สภาวะจิต สภาวธรรม ที่ไม่สมดุลกันทำให้การน้อมรับธรรมมีปัญหา

สภาวะจิต สภาวธรรม ที่ไม่สมดุลกันทำให้การน้อมรับธรรมมีปัญหา

สภาวะจิต สภาวธรรม ที่ไม่สมดุลกันทำให้การน้อมรับธรรมมีปัญหา

สภาวะจิต คือ ภาวะของจิต ส่วน สภาวธรรม คือ สภาพของธรรมชาติหนึ่งๆ หากสภาวธรรมไม่สมกับสภาวะจิต ขณะน้อมรับธรรม (โอปะนะยิโก) จะทำให้เกิดปัญหา เช่น

๑)    สภาวะจิตต่ำ น้อมรับ สภาวธรรมที่สูงเกินไป ส่งผลให้จิตตก ห่อเหี่ยว และฆ่าตัวตายได้ เช่น พระสงฆ์สาวกจำนวนมากที่ได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า เรื่องอสุภกรรมฐาน แล้วพากันไปฆ่าตัวตาย อุปมาเป็นคนไข้ที่จิตใจอ่อนแอ พอหมอบอกว่าต้องตายภายในวันนี้ จิตก็ตกและสามารถตายได้ง่ายๆ ฉะนั้น ดังนั้น แม้เป็นความจริง เป็นสัจธรรม แต่กล่าวไปก็มีแต่โทษไม่มีประโยชน์ ควรละเว้นเสีย ภาวะแบบนี้เกิดได้หลายกรณี เช่น ฟังธรรมขั้นสูงเกินไปขณะปฏิบัติจิตได้น้อย, การอ่านธรรมะระดับสูงคนเดียว ขณะจิตไม่พร้อม หรือบำเพ็ญบารมีมาน้อยไป

๒)    สภาวะจิตสูง แต่ไม่น้อมรับ สภาวธรรมที่สูงกว่า ส่งผลให้เกิดความไม่เข้าใจกัน ทะเลาะถกเถียง และกลายเป็นการก่อกรรมทางวาจาต่อกันได้ เช่น พระปัจเจกพุทธเจ้าเทศนาข้อธรรมที่สูงมากๆ ให้กับพระราชาที่ไม่เปิดใจรับ แม้ว่าจิตของเขามีสภาวะที่สูงพอที่จะรับ แต่หากขาดศรัทธาในตัวผู้นำเสนอธรรมะ ก็อาจเกิดการปิดกั้น ปิดใจ ไม่เปิดใจรับฟัง และกลายเป็นการก่อกรรมต่อกันได้ ดังนั้น แม้พระปัจเจกพุทธเจ้ามีธรรมมากแต่ก็ไม่ได้รับการยอมรับได้ ฉะนั้น พระโพธิสัตว์ หากปรารถนาจะเทศนาข้อธรรมที่สูงมากๆ ต้องบำเพ็ญบารมีให้มากพอ (ซึ่งหากมีตาทิพย์ต้องตรวจเช็คทั้งกายทิพย์ว่าได้ถึงยูไลหรือไม่ และได้รัศมีเจ็ดสีพร้อมอาสน์บัวสามชั้นหรือยัง) หากยังบำเพ็ญบารมีไม่พอ ไม่ว่าคนหรือเทวดาก็ไม่ฟัง

๓)    สภาวะจิตสูง น้อมรับ สภาวธรรมที่ต่ำเกินไป ส่งผลให้ไม่เกิดความก้าวหน้า ไม่มีพัฒนาการด้านปัญญา ทั้งๆ ที่จิตมีสภาวะสูงมากพอรับธรรมระดับสูงมากๆ ได้แล้ว แต่อาจไม่มีบุญ ไม่มีโอกาสที่จะได้รับฟังธรรมขั้นสูง แม้เปิดใจน้อมรับธรรมมากเท่าไร ธรรมก็ไม่พัฒนาสูงขึ้น เป็นเพียงธรรมะพื้นๆ เท่านั้นเอง ยกตัวอย่าง เช่น พระโพธิสัตว์ไปฟังธรรม ปฏิบัติธรรม กับพระอรหันตสาวก นานมากแล้ว แต่ปัญญาก็ยังเท่าเดิม ในกรณีนี้ สมควรแก้ไขด้วยการออกเดินทางแสวงหาครูบาอาจารย์ท่านอื่นๆ เปิดโลกทัศน์ตนเองให้กว้าง จนกว่าจะได้พบธรรมอันสูงขึ้นไป

๔)   สภาวะจิตต่ำ แต่ไม่น้อมรับ สภาวธรรมที่ต่ำพอกัน ส่งผลให้ไม่อาจทลายสักกายทิฐิของผู้ฟังได้ และไม่อาจบรรลุได้แม้โสดาบัน ที่เป็นเช่นนี้อาจด้วยหลายสาเหตุด้วยกัน เช่น เป็นผู้มีอัตตาสูง หรือ ผู้เทศนาดูไม่น่าศรัทธา ทำให้ศรัทธาอ่อน ไม่ยอมเปิดใจรับฟัง หรือผู้เทศนาไม่มีบุญกรรมสัมพันธ์กับผู้ฟัง ก็มีเหตุด้านบุญกรรมปิดกั้นไว้ หรือแม้มีบุญกรรมสัมพันธ์ให้มาเกื้อหนุนธรรมกัน แต่อาจเพราะผู้เทศนา ยังบำเพ็ญบารมีไม่มากพอ จึงไม่สามารถทำให้ผู้ฟังเปิดรับได้ หรืออาจด้วยผู้ฟัง ยังมีกรรมบังตาอยู่ ทำให้ไม่อาจเปิดใจยอมรับสัจธรรมนั้นได้

ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป เมื่อปรับสภาวะจิต และสภาวธรรม ให้สอดคล้องเหมาะสมกัน กล่าวคือ สภาวะจิตและสภาวธรรม ควรอยู่ระดับใกล้เคียงกัน ถ้าต่ำก็ควรต่ำทั้งคู่ ถ้าสูงก็ควรสูงทั้งคู่ ดังนี้ การได้ฟังธรรมจากพระโอษฐ์ จากปากของผู้มีธรรม ผู้มีธรรมจะทราบด้วยวาระจิตขั้นสูงว่า ควรเทศนาระดับใด อย่างนี้ ผู้ฟังพึงได้รับประโยชน์สูงสุด แต่การศึกษาเองด้วยการอ่านตำรา ที่ผู้มีธรรมได้รจนาไว้ หรือผู้อื่นได้บันทึกคำสอนไว้นั้น ทำให้เกิดความหลากหลายทางความคิดเห็น เกิดทิฐิต่างๆ ขึ้นตามภาวะที่แตกต่างกันนั้นๆ เช่น ถ้าผู้อ่านสภาวะจิตต่ำไปอ่านธรรมระดับสูง ก็อาจเกิดการปรามาสกันได้ เช่น ธรรมของท่านพุทธทาส, ธรรมของพระอาจารย์ เกษม อาจิณสีโล ฯลฯ เป็นต้น หรือถ้า ผู้อ่านมีสภาวะจิตสูง ไปอ่านธรรมระดับต่ำ อย่างนี้ก็อาจประเมินผู้แสดงธรรมต่ำกว่าจริงได้ เพราะบางครั้ง ผู้แสดงธรรมอาจแสดงธรรมหรือสื่อสารให้เท่ากับผู้ฟัง จึงแสดงธรรมเพียงเท่านั้น แต่ผู้อ่านไปอ่านพบเข้าจึงคิดว่าผู้แสดงธรรมมีธรรมน้อย เช่น ธรรมของหลวงพ่อคูณ ซึ่งปกติจะมีแต่ลูกศิษย์ที่นิยมเครื่องรางของขลัง มากกว่าฟังธรรม

การแก้ไขกรณีสภาวะจิตและสภาวธรรมต่างกัน

๑)   ปรับสภาวธรรมให้ต่ำลงตามจิต

ผู้เทศนา อาจปรับหัวข้อธรรม หรือหัวข้อสนทนาให้ง่ายลง เป็นธรรมะระดับพื้นๆ มากขึ้น ให้กับผู้ฟังที่ระดับจิตไม่สูงพอ โดยสภาวธรรม ควรสูงกว่าสภาวะจิตเพียงเล็กน้อย เพื่อล่อให้จิตเปิดกว้างมากขึ้นละทิ้งความยึดมั่นถือมั่นในอวิชชาที่มีอยู่ได้มากขึ้น หากจิตกับธรรมเท่ากันแล้ว จิตก็ไม่มีพัฒนาการที่สูงขึ้น เท่ากับฟังเรื่องเดิมๆ ปัญญาจะไม่พัฒนา

๒)   ปรับสภาวะจิตให้สูงขึ้นตามธรรม

ผู้ฟังธรรม เมื่อรู้ตัวว่าไม่เข้าใจข้อธรรมที่ลึกซึ้งเกินไป หรือพิสดารเกินไป เหนือความคาดหมายเกินไป ขัดแย้งกับความคิดเห็นส่วนตนมากเกินไป ขัดแย้งกับตำราที่ตนเองเคยยึดถือมากเกินไป ควรหาทางแก้ด้วยการ สอบถามข้อมูลจากผู้เทศนา หากไม่อาจตัดสินใจหยั่งลงได้ชัดในธรรมนั้น ควรหยุดการเจรจาที่อาจก่อให้เกิดกรรม การทะเลาะและปรามาสกัน แล้วกลับไปปฏิบัติจิตให้สูงขึ้น เมื่อสภาวะจิตสูงขึ้นเทียบเท่าสภาวธรรมนั้นแล้ว ก็จะสามารถเข้าใจ, เข้าถึง ธรรมที่ได้รับฟังโดยพิสดารและยากแก่การเชื่อนั้นๆ

ผู้เทศนาธรรมบางท่านที่มีปัญญา จะทำการปรับธรรมตามผู้ฟังทั้งการปรับให้สูงขึ้นและต่ำลง เมื่อปรับให้ต่ำลงเพื่อฉุดช่วยผู้ฟังที่ปฏิบัติจิตได้ไม่สูงนัก และลดการกระทบกระทั่งการก่อกรรมกันได้ ส่วนเมื่อปรับธรรมให้สูงขึ้นเพื่อกระตุ้นจูงใจให้ผู้ฟัง เร่งปฏิบัติจิต ให้สูงขึ้น เพื่อพิสูจน์ธรรมที่ตนได้แสดงไว้โดยพิสดารนั้นเอง นั่นคือ การไม่ยึดมั่นถือมั่นในธรรมของผู้เทศนา หากผู้เทศนายึดมั่นถือมั่นในธรรมของตนแล้ว คงจะไม่ปรับสภาวธรรมให้ยืดหยุ่น สูงขึ้นหรือต่ำลงเป็นแน่แท้ ส่วนผู้ฟังธรรม หากยึดมั่นในอัตตาของตนมากก็จะไม่ยอมปรับสภาวะจิตของตนเลย ก็คงช่วยไม่ได้ เพราะสภาวะจิตและสภาวธรรมนั้น ต้องปรับตามกัน คู่ขนานกัน จะปรับเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างเดียว เห็นจะไม่ได้ผล

ผลข้างเคียงที่มักเกิดขึ้นในผู้มีสภาวะจิตกับสภาวธรรมไม่สมดุลกันหลังรับธรรม

สำหรับผู้มีสภาวะจิตกับสภาวธรรมไม่สมดุลกัน อาจใช้วิธีการดับทุกข์ชั่วคราวก่อน ก่อนที่จะมีความพร้อมพอที่จะดับทุกข์ถาวร เราเรียกว่า ฝึกสมถะกรรมฐานไปก่อน เมื่อพละห้าเจริญดีแล้ว และพร้อมที่จะรับความเป็นจริงได้ ก็เข้าสู่วิปัสสนากรรมฐาน เพื่อยอมรับความเป็นจริงที่ยากแก่การรับ หากจิตมีความพร้อมน้อมรับธรรมตามจริงได้ ก็จะเห็นธรรมตามจริงไม่มีผิดเพี้ยน และหลุดพ้นทุกข์อย่างถาวรในที่สุด อนึ่ง ตัวอย่างวิธีการที่ผู้มีสภาวะจิตไม่สมดุลกับสภาวธรรมมักใช้ดับทุกข์ชั่วคราวและเกิดผลข้างเคียง มีดังต่อไปนี้

๑)   ใช้ “สมาธิ” เพื่อสะกดจิตตนเอง

การตอกย้ำตนเองในด้านดี หรือคำพูดที่ดีต่างๆ เป็นการสะกดจิตตนเอง ในทางพุทธศาสนาก็มีวิธีการเหล่านี้ เช่น การทำสมถะกรรมฐานต่างๆ (ส่วนวิปัสสนาไม่ใช่การดับทุกข์ชั่วคราว) อาทิเช่น การใช้คำว่า “พุธ โธ” อยู่กับลมหายใจตลอดเวลา เป็นการสะกดจิตตนเองให้อยู่กับคำนั้นๆ แล้วความทุกข์ก็จะคลายหายไปได้ชั่วคราว การสะกดจิตตนเองในทางจิตวิทยามีหลากหลายแบบ มีนักคิดนักเขียนมากมายได้เสนอวิธีการสะกดจิตให้ตนเองมีความสุขเหล่านี้ไว้ เช่น การตอกย้ำตนเองทุกวันในทางบวก เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ ยังไม่อาจทำให้หลุดพ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง ตราบเท่าที่ยังไม่เห็นสัจธรรมจนเกิดการละคลาย การน้อมรับความจริง เห็นธรรมตามจริงได้ ก็จะดับทุกข์ได้เพียงชั่วคราว การสะกดจิตตนเองนี้ หากสะกดด้วยคำบริกรรมที่ดี ที่ไม่ใช่พลังด้านลบ ก็จะไม่มีปัญหา แต่หากเป็นการสะกดจิตด้วยพลังด้านลบ หรือคำที่เข้าข่ายมิจฉาทิฐิ ก็จะทำให้จิตดำมืดขึ้น และอาจก่อให้เกิดจิตมารในที่สุดได้ ดังนั้น การเลือกคำสะกดจิตจึงมีความสำคัญ บางท่าน เลือกผิด เช่น อกหัก จึงไปพูดย้ำกับตนเองว่า “จะไม่รักใครอีกแล้ว” แบบนี้ เป็นมิจฉาทิฐิ และก่อให้เกิดความเห็นแก่ตัว มนุษย์ยังเป็นสัตว์สังคมที่พึ่งพาอาศัยกัน ดังนั้น การรักและเมตตาต่อกันจึงเป็นสิ่งที่พึงมี หากอกหักทำให้ไม่รักใครเลย คงทำให้จิตมืดมนเป็นจิตมาร และปิดกั้นตนเองจากการรับรู้และเข้าใจคนรอบข้างเป็นแน่แท้ 

๒)   ใช้ “ปัญญา” เพื่อเบี่ยงเบนจุดสนใจ

หากเรามีทุกข์จมอยู่กับทุกข์ แล้วใช้วิธีเอาตัวเองออกมาจากกองทุกข์ มองไปยังจุดอื่นๆ เช่น การบอกกับตัวเองถึงจุดใหม่ๆ ที่ตนเองไม่เคยมอง หามุมมองใหม่ๆ ให้ตนเองมอง หากจุดเดิมๆ ที่มองอยู่ มองแล้วเป็นทุกข์ เช่น ถูกหลอกหมดเงินมากมาย เป็นทุกข์ เลยหาวิธีมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ให้เป็นสุขให้ได้ ด้วยการหาจุดดีด้านอื่นๆ นี่คือ การเบี่ยงเบนความสนใจ อุปมาเหมือน เวลาหมอจะฉีดยา ก็ให้เราเบี่ยงเบนความสนใจไปดูอย่างอื่นแทน เราก็จะรู้สึกเผลอตัวและเจ็บน้อยลงบางส่วน แต่ก็ไม่อาจพ้นทุกข์ไปได้แท้จริง วิธีนี้จึงช่วยให้พ้นทุกข์ได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น หากยังไม่สามารถปฏิบัติจิตให้พ้น ให้หลุด ให้ยอมรับธรรมตามจริงได้ ก็จะทำให้เกิดการเบี่ยงเบนทางจิตไปเรื่อยๆ แม้ปัญญาจะมาก เป็นคนพลิกแพลงเก่ง แต่ก็ไม่อาจหาสัจธรรมความจริง ทางออกที่แท้ได้ อุปมาเหมือน ลูกตุ้มที่แกว่งอยู่สองลูกไล่กระทบกัน ลูกต้มหนึ่งคือจิตของเรา ลูกตุ้มหนึ่ง คือ ทุกข์ เมื่อเราเห็นว่าทุกข์ใกล้มาถึงเราแล้ว ก็หันกลับมาอีกทางหนึ่งแทน ลูกตุ้มนั้นก็ยังไล่เรามาเราก็วิ่งหนีกลับไปมาอย่างนี้ เปลี่ยนมุมมองกลับไปมาอยู่อย่างนี้ แต่ยังไม่ได้ยอมรับว่า “ทุกข์” นั่นแหละ คือ “ธรรม” เรากำลังหาวิธีหนีทุกข์ด้วยการคิดไปสู่ทางใหม่ๆ เท่านั้น แต่เราอ่อนแอเกินไปที่จะยอมรับได้ว่าทุกข์คือความเป็นจริงอย่างตรงไปตรงมา หากกรรมวิ่งไล่ต้อนเรา รุมเรามากๆ เข้า สุดท้าย จิตเราอาจมืดเป็นจิตมารได้เหมือนกัน

อนึ่ง การใช้สมาธิและปัญญาช่วยตนเองพ้นทุกข์ชั่วคราวนี้ สามารถทำได้ในกลุ่มคนที่มีพละห้ากล้าแกร่งพอควร เช่น ฝึกปัญญามามากพอควร แม้ยังไม่มีปัญญาถึงขั้นเห็นธรรมแท้จริงได้ แต่ก็สามารถนำปัญญานั้นมาพลิกแพลงแก้ไขช่วยดับทุกข์ให้ตนเองเป็นครั้งคราวไปได้เช่นกัน แต่การใช้วิธีดับทุกข์ชั่วคราวนี้พึงระวังการเบี่ยงเบนทางจิตดังที่กล่าวมาแล้ว เช่น การใช้คำสะกดจิตผิด, การคิดพลิกแพลงหนีทุกข์และจนมุมในที่สุด เป็นต้น

วิธีการวางจิตที่ผิดที่พบในกลุ่มผู้มีสภาวะจิตไม่สมดุลกับสภาวธรรม

๑)   การวางจิตแบบลบกับบวกเป็นศูนย์

บางครั้ง การฝึกจิตที่ผิดพลาดก็เกิดขึ้นจากความเข้าใจว่า ลบกับบวกแล้วต้องได้ศูนย์ เช่น การที่เห็นสิ่งที่ไม่ดีเป็นลบ เมื่อเอามาเป็นข้อห้ามยึดไว้ ก็จะคิดว่าทำให้การฝึกจิตก้าวหน้าหรือถูกต้อง ลักษณะนี้เข้าข่าย “ลบกับบวกเป็นศูนย์” แท้จริงแล้ว การฝึกจิตหาเป็นเช่นนั้นไม่ การฝึกจิตที่ถูกต้อง คือ “การเอาทั้งลบและบวกออกให้หมด” เมื่อออกหมดแล้วเหมือนเป็นศูนย์ ภาวะที่คล้ายศูนย์นี้เอง ที่ปัญญาที่แท้สามารถงอกเงยได้อย่างไม่มีการปรุงแต่ง ไม่มีการบิดเบือน จึงเป็นธรรมแท้ที่บริสุทธิ์ถูกต้อง เป็นสัจธรรมความจริงไม่เป็นอย่างอื่น การห้ามตัวเอง มักทำให้ต้องละเมิด ข้อห้ามของตนเองเสมอๆ เพราะธรรมชาติของจิต ไม่ต้องการถูกกักขัง, บังคับ, กดดัน, บีบคั้น ฯลฯ จิตต้องการภาวะของความบริสุทธิ์อิสระ เพื่อแสดงสัจธรรมได้อย่างบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่ปรุงแต่ง ตรงไปตรงมา ไม่ต้องระแวงกังวลกลัวว่าความจริงจะไม่เป็นที่ยอมรับแต่อย่างใด หลายท่านที่ฝึกจิตไม่ก้าวหน้าด้วยเหตุเพราะมีความคิดว่าลบกับบวกเป็นศูนย์นี่เอง

๒)   การวางจิตแบบบวกทางเดียว

หรือที่เรียกกันว่า “มองโลกในแง่ดี” หรือ “การคิดบวก” การฝึกมองโลกในแง่ดี หรือคิดบวกนี้ ดูเหมือนว่าจะใช้ได้ผลดี แต่ก็ได้ผลแค่ระยะสั้นๆ แค่ชั่วคราวเท่านั้น เพราะไม่ได้แก้ปัญหาหรือให้ความกระจ่าง ความเข้าใจ ไม่ทราบวิธีและการตัดสินใจต่อไปว่าควรทำอย่างไร ต่างจากปัญญาตามแนวคิดของพุทธศาสนา ที่หลุดพ้นทุกข์เพราะมีทางออก, มีทางแก้, มีทางหลุด, มีทางพ้น, มีทางปลดปล่อย, มีทางละวาง ฯลฯ การฝึกมองโลกไปทางที่ดีเสมอเมื่อพบสิ่งเลวร้ายนั้น อุปมาเหมือนการแกว่างลูกตุ้มหนีทุกข์ ไม่มีทางพ้นทุกข์ได้ด้วยการมองหาด้านอื่นๆ แม้ความทุกข์จะถูกกลบเกลื่อนเพียงชั่วคราว แต่มันจะวนเวียนและแกว่งกลับมาอีก แม้หนีพ้นทุกข์ได้อย่างหนึ่ง ก็จะมีทุกข์อื่นๆ เข้ามาให้เห็นอยู่ไม่จบไม่สิ้น ไม่มีทางหนีได้ เหมือนลูกตุ้มที่แกว่งไปแกว่งมาอย่างนั้น ทางที่ดีคือการหยุดการแกว่งของลูกตุ้ม ไม่ใช่การแกว่งหนี เพราะจะก่อให้เกิด “กับดักทางความคิด” และการ “คิดวนรอบแบบไม่มีทางออก” หากการแกว่งนี้ทำให้เกิดการเหวี่ยงจนหลุดพ้นไปได้คงดี แต่หากแกว่งอยู่ในทางแคบๆ แล้ว ไม่มีทางออกได้เลย นี่ยังไม่ใช่วิธีพ้นทุกข์

๓)   การวางจิตแบบศูนย์คูณอะไรก็ได้ศูนย์

คือ การตั้งจิตเป็นศูนย์ไว้ก่อน หรือยึดมั่นเชื่อว่าทุกอย่างเป็นศูนย์ แล้วอาศัยฐานความเชื่อนี้กับทุกๆ สิ่งที่สัมผัสพบเจอ เช่น เห็นอะไรก็มองว่าเป็นศูนย์ไปหมด อย่างนี้แทนที่สิ่งที่บรรจุอยู่ภายในความคิดจะถูกขับออก, ระบายออก, ทิ้งออก, ปลดปล่อย ฯลฯ ก็หาไม่ กลับกลายเป็นถูกกักดองไว้นานนักอยู่อย่างนั้น แล้วเอาความเชื่อหรือยึดมั่นในความเป็นศูนย์นี้มากลบเกลื่อนที่ทับปิดไว้ไม่ให้แสดงตัวเท่านั้นเอง อย่างนี้ ปัญญาก็ไม่เกิด เพราะมองเป็นศูนย์แล้วก็ไม่ได้คำตอบว่าชีวิตเราควรทำอย่างไรต่อไป เมื่อไม่เกิดปัญญาอย่างนี้ก็ฝึกจิตไม่ถูกวิธี ไม่ก้าวหน้า การมองแบบนี้ ทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนจนถึงขั้น “สัญญาวิปลาส” ได้ กล่าวคือ มีความจำได้หมายรู้ในสิ่งต่างๆ คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงว่าเป็นศูนย์ไปหมด นี่คือ การเอาศูนย์มาเป็นตัวตั้ง แล้วคูณเข้ากับทุกอย่างหวังให้ได้ผลเป็นศูนย์ ซึ่งไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง ภายในจิตของเราจะมีภาวะคล้ายศูนย์ที่เรียกว่า “สุญตา” ได้นั้น ต้องเอาสิ่งต่างๆ ออกจากความคิด, การปรุงแต่ง, จิตใจให้หมด จนไม่เหลือ คล้ายกับว่างสูญไปหมดอย่างนั้นเสียก่อน จึงจะใสพอที่จะรอรับปัญญาที่จะเกิดได้ ซึ่งปัญญาก็ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีที่เกิดภาวะสุญตา ต้องได้เห็นธรรม หรือสภาวธรรมต้องปรากฏตัว แสดงตัวอย่างตรงไปตรงมาในขณะนั้นก่อน เมื่อจิตที่ว่างเหมือนศูนย์น้อมรับสภาวธรรมความเป็นจริงที่อาจรับได้ยากในครั้งแรกได้แล้ว ก็เกิดการ “ปิ๊งแว้บ” หรือการคิดได้ หรือ “บรรลุฉับพลัน” ถึงตอนนี้ จึงเรียกได้ว่า “ปัญญาได้เกิดแล้ว” นั่นเอง

๔)   การวางจิตแบบลบคูณลบเป็นบวก

เรียกง่ายๆ ว่า “สะใจที่ได้แก้แค้น” นั่นเอง กล่าวคือ เมื่อได้รับสิ่งเร้าที่เป็นลบแล้ว เกิดความอาฆาตแค้น ก็ใช้การตอบสนองในเชิงลบกลับไป ใครเลวมาก็เลวตอบทันควันให้สะใจหายแค้น อย่างนี้ เป็นสูตร “ลบคูณลบเป็นบวก” อันที่จริง ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะยิ่งลบตอบกลับไป ก็ยิ่งได้รับผลลบกลับมา จึงไม่มีทางได้ผลเป็นบวก การฝึกจิตจะใช้ความเคยชินจากสูตรสมการทางคณิตศาสตร์ไม่ได้ เพราะจิตไม่ได้บวกลบคูณหารหรือชำระชดใช้กันได้ด้วยการใช้เครื่องหมายทางคณิตศาสตร์เลย เรื่องจิตเป็นเรื่องของอารมณ์เป็นสำคัญเหนือเหตุผล การเข้าใจอารมณ์ตนเอง อารมณ์กรรมฐาน หรือการฝึกการวางอารมณ์เพื่อการดับทุกข์รู้แจ้งที่ถูกต้องจึงต้องเข้าใจธรรมชาติของจิตที่อยู่เหนือเหตุผล

สภาวธรรมแท้ต้องนำไปสู่ความเข็ดหลาบเบื่อหน่ายคลายกำหนัด

สภาวธรรมแท้ เป็นเครื่องแก้, เครื่องปลด, เครื่องคลาย ไม่ใช่เครื่องยึด, เครื่องผูก หากท่านได้รับฟังธรรมจากผู้ใดแล้วรู้สึกเหมือนว่า “ตนมีที่พึ่งแล้ว” หรือ “ตนมีที่ยึดเหนี่ยวศรัทธาแล้ว” หรือ “ตนมีที่พึ่งแล้ว” นั้นไซร้ ให้ทราบไว้ว่า ยังไม่ถึงธรรมอย่างแท้จริง เป็นแค่การไปแสวงหาผู้วิเศษในรูปแบบหนึ่ง เช่น พระอรหันต์ เพื่อเป็นเครื่องยึดมั่นถือมั่นไว้เท่านั้นเอง บางราย ต้องการแค่พระอรหันต์มายึดถือไว้ เพื่อทำมาค้าขายร่ำรวย เท่านั้นก็มี ดังนั้น จึงพากันแห่ไปหาผู้วิเศษ, ผู้บริสุทธิ์, ผู้มีบุญบารมี, พระอรหันต์ ฯลฯ เพื่อเป็นเครื่องยึดเครื่องผูก แบบนี้ ล้วนไปด้วยจิตที่หลงผิด เป็น “มิจฉาทิฐิ” ทั้งสิ้น หากพระอรหันต์มีปัญญาและเมตตามากพอเห็นอาการยึดมั่นถือมั่นหลงงมงายของผู้คนอย่างนี้แล้ว เทศนาให้คลายการยึดมั่นถือมั่นเสียได้ จะเป็นประโยชน์ยิ่ง แต่หลายครั้งพบว่าไม่อาจสามารถเทศนาสอนให้หายคลายยึดมั่นในตัวบุคคลได้ เช่น หลวงพ่อคูณได้พยายามทุกอย่างที่จะไม่ให้คนยึดมั่นถือมั่นท่าน เช่น การพูดคำว่ามึงกู, การนั่งยองๆ, การเคาะหัว แต่ผู้คนทั้งหลายกลับยิ่งยึดมั่นถือมั่นท่านไปใหญ่ เป็นต้น ดังนี้ แสดงให้เห็นว่าผู้เทศนาได้แสดงธรรมแล้ว แต่ผู้ฟังธรรมหรือเห็นธรรมกลับไม่ปรับสภาวะจิตตนก็ช่วยไม่ได้

อนึ่ง ปัจจุบัน มีการหาวิธีดับทุกข์ในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะการดับทุกข์ชั่วคราวแบบวิธีคิดทางจิตวิทยาต่างๆ ซึ่งไม่ใช่การดับทุกข์ถาวรและแท้จริง เช่น การมองโลกในด้านดี, การฝึกคิดบวก, การฝึกหัวเราะและยิ้มทุกวัน ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ เป็นของทางโลก ที่อยู่ใต้ภาวการณ์ควบคุมความสมดุลของร่างกาย เมื่อมีสุขแล้วก็ต้องมีทุกข์คู่กันอย่างนี้ไม่จบสิ้น เป็นธรรมดาโลก เป็นโลกธรรมอย่างหนึ่งในแปดประการที่พระพุทธเจ้าได้เคยแสดงไว้ ในส่วนต่อไปของบทความจะแสดงถึงวิธีการดับทุกข์ชั่วคราวด้วยวิธีทางโลกแบบต่างๆ เช่น วิธีทางจิตวิทยา ซึ่งไม่ใช่การดับทุกข์แบบถาวรตามคำสอนของพระพุทธเจ้า

วิธีการดับทุกข์ถาวร คือ เห็นทุกข์เป็นทุกข์ตามจริง แต่ไม่ทุกข์

การเห็นธรรมตามจริง เป็นสัมมาทิฐิ แต่การเห็นธรรมเบี่ยงเบนไปจากความจริงก็ดี, การเห็นธรรมโดยปรับมุมมองไปทางอื่นก็ดี เป็นกระบวนการปกป้องตนเองทางจิตที่เรียกในภาษาจิตแพทย์ว่ากลไกลปกป้องตนเองหรือกระบวนการปรับความคิดตามหลักการรักษาสุขภาพจิตของนักจิตเวทย์ กระบวนการเหล่านี้ บางส่วนเป็นธรรมชาติของจิตเมื่อมีทุกข์จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ทำให้คลายทุกข์ได้ชั่วคราวแต่ไม่ถาวร หากใช้มากเกินไปจะมีผลต่อจิตประสาท บางส่วนเป็นการเรียนรู้และถ่ายทอดแบบใหม่ตามหลักวิชาการ แต่วิธีการเหล่านี้ ไม่ใช่วิธีการดับทุกข์ได้อย่างถาวรแท้จริงตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งอาจส่งผลให้กลายเป็นตรงกันข้ามกับคำสอนของพระพุทธเจ้า คือ ตรงกันข้ามกับสัจธรรมความเป็นจริง คือ กลายเป็น “มิจฉาทิฐิ” ได้เลยก็มี การมีสัมมาทิฐิ คือ การมีความคิดเห็น ที่สอดคล้องไปในทางการเห็นธรรมตามจริง ธรรมอย่างไรก็เห็นอย่างนั้น เช่น เห็นทุกข์ก็คือทุกข์, เห็นกิเลสยังเหลืออยู่เล็กน้อย ก็คือ ยังมีกิเลสเล็กน้อย ไม่ใช่ไปปรุงแต่งเอาว่า “น้อยจนถือว่าไม่มี” อย่างนี้ปรุงแต่งธรรมจนบิดเบือนเคลื่อนไปในที่สุด เพราะไม่ใช้หลักเห็นเท่าไรก็มีความเห็นแค่เท่านั้น จึงเกิดการปรุงแต่งขึ้นโดยไม่เจตนา อนึ่ง การฝึกเห็นธรรมตามจริง จนพัฒนาจิตไปสู่ขั้นการหลุดพ้นทุกข์อย่างถาวรได้นั้น ได้กล่าวไว้ในบทความฉบับต่างๆ มากมาย จะไม่ขออธิบายรายละเอียดในบทความนี้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น