เกี่ยวกับผู้เผยแพร่ “ศาสนธรรม”

เกี่ยวกับผู้เผยแพร่ “ศาสนธรรม”

เกี่ยวกับผู้เผยแพร่

ขอชี้แจงให้ทราบว่า ผู้เผยแพร่เป็นเพียงผู้ทำหน้าที่ที่ธรรมชาติสร้างสรรค์มาให้กระทำ คือ เผยแพร่แนวคิดดังกล่าวนี้ มิได้มีวัตถุประสงค์ทั้งทางโลกและทางธรรมใดๆ ทั้งสิ้น กล่าวคือ มิได้ประสงค์จะเป็นศาสดา, เจ้าลัทธิ, นิกายใหม่ ใดๆ ทั้งสิ้น ในทางโลกก็ไม่ปรารถนาที่จะเด่นดังหรือให้ผู้ใดรู้จักเพื่อหวังผลทางอำนาจ, ความนิยม, การเมือง หรือเพื่อลาภสักการะใดๆ ผู้เผยแพร่เพียงแต่ทำไปตามหน้าที่ตามธรรมชาติเท่านั้น

วัตถุประสงค์ของการเผยแพร่แนวคิด “ศาสนธรรม”

๑)    เพื่อให้เกิดความเข้าใจสมัครสมานสามัคคีระหว่างศาสนาและลัทธินิกายต่างๆ

๒)    เพื่อกระตุ้นส่งเสริมความศรัทธาของสาวกในทุกศาสนาให้กับศาสนาของคนๆ นั้น

๓)    เพื่อสืบสานกิจกรรมทางศาสนาอันเป็นประโยชน์แก่สัตว์โลกให้อายุยืนยาวสืบไป

๔)   เพื่อสร้างความเข้าใจในศาสนาที่ถูกต้องไม่บิดเบือนไปเพื่อสนองวัตถุประสงค์อื่น

ความต้องการของผู้เผยแพร่

๑)    ต้องการให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลความรู้ที่ผู้เผยแพร่ได้ทดลองปฏิบัติ ได้รับข้อมูลมา

๒)    ต้องการให้ผู้อ่านได้ข่าวสารและข้อคิดอันเป็นประโยชน์ในการนับถือศาสนาต่างๆ

๓)    ต้องการทำตามสิ่งที่ท่าน “ขงจื้อ” เคยกระทำมาในอดีต คือ การเผยแพร่แนวคิด

๔)   ต้องการอยู่อย่างสงบไม่ให้ผู้ใดรู้จัก เพราะไม่ปรารถนาความนิยม ไม่ใช่ลัทธิใหม่

หากท่านผู้อ่านมีข้อสงสัยในข้อเขียนประการใดโปรดถาม กรุณายกเว้นการคิดไปเองในสี่ผู้เขียนไม่ได้เขียน เพราะผู้เขียนไม่ได้เขียน ผู้อ่านคิดเอาเองอาจสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง จึงควรถามในประเด็นที่ไม่ได้คิดเอาเองจะเหมาะสมกว่า กรณีที่สงสัยนอกประเด็นสามารถถามได้ หากผู้เขียนตอบได้ก็จะตอบ ตอบไม่ได้ก็คงไม่อาจหาคำตอบมาให้ได้ ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ ครับ ขอบพระคุณ

ความสงสัยบางประการ

บางท่านสงสัยว่าทำไมแตกต่างจากธรรมในศาสนาอื่น จริงๆ ก็คล้ายๆ กัน แต่นี่ไม่ใช่การเอาธรรมะของผู้อื่นอันผู้เผยแพร่มิได้ค้นพบเองมานำเสนอ การนำธรรมะของผู้อื่นมานำเสนอ เช่น ของพระพุทธเจ้านั้น เป็นการเสี่ยง หากผู้เผยแพร่ เผยแพร่ผิดก็เป็นกรรม หากถูกต้องก็ได้แค่ “บุญส่วนนำมาเผยแพร่” แต่จะบอกว่าเป็นธรรมทาน ก็ไม่อาจบอกได้ เพราะธรรมนั้น เรามิได้ค้นพบเอง ที่เผยแพร่นี้ แตกต่างไปจากศาสนาต่างๆ เพราะผู้เผยแพร่ค้นหาเอง ค้นพบเอง จึงคิดว่าปลอดภัยอย่างน้อยเสมอตัวเพราะมิได้นำธรรมะที่ผู้อื่นค้นพบมาเผยแพร่ นั่นเองหากแตกต่างหรือไม่ดีเท่าของศาสนาอื่นขออภัยเพราะผู้เผยแพร่มีความสามารถในการค้นพบเท่านี้แต่หากจะนำการค้นพบของผู้เผยแพร่ซึ่งเป็นปัจจุบันไปเปรียบเทียบกับศาสนาเก่า เพื่อเสริมศรัทธาในศาสนาเดิม ผู้เผยแพร่ก็ขออนุโมทนาอย่างยิ่ง เพราะผู้เผยแพร่หวังผลเช่นนั้น แต่หากเป็นประเด็นขัดแย้งก็ขออโหสิกรรม เพราะผู้เผยแพร่ไม่ประสงค์เช่นนั้นเลย

บุญต้องทำกับพระดี พระอรหันต์ ไม่ควรทำให้พระทุศีล หรือคนเลว?

๑)การคิดแบบนี้เป็นมิจฉาทิฐิ เพราะเป็นการทำบุญหวังผล ไม่ถูกต้องตามหลักการทำทาน การทำทานที่เป็นสัมมาทิฐิ คือ การทำทานเพื่อฝึกการละ การสละ การเอาชนะความตระหนี่ ไม่ใช่ทำบุญหวังผล แม้ในความเป็นจริง ทำบุญกับพระอรหันต์จะได้บุญมากกว่าคนที่ไม่อรหันต์ก็จริง แต่ก่อนที่บุคคลจะมีบุญส่งไปได้พบพระอรหันต์ได้นั้น จะถูกเจ้ากรรมนายเวร เจ้าหนี้ต่างๆ ทวงบุญคุณความแค้นเสียก่อน ดังนั้น บุคคลจะต้องทำบุญไล่ไปจากที่ง่ายที่สุด สะดวกที่สุด เช่น ทำบุญกับพ่อแม่ของตน, ครอบครัวของตน ดูแลให้ดีพร้อม แล้วจึงค่อยๆ ขยายวงบุญให้กว้างออกไปไพศาลไม่มีที่สิ้นสุด การที่เอาแต่ทำบุญกับพระอรหันต์ทอดทิ้งพ่อแม่, ทอดทิ้งคนยากไร้ ทำให้จิตขาดความเมตตา และไม่สนใจความยากลำบากของคนยากจน เอาแต่หวังผลบุญมากมายจากการทำบุญกับพระอรหันต์ พระอรหันต์บางรูปได้ลาภสักการะชนิดที่ทั้งชีวิตก็ใช้ไม่หมดอยู่แล้ว ยังเอาเงินไปทำทับถมกันมากเกินไป จนสุดท้าย ต้องชวนพระอรหันต์มาทำนั่นสร้างนี่ ผิดหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าในที่สุด นี่จึงจัดเป็น “มิจฉาทิฐิ” ในที่สุด บางคนทำบุญให้พระไปแล้วยังไม่ละความหวงทรัพย์ ยังตามไปดูอีกว่าพระจะเอาไปทำอะไร ทำดีหรือไม่ ทำตามศีลไหม อย่างนี้แสดงให้เห็นว่าทำบุญไม่เป็น ไม่ตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้า หวังเอาแต่ผลบุญ ยังคงมีความหวงทรัพย์ มีความตระหนี่ไม่ลดละ ความคิดเห็นที่จัดเป็น “สัมมาทิฐิ” ก็คือ ทำบุญทำทานนั้นทำกับใครก็ได้ ตามความเหมาะสมความสะดวกและไม่ทำให้ตนเองต้องทุกข์ โดยมุ่งเน้นการทำบุญทำทานเพื่อขจัดความยึดมั่นถือมั่น ความตระหนี่ถี่เหนียวของตนเอง อย่าทำบุญหวังผล การทำบุญหวังผลไม่ใช่การทำบุญ แต่เป็นการ “ค้า” เป็น “พุทธพาณิชย์” ต่างหาก และควรตรวจสอบจิตของเราให้ดีทั้งก่อนทำและหลังทำบุญทำทานว่า เรามีความยึดมั่นถือมั่นในทรัพย์ลดลงหรือไม่ด้วย การทำบุญทำทานจะสำเร็จผลจริงเมื่อเราละความยึดมั่นถือมั่นในทรัพย์ได้มากขึ้นต่างหาก การที่คนรับทานจะดีหรือไม่ หลอกลวงเราหรือไม่ อย่าได้สนใจ กรรมใดใครก่อกรรมนั้นเขารับเอง เราทำเฉพาะส่วนของเราทำบุญให้สำเร็จที่ใจ คือ ตัดความยึดมั่นในทรัพย์ให้ได้เป็นพอ ผู้รับจะดีหรือเลว จะหลอกลวงเอาทรัพย์ของเราหรือไม่นั้น ไม่ใช่กรรมของเรา สรุปสั้นๆ ได้ว่า “บุญทานนั้นทำกับใครก็ได้ทำไปเถิด เพราะสำคัญที่ตัวเราต่างหากว่าละความยึดมั่นถือมั่นในทรัพย์ได้หรือไม่ ไม่ได้สำคัญที่ตัวผู้รับ แม้ผู้รับจะทำให้เราได้ผลบุญมาก แต่การได้รับผลบุญมาก มิใช่ทางหลุดพ้นทุกข์ หลุดพ้นการเวียนว่ายตายเกิดเลย” การเอาผลบุญมาล่อให้ทำบุญนั้น ไม่ใช่คำสอนที่ถูกต้องตามพระพุทธศาสนา แต่ก็ถือว่ายังดีกว่าการตกนรก อุปมาอย่างนี้ เป็นมารก็ยังได้ขึ้นสวรรค์ชั้นหก ก็ดีกว่าตกนรกนั่นเอง

๒)การถือศีลนั้น ผิดศีลไม่ได้คิดแบบนี้เป็นมิจฉาทิฐิ เพราะไม่มีอะไรที่แน่นอน ไม่มีอะไรเที่ยง ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน ศีลที่แม้ผู้ถือจะพยายามถือขนาดไหน แต่ความไม่เที่ยง ไม่มีอะไรแน่นอน ไม่สมบูรณ์แบบนั้นเป็น “สัจธรรม” เป็น ธรรมะอันแท้จริงของชีวิต การยึดมั่นถือมั่นว่าการถือศีลนั้นผิดไม่ได้ ผิดแล้วเป็นเรื่องใหญ่ ผิดแล้วเอามาใช้เป็นหัวข้อทำลายล้างกัน ผิดแล้วเอามาเหยียบย่ำทำลายคนผิด อันนี้แหละเป็นมิจฉาทิฐิ เป็นความคิดของจิตมาร ในทางพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงเข้าใจเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว ท่านจึงได้ตราวิธีการจัดการเวลาผิดศีลเอาไว้ เช่น การให้ปลงอาบัติ, การให้เข้าปริวาสกรรม, การให้ปาราชิกสึกออกไป ซึ่งการได้ปาราชิกสึกออกไปก็ไม่ใช่เป็นคนเลวแต่อย่างใด ผิดศีล ถือศีลไม่ได้ ทำความดีในรูปแบบพระไม่ได้ ก็สามารถทำความดีในรูปแบบคนธรรมดา ฆราวาสในหน้าที่อื่นๆ ก็ได้ บางท่านนิยมจับผิดพระ จับผิดผู้ถือศีล ๕ ศีล ๘ แล้วมีความกระหยิ่มยิ้มย่องในใจว่า ฉันเคร่งครัดศีลได้มากกว่า ฉันไม่ผิด เธอทำผิดศีล ต้อยต่ำกว่าฉัน อย่างนี้ก็มี อันนี้แสดงถึงจิตที่ยังมีความเป็น “มิจฉาทิฐิ” อยู่ ผู้ถือศีลเคร่งครัดได้จริงนั้น เขาไม่นิยมไปว่าใคร ไม่นิยมไปจับผิดใคร เขาปล่อยวางทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ และเขามีปัญญาแจ้งชัดว่าบุคคลใดที่พร้อมรับคำสอน บุคคลใดยังไม่พร้อม ไม่ควรที่จะเสวนาด้วย ดังนั้น แม้ตัวเขาเคร่งศีลมาก แต่เขาก็ไม่ได้ไปยึดมั่นถือมั่นบังคับให้ใครเคร่งศีล เขาเคร่งศีลก็เป็นเรื่องของเขา ส่วนเรื่องของคนอื่น เขาก็มีปัญญาดูได้ว่าควรแนะนำการถือศีลให้กับใคร หรือบางท่านแม้ไม่เคร่งศีลก็ถึงนิพพานได้เหมือนกัน ท่านเหล่านี้จะเข้าใจและรู้แจ้งเอง โดยไม่ต้องไปตามจิกตามจี้ ตามจับผิด เอาความรู้สึกเหนือผู้อื่นเสริมกำลังใจตนเองไปวันๆ ก็หาไม่ การถือศีลที่ถูกต้อง คือ การใช้ศีลเป็นเครื่องมือระลึก ละเว้น ไม่ใช่เป็นเครื่องรัด เครื่องผูกพัน เพราะพระพุทธเจ้าไม่สอนให้หาเครื่องรัด เครื่องผูกพัน ท่านสอนให้ปล่อย ให้แก้ ให้คลาย ให้วางการรัด การผูกพันธนาการต่างๆ พระพุทธเจ้าสอนให้เรียนแก้ ไม่ใช่เรียนผูก ให้เรียนคลาย ไม่ใช่เรียนมัด ดังนั้น “ศีลที่แท้จริง” จะต้องเป็นเครื่องช่วยละเว้น ช่วยวาง ไม่ใช่เครื่องมัด เครื่องผูก เครื่องจับผิด ศีลที่เป็นเครื่องผูกมัด คือ “มิจฉาศีล” เกิดด้วย “มิจฉาทิฐิ” ส่วน ศีลที่เป็นเครื่องละ เครื่องเว้น เครื่องวาง เป็น “สัมมาศีล” เกิดด้วย “สัมมาทิฐิ” ปัจจุบัน เราใช้ศีลเป็นเครื่องช่วยแก้หรือช่วยผูก?

๓)การใช้ศีลเป็นเครื่องระลึก เป็นการฝึกสติที่เรียกว่า “ศีลานุสติ” คือ ใช้ศีลเป็นเครื่องระลึกให้ละเว้น ปล่อยวางซึ่งกรรมที่จะกระทำนั้นๆ ไม่ใช่ ใช้ศีลเป็นเครื่องผูก มัด เพ่งจับผิดก็หาไม่ ซึ่งบุคคลที่ถือศีลก็สามารถผิดศีลได้เป็นธรรมดา ที่ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบในโลกนี้ และสามารถปลงอาบัติหรือเข้าปริวาสกรรมหรือลาสิกขาด้วยปาราชิกไปตามจารีตที่ทำกันมา โดยที่เขาเหล่านั้นที่พลาดผิดในศีลนั้น ก็ยังสามารถเป็นคนดีของสังคมได้ ทำสิ่งดีงามให้กับสังคมได้มากมาย ที่เขียนอย่างนี้ ไม่ได้สนับสนุนให้ผิดศีลเลย ไม่มีประโยคใดยุยงให้ผิดศีลเลย แต่มุ่งเน้นจะบอกว่าการถือศีลนั้นไม่ผิดได้ก็ดีแต่การไม่ให้ผิดเลยนั้นคงผิดธรรมชาติ (หากใครไม่ผิดเลยได้ก็ขออนุโมทนา แต่ขอละเว้นว่าอย่าบังคับขืนใจให้ผู้อื่นต้องเป็นได้แบบท่านทั้งหมด) หากผิดศีลไปแล้วก็ทำตามจารีตที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ เช่น การปลงอาบัติ เป็นต้น การเคร่งครัดอย่างไม่เข้าใจธรรมชาติ นำพาไปสู่จิตมารได้ เช่น การเพ่งจับผิดพระบางรูป การยึดมั่นถือมั่นจับผิดเอาเรื่องพระบางรูปให้ได้ อย่างที่เรียกว่า “กัดไม่ปล่อย” เกิดภาวะนี้เมื่อไร ให้ท่านทราบเถิดว่า “จิตมารกำเริบแล้ว” คือ อาฆาตจองเวรไม่เลิกนั่นเอง อนึ่ง ใครเขาจะผิดก็เรื่องของเขา ไม่ใช่ตัวกูของกู ใครทำดีมันก็ได้ดีเอง ใครทำชั่วมันก็ได้ชั่วเอง แต่หากตามกัดจิกไม่ปล่อยไม่วาง อันนี้ เข้าข่ายจิตมาร เกิดมิจฉาทิฐิอาฆาตกันแน่แล้ว การจงเกลียดจงชังพระที่ผิดศีล เช่น พระบางรูปที่เป็นข่าวกับสีกา ฯลฯ นี่ก็เป็นมิจฉาทิฐิ ความจริงแล้ว ต้องคิดเห็นเข้าลักษณะสัมมาทิฐิ ตัวอย่างเช่น เออ ท่านผู้นั้นผิดพลาดไปแล้ว สึกไปแล้ว อโหสิกรรมให้ท่านเถิด คนเราทุกคนผิดพลาดกันได้ทั้งนั้น ไม่มีใครไม่เคยผิดพลาด ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ แต่แม้ว่าจะผิดพลาดไปแล้ว ก็สามารถเป็นคนดีของสังคมได้ ด้วยการเป็นฆราวาสที่ดี อันตัวเรานี้ควรเมตตาสงสารและนำพาเขาไปสู่ทางฆราวาสที่ดีของสังคมต่อไป อย่างนี้เป็นต้น ไม่ใช่พิจารณาว่า “พระรูปนี้เลวแท้ๆ หลงเชื่อมาตั้งนานว่าเป็นคนดี ทำศาสนาเสื่อมไปหมด” อันนี้มีจิตอาฆาตแค้นเข้าครอบงำเสียแล้ว และศาสนาก็ไม่ได้เสื่อมเพราะใครสักคนที่ทำผิดด้วย ศาสนาก็เป็นศาสนาอยู่อย่างนั้นเอง คนก็เป็นคนอยู่อย่างนั้นเอง คนผิดพลาดได้ ไม่เกี่ยวกับว่าศาสนาจะเสื่อมเลย ยกเว้นว่าเราเหมารวมเอาว่าพระรูปหนึ่งผิดพลาดไป แล้วจึงเลิกศรัทธาในศาสนา นั่นแสดงว่า “มิจฉาทิฐิ” เกิดขึ้นกับจิตของเราแล้ว ศาสนานี้เหมือนเดิม ใครเข้ามาศึกษาปฏิบัติได้ ก็ได้ไป ส่วนใครพลาดก็ไม่เกี่ยวกับศาสนา เป็นเรื่องของส่วนตัวของเขา จะเหมารวมเมื่อเขาผิด ว่าให้ศาสนาผิดนั้นไม่ได้

๔)ต้องถือศีลให้ได้ก่อนจึงภาวนาได้ผล ในสมัยพระพุทธเจ้าเริ่มประกาศธรรม ท่านมิได้ให้ศีลมาก่อน แต่ท่านได้ให้ “ปัญญา” ก่อน จนกระทั่งวันหนึ่งเกิดภัยแล้ง บิณฑบาตก็ไม่ได้อาหาร พระอานนท์ถึงขนาดต้องตำข้าวแดงให้พระพุทธองค์เสวย พระโมคคัลลานะจะขอพลิกพื้นดินเอาง้วนดินมาให้ พระพุทธองค์ทรงห้ามไว้, พระสารีบุตรมีปัญญามากคิดไปถึงว่าพระศาสนาจะอยู่นานได้ขนาดไหน จึงทูลถาม พระพุทธองค์ทรงย้อนระลึกอดีตก็ตรัสตอบว่า “พุทธศาสนาในสมัยพระพุทธเจ้าองค์ใดมีศีลก็จะอยู่นาน ท่านจะตราศีล” ดังนี้ พระสารีบุตรขอให้ท่านตราศีล พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่ายังไม่ถึงเวลา ท่านจะเป็นผู้รู้กาลอันควรเอง จากนั้น พระสาวกมากขึ้น ภายหลังท่านจึงค่อยๆ ตราศีลขึ้นทีละข้อหลังจากที่ให้ปัญญาและหลักการทำสมาธิภาวนาแก่พระสาวกไปโดยมากแล้ว นี่แสดงให้เห็นว่า อดีตนั้น ศีล มาทีหลังปัญญา มาทีหลังสมาธิและภาวนาเสียอีก บางท่าน พยายามบีบบังคับกดข่มให้ผู้ที่สนใจในธรรม สนใจด้านปัญญาและภาวนาไปถือศีลให้ได้ก่อน ต่อว่าดูถูกว่าศีลยังไม่ได้ สวดมนต์ยังไม่ได้ ริอ่านจะทำสมาธิ อย่างนี้ก็มี จริงอยู่ ไตรปิฎกระบุว่า “ศีล, สมาธิ, ปัญญา” เป็นไตรสิกขาสำคัญสามข้อของภิกษุ แต่ในประวัติความเป็นจริงหาได้เรียงแบบนั้นไม่ ฤษีบางตนมีศีลไม่มาก มีแค่ไม่กี่ข้อ แล้วนั่งภาวนาจนได้ฌานขั้นสูง เมื่อพระพุทธองค์โปรดจนบรรลุอรหันต์แล้วค่อยมารับศีล ๒๒๗ ก็มี ดังนั้น ศีลจึงมาภายหลังภาวนาและปัญญาเสียอีก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น