“สมดุล ๓” คือ สรรพสิ่งล้วนมีสมดุลในตนเอง ๓ ระดับ
“สมดุล ๓” คือ สรรพสิ่งล้วนมีสมดุลในตนเอง ๓ ระดับ
สรรพสิ่งมีความสมดุลในตัวเอง จึงคงสภาพของสรรพสิ่งอยู่ได้ สมดุลนั้นมีลักษณะที่บุคคลสามารถรับรู้ได้ตามความละเอียดของจิตที่แตกต่างกันอยู่สามระดับ ดังนี้คือ
สมดุลพลวัตร (สมดุลหยาบ)
คือ สมดุลที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จากสิ่งหนึ่งไปเป็นสิ่งตรงข้าม มีเกิดมีดับ มีทุกข์มีสุข เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา สมดุลนี้ เกิดขึ้นด้วยการรับรู้อันหยาบ ทำให้มีการยึดสิ่งที่สังเกตอันหยาบเป็นจุดหลัก เมื่อสิ่งที่สังเกตมีเหตุเปลี่ยนแปลงไป ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงนั้น การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา อย่างมีสมดุลในภาพรวม แม้ว่าในบางขณะอาจะดูเหมือนไม่สมดุล เพียงเพราะการรับรู้อันหยาบนั้นเอง ทำให้ไม่เห็นความสมดุลของภาพรวมในระยะยาว เช่น การเสียใจเมื่อมีคนตาย เป็นการรับรู้อันหยาบ แต่เมื่อได้เห็นอย่างยาวไกล จะพบว่าเป็นเพียงแค่ขั้นตอนหนึ่งของดวงจิตที่จะวิวัฒนาการเข้าไปสู่การบรรลุธรรมในชาติที่พร้อมและเหมาะสมต่อไป ไม่ใช่สิ่งที่จะนำมาเป็นความทุกข์ พลวัตรเป็นสมดุลที่มีการแปรเปลี่ยนมาก มีความหวั่นไหวสูง และมีในทุกสรรพสิ่งที่การรับรู้อันหยาบนี้รับรู้ไปถึง ไม่ว่าจะเป็นจักรวาล, กาแล็กซี่, ระบบสุริยะ, โลก, ประเทศ, เมือง, บ้าน, ในตัวคน, ในตัวสัตว์, ในหน่วยย่อยของสัตว์, ในเซล, ในอตอม ฯลฯ ล้วนแต่มีการเปลี่ยนแปลงแบบพลวัตร คือ การเปลี่ยนแปลงที่ตรงกันข้ามอย่างสมดุล ด้วยการรับรู้อันหยาบนั่นเอง แม้แต่ความสุขของคน ก็มีความทุกข์เป็นสิ่งสร้างสมดุล หมายความว่า หากมีความสุขมากๆ แล้ว ความทุกข์มากๆ หรือง่ายๆ จะตามมาด้วย เป็นสมดุลโดยธรรมชาติ ดังนั้น จึงเป็นเหตุให้คนร่ำรวยทุกข์ง่าย อ่อนไหว
ง่าย และอ่อนแอ คุณหญิงคุณนายก็ดี ล้วนมีความสุขมากต่อหน้าสังคม และก็ทุกข์มากลับหลังสังคมด้วย การแก้ความทุกข์ด้วยการหาเรื่องมาหัวเราะ ก็จะนำมาซึ่งทุกข์มากขึ้นแบบใหม่ๆ ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสมดุลของสุขและทุกข์โดยธรรมชาติ ซึ่งร่างกายจะมีการหลั่งฮอร์โมน ที่เกี่ยวข้องกับความสุขและทุกข์นี้อย่างสมดุลกัน ทำให้มีวามสุขและทุกข์เท่ากันเสมอ หากกลไกลนี้เสียไปจะทำให้เสียสติ คือ เป็นคนบ้า เช่น นั่งยิ้มคนเดียวทั้งวันไม่สามารถรับรู้สิ่งอื่นใด สมดุลนี้เป็นสมดุลทางโลก หรือ “โลกียสมดุล” เป็นสิ่งที่หยาบและรับรู้ได้ง่าย เป็นเหตุเพราะมีอนิจจังของสมมุติ ความเป็นสมมุติไม่เที่ยง ไม่ใช่ธรรมแท้ ไม่ใช่ธรรมเที่ยง สมมุติเรียกกันมา จึงไม่แจ้งในธรรม สมมุติจึงไม่จีรังนั่นเอง แต่บุคคลมักยึดมั่นสุดโต่งข้างใดข้างหนึ่งไม่ยอมปล่อย ก็จะไม่เข้าใจหลักของสมดุลนี้ จะคิดเข้าข้างตนเองว่าจะเกิดขึ้นทางเดียว อีกทางหนึ่งจะไม่มีอีก ทว่าก็ต้องทุกข์ใจ เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่ต้องการให้เกิดอยู่ร่ำไป เพราะการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นสิ่งที่สร้างสมดุลให้กับ “สมมุติ” นั่นเอง สรรพสิ่งจึงมีความพอดี ไม่ล้นมากเกินไป
สมดุลไตรภาคี (สมดุลกลาง)
คือ สมดุลที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเฉกเช่น สมดุลพลวัตร และยังมีภาวะนิ่งจากการเปลี่ยนแปลงแทรกอยู่อีกด้วย เช่น มีสุข มีทุกข์ ก็มีภาวะปราศจากสุขและทุกข์ได้เช่นกัน ดังนั้น สรรพสิ่งจึงมีการเปลี่ยนแปลงแบบตรงกันข้าม และยังมีภาวะทรงสภาพไม่เปลี่ยนแปลงแทรกอยู่อีกด้วย เรียกว่า เกิดขึ้น, ตั้งอยู่ และดับไป มีขาว ก็มีดำ และมีเทา มีสุข ก็มีทุกข์ และภาวะอุเบกขา คือ ไม่สุขไม่ทุกข์ บุคคลจะรับรู้สมดุลไตรภาคีนี้ได้ เมื่อการรับรู้ละเอียดขึ้นถึงขั้นกลาง กล่าวคือ เริ่มเห็นสิ่งที่ไม่ใช่ทั้งสองข้างที่สุดโต่งแล้ว เริ่มเห็นภาวะที่อยู่ตรงกลางบ้างแล้ว เริ่มเห็นว่ายังมีที่ไม่ใช่สิ่งที่ตรงกันข้ามกันบ้างแล้ว บุคคลที่มีจิตใจต่ำ มีการรับรู้อันหยาบ เริ่มเดิมทีจะไม่ค้นพบภาวะตรงกลางนี้ พวกเขาจะพึงใจด้วยการยึดติดข้างใดข้างหนึ่ง เช่น การเฝ้าระวังไม่ให้ใครในกลุ่มพูดไม่ดีออกมา เพราะจะทำให้เสียบรรยากาศและเกิดทุกข์ ที่เป็นเช่นนี้ เพราะพวกเขายึด “ความสุข” เป็นอัตตา พวกเขาเสพติดความสุขเหมือนยาเสพติด ขาดความสุขไม่ได้ เพราะหากความสุขหายไป ก็จะเกิดความทุกข์ใจทันที ที่เป็นเช่นนี้ เพราะพวกเขายังไม่ค้นพบสิ่งตรงกลาง ยังมีจิตไม่ละเอียดพอ คนเหล่านี้ จึงกลัวทุกข์ และแสวงหาสุข ทั้งนิยมปกปิดเรื่องราวอีกด้านของตน เพื่อให้ในโลกของตนมีด้านใดด้านหนึ่ง ด้านเดียว เช่น ด้านดีของตน ด้านความสุขของตน เท่านั้น บุคคลเหล่านี้พบได้ในกลุ่มนักแสดง, นักการเมือง, นักสังคม, กลุ่มสังสรรค์ ฯลฯ พวกเขาจะไม่กล้าเปิดใจกันเพื่อพูดคุยในด้านตรงข้าม เพราะยึดด้านใดด้านหนึ่งเอาไว้ และไม่รู้ความเป็นกลางอยู่ที่ใด จึงไม่อาจวางใจตรงกลางได้ หากจิตเลื่อนออกจากด้านเดิมก็ต้องตกไปด้านตรงข้ามทันที เช่น หมดสิ้นความสุข ก็ทุกข์ทันที พวกเขาไม่สามารถเข้าสู่ภาวะอุเบกขาได้ ไม่สามารถหยุดใจลงเพียงแต่เฉยๆ ได้ จิตจึงแกว่งไปแกว่งมา สมดุลจึงมีแต่ความวุ่นวายและเปลี่ยนแปลงตลอด เมื่อบุคคลฝึกจิตตนให้ละเอียดดีแล้ว จะพบจุดตรงกลางของสรรพสิ่ง พบความไม่ดำไม่ขาว, ไม่ซ้ายไม่ขวา, ไม่บนไม่ล่าง, ไม่ดีไม่ชั่ว, ไม่ทุกข์ไม่สุข อย่างแท้จริง มิใช่พบโดยทฤษฎี, พบโดยการอ่าน, พบโดยการพูด หรือพบโดยการนึกคิดเอา บุคคลสองคนอาจพูดอย่างเดียวกันว่าพวกเขาพบสมดุลตรงกลางแล้ว แต่ไม่จำเป็นต้องพบจริงเหมือนกัน บางคนอาจพบจริง ในขณะที่บางคนอาจเข้าใจผิดไปว่าพบ แต่ไม่ได้พบสภาวะนั้นจริงๆ ก็มีเช่นกัน บุคคลจะรู้จักภาวะความเป็นกลาง และวางจิตในภาวะความเป็นกลางแห่งสรรพสิ่ง กลางระหว่างดีชั่ว, กลางระหว่างขาวดำ, กลางระหว่างร้อนเย็น, กลางระหว่างซ้ายขวา, กลางระหว่างสุขทุกข์, กลางในทุกๆ สิ่ง และวางจิตรับรู้ความเป็นกลาง อันเป็นสมดุลแบบที่สามนี้ได้ ยาวนานขึ้น มากขึ้น บ่อยขึ้น ถี่ขึ้น ก็จะมีจิตละเอียดขึ้น ในทางตรงข้ามหากวางจิตหรือรับรู้ความเป็นกลางได้น้อยจิตใจก็จะหยาบกร้านขึ้น มีความทุกข์มากขึ้น สุขมากขึ้น เหมือนคนเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เดี๋ยวหัวเราะเดี๋ยวร้องไห้นั่นเอง
สมดุลสถิต (สมดุลละเอียด)
คือ สมดุลที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ อันเนื่องมาจากการรับรู้อันละเอียดมากที่สุด จึงเห็นสรรพสิ่งอันเป็นแก่นแท้ที่ไม่แปรเปลี่ยน เป็นธรรมแท้ ธรรมเที่ยง จึงไม่พบความแปรเปลี่ยนในธรรมนั้น กล่าวอย่างไรก็เป็นเช่นนั้นเสมอ ถูกต้องตลอดกาล ไม่ใช่กล่าวธรรมไว้อย่างหนึ่ง เมื่อเวลาผ่านไปมากล่าวเปลี่ยนไปอีกอย่างหนึ่ง เช่นนั้น ไม่ใช่ธรรม หากยังมีการเปลี่ยนแปลง ยังเป็นเพียงแค่ “สิ่งสมมุติ” เป็น “ของทางโลก” หรือ “สมมุติธรรม” ไม่ใช่ “ธรรมแท้” ไม่ใช่ “วิมุติธรรม” ไม่ใช่ “สัจธรรม” ไม่ใช่ “อมตธรรม” กล่าวคือ สรรพสิ่งมีภาวะ “เป็นเช่นนั้น” (ตถาตา) อยู่ก่อน แต่เมื่อมนุษย์มีการรับรู้อันหยาบ มีอวิชชาคือความหลง จึงได้ปรุงแต่ธรรมที่ไม่แท้ขึ้น เพื่อใช้เรียกกันในชั่วขณะเพื่อสร้างความเข้าใจกันง่ายๆ ยืมมาใช้ก่อน อย่างไม่ได้รู้จริง ลูกหลานรุ่นหลังก็จดจำและยึดมั่นฝังแน่นว่าสิ่งที่ได้รับการสอนหรือรับรู้มาเป็นความจริงแน่แท้ โดยไม่มีการค้นหาสัจธรรม แต่เมื่อมีการตรัสรู้ ค้นพบธรรมแล้วโดยพระพุทธเจ้า จึงได้ทราบว่าสรรพสิ่งล้วนเป็นตถาตา คือ เป็นเช่นนั้นเองอยู่ก่อนแล้ว ไม่มีขาว ไม่มีดำ ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ ไม่มีซ้าย ไม่มีขวา ไม่มีดี ไม่มีชั่ว เป็นธรรมอันเที่ยงแท้แน่นอน ไม่แปรเปลี่ยน มีเช่นนั้นเองอยู่ก่อน เป็นภาวะที่สมดุลโดยไม่มีการแปรเปลี่ยน เป็นสมดุลที่แท้จริง มีอยู่ภาวะเดียวเท่านั้น คือ ความเป็นเช่นนั้นเอง ไม่เป็นเช่นอื่น ไม่ดี ไม่เลว ไม่ขาว ไม่ดำ ไม่ถูก ไม่ผิด ดังนั้น เมื่อไม่มีดี จึงไม่มีเลว เมื่อไม่มีถูก จึงไม่มีผิด แต่เมื่อมีดี หากดีเสื่อมลง ก็จะกลายเป็นเลว เมื่อมีขาว หากขาวเสื่อมลง ก็จะกลายเป็นดำ ดังนั้น เมื่อไม่มี “สมมุติ” เลยเช่นนี้ จึงเป็น “วิมุติธรรม” โดยแท้ เป็นสมดุลของสรรพสิ่งอันแท้จริง ซึ่งจะรับรู้ได้ด้วยจิตอันละเอียดถึงที่สุดแล้วเท่านั้น ในภาวะนี้ ไม่ใช่ภาวะของความว่าง แต่เป็นภาวะเมื่อ “สมมุติว่าง” ไปจึงมี “วิมุติปรากฏ” สรรพสิ่งไม่ใช่ไม่มีอะไรเลย หากคนตาบอดเหยียบเชือกแล้วหลงผิดคิดว่าเป็นงู งูนั้นย่อมไม่มีจริง แต่เหตุทีทำให้คนตาบอดหลงผิดว่าเป็นงู ย่อมไม่ใช่ความว่าง ย่อมมีอยู่จริง คือ เชือกนั่นเอง ฉันใดก็ฉันนั้น “วิมุติ” เป็นธรรมแท้ เป็น “ตถาตา” เช่นนั้นเองอยู่ก่อน แล้วเมื่อบุคคลหลงตาบอดไม่เข้าใจ จึงเกิด “สมมุติ” เรียกขาน และยึดมั่นถือมั่นขึ้นมาในสมมุตินั้น เมื่อสมมุติถึงคราวแปรเปลี่ยนไป ก็ผิดหวัง มีอันต้องตกทุกข์ นี่คือที่มาแห่งความหลงในสมมุติจนเกิดทุกข์ขึ้น ไม่ใช่ภาวะอันละเอียดอ่อนถึงที่สุดแบบสมดุลสถิต จิตที่ละเอียดอ่อนระดับเดียวกับสมดุลสถิตเท่านั้นจึงสัมผัสสมดุลนี้ได้ บุคคลเหล่านี้ จะพ้นจากความทุกข์ทั้งมวลได้ คือการบรรลุอรหันต์ ดับอวิชชาสิ้นไปนั่นเอง