แก้ปัญหาขาดความสามัคคีภายใน ด้วยวิชชา “หยินหยาง ประสานใจ”

แก้ปัญหาขาดความสามัคคีภายใน ด้วยวิชชา “หยินหยาง ประสานใจ”

วิชชา “หยินหยาง ประสานใจ” เพื่อแก้ปัญหาขาดความสามัคคีภายใน

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ไม่สามารถอยู่ได้อย่างโดดเดี่ยว ล้วนต้องพึ่งพาอาศัยกัน จึงจำเป็นที่ต้องมีความสามัคคีมีใจเดียวกัน หากแตกแยกแตกความสามัคคีเพราะความแตกต่างแล้วย่อมทำให้สังคมมนุษย์มีปัญหาเกิดขึ้นได้ การฝึกจิตร่วมกันเป็นกลุ่ม ทำให้เกิดความสามัคคีจึงเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้มนุษย์อยู่ร่วมกันเป็นสังคมได้อย่างสงบสันติสุข นอกจากนี้ บางท่านก็มีหลายจิตหลายใจ หลายครั้งมีความสับสนว้าวุ่นในใจของตนเองตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเวลาเลือกซื้อสินค้า, ตัดสินใจเลือกใครสักคน ฯลฯ แม้แต่ในใจเราเองก็ยังแตกแยกทางความคิด สับสนว้าวุ่น และขัดแย้งกันเองได้ การฝึกจิตจึงควรให้เกิดความประสานสามัคคีเป็นใจเดียวกันให้สำเร็จในตัวเราก่อนที่จะแผ่ขยายเป็นวงกว้างออกไปสู่สังคม จึงเป็นทางออกที่ดีทางหนึ่ง ในการแก้ไขปัญหาการอยู่ร่วมกันของมนุษย์

การบำเพ็ญที่ได้ผลเร็วอย่างหนึ่ง คือ การบำเพ็ญเป็นคู่ ที่เรียกว่า “สหายธรรม” การบำเพ็ญเป็นคู่ที่ดี ควรเป็นคู่หยินหยาง เพราะหยินหยางช่วยสร้างเสริมก่อเกิดกันและกัน ทั้งยังควบคุมและทำลายกันและกัน ยกตัวอย่างเช่น การที่สีดำจะดำชัดเจน ต้องนำไปเทียบกับสีขาว ดำจึงจะมีความดำชัด ขาวก็ขาวชัด แต่ถ้าสีออกเทาๆ ไม่ออกไปทางใดทางหนึ่ง ก็จะไม่ขาว ไม่ดำชัดเจน การฝึกก็ให้ผลไม่ชัดเจน การฝึกแบบคู่ โดยให้ผู้ฝึกทั้งคู่ฝึกวิชชาตรงข้ามกันจึงช่วยเร่งลัดพัฒนากันได้ เช่น ฝึกพลังธาตุน้ำกับไฟ ทั้งคู่สามารถใช้วิชชาพัฒนากันและกันได้ นอกจากนี้ ยังสามารถประยุกต์การฝึกไปใช้กับคนๆ เดียวได้อีกด้วย เรียกว่า “หยินหยาง ประสานใจ” ใช้ได้ดีในกรณีของคนที่มีจิตสองดวงในกายสังขารเดียวกัน เช่น จิตวิญญาณดวงหนึ่งคือโพธิสัตว์ จิตวิญญาณอีกดวงอาจเป็นพาหนะ เช่น มังกรทิพย์, หงส์ทิพย์ หรือ สิงห์ทิพย์ เป็นต้น ทั้งสองจิตวิญญาณในกายสังขารเดียวนั้น อาจทำงานไม่ประสานกันได้ ไม่สามัคคีกันได้ ดังนั้น จึงต้องฝึกจิตสองดวงให้ประสานเป็นใจหนึ่งเดียว อย่างราบเรียบในกายสังขารเดียวกัน หากจิตโพธิสัตว์คิดโปรดสัตว์ แต่จิตของพาหนะไม่ยอมไปแล้ว ร่างกายก็ไม่ยอมเคลื่อนที่ไปได้ การฝึกหยินหยางประสานใจ จึงจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับท่านที่มีจิตมากกว่าหนึ่งดวงในกายสังขารเดียวกัน บทความฉบับนี้จะอธิบายถึงวิธีฝึก หยินหยางประสานใจ ดังต่อไปนี้

การฝึก “หยินหยางประสานใจ” แบบคู่

อย่างแรกต้องมีสหายธรรมที่พร้อมใจในการบำเพ็ญธรรมหยินหยางร่วมกัน อาจเป็นคู่รักกัน หรือเป็นเพื่อนกันก็ได้ กรณีเป็นคู่รักกันการฝึกจะได้ผลเร็วมาก แต่หากอีกฝ่ายหลงทาง อีกฝ่ายที่ไม่หลงก็ต้องควบคุมต่อต้านไว้ หากคุมไม่ไหวสุดท้ายต้องทำลายกันเอง ซึ่งจุดนี้หากเกิดกับคู่รักแล้ว ก็ไม่อาจห้ามได้ จำเป็นต้องเกิด ดังนั้น บางท่านจึงหันไปฝึกหยินหยางประสานใจกับเพื่อนแทนที่จะเป็นคู่รัก เป็นการหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดใจได้มากกว่านั่นเอง ยกตัวอย่างท่านที่ฝึกจิตลักษณะนี้ ได้แก่ ท่านพระอาจารย์ปราโมช กับ คุณดังตฤณ ท่านหนึ่งจะบวชเป็นพระสงฆ์ ท่านหนึ่งจะครองเพศฆราวาส ทั้งคู่บำเพ็ญธรรมเป็นสหายธรรมกัน แต่ทำกิจโปรดสัตว์ในกลุ่มตรงข้ามกัน คือ กลุ่มผู้บวชและผู้ไม่บวช นอกจากนี้ ผู้เขียนยังได้พบผู้ฝึกหยินหยางประสานใจอีกคู่หนึ่ง ทั้งคู่เป็นพระสงฆ์ที่มีอายุต่างกันเกือบเป็นพ่อลูกกันได้ แต่ทั้งคู่ยอมรับในธรรมของกันและกัน ท่านที่อายุมากกว่าฝึกอภิญญาได้ดี ท่านที่อายุอ่อนกว่าฝึกปัญญาได้ดี ท่านทั้งสองกำลังฝึกฝนจิตพร้อมๆ กันทั้งคู่ และเป็นสหายธรรมกัน ผู้เขียนเคยได้ฝึกหยินหยางประสานใจกับศิษย์รุ่นน้อง ผู้หนึ่ง โดยผู้เขียนฝึกพลังสายเย็น ศิษย์ผู้น้องฝึกสายร้อน บางครั้งผู้เขียนฝึกรวมพลัง ศิษย์ผู้น้องฝึกสลายพลัง ฝึกวิชชาที่ตรงข้ามกันอย่างนี้เป็นคู่ๆ ไปหลายวิชชา ใช้เวลาเพียง ๔ เดือน ศิษย์น้องที่เคยมีจิตอาฆาตแค้น ก็เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน มีโพธิจิตเกิดขึ้น และบำเพ็ญถึงพุทธะได้ในที่สุด การฝึกหยินหยางคู่กันนี้ นอกจากจะช่วยเสริมและควบคุมกันเองเวลาเกิดความหลงแล้ว ยังช่วยแก้ไขจุดอ่อนด้านต่างๆ ให้กันและกันอีกด้วย จึงให้ผลดีกว่าการฝึกแบบเดี่ยว และยังเป็นพื้นฐานในการฝึก หยินหยางประสานใจแบบเดี่ยวอีกด้วย ซึ่งในบทความนี้จะเน้นการฝึกแบบเดี่ยวต่อไป

การฝึก “หยินหยางประสานใจ” แบบเดี่ยว

การฝึกหยินหยางประสานใจแบบคู่นั้น สามารถประยุกต์การฝึกได้หลายวิธี โดยมีเป้าหมายคือ ก่อให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีภายในผู้ฝึก เช่น การฝึกรำดาบคู่กัน, ฟ้อนรำคู่กัน (เช่น ตัวพระคู่ตัวนาง), เชิดหุ่นตัวเดียวกัน, เล่นดนตรีวงเดียวกัน (เช่น ซอคู่ขลุ่ย) ฯลฯ กิจกรรมทางกายที่มนุษย์ทำร่วมกันได้ง่ายๆ เหล่านี้ ช่วยในการสร้างความสามัคคี และเอื้อต่อการประสานใจเป็นหนึ่งเดียวกัน ทั้งยังช่วยเสริมจุดเด่นในความแตกต่างของกันและกัน และส่งผลต่อการบำเพ็ญธรรม บำเพ็ญบารมีอีกด้วย นับว่าเป็นกิจกรรมที่ง่ายและทำได้ในปัจจุบัน แต่สำหรับการฝึกหยินหยางประสานใจ แบบเดี่ยว คือ การฝึกคนเดียวนี้ยากกว่า ต้องอาศัยเทคนิคการฝึกจิตและกายควบคู่กันไป เนื่องจาก หากกายนิ่ง ดูจิตอย่างเดียว ก็จะสับสนกับจิตที่คิดต่างกันคนละทาง จนหัวแทบระเบิด เพราะความแตกต่างของจิตเป็นอย่างนี้ จึงเลี่ยงสงครามภายในจิตของเรา เปลี่ยนมาเป็นการฝึกกายเหนี่ยวนำจิตแทน อย่างที่ได้กล่าวไว้แล้วว่า กิจกรรมบางอย่างของมนุษย์สามารถสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นกับผู้ฝึกเป็นคู่ได้ฉันใด กิจกรรมทางกายบางอย่างก็สามารถประยุกต์มาใช้สร้างความสามัคคีของจิตหลายดวงในกายได้ฉันนั้น เพียงแต่ต้องดัดแปลงเล็กน้อยให้เข้ากับร่างกายที่มีเพียงหนึ่งเดียว เช่น การสมมุติแขนข้างหนึ่งเป็นเครื่องฝึกจิตดวงหนึ่ง แขนอีกข้างหนึ่งใช้ฝึกจิตอีกดวงหนึ่ง ทั้งสองแขนอาจฝึกไปคนละทางกันมั่วไปหมดในตอนแรก แต่เมื่อฝึกต่อไปมากขึ้น กายสังขารก็จะกลมกลืนกัน แขนทั้งสองข้างที่ฝึกต่างกันก็จะเหมือนเป็นหนึ่งเดียวกันทั้งๆ ที่มีความแตกต่างกัน อีกทั้งใจก็ยังประสานกันเป็นหนึ่งได้อีกด้วย ตัวอย่างการฝึกโดยย่อมีดังต่อไปนี้

ตัวอย่างชุดวิชชาที่ฝึกคู่กันแบบหยินหยางประสานใจแบบเดี่ยว

ตัวอย่างวิชชาที่เลือกเข้าคู่มาให้ฝึกแขนซ้ายและขวาเป็นชุดนี้ เหมาะสำหรับท่านที่มีจิตวิญญาณในกายสองดวงที่แตกต่างกันออกไป จึงควรเลือกชุดวิชชาในการฝึกประสานใจให้เหมาะสมกับจิตวิญญาณภายในของตนเอง แล้วฝึกกายเหนี่ยวนำจิตวิญญาณสองดวงนั้น กายที่ฝึกประสานกันดีแล้ว ก็จะช่วยให้จิตวิญญาณสองดวงทำงานร่วมกันได้อย่างดี ซึ่งท่านสามารถประยุกต์เลือกชุดวิชชากังฟูอื่นๆ ที่เหมาะสมเองก็ได้ ยกตัวอย่างดังนี้

ฝ่ามือยูไล-กงเล็บมังกร

ใช้กรณี ดวงจิตหนึ่งบำเพ็ญธรรมจนสำเร็จขั้นยูไล และได้จิตวิญญาณอีกดวงที่เป็นมังกรมาช่วยงานอาศัยในกายสังขารเดียวกัน วิธีการฝึกคือ ให้สมมุติมือข้างหนึ่งเป็นฝ่ามือยูไล และมือข้างหนึ่งเป็นกงเล็บมังกร ฝึกวิชชาสองอย่างพร้อมกันด้วยแขนซ้ายและขวาจนประสานกันดี กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกัน จิตวิญญาณทั้งสองดวงในกายสังขารนั้นๆ ก็จะทำงานร่วมกันได้อย่างสามัคคีดีขึ้น ทั้งสองดวงจิตจะเรียนรู้กันและกันได้ดีขึ้น

ท่ารำมุทรา-กงเล็บมังกร

ใช้กรณี ดวงจิตหนึ่งบำเพ็ญธรรมจนสำเร็จขั้นโพธิสัตว์ และได้จิตวิญญาณอีกดวงที่เป็นมังกรมาช่วยงานอาศัยในกายสังขารเดียวกัน วิธีการฝึกคือ ให้สมมุติมือข้างหนึ่งเป็นท่าจีบนิ้วมุทรา และมือข้างหนึ่งเป็นกงเล็บมังกร ฝึกสองอย่างพร้อมกันด้วยแขนซ้ายและขวาจนประสานกันดี กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกัน จิตวิญญาณทั้งสองดวงในกายสังขารนั้นๆ ก็จะทำงานร่วมกันได้อย่างสามัคคีดีขึ้น ทั้งสองดวงจิตจะเรียนรู้กันและกันได้ดีขึ้น

รำพันมือ-กงเล็บมังกร

ใช้กรณี ดวงจิตหนึ่งบำเพ็ญธรรมจนสำเร็จขั้นโพธิสัตว์พันมือ และได้จิตวิญญาณอีกดวงที่เป็นมังกรมาช่วยงานอาศัยในกายสังขารเดียวกัน วิธีการฝึกคือ ให้สมมุติมือข้างหนึ่งเป็นท่าพันมือ และมือข้างหนึ่งเป็นกงเล็บมังกร ฝึกสองอย่างพร้อมกันด้วยแขนซ้ายและขวาจนประสานกันดี กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกัน จิตวิญญาณทั้งสองดวงในกายสังขารนั้นๆ ก็จะทำงานร่วมกันได้อย่างสามัคคีดีขึ้น ทั้งสองดวงจิตจะเรียนรู้กันและกันได้ดีขึ้น

เก้าอิม-เก้าเอี๊ยง

ใช้กรณี จิตสองดวงบำเพ็ญธรรมจนสำเร็จขั้นโพธิสัตว์ หรือมีกายกุมารคู่ หรือกายทิพย์ที่มีบารมีเท่ากันสองกายทิพย์ หรือสองจิตวิญญาณอาศัยในกายสังขารเดียวกัน วิธีการฝึกคือ ให้สมมุติมือข้างหนึ่งเป็นท่าฝึกเก้าอิม และมือข้างหนึ่งเป็นท่าฝึกเก้าเอี๊ยง ฝึกสองอย่างพร้อมกันด้วยแขนซ้ายและขวาจนประสานกันดี กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกัน จิตวิญญาณทั้งสองดวงในกายสังขารนั้นๆ ก็จะทำงานร่วมกันได้อย่างสามัคคีดีขึ้น ทั้งสองดวงจิตจะเรียนรู้กันและกันได้ดีขึ้น อนึ่ง ลมปราณเก้าอิมจะเย็น ส่วนเก้าเอี๊ยงจะร้อน การเดินลมปราณที่ตรงข้ามกันในกายสังขารเดียวกัน อาจเกิดการปะทะกันของลมปราณจนเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บภายในได้ วิธีการแก้ไขคือ การฝึกโคจรลมปราณภายในสองสายนี้ให้คล่องก่อน เมื่อลมปราณโคจรอย่างไม่ปะทะกันได้ในกายสังขารเดียวกันแล้ว จึงค่อยเข้าสู่กระบวนท่าต่างๆ ซึ่งจะมีการใช้พลังจำนวนมาก การโคจรพลังสองสายที่แตกต่างกันต้องโคจรเป็นรูปสัณลักษณ์หยินหยางของเต๋า คือ โคจรเป็นวงกลมสองส่วน จุดรวมพลังมีสองจุด คือ หน้าอก (ตันเถียนบน) และท้องน้อย (ตันเถียนล่าง) ใช้ตันเถียนกลางเป็นจุดหมุน ลองเอาภาพสัญลักษณ์ หยินหยางของเต๋าแปะลงไปบนตัวเรา ก็จะเห็นจุดศูนย์กลางขาวดำของจุด ลงบนหน้าอกและท้องน้อยพอดี (ขยายขนาดวงกลมให้พอดีกับตัว) มือซ้ายและขวาเวลารวมพลังให้วางไว้ตำแหน่งหน้าอกข้างหนึ่ง ท้องน้อยข้างหนึ่ง การเดินพลังสองสายก็จะไม่ปะทะกัน เคล็ดการเดินลมปราณนี้ใช้กับวิชชาคู่อื่นด้วย

ตัวอย่างชุดวิชชาที่ใช้เข้าร่วมในการฝึกหยินหยางประสานใจแบบเดี่ยว

จิตวิญญาณยูไล

๑)    ฝ่ามือยูไล

๒)    ลมปราณที่มนุษย์ฝึกแบบต่างๆ

จิตวิญญาณโพธิสัตว์

๑)    ท่ามุทรา

๒)    ท่าพันมือ

๓)    ลมปราณที่มนุษย์ฝึกแบบต่างๆ

จิตวิญญาณเซียน

๑)    ลมปราณที่มนุษย์ฝึกแบบต่างๆ ตั้งแต่ขั้นต้นจนถึงขั้นสูงสุด

จิตวิญญาณกุมาร

๑)    ลมปราณที่มนุษย์ฝึกแบบต่างๆ เฉพาะขั้นต้น จนกว่ากายทิพย์จะเปลี่ยน

จิตวิญญาณมังกร

๑)    กงเล็บมังกร

จิตวิญญาณช้าง

๑)    พลัง คชสาร

อนึ่ง หลักการฝึกนี้จะอธิบายเพียงคร่าวๆ เท่านั้น ผู้มีบุญวาสนาย่อมสามารถใช้ปัญญาฝึกฝนได้เอง รายละเอียดของการฝึกวิชชาต่างๆ หาได้ในบทความฉบับเก่าๆ หรืออาจหาครูบาอาจารย์ที่มีวิชชากังฟูเหล่านี้อยู่แล้วก็ได้ ก็จะสามารถฝึกจิตวิญญาณภายในให้มีอิทธิฤทธิ์เพิ่มขึ้นได้ ทั้งนี้ ควรเลือกชุดวิชชาที่ฝึกให้เหมาะสมสอดคล้องกับจิตวิญญาณภายในของตนเอง การฝึกกำลังภายในจึงก้าวหน้า อนึ่ง วิธีการฝึกนี้เป็นเพียงแค่ตัวอย่างเท่านั้น ท่านสามารถนำหลักการไปประยุกต์ใช้ได้กับจิตวิญญาณลักษณะอื่นๆ ได้อีกมาก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น