ศาสนธรรม “พลังแฝงกลุ่มเทพพรหม” ภาค ๑ พลังแฝงฝ่ายเทพ

ศาสนธรรม “พลังแฝงกลุ่มเทพพรหม” ภาค ๑ พลังแฝงฝ่ายเทพ

ศาสนธรรม “พลังแฝงกลุ่มเทพพรหม” ภาค ๑ พลังแฝงฝ่ายเทพ

พลังแฝงที่เข้ามาแฝงในกายสังขารมนุษย์มีหลายชนิด ในบทความนี้จะมุ่งเน้นพลังแฝงประเภทเทพพรหม เป็นสำคัญ เพราะเป็นพลังด้านดี และช่วยขับดันให้มนุษย์ทำความดี พลังแฝงประเภทเทพพรหมนี้ มีทั้งที่เป็น “จิตวิญญาณ” คือ จัดได้ว่ามีชีวิตเป็นเทพหรือพรหมเต็มองค์, ประเภทที่มีแต่วิญญาณขันธ์หรือเป็นกายทิพย์ที่ถอดมาครอบขันธ์มนุษย์ไว้, ประเภทที่เป็นพลังเพียงบางส่วนไม่ใช่กายทิพย์ทั้งกายที่ส่งมาขับดันมนุษย์ให้ทำกิจต่างๆ เช่น พลังที่ส่งมาดลจิตดลใจคน เป็นต้น พลังแฝงกลุ่มเทพพรหมนี้มีความสำคัญ และมีความหลากหลายสูงมาก จึงอาจทำให้คนที่ได้รับพลังแฝงมีความสับสนในตัวเอง และต้องปรับตัวเองใหม่ เมื่อได้รับพลังแฝงเข้ามา บทความฉบับนี้ เสนอแนะแนวทางที่จะปรับตัวอยู่กับพลังแฝงที่ได้รับมาอย่างถูกวิธีและไม่เกิดปัญหา ดังต่อไปนี้

๑)   พลังแฝงกลุ่มเจ้าพ่อเจ้าแม่

เจ้าพ่อเจ้าแม่ส่วนใหญ่เป็นเทวดาชั้นที่หนึ่ง ยกเว้นบางองค์ที่เราเรียกกันติดปากว่าเจ้าพ่อเจ้าแม่ แต่ไม่ได้เป็นเจ้าพ่อเจ้าแม่ เป็นมากกว่านั้น เช่น เจ้าแม่กวนอิม เป็นต้น คำว่าเจ้าพ่อเจ้าแม่ในที่นี้ หมายถึง เจ้าพ่อเจ้าแม่ที่คนนิยมทรงเจ้ากัน เช่น เจ้าพ่อเสือ, เจ้าแม่ตะเคียนทอง เป็นต้น พลังแฝงในกลุ่มเจ้าพ่อเจ้าแม่นี้ ปกติ จะเป็นพลังแฝงกลุ่มแรกๆ ที่จะเข้ามาแฝงในร่างกายมนุษย์ โดยก่อนพลังแฝงเหล่านี้จะมาแฝงในกายสังขารมนุษย์ได้ มักมีเทวดาชั้นผู้นำนำทางมาเปิดไว้ก่อน เช่น ท้าวเวสสุวรรณ บางครั้ง จะเป็นพลังแรกที่เข้ามาแฝงในกายสังขารมนุษย์ก่อน แล้วจากนั้น เจ้าพ่อเจ้าแม่ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของท้าวเวสสุวรรณ ก็จะทำหน้าที่ต่อไป ซึ่งน้อยคนที่จะสัมผัสพลังแฝงของท้าวเวสสุวรรณได้ เนื่องจากเป็นช่วงแรกและเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ของการเปิดทางในตอนต้นเท่านั้น คนส่วนใหญ่รู้ตัวอีกทีว่ามีพลังแฝง ก็ต่อเมื่อได้เห็นอาการแสดงออกเป็นเจ้าพ่อเจ้าแม่เสียแล้ว กลุ่มเทวดาชั้นที่หนึ่ง มักเข้ามาเป็นพลังแฝงก่อนกลุ่มอื่น เนื่องจากกายสังขารของมนุษย์มีบุญบารมีและความบริสุทธิ์ใกล้เคียงพอรับพลังแฝงเหล่านี้ได้ ทำให้ไม่เกิดผลกระทบและความเข้ากันไม่ได้จนมากเกินไป เรียกว่าเป็นระยะทดลองและปรับตัวร่วมกันก่อน ปกติ พลังแฝงของท้าวเวสสุวรรณจะแรงกว่าเจ้าพ่อเจ้าแม่ เพราะเป็นเทวดาระดับผู้ปกครอง ทำให้ผู้ได้รับพลังแฝงรู้สึกตัวได้ทันทีว่ามีพลังบางอย่างแฝงเข้ามาในร่างกาย เช่น อาเจียน, เวียนศีรษะ, รู้สึกตัวโยกโครง, รู้สึกหัวพองใหญ่ ฯลฯ เมื่อพลังที่เด่นชัดแสดงอย่างนี้แล้ว เป็นการเตือนว่าผู้นั้นจะได้รับพลังแฝงและทำหน้าที่บางอย่างต่อไป คนเหล่านี้ก็มักสงสัยในตัวเอง แล้วเข้าหาผู้รู้ที่พออธิบายสิ่งเหล่านี้ได้ และมักถูกทักให้ไปทำพิธีรับขันธ์ อนึ่ง ขันธ์หรือวิญญาณขันธ์นั้น เราได้รับมาแล้ว เพราะอาการที่แสดงออกก็บ่งบอกแล้วว่าพลังวิญญาณขันธ์ได้แฝงเข้ามาก่อนแล้ว แต่การทำพิธีเป็นแค่ “พิธี” เท่านั้น คือ ทำให้เป็นที่ยอมรับกันทั้งสองฝ่ายทั้งครอบครัว ทั้งมนุษย์โลกและเทวดา ว่าต่อไปนี้ยอมรับพลังแฝงและพร้อมที่จะดำเนินชีวิตไปกับพลังแฝงเหล่านี้ ดังนั้น ในเมื่อกระบวนการรับขันธ์ เป็นแค่ “พิธี” การไม่รับขันธ์หรือเอาขันธ์ไปทิ้ง จึงเป็นแค่พิธีเช่นกัน ในความเป็นจริงอาจไม่ค่อยมีผลเท่าไรนัก พลังแฝงเหล่านี้มักมาแบบแรงๆ และมีความสุภาพอ่อนโยนและเรียบร้อยน้อยกว่าเทวดาชั้นสูง และมักแสดงความน่าเกรงขาม อิทธิฤทธิ์ และโชว์ต่างๆ มากมาย โดยมากมักเข้าข่าย ทรงเจ้า หาลูกศิษย์ลูกหา เอาลาภสักการะ พร้อมกับใช้อิทธิฤทธิ์ช่วยคนไปด้วยในตัว นับว่าเป็นการ “แลกเปลี่ยนกัน” มากกว่าการบำเพ็ญบารมี การบำเพ็ญบารมีจึงเกิดน้อย ในกลุ่มคนที่ทำโดยไม่เอาค่าครู ไม่เอาผลตอบแทน ไม่เอาลาภสักการะ จึงนับได้ว่าเป็นการบำเพ็ญบารมีได้บ้าง ซึ่งในกลุ่มนี้ ค่อนข้างมีน้อย เพราะหากเจ้าของร่างไม่ได้ลาภสักการะ อาจไม่ยอมทำงานให้กับพลังแฝง และดื้อรั้น จนไม่อาจทำกิจร่วมกันในกายสังขารเดียวกันได้ ดังนั้น การให้อามิสสินจ้าง จึงเป็นเรื่องง่ายที่ใช้แลกเปลี่ยนกับเจ้าของร่าง เมื่อเจ้าของร่างได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกับพลังแฝง ใช้พลังแฝงเป็น จนจิตเกิดความเบื่อหน่ายลาภสักการะ เงินทอง และความนิยมแล้ว ก็พร้อมที่จะบำเพ็ญขั้นสูงต่อไป เรียกได้ว่าการแฝงพลังในขั้นนี้เป็นการฝึก “อิทธิฤทธิ์อภิญญา” เพื่อพร้อมบำเพ็ญขั้นต่อไปเท่านั้นเอง

๒)   พลังแฝงกลุ่มกษัตริย์โบราณ

สำหรับท่านที่มีบุญกรรมร่วมกับกษัตริย์โบราณ สามารถรับพลังแฝงจากกษัตริย์โบราณได้ เช่น ผู้ที่เคยเป็นคู่แค้นกับกษัตริย์โบราณ เคยถูกกษัตริย์โบราณฆ่าตาย แค้นกษัตริย์ผู้นั้น กษัตริย์ผู้นั้นอาจส่งพลังแฝงให้เพื่อชดใช้กรรมกัน ยกตัวอย่างเช่น เจ้าชาย และเจ้าเชษฐ์ ฆ่ากันตายมาก่อน พอทั้งคู่มาเกิดใหม่ บางครั้ง เจ้าชายจะได้รับพลังบางส่วนที่ตกค้างอยู่บนโลกของเจ้าเชษฐ์ และเจ้าเชษฐ์จะได้รับพลังที่ตกค้างบางส่วนของเจ้าชาย ทำให้เจ้าเชษฐ์และเจ้าชายในชาติปัจจุบันสลับตัวกัน เหมือนเปลี่ยนตัวกัน เป็นการชดใช้กรรมกันนั่นเอง ให้เจ้าเชษฐ์ลองมาเป็นเจ้าชาย และเจ้าชายลองมาเป็นเจ้าเชษฐ์แล้วให้รอยกรรมดำเนินไปอีกครั้ง ซึ่งชาติปัจจุบันถ้าทั้งคู่พบกันอาจก่อกรรมซ้ำรอยเดิม หรืออาจเปลี่ยนแปลงตนเองทำดีต่อกันก็ได้ ปกติแล้ว ดวงจิตใดๆ จะต้องรับพลังของเจ้ากรรมนายเวรก่อน เมื่อชำระกรรมต่อเจ้ากรรมนายเวรแล้ว จึงรับพลังที่เป็นของตนเองเพื่อบำเพ็ญบุญบารมีตามรอยกรรมเก่าของตนเอง ดังนั้น ช่วงแรก จึงมีคนจำนวนมากมาย ได้รับพลังของกษัตริย์โบราณได้ และหลงคิดไปว่าตนเองเป็นกษัตริย์โบราณคนนั้น เมื่อถึงวาระชำระกรรมหมด พลังแฝงก็จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นอนิจจัง ตัวจริง จิตเดิมแท้ก็จะปรากฏ โดยพลังใครก็เป็นพลังของผู้นั้น เช่น เจ้าชายมาเกิดใหม่ เมื่อชำระกรรมให้เจ้ากรรมนายเวรเสร็จแล้ว เจ้าชายจะได้รับพลังเจ้าชายของตนในอดีต แล้วบำเพ็ญไปเรื่อยๆ อาจได้ดีขึ้นไปกว่าเดิมก็ได้ เมื่อดีกว่าเดิมแล้วก็ละความเป็นเจ้าชายทิ้งเสีย รับพลังแฝงที่มีบารมีสูงขึ้นไปอีกได้ อนึ่ง พลังแฝงแบบกษัตริย์นี้จะติดมาพร้อมกรรม ทำให้บุคคลมีเวรกรรมมีวิถีชีวิตเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมคล้ายกับพลังแฝงที่ได้รับมาได้ พลังกษัตริย์โบราณแต่ละองค์มีบุญบารมี มีบริวารไม่เท่ากัน และยังมีรอยกรรมไม่เหมือนกันด้วย การประมาทหลงดีใจว่าตนเองได้รับพลังของกษัตริย์จึงเป็นความโง่งมอย่างยิ่ง การได้รับพลังแฝงนี้ คือ กระบวนการชำระกรรมอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง ไม่ใช่เรื่องน่ายึดมั่นถือมั่นเลย อนึ่ง พลังแฝงกลุ่มกษัตริย์นี้ มีพลังขับดันให้ผู้ที่ได้รับทำสิ่งต่างๆ แตกต่างกัน เช่น พลังแฝงบางองค์นิยมไปรบ, บางองค์นิยมสร้างอาณาจักร, บางองค์นิยมสร้างมิตรภาพ ฯลฯ  

๓)   พลังแฝงกลุ่มพระอรหันตสาวก

พลังแฝงกลุ่มพระอรหันต์สาวก หรือพระอริยสงฆ์ นี้ เราเรียกกันง่ายๆ ว่าพลังหลวงปู่หลวงพ่อองค์ต่างๆ ที่เรานิยมทั้งหลาย เช่น หลวงปู่ทวด, หลวงพ่อโต เป็นต้น พลังแฝงเหล่านี้ มักอยู่กับพระ หรือคนที่พอสามารถบำเพ็ญบารมีแบบพระได้ อนึ่ง พระอริยสงฆ์แต่ละรูปบำเพ็ญและปฏิบัติธรรมในแนวทางที่แตกต่างกัน จำแนกได้ดังต่อไปนี้

.๑) กลุ่มพระป่า (ธุดงค์)

พระป่า หรือพระธุดงค์ที่ไม่อยู่ประจำที่ หรือถ้ามีวัดประจำก็เป็นวัดป่า ปฏิบัติแนวธุดงควัตรเป็นสำคัญ เคร่งครัดศีลมาก และถือศีลธุดงควัตรเพิ่มเติมจากศีลปกติ ในพระกลุ่มที่ธุดงค์ตลอดชีพจะไม่มีกุฏิของตน ไม่มีวัดที่แน่นอน เร่ร่อนโปรดสัตว์ไปเรื่อย นับตั้งแต่ท่านมหากัสสปะ เรื่อยมา จนถึงหลวงปู่เทพโลกอุดรที่ค่อนข้างเป็นตำนานเล่าขานกันมายาวนาน และปัจจุบันได้แก่ พระสงฆ์สายหลวงปู่มั่น เหล่านี้ หากแฝงพลังเข้ามาในบุคคลใดแล้ว มักทำให้ต้องเร่ร่อนจรไปไม่ประจำที่ เหมือนการธุดงค์อย่างนั้น

.๒) กลุ่มพระบ้าน

พระบ้าน หรือพระสงฆ์ที่อยู่วัดประจำหมู่บ้าน ปฏิบัติแนวเถรวาทเป็นสำคัญ คือ สวดมนต์ทุกเช้าเย็น และออกงาน ออกกิจนิมนต์ต่างๆ พระสงฆ์กลุ่มนี้จะเน้น “เวทย์มนต์คาถา” ปลุกเสกทำเครื่องรางของขลังต่างๆ ซึ่งเป็นวิสัยเก่าที่สะสมมาหลายชาติก่อนมาบวช ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าท่านไม่ให้ทำ แต่หากมีพลังแฝงของพระสงฆ์เหล่านี้เข้ามาในบุคคลใด ก็จะทำให้บุคคลนั้น เข้าสู่การฝึกเวทย์มนต์คาถา และนิยมเรื่องการปลุกเสกทำเครื่องรางของขลังต่างๆ เป็นที่อาศัยของชาวบ้านในหมู่บ้าน แทนที่หมอผีอย่างนั้น กลุ่มพระบ้านนี้ บางท่านเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้าน เช่น พระสงฆ์ในบ้านบางระจัน

.๓) กลุ่มพระเมือง

พระเมือง หรือพระสงฆ์ที่อยู่วัดที่มีความเจริญมาก เช่น พระสงฆ์ที่เรียนปริยัติธรรม เป็นต้น กลุ่มนี้ มักมีเรื่องการเรียนเปรียญธรรม ฯลฯ มีกิจแตกต่างไปจากวัดบ้าน พระสงฆ์ในเมืองบางรูปมียศถาบรรดาศักดิ์ใหญ่ เป็นพระนักปกครอง และรู้เรื่องการปกครอง อำนาจ ในส่วนสงฆ์มาก จึงมุ่งเน้นไปทางการปกครองมากกว่าอย่างอื่น ในพระสงฆ์บางรูปเน้นสอนผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง เช่น หลวงพ่อโต พรหมรังสี อาจารย์ของ ร.๕ เป็นต้น บุคคลที่ไดรับพลังแฝงในลักษณะนี้ มักต้องมีวงจรชีวิตเกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจ ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง หรือต้องเกี่ยวข้องกับการได้รับอำนาจและการปกครอง เป็นต้น

.๔) กลุ่มพระจีน (มหายาน)

พระจีน หรือพระมหายาน เป็นพระที่เน้นการบำเพ็ญบารมี เน้นการโปรดสัตว์ เน้นการช่วยเพื่อนมนุษย์มากกว่าการเอาตัวเองหลุดพ้นแต่เพียงผู้เดียว ยกตัวอย่างเช่น พระสงฆ์สายท่านเจ้าคุณโพธิ์แจ้ง นอกจากนี้ยังมีพระสงฆ์นิกายเถรวาทบางส่วนที่นิยมบำเพ็ญบารมีด้วย เช่น สายครูบาศรีวิชัยก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้ หากบุคคลใดได้รับพลังแฝงจากท่านเหล่านี้ ก็มักจะมีพฤติกรรมที่มุ่งเน้นไปทางการสร้างบารมี เช่น การสร้างวัด ฯลฯ อนึ่ง ในสายมหายาน การโปรดสัตว์บำเพ็ญบารมีมีหลายวิธีด้วยกัน เช่น การโปรดดวงวิญญาณไร้ญาติ, การล้างป่าช้า, งานเทกระจาด (เลี้ยงผี) ฯลฯ เหล่านี้รวมเป็นสายบำเพ็ญทั้งสิ้น

๔)   พลังแฝงกลุ่มพระโพธิสัตว์

พระโพธิสัตว์นี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นพระสงฆ์ห่มเหลือง ฆราวาสปกติก็สามารถได้รับพลังและบำเพ็ญบารมีแบบโพธิสัตว์ได้ ปกติ ในประเทศอื่นๆ นอกประเทศไทย พระโพธิสัตว์มักปรากฏกายนอกผ้าเหลือง แต่ในประเทศไทย หากปรากฏกายนอกผ้าเหลืองมักเป็นกษัตริย์ ในผ้าเหลืองก็มี แต่จะเป็นพระสงฆ์ที่ค่อนข้างได้รับความนับถือมากมาย อนึ่ง ในจำนวนพลังแฝงที่เป็นโพธิสัตว์นั้นมีมากมายนับไม่ถ้วน ขอยกตัวอย่างดังต่อไปนี้

.๑) องค์อวโลกิเตศวร

บุคคลที่ได้รับพลังแฝงแบบนี้ มักมีรอยกรรมรอยเกวียนเหมือนพระกวนอิม คือ มักถูกใช้ให้ทำงานพร้อมกับถูกด่าไปด้วย ทำให้ต้องอดทนอย่างมาก และมักได้ใกล้ชิดผู้มีอำนาจ มีพลังดึงดูดทางเพศ และมักเป็นที่นิยมของเด็กชายหญิง มีเงินทองไหลมาเทมาเมื่อถึงจุดหนึ่ง และต้องนำเงินเหล่านั้นไปช่วยเหลือพระพุทธศาสนา จวบจนการออกบวชและได้วิชชาความสามารถจนถึงกระทั่งปราบเหล่ามารและอสูรได้มากมายในท้ายที่สุด

.๒) องค์มหาสถามปราบต์

บุคคลที่ได้รับพลังแฝงแบบนี้ มักมีรอยกรรมรอยเกวียนคล้ายพระจี้กง คือ เป็นพระที่ไม่ยึดมั่นอะไร ท่องเที่ยวไปทั่ว มีทั้งอภิญญาและปัญญาคู่กันครบสมบูรณ์ และมักช่วยเหลือผู้คนชาวบ้านให้พ้นภัยพิบัติ มักใกล้ชิดชาวบ้านมากกว่าพระอวโลกิเตศวร (ที่มักใกล้ชิดผู้มีอำนาจใหญ่โต) มักเจ้าบทเจ้ากลอนสอนคนโง่ให้เข้าใจได้ง่ายๆ แต่ไม่ได้ยกตนขึ้นเป็นเจ้าลัทธินิกายใดๆ และเมื่อถึงจุดหนึ่งก็จะต้องปราบมารและอสูรมากมายด้วย

.๓) องค์กษิติครรภ์

บุคคลที่ได้รับพลังแฝงแบบนี้ มักมีรอยกรรมรอยเกวียนคล้ายพระถังซัมจั๋ง คือ เป็นพระที่ต้องบุกป่าฝ่าดงหรือข้ามน้ำข้ามทะเลไปไกลแสนไกล ทำกิจที่ไม่มีใครกล้าทำได้ เช่น อัญเชิญพระไตรปิฎกมาจากประเทศอินเดียเข้าสู่ประเทศจีน เป็นต้น ผู้ที่ได้รับพลังแฝงแบบนี้มักจะได้สาวกที่ติดตามด้วย สามคน คือ สาวกซ้ายที่เก่งฤทธิ์แต่มักทำเรื่องพลาด, สาวกขวาที่เก่งปัญญาแต่มักคิดช้าเกินไป, สาวกผู้เป็นอุปัฏฐาก ซึ่งเมื่อถึงจุดนี้จะต้องบำเพ็ญเพื่อบริหารทีมงาน ต้องสามัคคีทำงานร่วมกัน เพื่อฝึกความเป็นพระพุทธเจ้า

.๔) องค์ศรีอาริยเมตตรัย

บุคคลที่ได้รับพลังแฝงแบบนี้ มักมีรอยกรรมรอยเกวียนคล้ายพระสังกัจจายน์ คือ การสร้างแนวทางลัทธิหรือนิกายใหม่ๆ หรือแม้ไม่ได้ขึ้นเป็นลัทธินิกาย ก็จะมีแนวทางเฉพาะของตนเอง ซึ่งมีเอกลักษณ์คือ การสื่อสารกับจิตวิญญาณเบื้องบน เพื่อทำกิจสอดคล้องกับเบื้องบน ดังนั้น ผู้ได้รับพลังแฝงแบบนี้ จึงมักต้องเกี่ยวข้องกับการทรงเจ้าเข้าผี และศาลเจ้าต่างๆ มากมาย นอกจากนี้ ยังได้สาวก ๔ คน ที่สมดุลกัน ดุจท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่อีกด้วย ทั้ง ๔ คนนี้ จะต้องทำงานอย่างสามัคคีกัน การบำเพ็ญจึงจะสำเร็จด้วยดี อนึ่ง พระศรีอาริยเมตตรัย จะมีเพื่อนที่โง่สักหน่อย ในขณะที่พระมัญชุศรีจะมีเพื่อนที่ฉลาด

.๕) องค์มัญชุศรี

บุคคลที่ได้รับพลังแฝงแบบนี้ มักมีรอยกรรมรอยเกวียนคล้ายพระมหากัสสปะ คือ เป็นผู้มีปัญญามาก, มีธรรมมาก และมักสันโดษวิเวก ไม่ชอบสุงสิงกับใคร พูดอะไรจริงจังขึงขังไม่พูดเล่น ไม่นิยมพูดไร้สาระ พูดแต่เรื่องใช้ปัญญามากๆ ในท้ายที่สุดของการบำเพ็ญมักได้เป็นสังฆราชองค์แรก หรือปฐมกษัตริย์ หรือผู้ริเริ่มนิกายใหม่เป็นคนแรก เป็นต้น พลังขององค์มัญชุศรีทำให้มีเพื่อนที่มีปัญญามาก แต่จะไม่ค่อยได้พบกับใครมาก คนที่โง่และบุญน้อยก็จะไม่ค่อยได้เจอ มีความเป็นอยู่ใกล้เคียงกับพระปัจเจกพุทธเจ้าฉะนั้น

.๖) องค์สมันตภัทร

บุคคลที่ได้รับพลังแฝงแบบนี้ มักมีรอยกรรมรอยเกวียนคล้ายพระอานนท์ คือ รับผิดชอบงานหนักมากมาย และมีจริยาวัตรงดงามเป็นที่น่าเคารพศรัทธา แต่ต้องตกอยู่ใต้วงล้อมของเหล่ามารจำนวนมากมาย พร้อมด้วยเหล่าพุทธบริษัทจำนวนมาก (ตรงข้ามกับพระมัญชุศรี) คล้ายพระถังซัมจั๋งในเรื่องการตกอยู่ใต้วงล้อมคนไม่ดี แต่ต่างกันตรงที่ประเภทของคนไม่ดี จะเป็นมารเสียส่วนใหญ่ (พระถังซัมจั๋งพบอสูรและคนเลว เช่น สัตว์นรก เป็นส่วนใหญ่) พลังแฝงนี้จะทำให้ทำงานหนักได้มากมาย เป็นงานที่ต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมด แตกต่างจากองค์อื่นๆ ที่ทำงานเบาๆ ไม่ค่อยได้ใช้แรงงานมากนัก

๕)   พลังแฝงกลุ่มพระยูไล

พลังแฝงกลุ่มยูไลนี้ พบได้น้อย แต่ก็มีพบได้เหมือนกัน กล่าวคือ พระยูไลสามารถถ่ายพลังแฝงให้เป็นรูปกายทิพย์ครอบขันธ์คนไว้ได้เหมือนเทพพรหมอื่นๆ แต่บุคคลที่จะรับได้ต้องมีบุญบารมีมากพอควร พลังแฝงนี้ทำให้สามารถขึ้นเป็นเจ้าจักรพรรดิก็ได้, เป็นเจ้าลัทธิก็ได้, เป็นศาสดาใหม่ก็ได้ ฯลฯ และสามารถทำหน้าทีได้เหมือนพระพุทธเจ้าทีเดียว พลังแฝงของพระยูไลมีหลายองค์แตกต่างกันไป สามารถจำแนกได้ดังนี้

.๑) ยูไลตะวันตก

คือ ยูไลอมิตาภะ เป็นพลังยูไลแรกที่บุคลมักสัมผัสได้ เพราะท่านโปรดเหล่าโพธิสัตว์มากมาย ด้วยวิธีลัดสั้นเป็นเบื้องต้นก่อน เมื่อเหล่าโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีผ่านแล้ว จึงได้ไปพบพระยูไลฝ่ายตะวันออกต่อไป พลังแฝงของท่าน จะเต็มไปด้วยอภิญญาและปัญญา แต่มุ่งเน้นการปราบมารเป็นส่วนใหญ่ และส่งผลให้ผู้ได้รับ ได้สาวกที่มีความสามารถมากมาคู่กาย ช่วยทำกิจต่างๆ ได้อย่างดี คือ เหล่าโพธิสัตว์ต่างๆ จะมาเป็นบริวารนั่นเอง

.๒) ยูไลตะวันออก

คือ ยูไลไภษัชยคุรุพุทธเจ้า เป็นพลังยูไลลำดับถัดมาจากพระยูไลตะวันตก มีเอกลักษณ์พิเศษคือพลังรักษาโรค อนึ่ง พระยูไลตะวันออกนี้ จะมีด้วยกันหลายองค์เหมือนพระยูไลตะวันตก แต่องค์ที่ทำหน้าที่สำคัญมากๆ ช่วยให้จักรวาลสมดุลจะทั้งหมด ๗ องค์ แต่ละองค์มีปณิธานคล้ายกันแต่แตกต่างกันบ้างเล็กน้อย พลังแฝงของท่านเต็มไปด้วยปัญญาและอภิญญาแต่จะเน้นปัญญามากกว่า โดยเฉพาะปัญญาระดับผู้ปกครอง นอกจากนี้ พระยุไลตะวันออกยังต่างจากยูไลตะวันตก คือ ท่านจะสั่งงานเหล่ามารอสูรอย่างลับๆ เพื่อให้ทำกิจภาคทำลายล้าง ในขณะที่ยูไลตะวันตกจะทำหน้าที่ปราบเหล่ามารและอสูร

.๓) ยูไลศากยมุนี

คือ พระยูไลที่ลงมาทำหน้าที่ตรัสรู้และนำพาสรรพสัตว์สู่พระนิพพานเมื่อละสังขารลงบนโลกมนุษย์ แตกต่างจากพระยูไลทั้งสองฝั่งข้างต้น ที่จะนำพามวลสัตว์สู่นิพพานก็ต่อเมื่อสรรพสัตว์ช่วยเหลือเหล่าสัตว์อื่นๆ จนมากพอควรแล้ว เมื่อละกายสังขารจากโลกก็ยังคงช่วยเหลือมวลสัตว์ต่อไปจนกระทั่งดับขันธ์บนสวรรค์ชั้นสุขาวดีนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ พลังแฝงของยูไลศากยมุนี จึงมีความพิเศษแตกต่างจากพระยูไลทั้งสองฝั่งข้างต้น และมีธรรมที่ตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้าสมณโคดมมากที่สุด อนึ่ง พระนามของพระยูไลศากยมุนี นี้ก็คือ อีกชื่อหนึ่งของพระพุทธเจ้าสมณโคดม แต่ที่เรียกอย่างนี้ เพราะเรียกในฐานะปกครองเหล่าพระโพธิสัตว์นั่นเอง อนึ่ง ผู้ที่ได้รับพลังแฝงนี้อาจหลงตัวเองคิดว่าตนเองเป็นพระพุทธเจ้าได้ ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะพลังแฝงนี้ส่งผลให้คิดได้เช่นนั้นจริงๆ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น