การโปรดจิตวิญญาณแฝง โปรด “มังกรดำ เป็นมังกรดี”
การโปรดจิตวิญญาณแฝง โปรด “มังกรดำ เป็นมังกรดี”
มังกรดำ ที่มาช่วยเหลือเรา จะอาศัยในกายสังขารเรา เป็นจิตวิญญาณดวงหนึ่งของเรา ยิ่งเติบโตยิ่งมีจิตใจดุร้ายตามพลังดำที่มี ความร้ายกาจของมังกรดำมีมากถึงขั้นใช้เล่ห์เหลี่ยมเพื่อเอาบุญบารมีที่เราสะสมไป แล้วให้เราต้องกลายเป็นมังกรดำแทน ดังนั้น หากไม่อยากให้จุดจบต้องลงเอยไม่ดี จึงต้องรีบโปรดมังกรดำ ให้กลายเป็นมังกรดีให้ได้ การโปรดมังกรดำเป็นมังกรดี มีสองแบบ คือ การโปรดมังกรดำให้เป็นมังกรดำแต่ดี และการโปรดมังกรดำเป็นมังกรทอง ในการโปรดมังกรดำเป็นมังกรดำแต่ดีนั้น จะต้องคอยคุมไม่ให้มังกรดำมีพลังดำมากเกินไป ซึ่งจะทำให้มังกรดำไม่ค่อยมีอิทธิฤทธิ์และบารมีก็จะมีน้อยด้วยแต่ก็พอทำงานให้เราได้ ดังนั้น การโปรดมังกรดำให้เป็นมังกรดี จึงมีอีกแบบที่ดีกว่าคือ การโปรดมังกรดำเป็น “มังกรทอง” การโปรดมังกรดำเป็นมังกรทอง ช่วยให้มังกรทำตัวดีขึ้น อยู่ในกายสังขารของเราอย่างสงบสันติมากขึ้น แต่ก็ไม่อาจเผลอตัวชะล่าใจได้ เพราะมังกรทองก็มีเล่ห์เหลี่ยมเหมือนกัน เมื่อโปรดมังกรจนมังกรมีคุณธรรมเป็นมังกรทองแล้ว ยังต้องโปรดจนกระทั่งมังกรทองได้หลุดพ้นจากความเป็นอสูรในที่สุด
สาเหตุที่ต้องโปรดมังกรดำ
มังกรดำที่มาอาศัยในร่างกายของเรา เพื่อช่วยเหลือเราในการบำเพ็ญบารมีก็ดี หรือเราเชิญเขามาให้ช่วยงานเราก็ดี จะช่วยงานเราเพื่อหวังผลตอบแทนที่คาดไม่ถึง คือ รอเอาจิตวิญาณที่ดีมีบุญบารมีมากของเราไปจุติ แล้วทิ้งจิตวิญญาณมังกรดำให้เราแทนเมื่อตายลง เราอาจจะต้องไปจุติเป็นมังกรดำ มังกรดำมีเล่ห์เหลี่ยมหลายประการ เช่น
๑) ยุยงให้ดวงจิตแต่ละดวงในกายสังขารเราแตกสามัคคี
ถ้าเรามีจิตวิญญาณที่ดีหลายดวงในกาย เช่น จิตวิญญาณของเราบำเพ็ญได้โพธิสัตว์สองกายเป็นคู่หยินหยางกัน มังกรดำจะยุยงให้แตกสามัคคี ให้เราสับสนในตัวเอง จนไม่กล้าทำอะไร กายไม่เคลื่อน จิตสับสนจนอยู่ไม่ได้ในที่สุดมังกรก็วางแผนครองร่างแทน
๒) ยุยงให้จิตที่ดีของเราสละกายสังขารไป
มังกรดำจะก่อกวน ทำตัวดื้อด้าน สอนได้ยาก และก่อกรรมทำเข็ญ จนจิตวิญญาณหลักในกายสังขารของเราเบื่อหน่ายที่จะสอน และมังกรดำจะยุยงให้จิตวิญญาณที่ดีของเราจุติออกจากร่างไปเสีย จะอ้างอย่างนี้ว่า “ท่านผู้เจริญถึงวาระบำเพ็ญบารมีขั้นสุดท้ายแล้ว ท่านจงสละร่างกายนี้ให้ข้าพเจ้าเถิด” จิตวิญญาณที่ดีของเรา เมื่อเบื่อหน่ายโลกียสุขมากๆ ทั้งยังเบื่อหน่ายสังขารมากๆ ช่วงที่เกิด “ญาณเบื่อโลก และญาณเบื่อสังขาร” นั่นเอง ก็จะละจากกายสังขารนั้นๆ โดยง่าย ทำให้เจ้าของร่าง คือ เราต้องกลายเป็นมังกรดำไป หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ถ้าเราไม่ยอมบำเพ็ญบารมีโปรดสัตว์ เราจะไม่อาจรักษาดวงจิตโพธิสัตว์ในกายเราได้ สุดท้าย เราต้องไปชดใช้กรรมด้วยการเกิดเป็นมังกรดำ ที่เป็นเช่นนี้เพราะทำบุญและกรรมมามาก บุญบารมีมากก็จริง แต่กรรมก็มากพอกัน
๓) ยุยงให้จิตที่ดีของเรา ดับขันธปรินิพพานไป
มังกรดำจะก่อกวน ทำตัวดื้อด้าน สอนได้ยาก และก่อกรรมทำเข็ญ จนจิตวิญญาณหลักในกายสังขารของเราเบื่อหน่ายที่จะสอน และมังกรดำจะยุยงให้จิตวิญญาณที่ดีของเราfดับขันธปรินิพพานจากร่างไปเสีย แล้วมังกรดำก็รับอาสาจะดูแลร่างนั้นแทน เจ้าของร่างจะไม่ตาย แต่จะอยู่ต่อไปได้ด้วยจิตวิญญาณของมังกรดำ มังกรดำจะหาวิธียุยงเราหลายประการ ถ้าเราเบื่อหน่ายโลกมากๆ หรือมีความปรารถนานิพพานมากๆ แล้วหลงลืมละทิ้งภาระหน้าที่ที่จะต้องโปรดสัตว์เพื่อชดใช้กรรมที่เราได้เคยทำมามากมายนั้น แล้วเราก็จะต้องสูญเสียดวงจิตที่ดีไป เราจะเหลือแต่ดวงจิตที่เป็นมังกรดำและต้องจุติไปชดใช้กรรมต่อมวลสัตว์เป็นมังกรดำต่อไป การปรารถนาพุทธภูมินั้นเป็นกรรมมาก บางชาติต้องบำเพ็ญบารมีและมีภาระกรรมกับมวลสัตว์มากจึงต้องมาบำเพ็ญชดใช้ จะละเลย เอาตัวรอดไปไม่ได้เลย ดังนั้น ผู้บำเพ็ญวิถีโพธิญาณจะเปลี่ยนวิถีในชาติเดียวนั้นทำไม่ได้
เมื่อบำเพ็ญบารมีจนได้สัตว์พาหนะทิพย์แล้วจะต้องโปรดสัตว์ให้เป็น
คัมภีร์โบราณบางฉบับบันทึกบารมีของพระมหาจักรพรรดิไว้ว่าจะมีสมบัติพระจักรพรรดิ เจ็ดชนิด สองชนิดในเจ็ดนั้น คือ สัตว์พาหนะ คือ สัตว์พาหนะที่ใช้ในการรบหรือใช้ในกิจสำคัญแต่ไม่บ่อยนัก คือ ช้างแก้ว และสัตว์พาหนะที่ใช้ในกิจเล็กๆ น้อยๆ เช่น ท่องเที่ยวทัศนาจร แต่บ่อยกว่า มักไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ คือ ม้าแก้ว สำหรับท่านที่บำเพ็ญบารมีธรรม เมื่อบารมีธรรมสูงถึงจุดหนึ่ง ก็จะได้ “สัตว์พาหนะทิพย์” เหมือนกันตามกำลังบารมีที่บำเพ็ญมา เช่น กิเลน, หงส์, มังกร, เต่ามังกร, ม้ายกขา (คางคกสามขา), ม้าขาว, ช้างหกงา ฯลฯ สัตว์เหล่านี้เป็น “จิตวิญญาณ” ที่อยู่ในโลกทิพย์ ภพอสูร เป็นอสุรกายชนิดหนึ่ง ยังไม่มีกายที่เป็นเทวดาสมบูรณ์ได้เพราะผลกรรมที่ทำมา แต่มีฤทธิ์มาก สัตว์ทิพย์ชนิดที่พ้นความเป็นอสูรแล้วก็มีเช่น นาค, ครุฑ ซึ่งจะแปลงกายกลับเป็นนาคและครุฑตามสัญชาติญาณเดิม เมื่อมาเป็นพาหนะให้ผู้มีบุญบารมี สำหรับสัตว์ทิพย์ที่เป็นพาหนะซึ่งพ้นความเป็นอสูรแล้ว จะมีจิตใจที่ดีกว่ากลุ่มอสูร อสูรยังมีจิตที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมและกลโกง ดังนั้น ผู้มีบุญบารมีเมื่อได้สัตว์พาหนะประเภทอสูรแล้วยังต้องระวังและทำความเข้าใจในอสูรเหล่านี้ให้ดี เพราะการที่เขามาช่วยงานผู้บำเพ็ญบารมีได้ ก็ด้วยเพราะเขาได้กลับตัวกลับใจแล้ว และตั้งจิตมาทำความดี แต่กรรมเก่าและวิสัยเดิมยังคงมีอยู่ครบ ดังนั้น เมื่อเข้ามาทำงานแรกๆ หากเข้ากันกับจิตเจ้าของร่างไม่ได้ ก็จะทำกรรมต่อจิตเจ้าของร่างได้เหมือนกัน ผู้ได้สัตว์พาหนะเหล่านี้ไป จึงต้องโปรดและสอนให้เชื่องดี เฉกเช่นเดียวกันสัตว์พาหนะที่ใช้ทรงที่มีสังขารกายเนื้อฉะนั้น โดยการโปรดจิตวิญญาณที่อยู่ในกายสังขารของตนเอง ซึ่งก็คือ การโปรดตัวเอง สอนตัวเองนั่นเอง
เทคนิคการโปรดสัตว์พาหนะทิพย์ในกายสังขารตนเองให้เชื่อง
๑) การโปรดด้วยบทสวดมนต์ “โอม มณี เป เม โฮง” ซึ่งให้ผลดีมากกับจิตอสูร
๒) การโปรดด้วยการทำบริกรรมต่างๆ เช่น การนับลูกปะคำ, การเดินจงกลม ฯลฯ
๓) การโปรดด้วยการปฏิบัติธรรมซ้ำๆ แม้ว่าจะเข้าถึงธรรมแล้ว ก็ยังต้องทำต่อเนื่อง
๔) การโปรดด้วยการชวนจิตวิญญาณไปทำบุญ, บำเพ็ญบารมี และโปรดสัตว์ต่างๆ
๕) การโปรดด้วยการปรับทัศนคติในใจตนที่แอบแฝงและขัดขวางการบำเพ็ญบารมี
๖) การโปรดด้วยการหาธรรมะระดับพื้นฐานง่ายสำหรับอสูร เช่น ชาดกต่างๆ มาอ่าน
๗) การโปรดด้วยการสอนให้รู้จักความรัก อสูรยังไม่มีเมตตาแท้ ต้องให้รู้จักรักก่อน
๘) การโปรดด้วยการสอนให้รู้จักให้ แม้ว่าเราจะบำเพ็ญทานบารมีมาแล้วก็ยังต้องให้
๙) การโปรดด้วยการสอนให้เห็นโทษของความเป็นอสูร พัฒนาจิตวิญญาณให้ดีขึ้น
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างเทคนิคการโปรดสัตว์พาหนะอันเป็นทิพย์ ผู้มีบุญบารมีได้สัตว์พาหนะอันเป็นทิพย์มาช่วยงานสามารถปรับเปลี่ยนวิธีโปรดสัตว์พาหนะเหล่านี้ได้ตามความเหมาะสม อย่าประมาท คิดว่าตนเองเข้าถึงธรรมแล้วก็พอแล้ว แล้วปล่อยให้คนรอบข้างพาไปทำกิจต่างๆ ย่อหย่อนจากเดิมที่เคยปฏิบัติมา เพราะหากไม่ระวัง ประมาทแล้ว ก็จะไม่ทำการชดใช้กรรมด้วยการโปรดจิตอสูรเหล่านี้ ท้ายที่สุด ผลจากความประมาท อาจทำให้ต้องสูญเสียบุญบารมีที่ตนได้บำเพ็ญมาในที่สุด อย่าหลงเพลิน อย่าเผลอคิดว่าตนเป็นผู้บุญหนักศักดิ์ใหญ่ เป็นผู้มีบุญญาธิการมาเกิด เพราะแม้แต่ผู้มีบุญบารมีอย่างพระพุทธเจ้า ท่านยังไม่เสวยบุญอย่างที่พระดังๆ ในปัจจุบันรับกัน พระพุทธเจ้ารู้จักการปฏิเสธ เช่น ครั้งที่พระเจ้าพิมพิสารยกบัลลังก์ให้ครึ่งหนึ่ง พระพุทธเจ้ากลับปฏิเสธเสีย เป็นต้น นั่นก็ตั้งแต่ยังไม่ตรัสรู้ กิเลสก็ยังมีอยู่แท้ๆ ท่านยังไม่รับเลย เมื่อท่านตรัสรู้แล้ว ห่มผ้าเหลืองแล้ว ท่านยิ่งไม่ปรารถนาใหญ่ แต่ปัจจุบัน พระสงฆ์ดังๆ ของไทย นิยมรับเงินโดยปฏิเสธไม่เป็น เมื่อได้ลาภสักการะ เงินทองมากๆ เข้า ก็เอามาสร้างวัดวาอารามใหญ่โตราวพระราชวัง นี่เป็นภัยที่มองไม่เห็น และต้องรับโทษอย่างคาดคิดไม่ถึงทีเดียว ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ไม่ได้คาดโทษหรือกล่าวร้ายพระสงฆ์ดังทั้งหลาย แต่เตือนท่านด้วยจิตเมตตา ไม่ประสงค์ให้ท่านหลงกลมารอสูรเหล่านี้ จนต้องสูญเสียสิ่งที่ท่านบำเพ็ญมาอย่างยากลำบากไป ขอให้ท่านทั้งหลายโปรดพิจารณาให้ถ้วนถี่เถิด