หลักศาสนธรรม “การบริหารพลังแฝง”

หลักศาสนธรรม “การบริหารพลังแฝง”

หลักศาสนธรรม “การบริหารพลังแฝง”

เราได้ทราบแล้วว่าในกายสังขารของมนุษย์มีพลังหลายชนิดแฝงเข้ามาแล้วออกไปตลอดเวลา ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของมนุษย์ได้ในช่วงที่พลังเหล่านั้นแฝงเข้ามา ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น พลังความร้อนจากดวงอาทิตย์ ถ้าถ่ายเทเข้ามาในร่างกายมนุษย์มากเกินไป ทำให้ร้อนและเกิดภาวะความเครียดได้ ในหลักศาสนธรรม ได้แสดงถึงประเภทของพลังแฝงแบบต่างๆ มากมายหลายประเภทด้วยกัน ในบทความต่อไปนี้ จะกล่าวถึงการบริหารพลังแฝงแบบต่างๆ ที่อยู่ในร่างกายมนุษย์ เพื่อให้มนุษย์สามารถปรับตัวให้เข้ากับ “ยุคพลังงานใหม่” ที่อยู่ใน “กายสังขาร” ของตนเองได้ ดังต่อไปนี้

การบริหารพลังแฝงประเภท ดวงจิตหลายดวงในกายสังขารเดียว

ในคนบางกลุ่มมีดวงจิตมากกว่าหนึ่งดวงในกายสังขารเดียว ส่งผลให้เป็นคนที่มีหลายจิตหลายใจ สับสน นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อชีวิตมากมายหลายประการด้วยกัน ดังนั้น จำเป็นที่เราต้องหาวิธีการจัดการกับดวงจิตหลายดวงที่อยู่ในกายสังขาร ดังต่อไปนี้

๑)   การปลดปล่อยดวงจิต

การปลดปล่อยดวงจิตที่เกินมาในร่างกายของเราสามารถทำได้ ในคนที่มีฤทธิ์ทางใจ คือ ธรรมทั้งหลายนี้มีใจเป็นประธาน หากใจไม่ต้องการจิตดวงใดแล้วก็สามารถสั่งให้ดวงจิตบางดวงที่อยู่ในร่างกายออกไปจากร่างกายได้ ผู้เขียนได้พบอาจารย์หญิงท่านหนึ่ง มีดวงจิตหลายดวงของเทวีฝ่ายหญิงรวมกันในร่าง วันหนึ่ง อาจารย์หญิงความทุกข์เพราะรัก จึงได้สลัดทิ้งดวงจิตวิญญาณดวงหนึ่ง คือ จิตวิญญาณของแม่อุมา ออกไป ทำให้อาจารย์หญิงโล่ง หายจากอาการทุกข์เพราะรักไปในที่สุด และค่อยๆ มีความสัมพันธ์ที่ออกห่างจากชายคนที่เคยรักกัน การปลดปล่อยดวงจิตจากกายสังขารมนุษย์นี้ อาจเรียกเป็นภาษาพุทธศาสนามหายานได้ว่า “การแบ่งภาคจิต” ก็ได้ กล่าวคือ หากจิตมีพลังงานมาก สามารถแบ่งพลังจิตออกเพื่อปฏิสนธิเข้ากับวิญญาณ กลายเป็นจิตวิญญาณอีก ๑ จิตวิญญาณ และจิตวิญญาณดวงนี้ สามารถจุติออกไปนอกร่างกาย มีชีวิตเป็นเทพเทวดา หรือหากขันธ์สลาย คือ วิญญาณสลาย ก็สามารถเอาจิตจุติออกจากกายสังขารนั้นๆ แล้วปฏิสนธิลงในครรภ์ของมนุษย์คนอื่น เกิดเป็นมนุษย์อีกคนได้ เราเรียกวิธีการนี้ด้วยภาษาง่ายๆ พื้นๆ ว่า “การปลดปล่อยดวงจิต” ซึ่งหากใจมีฤทธิ์ สามารถสั่งได้ว่าจะให้ไปยังที่ใด ตามแต่บุญบารมีของจิตดวงนั้นๆ เช่น หากจิตดวงนั้น เป็นจิตมาร ก็ไปจุติยังภพมารได้ หรืออาจเกิดเป็นมนุษย์ได้ เพราะมารมีบุญมากพอควร แต่บางครั้ง ดวงจิตมีความแก่กล้ามากกว่าใจ ใจไม่มีฤทธิ์พอควบคุมจิตทุกดวงได้ จิตเหล่านั้นก็จะมีความเป็นไท เป็นอิสระตัดสินใจเองได้ จิตบางดวงก็จรจุติออกจากร่างกายไปยังที่จิตปรารถนาได้ จิตบางดวงออกจากร่างกายไปโดยอุบัติเหตุก็มี เช่น ในคนที่รถคว่ำแล้วมีสติไม่สมประกอบ จนต้องนำมาทำพิธี “เรียกขวัญ” ซึ่งก็คือ จิตบางดวงหลุดออกจากร่างไป จนร่างกายไม่สามารถดำรงชีพตามปกติได้ จำต้องเรียกดวงจิตที่หลุดออกไปนั้น กลับมา นั่นเอง การส่งออกดวงจิตนี้ เหมาะสำหรับผู้มีดวงจิตหลักแข็งแกร่ง แม้เสียดวงจิตอื่นๆ ไปก็สามารถอยู่ได้อย่างปกติ แต่ในคนที่มีจิตอ่อน กำลังจิตน้อยไม่ควรทำการปลดปล่อยดวงจิต

๒)   การพัฒนาดวงจิตรองๆ

เรียกอีกอย่างว่า “การโปรดดวงจิต” หรือ การสอนดวงจิตดวงอื่นๆ ที่ไม่ใช่จิตหลัก โดยใช้กายสังขารของเราเอง เป็นสถานที่เรียน เป็นเครื่องบำเพ็ญของจิตดวงที่อาศัยแฝงในกายสังขารของเรา วิธีการนี้ทำได้ในกรณีที่ผู้มีจิตวิญญาณหลักนั้น มีกำลังจิตสูง มีธรรมมาก แต่หากจิตหลักที่เป็นเจ้าของสังขารมีกำลังจิตน้อย มีธรรมน้อยกว่าจิตรองๆ ที่แฝงเข้ามาอาศัยในร่างกายแล้ว จะต้องอาศัยดวงจิตที่แฝงเข้ามาในกายสังขารของตนเองในการโปรดดวงจิตอื่นๆ ก็สามารถทำได้ การโปรดดวงจิต ทำให้ดวงจิตมีวิวัฒนาการสูงขึ้น เช่น จากเดิมอาจเป็นจิตอสูร สามารถปรับภพภูมิขึ้นเป็นมนุษย์และเทวดาชั้นดีได้ ส่งผลให้เจ้าของร่างมีพลังแฝงที่มีคุณสมบัติดีขึ้น และมีวิบากกรรมลดลงด้วย (เพราะดวงจิตแฝงนั้นอาศัยในร่างกายเรา หากจิตนั้นมีกรรมเลว เราก็ต้องรับกรรมเลวร่วมกันด้วย)  

๓)   การสั่งงานดวงจิต

คนไทยโบราณ เรียกกายทิพย์ที่สามารถออกจากร่างกายของเราไปมาได้ว่า “เจตภูต” ซึ่งก็คือ ส่วนหนึ่งของตัวเราเอง หรือก็คือ ธรรมชาติของเราเอง ตัวเราเอง นั่นแหละ ในวรรณคดีไทยหรือนิทานชาดกเรื่องหนึ่ง (ไม่แน่ใจว่าเป็นประเภทใด) ได้กล่าวถึงเจตภูตว่า มีราชาผู้หนึ่ง สะดุ้งตื่นขึ้นมาพบตัวเอง และได้คุยกับตัวเอง โดยตัวเองมาบอกให้ลดละการทำกรรมเสียบ้าง ก็เกิดความตกใจว่าตนเองจะมาคุยกับตนเองได้อย่างไร นี่คือ เจตภูตนั่นเอง เจตภูตมีหน้าที่สำคัญคือดูแลปกป้องเจ้าของร่าง หรือก็คือ ส่วนหนึ่งของวิญญาณของเรา หรือกายทิพย์บางชั้นของเรานั่นเอง กายทิพย์คนเรามีหลายชั้น เหมือนหญ้าปล้องก็มีหลายปล้องสามารถถอดได้เป็นชั้นๆ แต่ละชั้นมีความหยาบละเอียดต่างกัน มีคุณสมบัติต่างๆ กันออกไป ชั้นนอกสุดจะหยาบที่สุด มีความคล้ายคลึงกับตัวปัจจุบันมากที่สุด ชั้นในลึกลงไปจะแตกต่างกันไปตามผลกรรมและพฤติกรรมของตัวเราเอง เช่น หากทำบุญมากๆ ก็มักมีกายเทวดา, หากทำเลวมากๆ อาจมีกายสัตว์นรกได้ เป็นต้น เหล่านี้ หากแต่ละกายมีจิตอยู่ร่วมด้วยแล้ว เราสามารถสั่งงานให้จิตวิญญาณที่มีรูปร่างเป็นกายทิพย์เหล่านี้ ทำงานให้กับเราได้ เรียกว่าการถอดกายทิพย์ หรือมโนมยิทธิ ก็ได้ ในทางปฏิบัติเราเรียกง่ายๆ ว่า “แค่คิดก็ได้ดั่งใจแล้ว” คือ กายทิพย์เหล่านี้จะออกไปทำงานตามความคิดของเรานั่นเอง บางท่านก็เคยเป็น เช่น คิดอะไรก็ได้อย่างนั้นก็มี นี่เรียกว่าการสั่งงานดวงจิต ซึ่งเราควรสั่งให้ไปทำความดี ไม่ใช่ความชั่ว เพราะการทำดีจะทำให้ผลดีสนองตัวเรา เพราะกายทิพย์หรือจิตวิญญาณเหล่านี้ล้วนอยู่ในตัวเราทั้งสิ้น เราไม่อาจสละทิ้งหรือหนีผลกรรมที่เราได้กระทำไว้ได้เลย ดังนั้น จึงควรสั่งให้ทำแต่ความดี

๔)   การดูแลเลี้ยงดูดวงจิต

ดวงจิตทุกดวงมีชีวิตจิตใจทั้งสิ้น เพราะมี “จิต” จึงมีความรู้สึกนึกคิดได้เหมือนกับคนเหมือนกัน บางครั้งเราละเลยไม่ใส่ใจกับบางดวงจิต เช่น ไม่สนใจให้ความดูแลจิตในกายสังขารของตนเอง ทำให้เกิดภาวะห่อเหี่ยว หมดเรี่ยวแรงไม่มีกำลังใจทำงานเป็นต้น ภาวะแบบนี้เกิดขึ้นเพราะการไม่ดูแลเอาอกเอาใจจิตตนเองในกายสังขารของตนบ้าง ยกตัวอย่างเช่น ในกายสังขารของนาย ก มีจิตหลักเป็นโพธิสัตว์ มีจิตแฝงมาอาศัยในกายสังขารนาย ก เพื่อช่วยงานนาย ก เป็น มังกร แต่นาย ก เคร่งศีลมากๆ ทำให้มังกรรู้สึกเครียดและห่อเหี่ยว หมดพลัง หมดกำลังใจในการทำงาน และไม่สามารถโปรดสัตว์ได้มากเท่าที่ควร ดังนี้ ในพุทธศาสนามหายาน ที่เน้นการบำเพ็ญบารมีแบบโพธิสัตว์จึงมักให้ผ่อนปรนศีลลงมากกว่าเถรวาท เพราะเหตุว่าพลังงานแฝงในร่างกายที่มีธรรมมีวิวัฒนาการต่ำบางชนิดไม่สามารถปฏิบัติศีลได้เคร่งครัดเท่ากับจิตหลักนั่นเอง การที่เคร่งครัดมากไปในที่สุด ดวงจิตนั้นอาจหนีออกไป ลาออก หรือไม่ยอมอยู่ในกายสังขารนั้นๆ อีก ส่งผลให้มังกรหรือดวงจิตที่แฝงมานี้ อาระวาด หรือไปเกิดแล้วไม่มีคนสอนแล้วก่อกรรมทำเข็ญต่อมวลสัตว์มากมายได้ ดังนั้น จำต้องหาวิธีที่ผ่อนปรนค่อยๆ ปรับพัฒนาพลังงานแฝงในรูปจิตวิญญาณเหล่านี้ ในกายสังขารของเราเอง ให้พัฒนาขึ้นจนกว่าจะพร้อมที่จะส่งออกไปเป็นพลังงานที่ดีให้แก่มวลสัตว์ได้ บางครั้งต้องเข้าใจความต้องการของพลังงานแฝงที่มีจิตวิญญาณเหล่านี้ ก็จะสามารถโปรดเขาให้เป็นพลังดีได้สำเร็จ

๕)   การหลอมรวมดวงจิต

จิตวิญญาณหลายๆ จิตวิญญาณสามารถรวมกันเป็นหนึ่งเดียวได้ ตามหลักพราหมณ์ฮินดู เรียกว่า “การรวมดวงจิต” ใช้คาถากำกับว่า “โอม” คือ การหลอมรวมนั่นเอง ทำให้จิตวิญญาณหลายๆ ดวงที่มีบุญบารมีต่างๆ กันรวมกัน ในกรณีที่มีดวงจิตวิญญาณที่มีบุญบารมีมากๆ จะทำให้ผลการรวมจิตหากสำเร็จ กลายเป็นกายทิพย์ที่มีบารมีมากได้ เช่น การที่กายสังขารได้บำเพ็ญบารมีแบบ พรหม, ศิวะ, นาราย หากรวมจิตวิญญาณเมื่อไรก็จะได้เป็น ตรีมูรติ ซึ่งมีบารมีมากกว่าเดิมหลายเท่า อนึ่ง การหลอมรวมดวงจิตนี้ เป็นวิธีการขั้นสูงของผู้ที่ฝึกจิตหลายดวงจนชำนาญแล้ว ซึ่งจะกล่าวถึงในบทความต่อๆ ไป

การบริหารพลังงานแฝงประเภท วิญญาณหลายวิญญาณ

ชาวบ้านคนไทยเรียกพิธีการรับพลังแฝงอย่างหนึ่งว่า “การรับขันธ์” คำว่า “ขันธ์” ในที่นี้ ก็คือ “วิญญาณขันธ์” ตามหลักวิทยาศาสตร์นับเอาว่าวิญญาณคือพลังงานรูปหนึ่งที่สามารถบันทึกถ่ายรูปได้ด้วยกล้องไวแสงที่เรียกว่ากล้องถ่ายวิญญาณหรือกล้องถ่ายออร่า ดังนั้น เรื่องการรับพลังงานแฝงหรือรับขันธ์นี้จึงไม่ใช่เรื่องงมงายอีกต่อไป แต่เป็นวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ที่ก้าวล้ำเลยทีเดียว หลังจากบุคคลได้รับขันธ์หรือพลังวิญญาณมาแล้ว พลังวิญญาณนั้นจะครอบซ้อนทับอยู่ระหว่างกายสังขารและวิญญาณของคนๆ นั้น ส่งผลให้คนผู้นั้นมีพฤติกรรม, ความรู้สึกนึกคิด, ความสามารถ, คุณสมบัติพิเศษที่แตกต่างออกไปจากเดิมได้ เมื่อได้รับพลังแฝงมาแล้วเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างนี้ จึงต้องมาเรียนรู้วิธีการบริหารพลังงานแฝงที่เข้ามาในกายสังขารนี้ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

๑)   การปลดปล่อยพลังงานแฝง (ลดพลังแฝง)

เป็นวิธีแรกที่ผู้ไม่คุ้นเคยและไม่ประสงค์จะมีชีวิตแตกต่างไปจากเดิม สามารถจะทำได้ในเบื้องต้น แต่หากมีกรรมมากการฝืนหรือการปล่อยปล่อยก็อาจไม่สามารถทำได้อีกต่อไป อนึ่ง ในขั้นแรกนี้สอนให้รู้จักการปลดปล่อยพลังงานแฝงนี้ก่อน เรียกง่ายๆ ว่า “การไม่รับขันธ์” วิธีการปฏิเสธหรือไม่รับขันธ์นี้มีมากมายหลายวิธี เช่น การบ่ายเบี่ยง, การบอกด้วยวาจาตรงๆ, การบอกด้วยการจุดธูปขอเลิกแล้วต่อกัน, การทำพิธีคืนขันธ์, การถ่ายพลังแฝงฝากไว้ในกายสังขารผู้อื่นที่สามารถดูดซับได้มากกว่า ฯลฯ เหล่านี้ ล้วนเรียกว่าการปลดปล่อยพลังงานแฝงที่เป็นวิญญาณ (ซึ่งไม่มีจิตร่วม) การที่พลังแฝงไม่มีจิตนี้ ทำให้สามารถจัดการได้ง่ายกว่าพลังงานแฝงที่มีจิต เพราะไม่มีจิตใจมาเวียนว่ายตายเกิด การสลัดปลดปล่อยจึงไม่ค่อยมีกรรมมากนัก แต่การหลีกหนีกรรมของตนเอง ก็เสมือนกับการหนีเงาของตนเอง ไม่สามารถที่จะหนีได้ตลอดชีวิต วิธีการนี้จึงไม่เหมาะสำหรับผู้ที่คิดจะปลดปล่อยเพื่อหนี แต่การปลดปล่อยพลังแฝงสามารถทำได้ ถ้าไม่คิดหนีแต่ด้วยเหตุจำเป็นต่างๆ เช่น พลังแฝงรบกวนชีวิตมากเกินไป ไม่เหมาะกับวิถีชีวิตปัจจุบัน ก็สามารถปลดปล่อยก่อนได้ชั่วคราว เป็นต้น ในกลุ่มคนทรงบางคน ที่ได้รับพลังแฝงมากจนหลงตัวเอง และปรับตัวเข้ากับโลกมนุษย์ได้ยาก เช่น ต้องให้คนมาดูแลทำอย่างนั้นอย่างนี้ให้มากมายสารพัด จนคนรอบข้างลำบาก อย่างนี้ ก็สมควรปลดปล่อยพลังแฝงออก วิธีการปลดปล่อยพลังงานแฝงมีหลายวิธี เช่น การใช้ร่างของผู้มีความสามารถสื่อกับเบื้องบนได้ เพื่อผ่านร่างนั้นส่งคืนพลังงานแฝงกลับไปยังแหล่งที่จากมา, การใช้มังกรกินพลังแฝงเหล่านี้ เช่น มังกรดำ จะกินพลังดำ, มังกรทอง จะกินพลังดี เช่น พลังเทพพรหม ในกลุ่มอนุตรธรรมสื่อกับเบื้องบนเรียกกระบวนการนี้ว่า “การเก็บญาณกลับคืน” นั่นเอง

๒)   การปฏิสนธิกับวิญญาณแฝง (แบ่งภาคจิต)

เป็นวิธีแบ่งภาคจิตอีกวิธีหนึ่ง ก่อนที่จิตดวงเดิมที่เป็นจิตหลักในกายสังขารที่มีพลังจิตมากๆ จะแบ่งออก จะต้องอาศัยวิญญาณขันธ์มารองรับก่อน เหมือนกับตอนก่อนคนจะเกิด จะต้องมีสังขารเป็น “เซลปฏิสนธิ” รอก่อน แล้วจึงอาศัยวิญญาณเข้ามาช่วยในการปฏิสนธิระหว่างจิตกับกายสังขารนั้นๆ เชื่อมเข้าด้วยกันอย่างดี ตามหลักพุทธศาสนาได้กล่าวไว้เรียกว่าขั้นตอนตามลำดับของ “ปฏิจจสมุปบาท” ในร่างกายสังขารของเรา หากมีวิญญาณแฝงเข้ามา จิตหลักก็สามารถแบ่งออกแล้วปฏิสนธิผสมเข้ากับวิญญาณนั้นๆ กลายเป็น “จิตวิญญาณดวงใหม่” ได้เช่นกัน อนึ่ง การแบ่งภาคจิตนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย กล่าวคือ การแบ่งภาคจิตแต่ละครั้ง ทำให้จิตหลักมีกำลังลดลง หากลดลงมากอาจไม่สามารถควบคุมดวงจิตรองอื่นๆ ได้ จึงไม่ควรแบ่งภาคมากเกินบารมีที่ตนมี แต่หากแบ่งภาคส่วนไม่ดีออกไป ก็เท่ากับเป็นการขจัดจิตส่วนไม่ดีได้เช่นกัน การแบ่งภาคนี้ทำได้ในกลุ่มคนที่มีใจกว้างขวางมีเมตตามาก คือ จิตโพธิสัตว์ เท่านั้น จิตที่คับแคบไม่สามารถแบ่งได้ เมื่อแบ่งแล้วจิตดวงใหม่จะมีคู่อริตามรอยกรรมเช่นเดียวกับจิตดวงแม่ และยังส่งผลให้มารอสูรเพิ่มขึ้นด้วย จึงไม่ควรแบ่งภาคมากเกินไป นอกจากนี้ จิตหลักดวงใดแบ่งจิตย่อยออกมา จิตหลักนั้นต้องรับผิดชอบจิตตนเอง โปรดจนกว่าจะนิพพานด้วย

๓)   การดัดแปลงวิญญาณ (ดัดแปลงพลังแฝง)

เป็นวิธีที่ผิดธรรมชาติ ไม่แนะนำให้กระทำ ยกเว้นว่ารอยกรรมรอยเกวียนของวิญญาณนั้นๆ มีรูปแบบการดัดแปลงวิญญาณอยู่ก็สามารถทำได้ เช่น วิญญาณหรือขันธ์องค์พิฆเนศ ที่มีรอยกรรมคือ ถูกจักรตัดเศียรขาดแล้วต้องหาเศียรมาใหม่ แบบนี้ เราสามารถดัดแปลงวิญญาณที่แฝงเข้ามาในกายสังขารเราได้ เช่น เอาเศียรทิพย์ที่เป็นพลังงานแฝงในสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเข้ามาเสริมให้เศียรองค์พิฆเนศ เช่น การดึงพลังแฝงจากรูปปั้นที่มีพลังงานแฝงอยู่ อธิษฐานกำหนดด้วยจิตให้พลังงานแฝงนั้นกลายเป็นเศียรๆ หนึ่งของวิญญาณพิฆเนศ กายทิพย์หรือวิญญาณขององค์พิฆเนศก็จะมีบุญบารมีมีกรรมและอิทธิฤทธิ์เพิ่มขึ้นตามเศียรที่ได้รับมา กรณีนี้พบได้ในคนที่เคยตัดเศียรถวายพระพุทธเจ้า เช่น พระนิตยโพธิสัตว์ต่างๆ นอกจากนี้ ยังสามารถตัดแต่งดัดแปลงอวัยวะทิพย์อื่นๆ ได้ตามกำลังอิทธิฤทธิ์อีกด้วย เช่น แขนทิพย์ จากสองแขน สามารถเพิ่มขึ้นได้เป็นพันกรได้ กายทิพย์ที่มีพันกรก็จะมีอิทธิฤทธิ์เพิ่มมากขึ้น เราสามารถอธิษฐานถวายอวัยวะอันเป็นทิพย์นี้ให้แก่ผู้มีคุณได้ เช่น หากพบว่าบิดาง่อยเปลี้ยที่แขน พบว่าพลังแขนทิพย์ร่อยหรอ สามารถบำเพ็ญให้แขนทิพย์มีมากขึ้นแล้ว อธิษฐานถวายแขนทิพย์ให้บิดาใช้ได้ แขนของบิดาก็จะมีพละกำลังมากขึ้น หากสำเร็จก็สามารถขยับได้ตามปกติ กระบวนการเหล่านี้ เราเรียกว่า “การดัดแปลงวิญญาณ” หรือ “เล่นแร่แปรวิญญาณธาตุ” นั่นเอง อนึ่งการดัดแปลงวิญญาณนี้ ควรทำเฉพาะกรณีที่จำเป็นจริงๆ และเป็นการทำความดีเท่านั้น

๔)   การเพิ่มจำนวนวิญญาณ (เพิ่มพลังแฝง)

หรือก็คือการรับขันธ์เพิ่มนั่นเอง ปกติ คนทั่วไปไม่สามารถกำหนดได้ว่าจะรับขันธ์อะไร ขึ้นอยู่กับบุญบารมีและกรรมเก่าของตนกับแหล่งพลังงานแฝงว่าจะส่งพลังงานของใครแบบไหนมาให้ แต่ในกลุ่มคนที่มีความสามารถ มีบุญบารมีมาก สามารถเลือกได้ว่าจะรับขันธ์อะไร กระนั้นก็ดี การรับขันธ์มาก หรือรับพลังแฝงมากไม่ใช่ว่าจะดีเสมอไป การรับขันธ์มาก ทำให้รับวิบากกรรมของขันธ์นั้นๆ มาด้วย ทำให้ต้องมีศัตรูและมิตรแบบขันธ์ที่รับมาด้วย เช่น ขันธ์องค์นาราย ก็จะมีคู่อริและมิตรขององค์นารายมาด้วย ดังนั้น การรับขันธ์จึงควรเลือกให้เหมาะสม แต่โดยปกติแล้วคนมักรับขันธ์แรกที่เสนอมาให้เพราะคนไม่ทราบว่าการรับขันธ์นี้ หากมีบุญบารมีมากพอก็สามารถ “ตัดสินใจเลือกที่จะรับหรือไม่รับได้” ยกตัวอย่างเช่น นาง ก สัมผัสได้ว่ามีเจ้าพ่อเสือผ่านพลังมาในกายสังขารของตน ก็สามารถพิจารณาได้ว่าพลังเจ้าพ่อเสือเหมาะสมกับตนเองหรือไม่ ถ้าไม่เหมาะก็ต้องหาทางออก เช่น หากขณะนั้นมีพลังแฝงของเจ้าแม่ตะเคียนมาด้วย พร้อมๆ กันก็สามารถเลือกได้ หรือรับทั้งหมดเลยก็ได้ แต่การรับทั้งหมดนั้น ทำให้สับสนในตัวเอง และต้องทำกิจหลายอย่าง อนึ่ง ควรรับพลังแฝงทีละหนึ่งชนิด แล้วเรียนรู้ข้อดีข้อเสีย ชำระพลังงานลบที่ไม่บริสุทธิ์ออกจากพลังงานแฝงที่ได้รับมาทีละชนิดๆ ไป ก่อนรับพลังงานแฝงหรือวิญญาณขันธ์ใหม่ต่อไป อนึ่ง บุญบารมีหรือวิวัฒนาการของเราจะเพิ่มขึ้นก็ต่อเมื่อเราได้ รับพลังงานแฝงแล้วพัฒนาพลังงานแฝงนี้ให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ ทุกชนิดที่เข้ามาในกายเรา

๕)   การใช้พลังแฝง (โปรดพลังแฝง)

พลังแฝงทำให้บุคคลมีพลังความสามารถพิเศษเพิ่มขึ้นได้มากกว่าปกติ เช่น ทำให้มีญาณหยั่งรู้อนาคตได้, ทำนายทายทักคนได้ถูกต้อง, การไล่ผีที่มีฤทธิ์น้อยกว่า, การรักษาโรคบางชนิด, การออกแบบสร้างสรรค์ต่างๆ ฯลฯ พลังแฝงเหล่านี้หากใช้ไปในทางที่สร้างสรรค์ก็จะเกิดประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่นทั้งในปัจจุบันและในอนาคต แต่พลังแฝงบางชนิดเป็นพลังลบอยู่แล้วในตัว เช่น พลังมาร ทำให้กิจการที่ทำอยู่แย่ลงได้ หรือผิดทางที่ควรจะเป็น ยกตัวอย่างเช่น พุทธบริษัทในพุทธศาสนาจำนวนมากที่มีเจตนาดีอยากช่วยพระพุทธศาสนา แต่เพราะพลังมารแฝงเข้ามาอาจทำให้พระพุทธศาสนาเดินผิดทางได้ เช่น การระดมเงินจำนวนมากๆ เพื่อสร้างวัตถุขนาดใหญ่ ไม่สนใจการลดละเลิกกิเลส เป็นต้น ดังนั้น การได้รับพลังแฝงจึงควรใช้ไปให้ถูกวิธีและเป็นประโยชน์แก่มวลมนุษย์ ไม่ควรลุ่มหลงพลังแฝงหรือลาภสักการะที่เขาจัดให้แต่อย่างใด

การบริหารพลังงานแฝงประเภท ธาตุสี่ ดิน, น้ำ, ลม, ไฟ

ในพุทธศาสนาสอนการพิจารณาธาตุทั้งสี่ คือ ดิน, น้ำ, ลม, ไฟ เรียกว่า “จตุธาตุวัฏฐาน” และการเพ่งธาตุทั้งสี่ ที่เรียกว่า กสิณ ได้แก่ กสิณดิน, น้ำ, ลม, ไฟ ผลจากการฝึกนี้ ทำให้บุคคลได้รับพลังงานแฝง และจิตมีกำลังอานุภาพมากพอที่จะควบคุมพลังธาตุทั้งสี่ได้ ในหลักของเต๋าสอนให้พิจารณาธาตุห้าชนิด ส่งผลให้บุคคลมีพลังแฝงทั้งห้าแบบได้เช่นกัน ในหลักการฝึกพลังจิตสาขาอื่นๆ เช่น พลังจักรวาล มีการดึงพลังเข้าออกร่างกาย ซึ่งหากเป็นพลังที่อยู่ในกลุ่มธาตุสี่นี้แล้ว ก็สามารถได้รับพลังแฝงธาตุสี่นี้ได้เช่นกัน ปกติแล้วธาตุทั้งสี่จะอยู่ร่วมประชุมกันในวัตถุทุกชนิด และรองรับด้วยอากาศธาตุหรือความว่าง แต่วัตถุแต่ละชนิดก็มีพลังธาตุทั้งสี่มากน้อยแตกต่างกันไป เช่น ไฟ มีพลังธาตุไฟมาก, น้ำ มีพลังธาตุน้ำมาก เป็นต้น นอกจากนี้พลังธาตุสี่ ยังมีความหยาบและละเอียดที่แตกต่างกันไปด้วย เช่น น้ำแข็งมีพลังธาตุน้ำที่หยาบ, หยกมีพลังธาตุน้ำที่ละเอียดกว่า พลังธาตุที่หยาบเหมือนอาหารหยาบ เข้าไปในร่างกายแล้วย่อยยาก พลังธาตุที่ละเอียดกว่าจะดีกว่ากระทบกับร่างกายน้อยกว่า อนึ่ง เทคนิคการบริหารพลังแฝงมีดังต่อไปนี้

๑)   การเพิ่มและลดพลังแฝง

ในหน้าหนาว ควรฝึกธาตุไฟให้มากขึ้นเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น เช่น การเพ่งกสิณไฟ, การฝึกพลังกุณฑาริณีร้อน (งูไฟ), การฝึกลมปราณเก้าเอี๊ยง ฯลฯ หรือฝึกพลังสายร้อนอื่นๆ ในขณะที่หน้าร้อน (หน้าแล้ง) ควรเพิ่มธาตุน้ำ เช่น การเพ่งกสิณน้ำ, การฝึกกุณฑาริณีเย็น (งูเย็น), การฝึกปราณเก้าอิม ฯลฯ หรือพลังสายเย็นอื่นๆ นี่คือ การปรับเพิ่มธาตุในร่างกายให้สอดคล้องกับธาตุต่างๆ รอบตัวเรา พลังแฝงประเภทธาตุทั้งสี่ชนิดนี้ หากไม่สอดคล้องกับภาวะภายนอกแล้วจะทำให้ดำรงชีวิตอยู่อย่างลำบากได้ อนึ่งนี่คือ หลักการฝึกร่างกายในสมดุลกับสิ่งแวดล้อมภายนอก ไม่ใช่การฝึกเพื่อเพิ่มพละกำลังไปเพื่อการต่อสู้หรือเอาชนะ จึงไม่แนะนำให้ดึงพลังธาตุแฝงเข้ามาในกายมากเกินไป เพราะผลสุดท้ายกลับจะเป็นการทำลายตนเองในที่สุด มีบางท่าน ฝึกพลังธาตุสี่ดึงพลังแฝงเข้ามาในร่างกายมากเกินไป แม้ว่ามีความสามารถพิเศษที่ผู้อื่นไม่มี แต่ผลสุดท้ายตนเองต้องเจ็บป่วยด้วยอาการประหลาดรักษาไม่หาย เป็นต้น ดังนั้น ในศาสนธรรม จึงสอนให้รู้จักการเพิ่มและลดพลังงานแฝงเพื่อปรับให้สมดุลกับสิ่งแวดล้อมภายนอก ในกลุ่มพระภิกษุสายมหายานในประเทศจีน มีการฝึกลมปราณเก้าเอี๊ยงเพื่อให้ร่างกายอบอุ่นโดยไม่ต้องสวมเสื้อกันหนาว อาศัยเพียงจีวรตามพระวินัยก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้ตามปกติ สำหรับภิกษุในเขตร้อนก็สามารถฝึกลมปราณสายเย็นได้ เพื่อให้สอดคล้องกับภายนอก

๒)   การปรับสมดุลพลังแฝง

พลังแฝงประเภทธาตุสี่ ถ้าไม่สมดุลมีธาตุบางธาตุมากหรือน้อยเกินไป จะทำให้กระทบต่อระบบในร่างกาย เช่น ทำให้ป่วยมีอาการแปลกๆ ได้ เช่น ร้อนๆ หนาวๆ, น้ำออกทางทวารต่างๆ มากผิดปกติ ฯลฯ อาการต่างๆ สามารถวิเคราะห์ได้ เช่น ถ้าธาตุไฟเพิ่มมากขึ้นเนื้อเยื่ออ่อนจะมีลักษณะคล้ายถูกไฟลวก เช่น ในกระพุ้งแก้มเป็นแผลร้อนใน, ถ้าธาตุน้ำเพิ่มขึ้นมา น้ำจากทวารต่างๆ จะไหลออกมามากผิดปกติ เช่น น้ำมูกมาก แพ้อากาศ เป็นต้น, ถ้าธาตุดินเพิ่มขึ้นมาก แขนขาจะแข็งคล้ายจะเป็นอัมพาต ปวดเมื่อยขบขยับร่างกายลำบาก, ถ้าธาตุลมเพิ่มขึ้นมาก จะรู้สึกวิงเวียนศีรษะก็ได้, ท้องปั่นป่วนทำให้อาเจียนหรือท้องร่วงก็ได้ อาการเหล่านี้ แสดงถึงธาตุสี่ไม่สมดุล จะต้องปรับธาตุทั้งสี่ให้สมดุล การใช้ยาสมุนไพรตามหลักการแพทย์แผนโบราณก็ช่วยได้ระยะหนึ่งเท่าที่ยาออกฤทธิ์ได้ แต่สุดท้าย ต้องฝึกที่จิตให้จิตคุมสมดุลของธาตุทั้งสี่ให้สมดุลให้ได้ จึงจะหาย วิธีการปรับสมดุลธาตุอีกวิธีคือ การอาศัยแหล่งพลังธาตุทั้งสี่ เช่น บุคคลที่ฝึกพลังธาตุทั้งสี่ ถ้าการฝึกพลังแฝงประเภทธาตุสี่นี้ เป็นการฝึกร่วมกันก็จะสามารถช่วยเหลือกันในการปรับสมดุลธาตุได้ เช่น นาย ก, ข, ค, ง ฝึกธาตุดิน, น้ำ, ลม, และไฟ เมื่อใครขาดหรือเกินธาตุใดก็สามารถให้และรับเพื่อปรับสมดุลของธาตุในร่างกายได้ นอกจากนี้ ผู้ฝึกธาตุบางท่าน ยังอาศัยพลังธาตุจากวัตถุต่างๆ เช่น แก้วผลึกที่มีพลังธาตุบางชนิดมาก, เหล็กไหล, หินธรรมชาติ ฯลฯ วัตถุบางชนิดมีพลังธาตุสี่แฝงอยู่สามารถเลือกใช้ได้

๓)   การย่อยสลายพลังแฝง

พลังแฝงประเภทธาตุสี่ที่เข้ามาในร่างกายบางครั้งมีความหยาบมากก็ดี หรือมีปริมาณมากก็ดี จำเป็นต้องย่อยสลายให้ละเอียดก่อน แล้วจัดเรียงสร้างระบบพลังงานใหม่ให้สามารถอยู่ร่วมกันในกายสังขารได้อย่างมีระเบียบไม่ยุ่งเหยิง ลมปราณหรือพลังงานหลายสายหากไม่มีระเบียบแล้วอาจตีกันเอง เช่น พลังร้อนและเย็น ซึ่งเป็นพลังตรงกันข้าม อาจปะทะกันเองในร่างกายทำให้มีอาการป่วย, ภูมิแพ้, สะเทือนในร่างกาย, บอบช้ำภายใน ได้ หรือพลังอาจลดทอนกันเองจนเสื่อมสลายทั้งหมดก็ได้ ทำให้การฝึกที่ผ่านมาล้มเหลว ดังนั้น จึงจะต้องฝึกการจัดระบบพลังงานและย่อยสลายพลังงานด้วย การจัดระบบพลังงานรวมจะทำให้ได้ระบบพลังงานแฝงเป็นสีต่างๆ เรียงกันเป็นแถบเหมือนรุ้งเจ็ดสี เรียกวิธีการนี้ว่า “ซกเชน” เป็นวิธีเฉพาะของพระลามะธิเบต ในพระพุทธศาสนามหายาน ในพุทธประวัติได้บันทึกไว้ว่าพระฉัพพรรณรังสีของพระพุทธเจ้ามีเจ็ดสี เหมือนรุ้ง สำหรับบุคคลบางกลุ่มที่มีบุญบารมีเก่ามากก็สามารถฝึกให้มีรุ้งครบเจ็ดสีได้ แต่ความเสถียรภาพอาจไม่มาก กล่าวคือ อาจได้เพียงชั่วคราวเพราะยังไม่ใช่ชาติสุดท้ายที่จะนิพพาน จึงยังมีความเปลี่ยนแปลงไม่มั่นคงค่อนข้างมาก แต่ผลจากการได้จัดระเบียบพลังแฝงก็ทำให้ระบบพลังดีขึ้น สามารถใช้ความสามารถพิเศษได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น วิธีการจัดพลังแฝงจนเกิดรุ้งเจ็ดสีนี้มีหลายวิธี บางท่านมีพลังแฝงเป็นรุ้งเจ็ดสีอยู่แล้วก็เกิดได้ไม่ยาก เมื่อเหตุปัจจัยพร้อม แต่สำหรับท่านที่ค่อยๆ ดูดซับพลังธรรมชาติเข้ามารวมในร่างกายจนกว่าจะครบเจ็ดสีได้นั้น อาจใช้คาถาปรับสมดุลก็ได้ ดังนี้

พุทธ มะอะอุ นะโมพุทธายะ นะมะพะธะ อุอะมะ

มะอะอุ นะโมพุทธายะ พุทธังอัทโธ นะโมพุทธายะ

คาถานี้เหมือนเป็น “รหัส” กำกับจิตของเราให้ทำกิจบางอย่าง เหมือนกับคำว่า “โอม” ก็เป็นรหัสลับที่เราใช้สั่งจิตของเราเช่นกัน ปกติ จะใช้หลังจากรับพลังจากพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ ด้วยการบริกรรมพระนามพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์จนครบ ๒๘ พระองค์ เวลาบริกรรมสามารถใช้ปะคำช่วยได้โดย บริกรรมพระนามละ ๑ รอบปะคำ (๑๐๘ จบ)

๔)   การซักฟอกพลังแฝง

คือการเปลี่ยนแปลงพลังแฝงที่เป็นลบหรือพลังดำให้กลายเป็นพลังดีสีขาว พลังหลายชนิดหลายสายที่แฝงเข้ามาในสังขารร่างกาย จะมี “กิเลส” และ “กรรม” ปนมาด้วยเสมอ แม้ว่าจะมีคุณสมบัติพิเศษ ความสามารถพิเศษมากมายก็ตาม ดังนั้น จำเป็นต้องซักฟอกพลังแฝงเหล่านี้ให้สะอาดบริสุทธิ์เสียก่อน จึงจะไม่มีผลลบต่อร่างกายและจิตใจของเรา อนึ่ง พลังงานบางชนิดก็ใช้ได้ทันทีเมื่อยังไม่บริสุทธิ์ แต่เมื่อใช้แล้วควรรีบซักฟอกเพราะหากพลังตกค้างอยู่ในร่างกายก็จะส่งผลเสียต่อร่างกายได้ การซักฟอกพลังแฝงคือการทำสมาธิ ขจัดกิเลส การฝึกการละวางความยึดมั่นถือมั่นด้วยกรรมวิธี กรรมฐานแบบต่างๆ ที่ไม่ใช่แต่เพียงการทำสมถะเท่านั้น แต่ต้องทำในระดับ “วิปัสสนา” คือ ขุดรากถอนโคนกิเลสให้ได้ผลชะงัก แบบเจโตวิมุติ ไม่ใช่ปัญญาวิมุติ (กิเลสหมดจึงเห็นปัญญา ไม่ใช่เห็นปัญญาก่อนกิเลสหมด) การซักฟอกพลังแฝงนี้ให้ทำแบบพอดี เพราะหากซักฟอกจนขาวบริสุทธิ์หมดแล้ว พลังบริสุทธิ์จะทำให้เบื่อหน่าย ละวาง และหยุดกรรมทั้งมวล ทำให้ไม่มีแรงบันดาลใจในการกระทำกิจบางชนิดได้ เพราะปล่อยวางเสียหมดแล้ว เช่น การปล่อยให้โจรทำร้ายผู้คนไป เพราะปล่อยวางแล้วว่าปล่อยไปตามกรรม บางครั้ง บางท่านยังต้องทำกิจอยู่ จะทำหน้าที่แบบพระอรหันต์ไม่ได้ จึงต้องมีแรงขับดันในการทำกิจกรรมต่างๆ ไปด้วย จะหยุดกิจหยุดกรรมทุกอย่างทุกคนเป็นไปไม่ได้ ดังนั้น ฆราวาสหรือผู้มีครัวเรือนบางคนจึงไม่ควรละกิเลสไปเสียหมด ควรเหลือไว้เพียงเล็กน้อยเท่าที่พอดี สมดุล ไม่ใช่ละจนหมด หรือไม่ละเอาเสียเลย ก็หาไม่ คือ ละกิเลสให้พอดีกับการดำรงชีวิตของตนนั่นเอง เมื่อใดที่พร้อมทำกิจแบบพระอรหันต์จึงค่อยละออกทั้งหมด

๕)   การหมุนเวียนพลังแฝง

คือการถ่ายเทพลังงานระหว่างร่างกายกับสิ่งแวดล้อมภายนอกเพื่อปรับสมดุลในร่างกาย โดยในที่นี้จะแตกต่างจากาการปรับสมดุลพลังแฝงประเภทธาตุเล็กน้อย เพราะการหมุนเวียนพลังแฝงในที่นี้ เป็นการหมุนเวียนเพื่อชำระพลังในสิ่งแวดล้อมให้บริสุทธิ์ กล่าวคือ เป็นการหมุนเวียนเพื่อดึงพลังดำที่ไม่บริสุทธิ์เข้าสู่ร่างกาย แล้วถ่ายเทพลังขาวบริสุทธิ์ที่เราชำระได้แล้วออกสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก หรือการทำตัวเป็น “ต้นโพธิ์” ที่คอยซักฟอกอากาศให้แก่มวลสัตว์นั่นเอง วิธีการนี้ เป็นวิธีโบราณของพระลามะธิเบต เรียกว่า “ทองเลน” แต่ทางศาสนธรรม ได้ผสมผสานเทคนิคและกระบวนการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ผู้ที่จะฝึกทำแบบนี้ได้ ต้องมีความกล้าหาญที่จะยอมให้ตนเองรับแต่พลังดำและเสียสละอย่างเต็มที่ที่จะอุทิศพลังบริสุทธิ์ออกสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก โดยไม่สนใจว่าจะให้ใคร ใครจะได้รับ เพราะเป็นการให้หมดทั้งมวลอย่างไม่มีจำกัด เพื่อให้บรรยากาศของจักรวาลมีพลังบริสุทธิ์เพิ่มมากขึ้น พลังดำพลังลบลดจำนวนลง และสังคมจะปรับตัวดีขึ้น เพราะพลังลบนั้นส่งผลกระทบต่อจิตใจและพฤติกรรมของคนให้เป็นคนที่แย่ลง การทำเช่นนี้ จึงทำให้สังคมดีขึ้น นี่คือ การหมุนเวียนพลังซึ่งจะทำให้เมื่อผู้ฝึกจิตสามารถละกิเลสได้มากแล้ว แต่ยังคงเหลือกิเลสไว้บางส่วน เพื่อใช้พลังดำเป็นเชื้อดึงพลังดำเข้ามาในร่างกาย แล้วใช้การฝึกจิต, ฝึกกรรมฐาน ชำระพลังดำเป็นขาว ก่อนแผ่ออกโดยรอบต่อไป เมื่อบุคคลฝึกร่างกายให้ชำนาญแล้วจะเกิดระบบอัตโนมัติขึ้น ระบบอัตโนมัตินี้ถูกสร้างขึ้นจากการฝึกจนชำนาญนั่นเอง แล้วระบบนี้จะเดินเครื่องเองโดยไม่ต้องกำหนดจิต เท่ากับเราได้กลายเป็น “ต้นโพธิ์” ต้นหนึ่ง แล้วอย่างสมบูรณ์ การหมุนเวียนพลังดำเข้าตัวในช่วงแรกทำให้ร่างกายได้รับความกระทบ อาจรู้สึกไม่ดี คล้ายจะป่วย หรือเจ็บปวดบางส่วนได้ แต่เมื่อมีความชำนาญแล้วอาการจะลดลง บางทีจะเหลือเพียงแค่เรอ, ผายลม, การถ่ายออกเป็นของเสียสีดำๆ เป็นต้น แล้วแต่ปริมาณพลังลบจะมากน้อยเท่าไร

การบริหารพลังงานแฝงประเภท อากาสธาตุ

ในพุทธศาสนาสอนการพิจารณาอากาสธาตุ คือ ความว่าง หรือช่องว่าง หรือความไม่มีอะไรเลย ความว่างนี้เป็นพื้นฐานของทุกสรรพสิ่งก่อนที่จะมีธาตุทั้งสี่มาประชุมกัน และมีความละเอียดมากกว่าทุกๆ ธาตุ มันจึงสามารถกำหนดและควบคุมธาตุอื่นๆ ได้ แต่โดยปกติวิสัยแล้ว อากาสธาตุ หรือ ความว่างนี้ ก็ว่างจริงๆ ไม่ได้มีหน้าที่ไปควบคุมธาตุอะไรเลย ธาตุที่ทำหน้าที่กำหนดควบคุมอย่างอื่นๆ ได้ จึงเป็นธาตุที่มีความละเอียดรองลงไปจากอากาสธาตุ ซึ่งก็คือ มโนธาตุ หรือจิต นั่นเอง จิตสามารถฝึกให้ควบคุมเปลี่ยนแปลงธาตุต่างๆ ได้ หากจิตมีความละเอียดใกล้เคียงอากาสธาตุมาก จิตนั้นก็มีความสามารถควบคุมมโนธาตุเหล่าอื่นๆ ได้มากอีกด้วย เช่น จิตของคนที่มีความว่างเบาไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรได้มากๆ ก็สามารถดลจิตดลใจคนที่ยึดมั่นมากๆ ได้ การบริหารอากาสธาตุ จึงเป็นการฝึกจิตให้เข้าสู่ภาวะว่างเบาสบายไม่มีอะไร หรือ ภาวะ “สุญตา” อยู่เนื่องๆ นั่นเอง เทคนิคการบริหารอากาสธาตุโดยการกำหนดที่จิต (การฝึกสุญตาจิต) มีดังต่อไปนี้

๑)   ฝึกจิตให้ปล่อยวางทีละอย่างจนสิ่งนั้นๆ ว่างดับไปเอง

ขั้นนี้เป็นขั้นแรก ยกตัวอย่างเช่น เวลาเราโกรธ ไม่จำเป็นต้องห้ามโกรธ ไม่จำเป็นต้องฝืนความรู้สึก แค่ตั้งสติระลึกรู้ว่าความโกรธได้เกิดขึ้นแล้ว ก็วางใจเบาๆ เป็นกลาง เฉยๆ สักแต่ว่ารู้อาการโกรธนั้น จนเห็นความโกรธ เกิดขึ้น, ตั้งอยู่ แล้วดับไปเอง ทำอย่างนี้บ่อยๆ ซ้ำๆ จนเกิดความชำนาญ โดยไม่ต้องทำอะไร ปล่อยมันไปตามธรรมชาติจนเห็นทุกอย่างที่เกิดดับไปเอง เมื่อชำนาญมากขึ้น สิ่งต่างๆ จะดับเร็ว เวลาโกรธก็หายเร็ว

๒)   ฝึกเห็นความดับ จนสรรพสิ่งดับไปหมด อย่างไร้ขอบเขต

เมื่อผ่านขั้นแรกแล้ว จิตมีความชำนาญในการทรงสภาวะ “เห็นความว่างดับ” ในทุกๆ สิ่ง เห็นอะไรไม่ยึด ไม่กระทำ ปล่อยให้ดับไป ก็จะคุ้นกับภาวะดับว่าง (สุญตา) จากนั้น ก็เรียนรู้สิ่งที่มี ใหม่ๆ เช่น ผู้ฝึกพลังใหม่ๆ ก็เข้าไปพิจารณาจนเห็นความดับว่างไป ก็จะเข้าใจ, ปัญญาเพิ่มขึ้น จากการเปิดหูเปิดตาเรียนรู้ทุกอย่างและเห็นทุกอย่างว่างดับไป

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น