ศาสนธรรม “หลัก ๓ พิสูจน์”
ศาสนธรรม “หลัก ๓ พิสูจน์”
ในศาสนธรรม สอนให้พิสูจน์ก่อนเชื่อ เพื่อไม่ให้บุคคลหลงงมงายในสิ่งที่ไม่ควรหลง ซึ่งสอดคล้องกับพุทธศาสนาที่สอนหลักความเชื่อ ที่ไม่ให้เชื่อเพราะเหตุอื่นต่างๆ ในศาสนธรรมนี้ จะมุ่งเน้นชี้ชัดลงไปเลยว่า การเชื่อถือสิ่งใดต้องพิสูจน์ก่อนเชื่อ โดยการพิสูจน์ด้วยวิธีต่างๆ ได้แก่ การพิสูจน์เบื้องต้นด้วยปัญญาของตนเอง (เท่าที่ตนเองมีอยู่ ณ ขณะนั้นๆ) ซึ่งเป็นเบื้องต้นแรกที่บุคคลมักกระทำ แต่หากปัญญาน้อยก็อาจหลงเชื่ออะไรได้ง่ายๆ ทางศาสนธรรม จึงเสนอวิธีพิสูจน์อีกหลากหลายวิธี เช่น การพิสูจน์ด้วยเครื่องรับรู้ต่างๆ เช่น อายตนะทาง ตา, หู, จมูก ฯลฯ ช่วยในการพิสูจน์สิ่งต่างๆ การฝึกอายตนะให้มีความสามารถพิเศษในการรับรู้ เช่น หูทิพย์, ตาทิพย์ ฯลฯ และการใช้เครื่องรับรู้ทางวิทยาศาสตร์ เช่น กล้องถ่ายพลังชีวิต (ออร่า) เป็นต้น อีกวิธีหนึ่งของการพิสูจน์ คือ การทดลองปฏิบัติจนได้ผลจริงด้วยตนเอง ซึ่งทางศาสนธรรม จะเสนอวิธีทดลองปฏิบัติที่ให้ผล และสูญเสียต้นทุนในการทดลองให้น้อยที่สุด เช่น ใช้เวลาน้อยๆ, ใช้เงินน้อยๆ ในการพิสูจน์ เป็นต้น โดยมีรายละเอียดในการพิสูจน์ก่อนเชื่อ ดังต่อไปนี้
๑) การพิสูจน์ด้วยปัญญาของตนเอง
เป็นวิธีเบื้องต้นวิธีแรกที่บุคคลพึงมีและสามารถทำได้ทันที หากบุคคลฝึกปัญญามาอย่างดีแล้วความแม่นยำย่อมมีมาก แต่หากบุคคลฝึกมาน้อย โอกาสหลง และผิดพลาดก็มีมาก ขึ้นอยู่กับ สติ, สมาธิ, ปัญญา, ศรัทธา และวิริยะ ประกอบกัน ซึ่งจะกล่าวถึงการประยุกต์ใช้สิ่งที่มีอยู่ในตัวเราห้าประการนี้ในการพิสูจน์ก่อนเชื่อต่อไป
๒) การพิสูจน์ด้วยอายตนะเครื่องรับรู้
๒.๑) เครื่องรับรู้ภายใน
ได้แก่ ตา, หู, จมูก, ลิ้น, ผิวสัมผัส (กาย), และใจ ในอายตนะทั้งหกนี้ มีทั้งส่วนที่เป็นกายสังขารและละเอียดซ้อนอยู่ในกายสังขาร ที่เราเรียกว่าเป็น “กายทิพย์” เช่น หูทิพย์, ตาทิพย์, จมูกทิพย์, ใจทิพย์ (จิตนั่นเอง) ในกลุ่มอายตนะที่ละเอียดมากและซ้อนอยู่ในกายสังขารนี้ ในทางพุทธศาสนาเรียกว่าอายตนะภายใน และเรียกส่วนที่ใช้รับรู้ที่ติดกับกายสังขารว่า “อายตนะภายนอก”
๒.๒) เครื่องรับรู้ภายนอก
ได้แก่ เครื่องมือช่วยในการรับรู้ทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ เช่น กล้องส่องทางไกล, กล้องจุลทรรศน์, กล้องถ่ายภาพเคลื่อนไหว, กล้องถ่ายออร่า เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ไม่อาจเชื่อถือได้ ๑๐๐% ก็จริง แต่เราสามารถนำมาใช้เป็นหลักฐานประกอบอ้างอิง เหมือนกระบวนการพิสูจน์ความถูกผิดในชั้นศาลได้ ซึ่ง ในหลักของศาสนธรรม นี้ จะช่วยให้ข้อคิดเห็นในการใช้เครื่องมือเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพและน่าเชื่อถือต่อไป
๓) การพิสูจน์ด้วยการปฏิบัติจนเกิดผล
เป็นวิธีที่ต้องลงทุนไปก่อน เสียเวลา, เสียแรงกายแรงใจไปก่อน จึงรู้ผลแท้จริงภายหลัง อนึ่ง การทดลองปฏิบัติจนได้ผลจริงนี้ ต้องมีการกำหนดปัจจัยสิ่งแวดล้อมด้วย เช่น ขณะปฏิบัติธรรมตามคำสอนของท่านผู้หนึ่ง เราต้องการทราบว่าได้ผลจริงหรือไม่ ก็ไม่ควรไปรับข้อมูลหรือคำสอนของท่านอื่นๆ ขณะที่อยู่ในช่วงทดลองนั้นๆ เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนเชื่อถือได้ว่า ผลการปฏิบัตินั้นให้ผลจริงเพราะท่านผู้นั้นจริง นอกจากนี้ ยังมีผลที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยก่อนและหลังการทดลองอีก ยกตัวอย่างเช่น นาย ก. มีเพื่อนช่วยให้กำลังใจผ่านไปได้หลายช่วง พอไปเจอ นาย ข. เป็นผู้วิเศษ ชี้ทักอนาคตคนนั้นได้คนนี้ได้ จึงเชื่อถือและปฏิบัติตามก็ได้ผลสำเร็จ อันนี้ ต้องมาแยกแยะอีกว่ามีผลแทรกสอดข้างเคียง จากการช่วยเหลือของเพื่อนของนาย ก. ก่อนที่นาย ก. จะมาพบกับนาย ข. หรือไม่ ดังนั้น กระบวนการพิสูจน์นี้ จึงทำอย่างเป็นวิทยาศาสตร์และเชื่อถือได้จริง ซึ่งจะนำเสนอเทคนิคโดยละเอียดต่อไป