วิถีธรรมคู่ขนาน สำหรับดวงจิตสองดวงในกายสังขารเดียว

วิถีธรรมคู่ขนาน สำหรับดวงจิตสองดวงในกายสังขารเดียว

วิถีธรรมคู่ขนาน สำหรับดวงจิตสองดวงในกายสังขารเดียว

สำหรับท่านที่ทราบว่าตนเองมีดวงจิตในกายสังขารสองดวง คือ ดวงจิตที่เป็นโพธิสัตว์หนึ่งดวง และดวงจิตที่เป็นอสูรซึ่งมาเป็นพาหนะให้อีกหนึ่งดวงในกายสังขารเดียวกันนั้น ควรฝึกวิถีธรรมคู่ขนาน กล่าวคือ วิถีธรรมแบบ “โพธิสัตว์ธรรม” และ “ปัจเจกธรรม” โดยจิตดวงที่เป็นโพธิสัตว์จำต้องถือวิถีธรรมแบบ “โพธิสัตว์ธรรม” ส่วนจิตดวงที่เป็นอสูรที่มาเป็นพาหนะนั้นต้องถือวิถีธรรมแบบ “ปัจเจกธรรม” เนื่องจากจิตของอสูรที่มาเป็นพาหนะให้กายทิพย์โพธิสัตว์นั้น ไม่สามารถลัดขั้นตอนไปบำเพ็ญวิถีธรรมแบบโพธิสัตว์ธรรมได้ ธรรมของโพธิสัตว์สูงเกินไปสำหรับอสูร ดังนั้น จึงต้องให้กายสังขารนั้นๆ บำเพ็ญวิถีธรรมที่ง่ายและเหมาะสมกว่าร่วมด้วย เพื่อโปรดดวงจิตอสูรนั้นๆ การบำเพ็ญธรรมในวิถีปัจเจกนั้นจะเริ่มจากการตั้งเป้าหมายในการบรรลุความเป็นเซียนก่อน กล่าวคือต้องบำเพ็ญธรรมให้ได้กายทิพย์เซียน ซึ่งมารและอสูรเมื่อจะพ้นจากภพมารหรืออสูรได้นั้น จะต้องพัฒนาจิตวิญญาณเป็นขั้นๆ ไปจากกายอสูรหรือมาร เมื่อพัฒนาจิตวิญญาณแล้วจะเปลี่ยนเป็นกายกุมาร และจากกายกุมารชดใช้กรรมแล้วก็มักได้กายเซียน มีกายอสูรและมารจำนวนน้อยที่บำเพ็ญจากกายกุมารแล้วได้ลัดขั้นไปถึงโพธิสัตว์ แต่ก็มีได้ เป็นไปได้เหมือนกัน ดังนั้น การให้กายสังขารที่มีสองจิตวิญญาณที่ต่างระดับกันขนาดนี้ได้บำเพ็ญธรรมคู่กันไปทั้งสองดวงจิต จึงต้องเดินธรรมสองวิถีคู่ขนานกันไป สองดวงจิตก็จะพัฒนาคู่กันไปได้อย่างเหมาะสม ไม่ใช่จิตดวงหนึ่งมีธรรมมาก จิตอีกดวงไร้ธรรมอย่างยิ่งจนในที่สุดก็อยู่ร่วมในกายสังขารเดียวกันไม่ได้ สำหรับบทความนี้ จะกล่าวรายละเอียดเจาะจงลงไปในวิถีธรรมส่วน “ปัจเจกธรรม” เนื่องจากได้กล่าวรายละเอียดในส่วน “โพธิสัตว์ธรรม” ไว้ในบทความอื่นเป็นจำนวนมากแล้ว ขอให้ท่านทั้งหลายได้พิจารณาและพิสูจน์ต่อไป

วิถีธรรมแบบ “ปัจเจกธรรม”

วิถีธรรมแบบปัจเจกธรรม เป็นธรรมที่พอสืบสาวประวัติได้เก่าแก่ที่สุดคือ วิถีธรรมของท่านเหล่าจื้อ ซึ่งเรียกกันว่า “เต๋า” ในคัมภีร์โบราณของจีนเล่มหนึ่งที่ชื่อ “เต๋าเต็กเก็ง” ซึ่งเป็นวิถีธรรมที่ช่วยให้หลุดพ้นถึงนิพพานได้แบบ “ปัจเจกพุทธะ” ซึ่งมีความลึกซึ้งมากเกินกว่าคนทั่วไปจะเข้าใจได้ง่ายๆ ผู้บำเพ็ญต้องพากเพียรด้วยตนเองอย่างสูงจึงเข้าถึงสภาวธรรมนั้นๆ ได้ ในสมัยต่อมาท่านขงจื้อ จึงได้ปรับปรับคำสอนให้ง่ายและเหมาะกับการปฏิบัติสำหรับคนทุกระดับในสังคมมากขึ้น เกิดเป็น “คุณธรรม” และ “จริยธรรม” แก่ประเทศจีนมากมาย ทำให้ประเทศจีนมีความรุ่งเรืองด้วยวัฒนธรรมสืบมาแต่นั้น การเดินธรรมวิถีปัจเจกนี้ หลายท่านหากเริ่มต้นจากการไม่ยึดแนวทางของขงจื้อก่อน ก็จะมุ่งการปฏิบัติจิตขั้นสูงเพื่อเข้าถึงเต๋าอันเป็นสภาวธรรมสูงสุด ระหว่างทางในการปฏิบัตินั้น จะมีคนบางส่วนที่เข้าทางมารก่อน เมื่อเข้าทางมารถึงจุดหนึ่งแล้วจึงหลุดพ้นสู่วิถีเต๋าได้ น้อยคนนักที่จะเดินธรรมวิถีปัจเจกนี้อย่างรอดพ้นจากด่านมารไปได้ อนึ่ง ด้วยกรรมในอดีตที่ดวงจิตเหล่าที่ได้บำเพ็ญวิถีธรรมแบบปัจเจกนี้ได้ทำมา คือ การหลงผิดเป็นมารมาก่อน และไม่มีบุญมากพอที่จะได้เข้าสู่วิถีธรรมแบบ “โพธิสัตว์ธรรม” หรือ “สาวกธรรม” จึงไม่มีโอกาสศึกษาพุทธศาสนา และต้องปฏิบัติจิตเพื่อหลุดพ้นด้วยตนเองแบบ “ปัจเจกพุทธะ” นั่นเอง และด้วยรอยกรรมรอยเกวียนที่ตนเองเคยหลงทางเป็นมารมานั่นเองจึงทำให้ชาติที่บำเพ็ญปัจเจกธรรมต้องหลงทางเป็นมารก่อน ดังสัญลักษณ์เต๋าที่เขียนถึง หยินหยาง คือ ขาวและดำ หรือทางเดินสู่เต๋า อาจเดินจากสายดำมาจนดำถึงที่สุด จึงเข้าถึงเต๋าก็ได้ หรือเดินจากสายขาวมาจนถึงที่สุดจึงเข้าสู่เต๋าก็ได้เหมือนกัน สำหรับท่านที่บำเพ็ญเต๋าโดยเดินมาทางสายดำนั้น จะยังไม่ขออธิบายวิธีบำเพ็ญในที่นี้ เพราะอันตรายต่อการที่บุคคลหลากหลายความคิดจะอ่านและนำไปทำ จะขอเสนอวิถีธรรมแบบปัจเจกธรรมโดยเดินทางสายขาวสู่เต๋าเพียงสายทางเดียว คือการบำเพ็ญเต๋าโดยเริ่มจากการบำเพ็ญตามคำสอนของท่านขงจื้อ คือ การถือ “คุณธรรม” หรือ “จริยธรรม” เป็นเบื้องต้นก่อน ซึ่งจะเหมาะสมกับผู้ที่มีจิตเป็นปัจเจกชน ไม่ค่อยชอบกฎระเบียบข้อบังคับ หรือเคยเกิดเป็นมารมาก่อน (ข้อนี้แตกต่างจากวิถีธรรมของพระพุทธเจ้าที่จะให้เริ่มที่ “ศีลธรรม” เป็นเครื่องประคองตัวก่อนจะเข้าสู่ช่วงค้นหาสัจธรรม) โดยมีขั้นตอนการปฏิบัติดังต่อไปนี้

ขั้นที่หนึ่ง “บำเพ็ญแบบขงจื้อ”

ในการบำเพ็ญธรรมตามคำสอนของขงจื้อ ให้เลือกบำเพ็ญ “คุณธรรม” หรือ “จริยธรรม” อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่างก็ได้ตามความถนัด การบำเพ็ญคุณธรรมอาจทำให้มีความเป็นปัจเจกชนสูงขึ้นมากกว่าการบำเพ็ญจริยธรรม กรณีที่ต้องการอยู่ร่วมกันสังคมโลกได้มาก ไม่ต้องการอยู่แบบปัจเจกชน ให้บำเพ็ญจริยธรรมหนักหน่อย แต่ถ้าต้องการเดินทางสู่ความเป็นปัจเจกพุทธะโดยไม่สนใจการอยู่ร่วมกันสังคมมนุษย์ให้บำเพ็ญธรรมในส่วน “คุณธรรม” มากหน่อย เมื่อมีคุณธรรมมากกว่าคนทั่วไปในสังคมแล้ว ก็จะเบื่อหน่ายคนในสังคมที่ไร้คุณธรรมกันมาก จนในที่สุดจะค่อยๆ หมดความหวังที่จะช่วยเหลือสังคมและปลีกตัวเองออกมาจากสังคมอย่างวิเวกสันโดษ แล้วเข้าสู่วิถีธรรมแบบปัจเจกเต็มตัว เมื่อถึงเวลานี้ ก็เข้าสู่วิถีธรรมแบบปัจเจกธรรมขั้นสูงขึ้นต่อไป คือ แบบท่านเหล่าจื้อ สำหรับการบำเพ็ญธรรมแบบปัจเจกธรรมนั้น สามารถหาตำราคำสอนของท่านขงจื้อมาอ่านเองได้มากมาย หรือดูตัวอย่างบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์แล้วเดินตามนั้น อนึ่ง การเดินธรรมแบบปัจเจกธรรมนี้ เป็นการปฏิบัติธรรมด้วยตนเองโดยไม่ต้องสนใจว่าจะมีครูหรือไม่อยู่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องพบครูบาอาจารย์สามารถอ่านและปฏิบัติได้ด้วยตนเอง

ขั้นที่สอง “บำเพ็ญแบบเหล่าจื้อ”

เมื่อพร้อมถึงขั้นนี้แล้ว บุคคลมักปลีกตัวออกจากสังคมและบ้านของตนเอง มาอยู่อย่างวิเวกสันโดษ บ้างออกจากบ้านมาอาศัยอยู่ตามป่าและถ้ำต่างๆ เรียกว่า “นักพรต” ก็ได้ จากนั้น เมื่อเร่งปฏิบัติธรรม ฝึกฝนจิตด้วยวิชชาทางจิตวิญญาณวิชชาใดก็ได้วิชชาหนึ่งที่ตนเองถนัดหรือได้รับมาตามธรรมชาตินำพามาให้ก็ให้ปฏิบัติให้ถึงที่สุด การบำเพ็ญธรรมแบบปัจเจกนั้นจำต้องทำให้ถึงที่สุด ต่างจากการปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เน้นทางสายกลาง เพราะสาวกจะได้รับคำแนะนำจากพระศาสดาผู้ตรัสรู้อยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องปฏิบัติให้มากถึงขีดสุดด้วยตนเองแต่อย่างใด แต่สำหรับการปฏิบัติธรรมแบบปัจเจกนั้น ต้องตั้งความหวังให้สูงแล้วทำให้ถึงจุดสุดยอด เพราะความปรารถนาของดวงจิตที่เป็นปัจเจกนั้น ล้วนต้องการความเป็นที่สุดมาก่อนทั้งสิ้น มารและอสูรที่ต้องบำเพ็ญธรรมแบบปัจเจกธรรมทั้งหลายนั้น ล้วนต้องการความเป็นที่สุด ความสูงสุดทั้งสิ้น ดังนั้น หากไม่ถึงที่สุด ก็ไม่อาจเข้าถึงเต๋าได้ และไม่อาจบรรลุธรรมแบบปัจเจกพุทธะได้ ด้วยเหตุนี้จึงต้องทำให้ถึงที่สุด ไม่ว่าตนจะได้รับวิชชาทางจิตแบบใดมาฝึกจิตก็ตาม

สรุปแนวทางปฏิบัติธรรมแบบปัจเจกธรรม

๑)    สามารถเดินธรรมได้สองวิถีไม่ว่าจะเป็นสายขาวหรือดำก็ล้วนบรรลุเต๋าได้ทั้งสิ้น

๒)    หากต้องการบำเพ็ญสายขาว ให้บำเพ็ญธรรมตามคำสอนของท่านขงจื้อก่อน

๓)    ไม่ว่าจะบำเพ็ญธรรมโดยเดินจากทางสายขาวหรือดำให้ทำให้ถึงที่สุดของวิชชา

๔)   วิถีธรรมสายดำต้องมักใหญ่ใฝ่สูงก่อกรรม และรับกรรมอย่างหนักก่อนบรรลุธรรม

การเดินวิถีธรรมคู่ขนาน

ให้ศึกษาทั้งพุทธธรรมและเต๋าตามแนวของท่านขงจื้อและเหล่าจื้อ โดยการศึกษาของท่านขงจื้อเป็นพื้นฐานก่อนจึงเข้าสู่การบำเพ็ญตามคำสอนของท่านเหล่าจื้อ อนึ่ง หากดวงจิตอสูรซึ่งเป็นจิตรองไม่สามารถชำระกรรมได้หมด หรือไม่อาจใช้กายสังขารร่วมกันนี้บำเพ็ญวิถีธรรมแบบปัจเจกถึงที่สุดได้ ให้ลดระดับลงมาเพียงแค่ศึกษาของท่านขงจื้อก็พอ เมื่อจิตดวงที่เป็นอสูรมีคุณธรรมตามคำสอนของท่านขงจื้อแล้ว และจิตอีกดวงก็บรรลุถึงโพธิญาณ ก็สามารถร่วมในกายสังขารเดียวกันเป็นใจหนึ่งใจเดียวกันได้ ไม่เกิดปัญหาจิตสองดวงที่ไปคนละทางอีก แต่หากอาศัยธรรมของพระพุทธเจ้าอย่างเดียวแล้ว ดวงจิตอสูรที่อยู่ร่วมในกายสังขารเดียวกันอาจไม่ใจไม่เข้าถึง และต่อต้านมากได้ เพราะพื้นฐานของดวงจิตอสูรมีความเป็นปัจเจกมากกว่าที่จะเข้าถึงธรรมของพระพุทธเจ้าได้ ดังนั้น แม้ว่าท่านจะเข้าถึงธรรมขั้นสูงของพระพุทธเจ้าแล้วก็ตาม ยังต้องใช้ธรรมขั้นต้นที่ง่ายๆ เพื่อสอนคุณธรรม เช่น นิยาย, การ์ตูน, หนัง ฯลฯ ในการโปรดจิตอีกดวงของตนด้วย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น