ศาสนธรรม “หลัก ๗ สมดุล”
ศาสนธรรม “หลัก ๗ สมดุล”
ในศาสนธรรม ใช้หลักการของเต๋าที่ว่า สรรพสิ่งมีความแตกต่างกันเป็นคู่ๆ หรือภาวะ “หยิน-หยาง” ในพุทธศาสนาก็สอนเรื่องธรรมชาติที่มีความแตกต่างกันเป็นคู่ๆ นี้ เช่น เรื่องโลกธรรมแปด เป็นต้น ในศาสนธรรมสอนให้ปฏิบัติจิตปฏิบัติธรรม เพื่อน้อมตนเองเข้าสู่ภาวะความ “สมดุล” หรือภาวะตรงกลางของสิ่งตรงข้ามทั้งสองประการนี้ ซึ่งจะมีทั้งสิ้น ๗ ลักษณะด้วยกัน ทุกความสมดุลนี้เป็นภาวะความสมดุลท่ามกลางสิ่งที่ขัดแย้งและตรงข้ามกันทั้งสิ้น ทั้งนี้เพราะเพื่อให้เกิดภาวะความเป็นกลาง ความพอดีแก่ชีวิตของบุคคลท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกันไปนั่นเอง ดังรายละเอียดต่อไปนี้
๑) สมดุลของความเป็นหนึ่งเดียวกันและความเป็นหน่วยย่อย
ทุกๆ หน่วยย่อยของธรรมชาติ รวมกันเป็นธรรมชาติทั้งหมด เรียกว่า “ธรรมชาติองค์รวม” ทั้งส่วนของหน่วยย่อยและธรรมชาติองค์รวมนี้ จะมีภาวะหนึ่งที่มีความสมดุล ระหว่างความเป็นหน่วยย่อยและความเป็นผลรวมทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น เราเป็นสมาชิกหนึ่งในองค์กร เราย่อมมีความเป็นตัวของตัวเอง และองค์กรก็ต้องการให้เรามีความเป็นเหมือนกันทั้งองค์กรอยู่ เช่น การแต่งกายแบบเดียวกัน, วัฒนธรรมความเชื่อ ความชอบที่สอดคล้องกัน อะไรคือ กึ่งกลาง ที่สมดุล ที่เราจะอยู่ในภาวะที่ตรงข้าม ระหว่างความเป็นตัวของตัวเอง และความเป็นเหมือนกันของส่วนรวมนี้ได้ หากบุคคลละทิ้งความเป็นเอกลักษณ์ของตน ก็กลายเป็นคนขาดคุณค่า คือ ไม่แตกต่างจากคนอื่นๆ ที่เขาจะเลือกเอาไว้หรือไม่เอาเมื่อไรก็ได้ (เพราะคนอื่นที่เหมือนๆ กับเรามีแทนที่เราได้อยู่) แต่หากไม่เหมือนคนอื่นโดยรวมไปมากเกินไป ก็ไม่อาจปรับตัวอยู่ในสังคมนั้นๆ ได้ หลักศาสนธรรม มุ่งเน้นให้พิจารณาความสมดุลตรงกลางนี้ ไม่ให้สุดโต่งในสองส่วน อย่างใดอย่างหนึ่งเกินไป
๒) สมดุลของความหลากหลายและมาตรฐานธรรมชาติ
สิ่งต่างๆ มีความหลากหลายแตกต่างกันเป็นธรรมดา ธรรมชาติสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ให้มีความหลากหลาย แต่ในความหลากหลายนี้ ก็ใช่ว่าไม่มีความเหมือนกันเลยก็หาไม่ ในธรรมชาติ มีคำว่า “ส่วนใหญ่” อยู่เสมอ ปกติแล้ว คำว่า “ส่วนใหญ่” นี้ ไม่ได้แปลว่าถูกต้องเสมอไป ยุคไหนคนดีมาเกิดมากๆ คำว่า “ส่วนใหญ่” น่าจะอนุโลมได้ว่าน่าเชื่อถือว่าน่าจะถูก แต่ถ้ายุคไหนมีคนไม่ดีมาเกิดมากๆ ไม่น่าอนุโลมได้ว่า “ส่วนใหญ่” นั้นน่าเชื่อถือว่าถูกต้องเสมอไป เช่น ยุคปัจจุบันนี้ ตามหลักไตรปิฎกกล่าวว่าเป็นยุคที่คนไม่ดีมาเกิดมาก เราพบว่าคนส่วนใหญ่ใช้หลัก ประชาธิปไตย คนส่วนใหญ่เลือกใคร ก็นับว่าคนๆ นั้นเป็นคนดีมีความสามารถเป็นผู้นำที่ดีได้ แต่เราก็มักพบเห็นข่าวว่าคนส่วนใหญ่เลือกใครเป็นผู้นำ ก็มักถูกปลดออกด้วยวิธีการต่างๆ ด้วยข้อหา เป็นคนไม่ดี อันนี้ก็เป็นประเด็นที่เกิดขึ้นจริงแล้ว ที่กำลังจะบอกว่า “ส่วนใหญ่” ไม่ใช่ว่าจะ “ถูกต้องน่าเชื่อถือ” เสมอไป ดังนั้น จะเอามาตรฐานธรรมชาติจากไหน จากคำว่าส่วนใหญ่ หรืออะไรกัน ดังนี้ ธรรมชาติจึงสร้างสรรค์ “ความหลากหลาย” ขึ้นมาคานสมดุลกับคำว่า “ส่วนใหญ่” คือ ความแตกต่างไปจากส่วนใหญ่ นั่นเอง เป็นทางเลือกหนึ่งที่บุคคลพึงจะพิจารณาเอาเองว่าจุดสมดุล ตรงกลางระหว่างสิ่งตรงข้ามนี้อยู่ที่ใด
๓) สมดุลของความเปลี่ยนแปลงและความคงที่
สิ่งต่างๆ ย่อมมีความเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ไม่คงที่ จนกระทั่งถึงจุดหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงนั้นจะมีความคงที่ ณ ภาวะนี้ ไม่ใช่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ แต่ก็ไม่ใช่ว่าหาความคงที่ไม่ได้ก็หาไม่ จะมีทั้งสองอย่างที่ตรงกันข้ามนี้อย่างสมดุล ณ จุดสมดุลนี้ แต่ละหน่วยย่อยๆ ธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน กล่าวคือ มนุษย์แต่ละคนก็มีสมดุลไม่เหมือนกัน, ดาวแต่ละดวงก็มีสมดุลไม่เหมือนกัน เป็นต้น ในพระพุทธศาสนาสอนให้ปรับตัวตามความเปลี่ยนแปลง และถือว่าความเปลี่ยนแปลง (อนิจจัง) เป็นธรรมะขั้นสูง ในทางศาสนธรรม นี้ก็เชื่อเช่นนั้น คือ ปรับตัวตามความเปลี่ยนแปลง ไม่ยึดมั่นถือมั่น และผลจากการพยายามปรับตัวนั้นเอง บุคคลจะพึงค้นพบความสมดุลในความคงที่และการเปลี่ยนแปลงได้เอง ณ จุดๆ หนึ่ง คือ ไม่ใช่ทั้งเปลี่ยนแปลงและคงที่ แต่เป็นจุดสมดุลระหว่างการเปลี่ยนแปลงและคงที่ ดุจ ลูกข่างที่หมุนนิ่งนั่นเอง
๔) สมดุลของความกระทบเชื่อมโยงและความว่างห่าง
สรรพสิ่งในจักรวาล เมื่อประกอบขึ้นจากหน่วยย่อยๆ มากมายรวมกันเป็นหนึ่งใหญ่แล้ว ล้วนต้องมีการกระทบกระทั่ง มีความสัมพันธ์กันทั้งสิ้น หนีไม่ได้ หนีไม่พ้น ไม่อาจอยู่อย่างไม่ได้รับผลกระทบได้ และผลกระทบนี้จะถึงทั่วกันทั้งหมดทั้งระบบที่เรียกว่า “เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว” นั่นเอง อนึ่ง ในภาวะของการกระทบกระทั่งนี้ จะเกิดขึ้นเพื่อให้หน่วยย่อยต่างๆ ไปสู่ความ “ว่างห่าง” หรือ “สุญตา” หรือ “ความไม่มีอะไร” หรือ “ที่ว่างของจักรวาล” หรือ “อากาศธาตุ” ทำให้ไม่มีการกระทบกระทั่งเชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องกันเลย ทั้งสองสิ่งที่ตรงข้ามกันนี้ล้วนอยู่ด้วยกัน โดยมีกระบวนการเกิดขึ้นจนถึงจุดหนึ่งที่สมดุลที่สุด เรียกว่า “นิพพาน” คือ ไม่ใช่ว่าไม่สัมพันธ์กับใครเลยก็หาไม่ ไม่ใช่ว่าสัมพันธ์ไปทั้งหมดตลอดเวลาก็หาไม่ แต่ทั้งสัมพันธ์และไม่สัมพันธ์จะสมดุลกัน จนอยู่ในภาวะที่พ้นจากการเกิดดับ คือ มีความคงที่ อยู่อย่างนั้น มีการกระทบสัมพันธ์กันเพียงเท่านั้น และห่างไกล ว่างห่างเพียงเท่านั้น ไม่มากไม่น้อยกว่านั้น อย่างสมดุล หากบุคคลจะอาศัยในภาวะที่สมดุลนี้ได้ ต้องอาศัยการกระทบกระทั่งสัมพันธ์กันก่อน อุปมาเหมือนเพชรจะงามต้องให้เพชรด้วยกันกระทบกระทั่งเจียระไนอย่างดีก่อนอย่างนั้น ดังนั้น ศาสนธรรมจึงสอนให้ยอมรับการกระทบกระทั่งและใช้การกระทบกระทั่งให้เกิดประโยชน์ คือ เป็นเครื่องเคาะ เครื่องเจียระไน เครื่องดัดเราไปสู่ภาวะสมดุลของการกระทบและไม่กระทบ ไม่ใช่ว่าไม่กระทบ ไม่สัมพันธ์เลย หนีการกระทบกระทั่ง หรือนิยมชมชอบการกระทบกระทั่งก็หาไม่ แต่รู้ว่าเราต้องพุ่งไปสู่ภาวะสมดุลเฉพาะตัว ซึ่งต้องผ่านกระบวนการกระทบกระทั่งไปก่อน
๕) สมดุลของความรั่วไหลและความยึดโยง
ทุกๆ หน่วยย่อยของธรรมชาติ ไม่ใช่ระบบปิดตัวตาย มีช่องว่างอยู่ทุกอณู สามารถเกิดภาวะ “รั่วไหล” ได้ เช่น อากาศที่เราหายใจเข้าก็ไหลออกจากร่างกายทางจมูก, ลมปราณที่ไหลเข้าร่างกายเราก็รั่วไหลออกทางร่างกาย, จิตบางดวงแม้จรเข้ามาในร่างกายเรา วันหนึ่งจิตภายในกายเราก็สามารถจรจุติออกไปข้างนอกได้ ทั้งหมดนี้ไม่มีอะไรเลยที่ยึดมั่นถือมั่นไว้ได้ แม้แต่บารมีที่เราสะสม บางครั้ง ก็ไปพร้อมกับจิตบางดวงที่จรจุติออกไปนอกร่างกาย ดังนั้น ไม่อาจยึดมั่นถือมั่นอะไรได้ทั้งสิ้น อนึ่ง แม้ว่าจะมีความรั่วไหลทุกสิ่งทุกอย่างอย่างนี้ แต่ภาวะรั่วไหลนี้ จะรั่วไหลไปเรื่อยๆ จนถึงภาวะหนึ่งที่มีความสมดุลในตัว เรียกว่า “นิพพาน” คือ ภาวะสมดุลของการรั่วไหลและความยึดโยง คือ สรรพสิ่งย่อมีความเชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันทั้งสิ้น จึงสามารถรวมตัวกันเป็นก้อนได้ เช่น ก้อนดิน, ดวงดาว, ร่างกายมนุษย์ ความเกาะกุมเชื่อมโยง หรือยึดโยงกันนี้ มีความสมดุลเมื่อนิพพาน คือ มีทั้งการรั่วไหลและการยึดโยงอย่างสมดุล ไม่อาจยึดแต่ส่วนใดส่วนหนึ่งได้ หากยังไม่ถึงภาวะสมดุลของสิ่งตรงข้ามกันนี้ มนุษย์หรือสิ่งต่างๆ จะแปรปรวนมาก มนุษย์จะต้องทุกข์มากกับความเปลี่ยนแปลงนี้ คือ สิ่งที่รั่วออกไปก็ทุกข์, สิ่งที่ยึดโยงไว้ก็ทุกข์ อย่างนี้ เพราะขาดสมดุลที่เป็นกลางนั่นเอง
๖) สมดุลของรากฐานและปลายยอด
ธรรมชาตินั้นเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันดุจต้นไม้หนึ่งต้น ย่อมต้องมีราก, ต้น, กิ่ง, ก้าน, ใบ, ดอก และผล อย่างสมบูรณ์ ธรรมชาติมีความเป็นรากและปลายยอดตลอดจนผลอย่างนั้นเหมือนกัน กล่าวคือ ธรรมชาติบางอย่างเป็นรากฐาน เป็นมูลฐานก่อนธรรมชาติอื่นๆ เป็นมูลเหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติที่เป็นส่วนปลายได้ เป็นต้น ในทางพุทธศาสนา จะถือว่าธรรมชาติมีองค์ประกอบ เรียกว่า ธาตุ อยู่ ๗ ชนิด ใน “ศาสนธรรม” จะถือว่าธาตุทั้ง ๗ ชนิดนี้ มีความละเอียดความหยาบ ความเป็นรากฐานและปลายยอดแตกต่างกัน กล่าวคือ อากาศธาตุ หรือ ความว่างเปล่า เป็นรากฐานของธาตุทั้งมวลมีความละเอียดสูงสุด คือ ไม่อาจสัมผัสจับต้องได้ด้วยอะไรเลย รองลงไปก็คือ “มโนธาตุ” หรือ จิต มีความละเอียดมาก สามารถสัมผัสอากาศธาตุ คือ รับรู้ได้ถึงภาวะความว่างเปล่านั้นๆ รองลงไปคือ “วิญญาณธาตุ” ซึ่งหยาบกว่ามโนธาตุ หากมโนธาตุเปลี่ยนแปลงแล้ว อุปมารากไหว ต้นก็ไหวตามด้วย คือ มโนธาตุหรือจิตนี้สามารถควบคุมวิญญาณธาตุได้นั่นเอง ในศาสนธรรมนี้ เรียก “ปราณ”, “ออร่า”, “รัศมีกาย”, “พลังทิพย์” ในวัตถุต่างๆ ว่ามีความละเอียดระดับเดียวกับ “วิญญาณธาตุ” ทั้งสิ้น คือ จิตสามารถควบคุมได้ แต่ไม่อาจสังเกตเห็นได้ง่ายๆ เหมือนธาตุสี่ อนึ่ง ธาตุสามธาตเบื้องต้นนี้เป็นธาตุที่สัมผัสยาก ส่วนธาตุอีกสี่ชนิดเห็นได้ สัมผัสได้ด้วยอวัยวะรับสัมผัสปกติของมนุษย์ คือ ธาตุดิน, น้ำ, ลม, ไฟ ซึ่งปกติ จะอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลเสมอ เช่น ในเปลวไฟที่เราเห็น ก็ประกอบขึ้นด้วย ธาตุดิน, น้ำ, ลม และไฟ ด้วยทั้งสิ้น ดังนี้ จิตที่เข้าใกล้ความว่างมาก จะควบคุมธรรมชาติทั้งหมดได้มาก เพราะความว่างเป็นธาตุพื้นฐานของทั้งหมด ภาวะจิตที่เข้าใกล้ความว่างจนถึงจุดสมดุลของความว่างและความมีนั้น เราเรียกว่า “นิพพาน” คือ จะว่าว่างไปเลยก็ไม่ใช่ จะว่ายังมีอยู่ก็ไม่เชิง มีความละเอียดอยู่ระหว่างจิตกับความว่าง คือ จิตมีความถี่ละเอียดลงไปสัมผัสความว่างได้ พ้นจากภาวะจิตที่เวียนว่ายตายเกิดได้นั่นเอง ส่งผลให้จิตไม่ใช่จิต เป็นภาวะธรรมใหม่ที่เรียกว่า “นิพพาน” คือภาวะที่สมดุลในตัว ไม่เวียนว่ายตายเกิดอีก
๗) สมดุลของมนุษย์และธรรมชาติ
มนุษย์เป็นหน่วยย่อยของธรรมชาติ สามารถเลือก, คิด, กระทำสิ่งต่างๆ ได้ การที่มนุษย์ละทิ้งความรู้สึกนึกคิด ไม่ยอมทำอะไรปล่อยทุกอย่างไปตามธรรมชาติพัดพามากเกินไป ในขณะที่มีลมหายใจอยู่ ก็คือ ภาวะสุดโต่ง ไม่มีความสมดุลในชีวิต แต่หากต่อต้านธรรมชาติมากเกินไป ก็สุดโต่งเหมือนกัน บุคคลจะไม่ต่อต้านธรรมชาติเลยได้ก็เมื่อหมดลมหายใจไปแล้วเท่านั้น บุคคลยังต้องมีสิ่งที่ขัดแย้งกับธรรมชาติเสมอ นั่นเป็นธรรมดาของมนุษย์ ที่มีสิทธิ์ที่จะคิด, จะเลือกทางเดิน ของตนเองได้ ไม่ใช่รอให้ธรรมชาติกำหนดไปเสียหมด หรือพระพรหมลิขิตจนเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้เลยก็หาไม่ หรือจะกำหนดชีวิตของตนจนไม่สนใจธรรมชาติที่สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ มาให้พร้อมเลยก็หาไม่ ดังนี้ ต้องแสวงหาจุดสมดุลตรงกลางที่พอดีของตน ระหว่างสิ่งที่ตนเองปรารถนาและสิ่งที่ธรรมชาติสร้างมาให้ ไม่ใช่สุดโต่งไปทางใดทางหนึ่งมากเกินไป การดูดวงไม่ผิด แต่หากดูแล้วไม่ทำอะไรเลย เชื่อและนอนรออยู่อย่างนั้นก็คือ ภาวะสุดโต่ง หรือไม่เชื่อไม่ฟังใครเลย ไม่ดูธรรมชาติรอบตัวบ้างเลย จะทำตามใจปรารถนาอย่างเดียว นั่นก็สุดโต่งเหมือนกัน มนุษย์แต่ละรูปนาม จึงต้องปรับตัวเองให้เข้าสู่ภาวะสมดุลตรงกลางนี้ให้ได้
หลักความสมดุลทั้ง ๗ ประการนี้ จะค่อยๆ อธิบายเพิ่มขึ้นในภายหลัง เนื่องจากมีความซับซ้อน และสามารถประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้หลากหลายกรณี อนึ่ง หลักการของศาสนธรรมนี้ ได้พัฒนามาจากแนวคิดทางสายกลางและภาวะหยินหยางนั่นเอง