อันตรายของจิตวิญญาณแฝงและการแก้ไข
อันตรายของจิตวิญญาณแฝงและการแก้ไข
คนที่เป็นปอบ จะมีจิตวิญญาณมากกว่าหนึ่ง ทั้งยังมีวิธีถ่ายทอดทายาทดังนี้
กายสังขารหนึ่งๆ ไม่จำเป็นต้องมีจิตวิญญาณดวงเดียว
หลายท่านคิดว่ากายสังขารหนึ่งกายต้องมีจิตดวงเดียว แต่ความเป็นจริง กายสังขารแต่ละกายอาจมีดวงจิตหนึ่งดวง หรือไม่ใช่หนึ่งดวงก็ได้ ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยต่างๆ อาทิเช่น คนที่มีจิตวิญญาณสิงหรือแทรกอยู่ ก็มีจิตมากกว่าหนึ่งดวงในกาย เช่น คนที่มีปอบหรือกระสือ จะมีจิตวิญญาณที่เป็นปอบหรือกระสืออาศัยในกายนั้นด้วย จิตที่สิงหรือแทรกอยู่นี้ มีเหตุปัจจัยให้มาอยู่ร่วมกับจิตเจ้าของกายสังขารนั้นๆ บางดวงจิตจรมาครั้งคราว บางดวงจิตมาอยู่จนกระทั่งตายจากกัน อาจด้วยความอาฆาตแค้นที่มีต่อกันจึงไม่ยอมปล่อยเจ้าของร่าง บางดวงมาสร้างบุญบารมีร่วมกัน แต่บางดวงจิตก็มาชำระสะสางกรรมต่อกัน ทำให้มีการกระทบกระทั่งทำร้ายกัน แตกต่างกันออกไป จะยึดมั่นถือมั่นเอาสุดโต่งทางใดทางเดียวไม่ได้ การจะทราบได้ว่าในกายสังขารของแต่ละท่านมีจิตวิญญาณกี่ดวง และเข้ามาแบบจรเป็นครั้งคราวหรือถาวร และเข้ามาร่วมบุญบารมีหรือชำระกรรมได้นั้น จำต้องมีการศึกษา มีความชำนาญในการพิจารณาดูจิตในจิต และดูกายในกาย
แม้มีตาทิพย์ก็อาจวินิจฉัยจิตวิญญาณทั้งหมดที่อาศัยในกาย พลาดได้
สำหรับท่านที่มีตาทิพย์จะมองได้ไม่ยาก แต่บางครั้งจิตที่จรไปมาก็ทำให้ตาทิพย์วินิจฉัยพลาดได้ นอกจากนี้ บางจิตวิญญาณไม่ได้เข้ามาอาศัยในร่างกาย เพียงแค่พลังบางส่วนก็สามารถทำให้เจ้าของร่างมีลักษณะเป็นไปตามพลังนั้นๆ ได้ เช่น ในกลุ่มคนทรงเจ้า เป็นต้น ทำให้การใช้ตาทิพย์วินิจฉัยผิดพลาดไปใหญ่ อาจด้วยเพราะจิตวิญญาณนั้นๆ ไม่ต้องการให้ผู้มีตาทิพย์ทราบนั่นเอง เช่น การใช้ตาทิพย์ดูคนทรงเจ้า บางครั้ง ก็อาจมองไม่เห็นกายทิพย์หรือจิตวิญญาณของเทพที่เข้าทรง ทำให้เกิดการปรามาสว่าหลอกลวงกัน แท้แล้ว อาจหลอกลวงจริง หรือหลอกลวงบางส่วน หรือไม่ลอกลวงเลยก็ได้ อธิบายอย่างนี้ ที่หลอกลวงจริงเพราะไม่มีเทพนั้นเกี่ยวข้องในการเข้าทรงเลยก็มี, ที่หลอกลวงบางส่วนเพราะเทพองค์นั้นๆ อาจส่งพลังมาให้จริง แต่คนทรงได้แต่งเสริมเติมข้อความไปเพื่อประโยชน์ส่วนตนก็ได้, ที่ไม่หลอกลวงเลย เพราะเทพองค์นั้นๆ ส่งพลังมาจริงๆ แต่ตาทิพย์มองไม่เห็นเพราะพลังละเอียดมาก อีกทั้งคนทรงก็ไม่ได้แต่งเสริมใดๆ ทำหน้าที่ไปตามตรง อันนี้ เป็นไปได้ทั้งสามกรณี ต้องพิจารณาด้วยปัญญาและญาณไปเป็นกรณีๆ ไป ไม่อาจยึดมั่นถือมั่นข้อสรุปไปใช้ได้กับทุกกรณี ในการวินิจฉัยเรื่องจิตวิญญาณในกายสังขาร จึงต้องวินิจฉัยให้ชัดว่ามีจิต, วิญญาณ หรือเพียงพลังบางส่วนอยู่บ้าง
จิตวิญญาณมากกว่าหนึ่งดวง จะแย่งกันครองความเป็นใหญ่ในกายสังขาร
อันธรรมทั้งหลายล้วนมีใจเป็นประธาน กายสังขารหนึ่งๆ ถ้ามีจิตมากกว่าหนึ่งดวงแล้ว ก็จะมีใจเป็นประธานของจิตทุกดวง ถ้าใจเราอยากให้จิตดวงใดเป็นใหญ่ หรือให้ออกจากร่างไปก็สามารถทำได้ กรณีที่ใจมีพลังมากพอหรือฝึกฤทธิ์ทางใจ (มโนมยิทธิ) มาระดับหนึ่ง แต่ถ้าพลังใจน้อยกว่าพลังจิตบางดวง ก็อาจถูกจิตดวงนั้นๆ ครอบงำได้เหมือนกัน เช่น ในคนที่มีจิตวิญญาณปอบหรือกระสืออาศัยอยู่ หากใจห่อเหี่ยวไม่มีกำลังใจแล้ว ยิ่งทำให้จิตวิญญาณของปอบหรือกระสือยิ่งครอบงำร่างกายนั้นได้มากขึ้น จิตวิญญาณแต่ละดวงล้วนมีจิต คิดได้ ชอบและเกลียดได้เหมือนเทพเทวดาหรือกายทิพย์ที่มีจิตทั่วไป ดังนั้น เมื่อมาอาศัยในกายสังขารเดียวกันแล้ว จึงแตกแยก ไม่สามัคคีกัน ทั้งยังแย่งกันเป็นใหญ่ในกายสังขารนั้นๆ ก็ได้ เช่น ในคนที่มีจิตวิญญาณปอบอาศัย ปอบจะครอบงำร่างกายและจิตวิญญาณเดิมของเจ้าของร่าง เพื่อเป็นใหญ่ในกายสังขารนั้นๆ ในคนที่มีจิตวิญญาณอื่นๆ ที่ไม่ใช่ปอบหรือกระสือก็สามารถพบเหตุการณ์เดียวกันนี้ได้ เช่น ในคนที่เลี้ยงผีพราย, ยักษ์, กุมารทอง, มังกรทอง ฯลฯ จิตวิญญาณเหล่านี้ ล้วนอาศัยแทรกอยู่ในกายสังขารของผู้เลี้ยงทั้งสิ้น และรอคอยวันที่ใจอ่อนกำลังลง ขาดกำลังใจ หรือจิตวิญญาณเดิมอ่อนล้าหมดพลัง ก็จะทำการยึดครองร่างนั้นๆ ในที่สุด เช่น ในกลุ่มหมอผีที่เลี้ยงผีพราย หากหมดสิ้นวิชชาอาคม ผีพรายก็สามารถยึดครองกายสังขารนั้นได้
จิตวิญญาณปอบทำอย่างไรกับจิตวิญญาณเจ้าของร่าง?
คนที่มีปอบอาศัยในกายสังขาร ถ้าปอบครอบงำเต็มที่ ปอบจะรอคอยเวลาเจ้าของร่างตาย เมื่อตายลงปอบจะรอจังหวะสับเปลี่ยนจิตวิญญาณ กล่าวคือ กายทิพย์หรือวิญญาณจะมีสองวิญญาณ วิญญาณหนึ่งเป็นของเจ้าของร่าง วิญญาณหนึ่งเป็นปอบ วิญญาณทั้งสองจะดับสลายไม่พร้อมกัน ถ้าวิญญาณของเจ้าของร่างมีบุญมากกว่าปอบ ปอบจะรอให้วิญญาณนี้ดับสลายลง แล้วจิตของปอบจึงจะจุติออกไปจากร่าง ปอบก็หลุดพ้นจากความเป็นปอบแล้วจุติใหม่ได้วิญญาณเท่ากับบุญที่กายทิพย์ที่สลายนั้นมีอยู่ ส่วนเจ้าของร่างจะถูกปอบกักขังดวงจิตไว้ก่อน จนกระทั่งวิญญาณที่ปอบทิ้งไว้ดับสลายลง ดวงจิตของเจ้าของร่างก็จะจุติโดยออกไปขณะวิญญาณปอบสลาย แล้วเกิดใหม่เป็นปอบ แทนปอบตัวเก่า นี่คือ วิธีที่ปอบจะพ้นจากความเป็นปอบ ปอบบางตนเดิมได้ร่างที่มีบุญน้อย ก็จะหาร่างใหม่ที่มีบุญพอให้ตนหลุดพ้นความเป็นปอบ แล้วถ่ายทอดความเป็นปอบให้เจ้าของร่างรับช่วงแทน อย่างนี้อาจเรียกได้ง่ายๆ ว่า “ปอบช่วง” คือ ให้เจ้าของร่างรับช่วงความเป็นปอบแทน แล้วตนก็พ้นจากความเป็นปอบไป ปอบช่วงจะหาร่างที่มีบุญสักหน่อยแต่จิตมีกำลังน้อยพอที่จะควบคุมได้ และใกล้จะตาย เพื่อให้ตนหลุดพ้นจากความเป็นปอบ ปอบประเภทนี้ จึงเลือกร่าง เปลี่ยนร่างไปเรื่อยๆ บางท่านจึงสับสนว่าใครเป็นปอบกันแน่ หรือปอบตนนี้อยู่ในกายสังขารของใครกันแน่ เพราะเปลี่ยนร่างเปลี่ยนหน้าไปเรื่อยๆ เราจึงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “ปอบแลกหน้า” เพราะเปลี่ยนหน้าเปลี่ยนร่างไปเรื่อยๆ ปอบอีกชนิดหนึ่ง จะยังไม่อยากหลุดพ้นจากความเป็นปอบ เป็นปอบที่มีกรรมมาก มีอิทธิฤทธิ์มาก และมีความหลงผิดมาก เป็นปอบที่นิยมสร้างบริวาร เป็นปอบที่หลงในลาภสักการะ เช่น ปอบที่ยามเป็นคน อาจเป็นหมอผี, คนทรง หรือพระสงฆ์ที่เล่นคุณไสย แล้วผิดครู พลาดพลั้งไปจนต้องเกิดเป็นปอบ ปอบแบบนี้จะสร้างบริวาร ด้วยการเข้าไปครอบงำจิตวิญญาณของเจ้าของร่างที่ตนอาศัยก่อน ตกกลางคืน จะบังคับจิตวิญญาณนั้นๆ ให้ออกไปหากินร่วมกับตน จนจิตวิญญาณเจ้าของร่างมีกรรมมาก กายทิพย์ที่เคยดีเปลี่ยนกลายเป็นปอบโดยสมบูรณ์ ในกรณีนี้ กายทิพย์ในกายสังขารนั้นจะเป็นปอบทั้งสองกายทิพย์ และจิตทั้งสองดวงจะเป็นปอบโดยสมบูรณ์ เรียกว่าเจ้าของร่างถูกครอบงำโดยสมบูรณ์ เมื่อครอบงำให้เจ้าของร่างกลายเป็นปอบด้วยแล้ว ปอบตนนี้จึงจะหาร่างกายใหม่อาศัย จากนั้นไม่นาน เจ้าของร่างจะตายและจิตวิญญาณจะจุติเป็น “ปอบบริวาร” ปอบตัวพญาก็จะทำอย่างนี้กับกายสังขารใหม่ที่เข้าไปอาศัย ทำให้คนตายไปเรื่อยๆ และเป็นปอบเพิ่มมากขึ้น ปอบแบบนี้ร้ายกาจกว่าแบบแรก เรียกว่า “ปอบพญา” หรือ “ปอบเชื้อ” คือ สามารถแพร่เชื้อปอบให้เพิ่มจำนวนมากขึ้นได้นั่นเอง ปอบเชื้อหรือปอบพญา จะทำให้สัตว์และคนตายไปเรื่อยๆ จึงดูคล้ายกับว่าปอบนั้นกินคนไปด้วย
ตัวอย่างการสับเลี่ยนจิตวิญญาณของพระสงฆ์กับหงส์ทิพย์
สมมุติ พระสงฆ์รูปหนึ่งบำเพ็ญบารมีได้มาก จนหงส์ทิพย์มาขอเป็นบริวาร จิตพระสงฆ์นั้นก็ยินดีที่จะได้บริวารเป็นหงส์ทิพย์ หงส์ทิพย์ก็ใช้เล่ห์เหลี่ยม ดลจิตดลใจพระสงฆ์รูปนั้นว่า พระสงฆ์รูปนี้มีบุญบารมีมาก บุญญาธิการสูง หงส์ทิพย์ผู้น้อยนี้ จะคอยดูแลปรนนิบัติรับใช้ จะดลจิตดลใจผู้คนให้เข้ามาทำบุญสุนทานกับท่านมากๆ ขอให้ท่านที่ชราภาพมากแล้วได้อยู่อย่างสุขสบายมีสาธุชนมาปรนนิบัติรับใช้ เพื่อให้เหล่าสาธุชนได้บุญบ้างเถิด จิตของพระสงฆ์หลงกลยินดีในการนั้น จิตวิญญาณหงส์ทิพย์จึงออกไปดลจิตดลใจคนให้หลั่งไหลมาทำบุญปรนนิบัติดูแลพระสงฆ์รูปนั้นมากมาย หงส์ทิพย์รอให้บุญของพระสงฆ์ค่อยๆ ลดลงๆ ด้วยการเสวยบุญในปัจจุบันมากๆ แล้วหงส์ทิพย์ก็หลอกล่อให้พระสงฆ์ทำเครื่องรางของขลังบ้าง ทำกรรมที่พระสงฆ์ไม่ทราบว่าเป็นเครื่องลดทอนบุญบารมีตนเองบ้าง ในขณะเดียวกัน หงส์ทิพย์ก็ได้บุญบารมีมากขึ้นๆ จากการปรนนิบัติรับใช้พระสงฆ์รูปนี้ ตัวพระสงฆ์เองก็หลงตัวเอง เพลินไป ไม่เอะใจว่าทำไมมีคนมาทำบุญให้คนมากมายนักหนา แต่ยินดีกับลาภสักการะจำนวนมากนั้น จนในที่สุด เมื่อละสังขารตายลง หงส์ทิพย์ก็สับเปลี่ยนจิตวิญญาณเอาบุญบารมีพระสงฆ์รูปนั้นไป พระสงฆ์รูปนั้นต้องจุติเป็น “หงส์ทิพย์” แล้วไปเกิดใหม่เพื่อชดใช้กรรม สูญเสียบุญบารมีไปหมด
เมื่อจิตวิญญาณดวงอื่น ยึดครองกายสังขารแล้วเจ้าของร่างจะเป็นอย่างไร
เมื่อเจ้าของร่างถูกจิตวิญญาณดวงอื่น ยึดครองกายสังขารและจิตเดิมของตนเองแล้ว เจ้าของร่างก็ตกเป็นทาสของจิตวิญญาณดวงนั้นๆ และส่งผลให้ไม่เป็นตัวของตัวเอง ต้องทำสิ่งที่ไม่คาดคิด อีกทั้งท้ายที่สุด แม้แต่จิตเดิมแท้ของตนก็ไม่อาจรักษาไว้ได้ จิตไม่ใช่ตัวกูของกู แม้จิตดวงแรกมีบุญบารมีมาก แต่หากเจ้าของร่างพลาดท่าถูกจิตวิญญาณที่เข้ามาแทรกนั้นครอบงำแล้ว ก็สามารถสูญเสียจิตวิญญาณที่มีบุญบารมีมากนั้นได้ ทำให้ตนต้องเหลือเพียงจิตวิญญาณที่มีบุญบารมีน้อยกว่า หรือกล่าวง่ายๆ คือ จิตวิญญาณถูกสับเปลี่ยนกันนั่นเอง อันตรายของการที่จิตวิญญาณอื่นๆ ยึดครองร่างกายนั้นมีโทษมากขนาดนี้ ผู้ที่ทราบว่าตนมีจิตวิญญาณมากกว่าหนึ่งดวงจึงต้องระมัดระวังมาก สมมุติ ตนเองบำเพ็ญบารมีได้จิตวิญญาณถึงโพธิสัตว์ แต่มีจิตวิญญาณของมังกรมาเป็นพาหนะช่วยงานอยู่ มังกรสามารถครอบงำเอาร่างกายนั้นได้ ทำให้จิตวิญญาณสับเปลี่ยนกันได้ เจ้าของร่างอาจต้องจุติกลายเป็นมังกร ในขณะที่มังกรอาจได้จุติไปเป็นโพธิสัตว์ได้ ด้วยวิธีต่างๆ เช่น การที่มังกรดลจิตดลใจให้เจ้าของร่างไปเสวยบุญเป็นฮ่องเต้ พอเจ้าของร่างเสวยบุญมาก หมดบุญตายลงก็ต้องจุติเป็นมังกร ส่วนมังกรที่รับใช้ในกายสังขารนั้นได้บุญมากเพราะรับใช้งานเจ้าของร่างก็จุติเป็นโพธิสัตว์แทน อย่างนี้ก็มี อนึ่ง จิตวิญญาณหรือแม้แต่บุญบารมี ก็ไม่สามารถยึดมั่นถือมั่นได้ ถ้าเราบำเพ็ญบารมีได้จนถึงโพธิสัตว์แล้ว แต่พลาดท่าหลงกลการดลจิตดลใจของมังกร กลายเป็นถูกมังกรนำ แทนที่จะนำมังกร สอนมังกร สุดท้าย มังกรได้บุญบารมีไป เราต้องกลายเป็นมังกรแทน เพราะความหลงในลาภสักการะหรือบัลลังก์กษัตริย์นั่นเอง ในบางกรณี จิตของโพธิสัตว์อาศัยในกายสังขารนั้นๆ รู้ตัว ท่านก็จุติออกพร้อมบุญบารมีระดับโพธิสัตว์ออกไปเลย ทิ้งร่างให้มังกรครองแทน มังกรตนนั้นก็จะได้รับกายสังขารนั้นไป จิตโพธิสัตว์ก็ได้บุญบารมีได้กายโพธิสัตว์นั้นไป ส่วนเจ้าของร่างผู้มีใจใฝ่เชื่อไปตามการดลจิตดลใจของมังกร ก็ต้องกลายเป็นมังกรไป แทนที่จะได้บุญบารมีถึงโพธิสัตว์แล้วแท้ๆ อย่างนี้ก็เกิดได้ ไม่อาจยึดมั่นถือมั่นจิต หรือวิญญาณ หรือกายทิพย์ หรือบุญบารมีอะไรได้เลย
ทำไมปฏิบัติธรรมขั้นสูงได้บุญบารมีมากแล้วถูกสับเปลี่ยนวิญญาณและบุญบารมี
เพราะกรรมของคนผู้นั้นมีมาก ใช้ไม่หมดในชาติเดียว ยังนิพพานไม่ได้ และจิตมีบารมีถึงโพธิสัตว์ จึงมีจิตวิญญาณอื่นๆ มาอาศัย มาเป็นบริวาร และมาให้โปรด หากจิตเดิมแท้ เบื่อหน่ายวิถีโพธิสัตว์ แล้วยินดีกับการเสวยบุญ สุดท้าย จิตก็ต้องจุติไปเป็นสัตว์บริวารแทนที่จะได้เป็นโพธิสัตว์ สิ่งนี้ไม่เที่ยง สิ่งนี้เกิดขึ้นได้ บุญบารมีที่สร้างสมไว้ ยังไม่เที่ยง เพราะยังชดใช้กรรมไม่หมด ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเสวยบุญเป็นพระราชาในชาตินี้ จะไปเกิดเป็นมังกร แล้วจากมังกรจึงได้เป็นโพธิสัตว์ แล้วจะเกิดอีกชาติจึงนิพพาน ถ้าไม่เสวยบุญ ก็จะได้เป็นโพธิสัตว์เลย โดยไม่ต้องไปเกิดเป็นมังกรอีกชาติภพหนึ่ง อนึ่ง ในชาติที่ได้กายทิพย์โพธิสัตว์นั้น ต้องโปรดมังกรให้หลุดพ้นด้วย ก็จะไม่ต้องไปชำระกรรมกับมังกร ที่มังกรจะเกิดเป็นฮ่องเต้ และโพธิสัตว์จะต้องไปโปรดฮ่องเต้ ชาติภพนี้จะไม่มี หมดไปเพราะได้โปรดมังกรในกายสังขารของตนแล้ว นี่จึงจะหมดกรรมที่พ่วงกันมา นี่เพราะจิตวิญญาณในกายสังขารหนึ่งๆ มีมากกว่าหนึ่งดวง เมื่อตายลงจากชาติหนึ่งแล้ว จิตแต่ละดวงจะจุติไปยังภพภูมิต่างกัน เมื่อจิตดวงใดดวงหนึ่งได้โอกาสมาเกิดเป็นมนุษย์ จิตดวงอื่นๆ ที่อยู่ในภพภูมิอื่นๆ ก็จะได้อาศัยบุญบารมีของจิตวิญญาณที่มีกายสังขารเป็นมนุษย์นั้น เพื่อบำเพ็ญบารมีสร้างบุญให้ดีขึ้นไป เพราะจิตวิญญาณทุกดวงในกายเดียวกัน ต้องรับผิดชอบกันเสมอ มีบุญกรรมพ่วงกันมาก จนไม่อาจสละละทิ้งความรับผิดชอบต่อกันได้ จิตแต่ละดวงต้องมาฉุดช่วยกัน แม้จะต้องอาศัยในกายสังขารเดียวกันก็ตาม จิตวิญญาณดวงหนึ่งเมื่อได้มาเกิดในพุทธศาสนาแล้วจะเอาตัวเองรอดไปโดยไม่สนใจจิตดวงอื่นๆ เหล่านี้ไม่ได้ จะคิดว่าตนได้บวชพระ ได้บุญบารมี ได้ธรรมขั้นสูงแล้วจะหลุดพ้นไปนั้นหาได้ไม่ จิตวิญญาณเหล่านี้จะเป็นเจ้ากรรมนายเวร มาคอยชดใช้ชำระกรรมกับจิตที่ได้เกิดเป็นมนุษย์ ถ้าจิตดวงใดที่ได้เกิดเป็นมนุษย์หลงลืมและทอดทิ้งกัน ก็อาจถูกแลกเปลี่ยนวิญญาณและบุญบารมีกันได้ในที่สุด เพราะกรรมยังชำระไม่หมด อันนี้ขอเตือนไว้ให้ระวัง
จิตวิญญาณแฝงล้วนมีเล่ห์เหลี่ยมและอิทธิฤทธิ์ต่างกัน
จิตวิญญาณที่มนุษย์นำมาเลี้ยงดู จะอาศัยร่วมในกายสังขารของผู้เลี้ยงดูนั่นเอง และออกไปทำกิจต่างๆ ได้ตามต้องการ จิตวิญญาณเหล่านี้มีหลายแบบหลายลักษณะ เช่น ผีพราย, กุมารทอง, รักยม, ลูกกรอก, อสูรจำพวกมังกร, กิเลน, หงส์, เต่ามังกร, พยัคฆ์ ฯลฯ จิตวิญญาณเหล่านี้ มีจิตอาศัย จึงจุติได้ เกิดได้ และคิดการณ์ต่างๆ ได้ ต่างกับในกลุ่มเทพพรหม ที่จะไม่นำจิตวิญญาณเข้ามาแฝงหรืออาศัยในกายสังขารมนุษย์ แต่จะถอดกายทิพย์ หรือวิญญาณมาครอบให้เท่านั้นเอง จึงไม่มีปัญหาเรื่องการยึดครองร่าง หรือการอาศัยจังหวะตอนละสังขารเพื่อเปลี่ยนสลับวิญญาณและบุญบารมีของเจ้าของร่างไป จิตวิญญาณเหล่านี้มีเล่ห์เหลี่ยมที่แตกต่างกันออกไป แต่ขอให้มี “สติ” ระลึกไว้เสมอว่า “ทำดีให้เสมอต้นเสมอปลาย” และ “อะไรที่ไม่เคย ก็ไม่ต้องไปรับมา” ก็จะปลอดภัย ถ้าอยู่ๆ มีคนเอาลาภสักการะมาให้มากผิดปกติ ก็รู้จักปฏิเสธไปเสียบ้าง ปกติ แล้วอิทธิฤทธิ์ของเจ้าของร่างจะมีมากพอควบคุมจิตวิญญาณที่แฝงในกายได้ เจ้าของร่างจึงปลอดภัย แต่จิตวิญญาณเหล่านี้จะอาศัยเล่ห์เหลี่ยมเพื่อบั่นทอนอิทธิฤทธิ์ของเจ้าของร่างลงไปเรื่อยๆ รวมทั้งบั่นทอนบุญบารมีของเจ้าของร่างด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การดลจิตดลใจให้ลบหลู่ปรามาสผู้มีธรรมสูงกว่า จิตวิญญาณเจ้าของร่างก็ค่อยๆ รับกรรมสะสมไปเรื่อยๆ จนในที่สุด ต้องไปเสวยกรรมเป็นอสูรตนนั้นๆ แทนในที่สุด
ผู้บำเพ็ญบารมีต้องระวังเล่ห์เหลี่ยมของจิตวิญญาณแฝง
พระสงฆ์ไทยหลายรูป บำเพ็ญบารมีแล้วโด่งดัง มีสานุศิษย์มากมาย มีลาภสักการะมากมาย หลายรูปมีกุฏิยิ่งใหญ่บ้าง, มีอาสนะสวยงามพิเศษเฉพาะตัวบ้าง, มีคนคอยปรนนิบัติบ้าง, มีลาภสักการะจำนวนมากเกินกว่าพระสิวลี (พระอรหันต์ผู้มีบุญมากในสมัยพุทธกาล) บ้าง ฯลฯ พระสงฆ์ที่ปฏิบัติธรรมแม้ได้อรหันต์แล้วก็ตาม แต่กรรมยังไม่หมด เพราะที่ผ่านมาไม่ได้บำเพ็ญบุญบารมีแล้วปรารถนาเป็น “อรหันตสาวกของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน” จึงยังไม่ถึงวาระที่จะนิพพานในพุทธศาสนานี้ พวกเขาปรารถนาพุทธภูมิ จึงได้ก่อกรรมและบุญบารมีสืบชาติภพต่อไป เมื่อเกิดในพุทธศาสนาแล้ว บารมีที่มากมายนั้นส่งผลให้บรรลุอรหันต์ แต่ยังไม่หมดกรรม ยังเหลือกิเลสบางส่วน เป็นอรหันต์แบบ “ปัญญาวิมุติ” และหลายท่านได้บารมีถึง “อรหันตโพธิสัตว์” แต่ด้วยที่ปัญญาถึงใบไม้ในกำมือรู้วิธีนิพพาน แต่ปัญญาล่วงรู้ไม่หมดถึงกรรมที่ตนมี จึงคิดว่าตนหมดกรรมแล้ว เพราะครองผ้าเหลืองแล้วก็อยู่อย่างสงบสุขดี จึงไม่รู้ว่ามีอสูรและมารที่เป็นเจ้ากรรมนายเวรรอแก้แค้นและชำระชดใช้มากมายอยู่ แม้จะทำอันตรายโดยตรงไม่ได้เพราะเกรงบารมีธรรมผ้าเหลือง ก็ใช้วิธีมาเป็นบริวารรับใช้แล้วคอยยุยงส่งเสริมให้ผิดทางจนสูญเสียบุญบารมีดังที่ได้อธิบายมานั้น บางรูปถูกแทรกก็ต่อสู้และยื้อกันไปมาในร่างกายอยู่ก็มี อนึ่ง ขอเตือนว่าผู้ปฏิบัติธรรมขั้นสูงทุกท่านล้วนมีจิตวิญญาณที่เป็นมารและอสูรแทรกได้ทั้งสิ้น และการจะได้ถึงนิพพานจริงๆ จะต้องผ่านด่านอสูรและมารเหล่านี้ให้ได้ทั้งหมดแต่จะมีสักกี่ท่านที่รู้ทันเล่ห์กลมารที่แทรกในกายสังขารนี้และรอดพ้นภัยมารและอสูรเหล่านั้นไปได้ ยกตัวอย่างกรณีวัดดังวัดหนึ่ง ที่เป็นข่าวบ่อยๆ ช่วงหนึ่งว่าสอนผิดทาง เหตุแท้จริงเพราะเป็นธรรมดาของผู้ปฏิบัติธรรมที่จะมีมารและอสูรแทรก และท่านผู้นั้นก็รู้ตัวแล้วว่าถูกแทรก และต้องต่อสู่กับมารตนนั้น เมื่อทำกิจศาสนาก็ทำถูกบ้างเพี้ยนบ้างสลับกันไป และผลการต่อสู้ทางจิตภายใน ทำให้มีปัญหาโรคภายในที่รักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบันไม่ได้ เช่น เดี๋ยวร้อนมากผิดปกติ, เดี๋ยวหนาวมากผิดปกติ เป็นต้น แต่ในขณะอีกหลายท่าน ถูกมารหรืออสูรแทรกได้เนียนมาก จิตเจ้าของร่างไม่รู้ตัวเลยว่าถูกแทรกอยู่ ทั้งมารหรืออสูรนั้นก็ทำได้แนบเนียน เช่น ให้ไปสร้างวัดอย่างยิ่งใหญ่อลังการเกินกว่าพุทธบัญญัติ ดลใจให้ทำเพื่อพระพุทธศาสนาโดยใช้เงินมากมาย ผลาญบุญเจ้าของร่างมากมาย จากบารมีเดิมถึงโพธิสัตว์ เมื่อใช้บุญหมด บารมีถูกบั่นทอนลง ทั้งยังสร้างบุญใหม่ๆ คือ สร้างวัดวามากมาย ก็จะต้องไปเสวยบุญเกิดเป็นมารในสวรรค์ชั้นหกไป มารที่แทรกกายอยู่ก็อาศัยบารมีของพระรูปนั้นไปเกิดยังภพภูมิที่ดีกว่าแทน
การแก้ไข ปัญหาจิตวิญญาณแฝงในกายสับเปลี่ยนบุญบารมี
การแก้ไขจิตวิญญาณแฝงที่อาฆาตเจ้าของร่างหรือมาปรนนิบัติแล้วคอยสับเปลี่ยนบุญบารมี มีทางเดียว คือ “การโปรดจนกว่าหลุดพ้น” โดยบทสวด “โอม มณี เป เม โฮง” ช่วยคุมจิตอสูรได้ดีมาก ควรเปิดกรอกหูฟังบ่อยๆ เพื่อกล่อมดวงจิตอสูร เช่น หากมังกรมาช่วยงานเรา เราก็ต้องโปรดเขาจนพ้นกรรม ให้เขาหลุดจากภพอสูรไปให้ได้ เขาก็จะพอใจในสิ่งที่เขาได้ จำไว้ว่า จิตวิญญาณทุกดวงรู้เรื่องกรรม และต้องการไปยังภพภูมิที่ดีขึ้นทั้งสิ้น แม้เขาจะดูอยากได้สิ่งต่างๆ ทางโลก แต่เขารู้เรื่องกรรมดีมากกว่ามนุษย์ และยอมละทิ้งของทางโลกเอาบุญบารมีได้มากกว่ามนุษย์ เพราะว่าเขามาจากโลกทิพย์ โลกของจิตวิญญาณที่บุญกรรมแสดงผลให้เห็นชัดเจนนั่นเอง เราเป็นมนุษย์ที่ยังไม่เข็ดหลาบในเรื่องกรรมได้เท่ากับจิตวิญญาณเหล่านั้น และเราไม่มีสัพพัญญูญาณ ไม่รู้มากพอที่จะล่วงรู้ถึงได้ทุกอย่าง ธรรมวินัยใดที่พระพุทธองค์ทรงให้ไว้ดีแล้ว ด้วยพระเมตตาและพระปัญญานั้น ย่อมช่วยเราได้จากเล่ห์กลมารและอสูรนี้ ขอท่านทั้งหลายจงเห็นคุณค่าของพระธรรมวินัยเหล่านั้นเถิด ไม่จำเป็นต้องเคร่งครัด แต่อย่าเผลอตัวมากเกินไป จนลืมดูสถานภาพตนเองในปัจจุบันว่าปฏิบัติย่อหย่อน เอาแต่เสวยผลบุญลาภสักการะมากไปถึงไหนแล้ว สิ่งนี้ขอเตือนท่านทั้งหลายไว้ จงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด
ข้อสังเกตเรื่องบุญบารมีและอิทธิฤทธิ์ของจิตวิญญาณที่มองไม่เห็น
บุคคลมีบุญบารมีไม่เท่ากัน แม้แต่พระพุทธองค์ยังทรงดำรงชีพอย่างเรียบง่ายไม่ยึดติดสถานที่ แต่ปัจจุบันพระสงฆ์ไทยคิดเอาเองว่าตนบรรลุธรรมแล้ว ไม่ยึดติดอะไรแล้ว จึงรับเงินรับทองลาภสักการะเท่าไรก็ได้ เป็นบุญบารมีของตนเอง อันนี้ ล้วนเป็นสิ่งที่มารดลจิตดลใจหลอกทั้งสิ้น การคิดแบบนี้เป็นมิจฉาทิฐิและยังไม่ผ่านด่านมาร การคิดที่เป็นสัมมาทิฐิก็คือ “ต่อให้เรามีบุญบารมีมาก แต่การใช้ชีวิตเรียบง่ายไม่เด่นดังนั้น เป็นความสงบสุขมากกว่า” ทว่า พระสงฆ์ดังทั้งหลายไม่คิดเช่นนี้ ต่างแข่งขันกันอวดบารมีด้วยการรับเงินทองลาภสักการะและสานุศิษย์จำนวนมาก เพื่อแสดงให้เห็นว่าตนเป็นผู้มีบารมีมาก อันที่จริง การเสวยผลบุญมากในปัจจุบันจะเป็นเครื่องบั่นทอนบุญบารมีของเราได้ ทำให้ต้องไปเกิดใหม่เหลือบุญบารมีต่ำกว่าที่ตนเคยได้บำเพ็ญมา ยกตัวอย่างเช่น เมื่อบำเพ็ญบารมีได้กายโพธิสัตว์และสิงห์เป็นพาหนะแล้ว เมื่อไปสร้างวัดใหญ่โต สร้างถาวรวัตถุมากมาย สุดท้ายจะจุติเป็นสิงห์ และสิงห์ที่ช่วยงานให้เรานั้นจะจุติเป็นโพธิสัตว์แทน กล่าวคือ สิงห์มาบำเพ็ญช่วยเราจนได้บุญบารมีเป็นโพธิสัตว์ ส่วนเรามัวแต่เสวยผลบุญไม่โปรดสัตว์ แค่ออกปากก็มีคนเอามาให้ตามต้องการ บุญก็หมดหายหมด กรรมที่ตนมีก็ไม่ชดใช้ ไม่ชำระให้หมด สุดท้ายเหลือเพียงแค่สิงห์เท่านั้นเอง ลองสังเกตง่ายๆ อย่างนี้ พระราชาถ้าทำความดีมากๆ ก็จะได้บุญบารมีพอถึงโพธิสัตว์ได้ เช่น ร.๑ หลังกอบกู้ประเทศสร้างอาณาจักรทำนุบำรุงศาสนามั่นคงแล้ว ทรงจุติเป็นโพธิสัตว์ในกายมัญชูศรี, ร.๕ หลังทรงพัฒนาประเทศร่มเย็นเลิกทาสแล้ว ทรงจุติเป็นโพธิสัตว์ในกายสมันตภัทร ในขณะที่สมเด็จพระนเรศวร มีจิตอาฆาตกับพม่า เมื่อละสังขารลงแล้วจุติเป็นมารดี เพราะจิตที่อาฆาตมากนั่นเอง ทำให้ท่านต้องจุติลงมาบำเพ็ญบารมีใหม่เพื่อกลับคืนสู่ดุสิตตามเดิม สำหรับพระสงฆ์ที่ได้บำเพ็ญถึงโพธิสัตว์ เช่น ท่านอิกคิวซัง จุติแล้วได้กายโพธิสัตว์แต่ความเป็นอยู่ลำบากแค่พออยู่ได้ ไม่ได้มีลาภสักการะและบริวารมากเหมือนพระสงฆ์ดังในสมัยนี้ ที่กล่าวมานี้ ให้ท่านลองประเมินบุญบารมีเก่าของท่านเอง เทียบกับ ร.๑, ร.๕, สมเด็จพระนเรศวร, ท่านอิกคิวซัง ดูเล่นๆ ว่าท่านมีมากหรือน้อยกว่าท่านเหล่านี้ และสิ่งที่ท่านได้รับอยู่ปัจจุบัน ยังทำให้ท่านยังได้โพธิสัตว์ไหม หรือว่าท่านเสวยบุญบารมีเกินตัวและติดหนี้จิตวิญญาณที่มองไม่เห็นอยู่ การจะได้โพธิสัตว์ต้องบำเพ็ญโปรดสัตว์มาก หากไม่ทำอะไรเป็นผลงานชัดเจนแบบ ร.๑, ร.๕ ก็ต้องอยู่อย่างสมถะ แล้วบำเพ็ญฝึกฝนเฉพาะตัวแบบท่านอิกคิวซัง อย่างนี้พอได้บารมีถึงโพธิสัตว์ แต่หลายท่านเป็นพระสงฆ์ดังที่มีชีวิตความเป็นอยู่แบบพระราชา เช่น มีลาภสักการะเยอะมาก, มีบริวารสานุศิษย์มาก แล้วคิดว่านี่คงเป็นเพราะบุญบารมีเรา แต่พิจารณาดูแล้วจะมากกว่าท่านอิกคิวซังเสียอีก และผลงานโปรดสัตว์ก็น้อยกว่า ร.๑, ร.๕ อย่างนี้ คิดว่ายังจะได้ถึงโพธิสัตว์ไหม สิ่งทีได้มานั้นเพราะบารมีหรืออิทธิฤทธิ์ของจิตวิญญาณที่มองไม่เห็นกันแน่
ผลของบุญบารมีจะออกดอกผลอย่างสมเหตุสมผล ไม่มากมายล้นจนผิดสังเกต เช่น พระสิวลี เป็นพระอรหันต์ผู้มีบุญมาก ท่านก็บิณฑบาตได้ลาภมรรคผลมาก แต่ไม่ได้เป็นเงินทองและสานุศิษย์มารับใช้ราวกับบริวารของพระราชาแบบพระสงฆ์ดังในสมัยนี้ หากเรามีบุญบารมีมากเท่าพระสิวลีจริง เราก็น่าจะมีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่เราเชื่อยึดมั่นอยู่ในใจว่าเราคืออรหันต์ที่มีบุญบารมีมากนั้น มันก็ไม่น่าจะเกินพระสิวลี แต่ในความเป็นจริงสมัยนี้มันไม่ใช่แบบพระสิวลีเลย หากเราสังเกตดูดีๆ พระสงฆ์ดังหลายรูปกำลังมีชีวิตอยู่แบบ “พระราชา” เพราะเหตุหรือ ก็เพราะพระสงฆ์ดังๆ เหล่านี้ มีอดีตชาติเคยเป็นพระราชามาก่อน มีบริวารเก่าที่จงรักภักดีตามมาเกิดเป็นสานุศิษย์ และยังชำระกรรมชดใช้ไม่หมด จึงต้องมีวิถีชีวิตแบบพระราชาให้เห็นในปัจจุบัน คือ มีลาภสักการะมามากมาย เงินทองล้นหลาม สานุศิษย์ห้อมล้อมเต็มไปหมด อยากได้อะไรแค่ออกปากเขาก็น้อมมาถวายให้ ลักษณะนี้แตกต่างจากวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของพระอรหันต์ในพุทธกาลมาก แม้พระสิวลีผู้มีบุญมาก หรือพระมหากัจจายนะ, พระอชิตะ ที่หลายท่านเชื่อว่าเป็นพระศรีอาริยเมตตรัยผู้มีบุญบารมี ๑๖ อสงไขย ก็ยังไม่ได้อย่างนี้เลย สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ทั้งหมด เกิดเพราะจิตวิญญาณแฝงที่เข้ามาบำเพ็ญบารมีในกายสังขารของพระสงฆ์ดังหลายรูป เช่น จิตวิญญาณแฝงที่มีกายเป็นกษัตริย์ทั้งหลาย เมื่อจิตวิญญาณแฝงเหล่านี้มาอาศัยและช่วยเหลือพระสงฆ์ที่ได้ธรรมถึงอริยสงฆ์แล้ว พวกจิตวิญญาณแฝงเหล่านี้จะได้บุญบารมีมาก เพราะทำงานอย่างหนัก เช่น กลางคืนออกไปดลจิตดลใจบริวารเก่าในอดีตชาติให้มาหาสู่และทำบุญทำนุบำรุงศาสนาอย่างมากล้นหลาม โดยที่พระสงฆ์รูปนั้นไม่ได้ทำอะไรเลย แล้วจะมานับเป็นบุญบารมีอะไรกัน จิตวิญญาณดวงอื่นทำให้ประเคนให้ทั้งสิ้น จิตวิญญาณเหล่านี้บำเพ็ญเป็นผู้ช่วยจิตวิญญาณของพระสงฆ์รูปนั้นอย่างมากแล้ว เมื่อสังขารที่ใช้ร่วมกันนั้นตายลง ก็จะจุติเปลี่ยนกายทิพย์จากกายกษัตริย์เป็นกายโพธิสัตว์ ส่วนพระสงฆ์ที่เคยมีกายทิพย์เป็นโพธิสัตว์อยู่เดิม เมื่อตายลงบุญบารมีถูกผลาญใช้หมดก็จะเหลือแต่กายทิพย์กษัตริย์จุติในชั้นยามาเท่านั้น เพราะเหตุว่ายึดมั่นถือมั่นในความดีของตนเกินไป จึงเสวยผลบุญมากมายด้วยทิฐิว่าเราเป็นผู้มีบุญบารมีมาก แล้ววันๆ ไม่ทำอะไรเลย แทบไม่โปรดสัตว์อะไร เทศนาก็เทศน์ไปตามแต่ใจอยากจะพูด ใครจะบรรลุหรือไม่อะไร หรือเข้าใจจริงหรือไม่ก็ไม่สนใจ อย่างนี้ บุญบารมีจะมาแต่ไหน สุดท้ายก็ได้แค่กายกษัตริย์เพราะจิตเริ่มเข้าใจไขว้เขวในความเป็นพระสงฆ์, ความเป็นโพธิสัตว์ เอาว่า การได้รับเงินทอง, ลาภสักการะ, มีบริวารสานุศิษย์จำนวนมาก นี่น่าจะเป็นสิ่งที่แสดงถึงบุญบารมีของเราแล้ว เมื่อตายลงจิตเพลินอยู่กับสิ่งเหล่านี้ก็จะจุติเป็นกายกษัตริย์ได้ จิตวิญญาณที่เดิมเป็นกายกษัตริย์ตั้งใจมาทำงานรับใช้พระรูปนี้อย่างหนัก สุดท้ายได้จุติเป็นโพธิสัตว์ นี่ยังดี ที่กายแฝงที่เข้ามาช่วยพระสงฆ์นั้นมีกายเป็นกษัตริย์จึงมีหัวพัฒนาสร้างวัดวาทำผลงานมากมายอย่างต่ำตายไปยังได้กษัตริย์ชั้นยามา และจะได้จุติลงมาบำเพ็ญบารมีใหม่ช่วยค้ำจุนพระศาสนาในรูปพระราชาต่อไป บางท่านแย่กว่านั้น เพราะต้องจุติในกายอสูรก็มี ในกรณีที่อสูรมารับใช้งานให้อย่างหนักจนจิตอสูรตนนั้นเปลี่ยนถึงโพธิสัตว์ ในขณะที่พระสงฆ์จิตเสื่อมลงเอาแต่ความสบาย หลงตัวเองคิดว่าตนเป็นผู้มีบุญบารมีมาก ทุกสิ่งทุกอย่างมาเองทั้งสิ้น ไม่ได้ตรวจตราดูเลยว่ามีจิตวิญญาณแฝงเข้ามาช่วยประเคนให้เราทั้งนั้น เราไม่ได้บำเพ็ญบารมีอะไรเลย ได้แต่เสวยผลบุญหมดไป หมดไป ผลาญอยู่อย่างนั้นเอง จนไม่เหลือบุญบารมีเก่า เหลือแต่กรรมปัจจุบันที่สร้างทำวัดวาพัฒนามากมาย ก็ได้เป็นเทวดาชั้นยามามีกายเป็นกษัตริย์บ้าง เป็นมังกรที่พร้อมเกิดเป็นพระราชาในยุคที่มีอสูรจำนวนมากบ้าง นี่คือ การบำเพ็ญบารมีที่ผิดพลาดผิดระดับ การปฏิบัติจิตจนได้บารมีเก่าส่งผลบรรลุถึงอริยโพธิสัตว์แล้ว ไม่ถือวิถีโพธิสัตว์ ไม่ทำตัวโปรดสัตว์สืบต่อไป เมื่อตายลงก็ไมได้จิตโพธิสัตว์ หากมีวิถีชีวิตความเป็นอยู่แบบพระราชาเสวยบุญมีบริวารมากพัฒนาประเทศมาก ก็จะจุติเป็นเทวดาชั้นยามามีกายกษัตริย์ตรงไปตรงมาตามผลกรรมทีทำนั้น แม้ปฏิบัติจิตขั้นสูงได้จิตระดับนั้นแล้วก็ตาม เมื่อจิตเสื่อมถอยลงจากสภาวะเก่าที่ตนเคยได้ลำบากลำบนฝึกฝนมา ก็ต้องรับผลบุญตามนั้น การบำเพ็ญบารมีอยู่อย่างวิถีโพธิสัตว์นั้น มีรูปแบบอยู่ สามารถทำตามท่านที่ได้บรรลุโพธิญาณทั้งหลายในอดีตแต่ก่อนมาได้ทั้งสิ้น เช่น ท่านตั๊กม้อ, เจ้าแม่กวนอิม ฯลฯ