“สมุทัย ๗” สาเหตุที่มาแห่งทุกข์ทั้ง ๗ ประการ

“สมุทัย ๗” สาเหตุที่มาแห่งทุกข์ทั้ง ๗ ประการ

“สมุทัย ๗” สาเหตุที่มาแห่งทุกข์ทั้ง ๗ ประการ

บทนำ “อริยสัจสี่” ที่มาของ “สมุทัย ๗”

อริยสัจสี่ ประกอบด้วย ทุกข์ คือ การรู้แจ้งว่า “ชีวิตนี้ไม่ใช่เกิดมาเพื่อแสวงหาสุข แต่จะต้องขจัดทุกข์ให้สิ้น”, สมุทัย คือ การรู้แจ้งว่า “เมื่อสาเหตุแห่งทุกข์ดับไป ความทุกข์ย่อมไม่เกิดอีก”, นิโรธ คือ การรู้แจ้งว่า “ความสิ้นไปจากเหตุแห่งทุกข์นั่นแหละ คือ ความสุขที่แท้จริง” และมรรค คือ “ความรู้แจ้งว่า “วิธีอันนำไปสู่การหมดสิ้นไปจากเหตุแห่งทุกข์” การรู้ว่าอริยสัจสี่ทั้งสี่ตัวนี้แปลว่าอะไร จัดว่ายังไม่มีปัญญารู้แจ้งในธรรมหมวดนี้ คือ ยังไม่มีปัญญาจักษุ ยังไม่เห็นวิมุติธรรมแท้ที่ซ่อนไว้ภายในสมมุติธรรม ซึ่งบัญญัติเป็นศัพท์ต่างๆ บุคคลจะมีดวงตาเห็นธรรมแม้เพียงคำว่า “ทุกข์” เพียงคำเดียว ก็มีค่ามาก ต้องใช้เวลามาก ต้องใช้ความตั้งใจและความเพียรอันยิ่ง ไม่สามารถจะรู้ได้ด้วยการทำความเข้าใจความหมาย แต่ต้องเกิดจากการปฏิบัติทางจิต จนเกิดการเปลี่ยน “ทัศคติเชิงลึก” ถึงจิตใต้สำนึกเลยทีเดียวที่เรียกว่า “ภาวนามยปัญญา” ไม่ใช่ “สุตมยปัญา” (การรับสื่อ) หรือ “จินตมยปัญญา” (การจินตนาการนึกคิดเอา) เมื่อจิตเกิดประสบการณ์ทางจิต จนถึงกับเปลี่ยนทัศนคติเชิงลึกได้ จะเกิด “พุทธิปัญญา” อันเป็น “ปัจจัตตัง” คือ ความรู้เฉพาะตนอันนำไปสู่ทางพ้นทุกข์ด้วยตนเอง ถึงจุดนี้จึงจัดว่าเข้าถึงธรรมแท้จริง

อนึ่ง บุคคลจะพ้นจากทุกข์ได้ หากทำอวิชชาให้สิ้น ย่อมจะหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งหลาย ความทุกข์หลายประการย่อมไม่เกิดอีก ที่เรียกว่า “อรหันต์” กระนั้นก็ดี ต้องไม่ลืมว่ายังมีทุกข์บางตัวที่พระอรหันต์ยังต้องรับ เช่น “เวทนาทุกข์” ที่เกิดจากกายเสื่อมไปตามวัย ต้อง เจ็บ, ป่วย ก็ต้องรับทุกข์ทางกายด้วย แม้จิตจะเข้าใจสภาวธรรมก็ตาม นอกจากนี้ พระอรหันต์บางรูปแม้สิ้นอวิชชาแล้ว ยังต้องรับ “วิบากทุกข์” เพราะวิบากกรรมของตนอันแตกต่างจากบุคคลทั่วไป เช่น พระโมคคัลลานะ ยังต้องถูกทุบตีตนร่างกายแหลกเหลวจนตาย เป็นต้น นอกจากนี้ ในพระอรหันต์บางรูป จิตมีสัญญาทุกข์ กับการรับรู้ทางกายบางอย่าง เช่น รับรสขมแล้วจะเกิด “ทุกขเวทนา” ทางกาย หรือ ถูกฉีดยาแล้วทุกข์ทางกาย อย่างนี้ แม้อรหันต์แล้วก็ยังต้องเกิด “ทุกขเวทนา” เพราะสาเหตุจาก “สัญญาทุกข์” อีกด้วย จวบจนกว่าจะหมดสิ้นชีพไป ไม่เกิดอีก จึงพ้นทุกข์อย่างแท้จริง ในหลักการของโยคะศาสตร์ สามารถฝึกกาย, จิต, วิญญาณ หลอมรวมใหม่เป็นหนึ่งเดียว แล้วบันทึก “สัญญาทุกข์” ใหม่ได้ เช่น ในคนที่ชอบซาดิสม์ พบว่าพวกเขาจะมีความสุขเมื่อได้ถูกกระทำทางร่างกายให้เจ็บปวด เนื่องจากพวกเขาได้บันทึก “สัญญาสุข” หรือ ความรู้สึกสุขที่จดจำฝังใจไว้ในทุกขเวทนาแทน เมื่อถูกทำร้ายร่างกาย ก็เกิดความสุขขึ้นได้

ในหลักการเอาชนะทุกข์ของพระพุทธเจ้า สามารถเอาชนะทุกข์ได้ด้วยการทำอวิชชาให้สิ้นเพียงตัวเดียว ที่เรียกว่า “บรรลุฉับพลัน” แล้วสามารถประคองภาวะต่อเนื่องตลอดไปก็ได้เช่นกัน หรือพระอรหันต์บางรูปจะไม่เพียงแต่ทำอวิชชาให้สิ้น แต่ค่อยๆ ดับกิเลสก่อน ที่เรียกว่า “เจโตวิมุติ” คือ การบรรลุเป็นพระอนาคามี มีความสามารถทางจิตขั้นสูงที่สามารถข่มกำราบกิเลสได้หมดสิ้นชั่วคราวในขณะที่ใช้กำลังจิต (กรณีเลิกใช้กำลังจิต กิเลสก็จะกลับมาอีก) หรือบางท่านคลายการยึดมั่นถือมั่นก่อน (เอาชนะอุปทาน) จากนั้น จึงหาความพอดีตรงกลาง จนพ้นจากความเกินพอดี (เอาชนะตัณหาตามมา) แล้วจึงค่อยทำอวิชชาให้สิ้นในภายหลังก็ได้ หรือทำอวิชชาให้สิ้นก่อน (บรรลุอรหันต์) แล้วจึงมาฝึกจิตเพื่อเอาชนะเหตุแห่งทุกข์ตัวอื่นๆ ต่อไป ทั้งนี้ การเอาชนะเหตุแห่งทุกข์ หลังจากบรรลุอรหันต์แล้วก็สามารถทำได้ เช่น การทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร เพื่อลดหรือบรรเทา “วิบากทุกข์” การฝึกจิตเพื่อบันทึก “อุเบกขาสัญญา” ลงไปแทนที่ “ทุกขเวทนา” ทางกายต่างๆ เช่น เมื่อเจ็บป่วย จิตก็อุเบกขาทันที โดยไม่รู้สึกทุกข์ทางกายเลย ซึ่งเป็นหลักการฝึกจิตขั้นสูงของโยคะศาสตร์ ที่จำต้องใช้เวลาและความเพียรในการฝึกฝน เช่น การนอนบนตะปูแล้วไม่ทุกข์, การกินน้ำมันร้อนก็ไม่ทุกข์ เป็นต้น ซึ่งเนื้อหาการฝึกฝึกกายและจิตวิญญาณเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่เกินแล้วสำหรับการร่ำเรียนของพระพุทธศาสนา จึงเรียกพระอรหันต์ว่า “อเสขบุคคล” คือ บุคคลที่ไม่จำเป็นต้องร่ำเรียนต่อแล้ว เพราะเรียบจนสูงสุดแล้ว แต่สำหรับพระมหาโพธิสัตว์ทั้งหลาย ที่มีความปรารถนาที่จะเวียนว่ายตายเกิดต่อไป เพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ การเอาชนะความทุกข์ต่างๆ ไม่ใช่การหนีการเกิด แต่เป็นการเกิดได้ตลอดไปอย่างพ้นทุกข์ อย่างมีความสุข ดังนั้น เนื้อหาการฝึกมากกว่านี้ จะขอละเว้นไว้เพื่อการฝึกเฉพาะของพระโพธิสัตว์เท่านั้น 

สำหรับพระอรหันตสาวกในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดมแล้ว การหลุดพ้นทุกข์จากการเกิด, แก่, เจ็บ, ตาย คือ การพ้นไปเสียจากวัฏสงสาร คือ การไม่ต้องเกิดอีก และการพ้นไปจากอวิชชา ดังนั้น พระอรหันต์ทั้งหลาย จึงเลี่ยงการก่อกรรมใหม่ๆ จะอยู่ในวัดอย่างสงบ และเสวยผลบุญที่เหลือตามอายุขัยบนโลก ก่อนทำการ “ดับขันธปรินิพพาน” แต่สำหรับ พระมหาโพธิสัตว์และพระสาวกของพระมหาโพธิสัตว์ศรีอาริยเมตรัยแล้ว อาจไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป ด้วยเพราะหากสามารถค้นหาวิธีเอาชนะความทุกข์จากการเวียนว่ายตายเกิดได้ เอาชนะทุกข์จากการเกิด, แก่, เจ็บ, ตาย และความทุกข์จากกิเลสและตัณหาต่างๆ ได้ทั้งหมดครบถ้วนแล้ว ก็ย่อมจะสามารถวางแผนการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารเพื่อมาโปรดสรรพสัตว์ได้อีกมากมาย ในบทความธรรมหมวดนี้ จะขอแสดงธรรมในหมวด “อริยสัจสี่” เฉพาะ “สมุทัย” คือ สาเหตุแห่งทุกข์ทั้ง ๗ ประการ อันได้แก่ เวทนาทุกข์, วิบากทุกข์, กิเลสทุกข์, ตัณหาทุกข์, อุปทานทุกข์, สัญญาทุกข์ และ อวิชชาทุกข์ ขยายความธรรมโดยพิสดารเพื่อให้ท่านทั้งหลายดับสิ้นเหตุนั้นไป ดังนี้  

เวทนาทุกข์

คือ ทุกข์อันมีสาเหตุมาจากจิตไม่รู้แจ้งในอนิจจังแห่งเวทนา กล่าวคือ เมื่อ กาย (สังขาร) หรือ ใจ เกิดการเปลี่ยนแปลงตามหลักอนิจจัง จิตไม่รู้แจ้งภาวะนี้จึงเกิดทุกข์เวทนา เช่น กายมีอาการป่วยขึ้นมาก็ทุกข์, จิตที่เคยมีสุขเวทนาแล้วสุขเวทนาดับลงไป เมื่อสุขหาย ไป ก็เกิดทุกข์ ทุกข์แบบนี้ เรียกว่า “ทุกขเวทนา” (กาย) และ “โทมนัสเวทนา” (ใจ) เวทนาทุกข์นี้เป็นความทุกข์ที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้วตามธรรมชาติ เพราะสรรพสิ่งย่อมมีความเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติ หากไม่เข้าใจการเปลี่ยนแปลงของกายและใจก็ย่อมก่อให้เกิดทุกข์ได้ เช่น บางท่านมีความสุขอยู่ชั่วคราว แล้วถึงคราวที่ความสุขดับลงไป ทันใดนั้น ย่อมเกิดความทุกข์ขึ้นมาได้ตามธรรมชาติ แต่หากสามารถทำจิตอุเบกขากับความสุขที่ดับลงไปได้ (เพราะเข้าใจเวทนาทุกข์) ก็ย่อมพ้นจากความทุกข์นี้ได้ อนึ่ง เวทนาทุกข์นี้ เป็นธรรมชาติ ที่ต้องได้พบเหมือนกัน แต่แต่ละคนอาจทุกข์ไม่เท่ากัน

ยกตัวอย่าง เคยรักกันอย่างมีความสุข พอสุขจางลง ก็รู้สึกเบื่อและเกิดความทุกข์ขึ้น

วิบากทุกข์

คือ ทุกข์อันมีสาเหตุมาจากจิตไม่รู้แจ้งในวิบากกรรมแต่หนหลังที่ต้องรับ กล่าวคือ ความทุกข์ที่เกิดขึ้นโดยการรับผลของวิบากกรรมในอดีตชาติที่ทำมา ซึ่งไม่ได้เกิดเพราะจิตหวั่นไหวตามเวทนาทุกข์ แต่เป็นเพราะมีวิบากกรรมที่ต้องรับจริงๆ เช่น ประสบอุบัติเหตุ ซึ่งเป็นกรรมจากหนหลัง แม้ไม่ได้เกิดจากความอนิจจังของกายและใจโดยตรง (แต่เป็นโดยอ้อม) แต่ก็ต้องรับวิบากกรรมนี้ และต้องตกทุกข์ “วิบากทุกข์” นี้ ไม่ใช่ความทุกข์ที่เกิดเพราะอนิจจังโดยตรง แต่เกิดจากบุญทำกรรมแต่งมาในอดีต ทำให้แต่ละคนต้องรับวิบากกรรมที่แตกต่างกันไป ต้องพบกับความอนิจจังในรูปแบบที่ไม่เหมือนกัน จึงจัดเป็นทุกข์ที่แตกต่างกันและไม่เท่ากันในแต่ละคน หากไม่เข้าใจถึง “วิบากทุกข์” แล้ว ก็ต้องน้อยเนื้อต่ำใจว่าเหตุใดตนจึงต้องรับวิบากกรรมมากมายกว่าคนอื่นๆ จึงเกิดวิบากทุกข์ขึ้น

ยกตัวอย่าง เคยรักกันอย่างมีความสุข แต่กรรมทำให้ต้องท้องก่อนแต่ง ก็เกิดความทุกข์

กิเลสทุกข์

คือ ทุกข์อันมีสาเหตุมาจากจิตไม่รู้แจ้งในโทษแห่งกิเลส กล่าวคือ เมื่อจิตมีกิเลส กิเลสก็สร้างความเร่าร้อนขึ้นในจิต ทุกข์ก็เกิดขึ้นทันที เช่น มีความอยากร่ำรวยเหมือนผู้อื่นบ้าง เพียงแค่รู้สึกอยากรวยเท่านั้น จิตใจก็เร่าร้อนขึ้นมาเพราะทุกข์ทันที ทำให้มีความงุ่นง่านวุ่นวายกระสับกระส่าย จิตไม่สงบนิ่ง ต้องแสวงหาสิ่งต่างๆ เพื่อมาสนองตอบตนเอง มากลบเกลื่อน หรือมาเบี่ยงเบนความสนใจ ให้ลืมๆ ทุกข์ไป บ้างก็เอาสิ่งของที่ตนเองมี มาอวดผู้อื่น เพื่อให้ผู้อื่นชื่นชมว่าตนเองร่ำรวย ก็จะบรรเทาความทุกข์เพราะกิเลสนั้นลง อนึ่ง กิเลสทุกข์นี้มีความเร่าร้อนระยะสั้นๆ ในช่วงที่กิเลสดำเนินอยู่เมื่อกิเลสหมดลงตามธรรมชาติ ความทุกข์จากกิเลสก็บรรเทาลงไป ยกเว้นว่าไม่อาจหยุดกิเลสได้ ที่เรียกว่าตัณหา ก็จะก่อให้เกิด “ตัณหาทุกข์” ตามขึ้นมาอีก ซึ่งจะได้อธิบายในหัวข้อถัดไป

ยกตัวอย่าง เคยรักกันอย่างมีความสุข แต่กิเลสอยากแต่งงานหรูๆ เหมือนคนอื่น จึงทุกข์

ตัณหาทุกข์

คือ ทุกข์อันมีสาเหตุมาจากจิตไม่รู้แจ้งในโทษแห่งความอยากเกินพอดีที่ไม่อาจหยุดได้ กล่าวคือ เมื่อจิตมีความอยากที่เกินความพอดีที่ตนพึงได้ นอกจากจะเป็นกิเลสทุกข์ที่เกิดขึ้นในทันทีแล้ว หากไม่สามารถหยุดได้ ก็จะเกิด “ตัณหาทุกข์” ตามมาอีก คือ มีอาการอยากได้อย่างไม่อาจหยุด เช่น เห็นเสื้อผ้าสวยๆ แล้วอยากได้ เกิดความเร่าร้อนเป็นกิเลสทุกข์แล้ว จากนั้น ก็ไม่หยุด ไปพบเสื้อผ้าสวยๆ อีก ก็อยากได้อีก ไม่หยุด ไม่สามารถหยุดกิเลสของตนเองได้ ก็จะเกิด “ตัณหาทุกข์” ตามมาอีก จะรู้สึกหงุดหงิดว้าวุ่นร้อนรุ่มในอกอย่างไม่อาจดับลงได้ แม้ไม่ได้ยึดมั่นว่าต้องได้ แต่เมื่อเห็นขึ้นมาทีไรก็เกิดความอยากหยุดไม่ได้ทุกที จึงเกิดความทุกข์ขึ้นมาในใจทุกที จำต้องออกแสวงหาสิ่งต่างๆ เพื่อสนองตัณหา หรือบรรเทาความอยาก ความทุกข์จึงจะหมดสิ้นไปได้

ยกตัวอย่าง เคยรักกันอย่างมีความสุข แต่ไม่หยุดหาคนใหม่ๆ จึงเกิดความทุกข์ขึ้น

อุปทานทุกข์

คือ ทุกข์อันมีสาเหตุมาจากจิตไม่รู้แจ้งในโทษแห่งความยึดมั่นถือมั่น กล่าวคือ เมื่อ จิตมีความยึดมั่นหมายมั่นไว้ว่าต้องได้ต้องมีสิ่งใดก็ตาม เมื่อไม่ได้ตามจิตยึดมั่นนั้น ก็ทำให้เกิดทุกข์ขึ้น ลักษณะของอุปทานทุกข์จะเป็นความทุกข์ที่ประกอบไปด้วยความผิดหวัง ความเสียใจ ความรับไม่ได้ในภาวะที่เกิดขึ้นนั้นๆ ลักษณะของการอุปทาน จะแสดงออกได้ในลักษณะ ต้องได้, ต้องมี, ต้องเป็น หรือ ต้องไม่ได้, ต้องไม่มี, ต้องไม่เป็น ก็จัดเป็นลักษณะของอุปทานทั้งสิ้น ไม่ว่าจะสุดโต่งยึดมั่นในด้านใด ที่ไม่ใช่การวางเฉยอยู่ตรงกลาง ล้วนแต่เป็นลักษณะของการอุปทานทั้งสิ้น บ้างยึดมั่นสุดโต่งด้านหนึ่ง เมื่อผิดหวังก็ไปยึดมั่นสุดโต่งอีกด้านหนึ่ง ก็เกิดความทุกข์เพราะไปยึดมั่นด้านตรงข้ามนั่นเอง

ยกตัวอย่าง เคยรักกันอย่างมีความสุข แต่ยึดมั่นหึงหวงคนรักของตน จึงร้อนรนเกิดทุกข์

สัญญาทุกข์

คือ ทุกข์อันมีสาเหตุมาจากจิตไม่รู้แจ้งในโทษแห่งสัญญา กล่าวคือ เมื่อ ได้รับรู้สิ่งใดกระทบสัญญาใจว่าต้องทุกข์ จิตไม่รู้แจ้งในภาวะนี้จึงเกิดทุกข์ เช่น จิตไปจำได้หมายรู้เป็นสัญญาใจกับตนเองเอาไว้ว่าหากถูกฉีดยาจะต้องทุกข์ ทั้งๆ ที่การฉีดยานั้นเป็นการรักษาตนเอง เด็กเล็กๆ ที่จดจำความเจ็บปวดแล้วร้องไห้ทุกครั้งที่ต้องถูกฉีดยา นี่เป็นลักษณะของ “สัญญาทุกข์” หรือ การที่เห็นคนรักของตนไปคุยกับใคร ใจก็ต้องทุกข์ทุกครั้งไป เป็น “สัญญาใจ” ของตนเอง ที่เห็นแล้วต้องทุกข์ ความทุกข์แบบนี้ อาจเรียกอีกอย่างว่า “ทุกข์ฝังใจ” คือ เมื่อได้รับรู้เห็นสิ่งกระตุ้นให้ทุกข์เมื่อไร ก็จะต้องทุกข์ทันที สัญญาทุกข์นี้ เกิดขึ้นเมื่อจิตรับรู้ทุกข์และเกิด “สัญญาทุกข์” กับตนเองไว้ก่อน เมื่อภายหลังได้พบ “สิ่งเร้า” ที่กระตุ้น “สัญญาทุกข์” ความทุกข์ก็เกิดขึ้นในทันที

ยกตัวอย่าง เคยรักกันอย่างมีความสุข แต่เห็นเขาไปคุยกับใคร ทันใดก็เกิดทุกข์ทันที

อวิชชาทุกข์

คือ ทุกข์อันมีสาเหตุมาจากจิตไม่รู้แจ้งในท้ายที่สุดแห่งสรรพสิ่ง กล่าวคือ เมื่อไม่รู้แจ้งว่าท้ายที่สุดแล้วสรรพสิ่งเป็นอย่างไร สรรพสิ่งจะต้องอนิจจังจริงหรือไม่ จึงยังคงมีความลังเล เคลือบแคลงใจ สงสัย ตระกายอยาก จิตพุ่งไปสู่เบื้องหน้าและเบื้องหลัง โหยหาอดีต พะวงอนาคต ไม่รู้จุดจบของสรรพสิ่ง จึงไม่อาจคลายใจ วางใจ สงบใจ อยู่อย่างมีความสุขได้ ความทุกข์แบบนี้ พบได้ในคนทั่วไปได้เสมอ และในพระอนาคามี จะมีแต่ทุกข์เช่นนี้เท่านั้น ทุกข์อื่นๆ จะไม่เกิดอีก เพราะสามารถเอาชนะทุกข์อื่นๆ ได้หมดสิ้น

ยกตัวอย่าง เคยรักกันอย่างมีความสุข แต่คิดว่ารักคือเหตุแห่งสุข จึงทุกข์เพราะอาลัยรัก

สรุปกระบวนการเกิดทุกข์ทั้ง ๗ ประการ

คนทั่วไปทุกคนจะต้องพบกับ “เวทนาทุกข์” เท่าเทียมกัน คือ ความหวั่นไหวของเวทนาทางกายและใจ ก่อให้เกิด “ทุกขเวทนา” และ “โทมนัสเวทนา” นอกจากนี้แล้ว แต่ละบุคคลยังต้องรับผลกรรมในอดีตชาติที่แตกต่างกัน ทำให้ได้รับ “วิบากทุกข์” ที่แตกต่างกันเพิ่มเติมเข้าไปอีก ไม่เพียงแต่ความหวั่นไหวของเวทนาตามธรรมชาติ และวิบากกรรมในอดีตเท่านั้น หากปัจจุบันบุคคลแต่ละบุคคลยังก่อกรรมใหม่ๆ ที่แตกต่างกัน กรรมปัจจุบันเหล่านี้ก็เป็นที่มาของความทุกข์ที่แตกต่างกันอีกด้วย เช่น กิเลส, ตัณหา, และอุปทาน สามประการนี้ แต่ละท่านมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าจิตพกภาระมาเกิดมาน้อยแค่ไหน หากมีกิเลสมากก็ทุกข์มาก, มีกิเลสแล้วหยุดยั้งไม่ได้ ก็ก่อตัวเป็นตัณหา ก็เกิดทุกข์เพราะตัณหาเพิ่มขึ้นอีก และยิ่งหากมีตัณหาที่หยุดไมได้แล้ว ยังยึดมั่นถือมั่นว่าต้องไม่หยุด ต้องได้อย่างที่ใจหวังอีก ก็จะต้องรับทุกข์หนักเข้าไปอีก เป็นลำดับขั้นไป ไม่เพียงเท่านั้น บางท่านเคยทุกข์เพราะสิ่งเร้าใด ก็จดจำเป็นสัญญาไว้ว่าเป็นทุกข์ เมื่อได้รับสิ่งเร้าก็ต้องทุกข์ทันทีขึ้นมาอีก โดยไม่ทันเกิดการเปลี่ยนแปลงของเวทนาก่อน หรือเพราะวิบากกรรมก่อน หรือเพราะจิตมีกิเลส, ตัณหา, อุปทาน ก่อน เพียงแค่เห็นสิ่งเร้านั้น จิตก็ตกทุกข์ทันทีเพราะสัญญาจดจำไว้ว่าเป็นทุกข์ฝังใจอยู่นั่นเอง นอกจากนี้แล้ว แม้นจะพ้นจากกระบวนการเกิดทุกข์ทั้งหมดมาได้ แต่หากยังไม่บรรลุธรรม ไม่รู้แจ้งในสรรพสิ่งแล้ว ก็ยังคงต้องเกิดทุกข์เพราะความไม่รู้นั้นอีกสำรับหนึ่งทับถมทวีคูณเข้าไป

ในหลักการดับทุกข์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดม พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน จะทรงสอนให้พ้นเสียจากวัฏสงสาร เป็นทางหลุดพ้นทุกข์ที่แท้จริง โดยทรงบัญญัติศัพท์ “นิพพาน” ซึ่งแปลว่า “สูญ” ไว้เป็นธรรมสูงสุดของพระองค์ เพื่อให้แม้ถึงนาทีสุดท้ายที่ตายลง หากปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์แล้ว ระลึกถึงนิพพานแปลว่าสูญไป ก็เท่านั้นเอง จิตจะคลายการยึดมั่นถือมั่นทั้งปวง เห็นอนิจจังของชีวิตตนเองขณะกำลังตายได้ และสมารถดับขันธปรินิพพานได้ทันที ทั้งๆ ที่ก่อนตายไม่มีความสามารถที่จะบรรลุธรรมได้ก็ตาม นี่คือ “พระปัญญาธิคุณ” ที่เต็มเปี่ยมด้วยความแยบคายและมองการณ์ไกลของพระพุทธเจ้าสมณโคดม แต่หากบุคคลมีจิตใจอันหาญกล้าและเมตตาไร้ประมาณสามารถหาวิธีเอาชนะทุกข์จากการเวียนว่ายตายได้เกิดแล้ว บุคคลก็ย่อมไม่จำเป็นต้องพ้นไปเสียจากสังสารวัฏ ย่อมสามารถที่จะเวียนว่ายตายเกิดได้อย่างจิตปรารถนาโดยไม่มีทุกข์ และมีแต่ความสุขแท้ และยังสามารถช่วยเหลือสรรพสัตว์ได้มากเท่าที่จิตปรารถนาอีกด้วย ในศาสนาของพระศรีอาริยเมตตรัย ซึ่งจะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป เนื่องจาก พระศรีอาริยเมตตรัย บำเพ็ญเพียรแบบมหาโพธิสัตว์ คือ ปรารถนาช่วยเหลือสรรพสัตว์ตลอดไป เฉกเช่นเดียวกับพระมหาโพธิสัตว์อื่นๆ เช่น พระอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์ ดังนั้น วิธีการพ้นทุกข์ย่อมไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน ย่อมไม่จำเป็นต้องพ้นไปเสียจากการเวียนว่ายตายเกิด แต่พระองค์อาจทรงตรัสรู้ถึงวิธีเวียนว่ายตายเกิดได้อย่างไม่มีทุกข์ มีแต่ความสุขอย่างแท้จริง ซึ่งเราทั้งหลายจำต้องรอในชาติที่ท่านลงมาตรัสรู้บนโลก หากเรามุ่งหวังที่จะช่วยเหลือสรรพสัตว์ตลอดไปเฉกเช่นกัน ก็ย่อมต้องบำเพ็ญบุญบารมีแล้วตั้งจิตปรารถนาเพื่อไปเกิดในศาสนาของพระศรีอาริยเมตตรัย ถึงชาตินั้น ย่อมจะได้พบวิธีที่จะเวียนว่ายตายเกิดต่อไปอย่างไม่มีทุกข์ อย่างมีแต่ความสุขแท้จริงได้ 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น