การแบ่งภาคจิต เปลี่ยนจิตเปลี่ยนวิญญาณ และการรวมจิตภาคแบ่ง
การแบ่งภาคจิต เปลี่ยนจิตเปลี่ยนวิญญาณ และการรวมจิตภาคแบ่ง
จิตวิญญาณทั้งหลายล้วนไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวกูของกู และเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เมื่อ ครั้งพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ได้กล่าวว่าเป็นวันเกิดและวันตายด้วย กล่าวคือ จิตวิญญาณของเจ้าชายสิทธัตถะได้ตายลงในวันนั้น แล้วเกิดใหม่เป็นจิตวิญญาณของพระพุทธเจ้า อันนี้เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของจิตวิญญาณภายในนั่นเอง หลวงปู่ดู่กล่าวไว้ว่าจิตแบ่งภาคได้ แต่เฉพาะจิตของหน่อพระโพธิสัตว์เท่านั้น เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมขั้นสูงสำเร็จตาทิพย์ สามารถเพ่งดูกายทิพย์ในกายตนเองได้ ทั้งหากสำเร็จหูทิพย์ด้วยก็สามารถสื่อสารกับจิตวิญญาณทั้งหมดที่อยู่ในกายสังขารของตนได้ ก็จะทราบว่าจิตแต่ละดวงแบ่งภาคมาจากไหนหรือไม่อย่างไร หลวงปู่ดู่กล่าวว่าพระโพธิสัตว์ใช้การแบ่งภาคจิตในการบำเพ็ญบารมีเพื่อให้การบำเพ็ญบารมีได้ผลเต็มเร็ว และใช้เวลาในการเวียนว่ายตายเกิดน้อย กล่าวคือ ไม่ต้องใช้จิตดวงเดียวรอเกิดแล้วเกิดอีกจนกว่าจะได้ทศบารมี ๓๐ ทัศ ซึ่งจะใช้เวลานาน จึงใช้การแบ่งภาคดวงจิตออกไปบำเพ็ญบารมีทีเดียวหลายดวง ในชาติเดียวกันอาจเกิดเป็นคนมากกว่าหนึ่งคน อยู่ในประเทศเดียวกัน รู้จักกัน หรือเป็นพี่น้องกันก็มี ยกตัวอย่างเช่น จิตภาคแบ่งขององค์ยูไลอมิตาภะ ได้แบ่งลงมาเป็นเจ้าแม่กวนอิม ก่อนนั้นก็ได้แบ่งภาคจิตออกมาเป็นพระธิดาองค์โตและองค์รองก่อนอีกด้วย เนื่องจากการแบ่งภาคจิตครั้งแรกและครั้งที่สองยังไม่สมบูรณ์พอ จึงต้องแบ่งภาคถึงสามครั้ง ในบทความฉบับนี้จะกล่าวถึงการแบ่งภาคของจิตในลักษณะต่างๆ ดังจะอธิบายต่อไปนี้
จิตจุติออกจากร่างกายก่อนร่างกายจะตายลงได้ ที่เรียกว่า “ขวัญหาย”
ในอดีตผู้เขียนคิดว่าจิตจะจุติออกจากร่างกายได้เมื่อ ร่างกายถึงวาระดับขันธ์ตายเท่านั้น จิตจึงจะมีการจุติออกจากร่างกาย แต่หลังจากผู้เขียนได้ศึกษาเรื่องจิตวิญญาณมากขึ้น ได้พบประสบการณ์การจุติออกจากร่างกายของดวงจิตทั้งที่กายสังขารยังไม่ตาย เช่น ในคนที่ตกใจอย่างมาก, รถคว่ำ, ประสบอุบัติเหตุ ฯลฯ โดยไม่ได้เสียชีวิต แต่มีพฤติกรรมหรือความรู้สึกนึกคิดที่แปลกไป คนไทยโบราณเข้าใจเรื่องจิตวิญญาณดีมาก เรียกอาการนี้ว่า “ขวัญหาย” และได้หาวิธีดึงจิตวิญญาณที่หลุดออกไปบางส่วนโดยไม่ตั้งใจ กลับมาที่เรียกว่า “พิธีเรียกขวัญ” หรือการทำ “บายศรีสู่ขวัญ” คำว่าขวัญ นั้นหมายถึงดวงจิต ซึ่งคนเราจะมีความรู้สึกนึกคิดเป็นมนุษย์ปกติได้ ต้องมี “ขวัญครบ” คือ ต้องมีจิตจำนวนหนึ่งที่เพียงพอต่อการรักษาสภาพความเป็นคนไว้ ไม่ใช่นั้น ก็ไม่สามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติ ยกตัวอย่างเช่น คุณบิ๊ก ดีทูบี ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ตกลงน้ำและรับการรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบัน แม้ร่างกายสังขารยังทรงอยู่ได้ แต่คุณบิ๊กก็ไม่ตอบสนองทางด้านความรับรู้ อาการเช่นนี้ คนไทยโบราณเรียกว่า “ขวัญหาย” คนที่ประสบอุบัติเหตุร้ายแรง อาจขวัญหายมากน้อยแตกต่างกันออกไป ถ้าขวัญหายไปเพียงเล็กน้อย ก็จะมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น ดูคล้ายๆ จะไม่เต็ม ที่เรียกว่า “ไม่เต็มเต็ง” ผู้เขียนเองก็เคยถูกล้อว่าไม่เต็มมาช่วงหนึ่งของชีวิตเหมือนกัน และได้ทำพิธีรับขันธ์และได้เรียนรู้เรื่องจิตที่ลึกซึ้งขึ้นต่อมาในภายหลัง สำหรับคุณบิ้ก ดีทูบี นั้น ผู้เขียนได้ขอให้ผู้มีความสามารถพิเศษทางจิตผู้หนึ่งได้ตรวจดูดวงจิตของคุณบิ้ก ดีทูบี ว่าเกิดอะไรขึ้นกับดวงจิตของเขา ก็ได้คำตอบว่า ช่วงหลังจากประสบอุบัติเหตุ จิตได้หลุดออกจากร่างแล้วเข้าไปอยู่ในมิติแห่งความฝัน เหมือนคนที่ฝันแล้วไม่ยอมตื่นเพราะเป็นฝันดีงามมาก คือ แฟนเพลงทั้งหลายนั้น ต่างเป็นเจ้ากรรมนายเวรของคุณบิ๊ก และการที่หลงใหลคลั่งไคล้กันนั้นเอง เป็นการสร้างมิติแห่งความฝัน ที่เกิดจากพลังจิตของแฟนเพลงจำนวนมาก จิตวิญญาณถูกพาไป หลอกไป ปิดบังไม่ให้รู้ ดวงจิตก็หลงทาง เมื่อดวงจิตเพลิดเพลินและเสวยผลบุญจนหมดแล้ว ก็จุติลงนรกภูมิ ด้วยความทุกขเวทนาจากการรักษายาวนาน นี่คือ ผลจากขวัญหาย หรือจิตออกจากร่างกายไปจำนวนมาก บางท่านมีจิตครองในกายสังขารมากกว่าหนึ่งดวงอยู่แล้ว เมื่อดวงจิตบางดวงจุติออกจากกายสังขารไป ยังเหลือดวงจิตมากพอที่จะรักษาร่างกายได้อย่างปกติอยู่ ก็อาจไม่รู้สึกอะไรมากนัก แต่อาจจะชัดเจนในตัวเองมากขึ้น หายจากอาการเป็นคนหลายจิตหลายใจ เนื่องจากมีดวงจิตน้อยลง
ดวงจิตในโลกทิพย์สามารถอาศัยในกายของคน ทำให้มีจิตมากกว่าหนึ่งดวงได้
ดวงจิตในโลกทิพย์ทั้งดีและร้ายสามารถเข้ามาอาศัยในร่างกายคนได้ เช่น คนที่ถูกผีสิง, วิญญาณแทรก, เทพสถิต ฯลฯ ยกตัวอย่างเช่น คนที่มีปอบหรือกระสือมาอาศัยร่วมในกายสังขาร เรายังไม่เรียกว่าเป็นปอบหรือกระสือในทันที เพราะดวงจิตของเจ้าของร่างอาจยังไม่เสื่อมลงถึงขั้นเป็นปอบหรือกระสือ อาจถูกแทรกหรือสิงในช่วงเวลาไม่นานก็พอช่วยเหลือให้หาย พ้นจากความเป็นปอบหรือกระสือได้ อย่างนี้ ดวงจิตในร่างกายของคนๆ นั้น จะมีมากกว่าหนึ่งดวง ดวงจิตที่อยู่ในโลกทิพย์ที่ดีงาม มาร่วมสถิตในกายสังขารมนุษย์ก็มีเหมือนกัน ในกลุ่มคนที่ถูกทักให้ทำพิธีรับขันธ์และบำเพ็ญบุญบารมี ดวงจิตที่ดีงามก็มาอาศัยร่วมในกาบสังขารนั้น เพื่อบำเพ็ญบุญบารมีด้วยกันได้ ดังนั้น ในกายสังขารของมนุษย์ นอกจากจิตจะจุติออกก่อนละสังขารได้แล้ว ยังมีดวงจิตบางดวงจรเข้ามาในร่างกายได้ขณะยังมีชีวิตอยู่อีกด้วย ดวงจิตวิญญาณเหล่านี้ เข้าและออกจากร่างกายได้และส่งผลให้กายสังขารหนึ่งๆ มีจำนวนดวงจิตมากขึ้นหรือลดลงได้ ในบางกรณี เช่น ผู้ที่ได้ลาภสักการะมาก, มีอำนาจยศถาบรรดาศักดิ์มาก, มีบริวารสานุศิษย์มาก ผิดปกติ ก็อาจเป็นผลมาจากการทำงานของจิตวิญญาณที่ประชุมร่วมในร่างกายสังขารนั้นๆ ซึ่งอาจมีหลายดวงนั่นเอง ทำให้ได้บริวารสานุศิษย์หรือลาภสักการะมากมาย ดวงจิตทีเข้ามาประชุมกันในลักษณะนี้ มักเป็นดวงจิตที่มีแต่กิเลส, ความโลภหลง เป็นสำคัญ เช่น ดวงจิตของเหล่าอสูรหรือมาร เป็นต้น ในท่านที่ทำงานเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์มากมาย ผิดปกติ คือ คนๆ เดียวแต่ช่วยเหมือนมีหลายคน เดี๋ยวไปช่วยงานนั้น เดี๋ยวไปช่วยงานนี้ เดี๋ยวช่วยคนนั้น เดี๋ยวช่วยคนนี้ วุ่นวายไปหมด โดยไม่หวังผลตอบแทน อย่างนี้ก็เป็นได้
จิตภาคแบ่งในโลกทิพย์เข้ามาสับเปลี่ยนวิญญาณของจิตภาคแบ่งที่เป็นคนได้
เมื่อจิตภาคแบ่งดวงใดดวงหนึ่งมาเกิดเป็นมนุษย์แล้ว หากจิตภาคแบ่งดวงอื่นๆ ยังไม่ได้เกิดเป็นมนุษย์ ก็จะคอยช่วยดูแลจิตที่ลงไปจุติเป็นมนุษย์นั้น เช่น เป็นเทวดาประจำตัวของคนๆ นั้น หรือแทรกเข้าไปอยู่ในกายสังขารของคนๆ นั้น ทำให้มนุษย์ผู้นั้นมีดวงจิตมากกว่าหนึ่งดวง เมื่อมนุษย์ผู้นั้น รวมดวงจิต รวมบารมีแล้ว ทำให้มีบารมีเพิ่มขึ้น แต่ถ้าดวงจิตไม่ได้รวมจิตรวมบารมี แต่หลงทาง ไม่ยอมบำเพ็ญบารมี ดวงจิตที่มีอยู่ในร่างกายสองดวงนั้นก็สามารถสับเปลี่ยนกันได้ เช่น ตอนแรกดวงจิตมาเกิดพร้อมผลบุญมากมาย ได้เสวยบุญจำนวนมาก ต่อมาคนๆ นั้นไม่ยอมบำเพ็ญบารมี ดวงจิตที่เป็นเทวดาอีกดวงจึงลงไปช่วยให้บำเพ็ญบารมี โดยการแทรกเข้าไปอาศัยในกายสังขารนั้นๆ ร่วมกัน ทำให้คนๆ นั้นมีจิตมากกว่าหนึ่งดวง หากดวงจิตที่ลงมาจุติดวงแรกดื้อด้านไม่ยอมบำเพ็ญบารมีจริงๆ ก็อาจถูกสับเปลี่ยนดวงจิตได้ กล่าวคือ จิตดวงที่ดื้อด้านอาจถูกให้ออกไปจากกายสังขารนั้นๆ แล้วจิตดวงที่ตั้งใจมาบำเพ็ญบารมีก็ใช้ร่างกายนั้นบำเพ็ญบารมีต่อไปแทน ที่เป็นเช่นนี้ได้ เพราะจิตเหล่านี้ แบ่งมาจากจิตดวงเดียวกันมาก่อนนั่นเอง กายสังขารของมนุษย์นั้น สำหรับผู้บรรลุธรรมขั้นสูงซึ่งดูแลสามภพนี้อยู่ ย่อมไม่ยึดมั่นถือมั่น แม้แต่การเวียนว่ายตายเกิดมาเป็นมนุษย์นั้น เบื้องบนก็จะมีลำดับรายชื่อดวงจิตที่จะจุติมาเป็นมนุษย์ชัดเจน เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์แล้ว มีสังขารเป็นมนุษย์แล้ว เบื้องบนก็ไม่ได้ยึดติดว่าร่างกายมนุษย์และดวงจิตนั้น จะต้องเป็นของกันและกัน ถ้าดวงจิตที่อยู่ในโลกทิพย์เคยเป็นดวงจิตดวงเดียวกันมาก่อน แล้วแบ่งออกมา ก็สามารถมาใช้สังขารมนุษย์นั้นในการบำเพ็ญบารมีร่วมกัน หรือสับเปลี่ยนจิตวิญญาณในสังขารนั้นได้ คนที่ถูกสับเปลี่ยนจิตวิญญาณดังที่กล่าวมานั้น ตอนแรกก็รู้สึกปกติเป็นคนเดิมอยู่ดีๆ แต่พอมีดวงจิตอีกดวงเข้ามาอาศัยด้วย ซึ่งก็คือ จิตส่วนหนึ่งที่เคยแบ่งภาคออกมาจากจิตเดียวกันนั่นแหละ จะทำให้มีความคิดจิตใจที่แตกต่างไปเล็กน้อย กล่าวคือ สับสนบ้าง, หลายจิตหลายใจเวลาเลือกซื้อของบ้าง, มีความคิดที่แปลกไปที่ไม่เคยมี ปรากฏขึ้นมาบ้าง ฯลฯ ต่อมาเมื่อดวงจิตเก่าถูกขับออกจากร่างไป และจิตดวงใหม่เข้ามาแทนที่ คนๆ นั้นก็จะรู้สึกเหมือนคนปกติ แต่อาจมีความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมต่างจากเดิมเล็กน้อย ในขณะที่ดวงจิตที่ถูกขับออกไปนั้น จะรู้สึกว่าตนเป็นคนๆ นั้น และจู่ๆ ก็หลุดออกมาจากร่างของตนเอง และจำได้ว่าตนเองเคยอยู่ในร่างนั้นมาก่อน มีความคิดอ่านความรู้สึกเหมือนเป็นคนๆ นั้นคนหนึ่งเหมือนกัน นี่คือ อาการของการสับเปลี่ยนดวงจิต
นี่คือ ผลจากการสับเปลี่ยนจิตวิญญาณ ที่เป็นเช่นนี้ได้เพราะดวงจิตเหล่านี้เป็นดวงจิตที่แบ่งมาจากดวงจิตดวงเดียวกันมาก่อน จึงมาอาศัยในกายสังขารเดียวกันได้ และต้องมีภาระผูกพันให้ต้องมาฉุดช่วยกันและกัน และรับผิดชอบในงานที่ดวงจิตนั้นต้องทำต่อกัน เช่น ดวงจิตดวงเก่านั้นอาจมีหน้าที่มาช่วยสนับสนุนปัจจัยให้แก่ผู้ทรงศีลทรงธรรม แต่ดวงจิตหลงตัวเอง ไม่ทำกิจที่ควรทำ ดวงจิตอีกดวงที่อยู่ในโลกทิพย์ซึ่งพร้อมทำหน้าที่ได้มากกว่าก็จะทำกิจแทน โดยการแทรกเข้ามาในกายสังขารนั้นๆ แล้วแทนที่ดวงจิตเดิม ดวงจิตเดิมอาจรับกรรมถึงขั้นจุติออกไปจากกายสังขารเดิมไปยังภพภูมิใหม่ หรืออาจได้รับการโปรดจากดวงจิตที่เข้ามาใหม่ และมีธรรมมากกว่าก่อน เมื่อดวงจิตดวงเก่าพัฒนาดีขึ้นแล้ว ดวงจิตดวงเก่าจึงถูกดวงจิตดวงใหม่ขับออกจากร่างกายไป อย่างนี้ก็เคยเกิดขึ้นแล้ว การสับเปลี่ยนจิตวิญญาณมีหลายลักษณะ จำแนกได้ดังต่อไปนี้
๑) ดวงจิตดวงใหม่ที่มีบุญบารมีมากกว่าเข้าแทนที่แล้วทำกิจได้ดีกว่า
๒) ดวงจิตดวงใหม่ที่มีบุญบารมีน้อยกว่าเข้าแทนที่แล้วทำกิจได้ดีกว่า
๓) ดวงจิตดวงใหม่ที่มีบุญบารมีมากกว่าเข้าแทนที่แล้วทำกิจได้แย่ลง
๔) ดวงจิตดวงใหม่ที่มีบุญบารมีน้อยกว่าเข้าแทนที่แล้วทำกิจได้แย่ลง
๕) ดวงจิตดวงใหม่ที่มีบุญบารมีมากกว่าเข้าร่วมแล้วโปรดจิตดวงเดิม
๖) ดวงจิตดวงใหม่ที่มีบุญบารมีน้อยกว่าเข้าร่วมแล้วช่วยงานจิตดวงเดิม
๗) ดวงจิตดวงใหม่ที่มีบุญบารมีน้อยกว่าเข้าร่วมแล้วจิตดวงเดิมโปรดจนดีขึ้น
๘) ดวงจิตดวงใหม่ที่มีบุญบารมีมากเข้าร่วมแล้วรวมบารมีกับจิตดวงเดิม
จิตที่จุติเป็นคน แล้วแบ่งภาคจิตมากขึ้นในลักษณะต่างๆ ดังนี้
จิตดวงหนึ่งเมื่อจุติเป็นคนแล้วบำเพ็ญบารมีถึงโพธิจิต สามารถแบ่งภาคจิตออกมาได้ ทำให้มีจิตมากกว่าหนึ่งดวง เมื่อจิตมากกว่าหนึ่งดวงเกิดขึ้นแล้วในกายสังขารเดียวกันนั้น อาจเกิดเหตุการณ์ต่างๆ ได้มากมายหลายประการ ในลักษณะต่างๆ มีดังต่อไปนี้
๑) แบ่งภาคจิตแล้วอาศัยร่วมกันในกายสังขารเดิมเพื่อช่วยกันโปรดสัตว์
๒) แบ่งภาคจิตแล้วอาศัยร่วมกันในกายสังขารเดิมแต่ขัดแย้งไปคนละทางกัน
๓) แบ่งภาคจิตแล้วจุติออกไปยังโลกทิพย์เพื่อช่วยกันโปรดสัตว์คนละภพ
๔) แบ่งภาคจิตแล้วจุติออกไปยังโลกทิพย์เพื่อหลีกเลี่ยงการขัดแย้งกัน
๕) แบ่งภาคจิตแล้วนิพพานไปบางดวงจิต ปล่อยให้ดวงจิตที่เหลือบำเพ็ญเอง
๖) แบ่งภาคจิตแล้วดวงจิตโปรดกันเอง จนบุญบารมีเพิ่มขึ้นแล้วรวมจิตกันใหม่
เหตุการณ์หลังแบ่งภาคดวงจิตเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ ดังที่ได้ยกตัวอย่างข้างต้น ผู้ที่ทราบว่าตนเองมีจิตมากกว่าหนึ่งดวง สามารถบริวารจัดการให้ดวงจิตพัฒนาในรูปแบบต่างๆ ได้ หลายท่านมีดวงจิตมากกว่าหนึ่งดวงแต่เป็นจิตที่ไม่ดีนัก เช่น จิตวิญญาณของมารหรืออสูรที่เป็นเจ้ากรรมนายเวรมาชำระกรรมกัน ทำให้หลงเดินทางผิด ตัดสินใจผิด ทำสิ่งที่คิดว่าถูกแต่ไม่ถูกจริง เป็นต้น บางท่านปฏิบัติธรรมถึงที่สุดแล้ว คิดว่าพอแล้วเพราะเป็น “อเสขบุคคล” แล้ว คือ บรรลุอรหันต์แล้วก็ไม่ต้องปฏิบัติธรรมอีก แต่หารู้ไม่ว่าดวงจิตมากมายที่เป็นเจ้ากรรมนายเวรนั้นรอชำระกรรมชดใช้กันอยู่ ดังนั้น การปฏิบัติธรรมแม้ได้บรรลุถึงอรหันตผลแล้ว ยังต้องพิจารณาอีกว่ามีจิตวิญญาณดวงอื่นๆ เข้ามาแทรกอีกหรือไม่ ถ้ามี จิตวิญญาณเหล่านั้นได้ปฏิบัติธรรมถึงระดับใดแล้ว หากยังเป็นจิตวิญญาณระดับต่ำ ยังไม่พัฒนา ต้องบำเพ็ญบารมี ปฏิบัติธรรมต่อไป ซึ่งส่งผลให้เจ้าของร่างกายนั้น ต้องปฏิบัติธรรมซ้ำแล้วซ้ำอีก เพื่อโปรดเหล่าดวงจิตทั้งหลายที่เข้ามาอาศัยในกายสังขารเหล่านี้ การขับไล่หรือทำร้ายดวงจิตที่แฝงเข้ามาในร่างกายเรานั้น ไม่เป็นผลดีแต่อย่างใด ทำให้เวรกรรมไม่หมดสิ้น การโปรดดวงจิตด้วยการปฏิบัติธรรมซ้ำๆ แม้จะบรรลุอรหันต์แล้วก็ตาม จะทำให้สามารถชำระกรรมต่อจิตวิญญาณเหล่านั้นได้แท้จริง
การโปรดดวงจิตที่เป็นเจ้ากรรมนายเวร
มีหลากหลายวิธี เช่น การรอให้ดวงจิตเหล่านั้นมาเกิดเป็นมนุษย์ เมื่อเป็นมนุษย์แล้วก็สามารถพูดคุยกันได้ ทำให้สามารถโปรดหรือสั่งสอนได้ บางท่านต้องรอดวงจิตวิญญาณจำนวนมากมายมาเกิด กว่าจะชำระกรรมต่อกันและโปรดได้หมดสิ้น ต้องใช้เวลาบนโลกยาวนานมาก เช่น หลายหมื่นปี เป็นต้น กว่าดวงจิตทุกดวงที่เป็นเจ้ากรรมนายเวรของเราจะมาเกิดทั้งหมด ทำให้ต้องเจริญอิทธิบาทสี่อย่างยิ่งยวด เพื่อให้อายุยืนยาวนานผิดจากมนุษย์ทั่วไป การใช้วิธีนี้ จึงมีข้อเสีย อีกทั้งพระพุทธศาสนายังมีอายุเพียงห้าพันปีเท่านั้น เมื่อหมดปี พ.ศ. ๕,๐๐๐ แล้ว มารและอสูรจะไม่ยอมให้พรพุทธศาสนาหลงเหลืออยู่อีกต่อไป จะร่วมกันลงมาเปลี่ยนโลกให้เข้าสู่กลียุค พร้อมกับเหล่าดวงจิตที่มีพัฒนาการต่ำจำนวนมากมายที่จุติมาจากนรก ก็จะเข้ามาทำลายล้างจนพระพุทธศาสนาไม่หลงเหลืออีก การโปรดดวงจิตเจ้ากรรมนายเวรซึ่งอาจมีอยู่กระจายทั่วไปในสามภพนี้ ด้วยการใช้กายสังขารของมนุษย์ด้วยวิธีรอให้เขามาเกิดเป็นมนุษย์จึงไม่ทันการณ์ การดปรดดวงจิตเหล่านี้ด้วยการให้เข้ามาอยู่ในกายสังขารของเราได้ เหมือนเขาได้กายมนุษย์นั้นดีกว่าเพราะไม่ต้องรอคิวเกิด โลกมนุษย์นี้จะมีกายสังขารของมนุษย์เกิดมากเกินไปไม่ได้ การเกิดของมนุษย์จึงต้องมีระเบียบ มีลำดับ มีคิว แต่การเข้ามาอาศัยในกายสังขารของคนเพื่ออาศัยสังขารนั้นบำเพ็ญบารมีจะให้ผลดีกว่าเร็วกว่า ไม่ต้องรอ และโปรดดวงจิตได้มากกว่า อย่างนี้จึงใช้ร่างกายของมนุษย์ได้คุ้มค่า อีกทั้ง จิตวิญญาณในโลกทิพย์นั้นรู้เรื่องเวรกรรมดีอยู่แล้วมากกว่ามนุษย์ ถ้ารอให้มาเกิดเป็นมนุษย์ก็จะหลงลืมเรื่องเวรกรรมและหลงทางได้ ไม่ต่างกับมนุษย์ ดังนั้น การจุติเข้ามาแบบนี้จึงดีกว่าการเกิดใหม่
การรวมดวงจิตเพื่อการรวมบารมี
ดวงจิตจำนวนมากของเรา ที่เราเคยเวียนว่ายตายเกิดในสามภพนั้นมีมาก เราสามารถดึงจิตเหล่านั้นเข้ามาเพื่อรวมบารมีกับเราได้ ทำให้มีบุญบารมีมากขึ้น แต่ก็จะมีกรรมมากขึ้นเช่นกัน เพราะดวงจิตแต่ละดวงล้วนมีบุญบารมีและกรรมทั้งสิ้น การรวมจิต รวมบารมีนั้นไม่ใช่พิธีการที่ยากหรือซับซ้อนอะไร เพียงแต่ต้องมีบารมีมากพอที่บำเพ็ญให้เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบันชาติ หากปัจจุบันชาติยังไม่ได้บำเพ็ญบารมีมากพอ ก็ไม่อาจรวมจิต รวมบารมีได้สำเร็จ โดยใช้วิธีการง่ายๆ คือ การทำสมาธิรวมจิตให้นิ่งเป็นหนึ่งเดียวแล้วอธิษฐานเอาว่าให้จิตทั้งหมดรวมเป็นหนึ่ง ใช้คาถาบริกรรม “โอม” แล้วก็กล่าวคำอธิษฐานไปว่าให้จิตและบารมีรวมกัน เงื่อนไขที่จะทำให้การรวมจิตรวมบารมีสำเร็จผล มีดังนี้
๑) ได้มีการบำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศ คือ สละชีพเพื่อสรรพสัตว์มาแต่กาลก่อน เช่น เคยเป็นทหารตายเพื่อชาติ เมื่อถึงปัจจุบันชาติ ก็เพียงบำเพ็ญซ้ำรอยเก่าไม่ต้องมากก็สำเร็จผลได้ เช่น เพียงแค่บริจาคร่างกายให้สภากาชาติไทย หรือบริจาคอวัยวะทั้งหมดในสภากาชาติไทยก็ได้ หรือ การอธิษฐานถวายร่างกายแก่มวลสัตว์
๒) ดวงจิตแต่ละดวงมีความพร้อม คือ ชำระกรรมเบาบางและมีบารมีพอควรแล้ว ถ้าแต่ละจิตวิญญาณยังมีกรรมมาก ไม่ชำระให้เบาบาง เมื่อรวมจิตรวมบารมีแล้ว จะทำให้มีกรรมพ่วงเป็นภาระมาก จนไม่สามารถรับภาระนั้นได้ไหว และต้องละกายสังขารนั้นไปได้ในที่สุด ดังนั้น จิตแต่ละดวงจิตต้องมีความพร้อมก่อนรวมกัน
๓) ดวงจิตแต่ละดวงในกายสังขารนั้นๆ มีบารมีไม่ห่างกันมากเกินไป เช่น ดวงจิตที่ได้บารมีถึงกายทิพย์โพธิสัตว์แล้วสามารถรวมกันได้ แต่หากมีจิตบางดวงเป็นเพียงอสูรอยู่ อาจทำให้การรวมจิตไม่สำเร็จได้ เพราะต่างจิตต่างใจกันเกินไป
๔) ต้องมีความสามัคคี เป็นใจดวงเดียวกันทุกจิต พร้อมที่จะอุทิศเพื่อไปไหนไปกัน ยอมบำเพ็ญยอมร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกัน ถ้ามีดวงจิตใดดวงจิตหนึ่งแตกสามัคคี ไม่ยอมตามดวงจิตดวงอื่นๆ ดวงจิตดวงนั้นก็ไม่สามารถรวมกับดวงอื่นๆ ได้
พระโพธิสัตว์เมื่อแบ่งภาคจิตมาเพื่อสะสมบารมีแล้ว เมื่อถึงชาติที่สุกงอมใกล้พร้อมจะได้ตรัสรู้ จะต้องจุติลงมารวมบารมีเพื่อรอการตรัสรู้เป็นพุทธเจ้า ในชาติที่ต้องจุติลงมารวมบารมีนั้น จะรวมบารมีด้วยการประสานจิตภาคแบ่งที่มีบารมี รวมเป็นดวงเดียวกันนั่นเอง
จิตที่แบ่งภาคได้เป็นแบบใด
จิตที่แบ่งภาคได้เพราะมีพลังจิตมากมายพอที่จะแบ่ง แบ่งออกแล้วยังสามารถทำหน้าที่เป็นสัตว์ได้สมบูรณ์ทั้งสองส่วนที่แบ่งออก จิตที่แบ่งภาคได้เพราะมีพลังจิตมากนี้มีสองแบบ คือ แบบที่มีจิตเมตตามากๆ ก็มีพลังจิตมากพอแบ่งภาคจิตได้ เช่น จิตของโพธิสัตว์ และจิตที่มีตบะหรือมีพลังจิตอันเกิดจากการทำสมาธิสะสมมากๆ เช่น จิตของพรหมฤษีต่างๆ เป็นต้น ในทางพราหมณ์ฮินดู ได้กล่าวไว้นานมากแล้วเรื่องการแบ่งภาคอวตารของผู้บำเพ็ญแบบพราหมณ์ฮินดู ผู้เขียนได้เคยพบผู้มีความสามารถทางตาทิพย์ผู้หนึ่ง ช่วยดูกายทิพย์ภายในของท่านผู้บำเพ็ญธรรมท่านหนึ่ง และสื่อสารกับกายทิพย์นั้นๆ ก็เห็นภาพขององค์พระอุมา และเห็นกายขององค์กาลีอยู่ๆ ก็แทรกออกมาจากกายขององค์พระอุมา และกล่าวว่าพร้อมที่จะปราบอสูร จึงเชื่อได้ว่าเหล่าผู้บำเพ็ญจิตทางสายพราหมณ์ฮินดูก็มีความสามารถในการแบ่งภาคดวงจิตเช่นกัน ดังนั้น จึงกล่าวหมายรวมความได้ว่า ดวงจิตจะแบ่งภาคได้ต้องมีพลังจิตมากพอที่แบ่งแล้วจะเป็นสัตว์ได้สมบูรณ์ทั้งสองดวงจิตที่แบ่งออก สรุป ดวงจิตที่แบ่งภาคได้มีสองประเภทดังต่อไปนี้
๑) จิตที่มีพลังจิตมากพอแบ่ง ของโพธิสัตว์เพราะมีเมตตามาก
๒) จิตที่มีพลังจิตมากพอแบ่ง ของเหล่าพราหมณ์ผู้ทำสมาธิมาก
ความหมายของอวตารและแบ่งภาคจิต
คำว่าอวตารคือการเกิดใหม่ของเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ เช่น พระนารายหากจุติลงมาเกิดบนโลกมนุษย์จะเรียกว่า “อวตาร” ส่วนคำว่าแบ่งภาคจิต หมายความว่าจิตได้แบ่งส่วนออกเป็นสัตว์ที่มีชีวิตจิตใจมากกว่าหนึ่งดวง บางครั้ง การเกิดใหม่ของเทพเจ้าองค์สำคัญๆ อาจไม่ได้แบ่งภาคจิต คือ จุติมาทั้งดวงจิตเต็มดวง แต่บางครั้งการอวตารก็เกิดจากการแบ่งภาคจิตได้เหมือนกัน คือ แบ่งส่วนของดวงจิตลงมาจุติเป็นสัตว์หนึ่งชีวิต ไม่ได้จุติลงมาทั้งดวงจิต นี่คือ ความหมายที่แตกต่างกันของการอวตารและการแบ่งภาค
พระพุทธเจ้าเป็นอวตารของพระนารายจริงหรือ?
ถูกต้อง พระพุทธเจ้าเมื่อครั้งบำเพ็ญบารมี ๔ อสงไขยนั้น มีหลายชาติที่บำเพ็ญบารมีแล้วได้จุติเป็นพรหม มีกายทิพย์แบบพระนาราย ซึ่งก็คือ เทพเจ้านารายองค์หนึ่งนั่นเอง อนึ่ง เทพเจ้าที่ทำหน้าที่ดูแลมนุษย์นี้ มีหลายองค์ด้วยกัน แม้แต่พระนารายก็มีมากมายนับไม่ถ้วน เวลาท่านประชุมกันบนสวรรค์จะนั่งเรียงกันตามลำดับบุญบารมีไป แล้วผู้เป็นใหญ่แห่งนั้น จะทำหน้าที่แบ่งงานให้แต่ละองค์ลงมาดูแลช่วยเหลือมนุษย์ในช่วงเวลาต่างๆ กันไป เพื่อแบ่งให้ทุกองค์ได้บำเพ็ญบุญบารมีอย่างยุติธรรมกัน เมื่อเราได้พบองค์ใดมีกายเป็นนาราย ขอให้เรานับถือท่านคือพระนารายเหมือนกันทุกองค์ ไม่ต้องไปแตกแยกว่าองค์นี้เป็นนารายองค์ใหญ่กว่า องค์นารายของฉันองค์แท้ บารมีมากกว่าองค์ที่เธอนับถือ แบบนี้ผิดจารีต ไม่ควรทำ ดังนั้น พราหมณ์จึงสอนกันว่าให้นับถือพระเจ้าองค์เดียว เพื่อให้จิตมีศรัทธาตรงต่อองค์ใดก็ได้องค์หนึ่งไป ไม่สับสนเป็นข้าสองเจ้าบ่าวสองนาย เมื่อตายไปก็ได้ตรงต่อเทพเจ้าองค์นั้นๆ จิตจะไม่สับสน ในขณะที่พราหมณ์อีกลัทธิหนึ่งก็กล่าวว่าเทพเจ้ามีหลายองค์ และมีหลักคำสอนการนับถือเรื่องเทพเจ้าหลายองค์ขึ้นมา นี่ก็ถูกต้องเหมือนกัน เพราะจริงๆ แล้วก็มีหลายองค์ แม้แต่องค์นารายก็มีหลายองค์ คำว่า “นาราย” นี้จึงเป็นเพียงตำแหน่งเทพเจ้าที่จะมาดูแลมวลมนุษย์ที่มนุษย์รู้จักกันดีและให้ความเคารพนับถือเท่านั้นเอง จะเป็นพรหมองค์ใดรับหน้าที่นารายลงมาทำกิจก็ได้มากมายไม่มีจำกัด ดังนั้น หากชาวพราหมณ์ฮินดูปฏิบัติธรรมขั้นสูงและพบสัจธรรมความจริงนี้ ก็จะทราบว่าทำไมพระพุทธเจ้าต้องไปโปรดสอนเหล่าพราหมณ์แต่ละลัทธิ และทำไมต้องทรงไปบวชเป็นพราหมณ์ในลัทธิต่างๆ ก่อนที่จะตรัสรู้ ทั้งยังเปิดใจกว้างยอมรับคำสอนของพระพุทธเจ้าในฐานะพระนารายอวตารที่ลงมาสอนมวลมนุษย์ให้หลุดพ้นทุกข์ถึงนิพพานอย่างแท้จริง อนึ่ง พระนารายจำนวนมากก็ปรารถนาจะบำเพ็ญบารมีจนได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในอนาคตเช่นกัน ขอฝากไว้ให้ท่านพิจารณา