กิเลสเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่อธรรม
| กิเลสเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่อธรรม
กิเลสเป็นธรรมชาติของสัตว์ ที่ทำหน้าที่ต่างๆ เช่น เป็นเครื่องก่อกรรมสืบชาติภพ, เป็นเครื่องก่อทุกขเวทนา, เป็นเครื่องสร้างการกระทบกระทั่งในธรรมชาติ และเป็นเครื่องปิดกั้นปัญญา สิ่งเหล่านี้ล้วนต้องมีอยู่ในธรรมชาติทั้งสิ้น เพราะล้วนเป็นองค์ประกอบหนึ่งในธรรมชาติ อุปมาเหมือน ผลไม้จะเร่งให้สุกก่อนเวลาก็กินไม่ได้ บุคคลจะถึงนิพพานล่วงพ้นความทุกข์ไปได้ จะต้องมีวาระแห่งการเพาะบ่มมาพอสมควร ระหว่างระยะเวลาเพาะบ่มก็ต้องมีกระบวนการทั้งสี่เหล่านี้ ธรรมชาติจึงจะหมุนเวียนไปอย่างสมดุล มีเกิดและดับตามปกติ หากเทวดาและมนุษย์จำนวนมากบรรลุธรรมมากเกินปริมาณที่สมดุลแล้ว เหล่าดวงจิตที่เหลืออยู่และยังไม่บรรลุธรรมก็จะเป็นดวงจิตเหล่ามารและอสูรเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะเป็นดวงจิตที่มีกรรมมากและสอนได้ยาก ส่งผลให้สามภพมีแต่มารและอสูรจำนวนมาก เทพและพรหมที่คอยอยู่ค้ำยันสร้างสมดุลกับพลังฝ่ายมารและอสูรจะมีจำนวนน้อย ดังนั้น นิพพานจึงต้องมีวาระแห่งการเพาะบ่ม จะเร่งให้ดวงจิตจำนวนมากเข้านิพพานมากเกินไปไม่ได้ หากจะเร่งให้ได้ดวงจิตเข้านิพพานได้มากๆ ก็ต้องเร่งทั้งสองฝ่ายอย่างให้สมดุล กล่าวคือ ทั้งฝ่ายเทพพรหมที่บรรลุธรรมได้ง่าย สอนได้ง่าย และฝ่ายมารฝ่ายอสูรที่สอนได้ยาก มีกรรมมาก ก็ต้องสามารถเข้านิพพานได้ในจำนวนที่สมดุลกัน อย่างนี้สามภพก็จะมีดวงจิตที่เวียนว่ายตายเกิดอย่างสมดุล เมื่อดวงจิตเกิดการกระทบกระทั่งกันก็จะควบคุมสมดุลให้กันและกัน ก็จะไม่เกิดภาวะมารและอสูรมากจนล้นสามภพและก่อให้เกิดอันตรายแก่สามภพได้ ในบทความฉบับนี้ จะกล่าวถึง “กิเลส” ในฐานะที่ทำหน้าที่รักษาสมดุลการเกิดดับของสิ่งต่างๆ ในสามภพตามธรรมชาติ ในช่วงเวลาแห่งการเพาะบ่มดวงจิตก่อนถึงนิพพาน เพื่อให้เกิดความกระจ่างแจ้งในธรรมแก่สาธุชนในกาลสืบไป ดังนี้ ธรรมชาติแบ่งออกได้สองฝ่าย คือ ฝ่ายธรรมะ และอธรรม ทั้งสองฝ่ายนี้ก็นับเป็นธรรมชาติทั้งสิ้น ทั้งธรรมะ และอธรรม ในส่วนธรรมนั้น ก่อให้เกิดกุศล หรือสิ่งอันเป็นประโยชน์เกื้อกูลต่อการเกิดและการดำรงอยู่ของสัตว์ในปัจจุบันขณะ ในส่วนอธรรมนั้น ก่อให้เกิด อกุศล หรือสิ่งอันเป็นโทษต่อการเกิดและดำรงอยู่ของสัตว์ในปัจจุบันขณะ อนึ่ง หากเราให้ความสำคัญกับธรรมะมากเกินไป ไม่สนใจอธรรม เราย่อมมองไม่เห็นธรรมชาติทั้งหมด เพราะเห็นแค่ครึ่งเดียว การมองเห็นแต่ธรรมะ ก็คือ การมองเห็นแต่ประโยชน์ที่จะเกื้อกูลการดำรงอยู่ของสัตว์ในปัจจุบันขณะเท่านั้น เช่น หากมีความเป็นอำมตะไม่ตายแล้ว ไม่มีธรรมชาติภาคที่เป็นโทษกับการเกิดและการดำรงอยู่ในปัจจุบันแล้ว ก็จะไม่มีการตาย โลกก็จะอยู่ไม่ได้ คนจะล้นโลก และขาดสมดุลในที่สุด ดังนั้น ธรรมชาติ จึงต้องมีทั้งธรรมะ และอธรรม เพื่อก่อให้เกิดทั้งกุศลและอกุศล เพื่อขับดันให้เกิดการเกิดการดำรงอยู่และการเสื่อมสลายตายไป ดังนั้น เราจึงมองอีกมุมหนึ่งได้ว่า ธรรมะ ก็คือสิ่งที่ก่อให้เกิด อกุศล หรือโทษต่อการเกิดและการดำรงอยู่ในอนาคตกาล ส่วน อธรรม ก็คือสิ่งที่ก่อให้เกิด กุศลต่อการเกิดและการดำรงอยู่ในอนาคตกาลก็ได้ นั่นคือ สิ่งที่เป็นคุณต่อปัจจุบันอาจเป็นโทษต่ออนาคต และสิ่งที่เป็นโทษต่อปัจจุบันอาจเป็นคุณต่ออนาคต ธรรมชาติล้วนเป็นแบบนี้ ไม่มีอะไรเที่ยงแท้ดีไปตลอดกาล แม้แต่ธรรมะ แม้แต่ศาสนา ถ้าศาสนายังอยู่ยาวนานผิดยุคสมัยก็กลายเป็นโทษต่ออนาคตได้ เช่น สัตว์เหล่าที่มีจิตใจต่ำต้องทนทรมานอยู่ในนรก หากได้มาเกิดในศาสนาผู้คนเชื่อศาสนา พวกเขาก็จะอยู่ไม่ได้ เพราะเป็นคนเลวมาก ดังนั้น บางยุคสมัยของโลก การดับสลายของธรรมะ สัจธรรม ความจริง และศาสนา อาจเป็นผลดีต่อมนุษย์ในยุคนั้นๆ เอง โลกมนุษย์จึงต้องมีคำว่า “ยุคสมัย” ที่แตกต่างกัน และยังต้องมีการเกิดดับสลับกันไปตามความเหมาะสมของดวงจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในแต่ละยุค เช่น ยุคผู้มีศีลธรรม, ยุคผู้มีจิตตกต่ำ แต่ละยุคสมัยของโลกก็ต้องการสิ่งที่เหมาะสมกับยุคสมัยที่แตกต่างกันไป ทั้งนี้ ดวงจิตสรรพสัตว์จะจุติมาจากต่างภพ ผสมผสานกันในสัดส่วนที่เหมาะสมจนเกิดเป็นยุคสมัยต่างๆ บนโลกมนุษย์ บางยุคที่ผู้มีจิตตกต่ำมาเกิดร่วมกันมากๆ เช่น ยุคที่มีสัตว์นรกมาเกิดร่วมกันมากๆ มีดวงจิตที่ดีงามมาเกิดผสมน้อย ก็จะมีธรรมน้อย หรือเป็นยุคดับของธรรมะหรือศาสนา อาจเรียกว่า “ยุคมืด” ก็ได้ นี่ก็ถือได้ว่าเหมาะสมกับยุคนั้นๆ กิเลสเป็นธรรมชาติ ที่เข้าอยู่ในฝ่ายธรรมะหรืออธรรมก็ได้ กิเลส เช่น ความโลภ, โกรธ และหลง เมื่อนำมาใช้อย่างถูกวิธี ก็จัดเข้าอยู่ในธรรมชาติฝ่ายธรรมะได้เช่น คนที่โลภอยากได้รายได้มากขึ้น ก็จะขยันทำงานมากขึ้น และเกิดผลผลิตมากขึ้น คนที่โกรธเพราะถูกทำร้าย ก็สามารถใช้ความโกรธปกป้องตัวเองและเตือนคนที่ทำร้ายตนเองได้ว่าไม่ควรกระทำการอย่างนี้อีก นี่จัดเป็นธรรมชาติฝ่ายธรรมะ เพราะมีคุณต่อตนเองและผู้อื่น ในขณะที่บางครั้งกิเลสก็จัดเข้าในธรรมชาติฝ่ายอธรรมได้เช่น คนที่โลภจนลืมศีลธรรม ลักทรัพย์ผู้อื่น หรือแสวงหาทรัพย์โดยเบียดเบียนผู้อื่น ก็จัดเข้าเป็นฝ่ายอธรรม เพราะก่อให้เกิดโทษแก่ผู้อื่น ดังนั้น กิเลสมีทั้งคุณและโทษ จึงจัดเข้าได้ทั้งธรรมะและอธรรม จึงเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง ไม่ได้ดีหรือเลวในตัวเอง แต่จะดีหรือเลวก็เพราะมีเหตุปัจจัยอื่นๆ เข้ามาปรุงแต่ง ให้ขับดันการแสดงออกเมื่อมีกิเลสไปในรูปแบบต่างๆ กันไป กิเลส จึงยังทำให้เกิดทั้งบุญและบาปได้อีกด้วย เช่น ทำให้คนอยากได้บุญจึงทำบุญมากๆ ก็มี หรือทำให้คนอยากได้ทรัพย์จนทำบาปไปก็มี กิเลสจึงเป็นธรรมชาติที่ไม่ใช่ปัญญา เพราะไม่ได้ให้คำตอบที่พ้นทุกข์ได้อย่างแน่นอน นอกจากนี้เรายังพบว่ากิเลสยังเป็นเครื่องพรางปัญญา ปิดบังปัญญาอีกด้วย เช่น ความเป็นจริงก็คือยอดขายลดและตลาดหดตัว แต่เพราะกิเลสความโลภของเรา จึงปิดบังตาเรา ไม่ยอมรับความจริงข้อนี้ คิดแต่ว่ามันต้องเพิ่มยอดขายได้แทนที่จะตัดใจลงไปว่าตลาดนี้หดตัวแล้ว ต้องรีบเปลี่ยนไปทำตลาดกลุ่มอื่นแทน อันนี้เรียกว่า “ขาดสติ” และ “ขาดปัญญา” จึงถูกกิเลสบังตา นี่คือ ธรรมชาติของกิเลสที่ไม่จัดว่าดีหรือเลว แต่เป็นเรื่องธรรมดาเท่านั้นเอง ความไร้กิเลสเป็นธรรมชาติ ที่เข้าอยู่ในฝ่ายธรรมะหรืออธรรมก็ได้ กิเลสเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งที่กลางๆ ไม่ใช่ทั้งกุศลและอกุศล และเป็นไปได้ทั้งกุศลและอกุศลอย่างนี้ จึงไม่ใช่ความดีหรือความเลว จะไปมองว่าคนมีกิเลสเป็นคนเลวเสียทั้งหมดก็ไม่ได้ ในขณะเดียวกัน ความไม่มีกิเลสเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งที่กลางๆ ไม่ใช่ทั้งส่วนกุศลและอกุศลเช่นกัน จะบอกว่าความไม่มีกิเลสเป็นกุศลไปเสียทั้งหมดก็ไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น คนที่ไร้กิเลสแล้ว ก็จะไม่อยากได้บุญบารมีอีก ก็จะไม่ทำอะไรต่อไปอีกแล้ว ละเว้นละวางกรรมทั้งมวลทั้งบุญและบาป จะทำกรรมเฉพาะเท่าที่จำเป็นพอยังชีพเท่านั้น ดังนั้น จะหาประโยชน์หรือผลงานจากท่านที่ละกิเลสแล้วมาแต่ไหน การมองว่าทำไมไม่สร้างประโยชน์ ไม่ทำอะไรอีก เป็นคนไม่ดี ขี้เกียจ ไร้คุณค่าก็ไม่ได้ เพราะผู้ที่ไร้กิเลสแล้วไม่เอาทั้งบุญและบาปแล้วจึงไม่คิดจะก่อกรรมทั้งดีและชั่วอีก นี่จึงกล่าวว่าเป็นธรรมกลางๆ เป็นส่วนที่บุคคลจะมองแล้วปรุงแต่งให้เป็นธรรมะก็ได้ อธรรมก็ได้เช่นกัน หน้าที่ตามธรรมชาติของกิเลส ๑) กิเลสเป็นเครื่องก่อกรรมสืบชาติภพ ดังที่ได้เกริ่นมาแล้วว่านิพพานนั้นต้องมีวาระแห่งการเพาะบ่ม จะเร่งกว่าเวลาไม่ได้ ดังนั้น กิเลสจึงยังต้องมีเพื่อเพาะบ่มดวงจิตก่อนที่จะเข้าถึงนิพพาน กิเลสจะทำหน้าที่ให้ดวงจิตเกิดการเวียนว่ายตายเกิดสืบชาติสืบภพต่อไป นี่คือ หน้าที่ตามธรรมชาติของกิเลส สิ่งต่างๆ ในธรรมชาตินี้ ทุกหน่วยธรรมชาติทั้งน้อยใหญ่ ล้วนมีหน้าที่ของมัน ไม่มีอะไรที่ไม่มีประโยชน์แก่สามภพนี้ ไม่มีอะไรที่ไม่จำเป็นต่อสามภพนี้ ถ้าไม่มีความจำเป็นและไม่มีประโยชน์จริงก็จะไม่มีในสามภพ เพียงแต่เราจะมองเห็นและเข้าใจถึงหน้าที่และความจำเป็นของสิ่งนั้นๆ ต่อสามภพนี้ได้หรือไม่ก็เท่านั้น สำหรับบุคคลที่ถึงวาระพร้อมนิพพาน เขาเหล่านั้นย่อมมองเห็นกิเลสเป็นภัย และเร่งขจัดกิเลสให้หมดเสีย นับว่าเข้าใจถูกต้องเหมาะสมกับหน้าที่ของตนเองที่เกิดมาเพื่อขจัดกิเลสให้หมดไป แต่สำหรับท่านที่มีกิเลสมาก และยังไม่ถึงวาระที่จะได้นิพพาน เขาจะมีกิเลสบ้างก็ไม่ผิดแต่อย่างใด การไปมองคนนั้นคนนี้ว่าเขามีกิเลส เป็นสิ่งไม่ดี จ้องจับผิด และไม่ยอมทำความเข้าใจมนุษย์ร่วมโลกที่มีความแตกต่างกัน คือ ความไร้ปัญญาและเต็มไปด้วยความมืดบอด และยิ่งเป็นการส่งเสริมให้เกิดภาวะขัดแย้งธรรมชาติ คือ “ปากอย่างใจอย่าง” ในสังคมได้ในที่สุด ๒) กิเลสเป็นเครื่องก่อทุกขเวทนา ทุกขเวทนาเป็นธรรมชาติที่สอนให้มนุษย์มีความเข็ดหลาบและเลิกความอยาก, ความหลง, ความยึดมั่นถือมั่นได้ ในคำสอนของพระพุทธเจ้า ทรงสอนว่าให้พิจารณา “ทุกข์” เป็นเบื้องต้นที่สำคัญก่อนที่จะได้พบสัจธรรม ทุกขเวทนาจึงเป็นธรรมะที่เตือนใจได้ดี ถึงความไม่เที่ยง ความไม่สามารถยึดมั่นถือมั่นอะไรได้ หลายท่านจะพบธรรม เห็นสัจธรรมได้นั้นต้องพบทุกข์ก่อนมีจำนวนมากทีเดียว ดังนั้น ทุกข์จึงมีหน้าที่ที่สำคัญก่อนที่ช่วยให้เราพ้นทุกข์ได้อย่างถาวร และกิเลสก็เป็นเครื่องขับดับให้เกิดทุกข์ กิเลสเองนั่นแหละจึงเป็นเครื่องไถ่ถอนกิเลส พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า “ตถาตา” คือ สภาวธรรมที่สิ่งต่างๆ ล้วนเป็นเช่นนั้นเอง เกิดเองและดับเอง ทุกข์ก็เกิดเองและทุกข์นั่นแหละที่เป็นเครื่องเตือนให้ปลดทุกข์ เช่นเดียวกันกับกิเลสก็เกิดเองและกิเลสเองนั่นแหละที่ช่วยเป็นเครื่องเตือนให้ไถ่ถอนกิเลส ระหว่างวาระที่กิเลสยังไม่ดับลง ก็จะทำหน้าที่ต่างๆ ที่ควรทำของมันต่อไป ๓) เป็นเครื่องสร้างการกระทบกระทั่งในธรรมชาติ ธรรมชาติต้องมีการกระทบกระทั่งกันเป็นธรรมดา ที่เรียกว่า “ภาวะทุกขัง” ภาวะทุกขังเป็นสภาวธรรม ลักษณะหนึ่งในสามลักษณะ ที่รวมเรียกกันว่าไตรลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่มีชีวิตหรือไม่มี มีจิตใจหรือไม่มี รู้สึกทุกข์สุขได้หรือไม่ก็ตาม ล้วนเป็นธรรมชาติทั้งสิ้น แม้ก้อนหินก็ต้องมีภาวะทุกขัง คือ ภาวการณ์กระทบกระทั่งกัน (ทุกขังไม่ใช่ความรู้สึกทุกข์ซึ่งเราเรียกว่าทุกขเวทนา ซึ่งเป็นหนึ่งในเวทนาห้าประการ ไม่ได้อยู่ในไตรลักษณ์) ดังนั้น จึงต้องมี คือ อนิจจัง, ทุกขัง, อนัตตา สรรพสิ่งทั้งหลายที่เป็นธรรมชาติ ล้วนมีสามลักษณะนี้ทั้งสิ้น รวมทั้งนิพพาน เพราะนิพพานก็เป็นสภาวธรรม เป็นธรรมชาติแบบหนึ่ง ที่พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดแล้ว ก็ยังต้องมีอนิจจัง คือ ภาวะที่ไม่เที่ยงแท้ไปเสียทั้งหมดก็หามิได้ แม้ไม่เวียนว่ายตายเกิดเที่ยงแท้แล้ว แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปได้ตลอดเวลาไม่หยุดนิ่ง หาใช่นิพพานแล้วนิ่งกลายเป็นเหมือนหุ่นแกะสลัก หรือสูญสลายหายไปเลยก็หาไม่ แต่เป็นภาวะที่พ้นการเกิด และยังคงมีความเปลี่ยนแปลงได้ทุกขณะ ๔) เป็นเครื่องปิดกั้นปัญญา การมีปัญญาเร็วเกินไปทำให้ทราบว่าไม่ว่าบุญหรือบาปก็ล้วนไม่มีสาระเท่ากับการหลุดพ้น การเป็นอิสระหลุดพ้นนั้นดีกว่า สรรพสัตว์เมื่อรู้อย่างนี้ก็จะไม่ทำกรรมต่อกันและไม่ช่วยเหลือกัน เพราะไม่สนใจทั้งความดีและความชั่ว, บุญหรือบาปใดๆ ดังนั้น ธรรมชาติจึงไม่สร้างสรรค์ให้สรรพสัตว์เกิดมาพร้อมสมบูรณ์และมีปัญญาเลยในทันที แต่จะให้ไม่มีปัญญาก่อน เพื่อให้สรรพสัตว์มีกรรมพัวพันกัน จึงต้องใช้ “กิเลส” เป็นเครื่องช่วยบังตาไว้ก่อน สรรพสัตว์จึงต้องเกิดมาพร้อมนำกิเลสมาพรางตาไว้ด้วย แล้วก่อกรรมพัวพันกัน ให้มีทั้งกรรมดีและชั่วต่อกัน แล้วสรรพสัตว์ก็จะตัดสินใจเลือกว่าตนเองจะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร จะดำเนินไปแบบตัวเดียวโดดๆ ไม่สนใจใคร ไม่พึ่งพาใคร และไม่ช่วยเหลือใคร หรือจะดำเนินไปแบบสัตว์สังคม ช่วยเหลือกัน เป็นผู้นำหรือผู้ตามอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นต้น ระหว่างที่ดวงจิตเวียนว่ายตายเกิดลองผิดลองถูก ทดลองใช้ชีวิตในแบบต่างๆ นี้เอง ดวงจิตก็จะมีพัฒนาการชัดเจนขึ้น มีความโน้มเอียงไปในทางใดทางหนึ่งมากขึ้น เรียกว่าบารมี เมื่อดวงจิตชำระกรรมเบาบางและเริ่มเหนื่อยหน่ายต่อชาติภพก็เข้าสู่การบรรลุธรรม “อธรรม” อันมีกิเลสเป็นต้นเหตุ ดังที่กล่าวแล้วว่ากิเลสเป็นเรื่องธรรมชาติเป็นกลาง ไม่ใช่กุศลหรืออกุศลแต่อย่างใด และสามารถทำให้เกิดได้ทั้งกุศลและอกุศล ในส่วนนี้จะกล่าวถึง “กิเลสที่ก่อให้เกิดอธรรม” ซึ่งจะทำให้เกิดความกระจ่างชัดขึ้นมาอีกว่า การมีกิเลส มีอย่างไรไม่มีโทษ และการมีกิเลสแบบใดที่นับเป็นส่วนโทษ เพราะหากใช้แรงขับดันของกิเลสไปเพื่อช่วยสร้างสรรค์โลกนี้ ก็จะเป็นกิเลสที่ให้คุณได้ แต่ถ้าใช้กิเลสไปเพื่อบั่นทอนทำลายกันเองก็จะนับเป็นส่วนให้โทษของสรรพสัตว์ในปัจจุบัน หรืออาจจะในอนาคตอย่างใดอย่างหนึ่ง กิเลสที่นับได้ว่าควรระวัง ควรหลีกเลี่ยงเพราะเป็นส่วนที่ให้โทษ คือ กิเลสส่วนโทษ ดังต่อไปนี้ ๑) ความละโมบอันเป็นผลรากเหง้ามาจากความโลภ ผลจากความโลภบวกกับความไร้คุณธรรม ทำให้เกิดความ “ละโมบ” ความโลภนั้น คือ ความอยากได้, อยากมี, อยากเป็น ในสิ่งที่ควรได้, ควรมี, ควรเป็น แต่สำหรับความละโมบแล้วแตกต่างออกไป คือ เป็นความอยากได้, อยากมี, อยากเป็น ในสิ่งที่ไม่ควร เช่น ละโมบในทรัพย์ของผู้อื่น เห็นทรัพย์ของผู้อื่นแล้วอยากครอบครอง ความละโมบนี้เอง จัดเป็นธรรมชาติฝ่าย “อธรรม” ซึ่งเกิดจากกิเลสซึ่งไม่ใช่ธรรมะหรืออธรรมเป็นรากเหง้า บวกเข้ากับความไร้คุณธรรม ขาดศีลธรรม จึงกลายเป็นความละโมบในที่สุด ความละโมบนี้ นำไปสู่การโกงกิน, ฉ้อฉล, หลอกลวง, ลักขโมย และส่งผลให้ตกนรก ถึงขั้นต้องเกิดเป็น “อสูร” ก็ได้ ในขณะที่ความโลภนั้น ให้ผลร้ายไม่ถึงความละโมบ ๒) ความอาฆาตแค้นอันเป็นผลมาจากความโกรธ คนเราอาจมีกระทบกระทั่งกันได้เป็นธรรมดา การจะโกรธกันบ้างก็เป็นธรรมชาติที่คอยเตือนกันให้ละเว้นการกระทำต่อกัน เมื่อโกรธแล้วก็หายโกรธกันไป แต่สำหรับท่านที่ไม่รู้จักให้อภัย เมื่อโกรธแล้วหยุดไม่ได้ หายไม่เป็น จากโกรธกลายเป็นแค้น เป็นความอาฆาตที่ต้องจองล้างจองผลาญ ต้องแก้แค้นให้ได้ ไม่จบไม่สิ้น อันนี้ เป็นสิ่งที่เกินมาจากกิเลสปกติ ความอาฆาตแค้น เป็นผลมาจากความโกรธบวกกับความยึดมั่นถือมั่น ต้องทำร้าย ทำลายกันให้ได้ เมื่อโกรธแล้วระบายโกรธไม่สำเร็จก็จะหาทาง ทำให้สำเร็จให้ได้ ครั้งแล้วครั้งเล่า แม้ว่าการกระทำจะดูแนบเนียน ไม่โมโห ไม่โวยวาย พูดจาดีมาก อ่อนหวาน แต่ถ้าเจตนาไปทางทำร้ายทำลายกันครั้งแล้วครั้งเล่าไม่ยอมเลิกรา ก็จัดว่าเป็น “ความอาฆาตพยาบาท” นั่นเอง ความอาฆาตนี้ให้ผลร้ายถึงขั้นเป็น “มาร” ที่เดียว อนึ่ง มารนี้ เป็นเทวดาที่ได้ขึ้นสวรรค์ชั้นสูงสุด คือ ชั้นหก คนที่มักมีความแค้น จึงมักเป็นคนที่ทำบุญไม่น้อยเลยทีเดียว แต่อาจเพราะไม่ระวังจิตตนเองจึงปล่อยให้เกิดความแค้น ๓) ความริษยาอันเป็นผลมาจากกามกิเลส ความรักและกามกิเลส ทำให้บุคคลต้องการความรักและกามกิเลสตอบสนอง แต่เมื่อไม่ได้รับการตอบสนองอย่างที่ต้องการ เพราะอีกฝ่ายไปรักผู้อื่นมากกว่า ก็จะเกิดเป็น ความริษยา ขึ้นมาในที่สุด จากกิเลสกามที่เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ ที่พึงมีเพื่อการให้กำเนิดมนุษย์ กลายเป็นความ “ริษยา” เพราะผลจากการยึดมั่นถือมั่นและการน้อยเนื้อต่ำใจ ความริษยานี้ส่งผลให้กลายเป็นมารในที่สุด ปกติ คนที่ขี้ริษยามักเป็นคนดีที่ทำความดีมาไม่น้อย แต่กลับได้รับผลตอบแทนอย่างไม่ยุติธรรม จึงเกิดความริษยาขึ้นมา ผลบุญที่ทำมามาก ก็ส่งผลให้ได้ขึ้นสวรรค์ชั้นหกเป็น “มาร” ด้วยจิตริษยานั่นเอง ๔) ความมัวเมาอันเป็นผลมาจากความหลง ความหลงก็เป็นกิเลสที่มีได้ เป็นกันได้ในคนทั่วไป แต่ถ้าหลงยึดมั่นถือมั่นมากเกินไป ก็กลายเป็น “ความมัวเมา” ในที่สุด เช่น การติดยาเสพติด, การติดการพนัน, การติดเกม เหล่านี้ คือ ความมัวเมา ที่เกิดจากความ “หลง” เป็นรากฐาน หลงว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสุขแท้ สุขเที่ยง แก้ทุกข์ได้ จึงอาศัยสิ่งเหล่านี้สร้างความสุขให้ตนเอง ปรนเปรอตนเอง เมื่อปรนเปรอมากๆ เข้าเริ่มเบื่อหน่ายตามธรรมชาติของการเสพ ก็จะหาทางเพิ่มจำนวนมากขึ้นบ้าง ดัดแปลงให้หายเบื่อบ้าง หารูปแบบใหม่ๆ มาให้ลองกันบ้าง เช่น การมีกามวิตถาร คำว่ากามวิตถารนี้ ไม่ใช่หมายความว่าชายที่นิยมชายหรือหญิงที่นิยมหญิง หรือคนที่นิยมสัตว์ แต่หมายถึง เกิดมาชอบแบบหนึ่งแบบใดแล้ว ไม่สามารถที่จะได้รับความสุขจากแบบที่ตนชอบได้ตามปกติ เช่น คนที่ชอบมีเพศสัมพันธ์กับสัตว์ เป็นคนปกติที่อาจมีกรรมต้องชดใช้กับสัตว์ เป็นกามอย่างหนึ่ง ไม่ผิดแปลกอะไร แต่หากไม่สามารถมีความสุขจากความชอบ จากรสนิยมอันปกติแต่เดิมได้ ต้องปรุงแต่งดัดแปลงไปเรื่อยๆ อันนี้ จัดเข้า “กามวิปริต” เช่น ในชายที่ชอบผู้หญิง หรือ ผู้หญิงชอบผู้ชาย ก็สามารถมีกามวิปริตได้ เช่น การไม่สามารถมีความสุขกับคู่นอนของตนทั้งๆ ที่เคยมีสุขกันมาก่อนได้ จนถึงขนาดต้องเร่หาคู่นอนเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนหยุดไม่ได้ ถ้าหยุดก็จะทุกข์และมีอาการทางจิตประสาททันที นี่เรียกว่า “วิปริต” จัดเป็นความ “มัวเมา” อย่างหนึ่ง สำหรับเรื่องกามกิเลสนั้น ในสมัยพุทธกาล ภิกษุบางรูปไม่สามารถละกามกิเลสได้ กามกิเลสก็นำพาให้ภิกษุไปเสพกามในแบบต่างๆ เช่น เสพกามกับบุรุษเพศ, เสพกามกับสัตว์, เสพกามกับศพ, เสพกามกับชิ้นส่วนของศพ เป็นต้น กามนี้เป็นเรื่องไร้สาระอยู่แล้ว จึงไม่มีสาระอะไรที่จะไปหาความถูกผิดจากรสนิยมในกามของมนุษย์ การที่จะบ่งบอกว่ามนุษย์คนหนึ่งมีความผิดปกติในกาม เปลี่ยนจากกามกิเลสกลายเป็นความ “มัวเมา” ต้องพิจารณาจาก การดำเนินชีวิตปกติของเขา เขาสามารถปรับตัวอยู่ได้ในสังคมมนุษย์ยุคนั้นๆ ได้อย่างปกติหรือไม่ เช่น ถ้ายุคสมัยนั้น คนนิยมแลกผัวแลกเมียกันเปลี่ยนคู่ไปเรื่อยๆ อย่างนี้ สังคมก็ยอมรับได้ ตัวเขาเองก็ยอมรับได้ และทำไปโดยมีความสุขได้ตามปกติ หากไม่ทำก็ไม่ตกทุกข์ถึงขนาดมีอาการทางจิตประสาท แบบนี้ไม่ถือว่าวิปริตหรือมัวเมา ถือว่าเป็นเรื่อง “กรรมของสัตว์ในยุคนั้นๆ” ที่แตกต่างกันไปในแต่ละยุค แต่หากบุคคลไม่สามารถปรับตัวหรือหาวิธีอยู่ร่วมกับสังคมมนุษย์ได้ ต้องตกทุกข์และมีอาการทางจิตประสาทหากไม่อาจได้เสพกามตามที่ตนปรารถนาแล้ว อันนี้จัดเข้ากามวิปริต หรือ “มัวเมา” ได้ เช่น คู่รักชายหญิงคู่หนึ่งรักกันมาก แต่พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายบังคับให้ไปแต่งกันคนอื่น ทั้งคู่ตรอมใจและตกทุกข์จนจิตไม่ปกติ อันนี้ คือ “ความมัวเมา” หรือ “วิปริต” การเสียใจก็มีกันได้ แต่หากเสียใจจนจิตไม่ปกติ ก็คือ “มัวเมา” หรือ “วิปริต” แต่หากทั้งคู่จิตตกทุกข์มาก แต่กลับคืนมาได้ในวันหนึ่ง อันนี้ก็หายมัวเมา หายวิปริต ดังนั้น คำว่ามัวเมาหรือวิปริตจะดูที่รสนิยมทางเพศแปลกจากคนทั่วไปไม่ได้ ต้องพิจารณาที่การเป็นอยู่ในสังคมเมื่อไม่ได้เสพกาม ยังสามารถอยู่ร่วมกับคนในสังคมได้หรือไม่เป็นสำคัญ “ธรรมะ” อันมีกิเลสเป็นต้นเหตุ ในการปฏิบัติธรรมแบบมหายาน ในลัทธิวัชรยาน จะใช้กิเลสให้เป็นประโยชน์ ประดุจการใช้พิษต้านพิษ กิเลสสามารถทำสิ่งอันเป็นคุณแก่มวลสัตว์ได้ คนมีกิเลสจึงเป็นธรรมะได้เราสามารถใช้กิเลสเป็นเครื่องสร้างสรรค์และพัฒนาสิ่งต่างๆ เพื่อเกื้อกูลประโยชน์แก่มวลมนุษย์ กิเลสจะช่วยขับดันให้เกิดการสร้างสรรค์ เป็นคุณแก่มวลสรรพสัตว์ได้ ดังนี้จึงจัดเป็นธรรมชาติในส่วนที่ให้คุณ เป็น “กุศลธรรม” และเป็นธรรมชาติฝ่าย “ธรรมะ” ไม่ใช่ฝ่ายอธรรม ดังนั้น คนเราจำนวนมากล้วนมีกิเลสกันทั้งนั้น คนจำนวนน้อยมากๆ น้อยกว่า ๑% ของประชากรทั้งหมด ที่จะไร้กิเลสจริงๆ หากเราเอามาตรฐานของคนส่วนน้อยมาบังคับขู่เข็ญคนส่วนใหญ่สังคมก็จะวุ่นวาย และทำไม่ได้จริง เพราะขัดกับธรรมชาติ เราสามารถเรียนรู้อยู่กับคนส่วนใหญ่ที่มีกิเลสเหมือนๆ กันได้อย่างสงบสันติสุข การมีกิเลสไม่ใช่แปลว่าจะเป็นคนเลวร้าย ไม่ใช่แปลว่าต้องเป็นคนผิดเสมอไป แต่เป็นธรรมชาติของมนุษย์เท่านั้นเอง ดังนั้น หากเห็นพระสงฆ์โมโหโวยวาย ก็อย่าไม่คิดสรุปเอาว่าพระสงฆ์รูปนั้นจะต้องเลว หรือเห็นใครโลภ, ใครมีอารมณ์เพศก็ไม่ใช่เรื่องผิดธรรมชาติแต่อย่างใด บางท่านใช้เล่ห์เหลี่ยมการเมืองเพื่อทำร้ายกัน คนดีที่ยังมีกิเลสบางท่าน ถูกเอาความเป็นอรหันต์มาครอบ เช่น นายก ถ้าโมโหขึ้นมา คนก็มองว่านายกเลว ทั้งๆ ที่กิเลสความโลภ, โกรธ, หลง เป็นเรื่องธรรมชาติของคนส่วนใหญ่ แต่เราใช้ความรู้สึกของคนที่ไม่เข้าใจ และไม่กล้ายอมรับความจริงนี้ มาเล่นเกมการเมืองครอบงำให้ผู้คนหลงเข้าใจผิดแล้วหลอกผู้คนให้ไปทำลายกันนั่นเอง ในส่วนต่อไปนี้จะกล่าวถึงกิเลสในส่วนให้คุณบ้าง เพื่อให้เกิดความเข้าใจและยอมรับสัจธรรมของคนส่วนใหญ่ในโลก และหาทางใช้กิเลสไปในส่วนให้คุณ เช่น เปิดกว้างยอมรับ, เข้าใจ และหาวิธีที่เหมาะในการเรียนรู้เรื่องเพศ และอารมณ์เพศของเด็กวัยรุ่นยุคใหม่ที่อาจมาเร็วกว่ายุคสมัยก่อน เป็นต้น ดังต่อไปนี้ ๑) ความขยันอันเป็นผลรากเหง้ามาจากความโลภ ความโลภก็เป็นสิ่งให้คุณได้ ถ้าโลภอยู่ในครรลองคลองธรรม ความโลภก็กลายเป็นความขยัน เช่น โลภในทรัพย์ที่เราพึงมีพึงได้, โลภในผลบุญ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะขับเคลื่อนให้เราทำสิ่งต่างๆ อันเป็นคุณต่อไป ดังนั้นหากเรามีความโลภ และมี “คุณธรรม” ประคองอยู่ ความโลภก็ให้คุณ เป็นฝ่าย “ธรรมะ” ได้เหมือนกัน เรียกว่าใช้ความโลภให้เป็นประโยชน์ ๒) ความเด็ดขาดอันเป็นผลมาจากความโกรธ บางครั้ง คนเราต้องการความเด็ดขาดในการจัดการกับบางสถานการณ์ หรือใครบางคน เช่น คนที่สื่อสารด้วยปัญญาแล้วไม่เข้าใจ จำต้องใช้กำลังจิต พลังความโกรธเข้าหยุดยั้งหรือจัดการ เพราะคุยกันไม่รู้เรื่องแล้ว เช่น กรณีประเทศไทยจะถูกครอบงำและสูญเสียเอกราช บางครั้ง พระราชาต้องใช้ความโกรธเป็นพลังในการจัดการกับอริราชศัตรู นี่คือ การใช้พลังแห่งความโกรธให้เกิดประโยชน์ จัดว่าความโกรธนี้เป็นฝ่าย “ธรรมะ” การที่ความโกรธจะเป็นฝ่ายธรรมะได้ จะต้องมี “คุณธรรม” ในใจมากพอสมควร คือ การยึดมั่นถือมั่นในคุณงามความดี แต่ถ้าละความยึดมั่นในทั้งความดีและความเลวแล้วละความโกรธก็จะหมดสิ้นแรงในการทำกิจบางประการ เช่น การปราบอริราชศัตรู หากมีความเมตตาสงสารมากไปก็ไม่สามารถทำได้ ไม่สามารถลงมือฆ่ามนุษย์ในสงครามได้ พระโพธิสัตว์บางองค์ยังต้องเก็บ “ความโกรธ” อันเป็นกิเลสที่เหลืออยู่น้อยไว้ เพื่อทำกิจภาคปราบมารและอสูรต่างๆ หากพระโพธิสัตว์ไร้ความโกรธแล้วก็จะทำกิจนี้ไม่ได้อีกต่อไป ๓) ความรักความผูกพันอันเป็นผลมาจากกามกิเลส ความรักความผูกพันเป็นเครื่องโยงใยบุคคลในสังคมให้อยู่ร่วมกันในฐานะต่างๆ เช่น พ่อแม่ลูก, สามีภรรยา เป็นต้น การที่บุคคลตัดขาดซึ่งความรักความผูกพันหมดแล้วก็ไม่อาจทำหน้าที่ร่วมกันเป็นทีมงานที่ดีได้ ดังนั้น กามกิเลสที่ยังเหลือยู่เบาบางที่แปลงสภาพเป็นความรักความผูกพันนี้เอง นอกจากจะช่วยให้บำเพ็ญบารมีสืบชาติสืบภพต่อไปได้แล้ว ยังช่วยในการทำงานเป็นทีมของผู้บำเพ็ญอีกด้วย ความรักความผูกพันจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยกามกิเลส เช่น ความเหงา ความชอบ บวกด้วย “คุณธรรม” เช่น ความกตัญญู เป็นต้น พระโพธิสัตว์บางองค์มีความเมตตามาก จะเหลือกิเลสบางส่วนไว้เพื่อเวียนว่ายตายเกิดเพื่อโปรดสัตว์ต่อไปแต่ไม่อยากโกรธใคร ก็อาศัยความรักความผูกพันเป็นเครื่องสืบชาติภพต่อไปแทน นี่คือ “กามกิเลส” ในส่วนที่ให้คุณ เพราะมีคุณธรรมมาร่วมด้วย ๔) ความติดดีอันเป็นผลมาจากความหลง การหลงแม้ไม่มีปัญญารู้จริง แต่ถ้าหลงกอปรด้วยคุณธรรมแล้ว ก็นับเป็นฝ่าย “ธรรมะ” ได้ ความหลงแบบนี้จึงให้คุณ แม้ไม่ได้ให้ผลเป็นความหลุดพ้นก็ตาม ซึ่งแม้ยังไม่ถึงขั้น “สัจธรรม” แต่ก็ช่วยให้สังคมโลกอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข นี่เรียกว่า “การติดดี” นั่นเอง มนุษย์ในสังคมจะอยู่ร่วมกันได้ ต้องมีกรอบ เช่น วัฒนธรรม, กฎหมาย เป็นต้น สำหรับบุคคลทั้งหลายที่ยังมีกิเลสกันอยู่นั้น ไม่ผิดปกติ ไม่แปลกแต่อย่างใด เป็นเรื่องธรรมดา การจะอยู่อาศัยร่วมกันในสังคมได้อย่างสงบสุขจึงต้องมีกรอบบางประการช่วยค้ำจุนไว้ เช่น คุณธรรม, ศีลธรรม และจริยธรรม สำหรับพระสงฆ์ที่ต้องการนิพพาน หากยังกิเลสไม่หมดก็จะใช้ “ศีลธรรม” เป็นเครื่องช่วยในการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสันติสุข ส่วนพระโพธิสัตว์ที่ยังไม่ต้องการนิพพาน ก็อาจใช้ “คุณธรรม” ในการประคับประคองกิเลสให้เป็นไปในส่วนให้คุณ ไม่เป็นส่วนให้โทษ ให้ตนยังอยู่ในฝ่าย “ธรรมะ” อยู่ สำหรับท่านที่ต้องปกครองผู้อื่น ยังต้องการให้อื่นยอมรับและศรัทธา ก็จะใช้ “จริยธรรม” เพื่อให้ตนเองดูงามน่าศรัทธา การเลือกใช้ “สมมุติธรรม” กับกลุ่มคนที่ยังไม่บรรลุถึง “สัจธรรม” ด้วยรูปแบบต่างๆ กันนี้ ทำให้สังคมยังอยู่ร่วมกันได้ด้วยดี ในประเทศจีน เมื่อลัทธิเต๋าเผยแพร่สัจธรรมออกไป บุคคลล้วนไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร ทั้งดีและเลว จึงทำให้คนทำดีก็มีมาก คนทำเลวก็มีไม่น้อย ในสมัยต่อมา ท่านขงจื้อได้ปลูกฝัง “สมมุติธรรม” ให้สังคมจีน เพื่อประคับประคองสังคมจีนให้อยู่ร่วมกันได้และสยบไฟสงครามจนสำเร็จ สมมุติธรรมที่ท่านขงจื้อใช้มากคือ “คุณธรรม” และ “จริยธรรม” ในขณะที่พระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้ธรรม ได้เผยแพร่ “สัจธรรม” แล้ว ยังได้สร้าง “สมมุติธรรม” ไว้ให้ เสริมสัจธรรม สำหรับผู้ที่ยังไม่บรรลุธรรมอีกด้วย ได้แก่ “ศีลธรรม” นั่นเอง พระพุทธเจ้าทรงให้ศีลไว้หลายแบบให้เลือกได้ตามการดำรงชีพของแต่ละบุคคล เช่น ศีล ๕, ศีล ๘, ศีล ๑๐ และ ศีล ๒๒๗ เป็นต้น เมื่อโลกกำลังรวมกันเป็นหนึ่ง “ธรรมะ” ที่ค้ำจุนโลกเหล่านี้จะกลับมาและได้รับการฟื้นฟูเพื่อให้สังคมโลกร่มเย็น คือ สัจธรรม, ศีลธรรม, คุณธรรม, จริยธรรม ในกาลต่อไป |