โปเกม่อน มีจริงหรือไม่?…. พลังแฝงในกายมนุษย์

โปเกม่อน มีจริงหรือไม่?…. พลังแฝงในกายมนุษย์

โปเกม่อน มีจริงหรือไม่?

พลังแฝงในกายมนุษย์

การ์ตูนญี่ปุ่นที่เขียนขึ้นจากจินตนาการเรื่อง “โปเกม่อน” ได้กล่าวถึงสัตว์เลี้ยงรูปร่างประหลาดที่มีความสามารถเฉพาะตัวแตกต่างกันไป ซึ่งคอยช่วยเหลือดูแลและทำตามคำสั่งเจ้าของ ในทางศาสนธรรม ไม่ละเลยในทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะเชื่อว่าทุกอย่างคือ ธรรมชาติ ธรรมะ คือ ธรรมชาติ และธรรมชาติ คือ ทุกอย่าง ดังนี้ แม้แต่การ์ตูน ก็มีธรรมะอยู่ในนั้นได้ ในทางศาสนธรรม เชื่อว่า บางครั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต้องการสื่อสารกับเรา แต่ไม่สามารถพูดเป็นภาษามนุษย์ได้เพราะไม่มีกายสังขารให้เห็น บางครั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะสื่อผ่านคนและสิ่งต่างๆ แม้แต่นักเขียนการ์ตูน อาจได้รับสื่อจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ และเป็นแรงบันดาลใจในการจินตนาการการ์ตูนแต่ละเรื่องขึ้น เพื่อสื่อสารกับเราที่ได้รับชมการ์ตูนเรื่องนั้นๆ หากเราสามารถพิจารณาโดยไม่ยึดมั่นถือมั่น “สมมุติ” อันเป็นเปลือกนอกแล้ว เราย่อมพบ “วิมุติ” อันเป็น “แก่นแท้ความจริง” ที่ซ่อนอยู่ภายใน ของทุกสิ่งได้ทั้งหมด และรู้ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต้องการสื่อสารอะไรกับเรา ผ่านสิ่งต่างๆ รอบตัว นี่คือ หลักการสื่อหลักการพิสูจน์ของศาสนธรรม ในบทความฉบับนี้ จะกล่าวถึง “โปเกม่อน” ในจินตนาการของนักเขียนการ์ตูน ว่าในความเป็นจริงแล้ว “โปเกม่อน” คืออะไร ดังต่อไปนี้

กายสังขารมนุษย์ไม่ใช่ระบบปิดที่จะยึดมั่นถือมั่นได้ว่าตัวกูของกูไม่มีอะไรเข้ามาได้ เป็นของกูเท่านั้นก็หาไม่ หลายสิ่งหลายอย่างไหลเข้าไหลออกจากกายสังขารของเรานี้ พลังแฝงก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่ไหลเข้าไหลออกในกายสังขารของเราได้ พลังแฝงเหล่านี้ บางส่วนมาจากธาตุธรรมชาติที่ไม่มีชีวิต เช่น อากาศ, ดิน, น้ำ, ลม, ไฟ แต่บางอย่างก็มาจากสิ่งที่มีชีวิต เช่น คลื่นพลังความคิดถึงของแฟน ส่งมาให้คู่รักก็สามารถรับและสัมผัสได้ เมื่อรับไปแล้วก็จะรู้สึกมีความสุขและอินเลิฟ เป็นต้น คลื่นพลังแฝงนี้ สามารถจับตรวจวัดได้ด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า “กล้องถ่ายออร่า” ผู้ชำนาญการด้านการวิเคราะห์ออร่า เช่น อาจารย์สถิตธรรม ได้กล่าวไว้ และเคยได้แสดงให้เห็นถึงลักษณะต่างๆ ของคลื่นพลังแฝงเหล่านี้ สามารถแยกประเภทได้ถึงว่าคลื่นพลังงานเหล่านี้เป็นลักษณะแบบใด เคยอยู่ในกายสังขารของสิ่งมีชีวิตแบบใดมาก่อน เช่น คลื่นพลังของเทพเทวดา ที่เคยมีชีวิต เช่น หลวงปู่ทวด คลื่นพลังของท่านบางครั้งแฝงมากับพระเครื่องรูปหลวงปู่ทวด นักจับพลังพระบางคนสามารถจับวัดได้ด้วยการสัมผัสด้วยฝ่ามือ แต่สำหรับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น กล้องถ่ายออร่าสามารถแสดงภาพคลื่นพลังงานเป็นรูปและแสงสีต่างๆ ได้ และผู้ชำนาญการก็สามารถวิเคราะห์ให้ได้ว่าพลังที่เห็นนั้น เป็นพลังแบบใด พลังงานแฝงเหล่านี้ หากเคยอยู่ เคยเป็นพลังงานในกายสังขารของสิ่งมีชีวิตมาก่อน ก็จะมีลักษณะคล้ายเดิม หรือมีคุณสมบัติเก่าบางประการติดมา ไม่อาจลบเลือนลบหายไปได้ทั้งหมด เพราะเหตุว่าไม่อาจลบหายไปได้ทั้งหมดนี้เอง ทำให้ยังคงมีลักษณะคล้ายของเดิมที่เคยเป็นมา เช่น พลังแฝงที่มากับช้างที่เคยมีชีวิต พลังแฝงนั้นก็จะมีลักษณะรวมทั้งพฤติกรรมของพลังแฝงคล้าย “ช้าง” เมื่อตอนยังมีชีวิต เป็นต้น

ปัจจุบันเราพบว่าพลังงานแฝงในกายสังขารของมนุษย์มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ทำให้มนุษย์มีพฤติกรรมแปลกไปจากเดิม เช่น โมโหอย่างรุนแรง อารมณ์ร้าย ฆ่ากันตายได้ด้วยเรื่องเล็กน้อย เป็นต้น เหล่านี้ บางท่านบอกว่าเป็นเรื่องปกติของคนเลว แต่ถ้าสังเกตดูดีๆ ผู้ที่พลั้งเผลอทำผิดพลาดไปหลายๆ ท่าน มักจะไม่ได้ตั้งใจและไม่อาจอธิบายได้ว่าทำไมตนเองจึงได้มีพฤติกรรมที่รุนแรงมากอย่างนั้นออกไปได้ ทั้งๆ ที่ไม่เคยมี ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน กล่าวคือ ในภาวะปกติ ตนเองไม่ใช่คนที่ทำสิ่งเลวร้ายอย่างนั้น ไม่ใช่เป็นคนเลวร้ายโดยขันธสันดาน แต่เพราะเหตุอะไรไม่ทราบทำให้เกิดเหตุอย่างนั้นขึ้น ลักษณะนี้เอง ทางศาสนธรรม นับเข้าว่าเป็น “พลังแฝง” ที่แฝงเข้ามาเสริมจากพฤติกรรมปกติของบุคคล ทำให้เกิดพฤติกรรมที่เกินกว่าปกติที่บุคคลควรจะเป็น พลังแฝงนี้มีทั้งดีและเลว และมีหลายรูปแบบ หลายลักษณะ พลังแฝงบางรูปแบบให้พละกำลังแก่บุคคลเพิ่มขึ้น ในขณะที่พลังแฝงบางชนิดให้ผู้คนนิยมศรัทธามากมายผิดปกติก็มี ดังจะได้กล่าวต่อไป

การจำแนกประเภทของพลังแฝงด้วยวิธีต่างๆ

พลังงานแฝงมีหลายประเภทด้วยกัน สามารถจำแนกได้ด้วยการจัดประเภทดังนี้

การจำแนกตามลักษณะธาตุของพลังแฝง

๑)   พลังงานแฝงที่เป็นธาตุ “จิตวิญญาณ” 

คือ พลังงานแฝงที่ประกอบด้วย “มโนธาตุ” และ “วิญญาณธาตุ” หรือมีทั้งจิตและวิญญาณเข้ามาแฝงในกายสังขารมนุษย์ เช่น จิตวิญญาณของผีชนิดต่างๆ ในกลุ่มคนถูกผีสิง, ถูกผีเข้า, ถูกผีแฝงอยู่ในกาย เช่น ปอบ เป็นต้น จิตวิญญาณเข้ามาแฝงอยู่ร่วมในกายสังขารของมนุษย์ได้ ทำให้มนุษย์คนหนึ่งมีจิตวิญญาณมากกว่า ๑ จิตวิญญาณ และทำให้เกิดความสับสนในความคิด, พฤติกรรม ตลอดจนการสับสนในตนเอง ค้นหาตนเองไม่เจอได้เหมือนกัน การแฝงของพลังงานในลักษณะนี้ มีความเปลี่ยนแปลงง่าย คือ บางครั้งสิ่งที่แฝงนั้นอาจเข้ามาอยู่หรือออกไปเป็นชั่วคราวได้ ทำให้การตรวจยากขึ้น เช่น ในกลุ่มคนไล่ผีปอบที่จับตัวผีปอบในคน ไม่ได้ เป็นต้น คนไทยโบราณสามารถควบคุมผีได้ เช่น ผีพราย สามารถใช้ให้ผีพรายไปทำงานต่างๆ ได้ เช่น สืบความลับ เรียกว่า “พรายกระซิบ” ลักษณะนี้เองที่เรียกว่าโปเกม่อนตามจินตนาการของนักเขียน

๒)   พลังงานแฝงที่เป็นธาตุ “วิญญาณ”

คือ พลังงานแฝงที่ประกอบด้วย “วิญญาณธาตุ” อย่างเดียว ไม่มี “มโนธาตุ” หรือจิตเข้ามาร่วมด้วย ลักษณะนี้เกิดจากแหล่งพลังงานไม่ได้เข้ามาแฝงในกายสังขารของคนโดยตรงทั้งตัว แต่ถ่ายพลังงานบางส่วนให้เป็นรูปร่างของตน ในทางพุทธศาสนาเรียกว่าการถอดกายทิพย์ของเทวดา คือ มีกายทิพย์เป็นรูปร่างเทวดาองค์นั้นๆ แต่ไม่มีจิตครองอยู่ ในวัฒนธรรมไทย เรียกว่า “การครอบขันธ์” คือ การที่วิญญาณขันธ์ของเทพเทวดาถอดออกมาครอบขันธ์ห้า (ร่างกาย) ของมนุษย์ไว้นั่นเอง ลักษณะนี้พบได้ในกลุ่มพลังงานชั้นดี เช่น พลังเทพ พรหม เป็นต้น พบในกลุ่มคนทรงที่ทรงจริงไม่หลอกลวงเป็นส่วนใหญ่ มีคำอธิบายไว้ว่า เทพเทวดาชั้นดี ไม่นิยมเข้ามาสิงร่างมนุษย์เพราะกายสังขารและจิตใจของมนุษย์นั้นไม่บริสุทธิ์พอ แต่บางครั้งเทพเทวดาต้องการใช้ร่างกายมนุษย์ทำหน้าที่ต่างๆ ก็ใช้การถอดกายทิพย์ครอบขันธ์มนุษย์ไว้ นอกจากนี้ พลังแฝงที่เป็น “วิญญาณธาตุ” ยังมีอีกหลายรูปแบบ เช่น แบบที่มากับเครื่องรางของขลัง เช่น เหล็กไหล ซึ่งมีวิญญาณธาตุแต่ไม่มี “มโนธาตุ” (จิต) ทำให้เหล็กไหลสามารถเคลื่อนที่ไหลไปมาได้ เลือกนายได้ คล้ายกับว่าจะมีจิตวิญญาณอย่างนั้น แต่ไม่สามารถจุติเป็นสิ่งมีชีวิตได้เพราะไม่มีมโนธาตุ การกระทำใดๆ กับสิ่งเหล่านี้จึงมีกรรมน้อยกว่าสิ่งที่มีจิต

๓)   พลังงานแฝงที่เป็นธาตุ “ดิน, น้ำ, ลม, ไฟ”

คือ พลังงานแฝงที่ประกอบด้วย “ธาตุ ดิน, น้ำ, ลม, ไฟ” อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างประกอบกัน หรือทั้งหมดประกอบกันขึ้นมา อนึ่ง ธาตุดินนี้ไม่ใช่ดินเสียทีเดียว, ธาตุน้ำก็ไม่ใช่น้ำเสียตรงๆ, ธาตุไฟก็ไม่ได้แปลว่าเป็นไฟ ตรงๆ แต่คำว่า ธาตุ หรือ ธาตุแท้ หรือลักษณะแท้นั้นแหละคือ ธาตุ เช่น ธาตุไฟ หรือลักษณะไฟแท้ๆ นั้นมีให้สังเกตได้ชัดในไฟ แต่ในไฟก็มีครบทุกธาตุทั้งสี่ชนิดอยู่รวมกัน (ในทางวิทยาศาสตร์เราพบว่าไฟมีไอน้ำ, มีคาร์บอนไดออกไซด์, เขม่าเถ้าดิน ฯลฯ อยู่ครบในไฟนั้น) ดังนั้น คำว่าธาตุนี้ จึงเป็นธาตุแท้ของสรรพสิ่งใน ๔ ลักษณะ นั่นเอง โดยทุกอย่างมีธาตุทั้งสี่อยู่ครบทั้งหมด ซึ่งเราสามารถนำพลังธาตุทั้งสี่นี้มาจากแหล่งวัตถุต่างๆ ได้ เช่น ในผลึกแก้วที่อยู่ตามธรรมชาติก็มีพลังธาตุไม่เท่ากัน บางท่านที่ฝึกพลังธาตุน้ำ ก็ฝึกดึงพลังธาตุน้ำจากสิ่งต่างๆ สะสมไว้ในร่างกายเป็น “พลังงานแฝง” ประเภท “พลังธาตุน้ำ” เป็นต้น พลังธาตุทั้งสี่นี้ในไทยพบได้ในเครื่องรางของขลังที่ใช้การปลุกเสก เล่นแร่แปรธาตุ เป็นต้น พลังธาตุสี่ที่แฝงอยู่ในเครื่องรางของขลังเหล่านี้ สามารถไหลเข้าไปอยู่ในกายสังขารของเจ้าของได้ เป็นพลังแฝงชนิดหนึ่ง และทำให้เจ้าของมีความสามารถพิเศษแบบต่างๆ

๔)   พลังงานแฝงที่เป็นธาตุ “อากาสธาตุ”

คือ พลังงานแฝงที่ประกอบด้วย “อากาสธาตุ” หรือลักษณะธาตุแท้ เดิมแท้ของความว่าง หรือช่องว่าง อันเป็นธาตุที่ละเอียดที่สุด คือ ความว่าง ความไม่มีอะไร อันเป็นรากฐาน มูลฐานของทุกธาตุทั้ง ๗ ชนิด ก่อนธาตุใดๆ จะกำเนิดได้ ต้องมีอากาสธาตุ หรือความว่างเป็นฐานเสียก่อน อุปมาเหมือนภาพวาดภาพหนึ่ง ต้องมีกระดาษเปล่ามารองรับสีที่จะทาลงไปให้เกิดภาพเสียก่อน ดังนี้ อากาสธาตุ จึงเป็นธาตุที่สามารถบรรจุและรับธาตุที่เหลือทั้ง ๖ ชนิดได้ทั้งหมด สำหรับท่านที่มีพลังงานแฝงชนิดนี้ จะมีความสามารถพิเศษเฉกเช่นเดียวกับอากาศธาตุ คือ สามารถรับพลังแฝงจากธาตุทั้ง ๖ ชนิดได้ทั้งหมด ยิ่งมีจิตใจที่กว้างใหญ่ไพศาลไม่ยึดมั่นถือมั่นเท่าไร พลังแฝงแบบอากาสธาตุ หรือภาวะสุญตายิ่งมีพลังมากขึ้นเท่านั้น ปกติแล้วพลังอากาสธาตุหรือความว่างนี้มีแทรกซึมและเป็นรากฐานในทุกสิ่ง แต่เพราะความยึดมั่นถือมั่นทำให้การใช้พลังแฝงชนิดนี้ลดลงในคนที่ยึดมั่นถือมั่นมาก แต่กลับจะเพิ่มมากขึ้นในกลุ่มคนที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น พลังอากาสธาตุมีอยู่แล้วในทุกคน แต่บุคคลจะสามารถเรียกใช้พลังชนิดนี้ได้มากหรือน้อยเท่าไร ก็ขึ้นอยู่กับจิตใจของเขาจะละความยึดมั่นถือมั่นและมีความกว้างใหญ่ไพศาลได้มากเพียงใดก็เท่านั้น อุปมาพลังนี้เหมือนสิ่งที่ไม่มี สิ่งที่ว่าง แต่ความว่างนั้นเองที่สามารถดึงดูดและรองรับได้ทุกสรรพสิ่ง ผู้มีพลังอากาสธาตุมากๆ จึงสามารถดึงเอาธาตุทั้ง ๖ ชนิดจากแหล่งต่างๆ มาไว้ในกายของตนได้มากมาย แต่เมื่อดึงดูดมาแล้ว ก็จะมีขีดจำกัดในการรักษาไว้ จะต้องถ่ายเทออกไปเพื่อปรับร่างกายให้อยู่ในภาวะสมดุล ตามหลักความสมดุลของธรรมชาติทั้งภายนอกและภายใน ไม่เช่นนั้นก็อาจเจ็บป่วยได้

การจำแนกชนิดของพลังงานแฝงตามประเภทของธาตุนี้ ทำให้เราเข้าใจว่าพลังงานแฝงมีองค์ประกอบด้วยธาตุต่างๆ กันอย่างไร เมื่อเข้าใจถึงองค์ประกอบของธาตุทำให้เข้าใจภาวะสมดุลของพลังงานได้ด้วย เช่น ในกลุ่มคนบางกลุ่มที่เพิ่มพลังงานแฝงในตัวเอง ด้วยการดึงพลังธาตุไฟเข้าร่างกายมากๆ ทำให้ธาตุสี่ในร่างกายขาดสมดุล แม้มีพลังงานแฝงในกายมาก แต่พลังแฝงที่ไม่สมดุลนั้น กลับทำลายผู้ครอบครองเอง เป็นต้น

การจำแนกตามแหล่งที่มาของพลังแฝง

๑)   พลังนิพพาน

พลังแฝงจากแดนนิพพาน คือ พลังงานละเอียดที่สุดที่กายสังขารมนุษย์พอสัมผัสได้ แต่ต้องเป็นผู้ที่ปฏิบัติจิตขั้นสูงที่มีจิตบริสุทธิ์มากๆ เท่านั้นจึงรับสัมผัสได้ชัดเจน พลังเหล่านี้แผ่ลงมาปรับสมดุลของโลกเสมอเป็นพลังงานสาธารณะที่ใครจะรับก็ได้ เพราะแหล่งพลังงานนั้นยินดีพร้อมให้ พลังนิพพานสามารถมีรูปก็ได้ไม่มีรูปก็ได้ กรณีต้องการมีรูปก็เพียงถ่ายอัดลงในวัตถุที่มีรูปร่าง เช่น พระพุทธรูป จากนั้น ก็ถ่ายจากพระพุทธรูปไปยังกายมนุษย์อีกทอดหนึ่ง ทำให้เห็นพระพุทธเจ้าเป็นรูปร่างชัดเจน แท้แล้วแหล่งกำเนิดของพลังงานนั้นไม่มีภาวะรูปเหลืออยู่เนื่องจากเกิดจากการดับขันธ์ทั้งห้าหมดสิ้นแล้วนั่นเอง พลังงานแบบนี้มีประโยชน์คือ ทำให้รู้สึกอิ่ม, พอ, หยุด, พัก สงบสุข แต่ทำให้บางครั้งขัดแย้งกับกิจกรรมที่มนุษย์ต้องทำ เช่น ต้องทำงาน ก็อยากหยุด อยากละงานได้ ปกติพลังแบบนี้ มักเรียกว่า พลังพระพุทธเจ้า, พลังพระอรหันต์ที่นิพพานแล้วเป็นต้น  

๒)   พลังสุขาวดี

พลังแฝงที่เรียกว่า “สุขาวดี” นั้น มีความละเอียดรองจากพลังนิพพาน พลังนี้นอกจากทำให้มีความสงบสุขแล้ว ยังทำให้เพลิดเพลินมีอายุยืนยาวนานมากกว่าปกติด้วย เช่น พลังของพระยูไลไภษัชยคุรุพุทธเจ้า ซึ่งถ่ายเข้าสู่เจดีย์และพีรามิด ส่งผลให้สิ่งที่อยู่ในพีรามิดไม่เน่าเปื่อย, ไม่ผุกร่อน ได้ อนึ่ง พลังจากสุขาวดีต่างจากพลังจากแดนนิพพานตรงที่ พลังจากสุขาวดีทำให้มีอายุยืนยาวนานมากกว่าปกติ ทำให้ต้องรอนานมากกว่าจะตาย ซึ่งทำให้ต้องรอนานมากกว่าจะนิพพานด้วยเช่นกัน ดังนั้น จึงเป็นพลังที่ดีและเหมาะสมและไม่เหมาะสมกับคนบางประเภท ปกติพลังแบบนี้ มักเรียกแตกต่างกันไป เช่น พลังพระยูไล, พลังพระโพธิสัตว์, พลังเทพจากสุขาวดี เป็นต้น อันมีคุณสมบัติแตกต่างกันไป

๓)   พลังพรหม

พลังแฝงที่เรียกว่า “พรหม” นั้น มีความละเอียดรองจากพลังนิพพาน คล้ายพลังสุขาวดี แต่มีการปรุงแต่งที่น้อยกว่ามีความสงบสงัดมากกว่า และมีความวิเวกสันโดษไม่ทำร้ายใครไม่ช่วยเหลือใครมากกว่าพลังสุขาวดี พลังนี้นอกจากทำให้มีความสงบสุขแล้ว ยังทำให้เพลิดเพลินมีอายุยืนยาวนานมากกว่าปกติด้วย เช่น พลังจากพระฤษีที่มีอายุยืนนานเป็นพันปี เป็นต้น พลังพรหมมีเอกลักษณ์พิเศษอย่างหนึ่ง คือ การทำนายทายทัก เป็นคุณสมบัติพิเศษของพลังพรหม พระพรหมมีญาณหยั่งรู้ล่วงหน้าสูง พลังงานเหล่านี้มีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงมากกว่าวัตถุธาตุและกายสังขารร่างเนื้อ ดังนั้น จึงสามารถทำนายทายทักอนาคตได้ จนถึงขนาดเขียนเป็นตำราทำนายทายทักที่เรียกว่า “ตำราพรหมชาติ” ทั้งยังมีคติความเชื่อว่าพระพรหมลิขิตชีวิตคน ที่เรียกว่า “พรหมลิขิต” อันที่จริงพรหมลิขิตชีวิตคนก็ถูกบางส่วน แต่ไม่ทั้งหมด เพราะคนเองก็เคยเกิดเป็นพรหม ตามหลักพุทธศาสนา พรหมก็เคยเป็นมนุษย์ยุคแรกแล้ววิวัฒนาการเสื่อมลงไปเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งก็คือ คนในปัจจุบัน ดังนี้ ทุกคนก็เคยผ่านความเป็นพรหมมาก่อนแล้วทั้งนั้น ซึ่งก็สอดคล้องกับหลักของฮินดูที่ว่า “อาตมัน (เรา) เป็นส่วนหนึ่งของปรมาตมัน (พรหม)” ดังนั้น คำว่า “พรหมลิขิต” ก็คือ พระพรหมที่เป็นเรานี่เองลิขิตตัวเรานั่นแหละ หรือก็คือ กรรมแต่หนหลังที่เราเคยทำไว้ตั้งแต่ชาติแรกๆ ที่เกิดบนโลกเป็นพรหมนั่นแหละ เป็นตัวกำหนดชีวิตเราเอง ประกอบกับการกระทำปัจจุบัน คือ เราเองก็เป็นพรหมที่กำหนดชีวิตตนเองไปด้วยในตัว นั่นเอง พลังพรหมมักพบในกลุ่มคนทรงเจ้าในประเทศไทย ในจำนวนคนทรงเหล่านั้น มีที่จริงบ้างหลอกลวงบ้าง ผู้ศึกษาต้องใช้วิจารณญาณอย่างมากที่จะเลือกข้อมูล และเชื่อถือข้อมูลจากแหล่งคนทรง ปกติ พลังพรหมมีหลายประเภท มีรูปแบบที่แตกต่างกันไป เช่น พรหมสี่หน้า, พรหมในรูปนาราย, ศิวะ, ตรีมูรติ, หนุมาน, กาลี ฯลฯ พลังเหล่านี้ มีแหล่งที่มาจากพรหมโลกธาตุทั้งสิ้น แต่มีรูปแบบแตกต่างกันไป

๔)   พลังมาร

พลังแฝงที่เรียกว่า “มาร” นั้น มีความหยาบลงมาระดับหนึ่ง แต่ก็ยังถือว่าละเอียดอยู่ในระดับผู้มีบุญมากเท่านั้นที่จะได้พลังมาร ตามหลักพุทธศาสนา “มาร” คือ เทวดาที่มีบุญมากที่สุด คือ อยู่สวรรค์ชั้นที่ห้าและหก สูงกว่าพระโพธิสัตว์ที่อยู่ชั้นดุสิตเสียอีก เพราะมารทำบุญมากเกินไป จนเสวยบุญจนเกิดความหลงตัวเอง และประมาทในธรรม และมีมิจฉาทิฐิเกิดขึ้นจนสอนให้ยอมรับความจริง สัจธรรมไม่ได้ เช่น เชื่อว่าสามารถแก้กรรมได้ จึงไม่สนใจกฎแห่งกรรม ทำกรรมมากมายแล้วไปหาผู้วิเศษมาช่วยแก้กรรม เป็นต้น อันที่จริง กฎทุกกฎไม่มีความสมบูรณ์แบบ ๑๐๐% คือ มีข้อยกเว้นได้อยู่ แต่จะให้ยกเว้นกับทุกคนเป็นไปไม่ได้ และผู้ที่จะช่วยแก้กรรมยกเว้นกรรมให้ผู้อื่นนี้ ก็หาใช่ทำกันได้ทุกคน ก็หาไม่ ในพุทธศาสนามหายาน ถือว่า ผู้มีบุญบารมีมากพอช่วยสัตว์ที่มีกรรมมาก คือ พระกษิติครรภ์มหาโพธิสัตว์ คือ ไปช่วยสัตว์ที่มีกรรมต้องตกนรกให้ออกมาจากนรกก่อนเวลาปกติได้ แต่ท่านอื่นไม่สามารถทำได้ เช่น พระอวโลกิเตศวร เคยลงไปช่วยสัตว์นรก โปรยอาหารลงไปให้ กลับกลายเป็นไฟไปเสียอีก เป็นต้น ดังนั้น คำว่า “มิจฉาทิฐิ” จึงต้องดูให้ละเอียดว่าเห็นผิดจริงหรือไม่ ถ้าเชื่อว่ากรรมแก้ได้ แล้วไม่สนใจที่จะละคลายความเบื่อหน่ายในกรรม ไม่เบื่อหน่ายการเวียนว่ายตายเกิดในกงกรรมกงเกวียน ก็จะกลายเป็นมิจฉาทิฐิไป เพราะเห็นตรงข้ามกับความจริง ก็จะเข้าข่ายมารได้ นอกจากนี้ พลังมารยังทำให้มีความ “ริษยา” และ “อาฆาต” ได้ด้วย ทำให้ผู้มีบุญมากเหล่านั้น แม้ได้เสวยผลบุญมากมายก่ายกองก็ไม่มีความสุขเลย และในที่สุด ต้องยอมรับสัจธรรมความจริงว่า “บุญไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง” แต่ “การหลุดพ้นหมด ทั้งบุญและกรรมใดๆ” ต่างหากที่เป็นความสุขที่แท้จริง พลังมารนี้จะแทรกเข้ามาในกายสังขารของมนุษย์บางกลุ่มเท่านั้น ไม่ใช่ว่าทุกคนจะได้รับหมด และมักแทรกเข้ามาในกลุ่มคนที่มีบุญมาก คือ รอบๆ ตัวของคนที่มีบุญมากเป็นสำคัญ ทำให้มีอาการ นิยมการจับผิด ยึดมั่นถือมั่นและตามจองล้างจองผลาญ หรือตามรังควาญใครบางคนได้อย่างไม่ยอมวางมือได้

๕)   พลังเทพเทวดา

พลังแฝงที่เรียกว่า “เทพเทวดา” นั้น มีความหยาบลงมาจากพลังมารอีกระดับหนึ่ง แต่ก็ยังถือว่าละเอียดอยู่ในระดับผู้มีบุญเท่านั้นที่จะได้พลังเทพเทวดา ตามหลักพุทธศาสนา พลังเหล่านี้ นับเอาตั้งแต่สวรรค์ชั้นที่หนึ่งถึงชั้นที่สี่ (ชั้นดุสิตของโพธิสัตว์) ซึ่งพลังเทพเทวดาในชั้นที่หนึ่งนั้นมีความหลากหลายมาก และมีความเป็นเทวดาไม่เต็มไม่สมบูรณ์ เช่น เทวดากลุ่มนาค มีความเป็นเทวดาปนเดรัจฉาน ส่งผลให้ผู้ที่ได้รับพลังเทพเทวดาแบบนี้แฝงในร่างกาย จะมีลักษณะและพฤติกรรมแตกต่างไปจากมนุษย์ทั่วไป เช่น มีกามมากขึ้น มีแฟนมากกว่าหนึ่งคน, ส่วนในกลุ่มยักษ์ ก็จะดุและโมโหรุนแรงมากขึ้น เป็นต้น พลังเทพเทวดาเหล่านี้ มีคุณสมบัติรองๆ ลงมาจากกลุ่มพลังมารและพรหม แต่สำหรับเทพเทวดาบางชนิด ก็มีคุณสมบัติสูงกว่ามารและพรหมได้ เช่น กลุ่มโพธิสัตว์ นอกจากนี้ ยังขึ้นอยู่กับวิวัฒนาการของพลังแฝงหลังเข้ามาในร่างกายของมนุษย์อีกด้วย กล่าวคือ ถ้าพลังแฝงได้รับการพัฒนามากขึ้น แม้เริ่มต้นจากมีคุณสมบัติไม่มาก ก็สามารถพัฒนาให้มากขึ้นได้ในภายหลัง พลังแฝงเหล่านี้มักมาตามจิต ตามความศรัทธาของคน ถ้าใครศรัทธาแบบไหน ก็มีโอกาสได้พลังแฝงแบบนั้นได้เมื่อเหตุปัจจัยพร้อม โดยปกติ พลังแฝงเหล่านี้จะอาศัยสื่อมา เช่น รูปปั้นพญานาค, รูปปั้นยักษ์, รูปหล่อโพธิสัตว์ เป็นต้น เมื่อบุคคลได้สัมผัสหรือไปเห็นแล้วเปิดใจศรัทธา พลังแฝงสามารถเชื่อมต่อไหลเข้าไปแฝงในกายสังขารของมนุษย์ผู้นั้นได้ และส่งผลให้มนุษย์ผู้นั้นมีคุณสมบัติพิเศษเพิ่มเติมต่างๆ เช่น พลังแฝงของพระจี้กง (โพธิสัตว์) สามารถรู้ภัยพิบัติล่วงหน้า และหากุศโลบายช่วยคนได้, พลังแฝงของพระกษิติครรภ์ สามารถแก้กรรมให้คนที่มีกรรมหนักๆ ได้, พลังแฝงของพระอวโลกิเตศวร ทำให้ผู้มีบุญบารมีมากๆ นิยมชมชอบรวมทั้งมีเงิน, ลาภสักการะเข้ามาได้, พลังแฝงของพระศรีอาริยเมตตรัย สามารถขึ้นเป็นเจ้าลัทธิได้ทั้งทางโลกและทางธรรม, พลังแฝงของพระมัญชุศรี ทำให้มีปัญญามาก แต่นิยมวิเวกสันโดษไม่ชอบมีภาระทางครอบครัว, พลังแฝงของพระสมันตภัทร ทำให้มีพละกำลังอภิญญามากมายสามารถสร้างสรรค์ทำกิจต่างๆ ช่วยมนุษย์ได้มาก เป็นต้น พลังแฝงเหล่านี้ ไม่ใช่พลังบริสุทธิ์ ยังมีกิเลสปนและนำกรรมมาพร้อมกับบุญบารมีด้วย ดังนั้น หากประมาทก็ต้องรับกรรมในภายหลังจากรับบุญแล้ว (ทุกพลังแฝงล้วนเป็นเช่นนี้ ไม่ได้มีแต่ด้านดี)

๖)   พลังอสูร

พลังแฝงที่เรียกว่า “อสูร” นั้น มีความหยาบลงมาจากพลังเทพเทวดาอีกระดับหนึ่ง ตามหลักพุทธศาสนา พลังเหล่านี้ นับเอาตั้งแต่ชั้นนรกถึงสวรรค์ชั้นที่หนึ่ง กล่าวคือ พลังแฝงประเภทอสูร มีทั้งที่เป็นอสูรนรก, เปรตอสุรกาย, และเทพอสูร พลังอสูรเหล่านี้ล้วนโดดเด่นในด้านมีฤทธิ์มาก และสามารถก่อกรรมได้มาก ทั้งยังนิยมก่อกรรมทำเข็ญตามความเคยชินเสียด้วย ในกลุ่มอสูรนรก จะมีความบ้าระห่ำก่อกรรมมากที่สุด แต่มีฤทธิ์น้อยกว่าเทพอสูร เหล่าอสูรนรกทำได้ทุกอย่าง เช่น ฆ่าตัดคอพระ เป็นต้น ในทางคริสต์ศาสนา อาจเทียบได้ว่าเป็น “ซาตาน” นั่นเอง ส่วนเปรตอสุรกายนั้น เป็นกลุ่มที่มีกิเลสหนาและตัณหาจัด โหยหิวมากเป็นพิเศษ มีฤทธิ์แปลงร่างได้ เช่น กลุ่มคนที่ผ่าตัดแปลงเพศ, อดอาหารเพื่อให้ร่างกายสวยงาม, เพาะกายจนเกินปกติ, ผ่าตัดอวัยวะตนเองเพื่อเสริมความงาม (ในทางพุทธศาสนาการฆ่าตัวตายมีกรรมถึงตกนรก การดัดแปลงและทำลายอวัยวะตนเองก็ได้รับกรรมหนักเหมือนกัน) เหล่านี้ มักมีพลังแฝงเข้ามาในกายสังขาร ทำให้ทำสิ่งที่เกินกว่า “มาตรฐานปกติของมนุษย์” อสูรกลุ่มสุดท้าย คือ เทพอสูร มีฤทธิ์มากที่สุด และมีเล่ห์เหลี่ยมมากที่สุด ฉลาดมากที่สุด มีหลายเผ่าพันธุ์ เช่น อสูรกลุ่มกึ่งเดรัจฉาน ได้แก่ มังกร, กิเลน, เต่ามังกร, หงส์ทิพย์ ฯลฯ อสูรเหล่านี้ มักมาเป็นพาหนะของเหล่าผู้มีบุญบารมี เช่น พระโพธิสัตว์ต่างๆ มักต้องมาทำงานช่วยพระโพธิสัตว์เพื่อปลดเปลื้องตนเองออกจากกงกรรมกงเกวียนต่างๆ ผู้เขียนเคยได้พบกับพระรูปหนึ่งที่ระลึกชาติได้ว่าเคยเกิดเป็น “มังกรดำ” ของพระกวนอิม พระรูปนี้ ตั้งแต่บวชมาเจอแต่เรื่องร้ายๆ เช่น พบพระเสพยาบ้า, ค้ายาบ้าในวัด, พระมีเพศสัมพันธ์กับสีกาในวัด ฯลฯ ในที่สุดก็เบื่อหน่ายและหันมาทำกิจดีงามเพื่อพุทธศาสนาในที่ห่างไกลความเจริญ เหล่านี้คือพลังแฝงอสูร

๗) พลังเดรัจฉาน

พลังแฝงที่เรียกว่า “เดรัจฉาน” นั้น มีความหยาบมากและหยาบลงมาจากพลังมนุษย์อีกระดับหนึ่ง ตามหลักพุทธศาสนา พลังเหล่านี้ มาจากทั้งในสัตว์ที่มีกายสังขาร เช่น หมาแมว และทั้งที่มีแต่พลังงานทิพย์ เช่น ม้าที่มีแต่พลังทิพย์ หรือพลังทิพย์ที่เคยอยู่ในกายสังขารของม้าที่ตายลงแล้วถ่ายเทไปยังแหล่งที่มีขุมพลังประเภทเดียวกันหรือคล้ายๆ กัน (ตามหลักการถ่ายเทของพลังงาน พลังงานจะมีแรงดึงดูดกันเองระหว่างพลังชนิดเดียวกัน แต่หากพลังเหล่านี้ถูกดึงดูดมารวมกันมากเกินขนาดก็จะถ่ายเทออกด้วยแรงผลัก) พลังเดรัจฉานนี้ มีความแตกต่างจากพลังของมนุษย์ มีวิวัฒนาการต่ำกว่ามนุษย์ หากเข้ามาแฝงอยู่ในกายสังขารของมนุษย์แล้ว จะทำให้มีลักษณะนิสัย, พฤติกรรม และความสามารถพิเศษที่แตกต่างไปจากเดิมได้ เช่น พลังแฝงที่เป็นเต่า อาจทำให้คนที่ได้รับพลังนี้เชื่องช้าลงแต่ใจเย็นลง และมีอายุยืนขึ้นได้ อาการและพฤติกรรมที่ส่งเสริมให้คนมีพฤติกรรมมากขึ้นหรือน้อยลงผิดปกตินี้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากพลังงานที่แฝงเข้ามาในกายมนุษย์เหล่านี้ ซึ่งสามารถตั้งสมมุติฐานได้ด้วยการสังเกตพฤติกรรม เหมือนกันหลักการตรวจวินิจฉัยตามหลักการแพทย์ และการใช้เครื่องมือถ่ายรูปพลังงานต่างๆ ก็สามารถระบุเบื้องต้นถึงพลังงานที่แฝงเข้ามาในกายสังขารของมนุษย์ได้ อนึ่งมนุษย์และสัตว์มีพลังงานภายในร่างกายที่ถ่ายเทแลกเปลี่ยนกันได้ เช่น พลังงานความร้อนจากกายสัตว์ก็ถ่ายทอดให้มนุษย์ มนุษย์ก็ถ่ายทอดให้สัตว์ พลังงานที่มีผลต่อชีวิตและพฤติกรรมทั้งหลายของมนุษย์และสัตว์ก็ถ่ายเทและถ่ายทอดให้กันได้เสมอๆ

๘)   พลังเปรต

พลังแฝงที่เรียกว่า “เปรต” นั้น มีความหยาบมากและหยาบลงมาจากพลังเดรัจฉานอีกระดับหนึ่ง ตามหลักพุทธศาสนา พลังเหล่านี้ มาจากภพนรกก็มี, ภพโลกมนุษย์ (บนดิน) ก็มี เปรตมีแหล่งที่อยู่คาบเกี่ยวทั้งโลกมนุษย์และนรก เปรตบางพวกอยู่ในนรก บางพวกก็อยู่บนโลกมนุษย์ ลักษณะของพลังแฝงที่เป็นจำพวกเปรต คือ ความหิวโหย ความต้องการที่มากเกินพิกัดของมนุษย์และสัตว์เดรัจฉาน ต้องการเสพอยู่ตลอดเวลา เสาะแสวงหาตลอด เช่น พวกวิมานิกเปรต (เปรตที่เป็นครึ่งสาวเปลือยครึ่งผีสลับกันในตอนกลางวันและกลางคืน) เปรตเหล่านี้บางทีเข้ามาแฝงในกายสังขารมนุษย์ที่นิยมเที่ยวกลางคืนจนติดเป็นนิสัย (ที่เรียกว่าพวกผีเสื้อราตรี) ทำให้มีความหิวโหยกามมากผิดปกติ เป็นต้น เปรตบางจำพวกนิยมลักเล็กขโมยน้อยในสิ่งที่คนดีๆ ไม่มีใครเอากัน เช่น ของวัด เป็นต้น เปรตเหล่านี้ เมื่อได้ครองกายสังขารมนุษย์แล้ว บางจำพวกมีความอาฆาตแค้นเจ้าของร่าง และเป็นพลังงานด้านลบ ทำให้เจ้าของร่างล้มป่วยออดๆ แอดๆ ได้ เช่น ที่เรียกว่า ผีกะ, ผีกระสือ, ผีปอบ เป็นต้น ผีเหล่านี้ คือ เปรตชนิดหนึ่ง ที่ส่งผลให้มนุษย์มีพฤติกรรมผิดแผกแปลกไปจากปกติ เช่น นิยมกินเลือดสดๆ, ของคาวๆ, ของเน่า เป็นต้น

๙)  พลังสัตว์นรก

พลังแฝงที่เรียกว่า “นรก” นั้น มีความหยาบมากและหยาบลงมาจากพลังเปรตอีกระดับหนึ่ง ตามหลักพุทธศาสนา พลังเหล่านี้ มาจากภพนรกเท่านั้น นรกอยู่ที่ไหน เท่าที่ได้บันทึกไว้ตามศาสนาต่างๆ ระบุว่าอยู่ใต้พื้นดิน เช่น ในชั้นลาวาใต้ดิน เป็นต้น นอกจากนี้นรกบางขุมยังอยู่นอกโลก เช่น นรกในชั้นที่ว่างในอวกาศอันหนาวเย็น (ทั้งหนาวทั้งมืด) เป็นต้น ปัจจุบัน โลกได้รับผลกระทบจากการทำลายสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ทำให้ระบบต่างๆ มีสมดุลที่เปลี่ยนแปลงไป เส้นแม่เหล็กโลกก็แปรปรวน, อากาศเปลี่ยนแปลง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ สัมพันธ์เชื่อมโยงกันทั้งสามภพ ทำให้ส่งผลถึงนรกด้วย กล่าวคือ นรกมีรอยรั่วเกิดขึ้นบางจุดบางส่วน บางท่านที่มีสัมผัสพิเศษเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “นรกแตก” แต่ยังไม่ถึงขั้นแตกเสียทีเดียว ส่งผลให้พลังงานใต้พิภพ เช่น พลังกลุ่มเปรตและกลุ่มสัตว์นรก ออกมาส่งผลกระทบต่อมนุษย์ มนุษย์ได้รับพลังที่ไม่ดีเหล่านี้จากใต้พื้นดิน พลังเหล่านี้ ส่งผลให้ผู้ที่ได้รับขาดสติ, ขาดความสุข มีความเร่าร้อนใจ ความทุกข์ใจ ความเครียด ความหิวโหย มากกว่าปกติ จนอาจนำไปสู่การก่ออาชญากรรมได้มากขึ้นผิดปกติ

๑๐)    พลังมนุษย์

พลังมนุษย์ปกติจะมีอยู่ในกายสังขารของมนุษย์ทั่วไป แต่ไม่ได้แปลว่ามนุษย์ทุกคนจะมีพลังมนุษย์ทั้งหมด มนุษย์บางคนมีพลังแบบสัตว์เดรัจฉานก็มี บ้างมีความเป็นอสูรก็มี ดังนั้น หากเราเข้าใจพลังขับดันในกายสังขารของสัตว์ทุกชนิดแล้ว เราจะพบว่า แม้สัตว์เดรัจฉานบางชนิด บางทีก็พบมีพลังแฝงแบบมนุษย์ได้ เช่น การที่สัตว์เลี้ยงมีความเหงาและเข้ามาคลุกคลีกับมนุษย์ นี่ก็เกิดจากพลังแฝงที่เรียกว่า “พลังมนุษย์” ซึ่งสัตว์เลี้ยงอาจได้รับจากเจ้าของที่เป็นมนุษย์ ส่วนมนุษย์เองก็อาจได้รับและถ่ายทอดพลังชนิดต่างๆ ระหว่างกายสังขารของตนกับสิ่งแวดล้อมด้วยตลอดเวลา ความเป็นมนุษย์จึงไม่คงที่ มีความเป็นอนิจจัง แม้กายสังขารมนุษย์ยังไม่แตกดับ แต่ความเป็นมนุษย์สามารถแตกดับหรือเปลี่ยนแปลงไปได้เสมอ มนุษย์บางคนมีพลังแฝงคล้ายเทพเทวดา มนุษย์บางคนอาจมีพลังแผ่ออกมาเป็นมาร, เป็นอสูร, เป็นสัตว์ดุร้าย อย่างนี้ก็มี พลังงานเหล่านี้มีการถ่ายเทกันตลอดเหมือนพลังความร้อนนั่นเอง มนุษย์ที่มีจิตใจดีงามก็มักจูนเข้ากับคลื่นพลังงานความดีงาม ก็จะรับพลังความดีงามได้มาก ในขณะที่มนุษย์ที่มีจิตใจเลวร้ายก็จะสูญเสียพลังความเป็นมนุษย์ไปเรื่อยๆ จิตใจตกต่ำจากความเป็นมนุษย์ผู้เป็นสัตว์ประเสริฐ กลายเป็นอย่างอื่นไปก็ได้ จนเมื่อกายสังขารแตกดับ พลังงานความเป็นมนุษย์ไม่เหลือ เหลือแต่ความเป็นอย่างอื่นอย่างใด ก็ต้องถ่ายเทไปยังสิ่งนั้นๆ เช่น ถ้าจิตใจมีแต่ความดุร้ายชอบเอาเรื่องคนอื่นเหมือนหมาป่า เมื่อตายลงไป คลื่นพลังงานก็จะถ่ายเทไปยังหมาป่าและกลายเป็นหมาป่าได้ด้วยกระบวนการที่เรียกว่า “จุติ” นั่นเอง

๑๑)    พลังธรรมชาติอื่นๆ (ที่ไม่มีจิตวิญญาณ)

พลังธรรมชาติอื่นๆ ที่ไม่มีจิตวิญญาณนี้ ได้กล่าวไว้แล้วในส่วนของพลังธาตุสี่

การจำแนกตามคุณและโทษของพลังแฝง

๑)   พลังงานแฝงชนิดดีที่ให้คุณ

เป็นพลังงานแฝงชนิดดี และสอดคล้องกับผู้รับ เช่น พลังเทพพรหม ที่ผู้รับรับแล้วมีความสามารถปรับตัวเข้ากับพลังงานนั้นๆ ได้ มีบุญบารมีเก่ามากพอรับ ก็สามารถนำพลังเทพพรหมไปใช้ได้อย่างเหมาะสม จึงเป็นพลังที่ให้คุณต่อผู้รับ ตัวอย่างเช่น ผู้ชายที่กำลังจะมีครอบครัว พอได้รับพลังเทวีฝ่ายหญิง ซึ่งก็เป็นพลังงานที่ดี แต่ไม่เหมาะกับเพศของตน สุดท้ายก็อาจทำให้ครอบครัวแตกแยกได้ ดังนั้น พลังงานแฝงที่ดีและให้คุณจึงต้องมีความเหมาะสมและความพร้อมของผู้รับพลังแฝงนั้นด้วย

๒)   พลังงานแฝงชนิดร้ายที่ให้คุณ

เป็นพลังงานแฝงชนิดร้าย แต่สอดคล้องกับผู้รับ เช่น พลังอสูรบางเหล่า เช่น มังกร ที่ผู้รับรับแล้วมีความสามารถปรับตัวเข้ากับพลังงานนั้นๆ ได้ มีบุญบารมีเก่ามากพอรับ ก็สามารถนำพลังอสูร (มังกร) ไปใช้ได้อย่างเหมาะสม จึงเป็นพลังที่ให้คุณต่อผู้รับ ตัวอย่างเช่น คนที่มีจิตเมตตามากๆ ที่มีความสามารถแต่ไม่ยอมทำร้ายผู้คน เมื่อมีอสูรมาช่วยงานแล้ว อสูรจะปกป้องคนดีนั้น ดังนี้ แม้ว่าเป็นอสูรแต่ก็ให้คุณได้

๓)   พลังงานแฝงชนิดดีที่ให้โทษ

เป็นพลังงานแฝงชนิดดี แต่ไม่สอดคล้องกับผู้รับ เช่น พลังเทพพรหม ที่ผู้รับรับแล้วไม่มีความสามารถปรับตัวเข้ากับพลังงานนั้นๆ ได้ ไม่มีบุญบารมีเก่ามากพอรับ ไม่สามารถนำพลังเทพพรหมไปใช้ได้อย่างเหมาะสม จึงเป็นพลังที่ให้โทษต่อผู้รับ หรืออาจเพราะรับพลังมากเกินไป ก็ทำให้กายสังขารขาดความสมดุลได้ เป็นต้น ในกรณีนี้พบมากให้กลุ่มคนที่มีสัญญาเก่ากับเทพพรหม หรือมีเทพพรหมเป็นเจ้ากรรมนายเวร หรือเป็นบริวารเทพพรหมมาก่อน ต้องมาทำกิจช่วยเทพพรหมเหล่านั้น และอยู่ในฐานะ “ลูกหนี้” แบบนี้ก็เป็นโทษอย่างหนึ่ง แต่ก็นับว่าเป็นการทำดีไถ่โทษ หากไม่สามารถทำดีไถ่โทษได้ สุดท้ายก็อาจต้องรับวิบากกรรมมากมายที่โหมเข้ามาถึงตัวเองในท้ายที่สุด

๔)   พลังงานแฝงชนิดร้ายที่ให้โทษ

เป็นพลังงานแฝงชนิดร้าย และไม่สอดคล้อง หรือไม่เป็นที่ต้องการของผู้รับ เช่น พลังจิตอาฆาตจากเจ้ากรรมนายเวร ที่ผู้รับรับแล้วมักได้รับความทุกข์ทรมานจากพลังงานนั้นๆ ได้ จึงเป็นพลังที่ให้โทษต่อผู้รับ เช่น ทำให้เป็นมะเร็ง, ทำให้เป็นโรคร้ายต่างๆ หรือแม้กระทั่งถูกแทรกเข้ามาในกายทำให้จิตใจแปรปรวนปั่นป่วน ทำให้เป็นคนอารมณ์ร้ายหาเรื่องคนจนต้องเข้าคุกเข้าตารางก็มี นี่คือ พลังร้ายที่ให้โทษแก่ผู้ที่ได้รับไป

คติความเชื่อเกี่ยวกับพลังแฝงในวัฒนธรรมต่างๆ

คติความเชื่อในวัฒนธรรมต่างๆ ทุกๆ ประเทศ ทุกๆ ยุคมีมากมาย ที่เกี่ยวข้องหรือเข้าข่าย “พลังแฝงในกายสังขารมนุษย์” อนึ่ง ในบทความนี้ใช้หลักวิทยาศาสตร์กล่าวถึงพลังงานแฝง ว่าเป็น “พลังงานชนิดหนึ่งที่แฝงเข้าออกได้ในกายมนุษย์” ซึ่งไล่ไปตั้งแต่พลังงานความร้อนจากดวงอาทิตย์ก็ดี, พลังงานความร้อนที่ร่างกายสันดาปก็ดี ไปจนถึงพลังงานชนิดต่างๆ ที่เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถค้นพบและไม่มีชื่อเรียกเพื่อใช้จำแนกแยกแยะ ดังนั้น ทางบทความจึงต้องอาศัยชื่อเรียกเก่าๆ ตามคติความเชื่อดั้งเดิมตามท้องถิ่นต่างๆ หรือตามหลักคำสอนในศาสนาต่างๆ เป็นเบื้องต้น ในส่วนท้ายของบทความนี้ จะเป็นข้อมูลบางส่วนของคติความเชื่อในท้องถิ่นต่างๆ เพื่อแสดงให้เห็นถึงการค้นพบของคนยุคโบราณในท้องถิ่นต่างๆ ที่ได้บันทึกพลังแฝงเหล่านี้ไว้ในรูปแบบต่างๆ กัน เช่น การเล่าเรื่องราวเป็นตำนานความเชื่อต่างๆ เป็นต้น ดังรายละเอียดต่อไปนี้

คติความเชื่อเกี่ยวกับพลังแฝงในวัฒนธรรมไทย

คนไทยเชื่อเรื่องผี วิญญาณ ซึ่งฝรั่งเรียกวิญญาณว่าเป็น “พลังงานชนิดหนึ่ง” มานานแล้ว ผีไทยบางชนิดแฝงตัวอยู่กับมนุษย์มีจำนวนมาก เช่น ผีกะ ที่สามารถแปลงกายเป็นม้า, หมา, แมว ได้เมื่อออกจากกายมนุษย์ ลักษณะนี้เองคล้ายโปเกม่อนในการ์ตูนมาก นอกจากนี้ยังมีผีกระสือ, ผีโพลง, ผีปอบ, ผีกระหัง, ผีพราย ฯลฯ อีกมากมายที่อาศัยอยู่ในกายสังขารของมนุษย์ คอยทำงานช่วยคนบ้างก็ทำร้ายเจ้าของด้วยการกินเจ้าของก็มี เรื่องวิญญาณแฝงหรือพลังงานแฝง จึงเป็นคติความเชื่อของคนไทยมาแต่โบราณกาล

คติความเชื่อเกี่ยวกับพลังแฝงในวัฒนธรรมจีน

คนจีนเชื่อเรื่องพลังงานแฝง ในรูปที่เรียกว่า “ลมปราณ” หรือ “ชี่กง” มานานแล้ว แต่พลังงานแฝงในลักษณะนี้จะไม่มีรูปร่าง หรือเป็นพลังงานแบบ “อรูป” นั่นเอง ในส่วนของพลังงานแฝงที่เป็นรูปร่าง ชาวจีนเชื่อในลักษณะของการทรงเจ้าเข้าผี ซึ่งจะมีซินแส และเซียนต่างๆ ในประเทศจีนที่ใช้พลังงานแฝงในลักษณะนี้ได้ ดังนั้น เรื่องความเชื่อที่เกี่ยวกับสิ่งที่แฝงมาในกายมนุษย์ที่เราเรียกว่าเป็นพลังงานชนิดหนึ่งนี้จึงมีมานานแล้ว นอกจากนี้ ชาวจีนยังนับถือมังกร เป็นสัตว์ชั้นสูง ซึ่งค่อนข้างจะคล้ายลักษณะของโปเกม่อนมาก คือ เป็นสัตว์ที่คอยช่วยงานเจ้าของ แต่ตาเนื้อของคนปกติอาจมองไม่เห็น

คติความเชื่อเกี่ยวกับพลังแฝงในวัฒนธรรมญี่ปุ่น

วัฒนธรรมญี่ปุ่นเป็นวัฒนธรรมที่เกิดจากศาสนาชินโตเป็นพื้นฐาน ที่มีศาสนาพุทธนิกายเซน มาประกอบในส่วนยอด ความเชื่อดั้งเดิมของชาวญี่ปุ่นก็เชื่อกันอยู่แล้วว่าทุกสิ่งมีวิญญาณ แม้กระทั่ง “ร่มที่พังแล้ว” ก็เชื่อว่าตายและกลายเป็นวิญญาณ ดังที่เราเห็นรูปวิญญาณ “ผีร่ม” ในญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังมีผีหวี, ผี ฯลฯ อันแสดงถึงความเชื่อที่สอดคล้องกับการค้นพบ “พลังแฝง” ในสิ่งต่างๆ หรือพลังงานบางชนิดที่แทรกอยู่ตามสิ่งต่างๆ ตามหลักของศาสนธรรม ในพุทธศาสนาก็กล่าวถึง ธาตุทั้ง ๗ ชนิดที่ปรุงประกอบกันเป็นสิ่งต่างๆ ในบรรดาธาตุเหล่านั้น แม้สิ่งไม่มีชีวิตจะไม่มี “มโนธาตุ” หรือ จิตใจ แต่ก็ยังมี “วิญญาณธาตุ” ได้ เช่น การขับลมปราณถ่ายลงในดาบของซามูไร ทำให้ดาบกับซามูไรเป็นหนึ่งเดียวกัน เหตุนี้เอง ลมปราณหรือวิญญาณธาตุนั้น ก็มีอยู่ในดาบของซามูไรนั้นได้ เฉกเช่นเดียวกับ ผีหวี, ผีร่ม ซึ่งเป็นของใช้ของมนุษย์ ก็สามารถได้รับพลังงานบางชนิดที่ไม่มีเคยมีมาก่อน มาแฝงอยู่เพิ่มเติมในภายหลังได้ ตามคติความเชื่อข้างต้น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น