเจ้าชู้รักใครไม่เป็น ที่เรียกว่า “เสือผู้หญิง” นั้น ต้องถูกปราบโดยแม่ทุรคาเท่านั้น องค์อื่นๆ เอาไม่อยู่เลย ทว่า แม่ทุรคาไม่ได้มีหน้าที่ให้กำเนิดบุตร เมื่อทำกิจภาคปราบมารสำเร็จแล้ว ก็จะหายไปบำเพ็ญบารมีใต้ทะเล ส่วนเสือผู้หญิงนั้น ต้องกรรมถึงขั้นตาย คือ เสือผู้หญิง ก็ตายเพราะผู้หญิงที่มีบารมีแบบแม่ทุรคา อนึ่ง มนุษย์ที่จะบำเพ็ญบารมีได้ถึงขั้นนี้มีน้อย เพราะต้องฝึกอิทธิฤทธิ์มาก ทั้งยังต้องปราบผู้ชายเจ้าชู้อีกด้วย ดังนั้น จึงไม่ค่อยมีคนทำได้ มีก็แต่คนที่ถูกครอบหรือได้รับพลังจากแม่ทุรคาบ้างเท่านั้น ที่พอ จะเห็นกันได้บ่อยๆ เมื่อถูกครอบหรือได้รับพลังแล้ว ผู้หญิงคนนั้นก็จะปราบผู้ชายได้ อนึ่ง ผู้ชายที่เข้าข่ายเสือผู้หญิงที่ต้องปราบ มักเป็นเมตตรัยขี่เสือหรือสมันตภัทรขี่เสือ
อนุตรธรรม เรื่อง พรหมภาคหยางทั้งสามรูปแบบ
พรหมแบ่งออกเป็นภาคหยินและหยางคู่กัน เหมือนมนุษย์เพศชายและหญิง แต่ในพรหมโลกจะไม่เรียกเป็นเพศชายหรือหญิง จะเรียกด้วยคำอื่น เนื่องจากสภาวะต่างจากเทวดาที่ยังมีเพศกันอยู่ จึงใช้คำเรียกแทนพรหมภาคหยินว่า “ศักติ” ส่วนพรหมภาคหยาง หรือผู้ที่จุติลงมาแล้วจะเกิดในเพศชายนั้น มีสามรูปแบบ คือ พรหม, ศิวะ และนาราย ดังนี้
พระพรหม ภาคโปรด ผู้เกิดก่อนใคร ผู้สอนมวลสัตว์ทั้งหลาย
พระพรหมเป็นผู้เกิดก่อนใครทั้งหมด ทั้งในพรหมโลกหรือในโลกมนุษย์ก็ตาม แม้ในไตรปิฎกกล่าวถึงท้าวผกาพรหม ผู้เกิดก่อนใครในพรหมโลก เมื่อไปเกิดแล้วก็หลงตัวเองคิดว่าตนคงเป็นผู้สร้างพรหมโลกนี้ขึ้นมา ซึ่งแท้แล้วไม่ใช่ พระพุทธเจ้าโปรดจนหายหลงในทิฐินี้ และบรรลุอรหันตผลในที่สุด ดังนี้ พรหมจึงไม่ใช่ผู้สร้าง แต่เป็นภาคโปรด และเป็นผู้เกิดก่อนใคร ในโลกนี้ก็มีพรหมมาเกิดก่อน เป็นฤษี ชีเปลือย เป็นมนุษย์ถ้ำอยู่กันอย่างเรียบง่าย พรหมมีหน้าที่สอนศีลธรรม, สมาธิ พื้นฐานให้แก่สัตว์ทั้งหลายคือ ครูฤษีนั่นเอง
พระนาราย ภาคปราบ ผู้ปราบอสูร และปกครองเหล่ามนุษย์
พระนารายเป็นผู้ปราบอสูรที่สำคัญเพียงหนึ่งเดียว พรหมภาคหยางในพรหมโลกรูปอื่นๆ ไม่มีองค์ใดยอมรับหน้าที่ภาคปราบ เช่น พระพรหม ไม่รับภาคปราบ เพราะไม่นิยมต่อสู้กับใคร, พระศิวะไม่รับภาคปราบ เพราะมีจิตเมตตาเห็นความเท่าเทียมกันของทั้งสัตว์ที่ดีและไม่ดี ดังนั้น พระนารายจึงเป็นภาคปราบหนึ่งเดียว ทำให้กลายเป็น “วีรบุรุษ” ของคนดีทั้งหลาย เพราะท่านปราบคนพาล อภิบาลคนดี เป็นดังพระเอกขี่ม้าขาว มีผู้คนศรัทธาให้การยอมรับ มีคุณธรรมความดีครบ แม้ว่าการรบจะทำให้มวลสัตว์ตายไปเท่าไรก็ตาม
พระศิวะ ผู้ดูแลสามภพ ในการสร้าง, รักษา และทำลาย
พระศิวะเป็นผู้ดูแลสามภพด้วยการสร้าง, รักษาและทำลายไตรภพ อนึ่ง สามภพนี้ ได้แก่โลกธาตุของเรานี้ ไม่รวมโลกธาตุอื่น เช่น พรหมโลก, สุขาวดีโลกธาตุ นี้ไม่ใช้สามภพ เพราะไม่มีภพอื่นๆ เช่น นรก เป็นต้น จึงไม่เรียกโลกธาตุที่มีไม่ครบสามภพว่า “ไตรภพ” ดังนี้ ไตรภพจึงนับเฉพาะโลกที่มีสามภพ เช่น โลกธาตุที่เราอาศัย นั่นเอง ในแรกสร้างโลกธาตุนี้นั้น เดิมทีโลกธาตุเป็นเหมือนดาวเคราะห์ที่ไม่มีอะไรเลย จากนั้น สิ่งศักดิ์สิทธิ์หลายองค์ที่มีหน้าที่สร้าง ก็ร่วมมือกันช่วยทำให้โลกธาตุนี้ มีครบทั้งสามภพ ก็คือ นรก, โลกมนุษย์ และสวรรค์ โดยเอานรกไว้ใต้พื้นดิน, เอาสวรรค์เป็นชั้นๆ เหนือจากพื้นดินขึ้นไป โดยมีแกนศูนย์กลางพลังงานที่หมุนเวียนอยู่ ทำให้โลกมีกระแสพลังงาน คือ กระแสแม่เหล็กโลกคุ้มกัน มีการหมุนรอบตัวเอง มีการหมุนเวียนของธาตุต่างๆ กระจายอย่างสมดุลทั่วถึงได้ ในการทำกิจนี้ จำเป็นต้องใช้อาวุธทิพย์ที่เรียกว่า “ตรีศูนย์” ซึ่งมีเฉพาะในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอิทธิฤทธิ์มากๆ เช่น พระศิวะ, พระโพธิสัตว์บางองค์, พระยูไล เป็นต้น อนึ่ง ของทิพย์ที่สร้างได้ทั้งสามภพนี้ ยังสามารถรักษาและทำลายได้ทั้งสามภพอีกด้วย ทั้งนี้ พระศิวะต้องจุติลงมาบำเพ็ญบารมีครบสามส่วน คือ ภาคสร้าง, ภาครักษา และภาคทำลายล้าง โดยไม่มีการปราบอสูรใดๆ หรือโปรดสอนธรรมสัตว์เหล่าใด เพราะไม่ใช่กิจ
มวลมนุษย์มีกรรม เมื่อถึงวาระต้องรับวิบากกรรมนั้น ก็ย่อมต้องประสบภัยพิบัตินานัปการ เช่น ภัยดิน, น้ำ, ลม, ไฟ และปราณพิษ (โรคระบาด) พระศิวะสามารถรักษาสามภพนี้ได้ ด้วยการยอมรับส่วนเกินนั้นเข้าไปในตัวเอง เช่น ถ้ามีปราณพิษในโลกมาก สัตว์โลกจะมีโรคระบาดมาก ก็สามารถดูดซับปราณพิษเข้าไปไว้ในตัวเองได้ โดยที่ไม่ตาย แต่ก็ต้องรับกรรมแทนมวลสัตว์ไป (ถ้ามีกายสังขารเป็นมนุษย์ อาจต้องล้มป่วย ทำงานไม่ได้) การช่วยเหลือผู้อื่น ตนเองก็ต้องรับแทนเอง กรรมใดๆ ในสามภพนี้เป็นพลังงานทั้งสิ้น ถ้าไม่มีคนรับแล้วใครจะรับ ย่อมกระทบต่อสามภพจนอยู่กันไม่ได้ ดังนั้น จึงต้องมีผู้รับแทนจึงจะไม่เกิดผลกระทบต่อมวลสัตว์ที่ก่อกรรมนั้น กรรมใครกรรมมัน หากผู้ใดยื่นมือเข้าช่วยผู้อื่น เขาผู้นั้นจะต้องรับกรรมนั้นๆ ไปแทน ดังนี้ สามภพจึงสมดุลอยู่ได้ ไม่แตกดับ
อนุตรธรรม เรื่อง การแบ่งภาคเพื่อบรรลุเซียนอรหันต์ของพระโพธิสัตว์
พระโพธิสัตว์ที่มีบารมีมาก และมีอาสวขยญาณมาแล้วเป็นบารมีเก่าแต่หนหลัง เช่น เคยเกิดมาแล้วบรรลุอรหันต์แต่ยังไม่ยอมเข้านิพพาน เมื่อมาเกิดอีกก็จะบรรลุอรหันต์ได้เองอีก แต่ไม่ใช่การตรัสรู้ เป็นการเข้าถึงแบบเซียน ไม่ใช่แบบอริยบุคคล ซึ่งจะส่งผลให้ได้ดวงจิตสองดวง จากดวงจิตที่ลงมาจุติหนึ่งดวง จะแบ่งภาคออกสองส่วน ส่วนหนึ่งจะมีความบริสุทธิ์ถึงอรหันต์ดังเดิม ดังก่อนจุติ (ก่อนจุติก็เป็นอรหันตโพธิสัตว์มาก่อนแล้วบนสวรรค์) และอีกดวงจิตหนึ่งจะเกิดจากกิเลสและความหลงที่สะสมไว้ก่อนที่จะแบ่งภาคนี้ ส่งผลให้ดวงจิตถูกแบ่งออกเป็นสองดวง ดวงหนึ่งได้อรหันตโพธิสัตว์ดวงหนึ่งมักได้เป็นอสูรพาหนะทรง สองดวงจิตนี้จะอยู่ในกายสังขารเดียวกัน ทำให้ไม่อาจนับเป็นอริยบุคคลได้ เพราะไม่ได้เกิดจากการถูกผู้อื่นทำลายสักกายทิฐิ แต่เกิดจากบารมีเก่าทำให้ได้ดวงจิตอรหันต์ เราจะไม่เรียกว่าเป็นพระอริยบุคคล แต่ควรเรียกว่า “เซียนอรหันต์” เนื่องจากมีดวงจิตหนึ่งดวงได้อรหันตโพธิสัตว์ แต่ดวงจิตอีกดวงตกต่ำอยู่ระดับอบายภูมิสี่ เมื่อรวม อยู่ในกายเดียวกันแล้ว บุคคลผู้นั้นไม่อาจนับเป็นอริยบุคคลได้เต็มตัว จึงนับเป็นเซียน
เมื่อคนที่มีบารมีเป็นพระโพธิสัตว์ บำเพ็ญบารมีมากถึงจุดหนึ่ง จะรู้สึกแบ่งแยกในตัวเอง คือ ส่วนหนึ่งรู้สึกเหมือนจิตบริสุทธิ์มากและไม่มีกิเลสแล้ว ส่วนหนึ่งจะรู้สึกเหมือนยังมีกิเลสตามปกติได้ นี่ให้ทราบว่าท่านอาจแบ่งภาคจิตภายในกายสังขารของตนเอง ซึ่งจะถือว่าสำเร็จขั้นเซียน ยังไม่ใช่อริยบุคคล แม้ว่าท่านจะมีความสามารถพิเศษ, อภิญญา หรือปัญญาทางธรรมอย่างมากมายก็ตาม อันนี้ เตือนท่านไว้เพื่อไม่ให้ท่านหลงคิดว่าตนได้เป็นอริยบุคคลแล้ว จะเกิดปัญหามาก เพราะจะสอนธรรมไปผิดทางอย่างยิ่ง คือ สอนเป็นปรัชญาบ้าง, วิชาการบ้าง แต่ไม่ได้เดินตรงตามหลักอริยสัจสี่ จะไม่มีใครได้บรรลุเลย เพราะผู้สอนก็ไม่ได้บรรลุเป็นพระอริยบุคคล แต่เป็นการบรรลุอีกแบบ คือ บรรลุเซียนมีจิตเป็นโพธิสัตว์ที่มีความบริสุทธิ์ระดับอรหันต์ดวงหนึ่ง อีกดวงหนึ่งเป็นอสูรนั่นเอง
การไม่พูดไม่บอกเรื่องนี้เลย นำไปสู่ปัญหาในอนาคตได้ คือ ผู้ที่ได้สำเร็จเซียนอรหันต์อาจคิดว่าตนเองได้อรหันต์ก็มี, ได้ปัจเจกพุทธเจ้าก็มี, ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่สองก็ดี ฯลฯ เพราะอะไร เพราะท่านได้บรรลุเองไม่มีครูสอน (หรือต่อให้มีครู ครูก็ไม่ได้มาสอนตอนบรรลุธรรม) ไม่มีใครทำลายสักกายทิฐิให้ท่าน ท่านผู้นั้นจะยังคงมีสักกายทิฐิดังเดิม แม้ภายนอกจะเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน ยอมรับฟังผู้อื่นก็ตาม แต่สักกายทิฐิก็ยังมี ความไม่เข้าใจในเรื่องพระอริยบุคคลที่แท้จริง ทำให้เซียนอรหันต์คิดว่าตนได้สำเร็จเป็นพระอริยบุคคลขั้นใดขั้นหนึ่งแล้ว และมักสอนคนด้วยธรรมมากมาย แต่ไม่ได้นำทางจิตคนให้ตรงต่ออริยสัจสี่เลย คือ ไม่ได้เข้าสู่ทางธรรมด้วยการพิจารณาทุกข์ หรือเริ่มต้นด้วยทุกข์อย่างแท้จริง บ้างก็ตั้งวงเสวนาธรรมกันมากมาย แล้วคิดเอาว่าท่านมีความรู้เท่านี้ ย่อมสำเร็จระดับนั้นนี้เป็นต้น อันนี้เป็นไปได้เหมือนกันแต่เฉพาะดวงจิตหลัก คือ สำเร็จเซียนอรหันต์ โดยการแบ่งภาคจิตออกมา จิตดวงหนึ่งได้อรหันต์ ดวงหนึ่งได้อสูร เป็นต้น บทความนี้ จำเป็นต้องกล่าวเรื่องที่สุ่มเสี่ยงต่อการปะทะคารมต่อท่านทั้งหลายที่ไม่ค่อยชอบสิ่งที่ฟังแล้วแปลกหู แต่ขอให้ท่านลองดูความเป็นจริงของโลกปัจจุบัน ว่ามีคนลักษณะที่ผู้เขียนกล่าวหรือไม่เช่น คนที่มีสักกายทิฐิอยู่แท้ๆ สอนคนอื่นได้อย่างเดียว คนอื่นสอนตนเองไมได้เลย ไม่มีใครสอนเขาได้เลย แต่ทำไมเหมือนว่ามีธรรมมาก รู้มาก ราวกับอรหันต์ได้ นี่คือ คำอธิบาย ในแบบของผู้เขียน จะว่าเขาไม่มีธรรมเลยก็ไม่ใช่ ก็ในเมื่อความเป็นจริงเขาก็มีธรรมอยู่ อธิบายคนได้ชัดแจ้งแต่จะว่าเขาหมดสักกายทิฐิก็ไม่ใช่ เพราะเขาก็ยังมีสักกายทิฐิจริงๆ นี่จึงได้ขอยืมสมมุติบัญญัติทางโลกมาใช้เรียกว่า “เซียนอรหันต์” นั่นเอง อนึ่ง เซียนอรหันต์นี้ ยังเป็น “เสขบุคคล” อยู่ ยังเป็นผู้ที่จะต้องเรียนรู้ฝึกจิตตนเอง ยังต้องการผู้ที่เข้าไปโปรด เพื่อทำลายสักกายทิฐิให้แก่ตนเอง จึงจะบรรลุเป็นพระอริยบุคคลได้อย่างแท้จริง เมื่อบรรลุเป็นพระอริยบุคคลได้อย่างแท้จริงแล้วแม้จะมีเป๋ออกนอกทางไปบ้าง ตามวาระกรรม แต่ก็จะมีสติกลับมาเดินทางที่ถูกต้องได้เอง คือ ตรงทางอริยสัจสี่ ตรงทางมรรคแปดนั่นเอง ไม่เช่นนั้น จะมีแต่ปรัชญาวิชาการฝอยฟุ้ง -จบ-
อนุตรธรรม เรื่อง การสละความเป็นพระพุทธเจ้าเพื่อบำเพ็ญมหาปณิธาน
พระโพธิสัตว์เมื่อยังไม่บรรลุเป็น “มหาโพธิสัตว์” นั้น ล้วนปรารถนาพุทธภูมิ คือ ต้องการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้ากันทั้งสิ้น ทว่า พระพุทธเจ้าจำนวนจำกัดมาก แม้กัปที่ยิ่งใหญ่มากอย่างภัทรกัป ยังมีพระพุทธเจ้าได้เพียง ๕ ท่าน จากจำนวนสรรพสัตว์ที่เกิดมาเป็นมนุษย์นับล้านล้านล้านคน ดังนี้ ระหว่างทางในการบำเพ็ญบารมีที่ยาวนานและต้องแข่งขันกับพระโพธิสัตว์ด้วยกันอีกจำนวนมากมายนั้น จึงมีพระโพธิสัตว์ส่วนหนึ่งที่ลาพุทธภูมิ หรือยอมสละตำแหน่งพระพุทธเจ้าให้พระโพธิสัตว์องค์อื่นๆ แล้วก็ตั้งจิตบำเพ็ญมหาปณิธานเพื่อโปรดสัตว์ไม่มีสิ้นสุดต่อไป เช่นนี้ จึงสำเร็จเป็น “มหาโพธิสัตว์” ได้ อนึ่ง ผู้ที่จะลงมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้นั้น ต้องมาจาก “พระมหาโพธิสัตว์” เท่านั้น ไม่อาจมาจากพระโพธิสัตว์ธรรมดาได้เลย เพราะกำลังบารมีไม่มากพอ เช่น พระสมณโคดมพุทธเจ้า ก็จุติลงมาจากความเป็นมหาโพธิสัตว์ มีพระนามว่า “พระมหาโพธิสัตว์อาภา” ซึ่งพระโพธิสัตว์องค์ต่อไปที่จะลงมาตรัสรู้ก็จะมีพระนามเป็นมหาโพธิสัตว์ว่า “พระมหาโพธิสัตว์ศรีอาริยเมตตรัย” เมื่อถามเบื้องบนถึงพระนามของพระบรมโพธิสัตว์ที่จุติลงมาตรัสรู้เป็นพระสมณโคดมพุทธเจ้านั้น ท่านแปลให้ว่า “ความสว่างไสว” ในขณะที่นามของพระศรีอาริยเมตตรัย หมายถึง “มิตรดี ผู้เป็นอริยะชน” หรือผู้ที่เต็มเปี่ยมด้วยไมตรีจิต คือเป็นมิตรแท้ ไม่ใช่มิตรเทียม อันมีความเสมอภาคให้ชนทุกเหล่า ไม่วางตนเหนือผู้อื่น ไม่วางตนต่ำกว่าผู้อื่น สำหรับพระกษิติครรภ์มหาโพธิสัตว์นั้น ท่านได้สำเร็จเป็นพระมหาโพธิสัตว์แล้วด้วยมหาปณิธานว่าถ้านรกไม่ว่าง ท่านจะไม่ขอสำเร็จเป็นพุทธะ (ซึ่งแสดงว่าท่าน ก็ยังหวังสำเร็จเป็นพุทธะ แต่ขอโปรดสัตว์นรกให้หมดก่อน) พระโพธิสัตว์ที่ไม่มีมหาปณิธานนั้นจะไม่มีทางสำเร็จเป็นพระมหาโพธิสัตว์ได้เลย เช่น ถ้าปรารถนาแต่จะให้ตนได้เป็นพระพุทธเจ้า เต็มไปด้วยความอยากจะเป็นพระพุทธเจ้า ออกนอกหน้านอกตา อยากแย่งอยากได้มา เหนือคนอื่นเขา แบบนี้ได้แต่พระโพธิสัตว์ธรรมดาเท่านั้น ซึ่งก็หมายความว่าจะยังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าด้วยเพราะยังบำเพ็ญบารมีไม่ถึงขั้นมหาโพธิสัตว์นั่นเอง ดังนี้ เบื้องบนจำต้องมีข้อตกลงในการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ไว้อย่างนี้ ก็เพื่อป้องกันปัญหาที่พระโพธิสัตว์อยากแต่จะเป็นพระพุทธเจ้า จนไม่เอางานเอาการอย่างอื่นใดเลย จะนอนรอแต่เวลาที่ตนจะลงไปตรัสรู้เท่านั้น แบบนี้ใช้ไม่ได้ ไม่สมกับความเป็นโพธิสัตว์ จะตกสวรรค์เอา ท่านจึงจะต้องให้พระโพธิสัตว์ทุกองค์ บำเพ็ญบารมีถึงขั้นยอมสละความเป็นพระพุทธเจ้าให้ได้ก่อน แล้วถ้ายังมีกำลังจิตกำลังใจบำเพ็ญมหาปณิธานเพื่อโปรดสัตว์ได้ต่อไปก็อาจจะได้ตำแหน่งต่อคิวลงมาตรัสรู้ได้ นั่นคือ การบำเพ็ญมหาปณิธานนั่นเอง
ตำแหน่งนิตยโพธิสัตว์จะเกิดขึ้นหลังจากพระพุทธเจ้าทรงให้คำทำนายไว้ แต่ตำแหน่งนี้ไม่เที่ยง ก็จะมีผู้ทำหน้าที่ในนี้ เมื่อบำเพ็ญบารมีถึงพร้อมแต่ไม่เที่ยง ยังตกจากตำแหน่งหมุนเวียนเปลี่ยนกันได้ เพราะถ้าเที่ยงแล้ว จะเกิดการนั่งรอนอนรอและฝันหวาน ไม่ทำกิจทำการงานใดแล้ว ดังนั้น จึงต้องให้พระโพธิสัตว์เลิกเอาแต่อยากจะเป็นพระพุทธเจ้า แล้วไปทำกิจช่วยมวลสัตว์เสียก่อน ให้สมความเป็นพระโพธิสัตว์หน่อย ในตำแหน่งพระมหาโพธิสัตว์แทน ซึ่งจะมีหน้าที่ตาม “มหาปณิธาน” ของตนนั้นๆ นั่นเอง แล้วจะได้เป็นพระพุทธเจ้าเมื่อไรก็เมื่อนั้น ไม่ต้องมานั่งรอนอนรอกัน สำหรับพระศรีอาริยเมตตรัยนั้นได้บำเพ็ญบารมีเต็ม ๔ อสงไขยสามารถตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้แล้ว แต่ได้สละให้องค์อื่นเป็นแทน จากนั้นจึงบำเพ็ญต่อไปจนถึง ๘ อสงไขยอีก ก็สละให้องค์อื่นเป็นอีก แต่ด้วยไม่ละความปรารถนาพุทธภูมิ จึงได้บำเพ็ญบารมีต่อไป จนไปสู่บารมี ๑๖ อสงไขยนั่นเอง ในพระโพธิสัตว์องค์อื่น บางองค์ไม่ได้บำเพ็ญแบบนี้ บ้างเริ่มต้นที่ ๘ อสงไขยก่อนเป็นฐาน แล้วจึงบำเพ็ญบารมีต่อไปที่ ๑๖ อสงไขยก็มี แม้แต่พระโพธิสัตว์บารมี ๔ อสงไขยก็สละเช่นนี้คือ เมื่อบารมีถึง ๒ อสงไขยจะสำเร็จเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้วก็สละ อนึ่ง ผู้ลาพุทธภูมิจะกลายเป็นมหาโพธิสัตว์บริวารพระยูไล หรือรวมบารมีเก่า สำเร็จยูไลได้ในชาติเดียว แต่ไม่อาจจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้ แต่ผู้ยอมให้คนอื่นเป็นพระพุทธเจ้าก่อนตน โดยที่ตนยังไม่ละความปรารถนาพุทธภูมิ ยังไม่ลาพุทธภูมิ จะยังไม่เสียตำแหน่งนิตยโพธิสัตว์ไป แต่ตนจะต้องเลื่อนลำดับการตรัสรู้ให้ถัดออกไปอีก สองแบบนี้ต่างกัน
อนุตรธรรม เรื่อง คนดีที่แท้จริง ไม่ยึดเอายุคนี้เป็นยุคของตน
พระโพธิสัตว์ ยังไม่นิพพานง่ายๆ จะมีความเมตตา โปรดสัตว์ไปอีกยาวนาน ถ้ายึดเอายุคนี้เป็นของตนเสียแล้ว สัตว์ก็จะไม่นิพพานเช่นท่านเสียด้วย ดังนี้ จึงกลายเป็นความเห็นแก่ตัวบนความหลงผิดหลงตัวเองว่าเป็นคนดี ถ้าพระศรีอาริยเมตตรัย จุติลงมาช่วยกิจพุทธศาสนาแล้วยึดเอายุคนี้เป็นของตน ทั้งๆ ที่รู้ว่ายังไม่ถึงยุคของตน ยุคของตนยังมีอยู่ข้างหน้า คือ ยุคที่ตนจะลงมาตรัสรู้นั่นเอง ทว่า ถ้ากลับทำตัวโดดเด่น ให้คนศรัทธา ก็จะเป็นภัยขวางการนิพพานของสัตว์ได้มากมาย หรือแม้แต่พระโพธิสัตว์องค์อื่นที่ไม่ใช่องค์ศรีอาริยเมตตรัยก็ตาม ก็ไม่ควรยึดเอายุคนี้เป็นของตน เพราะฉวยโอกาสที่พระศรีอาร์ฯ ไม่เอาแล้วนั้น แบบนี้ ก็เป็นโจรปล้นยุค ปล้นยุคสมัยของพระสมณโคดมไปดีๆ นี่เอง เช่น ตนปรารถนาพุทธภูมิ แต่กลับสร้างตัวเองให้เป็นที่ศรัทธาแก่คนมากมาย ทำให้คนมีจิตที่ผูกพันกับตน สุดท้ายผู้คนมากมายล้วนไมได้นิพพานเลย ทั้งๆ ที่ให้สัจจะวาจากันไว้ก่อนลงมาเกิดว่าจะลงมาเพื่อช่วยกิจศาสนาพุทธของพระสมณโคดมแท้ๆ แต่กลับกลายเป็นคนทรยศ ตระบัตรสัตย์ แล้วยึดครองเอายุคสมัยเป็นของตนเองไป ด้วยการฉวยโอกาส
ดังนี้ พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ถ้ามีจิตเมตตาต่อสัตว์ในยุคนี้จริง อย่างแรกที่ต้องทำคือ ทำตัวเองให้เหมือนไม่มีตัวตนให้ได้เสียก่อน อย่าให้คนรู้จักมาก “ดังบ่ดี ดีบ่ดัง” อันนี้ จำให้มั่น แล้วหาวิธีทำงานเบื้องหลัง เพื่อขับเคลื่อนให้มวลสัตว์ได้เข้านิพพานได้ต่อไป เพราะตนยังไม่เอานิพพาน ถ้ายังไม่สร้างเวรกรรมพัวกันกับมวลสัตว์แล้ว ก็จะไม่มีสัตว์ใดได้เข้านิพพานเลย ดังนี้ พระโพธิสัตว์นั่นแหละ ที่ร้ายกาจยิ่งกว่ามาร คือ ขวางทางนิพพานของสัตว์นั่นเอง นอกเสียจากว่าสัตว์นั้นเป็นบริวารเก่าของตน เช่นนี้ไม่ถือว่าขวางทางนิพพาน
พระศรีอาริยเมตตรัยไม่ยึดเอายุคนี้เป็นยุคของตน
เพื่อให้มวลสัตว์ทั้งหมด มีจิตใจตรงสู่นิพพานให้มากที่สุด มีความศรัทธาตรงต่อพระพุทธองค์เพียงหนึ่งเดียว พระศรีอาริยเมตตรัยที่มีบุญบารมีมาก จึงควรลดบทบาทตนเองลงมาเพื่อไม่ขวางทางนิพพานของมวลสัตว์ ไม่เช่นนั้นพระศรีอาริยเมตตรัยควรลาพุทธภูมิแล้วเข้านิพพานเป็นผู้นำทางมวลสัตว์เสียเพื่อให้มวลสัตว์เดินตรงสู่นิพพานตามตน เช่นนี้ก็จะไม่ขวางมวลสัตว์สู่พระนิพพาน นี่คือ ความเมตตาที่แท้จริง ความเสียสละที่แท้จริง แต่ถ้ายังทำตัวเด่นดัง เรียกศรัทธาผู้คนมากมาย ก็ยิ่งทำให้ผู้คนหลงใหลยึดมั่นและไม่นิพพาน
พระโพธิสัตว์องค์อื่น ก็ไม่ยึดเอายุคนี้เป็นยุคของตน
พระโพธิสัตว์องค์อื่นก็ควรกระทำเช่นเดียวกับพระศรีอาริยเมตตรัย คือ การไม่เอาตัวเองขวางทางนิพพานของมวลสัตว์ ไม่เอาตัวเองให้โดดเด่นเป็นที่ยึดมั่น เป็นสรณะอันพึ่งได้ให้แก่สัตว์เพราะสัตว์จะยึดติดและไม่ยอมเข้านิพพานตามพระสมณโคดมได้ ดังนี้ จึงจะ ต้องลดบทบาทตนเองลง แล้วไปอยู่เบื้องหลังเสีย หรือไม่ก็ทำกิจโดยไม่ได้รับความรักความศรัทธาที่แท้จริงจากผู้คนทั้งหลาย เพื่อไม่ให้จิตผูกมัดผูกพันกัน ระหว่างมวลสัตว์ที่สามารถนิพพานได้ภายในห้าพันปีนี้ กับพระโพธิสัตว์ที่ยังไม่เอานิพพาน จึงต้องแยกกัน
ยุคของผู้นำเหลวแหลก พึ่งได้แต่พระรัตนตรัยที่แท้จริง
ยุคต่อไปนี้ ถ้ามีผู้นำที่ดีหรือผู้นำที่น่าศรัทธาเชื่อถือ เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนเกิดขึ้นแล้ว ย่อมจะผูกมัดจิตใจผู้คน ขวางทางนิพพานไว้ ไม่ก็จะหลงตัวเองแล้วยึดครองอำนาจเป็นใหญ่เพียงผู้เดียว สุดท้าย กลายเป็นเผด็จการไป ดังนั้น เราจึงต้องต้อนฝูงสัตว์ให้ไปยังนิพพาน ศรัทธาแต่พระพุทธเจ้าเพียงหนึ่งเดียว (ยกเว้นศาสนาอื่น ไม่ต้อง) เพราะไม่มีผู้นำอื่นใดที่จะพึงพาได้ หรือเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจได้เลย ต้องคิดถึงระลึกถึง หวังพึ่งพาแต่พระรัตนตรัย แม้แต่คนทรง, หมอดู, คนดูดวง, พระแก้กรรรม ฯลฯ สุดท้ายแล้ว ก็ต้องเป็นเช่นเดียวกันคือ พึ่งพาไม่ได้จริง เพื่อให้คนเห็นชัดว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน แล้วปฏิบัติเป็นปัจจัตตัง แต่ทั้งหลายทั้งมวลนี้ ไม่ใช่ว่าจะทำให้ประเทศล่มจม ยังอยู่ได้ แต่อยู่แบบคิดถึงพระพุทธเจ้าอย่างเดียวก็พอ หวังพึ่งพาผู้นำอื่นใดเหนือจากนี้ ก็หามีไม่แล้ว
อนุตรธรรม เรื่อง เบื้องหน้าเบื้องหลังผู้คุมกลไกลแห่งยุค
สัตว์สี่เหล่าใหญ่ได้รับพุทธานุญาติให้มาค้ำจุนพระพุทธศาสนา ได้แก่ ยักษ์, มาร, เทพ, พรหม แต่สัตว์ทั้งสี่เหล่านี้ไม่มีความเข้าใจในพุทธศาสนาอย่างแท้จริงเลย ผู้ที่พอมีความเข้าใจในพระพุทธศาสนาบ้างได้แก่ เซียนและพระโพธิสัตว์ โดยเซียนจะมีปัญญามาก รู้ในสิ่งที่ตนเองยังปฏิบัติไม่ถึงบางส่วน เมื่อนำความรู้ของเซียนหลายๆ องค์มารวมกัน ก็พอมองพุทธศาสนาได้รอบด้านได้เหมือนกัน ส่วนพระโพธิสัตว์ จะมีความเข้าใจในพุทธศาสนาองค์รวม แต่ไม่ถึงที่สุด จะขาดตกบกพร่องไปบางส่วน เพราะยังไม่เอานิพพานนั่นเอง ทำให้ส่วนที่ขาดไปเพียงเล็กน้อยนี้ ต้องอาศัยการต่อเสริมเติมให้เต็มโดยเซียน
ผู้อยู่เบื้องหน้าของยุค คือ ยักษ์, มาร, เทพ, พรหม
สัตว์สี่เหล่านี้จะได้นิพพานภายใน ๕,๐๐๐ ปีได้ ถ้าตั้งใจปฏิบัติอย่างยิ่งยวด ส่วนพระยูไล, พระโพธิสัตว์ และเซียนนั้น มีวาระนิพพานในยุคอื่น จะไม่ได้นิพพานภายในห้าพันปีนี้ นี่จึงต้องให้สัตว์สี่เหล่าใหญ่ เป็นผู้อยู่เบื้องหน้า ถ้าพระยูไล, พระโพธิสัตว์ มาอยู่เบื้องหน้าแล้ว สัตว์มากมายจะศรัทธาและสร้างบุญบารมีพัวพันผูกกันไว้ จะทำให้มวลสัตว์มากมายไม่ได้นิพพานเลย เรียกว่า “โมฆะบุรุษ” เกิดมาทำไม ตายเปล่าไปเสียชาติหนึ่งเท่านั้น
ผู้อยู่เบื้องหลังของยุค คือ พระยูไล, พระโพธิสัตว์, เซียน
ผู้ที่มีจิตวิญญาณเป็นพระยูไล, พระโพธิสัตว์, เซียนจะทำการณ์ออกนอกหน้า อยู่เบื้องหน้าไม่ได้เพราะจะทำให้มวลสัตว์ศรัทธาและสร้างบุญบารมีร่วมกัน ผูกกรรมร่วมกัน จะ ไม่ได้นิพพานเลย เพราะท่านเหล่านี้ ยังไม่ถึงวาระได้นิพพานภายใน ๕,๐๐๐ ปีนี้ ดังนั้น จึงต้องยอมถอยหนึ่งก้าวมาอยู่เบื้องหลังแทนเช่น บางท่านเป็นเซียน เขียนหนังสือธรรมะเพื่อให้คนได้อ่านเอาเอง หวังผลได้บ้างไมได้บ้าง หลายมือ หลายคนเขียน คนอ่านก็พอมีสิทธิ์ลุ้นบ้าง แต่ถ้าเปิดเผยตัวตนมาก คนจะผูกเวรกรรมต่อกัน จิตผูกมัดกัน ศรัทธากัน ไม่ได้นิพพานใน ๕,๐๐๐ ปีนี้ ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย มีพุทธศาสนาแล้วไม่ได้นิพพาน ก็เหมือนไม่มีเลย ดังนี้ ท่านเหล่านี้ ก็จะต้องช่วยเหลือมวลสัตว์โดยอยู่เบื้องหลัง และไม่ควรให้คนรู้จักมาก ไม่ควรมีชื่อเสียง หรืออยู่บนโลกราวกับไม่มีตัวตนให้คนรู้เห็นได้ฉะนั้น
การประสานกายของผู้อยู่เบื้องหน้าและเบื้องหลัง
เช่น คนที่มีจิตหลักเป็นโพธิสัตว์ จิตรองเป็นสัตว์เหล่าใดเหล่าหนึ่งในสี่เหล่านั้น เป็นกายทิพย์ชั้นนอกสุด เสวยวิบากกรรมอยู่ ก็จะอยู่ร่วมกับมนุษย์ทั่วไปได้ เหมือนพวกเดียวกัน แต่ถ้าไม่มีกายทิพย์ชั้นนอกเป็นสัตว์สี่เหล่านี้ครอบไว้ก็อาจจะอยู่ร่วมสังคมกับผู้อื่นในยุคนี้ไม่ได้ ไม่ใช่เพราะเป็นคนไม่ดี แต่เพราะไม่ใช่ยุคของเขานั่นเอง ดังนี้ บางคนที่มีจิตใจที่ดีงามเป็นโพธิสัตว์ ยังต้องมีเปลือกนอกที่เป็นยักษ์บ้าง, มารบ้าง, เทพบ้าง, พรหมบ้าง จึงจะเข้ากับคนในยุคสมัยนี้ได้ ทว่า ถ้ามีจิตหลัก เป็นผู้อยู่เบื้องหลังแล้ว ก็ไม่ควรไปอยู่เบื้องหน้าอีก จะทำให้ตัดชิงแย่งเอามวลสัตว์ไปเป็นบริวารของตนเพื่อนิพพานพร้อมกันในยุคของตน แทนที่จะปลดปล่อยสัตว์เหล่านั้นให้ได้นิพพานเร็วๆ ห้าพันปี ที่ยังมีพุทธศาสนาอยู่นี้ ผู้ที่อยากได้บริวารมากๆ แต่ตนเองไม่ได้นิพพานในห้าพันปีนี้ จึงเป็นคนมักมาก, โลภมาก, เห็นแก่ตัว และโหดร้ายต่อมวลสัตว์ ที่อุตส่าห์พยายามเพื่อให้เข้าถึงในพุทธศาสนานี้ คนแบบนี้ ในสังคมเราชื่นชมว่าเป็นคนดีมีคุณธรรม เพราะพวกเขาใช้ความดีเป็นอาวุธผูกมัดใจคน ให้คนนิยมศรัทธาและผูกมัดใจผู้คนไว้ สุดท้ายแล้วสัตว์ทั้งหลายก็ไม่ได้นิพพานเพราะความศรัทธาผูกมัดทางใจของเขาผู้ไม่ยอมนิพพานในห้าพันปีนี้เอง
เราจำต้องยอมให้สัตว์สี่เหล่าใหญ่นั้นอยู่เบื้องหน้า แล้วให้คนดีอยู่เบื้องหลัง แต่เราจะไม่ทำให้โลกนี้เริงโลกีย์สุขอย่างลุ่มหลงงมงายต่อไป เพราะนั่นคือภัยมหันต์ คือ นรกอนันต์ที่รอมวลสัตว์จำนวนมากอยู่ข้างหน้า เราก็เห็นแล้วว่าเรายิ่งเจริญทางวัตถุ จิตใจเรากลับยิ่งตกต่ำขึ้น เปรียบเทียบกับคนในอดีตที่มีความเจริญทางวัตถุน้อยแล้ว เรากลับมีความสงบสุขน้อยกว่าบรรพบุรุษเสียอีก นี่ไม่ต้องรอดูชาติภพหน้าก็ได้ ความจริงก็เห็นอยู่แล้ว
ความเป็นอยู่ของสัตว์สี่เหล่าหลังกึ่งพุทธกาล
สัตว์สี่เหล่าใหญ่ เมื่อได้รับพุทธานุญาติให้ดูแลพุทธศาสนาแล้ว ย่อมเป็นใหญ่กว่าสัตว์เหล่าอื่นด้วยพุทธนุภาพนั้น ทำให้สัตว์สี่เหล่านี้ได้มีอำนาจเหนือสัตว์เหล่าอื่นๆ ในสังคม เช่น คนที่มีจิตมาร จะได้รุ่งเรือง, มีการงานที่ดี, ตำแหน่งสูง, เงินเดือนดี เป็นต้น ทำให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่โดดเด่นกว่าสัตว์เหล่าอื่น ในแผ่นดินแห่งพุทธศาสนานี้ ดังจะอธิบาย
ความเป็นอยู่ของพรหม
คนที่มีจิตวิญญาณเป็นพรหม เสวยวิบากกรรมอยู่ชั้นนอกสุดหรือเป็นกายทิพย์ชั้นนอกสุด จะอยู่ได้โดยไม่ต้องทำงานมากนัก เหมือนพรหมฤษี ที่นั่งสมาธิทั้งวัน วรรณะพราหมณ์ที่ไม่ต้องทำงานมากนัก แต่ก็พออยู่ได้เช่น มีลูกที่กตัญญูคอยส่งเสียเลี้ยงดู เป็นต้น ยกเว้นพรหมบางชนิด เช่น พระกาลี ต้องทำงานมาก เพราะมีพลังมารมาก ไม่อาจนิ่งเฉยได้ ซึ่งพรหมนี้ดูคล้ายเอาเปรียบสังคมอยู่เล็กน้อย ที่ไม่ทำอะไรเลยแต่สามารถอยู่ได้ มีคนดูแล แท้แล้วพรหมก็ทำกิจของพรหมอยู่เช่นกัน เช่น ให้คำปรึกษา, ปลอบใจ ให้กำลังใจคน
ความเป็นอยู่ของมาร
คนที่มีจิตวิญญาณเป็นมาร เสวยวิบากกรรมอยู่ชั้นนอกสุดหรือจะเป็นกายทิพย์ชั้นนอกสุด จะอยู่ได้โดยมีตำแหน่งสำคัญทางโลก มักอยู่ในบริษัทเอกชน ไม่ใช่ข้าราชการ แต่ที่เป็นข้าราชการก็มี แต่ต้องทำงานมาก เช่น พนักงานบริษัทในกรุงเทพฯ ซึ่งมารจะมีกรรมต้องแก่งแย่งแข่งขันกันมากมาย จึงมักได้ทำงานเป็นพนักงานบริษัทที่ต้องแข่งขันกันมาก ซึ่งมารจะใช้กฎระเบียบหรือความได้เปรียบทางสังคมเป็นเครื่องมือให้ตนได้สุขสบายเหนือคนอื่น แล้วให้คนที่ด้อยโอกาสทางสังคมรับภาระความยากลำบากไป เช่น ตนได้เรียนจบปริญญาหาความสุขสบายจากใบปริญญาแต่ไม่คิดช่วยคน ปล่อยให้คนยากลำบากต่อไป
ความเป็นอยู่ของเทพ
คนที่มีจิตวิญญาณเป็นเทพ เสวยวิบากกรรมอยู่ชั้นนอกสุดหรือจะเป็นกายทิพย์ชั้นนอกสุด จะอยู่ได้คล้ายมาร แต่ต่างกันที่จะแก่งแย่งแข่งขันน้อยกว่า เช่น เป็นข้าราชการที่ไม่นิยมเอาชนะคะคานกับใคร อยู่ไปวันๆ ทำงานไปกลางๆ ช่วยเหลือคนเท่าที่ทำได้ ไม่ถึงขั้นเสียสละตนแบบพระโพธิสัตว์ แต่ก็ทำงานได้ เช่น แพทย์ทั้งหลาย ก็สามารถสำเร็จเทพได้ อนึ่ง พวกเทพจะมีคุณธรรม, จริยธรรม, ศีลธรรม มาก จึงดูเหมือนพวกอนุรักษ์นิยม ไม่ชอบความเปลี่ยนแปลงมาก เสวยบุญอยู่สุขสบายเพราะเป็นเทพ งานก็ล่าช้ากว่ามาร จนเมื่อมีมารเข้ามาแก่งแย่งแข่งขันก็จะทำงานแข่งกันมากขึ้น แต่พอมารทำงานมากเกินไป ก็จะทำให้งานผิดทิศผิดทางไปได้ เพราะพลังมารครอบงำให้หลงทางนั่นเอง
ความเป็นอยู่ของยักษ์
คนที่มีจิตวิญญาณเป็นยักษ์ เสวยวิบากกรรมอยู่ชั้นนอกสุดหรือจะเป็นกายทิพย์ชั้นนอกสุด จะอยู่ได้คล้ายเทพมาก แต่ต่างกันตรงที่ทำความดีบกพร่องไม่สมบูรณ์ คือ ทำความดีด้วยจิตละโมบ หรือจิตโกรธ เช่น ทำงานราชการไปก็รับเงินใต้โต๊ะไปด้วย จึงกลายเป็นยักษ์ เมื่อทำไม่มากก็ยังพอเป็นยักษ์ดีได้ แต่พอทำมากๆ เข้าก็กลายเป็นยักษ์มิจฉาทิฐิได้ เช่น พวกเผ่าทศกัณฑ์ หรือถ้าเสื่อมมากๆ เข้า ก็กลายเป็นอสูรไปเลย ยักษ์จึงมักอยู่ในวงข้าราชการแต่อดที่จะกินเลือดกินเนื้อคนไม่ได้ คือ รีดไถ หรือหาเงินกับการรีดเอาจากคนด้วยกัน แทนที่จะทำมาหากินด้วยตนเอง (ยักษ์กินคน) ใครเข้าเขตของตนมาก็จับกิน ใครอยู่นอกเขต ก็จะไม่กิน กินไม่ได้ เพราะเจ้าแห่งยักษ์กำหนดกฎระเบียบไว้
สัตว์เหล่าอื่น
สัตว์เหล่าอื่นๆ ที่บุญบารมีน้อย จะกลายเป็นผู้น้อยในสังคม แต่จะไม่อยู่ในวังวนของการแก่งแย่งแข่งขัน ในขณะที่ผู้มีบุญบารมีเหล่าอื่นเช่น พุทธะ, โพธิสัตว์นั้น จะอยู่เบื้องหลัง คอยดูแลสัตว์สี่เหล่านี้ ให้อยู่ร่วมกันได้โดยมีจุดหมายปลายทางคือนิพพานนั่นเอง
อนุตรธรรม เรื่อง อัศจรรย์แห่งสวรรค์ชั้นที่หนึ่งยุคหลังกึ่งพุทธกาล
พระพุทธเจ้านั้น ใช้สมมุติบัญญัติเรียกสวรรค์ชั้นที่หนึ่ง ว่า “จตุมหาราชิกา” ซึ่งหมายถึงสวรรค์ชั้นที่มีเจ้าแห่งเทวดาสี่องค์ใหญ่ดูแล ซึ่งจะนับตั้งแต่ส่วนพิพากษาคดีก่อนลงนรกสูงขึ้นไปจรดสวรรค์ชั้นที่สอง จึงกินอาณาบริเวณกว้าง ทั้งเมืองบาดาล ซึ่งอยู่ใต้ดิน แต่สูงกว่านรก, ภพอสูร ซึ่งอยู่ใต้เขาไกลาส ฯลฯ มากมายหลายแห่ง ความเป็นอยู่ของชาวสวรรค์ชั้นนี้ วุ่นวายและซับซ้อนที่สุด เนื่องจากมีจิตวิญญาณที่แตกต่างกันอยู่อาศัยร่วม กันมากมาย สุดท้าย จึงต้องมี “เจ้าแห่งเทวดา” ถึง ๔ องค์ช่วยกันดูแล ไล่จากที่สูงสุด คือ พระอินทร์ จะดูแลเทวดาที่มีกายคล้ายมนุษย์สมบูรณ์ ลอยอยู่ในอากาศ เช่น อากาศเทวดา, คนธรรพ์ แต่เทวดาเหล่านี้ ไม่นับว่าอยู่บนสวรรค์ชั้นที่สอง เพราะไม่มีพื้นพิภพที่รองรับเหนือจากท้องฟ้าขึ้นไปอย่างสวรรค์ชั้นที่สอง แต่อาศัยพื้นดินเป็นพื้นรองรับ แม้จะอยู่บนฟ้า ก็ได้แต่ล่องลอยในอากาศเท่านั้น ดังนี้ พระอินทร์จึงลงมาในนิรมาณกายอื่น ที่ไม่ใช่พระอินทร์ เพื่อดูแลเทวดาที่อยู่บนท้องฟ้าเหล่านี้ (แต่นับว่าไม่ถึงสวรรค์ชั้นที่สอง) เราเรียกว่า “ท้าวธตรฐ” เช่นเดียวกับเจ้าแห่งยักษ์ หรือเทวดาที่มีกายคล้ายคน แต่ยังไม่สมบูรณ์ เมื่อโกรธจะมีรูปร่างเปลี่ยนไปเช่น สูงใหญ่ขึ้น เป็นต้น หรือบางพวกตัวเตี้ยแคระ เช่น พวกกุมภัณฑ์ เป็นต้น ซึ่งจ้าแห่งยักษ์นี้ก็ดูแลพื้นที่คาบเกี่ยวสองส่วน คือ ส่วนเหนือพื้นดินเป็นดินแดนของยักษ์อยู่ร่วมกับเทวดาชั้นที่หนึ่งเหล่าอื่นๆ และส่วนใต้พื้นดินที่เป็นนรก เจ้าแห่งยักษ์จะมีนิรมาณกายเป็น “พญามัจจุราช” แทน ในนิรมาณกายนี้ จะมีนายนิรบาลเป็นบริวาร ซึ่งมีฤทธิ์น้อยกว่าพวกยักษ์ นอกจากนี้ ยังมีเทวดาอีกสองจำพวกที่มีความแตกต่างจากเหล่าอื่นๆ ที่กล่าวมาคือ มีกายเป็นสัตว์ แต่มีฤทธิ์แปลงกายเป็นมนุษย์ได้เมื่อมีตบะมากพอ หรือแปลงกายแล้วได้กายกึ่งเทวดากึ่งสัตว์ ซึ่งจะแบ่งออกเป็นสองส่วน คือ ส่วนที่เหนือพื้นดินขึ้นไป เป็นของเจ้าแห่งสัตว์ฟ้า และส่วนที่นับจากพื้นดินลงไป เป็นของเจ้าแห่งสัตว์ภาคพื้นดิน โดยอดีตมา เจ้าแห่งสัตว์ฟ้า คือ ครุฑ และเจ้าแห่งสัตว์ภาคพื้นดิน คือ พญานาค แต่หลังกึ่งพุทธกาลนี้ มีการเปลี่ยนแปลงมาก สัตว์ทั้งสองเหล่าจะตายมาก และเปลี่ยนเป็นเทพนักษัตรเหล่าอื่น ขึ้นมาเป็นเจ้าแทน ดังจะเล่าต่อไป
เทพนักษัตรแห่งฟ้า กับ เทพนักษัตรแห่งภาคพื้นดิน
จิตวิญญาณสัตว์ในสวรรค์ชั้นที่หนึ่ง มีอยู่มากมายนับไม่ถ้วน มีมากกว่าชนิดของสัตว์โลกเสียอีกแต่ที่ได้ตำแหน่งเป็น “เทพนักษัตร” จะมีทั้งสิ้น ๑๒ ชนิดหมุนเวียนกันมาเป็นใหญ่ดูแลโลกมนุษย์ และอีก ๑๒ ชนิด ที่เป็นเทพนักษัตรประจำราศี ดูแลมนุษย์ที่เกิดตามราศีต่างๆ ดังนี้ ใช่ว่าเทวดาที่มีกายกึ่งสัตว์จะได้ตำแหน่งเทพทั้งหมด เฉพาะบางส่วนเท่านั้นที่จะได้ตำแหน่งเทพ ซึ่งถ้ามีกายกึ่งสัตว์ก็จะเรียกรวมๆ ว่า “เทพนักษัตร” ซึ่งแบ่งได้เป็นเทพนักษัตรที่ครองความเป็นใหญ่เหนือน่านฟ้าและเทพนักษัตรที่ครองความเป็นใหญ่ในภาคพื้นดินและใต้พื้นดินลงไป ในอดีตนั้น จะเป็นเจ้าแห่งครุฑผู้ครองน่านฟ้าและเจ้าแห่งพญานาค ผู้ครองภาคพื้นดิน โดยอาศัยบารมีของพระพุทธเจ้า ที่พญานาคเคยช่วยเหลือไว้ ผลบุญจึงตกถึงแก่ลูกหลานของพญานาคทั้งหลายนั้น จนถึงกึ่งกลางพุทธกาล และครุฑได้อาศัยบุญบารมีที่ได้ทำไว้ร่วมกับพระนาราย จึงได้ครองความเป็นใหญ่เหนือน่านฟ้า ทว่า หลังกึ่งพุทธกาล พญานาคจะถูกกลืนโดยเหล่ามังกร มังกรก็ได้ครองความเป็นใหญ่ด้วยอาศัยบารมีจากพระโพธิสัตว์ เป็นอสูรพาหนะทรงของพระโพธิสัตว์มาก่อนเป็นเวลายาวนาน หนุนพระพุทธศาสนาหลังพระพุทธองค์ปรินิพพานไป ผลบุญนั้นเห็นผลได้หลังกึ่งพุทธกาลนี้เอง จะส่งผลให้พญามังกรทอง ได้ขึ้นเป็นเทพนักษัตร เป็นใหญ่เหนือเทพนักษัตรเหล่าอื่น ส่วนบนน่านฟ้านั้น จะมี “มังกรฟ้า” คอยดูแล เนื่องจากอำนาจของครุฑไม่อาจต้านทานกับมังกรได้ มีแต่เพียงมังกรฟ้า (มังกรที่มีปีก) จึงจะสามารถต่อกรกับมังกรดินได้ เจ้าแห่งเทพนักษัตรทั้งสอง จึงกลายเป็น “มังกรฟ้ากับมังกรดิน” แทนที่จะเป็นพญานาคกับครุฑดังในอดีต อนึ่ง มังกรดินจะเป็นพาหนะทรงให้กับพระโพธิสัตว์และพระยูไล ส่วนมังกรฟ้าจะเป็นพาหนะทรงของเซียน โดยเซียนจะมีปัญญาและฤทธิ์มาก สามารถแก้ไขคำสอนที่ผิดพลาดไปเล็กน้อยของพระโพธิสัตว์และพระยูไลได้ จึงช่วยให้สัตว์นิพพานได้ ไม่ใช่มุ่งปฏิบัติเพื่อสุขาวดีเพียงอย่างเดียว เช่นนี้จึงสมดุล
การปกครองโลกโดยเทพนักษัตร
เทพนักษัตรมีรากกำเนิดจากสัตว์ต่างชนิดกัน ความเป็นอยู่และพฤติกรรมจึงแตกต่างกันสิ้นเชิง จะให้อยู่ในกฎระเบียบเดียวกันนั้นไม่ได้ ถ้าทำกฎระเบียบขึ้นมา ก็จะมีกฎระเบียบเฉพาะของนักษัตรแต่ละชนิด ซึ่งยุ่งยากเกินไป ดังนี้ การปกครองของเหล่าเทพนักษัตร จึงถือเอา “วาระ” ตามวัน, เดือน, ปี ไปในการดูแลโลกและมนุษย์ เรียกว่าปีนักษัตรบ้าง จักราศีบ้าง กล่าวคือ เมื่อถึงเดือนหนึ่ง เทพนักษัตรประจำราศีจะดูแลมนุษย์และโลก, ปีหนึ่ง เทพนักษัตรจะดูแลมนุษย์และโลก หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันไปเช่นนี้ โดยไม่จำกัดสถานที่เพราะใช้เวลาเป็นเครื่องกำหนดแทนนั่นเอง อนึ่ง เทพนักษัตรแบ่งออกเป็นชั้นฟ้าและชั้นดิน เทพนักษัตรชั้นฟ้าไม่ค่อยมีบทบาทเพราะอยู่สูงจากมนุษย์ มักจะมีหน้าที่ช่วยองค์เทพสำคัญๆ เช่น พญาครุฑเป็นพาหนะทรงให้พระนาราย เป็นต้น ดังนี้ ภาคพื้นโลกจึงมีเทพนักษัตรภาคพื้นดินดูแลอยู่เป็นสำคัญ เมื่อแปลเป็นภาษาง่ายๆ ให้เราเข้าใจก็คือ เทพนักษัตรชั้นฟ้าดูแลทางธรรม คนบำเพ็ญสูงแล้วจึงได้เกี่ยวข้อง, เทพนักษัตรชั้นดินก็ดูแลทางโลก คนที่ยังอยู่ทางโลก กรรมมาก บุญน้อย จะเกี่ยวข้องมาก ดังนี้ เทพนักษัตรประจำปีทั้ง ๑๒ องค์ จึงไม่ค่อยปรากฏเป็นเทพนักษัตรที่มีปีก ยุคต่อไป มังกรฟ้าจะดูแลทางธรรม ส่วนทางโลก จะมีเทพนักษัตรชุดใหม่ ๑๒ องค์ดูแล โดยเริ่มต้นจากมังกรกลืนพญานาคก่อน จากนั้น เทพนักษัตรองค์เก่าก็จะค่อยๆ ถูกเปลี่ยนด้วยชุดใหม่ไปเรื่อยๆ จะมีพระยูไลทรงเทพนักษัตรภาคพื้นดิน หมุนเวียนมาดูแลทางโลก เซียนทรงมังกรฟ้าดูแลทางธรรม เมื่อจัดสรรแบ่งปันกันได้อย่างนี้ จะได้ไม่ต้องปะทะ หรือแก่งแย่งอำนาจกัน
การปกครองโลกโดยเหล่ายักษ์
การปกครองแบบเผ่ายักษ์ จะอาศัยขอบเขตอาณาบริเวณเป็นสำคัญ เช่น ยักษ์เผ่าหนึ่งมีอำนาจมากในดินแดนเขตหนึ่ง, ต่างเขตไปก็ตกอยู่ใต้อำนาจของยักษ์เผ่าอื่นไป เป็นต้น จึงไม่ต้องนับตามวาระเวลาเหมือนเหล่าเทพนักษัตร ดังนี้ อำนาจยักษ์จึงไม่มีอิทธิพลในเชิงชะตาชีวิตที่ผันเปลี่ยนตามเวลา แต่มีอำนาจในเชิง “สถานที่” นั่นคือ ด้าน “ฮ้วงจุ้ย” นั่นเอง ดังนี้ ก็นับได้ว่าถ้ายักษ์ดี ดินแดนหรืออาณาเขตนั้นๆ ก็จะรุ่งเรือง แต่ถ้ายักษ์เขตนั้นไม่ดี บริเวณนั้นก็ไม่รุ่งเรือง ปกติ เจ้าที่มีได้หลายประเภท วิญญาณเจ้าที่อาจเป็นจิตวิญญาณได้หลายชนิด ยักษ์, รุกขเทวดา, นางพราย, นางตะเคียน ฯลฯ ได้หมด แต่ถ้าที่ไหนมียักษ์เป็นเจ้าที่เป็นพระภูมิ แล้วได้ยักษ์ดีก็จะเจริญรุ่งเรืองประกอบกับมีเทพนักษัตรจรมาดูแลประจำเดือนประจำปีด้วยแล้วยิ่งรุ่งเรืองใหญ่ เช่น การเซ่นไหว้บูชาเทพนักษัตรประจำเดือน, ประจำปี เป็นประจำๆ ก็จะยิ่งเกื้อหนุนทำให้บำเพ็ญบารมีร่วมกันได้อย่างดีมากขึ้น อนึ่ง ยักษ์มีความเป็นยักษ์เหมือนกันหมด จึงใช้ระเบียบเดียวกันในการปกครองได้ แต่เทพนักษัตรทำไม่ได้เพราะมีความต่างกันมากดังกล่าว นอกจากนี้ ท้าวเวสสุวัณ เจ้าแห่งยักษ์ ยังมีหน้าที่ปกครองเทวดาผู้ดูแลนรก เช่น นายนิรบาลอีกด้วย ในการดูแลนี้ ก็ใช้หลักการเดียวกัน เพราะเป็นจิตวิญญาณประเภทเดียวกัน เพียงแต่แบ่งเขตแบ่งกลุ่มกันดูแลเท่านั้น อุปมาการปกครองของเหล่ายักษ์ได้กับ ระบบบริการราชการนั่นเอง ส่วนการปกครองของเหล่าเทพนักษัตร อุปมาได้กับ ระบบธุรกิจเอกชน มีขึ้นมีลงตามดวง
การปกครองโลกโดยเหล่าเทวดากายสมบูรณ์
เทวดากายสมบูรณ์ก็คือเทวดาชั้นที่หนึ่งที่มีกายเหมือนมนุษย์ที่สมบูรณ์ เช่น รุกขเทวดา, คนธรรพ์, อากาศเทวดา ฯลฯ ซึ่งปกครองโดยท้าวธตรฐ เทวดาเหล่านี้มีกายเหมือนคน มีพฤติกรรมเหมือนคน เช่น ชาวลับแล ก็มีชีวิตเหมือนคน ต้องทำมาหากิน ต้องทำงานจึงมีกินเพราะบุญน้อย เทวดาเหล่านี้จึงใช้ระเบียบเดียวกันดูแลได้ แต่จะไม่โดดเด่นจะเป็นแต่ผู้น้อยในสังคม เนื่องจากไม่ใช่ยุคของเขาแต่เป็นยุคของยักษ์, มาร, เทพ, พรหม เทวดาเหล่านี้จึงกลายเป็นผู้น้อย คนที่มีจิตวิญญาณเหมือนเทวดาเหล่านี้จึงกลายเป็นผู้น้อยในสังคมยุคนี้ด้วย เช่น เป็นชาวนา เป็นต้น การปกครองจะมีทั้งการแบ่งเป็นเขตใครเขตมันเหมือนชาวนามีที่นาของใครของมันแต่ไม่มีระเบียบมากแบบพวกยักษ์ ค่อนข้างอิสรเสรี เนื่องจากคล้ายคนมาก พฤติกรรมค่อนข้างดี มีศีลธรรมก่อกรรมน้อย จึงอิสระกว่า