รวมบทความอภิธรรม ชุด การทำกิจคือการชำระกรรมอย่างมีระบบ

รวมบทความอภิธรรม ชุด การทำกิจคือการชำระกรรมอย่างมีระบบ

อภิธรรม เรื่อง การไม่ทราบกิจของตนก็คือความหลงอย่างหนึ่ง

มวลสัตว์มีกิจไม่เหมือนกัน จึงเกิดมาต่างกัน เสือไล่กินกวาง หาได้ผิดจากธรรมชาติไม่ เสือมีหน้าที่อย่างนั้น ก็ต้องเกิดมาเป็นเสือ มนุษย์เองก็มีหน้าที่หลากหลาย เช่น หน้าที่ภาคโปรด, หน้าที่ภาคปราบ, หน้าที่ภาคสร้าง, หน้าที่ภาครักษา, หน้าที่ภาคทำลายล้าง, หน้าที่ภาคสนับสนุน เป็นต้น บุคคลผู้ไม่รู้กิจของตน คือ ความหลงอย่างยิ่งอย่างหนึ่ง

กิจทุกกิจ เป็นสิ่งจำเป็นของสามภพ ถ้าโลกนี้ไม่มีการตายเลย มีแต่การเกิดแล้วไม่ตาย โลกคงไม่รอด โลกย่อมต้องแตกดับเพราะน้ำมือมนุษย์ ก่อนมนุษย์ตายเป็นแน่แท้ ดังนี้ มีเกิดก็ต้องมีตาย ไม่ใช่เพราะอะไร เพราะมันต้องเป็นอย่างนี้ ธรรมชาติจึงเป็นธรรมชาติอยู่ได้ ไม่เป็นอื่น ดังนี้ จึงต้องมี “ผู้ถูกทำให้ตาย” และ “ผู้ทำให้เขาตาย” อยู่ในโลกนี้ ไม่มีใครผิดจากธรรมชาติ และไม่มีใครถูกในฐานะมาตรฐานของธรรมชาติ ทุกอย่างล้วนเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะถูกหรือผิดในสายตาของใคร หรือโดยมาตรวัดใดที่มนุษย์สร้างขึ้น ปรุงขึ้น แต่งขึ้น สมมุติขึ้น อ้างอิงขึ้น ฯลฯ โดยสัจธรรมแล้ว หาถูกผิดไม่ได้ ไม่ว่าใครจะทำดี หรือทำชั่วก็ตาม ดี-ชั่ว ถูก-ผิด ล้วนเป็นแค่สมมุติที่มนุษย์ตั้งขึ้นเท่านั้น จะเรียกว่าพระเจ้าหรือธรรมชาติสร้างทุกสิ่งมาก็ตามแต่ทุกสิ่งก็ได้รับการสร้างมาโดยสิ่งที่ท่านนับถือกันนั้น ดังนี้ จะกล่าวว่าหรือตำหนิสิ่งใดที่ถูกธรรมชาติหรือพระเจ้าสร้างขึ้นมาแล้วนั้น หาควรไม่ ไม่ว่าจะเป็นคนดี, คนเลว, มิตร หรือศัตรู ล้วนเท่าเทียมกันในสายตาของพระเจ้าหรือในธรรมชาติทั้งสิ้น หรือจะเรียกว่าไม่แตกต่างกัน หาสาระให้ยึดถือไม่ได้ ในแง่สัจธรรม แม้กิจสร้าง, รักษา หรือทำลายล้าง ก็ดี ล้วนไม่ใช่สิ่งที่ควรถูกตำหนิ หรือถูกมองว่าผิดเลย ในสายตามนุษย์ ย่อมไม่ชอบถูกทำลายล้าง แต่ในธรรมชาติ ก็มีการทำลายล้างเป็นเรื่องธรรมดา ธรรมชาติจะผิดหรือ หรือพระเจ้าผิดที่ปล่อยให้เกิดการทำลายล้าง นี่ไม่ใช่เรื่องความถูกผิดเลย เป็นเรื่องของธรรมชาติทั้งสิ้น เป็นเช่นนี้เอง เป็นไปตามธรรมชาติทั้งสิ้น มนุษย์ที่ยังตำหนิผู้ทำกิจของตนอย่างถูกต้อง นับว่าไม่เข้าใจกิจของธรรมชาติด้วย แต่ในมนุษย์ที่เข้าใจกิจของธรรมชาติ ย่อมแยกแยะให้ชัดเจนได้ว่ามนุษย์คนใด มีกิจใดควรทำ มีกิจใดควรละเว้น เช่น นาย ก มีกิจทำลายล้าง เท่านั้น ไม่มีกิจอื่น อย่างนี้ ถ้าถูกต้อง ก็ไม่ควรต่อว่าหรือตำหนิที่นาย ก ทำลายล้างเพราะเป็นกิจของเขา ธรรมชาติสร้างมาอย่างนี้ แต่ถ้านาย ก มัวแต่ไปสร้างทำนั่นนี่ แต่ไม่รู้กิจของตน ไม่ทำหน้าที่ทำลายล้าง อันนี้ก็ควรตำหนิได้ ดังนี้ สร้างก็ดี, รักษาก็ดี, ทำลายล้างก็ดีล้วนไม่มีความผิดในตัวของมันเอง มันจะผิดพลาดก็เมื่อบุคคลผู้มีกิจอย่างหนึ่ง แล้วก็ไปทำอีกอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง เช่น ถ้านาย ก มีกิจโปรดโดยไม่ยกเว้น ไม่ใช่เลือกโปรดแต่คนดีหรือภาคสร้างและรักษาแต่กลับไม่ยอมโปรดภาคทำลายล้าง นาย ก ก็บกพร่องในหน้าที่ ในกิจของตนๆ ดังนี้ เพื่อไม่ให้กิจของตนๆ บกพร่อง นาย ก ก็ต้องโปรดทั้งภาคสร้าง, รักษา และทำลายล้าง ซึ่งวิธีการโปรดนั้นแตกต่างกันมากมายนัก แม้แต่คำสอนก็ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง เช่น เมื่อสอนให้รักษาก็สอนอย่างหนึ่ง สอนให้ทำลายล้างก็สอนอย่างหนึ่งตรงกันข้ามกัน ขัดแย้งกันเอง

ก่อนที่จะสื่อสารทางจิตกับหลวงพ่อโต พรหมรังสีไม่ได้นั้น ผู้เขียนได้ถามท่านอย่างหนึ่ง ถึงคาถาที่ตนควรระลึกไว้ในใจเสมอ (ตอนแรกท่านเซียนให้มาว่า สัมมา สัมพุธ แต่ท่านว่าคำบริกรรมนี้จะทำให้ผู้เขียนนิพพานได้ง่าย ท่านจึงให้คาถาใหม่) ท่านให้คาถาเฉพาะสำหรับผู้เขียนมาว่า “โปรดทั้งหมด ละเว้นทั้งหมด” ซึ่งแต่เดิมผู้เขียนลำบากใจและเลือกโปรดคนที่ต้องการจะโปรดเท่านั้น เช่น มีกุมารสองตนมีฤทธิ์มากเคยมาให้โปรด แล้วซนมาก ผู้เขียนก็ไล่ไป เขาต้องไปเรียนกับยักษ์แทน หลังๆ ก็ปรับตัวใหม่ เพื่อโปรดให้หมด ไม่ละเว้นว่าใครจะดีจะชั่ว จะถูกจะผิด เป็นมาร เป็นอสูร เป็นภาครักษา ภาคทำลายล้าง ก็ต้องโปรดหมด คือ หนีไม่ได้ ปฏิเสธไม่ได้ ยกเว้นว่าโปรดสำเร็จแล้ว ก็หยุดโปรดไป นี่จึงไม่โปรดต่อได้ อนึ่ง คนเราต่อให้ทำความดีขนาดไหน แต่ถ้าไม่ใช่กิจของตนแล้วก็คือความหลงดีๆ นี่เอง ถ้าเขาให้เรามาเกิดเพื่อทำลายล้าง เราก็อย่าเครียด ธรรมชาติหรือว่าเบื้องบนเขาเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้เราแล้ว ก็ทำไป กิจใครกิจมัน อย่าหลงทางตนเอง แต่จะรู้ได้ว่าตนมีกิจอันใดนั้น ต้องอาศัยภูมิธรรมระดับพระยูไลเท่านั้น จึงจะบอกกิจให้เราได้

ผู้มีกิจโปรด

ต้องเรียนรู้ที่จะเข้าใจคน, แก้ปัญญาคนให้ตรงจุด, สอนคนให้แก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง เป็นต้น เป็นการใช้ปัญญาช่วยคนเป็นรายบุคคลไป หรือช่วยในภาพรวมก็ได้ เช่น การเกิดเป็นพระราชาแล้วหาทางแก้ไขปัญหาของประชาชนในภาพรวม นี่ก็เป็นการโปรด

ผู้มีกิจปราบ

ต้องเรียนรู้ที่จะเล่นงาน, จัดการ, สั่งสอน หรือแม้กระทั่งกำจัดคนไม่ดี ที่เป็นภัยต่อผู้อื่น ไม่ใช่การทำลายล้าง แต่เป็นการปราบเป็นรายบุคคลหรือเป็นตัวๆ ไป ดังนี้ จึงมีการตายน้อยกว่าการทำลายล้าง กิจภาคปราบนี้เน้นหนักไปในการฝึกอิทธิฤทธิ์มากกว่าปัญญา 

ผู้มีกิจสร้าง

เขาจะต้องเรียนรู้การสร้างที่ถูกต้อง จึงจะสามารถสร้างได้ดีและได้บารมีเต็มจากการสร้าง เช่น การสร้างเมือง ต้องมีความรู้หลายด้าน อนึ่ง ปกติแล้วผู้มีกิจสร้าง จะมีกิจอย่างเดียว ไม่มีกิจอื่น น้อยคนที่จะมีหลายกิจ เช่น ในผู้บำเพ็ญบารมีได้ตรีมูรติ จึงจะมีหลายกิจได้

ผู้มีกิจรักษา

เป็นผู้ที่ต้องเรียนรู้การป้องกัน, คุ้มกัน, รักษาเป็นฝ่ายรับไม่ค่อยเป็นฝ่ายรุกล้ำทำลายใคร เมื่อต้านทานการรุกล้ำทำลายของฝ่ายตรงข้ามได้ จึงจะได้บารมีเต็ม แต่ถ้าไม่อาจทำได้ ก็จะได้บารมีบกพร่อง จะต้องเวียนว่ายตายเกิดมาบำเพ็ญบารมีใหม่ซ้ำๆ จนกว่าจะทำได้

ผู้มีกิจทำลาย

ต้องเรียนรู้ที่จะทำลาย หรือเข้าใจว่าทำไมต้องทำลาย หรือต้องกลายเป็นเหมือนคนไม่ดี หรือตัวร้าย ซึ่งแท้แล้วไม่ใช่อย่างนั้น ต้องเข้าใจว่าแต่เดิมทีโลกไม่มีอะไรเลย และสมดุลดีแล้ว แต่การกระทำทุกอย่าง, สร้างทุกอย่างลงบนโลกนั้น ล้วนเป็นภัยแก่โลก ถ้าไม่ทำให้หมดสิ้นไป ทำลายล้างไป ก็จะทำให้โลกพินาศในที่สุด ดังนี้ จึงต้องมีการทำลายบ้าง เพื่อให้โลกฟื้นสภาพกลับมาสมดุลดังเดิม ต้องเก็บกลับคืนบ้าง ไม่ให้กระทบต่อโลกมาก การทำกิจทำลายล้างไม่ได้มุ่งไปที่ตัวบุคคลไหน แต่มุ่งไปที่จุดดุลยภาพเดิมของระบบที่จะต้องถูกทำลาย เช่น การเปิดสามภพ เพื่อให้สัตว์เบื้องล่างขึ้นมาเบื้องบน สัตว์นรกก็จะออกมาเล่นงานมนุษย์มากมาย สัตว์จะฆ่ากันเอง โดยที่ตนไม่ต้องลงมือทำลายล้างเลย

ผู้มีกิจสนับสนุน

ต้องไม่ทำกิจเองโดยพละการณ์ หรือคิดเองทำเองโดยไม่มีคนดูแล เช่น ผู้บำเพ็ญบารมีได้กายอวโลกิเตศวรต่างๆ กายโพธิสัตว์ภาคหยินนี้ ไม่มีหน้าที่ที่จะตัดสินใจทำกิจต่างๆ เอง แต่จะต้องเป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังเป็นสำคัญ ต้องเรียนรู้จะเป็นผู้ตาม ไม่ใช่ผู้นำ ผู้บำเพ็ญบารมีได้อวโลกิเตศวรหลายคน ไม่ทราบกิจของตน ทำให้ครอบครัวมีปัญหาได้ เช่น สามีดุร้ายมากขึ้น, อาระวาด หรือกลายเป็นคนเสเพล นี่เพราะผลจากการที่ไม่ทำกิจของตน หรืออวโลกิเตศวรบางองค์ ทำหน้าที่ผิดไป แทนที่จะรับใช้ผู้นำที่ควรสนับสนุนก็ไปรับใช้คนอื่น การทำหน้าที่ผิดอย่างนี้เอง ทำให้สวรรค์ลงโทษ อวโลกิเตศวรต้องได้รับความยากลำบากนานัปการ เพราะไม่สนับสนุนคนที่ควรสนับสนุน ปกติแล้ว พระกามเทพมักช่วยด้วยการยิงศรรักให้แก่พระอวโลกิเตศวร เพื่อให้มีความรักแก่ผู้นำที่ควรสนับสนุน เพื่อให้ง่ายต่อการทำกิจ เนื่องจาก มนุษย์ที่ไม่รักหรือศรัทธาใคร ก็มักไม่ช่วยเหลือผู้นั้น

นอกจากนี้ พระโพธิสัตว์ที่บำเพ็ญบารมียังต้องเข้าใจว่าตนเองไม่ใช่พระปัจเจกฯ ดังนี้ จะไม่เป็นผู้พอใจในการอยู่อย่างปัจเจกชน แต่ต้องเข้าใจวิถีธรรมที่เคลื่อนได้ด้วยการมีคู่ ก็คือ การบำเพ็ญคู่แบบหยิน-หยาง นั่นเอง ปกติ มักเป็นพระโพธิสัตว์ชายกับหญิงคู่กัน แต่ก็มีบ้างที่มีพระโพธิสัตว์ชายคู่กัน แต่เป็นหยิน-หยางกันได้ เช่น พระเมตตรัย กับพระกษิติครรภ์มารดาจึงสามารถดูแล, คานอำนาจ, เสริมจุดอ่อน แก้ไขข้อบกพร่องให้กันได้ 

อภิธรรม เรื่อง ผลใหม่อย่าสร้าง รับผลกรรมเก่าอย่างเดียว

บุคคลชำระวิบากกรรมไม่หมด ไม่อาจนิพพานได้ ไม่ว่าวิบากกรรมดีหรือชั่วก็ตาม ดังนี้ จึงต้องยอมรับวิบากทั้งดีและชั่ว เรียกว่า “รับผลทุกรูปแบบ” เช่น เมื่อผลบุญยังมี ก็ให้เสวยสุข เสพเสียให้ไม่บันยะบันยัง ก็จะไม่เหลือวิบากกรรมดีอีก ไม่เหลือผลบุญดีให้มีกินมีใช้อีกเลย จากนั้น วิบากกรรมเลวเข้า ก็ให้ยอมรับเสีย อย่าหนี จนกว่าจะหมด คือ เสวยกรรมทุกๆ อย่าง บริโภคอย่างเดียว ให้หมดๆ ไป ทั้งฝ่ายวิบากกรรมดีและชั่ว แบบบริโภคนิยม แต่ต้องเสวยวิบากกรมทั้งดีและชั่ว ไม่ใช่เลือกแต่ด้านดีอย่างเดียว แล้วไม่ต้องสร้างกรรมใหม่ ไม่ต้องสร้างทั้งกรรมดีและเลว ก็จะไม่มีกรรมต่อชาติสืบภพ พอตายแล้วจะตกนรก ทรมาน แล้วมาเกิดอีกที ไม่เหลือบุญแล้ว ก็จะตกทุกข์ จนต้องรีบข้าหาธรรมเอง เช่นนี้ ก็จะบรรลุธรรมโดยง่ายและเร็วลัดที่สุด การหลงบุญ สร้างบุญ สร้างคุณงามความดี ไม่ทำให้นิพพานได้ภายในห้าพันปีนี้ นอกเสียจากว่าเป็นเรื่องการทำเพื่อใช้หนี้กรรม เป็นการชำระหนี้สงฆ์ เป็นต้น แบบนี้คือการชำระวิบากกรรมเก่า ไม่ใช่สร้างของ ใหม่ขึ้นมา ก็จะเร็วลัด นิพพานง่ายที่สุด ส่วนคนที่ชอบทำบุญสร้างบารมีนี้ ก็ไม่ผิด แต่จะไม่นิพพานภายในห้าพันปีนี้ จะเป็นกลุ่มพระโพธิสัตว์ผู้ลงมาสั่งสมบารมีต่อไปในภพหน้า

คนเห็นแก่ตัวและรับอย่างเดียว จะนิพพานเร็วที่สุด

ผู้ที่ได้มาเกิดในประเทศที่มีพุทธศาสนา หรือในครอบครัวที่นับถือพุทธศาสนา ทำให้ตนต้องเป็นชาวพุทธนั้น มีบุญเก่าพร้อมนิพพานได้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องทำบุญอีก การจะได้นิพพานนั้นไม่ได้อยู่ที่การสร้างกรรมใหม่ บุญใหม่ ต่อชาติสืบภพออกไป แต่อยู่ที่การหยุด หยุดคือตัวสำเร็จ คือ ไม่สร้างกรรมใหม่ทั้งฝ่ายกุศลและอกุศลแล้วเสวยวิบากกรรมทั้งดีและชั่วให้หมดโดยไม่ปฏิเสธ คือ สิ่งเลวร้ายที่เราต้องเป็นผู้รับ ก็รับโดยไม่มีปฏิเสธ สิ่งดีทั้งหลายที่เราต้องเป็นผู้รับ ก็รับโดยไม่ปฏิเสธ เหมือนคนเห็นแก่ตัว รอรับอย่างเดียว หน้าที่ของชาวพุทธส่วนที่ปรารถนาพุทธภูมิหรือส่วนที่เป็นพระโพธิสัตว์นั้นคือการทำบุญช่วยให้พุทธบริษัทอยู่รอดต่อไปได้ แต่หน้าที่ของพุทธบริษัทนั้นไม่ต้องทำบุญอีก ให้ลัดตัดตรงสู่นิพพานเลย มีบุญได้เกิดมาในพุทธศาสนาแล้ว ไม่ต้องไปทำบุญต่อชาติสืบภพอีก ปฏิบัติเข้าสู่นิพพานเลย ยกหน้าที่ทำบุญอุดหนุนพระพุทธศาสนานั้นให้แก่ชาวพุทธที่มีความปรารถนาโพธิญาณทั้งหลาย ที่ยังไม่เอานิพพานทำแทนไป ส่วนการให้นั้นทำได้ในลักษณะของ “กิจ” คือ ทำกิจเพื่อให้หมดกิจ จบกิจ จบพรหมจรรย์ เช่น เป็นลูกก็ต้องให้การเลี้ยงดูพ่อแม่จนกว่าจะชำระกรรมกันหมด, เป็นพ่อก็ต้องเลี้ยงดูบุตรจนกว่าจะสิ้นกรรมกัน, เป็นคนใกล้วัดก็ทำกิจช่วยวัดให้ปัจจัยต่างๆ แก่พระสงฆ์บ้าง จนกว่าจะหมดไปซึ่งหนี้กรรมเท่านั้น ไม่ใช่การทำบุญ อนึ่ง การทำบุญ คือ การทำความดีโดยมุ่งหวังผล (บุญ) แต่การทำกิจนั้น ไม่ได้หวังผลอะไรเลย ทำเพราะเป็นกิจ ทำด้วยจิตว่างจากความ รู้สึกบวกหรือลบ ทำไปอย่างนั้นเอง ให้มันจบไป แต่ไม่ใช่ซังกะตายทำ คือ ทำไม่ติดทำ      

การปฏิบัติเพื่อนิพพานและพุทธภูมินั้นแตกต่างกันอยู่

  1. เพื่อนิพพานนั้น เป็นฝ่ายรับ ไม่ใช่ฝ่ายให้ แต่เพื่อพุทธภูมิ มักเป็นฝ่ายให้
  2. เพื่อนิพพานนั้น เห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่คนอื่น แต่เพื่อพุทธภูมิ ไม่เห็นแก่ตัว
  3. เพื่อนิพพานนั้น ไม่สนใจที่จะก่อกรรมอะไรกับใคร แต่เพื่อพุทธภูมิ ยังทำกรรมดี
  4. ธรรมที่เป็นไปเพื่อหลุดพ้น คือ โพธิปักขิยธรรม ไม่ใช่ธรรมทุกข้อในอภิธรรม
  5. ธรรมบางส่วนเพื่อพุทธภูมิ ธรรมบางส่วนเพื่อนิพพาน แต่อยู่ปนกันในอภิธรรม
  6. พระพุทธเจ้าโปรดทั้งพระโพธิสัตว์และผู้ที่ปรารถนานิพพาน ธรรมถูกบันทึกปนกัน
  7. สมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้าสอนแยกเทศน์ต่างกัน แต่หลังสังคายนาเอามารวมกัน
  8. อภิธรรมในฝ่ายเถรวาท ก็มีทั้งส่วนที่สอนพระโพธิสัตว์ และผู้ปรารถนานิพพาน
  9. พระสูตรในมหายาน ก็มีทั้งส่วนที่สอนพระโพธิสัตว์ และส่วนที่มุ่งบรรลุธรรม

การทำกิจคือการชำระกรรมโดยกำหนดรูปแบบไว้แล้ว

การชำระกรรมของมนุษย์ มีทั้งที่สามารถกำหนดรูปแบบได้ เพราะเป็นกรรมมาก และมีวิธีชำระที่แน่นอน และแบบที่ไม่อาจกำหนดรูปแบบได้ แบบที่กำหนดไม่ได้นี้ จะเป็นหน้าที่ของจิตวิญญาณกลุ่มที่เรียกว่า “เจ้ากรรมนายเวร” ซึ่งเป็นกรรมกระจัดกระจาย จัดกลุ่มได้ยาก หรือตกลงกันยังไม่ได้ว่าจะชำระกรรมกันอย่างไรดี จึงต้องปล่อยให้เจ้ากรรมนายเวร หรือเจ้าทุกข์ที่ถูกกระทำมาก่อนเป็นผู้กระทำคืนกลับเอง แต่นี่ไม่ใช่รูปแบบการชำระกรรมส่วนใหญ่ (คนส่วนใหญ่มักคิดว่า กรรมส่วนใหญ่ชำระโดยรับจากเจ้ากรรมนายเวรอย่างไม่มีรูปแบบนี้) การชำระกรรมส่วนใหญ่ ๘๐% จะมีรูปแบบที่แน่นอน และถูกวางแผนมาแล้ว เรียกว่า “พรหมลิขิต” ก็ดี, “ชะตากำหนด” ก็ดี ฯลฯ เบื้องบนทั้งทวยเทพทั้งหลาย ล้วนมีหน้าที่ดูแลกระบวนการชำระกรรมในรูปแบบต่างๆ นี้เช่น กรรมของสัตว์เหล่าใดที่พึงชำระกันด้วยรูปแบบ “ผัวเมีย” กันแล้ว กามเทพก็รับผิดชอบไป ให้ทั้งคู่ชำระกัน ด้วยการรับกิจเป็นสามี-ภรรยากัน ทำให้สามีมีกิจเป็นสามี และภรรยามีกิจเป็นภรรยา ซึ่งกิจเหล่านี้ ก็คือ วิธีการชำระกรรมแก่กันระหว่างสามีภรรยาคู่นั้นเอง ด้วยวิมุติธรรมอันเนื่องด้วยมีกรรมเป็นเหตุนี้ จึงก่อให้เกิดสมมุติธรรม คือ “กิจหรือสถานภาพ” ตามมาในภายหลัง เพื่อการชำระกรรมระหว่างกัน สถานภาพระหว่างกันของมนุษย์จึงเป็นเพียงสมมุติ เพื่อการชำระกรรม

เจ้ากรรมนายเวร คือ การชำระกรรมไม่มีรูปแบบ

การชำระกรรมอย่างไม่มีรูปแบบที่แน่นอน, ไม่ชัดเจน, ทำนายไม่ได้ เช่น อุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด เช่นนี้ เป็นการชำระกรรมที่ไม่มีรูปแบบให้รู้หรือคาดการณ์ได้ก่อน จึงไม่นับเป็น “กิจ” ในขณะที่ “กิจ” เป็นการชำระกรรมอย่างมีรูปแบบและทำนายจะได้ พอที่จะเลือกได้ เช่น มีคนมาให้เราเลือกว่าจะตกลงแต่งงานกับใคร ก็มีกิจจะต้องไปชำระกรรมกับผู้นั้น ในชาตินั้นๆ ชาติอื่นๆ ก็ค่อยเจอกันคนอื่นต่อไป ทว่า การชำระกรรมที่ไม่มีรูปแบบนั้น ซึ่งถูกกำหนดโดยเจ้ากรรมนายเวรจะไม่มีระบบ ไม่มีระเบียบ และค่อนจะข้างรุนแรง เพราะไม่มีเทพเทวดามาคอยดูแลควบคุม ปล่อยให้ดำเนินไปตามกรรม ซึ่งเทพเทวดาทั้งหลายนั้นก็พยายามเจรจากับเจ้ากรรมนายเวร ให้มาเข้าชำระกรรมอย่างมีรูปแบบ ซึ่งเจ้ากรรมนายเวรก็ต้องยอมรับกฎกติกานั้นๆ ด้วย อนึ่ง กิจนี้เป็นงานของพระโพธิสัตว์กษิติครรภ์นั่นเอง     

กิจที่มีรูปแบบเฉพาะ มีความหลากหลาย ดังนี้

กิจที่มนุษย์ต้องทำเพื่อชำระกรรมนั้นมีหลากหลายรูปแบบ เช่น เป็นแบบพ่อ, แม่, ลูก, พี่, น้อง, ผัว, เมีย, เพื่อน, เจ้านาย, ลูกน้อง ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีกิจที่ไม่มีตำแหน่งเฉพาะอีก ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าบุคคลนั้นๆ จะทำเองหรือไม่ ถ้าทำ กรรมก็ถูกชำระหมดไปด้วยการทำกิจ ถ้าไม่ทำ ก็ต้องรับวิบากกรรมในรูปอื่นที่ไม่ใช่การทำกิจแทน ดังนี้ กิจไม่ทำไม่ได้ ถ้าเอาแต่นั่งสมาธิ อยู่แต่ในสถานธรรม ไม่ทำกิจ ไม่ทำหน้าที่การงานอะไรเลยไปวันๆ ก็จะมีวิบากกรรมเข้ามาตลอดไม่จบสิ้น ทั้งยังส่งผลกระทบต่อสังคมอีกด้วย เช่น สังคมขาดแรงงาน เป็นต้น ดังนี้ ในมรรคมีองค์แปดจึงต้องมี “สัมมาอาชีวะ” ประกอบด้วยขาดไม่ได้ ขาดแล้วไม่ได้นิพพาน ด้วยเหตุดังอธิบายมาแล้วนี้ จึงต้องทำกิจให้จบ สำรวจให้ดีก่อน เช่น บวชพระแล้วมีแต่ผู้หญิงมากวน ก็ควรสึกออกไปทำกิจก่อน ชำระให้หมดค่อยบวช       

กิจที่ไม่มีตำแหน่งเฉพาะ เลือกได้ตามบุญบารมี

กิจของจิตวิญญาณระดับล่างจะมีตำแหน่ง, หน้าที่, สถานภาพเฉพาะตัว เช่น กิจของเทพดูแลประเทศไทยก็จะมีหน้าที่เฉพาะในการดูแลประเทศไทยเท่านั้นทำอย่างอื่นไม่ได้ แต่สำหรับกิจของจิตวิญญาณระดับสูงแล้ว จะไม่มีตำแหน่งหน้าที่เฉพาะตัวมากนัก เช่น กิจของพระโพธิสัตว์ ท่านมีบารมีของท่านเอง เลือกได้ว่าจะทำ-ไม่ทำอะไรในระดับหนึ่ง แต่ไม่ใช่ว่าเลือกได้ไม่มีจำกัดเลยก็หาไม่ เพราะแม้แต่พระโพธิสัตว์เอง ก็มีวิบากกรรมที่ต้องชำระให้หมดด้วยการทำกิจอย่างใดอย่างหนึ่งเหมือนกัน อย่างพระยูไล ก็มีบุญบารมีของท่านเอง และสามารถที่จะเลือกได้ว่าจะทรงรับกิจบางอย่างหรือไม่รับ ตามแต่ท่านเองจะพิจารณา แต่เมื่อท่านเลือกแล้ว การเลือกของท่านก็จะกลายเป็นกิจ และเป็นสถานภาพเองในภายหลัง เช่น ถ้าท่านเลือกที่จะโปรดผู้บำเพ็ญพุทธภูมิเท่านั้น ก็จะกลายเป็นกิจนี้เท่านั้น อนึ่ง กิจที่ไม่มีตำแหน่งเฉพาะนี้เลือกได้ตามบุญบารมีและกรรมเก่าที่ทำมาด้วย

ทำกิจดี วิบากกรรมน้อย ทำกิจน้อย วิบากกรรมจะมาก

คนเรามีหน้าที่หลากหลาย เกี่ยวพันกับคนมากมาย ถ้าเราทำกิจดีได้ทุกอย่าง วิบากกรรมก็จะน้อยมาก ทำให้กิจต่างๆ ราบรื่นเพราะไม่มีเจ้ากรรมนายเวรมาขัดขวางหรือกลั่นแกล้ง แต่ถ้าเราขาดตกบกพร่องในกิจบางอย่าง เจ้ากรรมนายเวรที่รอให้เราชำระด้วยกิจนั้นๆ ก็จะกลั่นแกล้งเรา ทำให้มีแต่อุปสรรคไปหมด บางครั้งเพื่อให้กิจอย่างหนึ่งราบรื่นอาจต้องไปทำกิจอย่างอื่นก็ เพื่อให้เจ้ากรรมนายเวรนั้นไม่ก่อกวน กิจอีกอย่างก็จะราบรื่นได้ การให้ความสำคัญกับกิจบางกิจมากจนเกินไป อาจทำให้หลงลืมบางกิจ สุดท้ายการหลงลืมทำให้เจ้ากรรมนายเวร ทวงคืนในรูปก่อกรรม ทำให้ต้องรับวิบากกรรม และมีอุปสรรคในการทำกิจ โดยที่เราอาจไม่ทราบผลเชื่อมโยงนี้เลย เช่น อยากได้แฟนที่ดี แต่มีอุปสรรคมาก เพราะตนเองไม่ดูแลแม่ให้ดี แม่ของตนเป็นเจ้ากรรมนายเวร ทำให้วิบากกรรมนั้นมาลงที่การกลายเป็นอุปสรรคขัดขวางการมีคู่ครองไป อันนี้ ไม่ใช่เพราะแม่ขวาง แต่อาจจะเกิดได้ด้วยเหตุปัจจัยมากมาย อันเป็นผลเนื่องมาจากวิบากกรรมนั่นเอง ดังนี้ ท่านที่ต้องรับวิบากกรรมมากมาย ขอให้ท่านลองพิจารณาตัวเอง ว่าตนเองทำ “กิจขาดตกบกพร่อง” ในด้านไหน ต่อใครบ้าง แล้วกลับไปทำกิจที่ขาดตกบกพร่องหรือหลงลืมนั้น กิจอื่นๆ ก็จะดีขึ้นด้วยอุปสรรคเบาบางลง อนึ่ง กิจบางอย่างไม่อาจทราบได้ จะต้องถามท่านผู้มีญาณ

คนที่ไม่เอาไหน ไม่ทำกิจ จะต้องนอนรับวิบากกรรมอย่างเดียว

ดังที่ได้อธิบายแล้วว่าการทำกิจ ก็คือรูปแบบการชำระกรรมที่จัดสรรอย่างดี มีระบบโดยเทพเทวดาเบื้องบน เมื่อมนุษย์ไม่ยอมทำกิจ ไม่ทำหน้าที่อันควรของตนแล้ว ก็ต้องรอรับแต่วิบากกรรมอย่างเดียว อนึ่ง เทพเทวดามีอุบายวิธีมากมายให้มนุษย์ทำกิจต่อกัน เช่น ให้คนๆ หนึ่งต้องป่วยด้วยวาระกรรม ให้คนอีกคนรักษาได้ด้วยการเข้าทรง การที่โลกมีคนทรงเกิดขึ้น ก็เพื่อทำกิจบางอย่าง ชำระกรรมกันอย่างนี้เอง ให้คนที่ต้องมาจ่ายเงินให้คนทรง ก็ต้องมาทำหน้าที่จ่าย หรือเลี้ยงดูเขา ถ้าไม่ทำ ก็จะต้องเจ็บป่วยจนรักษาไม่ได้ต้องดิ้นรนมาเองในที่สุด ผู้มีบุญบารมีบางคน ไม่ได้อยู่ในสถานภาพที่จะรับทักษิณาทานจากผู้อื่น เช่น เป็นฆราวาสธรรมดา แต่เขามีหน้าที่ที่จะต้องรับเงิน, ปัจจัย, การช่วยเหลือจากคนอื่น ถ้าไม่มีใครช่วยเขาเลย คนเหล่านั้นจะได้รับวิบากกรรมมาก ถ้าไม่ยอมทำอีก กรรมก็จะมากถึงขั้นไม่มีโอกาสแก้ตัว คือ “ตาย” นั่นเอง ดังนั้น ถ้าวิบากกรรมเข้าประเทศมาก แก้ไม่ยาก ไม่ต้องแก้ที่ไหน ให้กลับไปดูกิจของตัวเองทำดีหรือยัง หรือมีผู้มีบุญอยู่นอกระบบระเบียบ ถึงวาระที่ผู้คนต้องชำระวิบากกรรมแก่เขาด้วยการให้ปัจจัยต่างๆ แต่เขาไม่อาจอยู่ในสถานภาพที่รับได้ คนทั่วไปไม่ยอมรับ หรือมองไม่เห็นค่า เช่น เป็นพระแล้ว แต่ดูธรรมดามาก ไม่หลอกลวงใคร ไม่ให้หวย ไม่สอนนอกลู่นอกทาง คนเลยไม่สน สุดท้าย คนเหล่านั้นเองแหละที่มีหน้าที่ต้องดูแล มีกิจต้องสนับสนุนพระรูปนั้น ก็ต้องรับวิบากกรรมในที่สุด เช่น เป็นโรคระบาด ฯลฯ คนที่มีบุญบารมีมาก แต่ดูธรรมดาไม่แสดงอะไรอวดใครเลยนั้นมีมาก และคนส่วนใหญ่ก็ไม่สนใจ ทอดทิ้งไม่ทำกิจสนับสนุนท่านที่เป็นพุทธแท้นั้น มัวแต่หลงพุทธเทียม ที่ให้หวยช่วยคนสนองกิเลสตัณหาต่างๆ ตามใจคนเรียกร้อง ตามใจลูกค้า เห็นชาวบ้านที่ไปหาพระเป็นลูกค้า และติดกันงอมแงมว่าเป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน แบบนี้เอง “ภัยพิบัติ” จึงเข้ามาสู่ประเทศไทย ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อนเลย ประเทศไทยเคยเป็นประเทศที่สงบสุขมาตอลด แต่ทำไมจึงต้องรับวิบากกรรมขนาดนี้ นี่เพราะไม่รู้จักหน้าที่ ไม่ทำกิจอันควรของตน ก็คือ “กิจทำนุบำรุงศาสนาที่แท้” ไม่ใช่มัวแต่ไม่หลงศาสนาเทียมเท็จที่หากินกับความเชื่อ ความงมงายของคนมีกิเลสนั้นอนึ่ง ผู้เขียนเคยไปที่วัดร้างวัดหนึ่งโดยบังเอิญ เนื่องจากอยู่ๆ มีรอยกรีดที่ต้นขา จึงคิดว่าต้องเดินทางไปโปรดใครบางคน ชาวบ้านแนะนำให้พักวัดร้างนั้น ก็พัก แต่วัดใกล้ๆ นั้นมีเจ้าอาวาสดังมากรูปหนึ่ง ดังถึงสิงคโปร์ ผู้เขียนไม่ได้พบท่านเพราะท่านไปเยี่ยมแม่ จึงกลับมาไม่นานนักก็ได้ยินข่าวว่าท่านไปยิงคนตายแล้วโดนจับสึก ที่จริงผู้เขียนก็ได้ไปถึงแล้ว แต่ท่านไม่อยู่ จึงไม่ได้พบกัน มีพระรูปหนึ่ง (คิดว่าเป็นรองเจ้าอาวาส) มาช่วยดูแลผู้เขียน ให้อาหารด้วย และชาวบ้านอีกสี่ห้าคน ชาวบ้านสามคนมาบอกว่าฝันเห็นหัวคนสามหัวขาดอยู่ ก็ถามผู้เขียน ผู้เขียนตอบว่าไม่ทราบ ก็รับทานไปเฉยๆ เท่านั้นเอง

ทำกิจโปรดสัตว์คือการถ่ายทอดวิบากกรรม

สมมุตินาย ก ถูกนาย ข ทำร้าย แล้วได้นาย ค ดูแล ชาติต่อมา นาย ข ต้องมาเสวยวิบากกรรมถูก นาย ก ทำร้ายบ้าง แต่นาย ข กลับไปดูแลนาย ค แทนนาย ก เสียก่อน เมื่อเป็นเช่นนี้ หนี้กรรมที่นาย ข มี ก็ชำระชดใช้ด้วยการทำกิจดูแลนาย ค เสียแล้ว ที่นาย ค เคยได้ทำความดีต่อนาย ก กลับได้นาย ข ดูแลแทน นี่เป็นวิบากกรรมดี เมื่อนาย ก ไม่ทำกิจ จึงต้องเป็นฝ่ายรับวิบากกรรมต่อไปคือไปทำร้ายผู้อื่นแทนที่จะเป็นนาย ข ซึ่งเคยกระทำ ไม่ดีต่อตน เนื่องจากนาย ข ได้ชำระหนี้กรรมในรูปทำกิจแทนไปแล้ว จึงกลับกลายเป็นอโหสิกรรม ตัดขาดจากวังวนกรรมของสามคนนี้ไป ถ้าไม่เข้าใจ จะทำให้ง่ายขึ้น ดังนี้

๑) นาย ข เป็นผู้ทำกรรมชั่ว             ชาติต่อมา                เป็นผู้ทำกิจความดีทดแทน

๒) นาย ค เป็นผู้ทำกรรมดี               ชาติต่อมา                เป็นผู้รับผลกรรมดี

๓) นาย ก เป็นผู้ถูกกระทำ               ชาติต่อมา                เป็นผู้ทำกรรมชั่วคืนกลับ

ซึ่งนาย ก จะทำความชั่วคืนกลับนาย ข ไม่ได้อีก เนื่องจากนาย ข ทำกิจ ทำความดีดูแลนาย ค แทนนาย ก ไปแล้ว นาย ก จึงต้องไปทำกิจ “ทำกรรมชั่วสนองกลับ” กับผู้อื่นที่มีกรรมเช่นเดียวกับนาย ข แทน เนื่องจากวิบากกรรมส่วนของนาย ข กลายเป็นอโหสิกรรมไปแล้ว จะเห็นได้ว่าทุกท่านได้รับวิบากกรรมที่ต้องรับทั้งสิ้น ตรงไปตรงมา ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว แต่ถ้าทำชั่วแล้วทำความดีทดแทนคืนได้ ไม่ต้องรับเป็นวิบากกรรมชั่ว ดังกล่าว แต่ถ้านาย ก ซึ่งเคยได้รับการดูแลจากนาย ค ได้กลับไปทำกิจตอบแทนบุญคุณในชาติต่อมาเสียก่อนนาย ก ก็จะได้รับอโหสิกรรมคือ ขาดจากกรรมของสามคนนี้ ส่งผลให้นาย ข เองที่ต้องไปเป็นผู้กระทำกรรมชั่วต่อผู้อื่น เป็นการทำกรรมซ้ำรอยเกวียน แล้วถูกผู้อื่นกระทำกรรมชั่วกลับอย่างมากและรุนแรงกว่าปกติ เนื่องจากเป็นวิบากกรรม คนที่หลุดพ้นจากบ่วงกรรม จะกลายเป็นนาย ก แทน นาย ข ก็ต้องวนอยู่ในบ่วงกรรมนั้น แต่ในอีกทางกลับกัน ถ้านาย ค ซึ่งเคยทำความดีไว้แต่อดีตชาติ ได้ทำความดีอีก เมื่อเห็นนาย ข ที่ได้รับวิบากกรรมชั่วจากชาติก่อนโดยที่นาย ก ไม่ได้ทำ ผลคือ นาย ค ทำกรรมซ้ำรอยเกวียน ก็จะได้วิบากกรรมดีคืนกลับมากมาย ทั้งๆ ที่ช่วยเหลือเพียงเล็กน้อย แต่นาย ข ก็ได้รับวิบากกรรมไปจนหมด ก็ไม่ต้องวนในบ่วงกรรมนี้ ส่วนนาย ก ที่ไม่ได้ทำกรรมชั่วต่อนาย ข นั้น ถ้าอโหสิกรรมเสีย ก็จะหลุดพ้นบ่วงกรรมนี้ไป ไม่ต้องไปวนทำกรรมซ้ำคืนกันไปมาอีก สิ้นกรรมนี้ต่อกัน เมื่อพิจารณารายบุคคลแล้ว ก็จะได้รับความยุติธรรมทั้งหมด สูตรการผ่อนปรนชำระหนี้กรรม ด้วยการทำความดี “เป็นกิจ” คืนกลับแทนนี้ เป็นวิธีของพระกษิติครรภ์ เพื่อจะเจรจาต่อรอง ผ่อนปรนให้เจ้ากรรมนายเวร อโหสิกรรมแก่ลูกหนี้กรรมของตน และเพื่อให้ลูกหนี้กรรมที่เคยกระทำความผิดบาป หันไปทำความดีบ้าง ก็จะเกิดดุลยภาพและไม่เสียหลักกฎแห่งกรรม สูตรการถ่ายทอดกรรมไปสู่ผู้อื่นได้นี้ ยืดหยุ่นเพื่อให้เกิดการหลุดพ้นจากบ่วงกรรมได้ด้วยการทำกิจ ทำคุณงามความดี อันนี้ได้ผลจริง เพื่อไม่ให้สรรพสัตว์เข่นฆ่าหรือกระทำกรรมต่อกัน กลับไปมาไม่มีที่สิ้นสุด จึงต้องมีวิธีที่จะเอาสัตว์ออกจากบ่วงกรรมได้โดยไม่กระทบสมดุลของกรรม คือ หาตัวตายตัวแทนในกรรมนั้นๆ อีกสูตรหนึ่ง คือ ทำความดีให้ผู้มีบุญบารมี แล้วผู้มีบุญบารมีคนนั้นจะรับกรรมของคนทั้งหลายไว้ที่ตัวเอง จากนั้น ผู้มีบุญบารมีจะเป็นผู้รับวิบากกรรมแทนเอง เช่น คนทรง, หมอดูดวง, หมอแก้โรคกรรมต่างๆ คนเหล่านี้ เมื่อเข้าล่วงละเมิดกฎแห่งกรรม ช่วยคนที่มีกรรม พ้นจากเจ้ากรรมนายเวร ก็ต้องเป็นผู้รับวิบากกรรมแทนเขาเอง เนื่องจากหนี้กรรม จะไม่มีคนชดใช้ไม่ได้ คนที่เป็นหนี้ชดใช้ด้วยการทำกิจ ทำความดีต่อผู้มีบุญบารมีแล้ว ก็ถือว่าสิ้นไป ส่วนผู้มีบุญบารมีที่รับของเขาไปนั้น (เช่น รับลาภสักการะ) ก็ต้องเป็นผู้รับวิบากกรรมของคนผู้นั้นแทนไป สูตรนี้ใช้ได้ดี กับผู้มีบุญบารมีที่มีกรรมน้อย มีจิตใสและต้องการวิบากกรรมในการเวียนว่ายตายเกิดเพื่อโปรดสัตว์ บำเพ็ญบารมี ส่วนสัตว์ที่ขอความช่วยเหลือเหล่านั้น ก็จะปลดภาระวิบากกรรมให้ผู้มีบุญบารมีรับแทนตน ตนก็จะพ้นจากกรรมนั้นไป แบบนี้ก็ได้เหมือนกัน คือ ทำกิจแทนการรับกรรม ซึ่งยืดหยุ่นได้ อนึ่ง การทำกิจนี้ ต้องไม่หวังผลบุญ ถ้าหวังผลบุญ บุญก็ไม่อาจนำเอาไปใช้หนี้แทนได้ 

อภิธรรม เรื่อง อริยมรรค คือ เข้าถึงธรรมโดยทุกข์อย่างเดียวเท่านั้น

สูตรของสามเณรจับแย้คือ ต้อนแย้ให้ออกรูเดียว รูนั้นๆ คือ “ทุกข์” ไม่ให้ไปทางอื่น เพื่อ ให้จิตเข้าสู่วิถี “อริยมรรค” คือ ทุกข์, สมุทัย, นิโรธ และมรรค หลายท่าน มักไม่กล้าหาญพอที่จะเข้าสู่วิถีนี้ เพราะกลัวทุกข์ เหมือนคนไข้เป็นมะเร็งกลัวการผ่าตัดฉะนั้น การจะเข้าสู่ธรรมได้ในพุทธศาสนา มีทางนี้ทางเดียว รูนี้รูเดียว คือ เข้าทางทุกข์เท่านั้น ไม่ว่าจะจิตมีทุกข์อยู่ จนทุกข์ดับไปเอง ก็เข้าสู่การวิปัสสนาฉับพลันพิจารณาธรรม หรือการที่จิตยังไม่มีทุกข์ แล้วหยิบยกเอาทุกข์มากพิจารณาก่อน ที่เรียกว่า “สุขวิปัสสโก” ก็ดี แต่ล้วนมีทุกข์เป็นทางเข้าสู่ธรรมทั้งสิ้น นอกจากทางนี้แล้วอื่นๆ ไม่ใช่มรรคในพระพุทธศาสนาเลย  บุคคลมีปัญญาได้โดยไม่เข้าทางทุกข์ก็มี แต่ปัญญานั้น จัดเป็นเพียง “ปัญญาบารมี” ยังไม่ใช่ปัญญาญาณถึงขั้นจะเรียกได้ว่า “อาสวขยญาณ” เลย คนที่ไม่เข้าถึงธรรมด้วยทุกข์นี้มีมาก เพราะเขาเหล่านี้ยังไม่ได้ลงมาเพื่อการบรรลุธรรมยังไม่ถึงวาระนิพพาน แต่จุติมาเพื่อสะสมปัญญาบารมี ดังนี้ พวกเขาไม่จำเป็นต้องเข้าสู่ธรรมโดยผ่านประตูแห่งทุกข์นี้ก็ได้ เขาเหล่านี้ บางท่านมีปัญญามากรู้เยอะ, อ่านมาก, เข้าใจมาก, พูดต่อ, อธิบายต่อได้เก่งมาก ด้วย “ปัญญาบารมี” แต่ไม่ใช่ “ปัญญาญาณ” ดังนี้ จึงไม่ได้มีญาณหยั่งรู้ถึงที่สุดแห่งสรรพสิ่งว่าล้วนอนิจจังได้ด้วยตนเอง แต่ความรู้ของเขาตรงคำสอนของพุทธศาสนาได้ด้วยปัญญาบารมีดังกล่าว มิใช่ด้วยปัญญาญาณ จะเรียกเขาว่าเป็นอริยบุคคลไม่ได้แต่อาจเรียกได้ว่า “เซียน” ยังมีเซียนอีกประเภทที่มีบารมีและอาสวขยญาณที่บำเพ็ญไว้แต่ชาติปางก่อนแล้ว เมื่อได้รับความทุกข์เหมือนใจแตกสลาย จิตก็แบ่งภาคออกสองส่วน มีส่วนหนึ่งเป็นจิต “อรหันตโพธิสัตว์” จิตดวงหนึ่งเป็นอสูร อยู่ร่วมกันสองดวงในกายสังขารเดียว โดยไม่มีครูสอน เขาเหล่านี้บ้างหลงคิดไปว่าตนสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าแล้วบ้าง แท้แล้วไม่ใช่ นับได้เพียง “เซียนอรหันต์” คือ ยังไม่ใช่อริยบุคคล แต่ก็สำเร็จแบบเซียน ได้ดวงจิตอรหันตโพธิสัตว์อยู่ในกายเท่านั้น ท่านที่ทำแบบนี้ได้ก็มีแต่ผู้ที่จิตลงมาจากจิตอรหันตโพธิสัตว์ มีบารมีเก่ามากอยู่แต่หนหลัง มีอาสวขยญาณที่ทำไว้แล้วแต่กาลก่อน จึงเข้าถึงได้ด้วยตนเอง ไม่มีครูสอน แบบนี้ก็มีอยู่มาก เมื่อเขาได้สำเร็จเซียนด้วยวิธีแบ่งภาคจิตแล้ว ด้านหนึ่งก็จะพบว่าตนเองเหมือนผู้มีปัญญาและจิตบริสุทธิ์มากแต่ด้านหนึ่งก็ค้นพบว่าตนเองมีกิเลสกลับมาได้อีก แปลกใจว่าภาวะนี้คืออะไร ทำไมกิเลสจึงกลับมาได้อีก ตำราไตรปิฎกก็อธิบายไม่ได้ ตำราไหนๆ ก็ไม่มีบอกไว้ก็ต่อเมื่อได้เข้าสู่ธรรมผ่านอริยมรรค คือ เข้าทางทุกข์จนยอมจำนนต่อผู้อื่นให้เขาสอนธรรมให้จึงจะสิ้นสักกายทิฐิ แล้วสำเร็จพระอริยบุคคลได้อย่างแท้จริง ไม่เช่นนั้นก็เป็นได้แค่เพียงเซียน    

อุปมาภาวะนิโรธเหมือนหนูที่ติดในห้องทึบมีไฟไหม้อยู่จนถึงที่สุด

บุคคลผู้จะบรรลุธรรมได้นั้น อุปมาเหมือนหนูที่ติดอยู่ในห้องปิดทึบ วิ่งหนีไฟที่ไหม้อยู่ในห้องนั้น เมื่อหนูวิ่งรนหาที่ออกเท่าไรก็ไม่พบจนสุดท้ายต้องยอมจำนนแล้วถูกไฟไหม้ จนไฟดับหมดสิ้นแล้วไม่เหลือทั้งหนูและไฟ จึงไม่เหลืออะไรเลย นั่นแหละ อุปมาของภาวะนิโรธ ไฟอุปมาเป็นทุกข์ที่หนูพยายามวิ่งหนี หนูอุปมาเป็นจิต ที่พยายามหาทางหนีทุกข์ เมื่อจิตยังหนีทุกข์ได้ด้วยวิธีต่างๆ ประการต่างๆ ทำให้จิตไม่เข้าสู่ธรรมทางทุกข์ได้ ก็เมื่อจิตยอมจำนน ยอมรับทุกข์อย่างตรงไปตรงมาไม่มีทางหนี ไม่มีทางรอดทางออกทางอื่น นอกจากให้ไฟแห่งทุกข์เผาผลาญไปอย่างทำอะไรไม่ได้แล้วเท่านั้น จิตนั้นจึงจะตรงทางอริยมรรคแต่อย่างเดียว ไม่ออกไปทางอื่น ถ้ายังมีทางอื่นออกจากทุกข์ได้อีก ก็จะไม่เข้าสู่อริยมรรค เมื่อหมดสิ้นหนทางแล้ว ยอมจำนนแล้ว จึงเผชิญกับทุกข์อย่างตรงไปตรงมาแล้ว จนกระทั่งทุกข์มอดไหม้ดับสิ้นไปเอง ด้วยอนิจจังนั้นเอง จิตเข้าสู่วิปัสสนาญาณได้ฉับพลันว่าแม้แต่ทุกข์ก็ดับไปเองในที่สุด สรรพสิ่งไม่มีอะไรเที่ยงเลยอย่างแท้จริง นี่จึงจะบรรลุธรรมได้ ถ้าไม่ถูกต้อนด้วยทุกข์ ไม่ถูกเผาด้วยทุกข์ จิตไม่มีทางเข้าสู่อริยมรรคได้เลย ทางอื่นไม่มีอีก มีแต่ทางทุกข์อย่างเดียวเท่านั้น หลายครั้งที่บุคคลมีทุกข์ กำลังวิ่งหาทางดับทุกข์ แต่แล้วก็มีสิ่งอื่นเข้ามาขวางกั้นไว้แทน เช่น บุญ, ฌาน ฯลฯ ก็ทำให้เขาพ้นทุกข์ชั่วคราวได้ด้วยการเข้าหาที่พึ่งอื่นนั้น เขาจึงไม่ทราบเลยว่าไม่จำเป็นต้องพึ่งอะไรเลย ทุกข์เกิดเองก็ดับไปเอง ทุกสิ่งเป็นอนิจจังอย่างนี้ นี่จึงไม่บรรลุธรรมสักที 

อภิธรรม เรื่อง การบรรลุอรหันต์ในหลายรูปแบบ แตกต่างกันดังนี้

อรหันตสาวก

การบรรลุธรรมแบบนี้เกิดในพระสาวก เมื่อบรรลุธรรมแล้ว ย่อมเข้าใจอย่างนี้ว่า

  1. ที่สุดของสรรพสิ่ง ตรงไตรลักษณ์ ใดๆ ทางโลกไม่พ้นวัฏฏะ นิพพานมีอยู่จริง
  2. ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ และทุกข์เท่านั้นที่ดับไป พระพุทธเจ้าสอนแต่เพียงเท่านี้
  3. ชีวิตที่ยังเหลือต่อไปคือดำรงอยู่ทางสายกลางแห่งมรรคมีองค์แปด 
  4. กิจจบแล้ว เราเป็นผู้ไม่มีกิจในการสร้าง, รักษา หรือทำลายใดๆ
  5. พรหมจรรย์สิ้นแล้ว ไม่ต้องฝึกสมาธิอีก ศีลก็มีเองเป็นปกติแล้ว ไม่ต้องเจริญ
  6. ชาติภพต่อไปไม่มีอีก

อรหันตโพธิสัตว์

การบรรลุธรรมแบบนี้เกิดในพระโพธิสัตว์ เมื่อบรรลุธรรมแล้ว ย่อมเข้าใจอย่างนี้ว่า

  1. ที่สุดของสรรพสิ่ง ตรงไตรลักษณ์ ใดๆ ทางโลกไม่พ้นวัฏฏะ นิพพานมีอยู่จริง
  2. ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ และทุกข์เท่านั้นที่ดับไป พระพุทธเจ้าสอนแต่เพียงเท่านี้
  3. ชีวิตที่ยังเหลือต่อไปคือดำรงอยู่ทางสายกลางแห่งมรรคมีองค์แปด
  4. กิจยังไม่สิ้น ยังปรารถนาฉุดช่วยสรรพสัตว์ต่อไป
  5. พรหมจรรย์สิ้นแล้ว เป็นอเสขบุคคล มิต้องฝึกจิตอีก
  6. ชาติภพต่อไปยังไม่สิ้น จวบจนกว่าจะสมความปรารถนาที่ตั้งไว้ จะลงมาเกิดอีก

อรหันตโพธิสัตว์นั้น ถ้านับตามมหายาน จะถือปัญญาทำนิพพานให้แจ้งได้เป็นสำคัญ จึงนับให้ว่าสำเร็จอรหันต์ แต่ถ้านับตามเถรวาท จะนับตามการจุติในสามภพของจิต จึงนับให้เพียงโสดาบันและสกิทาคามีเท่านั้น เนื่องจากจิตยังลงมาจุติเป็นคนบนโลกได้อีก 

อรหันตพุทธะ (ยูไล)

การบรรลุธรรมแบบนี้เกิดในผู้มีบารมีกายพุทธะ เมื่อบรรลุธรรมแล้ว ย่อมเข้าใจอย่างนี้ว่า

  1. ที่สุดของสรรพสิ่ง ตรงไตรลักษณ์ ใดๆ ทางโลกไม่พ้นวัฏฏะ นิพพานมีอยู่จริง
  2. ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ และทุกข์เท่านั้นที่ดับไป พระพุทธเจ้าสอนแต่เพียงเท่านี้
  3. ชีวิตที่ยังเหลือต่อไปคือดำรงอยู่ทางสายกลางแห่งมรรคมีองค์แปด
  4. กิจยังไม่สิ้น ยังปรารถนาฉุดช่วยสรรพสัตว์ต่อไป
  5. พรหมจรรย์สิ้นแล้ว เป็นอเสขบุคคล มิต้องฝึกจิตอีก
  6. ไม่กลับมาเกิดอีก แต่ชาติภพต่อไปยังไม่สิ้น ต้องชำระวิบากกรรมต่อบนสวรรค์
  7. ญาณตรัสรู้ได้ด้วยตนเอง หรือหยั่งรู้ได้เอง แต่ยังไม่ถึงขั้นสัพพัญญูญาณ

อรหันตพุทธะนั้น ถ้านับตามมหายาน จะถือปัญญาทำนิพพานให้แจ้งได้เป็นสำคัญ จึงนับให้ว่าสำเร็จอรหันต์ แต่ถ้านับตามเถรวาท จะนับตามการจุติในสามภพของจิต จึงนับให้เพียง “อนาคามี” เท่านั้น เนื่องจากเป็นผู้ไม่ลงมาเกิดอีกแล้ว แต่ยังไม่สิ้นชาติภพทันที 

อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

การบรรลุธรรมแบบนี้เกิดในพระพุทธเจ้าเท่านั้น เมื่อบรรลุธรรมแล้ว ย่อมเข้าใจไม่ต่างจากพระอรหันตสาวก ทั้งหกข้อข้างต้น แต่มีเพิ่มพิเศษมากกว่าพระอรหันตสาวก คือ

  1. ญาณตรัสรู้ได้ด้วยตนเอง หยั่งรู้ได้เอง เช่นเดียวกับอรหันตพุทธะ
  2. สัพพัญญูญาณ ซึ่งไม่มีในพุทธะ (ยูไล) องค์อื่น นอกจากพระพุทธเจ้า

อภิธรรม เรื่อง อธิบายโลกียะด้วย ไตรลักษณ์ อธิบายโลกุตระด้วย ตถตา

เมื่อพิจารณาธรรมชาติระดับโลกียะ ควรอธิบายด้วยไตรลักษณ์ คือ สิ่งใดๆ ทางโลกล้วนไม่เที่ยงเกิดแล้วดับวนเวียนเป็นวัฏฏะ, กระทบกระทั่งกัน และเป็นทุกข์, ไม่อาจยึดมั่นถือมั่นได้ว่าเป็นตัวตนของตน แต่สำหรับธรรมชาติระดับโลกุตระ ควรอธิบายด้วย “ตถตา” คือ ความเป็นเช่นนั้นเอง เช่น นิพพาน เป็นอย่างไร ก็เป็นเช่นนั้นเอง คือ เมื่อปฏิบัติถึงแล้วย่อมทราบเองว่า “อ้อ เป็นเช่นนั้นเอง” เหมือนคนอยากทราบว่าเกลือมีรสเค็มเป็นอย่างไร ไม่ควรอธิบาย เมื่อชิมแล้วก็ได้ทราบว่า “อ้อ รสเป็นเช่นนี้เอง” ไม่ต้องอธิบาย

การอธิบายนิพพานด้วยไตรลักษณ์ทำให้เกิดความสับสน

นิพพานเป็นธรรมชาติระดับที่พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดแล้ว มิใช่แดน, มิใช่ภพ, มิอาจอธิบายได้ด้วยอะไร ใดๆ นิพพานเป็นนิพพาน เป็นเช่นนั้นเอง เมื่อเข้าถึงแล้วจึงรู้เองดังนี้ การอธิบายนิพพานด้วยไตรลักษณ์ทำให้สับสนเช่น คนหนึ่งอธิบายว่านิพพานเป็นอนัตตา อีกคนก็เถียงว่าเป็นอัตตา ซึ่งแท้แล้วทั้งคำว่า “อนัตตา และ อัตตา” ก็ไม่อาจใช้อธิบายลักษณะของนิพพานได้ แต่การเข้าถึงนิพพานย่อมต้องพิจารณาธรรมชาติระดับ โลกียะ เป็น “อนัตตา” ก่อน จะพิจารณาเป็น “อัตตา” เสียไม่ได้ เรียกว่าโลกียะให้พิจารณาไตรลักษณ์ เมื่อถึงฝั่งโลกุตระแล้ว ถึงนิพพานแล้ว ไม่ต้องอธิบายแล้ว และจะใช้การอธิบายเช่นเดียวกันกับฝั่งโลกียะอีกนั้นก็ไม่ควรทำ อนึ่ง คนเราย่อมอยู่ในฝั่งโลกียะมาก่อน ดังนี้ การเข้าถึงนิพพานที่อยู่ในฝั่งโลกุตระ จึงต้องอาศัยการพิจารณาตามหลักไตรลักษณ์เป็นสำคัญ เป็นทางเข้าสู่ประตูโลกุตระ แต่เมื่อเข้าถึงแล้วหลักไตรลักษณ์ก็ไม่ควรใช้อธิบาย

เมื่อพยายามอธิบายสิ่งที่อธิบายไม่ได้, บอกไม่ได้, สอนไม่ได้, พูดไม่ได้ ยิ่งทำให้สับสนและเข้าใจผิด เมื่อพยายามอธิบายลักษณะของนิพพาน ยิ่งทำให้ไม่เข้าใจ หรือเข้าใจผิด กลายเป็นวิชาการไปบ้าง ปรัชญาไปบ้าง ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่ไม่ใช่นิพพานที่แท้จริง นิพพานที่แท้จริงอธิบายไม่ได้ นิพพานที่อธิบายได้ ไม่ใช่นิพพาน เราจึงไม่ควรไปอธิบายขยายความนิพพานนี้ แต่เราควรพิจารณาธรรมระดับโลกียะที่เรายังหลง ยังยึดอยู่ดีกว่า อธิบายแต่ส่วนนี้ เมื่อจิตปล่อยวางหลุดพ้นโลกียะแล้วจะเข้าสู่ฝั่งโลกุตระเอง ก็เข้าใจในนิพพานเอง ไม่ต้องอธิบาย ดังนั้น จึงใช้ “ตถตา” บอกลักษณะนิพพาน ไม่ใช้ไตรลักษณ์บอก คือ ความเป็นเช่นนั้นเอง ไม่เป็นอย่างอื่น เมื่อไม่อธิบายเพิ่มอย่างนี้แล้วพิจารณาแต่ส่วนที่ตนยังหลงอยู่ให้หลุดพ้นจากความหลงเสีย ตาก็สว่าง เห็นธรรมตามจริงเอง ไม่ต้องอธิบาย

สรรพสิ่งมีลักษณะเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่นิพพานไม่ควรอธิบายอย่างนี้

พึงใช้หลักไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง, ทุกขัง, อนัตตา อธิบายลักษณะทางโลก ให้จิตเกิดปัญญาหลุดพ้น ก็พอแล้ว เมื่อไม่มีสิ่งปรุงแต่งทางโลกใดๆ สัจธรรมจะปรากฏเองไม่ต้องอธิบาย หากจะอธิบายก็ใช้เพียงหลัก “ตถตา” เท่านั้น ก็คือ มันเป็นเช่นนั้นเอง นิพพานเป็นเช่นนั้นเอง ไม่เป็นอย่างอื่น เท่านี้ ก็จะไม่เกิดความสับสน หรือเข้าใจผิดในนิพพาน มีบางท่านพยายามจะอธิบายนิพพานด้วยไตรลักษณ์เช่น บ้างกล่าวว่านิพพานไม่มีอนิจจัง ไม่มีทุกขัง มีแต่อนัตตาก็มี แต่นี่ก็ไม่ใช่คำอธิบายที่ดีนัก ยังมีบางส่วนที่ยังไม่ชัดเจนหรือยังไม่ลึกซึ้งมากพอนักอยู่ บ้างก็เถียงว่านิพพานมีอยู่จริงเป็นอัตตาเสียเลย เพื่ออธิบายส่วนที่บกพร่องของท่านแรกที่กล่าวว่านิพพานมีแต่อนัตตา ซึ่งก็จะทำให้คนเข้าใจผิดไปใหญ่ บ้างก็ว่านิพพานไม่มีตัวตน มีแต่ความว่าง นี่ก็ไปลงที่ความว่างเสีย ซึ่งก็ยังไม่ใช่ เพราะถ้าเป็นความว่างจริง แล้วธรรมชาติที่แท้จริงหายไปไหน ว่างได้อย่างไร หรือท่านที่ปฏิบัติเอาความว่างเป็นอารมณ์ก็น่าจะได้นิพพานไปแล้ว เช่น ฤษีโบราณต่างๆ ก็ได้ฌานด้วยการกำหนดความว่างเป็นอารมณ์กันมากมาย การอธิบายนิพพานทั้งหลายทั้งปวงนี้ ยิ่งอธิบายก็จะยิ่งทำให้คนสับสน และพุ่งไปยึดที่คำอธิบาย ทำให้ไม่ถึงนิพพานได้อย่างแท้จริง ดังนั้น จึงเสนอว่าให้อธิบายนิพพาน แต่เพียงว่า “ตถตา” คือ เป็นเช่นนั้นเอง ก็จะไม่หลงทาง, สับสนไปอย่างอื่น จิตตรงแต่นิพพานอย่างเดียวจนกว่าจะปฏิบัติสำเร็จ แต่ถ้าเอา “ตถตา” ไปอธิบายโลกียะ ก็จะคุยกันไม่รู้เรื่อง อยู่ร่วมโลกกันไม่ได้ดังกล่าว

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น