รวมบทความหลากหลายมุมมองแบบมหายาน และการสัมผัสด้วยจิต
มหาธรรม เรื่อง ความว่างนำไปสู่ปัญญา ปัญญาบอกกิจใดควรทำกิจใดควรเว้น
ความว่างไม่ใช่นิพพาน นิพพานไม่ใช่ความว่าง แต่ความว่างเป็นมรรค เป็นทางที่จะทำให้เราเข้าใจถึงนิพพานได้ โดยไม่มีอะไรมาปรุงแต่ง แท้จริงแล้ว จิตเราถ้ามีพัฒนาการสูงมากๆ สามารถรู้ถึงนิพพานได้ คือ กำลังจิตระดับมหาโพธิสัตว์ หรือกำลังจิตระดับเซียนที่พร้อมบรรลุธรรมเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า อันนี้ จิตมีกำลังญาณสูง ถึงนิพพานได้ทั้งสิ้น แต่สำหรับจิตของพระสาวกนั้นไม่ถึง รู้ถึงนิพพานด้วยตนเองไม่ได้ จิตของพระสาวก จะมีบุญบารมีเท่ากับเทวดาชั้นที่สามคือ ชั้นยามา แต่เพราะศรัทธาในพระพุทธเจ้า จึงเชื่อและปฏิบัติตามท่านจึงบรรลุถึงนิพพานได้นั่นเอง เมื่อจิตผู้หนึ่งผู้ใดจะหยั่งถึงพระนิพพานได้นั้น เขาจะต้องทำจิตให้ว่าง บริสุทธิ์จากการยึดมั่น ปรุงแต่งใดๆ ก่อน เหมือนหลอดทดลองที่ต้องสะอาดจริงๆ การทดลองจึงจะให้ผลได้ถูกต้องออกมานั่นเอง
บางคนไปยึดมั่นความว่าง คิดว่าความว่างกับนิพพานเป็นหนึ่งเดียวกันก็มี เช่น ปฏิบัติจิตจนว่างหมด แต่ไม่เกิดปัญญา ไม่ทราบว่ากิจใดที่ตนยังต้องทำ ต้องชำระให้สิ้นไปบ้าง หรือกิจใดที่ตนควรละเว้น ไม่ควรกระทำอีกแล้วบ้าง (ศีล) เพราะยึดมั่นในความว่างจึงไม่เกิดปัญญา เมื่อไม่เกิดปัญญาอย่างแท้จริง จึงไม่ทราบว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ การทำจิตให้ว่างเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่ง ที่เตรียมพร้อมจิตก่อนจะเกิดปัญญาเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีบางที่สอนว่าให้ละตัวรู้ ละจิตรู้ ละปัญญาเสียอีก อันนี้ แย่ไปใหญ่ ปัญญาไม่ใช่ของให้ยึดก็จริง แต่ไม่ใช่ของให้ยึดว่าต้องละ ต้องทิ้ง ไปยึดเอาว่าต้องละทิ้งปัญญานั้นเป็นความหลง เป็นมิจฉาทิฐิอย่างหนึ่ง ทำให้คนโง่ลง มืดลง ทึบลงได้ สิ่งที่ต้องละ ต้องเว้นนั้นคือ “ศีล” ต่างหาก คำว่าศีล คือ กิจที่ควรละเว้นให้ได้เป็นปกติวิสัย อันเป็นปกติวิสัยของผู้ที่จะได้นิพพานเขาจะไม่ทำกัน จึงเรียกว่าศีล แต่ปัญญาไม่ใช่ของละเว้น เป็นสิ่งชี้นำ ส่องสว่าง ให้ทางแก่เรา จนถึงนิพพานแท้จริง คนเราแม้ว่าบรรลุธรรมไม่ใช่ว่าจะได้นิพพานในทันทีก็หาไม่ ยังต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป จนกว่าจะละสังขารถึงจะถึงเวลาละสังขารปรินิพพานได้ เมื่อเรายังมีกายสังขารอยู่ ก็ให้ทราบเถิดว่าเรายังมีกิจใดค้างอยู่กับโลกเป็นแน่แท้ เราจึงยังเหลือชีวิตอยู่ เราต้องเอะใจแล้ว และสติปัญญาของเราจะสว่างโพล่งออกมาเองว่าเราเหลือกิจใดค้างต่อโลก กรรมใดเราก่อไว้ยังชำระไม่หมด เลยยังไม่ตาย และกิจใดบ้างที่ไม่ใช่กิจเราแล้ว เราละแล้ว เว้นแล้ว ถึงจะได้นิพพาน นี่คือปัญญาจริงๆ มีแค่นี้แหละ ปัญญาทางธรรมไม่ได้บอกอะไรมากมาย แต่ปัญญาญาณตัวอื่นๆ เช่น ญาณหยั่งรู้อดีต, อนาคต, รู้ใจคนอื่น ฯลฯ อันนั้นยังไม่ใช่ “อาสวขยญาณ” ไม่ใช่ปัญญาญาณที่นำสู่นิพพาน ดังนั้น ถ้าท่านนั่งยึดความว่างอยู่ เทศน์อยู่แต่ว่าให้ว่าง ให้ละ อะไรก็ไม่ใช่ แต่ท่านเองกลับบอกไม่ได้ว่ากิจใดที่ท่านค้างอยู่ กรรมใดที่ท่านยังไม่ได้รับ ไม่ได้ชำระและกิจใดบ้างที่ท่านควรละเว้นแล้ว หรือลูกศิษย์ของท่านควรละเว้นหรือควรทำกิจอะไร ท่านบอกเขาไม่ได้ แสดงว่าปัญญาท่านไม่มีจริง ท่านได้แค่ความว่าง อย่างที่ท่านยึดนั่นแหละ อันนี้เป็นความว่างอันนำไปสู่ “นิพพานลวงโลก” ยังไม่ใช่นิพพานจริงๆ หรอก
“นิพพานสุก” ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีที่อรหันต์ แต่ทันทีที่อรหันต์ เราเข้าใจถึงนิพพาน และทราบมรรควิธีถึงนิพพานเท่านั้น พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร คำตอบคือ อริยสัจสี่ คือ รู้ว่าทุกข์หนีไม่ได้ แต่หาทางหลุดพ้นได้ รู้ว่าจะหลุดพ้นทุกข์ต้องแก้ที่เหตุคือใจเราเอง รู้ว่าทางหลุดพ้นไม่ใช่การยึดมั่นอะไรสักอย่างเลย ต้องปล่อยวางความยึดถือทั้งหมดก่อน และรู้ว่ามรรควิธีถึงนิพพานคืออะไร ซึ่งขณะนั้นเรายังไม่ได้นิพพานสุกในทันที เราได้นิพพานแบบดิบๆ ไปก่อน คือ กิเลสนิพพาน ทำให้เราเห็นธรรมตามจริง รู้ว่าการเวียนว่ายตายเกิดไม่พ้นทุกข์ได้ เราจะพ้นทุกข์ได้จริงคือพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด คือ สิ้นไปจากขันธ์ทั้งห้า และกิเลสทั้งปวง ตอนนี้กิเลสสิ้นลงแล้วจริง แต่ขันธ์ห้ายังครองอยู่ แสดงว่ายังไม่ได้นิพพานยังมีอะไรอีกหนอที่ยั้งเราทำให้เราไม่นิพพานเมื่อนั้นเอง พระพุทธเจ้าก็ทราบต่อว่าเพราะท่านตั้งความปรารถนามาเป็นพระพุทธเจ้าโปรดสัตว์โลกและแล้วท่านก็พิจารณาละความปรารถนานั้นเสียด้วยว่าสัตว์โลกนั้นไม่อยู่ในวิสัยจะโปรดได้ เมื่อนี้เองที่จิตท่านใสแท้จริง ไม่เหลืออะไรเลย จนท้าวมหาพรหมต้องลงมาทูลเชิญฯ โปรดสัตว์
ที่เล่าละเอียดอย่างนี้เพื่ออะไร? ก็เพื่อบอกว่านิพพานไม่ใช่ของที่มาพร้อมอรหันต์ ไม่ใช่ของแถมหรือขายพ่วง หรือของอันเดียวกัน คนละอย่างกัน เหมือนคุณเห็นปลายทางเดินของคุณแล้ว นั่นคือ อรหันต์ แต่คุณยังเดินไปไม่ถึงก็คือยังไม่นิพพาน ดังนั้น มีได้เป็นได้ที่คนเราจะเห็นปลายทางเร็วคือ บรรลุอรหันต์ แต่ยังเวียนว่ายตายเกิดต่อไปได้อีก เพราะเขาไม่ได้เดินตรงต่อไป แต่อาจวกกลับไปช่วยคนอื่นๆ ก่อนก็ได้ นั่นคือ ภาวะของอรหันตโพธิสัตว์แตกต่างจากอรหันตสาวก เช่นกันกำลังบอกท่านว่าพระอรหันต์ทุกรูปจะนิพพานได้นั้น ไม่ใช่ได้ทันที แน่นอนแล้วเมื่อบรรลุอรหันต์ อรหันต์กับนิพพานก็คนละอย่างกัน เหมือนผู้เดินทางที่เห็นปลายทางแล้ว (อรหันต์) กับปลายทางนั้น มันก็คนละอย่างกัน ดังนี้ ก็มีพระอรหันต์จำนวนมากในประเทศไทย ที่มีกรรมเก่า ทำให้ไม่ได้นิพพาน คิดว่าตนได้นิพพานแล้วแน่ๆ เพราะถูกเจ้ากรรมนายเวรหลอกเอา ให้หลงอย่างนั้นแล้วพาไปทำกิจนั่นโน่นนี่เต็มไปหมด ไม่มีปัญญารู้เลยว่ากิจใดควรละเว้น กิจใดตนยังค้างอยู่ต้องไปทำบ้าง อันนี้ไม่ใช่อรหันตสาวกแล้ว เป็นอะไรหันก็ไม่รู้ (หมูหันมั้ง) ขอให้ท่านได้สติบ้างเสียทีเถิด อย่าหลงมาก กับบุญบารมีที่ท่วมหัวหลอกท่านอยู่ ผู้เขียนหวังดี ไม่ได้ต้องการทำลายอะไรท่านเลย อนึ่ง การที่ท่านจะบำเพ็ญเป็นอรหันตโพธิสัตว์ก็ไม่ผิด ดีเลยชาติก็ต้องการอยู่มาก อย่างครูบาศรีวิชัยนั่น ท่านกล้าหาญตรงไปตรงมา บอกเลยตรงๆ ยังไม่นิพพาน ท่านบำเพ็ญบารมี แต่ที่หลงๆ กันอยู่นี่ แม้แต่จะได้ตรัสรู้ก็ไม่ได้ตรัสรู้กับเขา เพราะหลงนั่นแหละ จะกลายเป็นอรหันต์มหาโพธิสัตว์อยู่สุขาวดีนั่นยาวนานนัก
ความว่างกับการบรรลุธรรม มีขั้นตอนดำเนินไป ดังนี้
๑) จิตว่างจากใดๆ ไรๆ ทั้งปวงก่อน หรือว่างฉับพลัน
ที่เรียกว่าการทำจิตว่าง หรือทำจิตให้ว่างก่อน นี่เป็นแค่ขั้นต้นเท่านั้น ยังไม่ใช่นิพพานในบัดดลดังใจอยาก เป็นการเตรียมพร้อมจิตให้บริสุทธิ์ไม่มีสิ่งใดปรุงแต่ง ไม่มีสิ่งใดเหนี่ยวรั้งปัญญาญาณ การหยั่งรู้ไว้ ทำให้ปลดปล่อยรัศมีจิต ญาณหยั่งรู้ทะลวงไปถึงที่สุดได้
๒) จิตได้รับการปลดปล่อย รัศมีจิตหยั่งแจ้งถึงนิพพาน
ขั้นนี้คือ หลังจากเคลียร์ทุกอย่างให้ใสสะอาด ไม่ยึด ไม่ติด ไม่มีอะไรสักอย่าง ว่างดีแล้ว กำลังจิตหยั่งไปด้วยอาการได้รับการปลดปล่อยอย่างเต็มที่ รัศมีกำลังจิตก็ถึงซึ่งนิพพานอันไกลได้ ทะลุทะลวงผ่านเทวโลก มารโลก พรหมโลก สุขาวดีโลก ถึงซึ่งนิพพาน ก็รู้ได้ทันทีว่าที่สุดคืออะไร เข้าใจนิพพานในบัดดล ทราบถึงทางหลุดพ้นทุกข์ว่ามีอยู่จริง
๓) ปัญญาจะบอกว่ากิจใดค้างต้องทำ กิจใดควรละเว้น
ในขั้นนี้ จิตจะบอกท่านว่าสิ่งใดควรไปชำระก่อนจึงนิพพานได้ สิ่งใดควรละเว้นครบถ้วน เมื่อท่านทราบว่ากิจใดควรละเว้นโดยถ้วนถี่แล้ว ท่านย่อมละโดยไม่ต้องสงสัย ท่านย่อมมีศีลขึ้นเองเป็นปกติ ท่านย่อมละเสียมากกว่า ๒๒๗ อย่างด้วยซ้ำไป มันมากมายนับไม่ถ้วนดอกที่พระอรหันต์ท่านละเว้นนั้น แต่จะให้อธิบายหมดก็คงไม่ไหว มันเยอะเกิน ดังนี้ พระพุทธเจ้าจึงทรงไม่ได้เอามาตราไว้ทั้งหมด แค่ดูหมู่ภิกษุก่อน ว่าทำอะไรเพี้ยนไป ไม่เหมาะก็เอามาวางไว้เป็นแนวทางคร่าวๆ ว่าไม่ใช่กิจที่ภิกษุจะทำ แต่เป็นกิจที่ควรละเว้น ดังนี้ ศีลก็เกิดขึ้นเองโดยเป็นปกติ โดยธรรมชาติ ดังนี้ ศีลกับธรรมก็เกิดจากสิ่งเดียวกัน
๔) ทำกิจที่ค้าง ละกิจที่ควรละเว้น จนดับขันธปรินิพพาน
เมื่อท่านทราบโดยแจ้งชัดแล้ว ก็ทำในสิ่งที่ค้างและต้องทำนั่นเสีย และละเว้นสิ่งที่ควรละเว้นนั่นเสีย เมื่อทำได้อย่างนี้ ก็จะได้ดับขันธปรินิพพานได้ แล้วท่านก็ไปชำระเสีย ไปใช้หนี้เขาเสีย ถ้ายังใช้หนี้ไม่หมด ก็ยังนิพพานไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น พระอาจารย์ของพระนาคเสน นี่ก็จะเข้านิพพานไม่ได้ ถ้าไม่รอโปรดพระนาคเสนก่อน, พระอุปคุต นี่ก็ต้องลงไปจำศีลรอใต้บาดาล กว่าจะได้ทำกิจร่วมกับพระเจ้าอโศกมหาราช ถ้าไม่ได้ทำกิจนี้ ก็ยังนิพพานไม่ได้อีก เพราะกิจที่ต้องทำ ยังคั่งค้างอยู่ ยังทำไม่เสร็จ ยังไม่ได้ชำระนั่นเอง
ท้ายสุด ขอสรุปว่า ความว่างเป็นเพียงมรรควิธีขั้นต้นในการเตรียมจิตเท่านั้น ยังไม่ใช่ได้นิพพานทันใจหมาย ก็เมื่อเกิดปัญญาแล้ว ตัวท่านเอง จึงทราบว่าต้องทำอย่างไร
มหาธรรม เรื่อง จงขยันแต่เรื่องหลุดพ้น เรื่องอื่นๆ ขี้เกียจเป็นดี
สัมมาวายามะ คือ ความเพียรชอบ ความเพียรชอบ คือ ความพยายามที่จะหลุดพ้น อย่างอื่นที่ไม่หลุดพ้น ล้วนไม่ใช่ความเพียรชอบ บางอย่างเป็นความเพียรจม คือ ความเพียรที่จมปลักไม่ไปไหน ติดอยู่อย่างนั้น เช่น การติดฌาน การพยายามเจริญสติให้มาก แต่ไม่นำไปสู่ความหลุดพ้นได้เสียที อย่างนี้เป็นความเพียรจม ยังมีความเพียรอีกแบบที่จัดเป็นมิจฉาวายามะ คือ ความเพียรไปในทางยึดติดไม่ใช่หลุดพ้น เช่น ความพยายามที่จะต้องสำเร็จกิจการใดๆ ให้ได้ อันนี้ ไม่ใช่ทางหลุดพ้น เป็นวัวพันหลัก ไปพัน ไปมัดติดอยู่กับความสำเร็จ คือ ต้องสำเร็จให้ได้ สำเร็จอะไรก็ช่าง ถ้าพันหลักแล้ว เป็นมิจฉาทิฐิทั้งนั้น เพราะความสำเร็จเป็นอนิจจัง ไม่ใช่ตัวตน ของตน กำหนดไม่ได้ จิตไปมีความคิดเห็นว่า เราต้องกำหนดได้ เราต้องทำได้ เราต้องสำเร็จ อันนี้เรียกว่า “มิจฉาทิฐิ” ไม่ใช่สัมมาทิฐิ ดังนั้น ความพยายามในการณ์นี้เป็น “มิจฉาวายามะ” ด้วย ไม่ใช่ “สัมมาวายามะ”
พึงใช้ความเพียรชอบ ทำลายล้างความเพียรจม คือ ใช้ความพยายามให้ตรงทางความหลุดพ้น เพื่อทำลายล้าง ความพยายามที่ไม่มีเป้าหมายไปสู่ความหลุดพ้น ซึ่งเป็นความพยายามที่โง่เง่า ความพยายามที่จมปลัก ความพยายามที่วนอยู่ ติดอยู่ ไม่ไปไหนนั้นเสีย ดังนั้น เราจึงควรขยันในเรื่องที่ทำให้หลุดพ้น เรื่องที่ไม่ใช่ความหลุดพ้น จงขี้เกียจเป็นดีที่สุด เพราะจะได้ไม่ต้องก่อกรรมใหม่ ทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว อันจะนำไปสู่ชาติภพใหม่ ให้เราต้องไปเสวยบุญ เสวยกรรม ไม่จบไม่สิ้นได้ ดังนั้น เราจึงควรขี้เกียจทุกๆ เรื่อง ที่ไม่ใช่เรื่องที่ทำให้หลุดพ้น ยกตัวอย่างเช่น พ่อแม่ใช้เราทำงาน แสดงว่าเรามีกรรมต้องชำระต่อพ่อแม่แล้ว เราก็ตั้งจิตใจว่าเราจะพยายามทำให้เต็มที่เพื่อให้หลุดพ้นจากกรรมที่เรามีต่อพ่อแม่ ไม่ใช่พอพ่อแม่ใช้งาน เราก็ขี้เกียจ หนีงาน เพราะพ่อแม่เป็นเจ้ากรรมนายเวรคนหนึ่งของเราเหมือนกัน เขาใช้งานเรา แสดงว่าเรายังมีหนี้กรรมต่อเขาเหลืออยู่ เราอยากหลุดพ้นกรรมนี้ไป เราก็ชำระกรรม ทำกิจ ตามที่เขาเรียกร้องจากเราไป ในใจเราคิดแต่หลุดพ้นๆ ในทุกๆ กรรมที่กระทำไปนั้น กรรมที่เราทำทุกอย่างด้วยจิตใจที่ตั้งไปสู่ความหลุดพ้น กรรมนั้นนั่นแหละเรียกว่า “กรรมฐาน” ดังนั้น กรรมฐานจึงเกิดทุกเวลาทุกสถานการณ์ ไม่ต้องเข้าวัด ไม่ต้องรอรับศีลก่อน ไม่ต้องบวชก่อนจึงมีกรรมฐานได้ แต่มีได้ด้วยจิตที่ทำทุกอย่างด้วยความตั้งมั่นตรงต่อความหลุดพ้นไปเท่านั้นเอง เมื่อทำด้วยใจที่ตั้งมั่นแน่วแน่แล้ว จิตก็มีสมาธิในกิจที่ทำนั้นๆ เราเรียกว่า “สัมมาสมาธิ” เพราะเป็นสมาธิที่ตรงต่อความหลุดพ้น ก็คือ ตรงต่อนิพพานนั่นแหละ ดังนั้น เราจะมีความพยายามในทุกๆ อย่าง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นตรงว่าที่ทำไปทั้งหมดนี้เพื่อความหลุดพ้นทั้งสิ้น ไม่มีอย่างอื่น เราจะไม่มีความอยาก ความต้องการที่จะไปทำอะไรอื่นเลย รอแต่คนทั้งหลายอันเป็นเจ้ากรรมนายเวรเรานั้น เรียกใช้ แปลว่าเขาให้เราชำระหนี้ เราจะได้ปลดหนี้กรรม เราจะได้หลุดพ้นกรรมเป็นงวดๆ เปลาะๆ ไป จนท้ายที่สุด เราจะไม่เหลืออะไรให้ติดค้างใครเลย ซึ่งหากเราทำงานในบริษัทด้วยความขยันเพราะอยากหลุดพ้นเสียอย่างนี้ เมื่อเราหลุดพ้นแล้ว เรามักได้อาศัยสมมุติว่า “ถูกไล่ออก” ก็มี วันนั้นเอง เราไม่ทุกข์ เพราะเรารอเวลาหลุดพ้นมานานแล้ว ผู้เขียนเอง ก็ทำแบบนี้ ขยันทำงานเพราะเห็นว่าได้เงินเดือนมาก ต้องใช้คืนเขาให้มาก ทำให้เจ้านายชอบมาก แต่เพื่อนร่วมงานรุมเล่นงาน สุดท้าย ก็ต้องลาออกเพราะเพื่อนๆ ร่วมงานหาวิธีออกให้เราจนได้ ในที่สุด เราก็โล่งอก ได้ออกจากบริษัทมาโดยไม่ผิด เจ้านายก็บอกว่าเราไม่ผิด อยู่ต่อก็ได้ เราเองก็ได้ที จะได้หลุดพ้นแล้ว เลยลาออกมาเลย ไม่สนใจว่าจะมีเงินเลี้ยงตัวหรือไม่ ซึ่งก็ทำให้มาถึงจุดนี้ได้
ดังนั้น ความขี้เกียจในทุกๆ อย่างที่ไม่ใช่การหลุดพ้น จึงเป็นความขยันในทุกๆ อย่างที่ทำให้หลุดนั่นเอง เพราะเมื่อขี้เกียจในทุกๆ อย่างที่ไม่ใช่การหลุดพ้นแล้ว ก็กลายเป็นการขยันในการละเว้นกรรมต่างๆ ทั้งดีและชั่ว ไม่ก่อกรรมใหม่ จึงไม่มีชาติภพใหม่ให้ต่อได้อีก ชาติภพ และกรรมก็เบาบางทุเลาลง ดังนั้น ขี้เกียจในทุกอย่างที่ไม่ใช่การหลุดพ้นคือการขยันในการหลุดพ้น และการขยันในทุกอย่างที่ทำให้หลุดพ้น ก็คือ การขยันทางโลกจนเจ้ากรรมนายเวรเล่นงานเอาออกให้ คือ ปล่อยเราให้หลุดพ้นออกมานั่นเอง
มหาธรรมเรื่องจิตที่บริสุทธิ์แล้วไม่มีความเป็นครูหรือนักเรียน (ไม่คิดจะสอนใคร)
เมื่อพระพุทธเจ้าสมณโคดมทรงตรัสรู้ ทรงละแม้ทุกกิจ แม้แต่กิจการถ่ายทอดธรรม ทำให้ท้าวมหาพรหม ต้องลงมาทูลเชิญพระองค์ คำเชิญนั้นค่อนข้างรุนแรงทีเดียว เช่นว่า โลกจะฉิบหายหนอ (ถ้าพระพุทธเจ้าไม่โปรดสัตว์) อนึ่ง การละเว้นในทุกกิจ แม้แต่การถ่ายทอดธรรมนี้ เป็นลักษณะของผู้มีจิตบริสุทธิ์จริงๆ บรรลุอรหันต์จริงๆ แม้พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ก็ทรงมีลักษณะเช่นนี้ และจะมีผู้ที่ต้องลงมาทูลเชิญให้พระองค์โปรดสัตว์เฉกเช่นเดียวกันทั้งหมด แม้แต่พระอรหันตสาวกทุกๆ องค์ก็เป็นเช่นนี้ ไม่มีความคิดที่จะถ่ายทอดธรรม ไม่มีความคิดที่จะเป็นครูใคร วางจริงๆ ว่างจริงๆ สำหรับท่านที่คิดที่จะเผยแพร่ธรรม หรือคิดที่จะเป็นครูผู้อื่นนั้น จะสำเร็จธรรมอย่างมากเพียงอนาคามีเท่านั้น การกระทำทุกการกระทำของพระอรหันต์ไม่ได้ใส่เจตนาอยากกระทำ ทำๆ ไปเช่นนั้นเอง ตอบโต้ไปตามสถานการณ์เท่านั้นเอง ปรับตัวไหลไปตามธรรมชาติเท่านั้นเอง ไม่ได้มีความอยากที่จะกระทำสิ่งใดๆ เลย แม้แต่สิ่งที่ดีงามก็ไม่มีความคิดที่จะกระทำ อยู่ๆ ไปอย่างนั้นเอง ไม่มีสาระอะไร ตายเมื่อไรก็เมื่อนั้น ดังนี้ อรหันต์แท้ๆ อรหันตสาวกจริงๆ จึงหายาก ไม่ใช่สิ่งที่เราจะเห็นหรือพบกันได้ง่ายๆ ส่วนใหญ่ก็อนาคามี ที่เปิดตัวรอให้เราไปหาไปกราบไปไหว้ พระอรหันตสาวกจริงๆ เลี่ยงไปแล้ว, หลบไปแล้ว, หลุดไปแล้ว, พ้นจากเราไปแล้ว หลุดพ้นจากเราไปแล้วจริงๆ ไม่ว่าเราจะเอาบ่วงใดๆ มาหลอกล่อร้อยรัดก็ไม่มีบ่วงใดจับพระอรหันต์ได้ ท่านหลุดพ้นจริงๆ ไม่ใช่หลุดพ้นเทียมๆ ทว่าสำหรับท่านที่ยังให้เราร้อยรัดอยู่ได้นั้น จริงอยู่จิตหลักท่านอาจได้อรหันต์ แต่ท่านจะมีจิตรองอีกดวงที่ยังไม่อรหันต์ รอให้เราร้อยรัดด้วยความเป็นครูก็ดีโดยการยกท่านเป็นครู เราก็ร้อยรัดท่านได้ ความเป็นพระอรหันต์ก็ดี พอเรากราบไหว้นับถือท่านเช่นนั้น ท่านก็นั่งรอให้เราร้อยรัดท่านด้วยความเป็นพระอรหันต์นั้น ทว่า พระอรหันต์ตัวจริงไม่อยู่ให้เราร้อยรัดแล้ว ท่านหลุดพ้นไปจากเราแล้ว จนเมื่อเราจะได้ถึงเวลาหลุดพ้นเหมือนกับท่านจริงๆ เมื่อใด เมื่อนั้นแหละ เราจะได้เฉียดเข้าไปใกล้ท่าน ไปได้ด้วยวาระธรรมที่ใกล้กัน แต่มิใช่เพราะบุญหรือสิ่งอื่นใด นอกจากนั้น เราก็แค่อาจเคยมีบุญได้ใส่บาตรพระอรหันต์แท้ๆ บ้าง โดยไม่รู้เลยว่าท่านคือพระอรหันต์ก็เท่านั้นเอง อันนี้ ต้องขออธิบายให้เลิกหลงพระอรหันต์กัน พระอรหันต์ที่เราพบเห็นได้โดยที่เรายังไม่ถึงวาระจะได้อรหันต์นั้น ส่วนใหญ่เป็นอรหันตโพธิสัตว์ ที่มีจิตรองอีกดวงที่ยังไม่อรหันต์อยู่รอชำระกรรมกับเราๆ ท่านๆ ทั้งหลาย โดยท่านจะบอกว่าไม่ได้ยึดอะไรหรอกที่ทำอยู่นั่นนะ จริงอยู่จิตหลักไม่ได้ยึด แต่จิตรองยังยึดอยู่ คนเราไม่ยึดก็ต้องไม่มีอาการหลงเพลิน, นั่งเพลิน, รับเงินเพลิน เพลินแบบนี้ แม้ไม่ยึดก็ไม่นับว่าเป็นอรหันต์ นับภูมิธรรมได้อย่างมากคืออนาคามี หรือไม่ก็อย่างที่อธิบายแล้ว จิตหลักอรหันต์ จิตรองไม่อรหันต์ พระอรหันต์แท้ๆ ในสมัยพุทธกาล ไม่มีองค์ใดเลย นั่งรอให้เราไปรุมๆ หา, ห้อมล้อม, กราบไหว้, ขอพระเครื่อง, พูดคุย ฯลฯ ไม่มีอยู่รอให้เรารุมแน่ พระอรหันต์หลุดจากเราไปแล้ว ด้วยเพราะหลุดพ้นไปแล้ว เราจะหลุดพ้นเมื่อไรก็จะได้เจอกับท่าน เหมือนคนวิ่งทางไกล ไปใกล้เส้นชัย ก็ต้องเห็นคนที่ถึงเส้นชัยแล้วเหมือนกัน พระอรหันตสาวก ไปแล้วไม่กลับมาอีก ไม่หวนลงมาต่ำอีก หวนกลับไม่มีในอรหันตสาวกเลย มีได้ก็แต่พระอรหันตโพธิสัตว์เท่านั้น ที่ไปถึงเส้นชัยแล้ว วกกลับมาหาเราๆ ท่านๆ ที่ยังห่างภาวะอรหันต์กันได้ ดังนั้น เราจึงไม่เห็นภาพพระอรหันตสาวกในสมัยพุทธกาล ถูกคนมากมายห้อมล้อม รุมล้อม รับทรัพย์ รับสักการบูชามากมาย อย่างในปัจจุบัน แม้แต่พระสีวลีผู้มีบุญมากเป็นประวัติการณ์ ก็ไม่ได้อย่างพระอรหันตโพธิสัตว์ของเราในปัจจุบันนี้เลย และท่านไม่อยู่รอให้คนมาร้อยรัดท่านได้ด้วยอะไรต่ออะไรด้วย ผู้บรรลุอรหันต์แล้วไม่อยากเป็นครู แบบที่ปากว่าไม่คิดอยากเลย แต่เขามาเอง แล้วนั่งเฉยอยู่ทำซื่อ ให้เขาปั้นแต่งจนเป็นครูใหญ่นั่นก็ไม่ใช่อรหันตสาวก (เป็นได้อย่างมากคือ อรหันตโพธิสัตว์) พระอรหันตสาวกจริงๆ รอให้ธรรมชาติมาเอง คนจะถึงอรหันต์ จะถึงธรรมจริงๆ มันมาของมันเอง ท่านก็ทำๆ ไปไม่คิดจะสอนอะไรใคร เขาจะได้ก็ได้ของเขาเอง การเป็นครูเป็นผู้เผยแพร่ธรรมการโปรดสัตว์ไม่มีอีกในอรหันตสาวก เพราะจบกิจ สิ้นพรหมจรรย์อย่างเดียว นอกจากกรรมมาถึงตัว ท่านรู้กิจค้าง ก็ชำระกิจนั้นจบไป แต่ท่านที่ยังมีกิจมาก ยังยุ่งกับคนมาก แสดงว่ายังไม่ถึงวาระนิพพาน เพราะมีกิจค้างมากต้องชำระนั่นเอง ท่านเหล่านี้ ไม่ใช่อรหันตสาวก แต่เป็นได้คืออรหันตโพธิสัตว์เท่านั้นเอง
มหาธรรม เรื่อง ผู้รู้กับปัญญาเป็นคนละอย่างกัน เป็นไฉน
จิตคือผู้รู้ วิญญาณคือผู้ปรุงแต่งการรู้ให้หยาบขึ้น ชัดขึ้น แต่ความบริสุทธิ์จะน้อยลง ทำให้คลาดเคลื่อนได้เมื่อวิญญาณปรุงแต่งการรู้ของจิต สัญญาขันธ์คือ ความจำได้หมายรู้ แต่จิตไม่ได้จำ จิตใช้การ “ระลึกรู้” เมื่อสติเกิด จิตย่อมรู้เท่าทัน เพราะใช้การ “ระลึกรู้” จึงต้องอาศัยสติจึงตื่นรู้ การตื่นรู้ไม่เท่ากัน ตื่นรู้แบบน้อยที่สุด คือ รู้ทั่วตัวพร้อม ที่เราใช้ในการเป็นพื้นฐานฝึกสตินั่นเอง แต่นี่แค่ฝึก ยังไม่ได้ลงสนามต่อสู้จริง เมื่อลงสนามต่อสู้กิเลสจริง สติไวเท่าทันกิเลส ก็นับว่าสติตื่นมากขึ้นเป็นระดับกลาง จากนั้น หากฝึกสติต่อไป จะตื่นรู้ถึงที่สุด คือ ตื่นออกจากวัฏสงสาร การเวียนว่ายตายเกิด สู่ภาวะที่ไม่เกิด ไม่ดับ หลุดพ้นจากการเกิดและดับ ตื่นรู้ภาวะที่ไม่ใช่ทั้งสองตรงข้ามนั้น เรียกว่า “ตื่นรู้นิพพาน” อันที่จริง นิพพานที่แท้ไม่มีคำอธิบาย เราใช้คำว่านิพพานเพื่อเป็นหมายบอกเหตุใกล้ของจริงเท่านั้น โดยพระพุทธเจ้าเลือกเอาคำว่านิพพาน ที่แปลว่า “สูญ” เพื่อเป็นเครื่องหมายบอกเหตุใกล้ความหลุดพ้น คือ ภาวะที่ใกล้หลุดพ้นมากที่สุด คือ ภาวะสูญไป ดับไป ไม่ว่าจะพิจารณาอะไรก็แล้วแต่ ให้ใช้ความดับไป สูญไป เป็นหมายสำคัญ เช่น เหมือนเพ่งลมหายใจ ลมหายใจดับสูญไปเมื่อไร ตรงนั้นเอง คือ หมายบ่งบอกเหตุใกล้ความหลุดพ้น หรือแม้แต่เข้าฌานอยู่ด้วยสุข เมื่อสุขดับสูญลงเมื่อไร เมื่อนั้นเองคือเหตุใกล้ความหลุดพ้น หรือหากเพ่งกสิณ ดวงกสิณดับลงเมื่อใด ก็ใช้การดับลงของกสิณนั้นเป็นเหตุใกล้ความหลุดพ้นได้ เมื่อเข้าสู่ภาวะนั้นแล้ว ย่อมไถ่ถอนออกจากความยึดมั่นได้ทุกอย่าง ตามแต่กำลังที่ตนบำเพ็ญมา ไม่ทั้งสุขและทุกข์ ไม่อะไรเลยสักประการ
ปัญญา คือ ระดับความสามารถในการรู้ โดยมี “ญาณ” เป็นกำลังสำคัญ อุปมาได้อย่างนี้ ปัญญาก็คือ ความสว่างของไฟจากไฟฉาย แต่ญาณคือถ่านไฟฉายที่หล่อเลี้ยงทำให้ไฟจากไฟฉายมีกำลังมากหรือน้อยนั่นเอง เรามักเรียกรวมกันว่า “ปัญญาญาณ” โดยจำแนก ชนิดของปัญญาญาณไว้หลายชนิด จิตทำได้เพียงเป็นผู้รู้ แต่หากไม่อาศัยปัญญาญาณ จิตก็จะรู้ได้แตกต่างกันไป เช่น จิตเปรต จะรู้เท่ากับความเป็นเปรต ไม่มากเกินนั้น จิตเทพ ก็รู้เท่าเทพ ไม่มากเกินนั้น จิตของสัตว์ต่างๆ คือผู้รู้ แต่มีขีดจำกัดความรู้ไม่เท่ากัน ในจิตของพระสัพพัญญู คือ ผู้รู้ทุกสิ่ง แต่ไม่ได้แปลว่าจิตทุกดวงมีลักษณะแบบนั้นหมด ก็หาไม่ ดังนั้น คำว่าจิตผู้รู้ จึงมีหลายระดับ เป็นผู้รู้ แต่รู้ไม่เท่ากัน จิตพุทธะ จะรู้ได้ด้วยตนเอง จิตอรหันต์ จะรู้ได้แต่ด้วยอาศัยผู้อื่นช่วยบอก ไม่ได้ตรัสรู้เอง อุปมาจิตผู้รู้และปัญญา เหมือนกับคนเดินทางในคืนเดือนมืด มีไฟฉายส่องทาง คนเห็นทาง คนนั้นอุปมาเป็นจิต ส่วนไฟฉายอุปมาเป็นปัญญา ถ่านไฟฉายอุปมาเป็นญาณ คนเห็นทางได้แต่ก็ไม่เท่ากัน ขึ้นกับไฟฉายของแต่ละคน จิตผู้รู้มีความสามารถในการรู้ไม่เท่ากัน อุปมาดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ดังนั้น เราต้องแยกให้ชัดว่า แม้ทุกคนมีจิต จิตคือผู้รู้ แต่ผู้รู้กับปัญญาไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ปัญญาเป็นผล ผลจากการฝึกฝนจิต ให้รู้มากขึ้นไปเรื่อยๆ ถ้าจิตไม่ได้รับการฝึกให้รู้มากขึ้น ก็จะรู้เท่าเดิม มีขีดจำกัดในการรับรู้เช่นเดิม จิตจึงเป็นเหตุต้น ในการนี้
การฝึกจิตให้มีปัญญามากขึ้น เพื่อความหยั่งรู้ที่มากขึ้น ประกอบด้วยหลายส่วน คือ
๑) ความบริสุทธิ์ของจิต
จิตที่มีความบริสุทธิ์ เมื่อได้ความรู้ย่อมไม่แปดเปื้อนย่อมรู้อย่างตรงไปตรงมาไม่ผิดเพี้ยน ฝึกได้ด้วยการละกิเลส ทำให้ว่างจากการยึดมั่นถือมั่นใดๆ ทั้งปวง ก็จะมีจิตที่บริสุทธิ์
๒) กำลังญาณหยั่งรู้ของจิต
จิตที่มีญาณหยั่งรู้กำลังสูงย่อมรู้ในสิ่งที่ผู้อื่นไม่รู้ได้เช่น ความรู้ทั่วจักรวาล, อดีต, อนาคต ฝึกได้ด้วยการเน้นสมาธิ เน้นฌาน เป็นกำลังสำคัญในการหยั่งรู้ของจิตในลักษณะนี้
๓) ระดับความรู้เห็นของจิต
จิตที่ฝึกสติมาดีย่อมมีความละเอียดมาก ย่อมรู้ได้อย่างละเอียด และสามารถอธิบายได้ละเอียด ในขณะเดียวกัน สามารถปรับความสามารถในการรู้ให้หยาบขึ้น เช่น รู้ทั่วโลกทีเดียวพร้อมกันก็ได้ กว้างก็รู้ได้ ไกลก็รู้ได้ ละเอียดก็รู้ หยาบก็รู้ได้ นี่คือ การโฟกัส
มหาธรรม เรื่อง นางแก้ว ที่มาและสาเหตุของการบำเพ็ญ
บุคคลที่ถึงวาระนิพพานในชาติใดก็ตาม เขาจะเกิดมาสมบูรณ์พร้อมและเป็นชายปกติ เพราะชำระกรรมต่างๆ หมดแล้ว จึงพร้อมนิพพานในชาตินี้ บุคคลที่ยังเหลือกรรมหนักติดตัวนั้น ยังไม่ถึงวาระจะได้นิพพาน เช่น เกิดมาพิการ หรือพิการแต่กำเนิด เหล่านี้มีกรรมมาก จึงเกิดมาพร้อมความพิการ หรือแม้แต่การเกิดเป็นหญิงก็มีกรรมมาก เป็นผลจากกรรมหนัก จึงต้องเกิดมาเป็นหญิง กรรมหนักทั้งหลาย จะมาตกที่สังขาร ปรากฏที่สังขาร ดังนั้น การที่พระพุทธเจ้าไม่เลือกรับคนพิการบวชก็ด้วยเหตุผลนี้ คือ ไม่ถึงวาระที่เขาจะได้นิพพาน ก็สามารถที่จะปฏิบัติในเพศฆราวาสได้ถึงอนาคามี ซึ่งอนาคามีนั้นไม่มีความจำเป็นที่จะต้องบวชเหมือนพระอรหันต์ (พระอรหันต์ไม่บวชจะละสังขารในเจ็ดวัน)
ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงไม่เลือกรับคนบวชมากเกินไป แม้แต่ผู้หญิงในช่วงแรกก็ได้ปฏิเสธ ด้วยพระอานนท์ทูลขอท่านจึงยอมให้พระภิกษุณีเกิดขึ้น อนึ่ง การบรรลุอรหันต์ในเพศหญิงนั้นมีได้ แต่ไม่เหมาะแก่กาล จิตวิญญาณทุกดวงเมื่อปลดกรรมหนักหมดแล้ว ย่อมเกิดแต่บุรุษเพศที่มีร่างกายสมบูรณ์เท่านั้น ดังนั้น การพิจารณากายสังขารก่อนรับสาวกก็มีเหตุผลด้วยประการฉะนี้ ไม่ใช่เพราะความรังเกียจ หรือกดขี่ข่มเหงเพศหญิง ก็หาไม่ คือ ผู้หญิงสามารถอดทนใจเย็น รับวิบากกรรมแล้วชำระกรรมหนักให้หมดก่อน ก็จะได้เกิดเป็นผู้ชายในชาติข้างหน้า และมาเป็นภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนาก็ได้ วิธีนี้ ดีกว่า และได้ผลมากกว่าการรับภิกษุณี เพราะหากผู้หญิงปฏิบัติธรรมถึงอนาคามีแล้ว ก็ไม่ต้องบวชก็ได้ ไม่ต้องกลับมาเกิดอีกก็ได้ ดังนั้น การบวชเป็นภิกษุณีจึงไม่ใช่คำตอบของการปฏิบัติธรรมของเพศหญิงเสมอไป แต่การอดทนรอ และชำระวิบากกรรมจนหมดความเป็นหญิงได้เกิดเป็นชายโดยสมบูรณ์นั้นเป็นทางออกที่ดีกว่า นอกจากนี้ การปฏิบัติธรรมได้ถึงอนาคามีในเพศฆราวาสก็เป็นทางออกหนึ่งของบรรพชิตหญิง (เช่น การบวชชี)
ยังมีจิตวิญญาณประเภทหนึ่ง ที่ไม่ยอมเกิดเป็นผู้ชาย เรียกว่า “นางแก้ว” ทั้งหลาย นางแก้วเหล่านี้ ไม่สามารถแก้ไข พัฒนา หรือเปลี่ยนแปลงจิตวิญญาณของตนได้ จะเกิดแต่เป็นหญิงเท่านั้น กรณีนี้เข้ากลุ่มที่อาจพิจารณาให้บวชเป็นภิกษุณีได้ กรณีที่บรรลุอรหันต์ในเพศฆราวาสและอาจละสังขารตายในเจ็ดวัน ดังนั้นการบวชไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง การบวชนั้นเป็นคำตอบสำหรับผู้ที่บรรลุอรหันต์และอาจละสังขารตายในเจ็ดวัน แต่มีกิจยังต้องชำระกับโลกนี้ จึงยังละสังขารไม่ได้เท่านั้น นอกเหนือนั้นแล้วการบวชก็ไม่มีความจำเป็น เพราะฆราวาสก็ปฏิบัติธรรมได้ถึงอนาคามี ดังนี้ พระสงฆ์จึงไม่จำเป็นต้องมีมาก มีมากก็มากเรื่องมากความ ดูแลกันไม่ไหว และทำให้ศาสนาแย่ลงได้ อนึ่ง การบวชชีบวชพราหมณ์ก็สามารถปฏิบัติธรรมได้โดยไม่ต้องมีภาระหน้าที่การงานแต่อย่างใดหากบุคคลปรารถนาทางธรรมจริง การบวชห่มขาวก็เป็นคำตอบได้ และปฏิบัติให้ถึงอรหันต์ เมื่อนั้นการบวชพระจึงเป็นสิ่งจำเป็น ปัจจุบัน พราหมณ์ที่มีรายได้มีลาภสักการะมาก ก็มีไม่น้อย
ผู้หญิงประเภทที่ต้องบวช คือ ผู้หญิงที่บรรลุอรหันต์และไม่มีบารมีหล่อเลี้ยงกายสังขารได้ ต้องละสังขารตายในเจ็ดวัน อย่างนี้ จัดเข้าควรบวชเป็นภิกษุณี นอกจากนั้น การบวชชีก็ถือว่าเป็นคำตอบแล้ว รอให้ชีรูปนั้นได้ถึงอรหันต์จะละสังขารตายในเจ็ดวัน ค่อยบวชเป็นพระภิกษุณีก็ได้นี่ “พิจารณาตามความจำเป็น” ในมุมเดียวกันพระสงฆ์ก็ไม่จำเป็นต้องมีมากเพราะไม่มีความจำเป็นต้องมีพระสงฆ์มาก เราสามารถมีชีพราหมณ์ที่บรรลุอนาคามีมากๆ ได้ และทำหน้าที่ได้ดีกว่าพระสงฆ์ เหมาะสมกว่าพระสงฆ์อีก คำว่าพระสงฆ์นั้น ก็มีความจำเป็นสำหรับฆราวาสที่บรรลุอรหันต์เท่านั้นเอง ดังนี้ พระสงฆ์ก็จะไม่ล้นเกิน มีแต่ปริมาณ แต่หาคุณภาพไม่ได้ การมีนักบวชในแบบพราหมณ์ หรือบรรพชิตในรูปอื่นๆ ที่ไม่ใช่พระสงฆ์นั้นเป็นทางออกของสังคมและพระพุทธศาสนา หากนักบวชห่มขาว หรือพราหมณ์สามารถอยู่ได้โดยไม่วุ่นวายทางโลกมาก ยังมีเกี่ยวทางโลกบ้าง เช่น การทำพิธี, การทำนายดวงชะตา ฯลฯ เช่นนี้ ก็มีเวลาพอปฏิบัติธรรมได้ถึงอนาคามี และถึงพระอรหันต์ได้ไม่ยาก รอถึงพระอรหันต์เมื่อใด ความเป็นพระสงฆ์จึงจัดได้ว่า “จำเป็น”
การบวชพระเป็น “สิ่งฟุ่มเฟือย” ของสังคมถ้าการบวชนั้นไม่ได้บวชเพื่อรักษาชีวิตของพระอรหันต์ไว้ หรือเพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลที่มีแววว่าจะได้อรหันต์ได้มีโอกาสปฏิบัติธรรมเต็มที่ สังคมที่บวชพระทั้งพระภิกษุและภิกษุณีอย่างฟุ่มเฟือย สังคมจะมีภาระมาก สังคมต้องดูแลผู้คนที่ไม่ทำการงานมาก และต้องเลี้ยงพวกเขาตลอดชีพ โดยที่ไม่มีความจำเป็น อีกประการ สภาวะของพวกเขาที่ไม่บรรลุอรหันต์นั้น ก็ยังไม่อาจตัดขาดจากทางโลกได้อย่างแท้จริง เช่น พระจำนวนมาก ที่ยังวุ่นวายกับเรื่องทางโลกอยู่ ยังไม่ละจากกิจทางโลก ดังนั้น คำว่า “พระ” ก็กลายเป็น “ชนชั้นพิเศษของสังคม” ไป เป็นฐานันดรพิเศษ ยิ่งกว่านักข่าวที่สังคมถือว่าเป็นฐานันดรที่สามเสียอีก การที่สังคมมีกลุ่มคนพิเศษ ทำให้สังคมมี “ชนชั้น” เกิดความไม่เท่าเทียมกันขึ้น มีการเอารัดเอาเปรียบกันโดยนัย และท้ายที่สุด สังคมจะบิดเบี้ยว ไม่ดำเนินไปอย่างที่ควรจะเป็น ดังที่ ประเทศไทยเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ อนึ่ง ผู้เขียนไม่ได้ห้ามหรือหวงการบวชพระ แต่กำลังบอกว่าการบวชพระมีสาเหตุและความ “จำเป็น” เป็นมาอย่างไร ตรงตามพุทธศาสนาที่แท้จริง ไม่ใช่การบวชตามประเพณี บวชเพื่อสร้างวัฒนธรรม บวชเพื่อเป็นอาชีพ บวชเพื่อได้ชนชั้นพระ บวชเพื่อมีวรรณะหากินโดยไม่ต้องทำงานเหนื่อย ฯลฯ ก็หาไม่ คนทุกคนควรบวชทั้งสิ้น ถ้าเขาได้บรรลุอรหันต์ เพราะอาจละสังขารตายในเจ็ดวันได้ ดังนั้น ผู้เขียนก็เห็นว่าทุกคนที่บรรลุอรหันต์นั้นควรบวชโดยเร็ว แต่ถ้าไม่ได้บรรลุอรหันต์ ได้เพียงอนาคามีนั้น การห่มขาว เป็นชีพราหมณ์ก็สามารถทำได้ ไม่มีปัญหาแต่อย่างใดเลย ทั้งชีพราหมณ์จำนวนมากในปัจจุบัน ก็มีรายได้พิเศษ จากการดูดวง, ทำนายทายทัก, ทำน้ำมนต์, ทำพิธีต่างๆ มากมาย นี่สังคมไทยก็เปิดช่องให้แล้ว มีทางเลือกแล้วไม่ใช่ไม่มีทางไปก็หาไม่ ปัจจุบัน ยังมีพระสงฆ์จำนวนหนึ่ง ที่เร่หาวัด ว่าวัดไหน สมภารเลี้ยงดี มีกิจนิมนต์มาก ได้ลาภเยอะ อยู่สบาย ไม่วุ่นวาย ไม่เคร่งครัดมาก ก็จะรุมไปอยู่วัดนั้นกัน ย้ายไปหาที่สบายกัน เดี๋ยวนี้มีมากที่เป็นแบบนี้ ส่งผลให้วัดที่ไกลและขาดแคลนถึงกับ “ร้าง” จำนวนมากมาย ในขณะที่วัดใหญ่ๆ ที่เจริญแล้ว มีพระมากมายไปประชุมอยู่กันด้วยความหวังได้ลาภสักการะนั่นเอง นี่ไม่ใช่วิถีของพระพุทธเจ้าเลย เป็นวิถีของชนชั้นพราหมณ์ต่างหาก ในสมัยโบราณที่พระพุทธเจ้ายังทรงอยู่นั้น ท่านจะไม่ให้รวมกันอยู่มากไป เพราะไม่มีความจำเป็นต้องรวมกันอยู่มากเพื่อเรียกลาภก็หาไม่ ท่านให้กระจายกัน เรียกว่าแบ่งสายโปรดสัตว์ชนิด เมืองละองค์ก็ว่าได้เลยทีเดียว เพื่อกระจายบุญ โปรดผู้คนให้ทั่วถึง ทำหน้าที่เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่ใช่ของประเทศใด เมืองใด จังหวัดใดจังหวัดหนึ่งก็หาไม่
การบวชเป็นภิกษุณีก็เช่นกันไม่ควรบวชด้วยความอยากให้มีพระภิกษุณีหรืออยากให้ครบองค์สี่ของพุทธบริษัทก็หาไม่ ควรบวชเพราะ “ความจำเป็น” ไม่ใช่เพราะอยากหรือเพราะความฟุ่มเฟือยทางผ้าเหลือง นั่นคือ ถ้าผู้หญิงปฏิบัติธรรมก้าวหน้ามากแล้วบรรลุอรหันต์ เมื่อใด เมือนั้น ควรมีภิกษุณีเกิดขึ้นอย่างไม่มีข้อแม้ แต่ถ้าไม่มีผู้หญิงบรรลุอรหันต์คือได้เพียงอนาคามี ก็ไม่จำเป็นต้องบวชเป็นพระภิกษุณีเป็นชีก็สามารถดำรงชีพอยู่ได้ ในกรณีที่เกิดบรรลุอรหันต์ขึ้นมาจริงๆ และจำเป็นต้องบวชพระนี้ก็มี ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงที่เคยบำเพ็ญบารมีมาทางนางแก้วคือเกิดเป็นผู้หญิงอย่างเดียว ไม่มีโอกาสได้เป็นผู้ชาย และได้บรรลุอรหันต์ในเพศหญิงนั้นเอง บทความฉบับนี้ จะขอกล่าวถึง “นางแก้ว” ดังต่อไปนี้
กรรมที่ต้องมาเป็นนางแก้ว
๑) กรรมที่ทำให้ไม่อาจบรรลุเป็นปัจเจกพุทธเจ้า
นางแก้วคือผู้ที่ได้ทำกรรมผูกมัดตนเองไว้กับบุคคลอื่น ไม่อาจคลายไถ่ถอนได้ จึงไม่อาจไปเดี๋ยวๆ บรรลุธรรมเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าได้ ดังนั้น จึงต้องเดินธรรมคู่ ไม่อาจชำระกรรมหมดจากความเป็นหญิง เพื่อมาเกิดเป็นชาย และตรัสรู้เป็นพระปัจเจกฯ ได้ นี่หมายถึง ไม่มีบารมีมากพอที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าด้วย เพราะอาจด้วยกรรมมากมาย ที่เป็นบ่วงผูกรัดตนอยู่ ทำให้ไม่อาจบำเพ็ญบารมีได้สำเร็จ จึงต้องอาศัยเป็นนางแก้ว
๒) กรรมหนักที่ทำต่อพ่อแม่, บิดามารดาและลูก
นางแก้วคือผู้ที่ได้ทำกรรมหนักไว้ ทำให้ไม่ได้เกิดเป็นผู้ชาย เช่น ได้ทำการฆ่าพ่อ, แม่ หรือบุตรตนเอง เป็นต้น ทั้งยังไม่อาจชำระกรรมนี้ด้วยวิธีอื่น ต้องมาเกิดเป็นนางแก้วชำระกรรมแทน ในกรณีที่ทำกรรมเช่นนี้ แต่ยังมีบุญบารมีพอค้ำตัว เบื้องบนจะให้เลือกว่าจะชำระกรรมในรูปแบบใด เช่น ถูกฆ่าอย่างทารุณ หรือจะยอมมาเกิดเป็นนางแก้วแทน ในกรณีของพระโมคคัลลานะ ก็ได้ฆ่าบิดามารดาไว้ และต้องถูกฆ่าตายอย่างทารุณ กรณีนี้ ท่านได้เลือกแล้วที่จะไม่เกิดเป็นผู้หญิง จึงต้องรับกรรมมากเช่นนั้น แต่บางท่านไม่เอา ไม่ขอตายอย่างทารุณ ก็จะมาเกิดเป็นผู้หญิง เช่น พระเจ้าอชาติศัตรู นี่ก็ต้องเป็นนางแก้ว
๓) กรรมหนักที่ทำต่อมวลสัตว์เพราะจิตใจโหดเหี้ยม
นางแก้วในกรณีนี้จึงต้องเกิดเป็นผู้หญิงไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นชายเป็นพระราชา เพราะในยามที่ได้เกิดเป็นชายนั้นก่อกรรมหนักไว้มาก ด้วยความดุร้ายป่าเถื่อนเกินไป กรณีนี้ ต้องเกิดมาเป็นนางแก้ว และรับความรักจากพระนิตยโพธิสัตว์ ก็จะเบาบางความดุร้ายลงได้ ขัดเกลานิสัยที่ดุร้ายลงได้ เมื่อได้รับความรักความอ่อนโยนจากพระนิตยโพธิสัตว์นั่นเอง ปกติ ผู้ทำกรรมมาก หากทำบุญมากพอกันจะคานกันได้ การบำเพ็ญในรูปนี้จะเป็นชายและได้ถึงโพธิสัตว์สมันตภัทรได้ (เช่น เกิดเป็นโจรที่มีคุณธรรม) แต่หากไม่อาจบำเพ็ญได้ถึงโพธิสัตว์สมันตภัทร คือ ได้บารมีแต่อวโลกิเตศวร และยังชำระกรรมไม่หมด ก็ต้องเกิดเป็นผู้หญิง รับใช้งานพระโพธิสัตว์ในรูปภรรยา จึงจะมีบุญพอปลดหนี้กรรมได้
ในสมัยพุทธกาลก็มีผู้ชายที่ต้องเกิดมาเป็นผู้หญิงหลายชาติ เพื่อปลดกรรมในรูปนางแก้ว เช่น พระเจ้าอชาติศัตรู ผู้ฆ่าบิดาตนเอง พระเจ้าอชาติศัตรูมีความเป็นชายมาก แต่ต้องกรรมต้องมาเกิดเป็นหญิง หลายชาติ แม้เป็นผู้หญิงแล้วก็ปลอมตัวเป็นชายเพื่อจะได้ทำสิ่งที่ผู้ชายทำก็มี, นายฉันนะ ได้กรรมจากการลงพรหมทัณฑ์ของพระพุทธเจ้า ทำให้ไม่อาจนิพพานได้ทั้งๆ ที่บรรลุอรหันต์แล้ว ทั้งยังต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวจากหมู่สงฆ์ เพราะกรรมจากพรหมทัณฑ์ การแก้ไขคือ ต้องให้พระศรีอาริยเมตตรัย มาเกิดเป็นสามี และให้นายฉันนะเกิดเป็นผู้หญิง เป็นภรรยา จึงจะแก้กรรมนี้ได้ เพราะผู้เป็นสามีจิตวิญญาณของฉันนะนี้ ต้องรับกรรมของฉันนะด้วยคือต้องอยู่เสมือนคนถูกพรหมทัณฑ์ก็ดี ต้องเป็นทาส (นายฉันนะเป็นคนเลี้ยงม้า) ก็ดี ชาติหนึ่งของนายฉันนะ และพระศรีอาริยเมตตรัยที่ลงมาแก้กรรมให้นายฉันนะ คือ มะกะโท ผู้ลักพาลูกสาวพ่อขุนรามฯ หนีไป โดยมะกะโท ต้องมาเป็นทาส เป็นคนเลี้ยงช้างให้พ่อขุนรามฯ ในสมัยพุทธกาล พระมหากัจจายนะได้บรรลุอรหันต์แล้ว แต่ได้แช่งชายคนหนึ่งที่นึกชอบท่าน จะเอาท่านมาเป็นภรรยา (แค่คิดในใจ แต่ท่านอ่านจิตออก) ให้กลายเป็นผู้หญิง จากนั้น เมื่อลงโทษพอควรแล้ว จึงได้แก้ไขให้กลับเพศมาสู่ความเป็นชาย กรรมนี้หนัก ขวางพระมหากัจจายนะ ไม่ให้นิพพาน ผลกรรมนี้ ท่านต้องลงมาช่วยผู้ชายที่ต้องการกลายเป็นหญิง(เพศที่สาม) และผู้หญิงที่อยากเกิด มาเป็นชาย ในจำนวนนั้นที่ท่านต้องช่วยคือ นายฉันนะ, พระเจ้าอชาติศัตรู ในครั้งที่ช่วยพระเจ้าอชาติศัตรูที่เกิดมาเป็นหญิงนั้น ท่านต้องใช้ดวงจิตดวงหนึ่งจุติไปเป็นชายแล้วรับกรรมแทนถึงขั้นตาย และใช้ดวงจิตอีกดวงเกิดเป็นชายอีกคน มารับช่วงต่อเป็นคนรักของพระเจ้าอชาติศัตรู จากนั้น พ่อของพระเจ้าอชาติศัตรู ต้องมาเกิดเป็น “สามี” ของพระเจ้าอชาติศัตรูอีกที เพื่อแก้กรรมกัน เพราะผลกรรมที่พระเจ้าอชาติศัตรูฆ่าพ่อนั้นมีมากนั่นเอง อีกผู้หนึ่งที่มีกรรมมาก คือ พระยามาราธิราช ท่านได้ทำกรรมไว้คือ เอาลูกสาวของตนมาขวางการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า โดยการ “ยั่วกาม” อันนี้ทำต่อพระพุทธเจ้า ขณะทรงทำสมาธิ กำลังตรัสรู้เชียว เป็นกรรมหนักมาก ให้ผลแรงมาก จนพระยามาราธิราชโพธิสัตว์นั้น ต้องเกิดมาเป็นผู้หญิง และต้องเป็นภรรยาของพระศรีอาริยเมตตรัย จึงจะมีบุญพอชดใช้ชำระกรรมของตนให้เบาบาง จนหลุดพ้นจากความเป็นหญิงได้ในที่สุด
เรื่องผู้ชายที่ก่อกรรมหนักจนต้องมาเกิดเป็นนางแก้ว เพื่อชำระกรรมนี้ มีมากมาย ทำให้พระศรีอาริยเมตตรัย กลายเป็นเทวดาที่มีนางฟ้ามาก ไม่ใช่จะดีอะไรเลย มีแต่ภาระกรรมทั้งนั้น แต่ละนาง ได้ก่อกรรมไว้หนักหนาสาหัสสากรรทั้งนั้น จะขอเล่าแต่เพียงเท่านี้
อนึ่ง ยังมีผู้ชายอีกประเภทที่มีกรรมมากแต่สามารถไปได้ด้วยตน หลุดพ้นได้ด้วยกำลังของตนเอง เช่น พระเทวทัต อันนี้ ก็มีกรรมหนักมาก แต่อาศัยได้บุญมากก่อนตายก้อนหนึ่ง ทำให้เชื่อมโยงผูกเข้ากับผู้มีบุญบารมีได้ ต้องมาเกิดเป็นบิดาของพระศรีอาริยเมตรัยในบางชาติบ้าง เป็นพี่ชายบ้างในบางชาติ เพื่อชำระกรรมตนเอง ทุกชาติที่เกิดเป็นคนก็ยากลำบากเหลือคณานับ แม้จะได้บารมีจากพระกษิติครรภ์ช่วยฉุดออกมาจากนรก แต่เมื่อได้เกิดเป็นคนก็ยังต้องรับกรรมหนักมากมาย อันนี้ เขาไปได้ด้วยกำลังตนเอง คือ ตรัสรู้เองได้ ไม่จำเป็นต้องมาเป็นนางแก้ว การเกิดมาเป็นพ่อก็ดี พี่ชายก็ดี ของผู้ที่มีบุญบารมี ทำให้ได้บุญบารมีเลี้ยงตัว ฉุดตัวเองออกจากกรรมหนักได้โดยไม่ต้องเป็นนางแก้ว
นางแก้วและผู้หญิงที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา
๑) นางแก้วคู่บารมี
นางแก้ว คือ จิตวิญญาณที่ก่อกรรมมาก และสมัครใจปลดกรรมตนเองที่มากมายนั้นด้วยการยอมเกิดเป็นผู้หญิง จิตวิญญาณที่เข้าข่ายนี้มีมากมาย อาจเป็นพันๆ ดวง จากนั้นต้องมาบำเพ็ญบารมีแข่งขันกันอีกว่าใครจะอยู่ลำดับต้น ใครจะอยู่ลำดับท้าย นางแก้วต้องทำหน้าที่เป็นผู้หนุนอยู่เบื้อหลังพระโพธิสัตว์ จะเกินหน้าไม่ได้ ผู้หญิงคนไหนทำเกินหน้าพระโพธิสัตว์ คนนั้นไม่ใช่นางแก้วตัวจริง แต่เป็นเพียง “คู่บุญ” คือ ทำบุญ ถือสิทธิ์จากบุญนั้นมาเป็นคู่กับพระโพธิสัตว์เพื่อปลดเปลื้องกรรมตนเองให้พ้นไป โดยไม่เป็นนางแก้ว
๒) พุทธมารดาแท้
พุทธมารดาแท้ คือ จิตวิญญาณที่ก่อกรรมมาก และสมัครใจเกิดเป็นหญิงเพื่อปลดเปลื้องเวรกรรมที่มากมายนั้น โดยบำเพ็ญเป็นนางแก้วคู่กับพระโพธิสัตว์ก่อนแต่ภายหลังได้บุญและบารมีมากล้นเกินไป หรือทำกรรมล้นเกินที่จะเป็นนางแก้วได้ เช่น ได้ทำแท้งฆ่าบุตรตนเอง จึงต้องมาบำเพ็ญเป็นพุทธมารดาแท้แทน ต้องมีบุตรเป็นพระพุทธเจ้าและจะต้องตายหลังคลอดบุตรไม่นาน จึงจะหมดจากกรรมที่ทำแท้งนั้นได้ ซึ่งนางแก้วจะไม่พลาดทำแท้งบุตรตัวเอง แต่นางแก้วทุกนางต้องถูกบีบเช่นนี้ทั้งสิ้น เหมือนเรื่องนางสิบสอง มีผู้หญิงสิบสองคน ท้องพร้อมๆ กัน ถูกบีบให้อดอยาก แต่มีเพียงนางสิบสองที่ไม่ทำแท้ง นางทั้งสิบเอ็ดคนแรก จะไม่ได้เป็นนางแก้ว ส่วนนางสิบสองจะได้สำเร็จเป็นนางแก้ว
๓) พุทธมารดาเลี้ยง
พุทธมารดาเลี้ยงคือ จิตวิญญาณที่ก่อกรรมมากและสมัครใจเกิดเป็นหญิงเพื่อปลดเปลื้องเวรกรรมที่มากมายนั้น โดยบำเพ็ญคล้ายพุทธมารดาแท้ ต่างกันเพียง พุทธมารดาเลี้ยงจะทำกรรมหนักอย่างอื่น เช่น ฆ่าพุทธมาดาแท้ ในชาติที่เกิดเป็นภรรยาน้อยและหลวงคู่กันนั้น พุทธมารดาเลี้ยงได้ฆ่าพุทธมารดาจริงเพราะความริษยา กรรมนี้ ทำให้การบำเพ็ญที่เดิมเป็นแบบนางแก้วอยากให้สามีรักตนคนเดียว ต้องพลาดกลายเป็นมารดาเลี้ยงแทน อนึ่ง พุทธมารดาเลี้ยง จะเก่งเรื่องการผลักดันให้บุตรของตนขึ้นเป็นใหญ่ ปั้นกษัตริย์ได้
๔) พระพี่เลี้ยง (หญิง)
พระพี่เลี้ยงคือ จิตวิญญาณที่ก่อกรรมมากและสมัครใจเกิดเป็นหญิงเพื่อปลดเปลื้องเวรกรรมที่มากมายนั้น โดยบำเพ็ญคล้ายพระพุทธเจ้ามาก่อน ต่างกันเพียง พระพี่เลี้ยงได้ทำกรรมหนักเพราะถูกกิเลสครอบงำ ไม่อาจบำเพ็ญสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าได้ด้วยกรรมทางกาม ทำให้ต้องมาเกิดเป็นผู้หญิง เป็นพระพี่เลี้ยงของพระพุทธเจ้า โดยพระพี่เลี้ยงมักทำหน้าที่เลี้ยงบุตรให้แก่พระโพธิสัตว์เพื่อฝึกการเป็นพี่เลี้ยงพระพุทธเจ้าในชาติสุดท้าย
อนึ่ง ผู้หญิงนั้นมีกรรมมาก แต่เหนื่อยหน่ายในการเกิดเป็นผู้ชาย เพราะยามเกิดเป็นชายได้ทำกรรมมากเกินไป จึงยอมเกิดเป็นหญิงเพื่อปลดเปลื้องเวรกรรม แต่แม้ทำกรรมมากก็มีบุญบารมีมากไม่น้อยด้วยเช่นกัน ดังนั้น พระมเหสีจึงทำหน้าที่แทนราชาได้ดังนี้
มหาธรรม เรื่อง การหมดบุญก่อนหมดอายุขัยของเทวดา
บุญกับอายุขัยเป็นคนละอย่าง คนละเรื่องกัน คนอาจมีอายุขัยสักร้อยปี แต่ในร้อยปีนั้น ไม่ได้เสวยแต่บุญ เมื่อใดหมดบุญ ชีวิตก็มีการเปลี่ยนแปลง เพราะบุญเป็นของไม่เที่ยง การยึดมั่นว่าบุญเป็นของเที่ยง เป็นสุขแท้นั้นเป็นมิจฉาทิฐิ บุญก็เป็นอนิจจัง ไม่อาจยึด ไม่ควรหลงบุญ ความหลุดพ้นต่างหากที่พึ่งได้จริง หมายความว่าทุกข์นั้นสามารถหลุดพ้นได้จริง มีทางหลุดพ้นได้แท้จริง และการเวียนว่ายตายเกิดนั้น ก็มีทางหลุดพ้นได้จริง อย่างนี้ต่างหากที่ควรเชื่อถือ ไม่ควรยึดถือหรือหลงบุญ การหลงบุญเป็นอาการหนึ่งที่พบได้เมื่อเราถูกพลังมารแทรก, ครอบงำ หรือแม้แต่เราได้กลายเป็นมารแล้วโดยสมบูรณ์ ก็จะมีอาการนี้เกิดขึ้นได้ บุคคลที่มีจิตตรงแล้ว จะไม่ยึดมั่นในบุญ เพราะทราบดีว่าบุญไม่เที่ยง มีเกิดและดับลงเป็นวาระ ไม่ใช่สรณะที่พึ่งอันเที่ยงแท้ได้ เขาย่อมตรงต่อความหลุดพ้นอย่างเดียว เพราะไม่มีทางอื่นที่พ้นทุกข์ได้ นอกจากความหลุดพ้นที่มีอยู่จริง พูดง่ายๆ คือ ถ้ามีทุกข์ก็หาทางหลุดพ้นทุกข์เสียคือ ทางออกที่แท้จริง การพยายามที่จะเอาอย่างอื่นเข้ามาทดแทนเมื่อมีทุกข์ เช่น การใช้บุญ, การใช้ฤทธิ์เดช นั้น ไม่ใช่ทางแก้เลย
การปลดทุกข์นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับใคร, อะไร, ที่ไหน หรือเวลาใด คือ เป็นเรื่องที่ไม่เนื่องด้วยอะไร ไม่มีอะไรเป็นเหตุ ไม่มีอะไรเป็นผล เพราะไม่ใช่เรื่องของการเกิดและดับ จึงไม่มีอะไรเป็นต้นเหตุ และอะไรเป็นผล แต่เป็นเรื่องของเราเอง ใจเราเอง จิตเราเอง ที่เคยหลงไปยึดถือ, แบกไว้, ให้ความสำคัญมั่นหมาย, ผูกอยู่, มัดอยู่, ตรึงอยู่, โหยหาอยู่, ไขว่คว้าอยู่, พึ่งพาอยู่ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ ใจเราเองกระทำเองทั้งสิ้น เมื่อใจเราหยุดกระทำสิ่งเหล่านี้เสียได้ ทุกข์จะมาจากไหน ย่อมไม่มีได้เป็นอันขาด ดังนี้ การที่เรามีทุกข์นั้น ไม่ใช่เพราะใคร เพราะใจเราฝึกให้มีเอง และการหลุดพ้นทุกข์นั้น ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับใครหรืออะไร แต่อยู่ที่เราหยุดกระบวนการสร้างทุกข์และสุขให้ตัวเองนั่นเอง อนึ่ง การหยุดกระบวนการสร้างทุกข์ให้ตัวเองนี้ คือ การหยุดกระบวนการสร้างสุขด้วย เพราะว่าสุขกับทุกข์ เป็นของคู่กัน เมื่อเราสุข ฮอร์โมนอย่างหนึ่งหลั่ง ทำให้ร่างกายไม่สมดุล ก็ต้องหลั่งฮอร์โมนอีกอย่างหนึ่งให้ทุกข์ด้วย ดังนี้ สุขทุกข์ก็มีฮอร์โมนร่างกายอย่างละชนิดควบคุมอยู่และต้องมีเท่าๆ กัน ผลัดกันหลั่งอย่างสมดุล การที่ร่างกายเรานั้นไม่พึ่งพา ไม่เสพติดฮอร์โมนทั้งสองชนิดนี้ ทำให้สมองได้พัก ไม่ถูกรบกวน และทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ นั่นคือ ภาวะที่ปัญญาจะเกิดได้ดีที่สุด ปัญหาความยุ่งยากต่างๆ ในชีวิตที่เคยประสบก็จะได้รับการคลี่คลายด้วยปัญญาที่เกิดนั้นๆ ปกติแล้ว คนเราจะเสพติดฮอร์โมนสองชนิดนี้ คือ ฮอร์โมนทุกข์นั้น จะช่วยเป็นยาโดฟให้คนทำงานได้มาก ส่วนฮอร์โมนสุขนั้น จะช่วยบรรเทาผลข้างเคียงจากฮอร์โมนทุกข์ ฮอร์โมนทั้งสองอย่างจึงถูกใช้มากและสมองได้รับผลกระทบมากจากกระบวนการทั้งสองนี้ การปฏิบัติด้วยการหยุดที่ใจเราเอง จึงช่วยหยุดกระบวนการทางกายนี้ด้วย เพราะใจและกายสัมพันธ์กัน เมื่อเราคุ้นเคยกับภาวะไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่อะไร ต่ออะไรแล้ว ไม่ยินดี ไม่ยินร้ายแล้ว ภาวะนั้นเป็นกลางอย่างยิ่ง เราจะค้นพบว่าเราทุเลาลงจากความทุกข์ได้อย่างแท้จริง นี่คือ ทางหลุดพ้นทุกข์ (อันนี้ ยังไม่รวมการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งใช้วิธีเดียวกัน แต่จะทำได้เมื่อปรินิพพาน-ตาย)
ย้อนกลับไปเรื่อง “การหมดบุญ” ก่อนหมดอายุขัย นี้ เป็นเรื่องปกติ ธรรมดามาก เราดูได้จากคนในสังคมเรานี่เอง มีมากมายที่อายุขัยยังยืนยาวอยู่ แต่บุญไม่เหลือแล้ว จนต้องมีชีวิตบั้นปลายอยู่อย่างยากลำบาก เช่น นอนป่วยนานเป็นแรมปีก็มี, ต้องเป็นคนเร่ร่อนก็มี, เป็นคนยากไร้ไม่มีใครเหลียวแลก็มี ฯลฯ นี่ไม่ใช่หรือประจักษ์พยานที่เด่นชัดว่าคนเรายังไม่หมดอายุขัยก็หมดบุญกันได้ นี่ไม่ใช่แต่คนเท่านั้น แม้แต่เทวดาก็มีบ่อยๆ เอาตัวอย่างง่ายๆ รุกขเทวดาบนต้นไม้มีอายุพันปีทิพย์ แต่ต้นไม้มีอายุเท่าไร ไม่กี่ปีมนุษย์ ยังไม่ทันหมดอายุขัยเลยโดนตัดเสียแล้ว อย่างนี้ รุกขเทวดาจะอยู่อย่างไร ความเสื่อมนั้นก็เกิดมีแก่รุกขเทวดานั้นทันที บ้างโชคดีมาเป็นไม้ทำเรือ คนบูชาไหว้ยกให้เป็นแม่ย่านาง ได้มีหน้าที่ ได้มีบุญเลี้ยงตัวอยู่ร่วมกับมนุษย์ต่อไป ไม่นานนัก คนรุ่นเก่าตายไป คนรุ่นใหม่ไม่ใช้เรือกันแล้ว แม่ย่านางก็ถูกทิ้ง นี่คือ “หมดบุญ” ย่อมมีชีวิตอยู่อย่างลุ่มๆ ดอนๆ อย่างนี้
อนึ่ง เทวดาชั้นที่หนึ่ง ซึ่งอยู่ใกล้ตัวมนุษย์มากที่สุดนั้น เป็นกลุ่มที่มีชีวิตอยู่อย่างลุ่มๆ ดอนๆ ไม่เที่ยงเลย ความเสื่อมเกิดขึ้นบ่อยแก่พวกเขามาก ความเปลี่ยนแปลงบนโลกเรา ท่านดูเอาเถิดว่าเร็วขนาดไหน ไม่กี่ปีสิ่งแวดล้อมก็เปลี่ยนไปมากแล้ว แล้วเทวดาชั้นที่หนึ่งที่มีอายุเป็นพันปีทิพย์จะไม่ได้รับผลกระทบได้อย่างไร ดังนั้น เทวดาเหล่านั้นจึงจัดเข้าข่ายหมดบุญง่ายและเร็ว เทวดาชั้นที่หนึ่ง พวกพญานาค เคยอาศัยบุญจากการดูแลพระพุทธศาสนา แต่ไม่นานนักการเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำสายสำคัญก็เกิดขึ้นมาก หลังกึ่งพุทธกาล ประเทศจีนทำเขื่อนกั้นแม่น้ำโขง แล้วเหล่าพญานาคในแม่น้ำโขงจะได้รับผลกระทบอย่างไร นี่อย่าคิดว่าไม่มีผลกระทบนะ แม้เขาไม่มีกายสังขาร เป็นเพียงจิตวิญญาณ แต่ก็ต้องอาศัยสถานที่สถิต เพราะไม่ใช่จิตวิญญาณชั้นสูงที่อยู่ได้โดยไม่ยึดสถานที่ สุดท้าย ก็ต้องหมดยุคพญานาค เข้าสู่ยุคมังกรในที่สุด ไม่ใช่เพียงเหล่านี้ แม้แต่พวกเมืองลับแล ก็ย้ายเมืองกันหลายครั้ง เมืองแตกกันหลายครั้ง ล่าสุดก็อพยพเข้ามาแทรกอยู่ในกายมนุษย์ มีมนุษย์ผู้หญิงจำนวนมากขึ้นที่ไม่ยอมมีครอบครัว แต่ยินดีพลีกายให้ชายโดยง่าย และในจำนวนนี้มีพวกหนึ่ง ที่นิยมเป็นชู้กับสามีชาวบ้าน ซึ่งสังคม ไทยเราไม่นิยมสิ่งนี้ แต่สิ่งนี้เกิดขึ้นแล้วด้วยเหตุผลกลใดกัน การเปลี่ยนแปลงของโลก ทำให้เทวดาชั้นที่หนึ่งลำบากมาก ทุกหมู่ทุกเหล่า และหลายๆ เหล่าหมดบุญ ได้รับความยากลำบาก เขาทั้งหลายโกรธแค้นมนุษย์ และพร้อมเป็นพลังขับเคลื่อนก่อให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติได้อีกไม่นานเกินรอ นี่คือ หมดบุญก่อนหมดอายุขัย และความเสื่อมกำลังนำพาเทวดาเหล่านี้ไปก่อกรรมเมื่อกรรมมากขึ้นเทวดาก็เสื่อมสภาพกลายเป็นอย่างอื่นไป เช่น จากเทวดากลายเป็นอสูรก็มี จากเทวดาไปเป็นเปรตก็มี คนทางเหนือสมัยก่อนก็เลี้ยงผีกันมาก แรกๆ ผีของเขาจัดอยู่ในกลุ่มเทวดา แต่ภายหลังก็เสื่อมลง กลายเป็นผีเปรตกันมาก ที่เรารู้จักกันดีคือ กระสือ และผีอสูรก็มี ที่รู้จักกันดี คือ ปอบ
คนกับเทวดาชั้นที่หนึ่ง เลี่ยงไม่ได้ที่ต้องอยู่ร่วมกัน
คนเรามีที่อยู่กันทุกคน และทุกที่อยู่ของคน ก็มี “เจ้าที่” อยู่ทั้งสิ้น ดังนั้น คนทุกคน ไม่มีใครไม่เกี่ยวข้องกับผีสางเทวดา โดยเฉพาะเทวดาชั้นที่หนึ่ง การเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่ความงมงาย ไม่ใช่ไสยศาสตร์ แต่เป็นเรื่องธรรมชาติ เรื่องธรรมะ ในเชิง “ปฏิเวธ” คือ ในพุทธศาสนาก็เขียนไว้ชัดเจนว่านรกสวรรค์มีจริง ผีและเทวดาก็มีจริง และบอกชัดด้วยว่าสวรรค์ชั้นที่หนึ่งเป็นอย่างไร เช่น พวกรุกขเทวดาอยู่กับต้นไม้, พญานาคอยู่ตามน้ำ ฯลฯ นี่ก็ชัดอยู่แล้วว่าเราเหล่ามนุษย์ ไม่ได้แยกตัวออกจากเทวดาชั้นที่หนึ่งเลย ดังนั้น จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกี่ยวข้องกัน แต่การอยู่ร่วมกันอย่างไร จึงจะเป็นผลดีของทั้งสองฝ่าย นี่คือ ที่มาของประเพณีการเลี้ยงผี ดังนี้ การเลี้ยงผี ที่ไม่เข้าใจ เป็นอวิชชานั้น ก็มีอยู่แน่ พอๆ กับการบวชเป็นพระสงฆ์โดยไม่เข้าใจ ก็เป็นความหลง เป็นอวิชชาเหมือนกัน อันคำว่าอวิชชาจึงไม่ได้อยู่ที่เปลือกนอก ว่าเป็นชาวเขาที่งมงายเรื่องเลี้ยงผี หรือพระสงฆ์ที่บวชห่มผ้าเหลือง แต่อยู่ที่ “จิตใจ” มากกว่าว่ามีความเข้าใจตรงทางหลุดพ้น เข้าทางคำสอนของพระพุทธเจ้ามากแค่ไหน ผู้เขียนยังเคยได้ยินคนมาเล่าว่าพระสงฆ์กลุ่มหนึ่งนั่งปรามาสพระพุทธเจ้า ว่านรกสวรรค์ไม่มีจริง แต่พออกเทศน์ก็เทศน์ได้งามเพราะพริ้งน่าฟังน่าศรัทธาเสื่อมใสอย่างยิ่ง อย่างนี้ คิดว่าไม่มีอยู่หรือในสังคมไทย ในขณะที่ชาวเขาบางคนมีชีวิตอยู่อย่างสงบ สมถะ เรียบง่าย อยู่อย่างสันโดษและสมถะกว่าพระสงฆ์ในเมืองก็มี อันนี้ ใครมีชีวิตที่ตรงทาง ตรงธรรมกว่ากัน คงดูที่เปลือกนอกไม่ได้ ที่กล่าวมานี้ ไม่ได้ต้องการทำลายพระ เพราะแต่ละท่านไม่เหมือนกันเลย ยกกรณีบางกรณีที่เกิดขึ้นจริงแล้ว มาเป็นเครื่องสอนใจเท่านั้นว่า “อย่าดูแต่เปลือกนอก” ให้ดูที่ “จิตใจ”
อนึ่ง ขออธิบายว่าการเลี้ยงผี และเข้าใจเรื่องจิตวิญญาณ เป็นธรรมะอย่างหนึ่ง อาจเรียกได้ว่าเป็น “ตันตระยาน” เป็นยานขั้นที่สองของการสอนธรรมของทิเบตเลยทีเดียว ขอให้ศึกษาให้เข้าใจไม่หลงงมงายและกระทำด้วยเมตตาธรรม ก็จะเข้าใจได้ชัดว่าทำไมคนต้องยุ่งกับผี (แม้ไม่อยากยุ่งก็เลี่ยงไม่ได้อยู่ดี) ดังนั้น การหันมาศึกษาทำความเข้าใจให้ตรงทางย่อมดีกว่า และโปรดจิตวิญญาณที่หมดบุญก่อนหมดอายุขัยได้ต่อไป
การโปรดเทวดาที่หมดบุญก่อนหมดอายุขัย
๑) เป้าหมายคือโปรดให้หลุดพ้น
เนื่องจากเราๆ ท่านๆ ไม่ใช่พระพุทธจ้า ไม่ใช่พระอรหันตสาวกเจ้า ดังนี้ การโปรดให้เทวดาหลุดพ้นนั้น ไม่จำเป็นต้องบังคับให้ต้องถึงนิพพาน แค่หลุดพ้นทุกข์เป็นการเบื้องต้น เช่น การขาดแคลนอาหาร เทวดาไม่มีอาหารกิน ก็จะหิวโหย ไม่อาจปฏิบัติธรรมได้ ดังนั้น ช่วยปลดทุกข์จากการหิวก่อน พอจิตผ่องใสแล้ว จึงเข้าหาธรรม ไม่ยากเลย เพียงผู้เลี้ยงดูเทวดาตกยากเหล่านั้น ไปปฏิบัติธรรมเป็นประจำ หากทำได้ทุกวันยิ่งดี เช่น การสวดมนต์ หากทำได้ทุกเดือนก็ดี เช่น การบวชพราหมณ์ประจำๆ ทุกเดือน หรือหากทำได้ทุกปีก็ดี เช่น การรวมตัวกันทำความสะอาดสถานที่สาธารณะ, ปลูกต้นไม้ ฯลฯ เทวดาที่ตกยาก จะอาศัยไปกับเรา และเป็นองค์รักปกป้องเรา และได้ร่วมสร้างบุญบารมีกับเรา เขาจะพ้นจากทุกข์ไปทีละเปลาะ ยิ่งได้เข้าฟังธรรมจากอาจารย์ดีๆ ก็ยิ่งได้ผลมาก
๒) วิธีการคือทำตัวเราเป็นต้นแบบ
การโปรดเทวดาตกยากนั้นไม่ยากเลย เราเพียงทำตัวเองเป็นพุทธสาสนิกชนที่ถูกต้องตรงทางตามคำสอนของพระพุทธเจ้า หาสถานที่ที่มีธรรมจริง ปลดทุกข์ได้จริง ตรงทางหลุดพ้นได้แน่ๆ แล้วอาศัยพระพุทธ, พระธรรม, พระสงฆ์ (แท้) นั้นเป็นสรณะไว้ก่อนเป็นเบื้องต้น ปฏิบัติที่ตัวเรานี้เป็นประจำ เทวดาที่ตกยากเหล่านั้น จะตามเราไป คุ้มครองเรา เป็นเทพประจำตัว และทำตามเรา ร่วมบุญบารมีกับเรา แม้ว่าเรามีชีวิตที่ดีแล้ว เราก็ไม่ต้องหยุด แต่ไม่ได้เสพติดหรือยึดติดการปฏิบัติธรรม ทำไปตามธรรม ทำโดยจิตว่างๆ ทำไปอย่างนั้นเอง ทำเพราะเป็นปกติวิสัย ให้โอกาสเทพเทวดาประจำตัวเรา ที่อยู่ในกายเราได้สร้างบุญบารมี และได้มีโอกาสฟังธรรม จนกว่าจะหลุดพ้นไป เทวดาเหล่านั้นจะค่อยๆ หลุดพ้นไปทีละองค์สององค์ ทำไปเรื่อยๆ จะโปรดเทพเทวดาที่ตกยากได้มากมาย เมื่อเราไปที่ไหนที่มีดวงจิตวิญญาณที่ตกยากค้างอยู่ เช่น วัดร้าง, เมืองเก่า ฯลฯ จิตวิญญาณเหล่านี้จะทราบทันที และตามติดมากับเราด้วย เช่นนี้ เราจะโปรดเทวดาตกยากได้มาก
๓) การอุทิศตัวเป็นวิหารธรรม
การยกกายสังขารของตนขึ้นเป็นวิหารธรรม ให้จิตวิญญาณเทวดาตกยากได้มีที่พึ่งพิงอาศัย ให้สามารถเข้ามาอยู่ในกายสังขารของตนได้ เพื่อปฏิบัติธรรมให้หลุดพ้นไป ดีกว่าการสร้างวัดเสียอีก เพราะการสร้างวัด เราใช้เงิน ใช้แรงงาน แต่การอุทิศร่างกายเป็นวิหารธรรมที่อาศัย ที่ปฏิบัติธรรมของเทวดานี้ เหนือชั้นกว่า เราใช้ร่างกายเราเป็นทานเลยทีเดียว ทว่า เราต้องฝึกฝนจิตเราให้พร้อมก่อน จิตหลักของเราต้องแก่กล้าพอที่จะดูแลจิตวิญญาณทุกดวงที่อาจเกเร และถูกกิเลสควบคุมให้ประพฤติชั่วได้ก่อน ก็จะรับจิตวิญญาณเข้าตัวได้โดยไม่เป็นอันตราย นอกจากนี้ ควรเลือกเทวดาที่ดี ชั้นดีก่อน เพื่อการปรับตัวที่ง่ายๆ เช่น เทวดาชั้นที่หนึ่งที่ไม่แรงมากเกินไป แต่ตกยากอยู่ พวกพญานาคนี้ ง่ายที่สุด เพราะจิตเขาปรารถนาทางธรรมอยู่แล้ว ระยะแรกควรมีครูบาอาจารย์คอยช่วยด้วย เพราะจิตวิญญาณบางดวงมาแรง และเป็นเจ้ากรรมนายเวรของเราก็มี อันนี้อันตราย
๔) การสร้างจิตใจเป็นพระประธาน
คือ การปฏิบัติธรรมยกระดับจิตใจตนเองให้สูงขึ้น จนสำเร็จเป็น “พุทธะ” องค์หนึ่ง ก็จะได้พุทธะประจำวิหารธรรม คอยโปรดจิตวิญญาณทุกดวงที่เข้ามาในกายสังขารนี้ เมื่อใจเราเป็นพระแล้ว เป็นพุทธะแล้ว เป็นประธานแล้ว ก็สามารถสอนธรรมให้แก่จิตวิญญาณต่างๆ ได้ จากเทวดาชั้นง่ายๆ และดีๆ ค่อยๆ ไต่ระดับไปยังกลุ่มที่ยาก เช่น เทพอสูร ที่ค่อนข้างมีฤทธิ์มาก กำลังจิตมาก แรงมาก ก็สามารถโปรดให้หลุดพ้นได้ในระดับหนึ่ง
เทวดาที่มีบุญน้อย และมักหมดบุญได้บ่อยๆ คือ เทวดาชั้นที่หนึ่ง ซึ่งอยู่ใกล้ชิดมนุษย์มากที่สุด และมีผลกระทบต่อกันมากที่สุด จึงควรหาวิธีอยู่ร่วมกันโดยธรรมสืบไป
มหาธรรม เรื่อง สัมผัสจิตวิญญาณเทพนักษัตรประจำปีขาล
โลกมนุษย์คาบเกี่ยวกับโลกทิพย์คือ สวรรค์ชั้นที่หนึ่ง ดังนั้น เทพเทวดาประจำสวรรค์ชั้น หนึ่งจึงเกี่ยวข้องกับมนุษย์มาก เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวายสวรรค์จึงจัดสรรให้เทพเทวดาเหล่านั้น ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมีอิทธิพลในแต่ละปี ไม่ต้องแก่งแย่งแข่งขันให้วุ่นวาย โดยพรหมโลกส่งโหราจารย์มาสอนเรื่องโชคชะตาแก่มวลมนุษย์ เพื่อให้มนุษย์เตรียมรับผลกระทบจากการทำงานของเทพเทวดาต่างเหล่า ต่างพันธุ์ที่หมุนเวียนกันในแต่ละปี ที่เรียกว่า “จักราศี” นอกจากจักราศีแล้ว ยังมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเทพเทวดาชั้นต่างๆ ตั้งแต่ที่ต่ำที่สุดและสูงที่สุด ในแต่ละชั้นสวรรค์ให้ผลัดกันมีอิทธิพล อำนาจในโลกมนุษย์ สำหรับสวรรค์ชั้นที่หนึ่งนั้น เหล่าเทพที่มีอิทธิพลต่อมนุษย์มาก หมุนเวียนกันในแต่ละปีคือ เทพนักษัตรประจำปีต่างๆ ในปีนี้ (๒,๕๕๓) เป็นปีขาล เทพนักษัตรที่มีอิทธิพลมากคือ เทพเสือ หรือสมิงนั่นเอง คนไทยรู้จักกันดีในรูป “ปู่สมิง” หรือ เจ้าพ่อเสือ เจ้าพ่อสางทั้งหลาย เหล่านี้ก็คือ เทพนักษัตรประจำปีขาล คือ เทพเสือนั่นเอง ดังจะเล่าต่อไปนี้
ลักษณะของเทพเสือ
เสือเป็นนักล่าที่นิยมการซุ่มโจมตี จึงเป็นลักษณะของพวกนักลอบฆ่า, นินจา, โจรลับ ที่นิยมล่าเหยื่อแต่รายใหญ่ๆ นานๆ ครั้ง โดยมีเปลือกนอกที่น่ารักอ่อนโยนคล้ายแมว จึงทำให้เหยื่อหลงกลได้ง่าย เสือคล้ายแมวจึงเป็นที่ชอบของสตรี ดังนั้นจึงทำให้เกิดคำว่าเสือผู้หญิงขึ้น เมื่อปีเสือมาถึง พึงระวังการลอบฆ่า มือสังหาร ที่มาในรูปเปลือกนอกที่คาดไม่ถึง หากกรรมน้อย ก็จะเป็นการล่าที่ไม่เสียชีวิต เช่น เสือผู้หญิงแทน เสือมีลักษณะดังนี้
๑) ห้าวหาญไม่กลัวใคร
เป็นลักษณะของเสือ ในความห้าวหาญของเสือนั้น ต่างจากสิงห์คือ ไม่เบ่ง ไม่คำราม แต่นิยมซุ่มเงียบ ทำเงียบๆ รอจังหวะทีเดียวตาย นอกจากนี้ เสือ ยังเป็นพวกชอบลุยเดี่ยว ชอบอิสระ มากกว่าสิงห์ สิงห์จะมีพรรคพวก สิงห์มีความเป็นผู้นำ จึงเหมาะสมที่จะเป็นแม่ทัพนายกอง แต่เสือไม่ใช่ เสือนิยมไปเดี่ยวๆ กระทำการณ์ลับๆ มากกว่าโจ่งแจ้ง เมื่อได้จังหวะพร้อมแล้ว จึงเปิดเผยตัวตน และถึงคราวนั้น เหยื่อก็สิ้นลมหายใจแล้ว
๒) มีสัญชาติญาณนักล่า
เสือไม่มีหญ้ากินแบบวัว ปีวัวผ่านไป ความขาดแคลนจะมากขึ้น ในปีวัวนั้น วัวยังพอหาเลี้ยงตนได้ด้วยหญ้าซึ่งมีขึ้นอยู่ทั่วไป เพียงเล็มหญ้าทีละเล็กละน้อย แล้วเอาไปนอนเคี้ยวเอื้อง ความหมายคือ อดออมวันละเล็กละน้อย แล้วค่อยจัดสรรเงินไปใช้ ก็จะอยู่ได้ดีในปีวัว แต่พอมาถึงปีเสือ ไม่ได้แล้ว ไม่ล่าก็ไม่มีกิน ต้องล่า จึงได้กิน ความขาดแคลนก็มากขึ้น เสือจะล่าเหยื่อรายใหญ่ๆ แต่จะไม่ล่ามากนัก จะไม่บ่อยเหมือนพวกหมาป่า
๓) เก่งเรื่องจังหวะการจู่โจม
เสือไม่เหมือนหมาป่าตรงที่มีจังหวะการจู่โจมที่ดี หมาป่าไม่มีจังหวะการจู่โจม หากเป็นนักดาบก็คือนักดาบใจเย็น รอจังหวะ และเล็งด้วยตาอันแหลมคม เพียงเสี้ยวนาทีเดียวก็ปลิดชีพศัตรูได้ นี่คือ เสือ แต่สำหรับหมาป่านั้น จะฟันแบบบ้ากระหน่ำ แต่ให้ผลน้อยกว่า จึงเรียกได้ว่าเสือคือ “ผู้ล่า” อย่างแท้จริง แม้จะไม่ใช่ผู้นำ ไม่ใช่เจ้าป่าแบบสิงห์ก็ตาม
๔) นิยมทำตัวให้ดูอ่อนน้อม
เสือมีลักษณะของแมวอยู่ด้วย คือ ดูน่ารัก สวยงาม และดูอ่อนโยน นุ่มนวล ซึ่งนั่นเป็นเพียงเปลือกนอก แท้แล้วไม่ใช่อย่างนั้น แต่เพราะมีเปลือกนอกแบบนี้ ทำให้เสือกระทำการลับได้มาก และอาศัยผู้หญิงเป็นเครื่องมือได้มาก จึงมีคำเรียกว่า “เสือผู้หญิง” อันนี้ คนไทยเราไม่ได้พูดเล่นๆ ลอยๆ แต่พูดด้วยจิตสำนึกอันตรงต่อโลกทางจิตวิญญาณ เป็นคำขลัง ถูกต้องทีเดียว กล่าวคือ ใครมีจิตวิญญาณเสือ ก็เป็นเสือผู้หญิงได้ ไม่ยากเลย
๕) ด้อยปัญญาทางการเมือง
จุดอ่อนของเสือ คือ ไม่ทันเล่ห์การเมือง จึงมักเป็นได้แค่จอมโจร เสือไม่เหมือนสิงห์ สิงห์รู้เล่ห์การเมืองบ้าง แต่ไม่ทันสัตว์พวกหัวมังกรทั้งหลาย เช่น เต่ามังกร พวกพันธุ์หัวมังกร เป็นคู่ปรับคอยปราบทั้งพันธุ์เสือและสิงห์ที่ดีแต่กล้าหาญแต่ไม่มีปัญญาเท่าทัน เสือหากอยู่เพียงโดดๆ จึงอาจเสียที พ่ายแก่พวกสัตว์เหล่าอื่นในโลกทิพย์ได้ แต่หากได้เป็นสัตว์ทิพย์พาหนะทรงของพระโพธิสัตว์ ก็จะได้ปัญญาจากพระโพธิสัตว์คอยบอกได้
๖) มีความรักต่อใครจริงไม่ได้
เสือผู้หญิง ก็ตายเพราะผู้หญิง เมื่อใดก็ตามที่เสือผู้หญิงมีความรักต่อผู้หญิงอย่างแท้จริง เมื่อนั้นความตายก็จะมาเยือน คือ ไม่ทันระวังตัว พลาดท่า และถูกเล่ห์กลนารีสังหารได้ พวกสัตว์ทิพย์พันธุ์อื่นๆ มักทราบจุดอ่อนของเสือดี จึงใช้ผู้หญิงมาทำลายเสือ ให้สังเกตง่ายๆ นักรบ หรือนักฆ่าในสมัยโบราณ ที่ไม่ค่อยทันเล่ห์เหลี่ยมคน มักถูกจัดการได้ด้วยการเอาผู้หญิงมาล่อ หรือยอมเป็นเครื่องมือทางการเมืองรับใช้ผู้อื่นได้เพราะหลงผู้หญิง
ปีเสือ คือ ปีแห่งนักล่าผู้น่ารัก
คนที่ดูงาม ดูดี ดูเรียบร้อย ดูน่ารัก ดูอ่อนโยน นุ่มนวล น่ารัก เชื่องและซื่อสัตย์อาจกลายร่างเป็นเสือร้าย นักล่า ที่จ้องจังหวะมานาน และจับเหยื่อตัวโตได้ไม่กระพริบตา เหยื่อไม่ทันระวังตัวก็ถึงแก่ความตายเสียแล้ว เหยื่อของเสือจะเป็นเหยื่อตัวใหญ่เช่น นักการเมือง ผู้นำประเทศ, ผู้นำทางจิตวิญญาณ, พ่อค้าคนสำคัญๆ ฯลฯ เรียกว่าต้องเป็นคนสำคัญ ไม่สำคัญเสือไม่ล่า เพราะเสือไม่ใช่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ไม่ใช่ผู้ล่าระดับกระจอกและที่ต้องระวังอีกอย่างคือ ผู้หญิงสูงศักดิ์ หรือผู้หญิงที่มีเงินมีอำนาจ อาจตกเป็นเหยื่อของเสือได้ เสือจะทำตัวน่ารัก น่าเอ็นดู เชื่อง ทำให้ตายใจ ไม่ทันระวังตัว แต่เมื่อรู้ตัว เหยื่อก็พลาดท่าเสียแล้ว เสือนับได้ว่าเก่งการล่าที่สุดเหนือกว่าสิงห์ สิงห์ไม่เก่งการล่า แต่สิงห์มีความเป็นผู้นำมากกว่าเสือเท่านั้นเอง ดังนั้น เสือจึงมักมาเดี่ยว และซุ่มเงียบเป็นสำคัญ
ของตรงข้ามที่ใช้จัดการเสือ
๑) สัตว์พันธุ์มังกร
เช่น มังกรฟ้า (มังกรที่มีปีก), มังกรดิน (มังกรทั่วๆ ไป), เต่ามังกร (นักการเมืองที่ดีแต่เอาตัวรอด), ปลามังกร (พ่อค้าที่กดขี่กันเป็นทอดๆ) ฯลฯ เหล่านี้ เป็นสัตว์ทิพย์ที่มีความฉลาดกว่าเสือ และอาจทำให้เสือพลาดท่าได้ เสือไม่เก่งเรื่องเล่ห์เหลี่ยม ดีแต่ต่อสู้
๒) สิงห์
เสือยอมสิงห์ในความเป็นผู้นำ และทรงคุณธรรม เสือไม่มีสองสิ่งนี้ แต่เสือกับสิงห์ก็อยู่ร่วมกันได้ ด้วยความเข้าใจในฐานะของผู้ล่าเช่นกัน และการแบ่งสันปันส่วนไม่ก้าวก่ายกัน สิงห์เอาชนะเสือได้ด้วยความเป็นผู้นำ และการมีทีมงานที่ดีนั่นเอง ซึ่งเสือไม่มีเลย
๓) ผู้หญิง
ดังที่กล่าวแล้วว่าเสือหากรักใครจริงจังขึ้นมาก็ถึงคราวตาย เรียกได้ว่าถ้าคิดจะเป็นเสือแล้วต้องไม่มีใจให้ใคร ไร้จิตใจ จึงเป็นเสือได้เต็มตัว ริจะเป็นเสือก็ต้องไม่ใจอ่อน ไม่รักใคร เมื่อเสือต้องรักใครจริง ก็จะต้องถูกหลอกลวง และถูกทำร้ายจนถึงแก่ความตายได้ (อนึ่ง ผู้หญิงที่จะปราบเสือผู้หญิงได้ต้องบำเพ็ญแบบแม่อุมาก่อน แล้วพัฒนาไปถึงแม่ทุรคา ไม่เช่นนั้นไม่มีทางปราบเสือผู้หญิงได้)
ปีวัวนั้น เป็นปีของนักชน เรียกว่า “วัวชน” แต่วัวเป็นสัตว์ชั้นสูง เป็นสัตว์ที่พระโพธิสัตว์มักลงไปเกิดเพื่อบำเพ็ญบารมีไว้แต่หนหลัง ดังนั้น รอยกรรมจึงตกทอดต่อเนื่องมาแต่นั้นด้วย คือ พระโพธิสัตว์จะชนกันเองในปีวัว คือ ผู้นำ คนดี มีบุญบารมีต่างๆ จะชนกันเอง เอาชนะกันเอง ห้ำหั่นกันเอง แต่เมื่อเข้าสู่ปีเสือแล้ว ยิ่งร้ายกว่าเก่า เพราะเสือล้มวัวได้ ดังนั้น ผู้นำทั้งหลายที่เคยปะทะกันไว้ ต้องระวัง แค้นเก่าจะกำเริบ และนำไปสู่การลอบฆ่าลอบทำร้ายได้ ระวังคนใกล้ตัวที่ไว้ใจ ที่เชื่อง และดูเหมือนแมวทั้งหลายด้วย
มหาธรรม เรื่อง เนื้อนาบุญมีมากมาย เหตุใดประเทศไทยยังพบวิบากกรรม
พระสงฆ์แท้ได้ชื่อว่าเป็น “เนื้อนาบุญของโลก” คือ ที่ใด ประเทศใด มีพระสงฆ์แท้ ที่นั่นดุจมีแปลงนาแห่งบุญ เป็นเครื่องค้ำจุน ปลดกรรม ทำให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองแก่ที่แห่งนั้น แต่หากพระสงฆ์นั้น ไม่ใช่พระสงฆ์แท้ เป็นเพียงสมมุติสงฆ์ที่ไม่มีคุณใดๆ อันควรแก่ทักษิณาทานที่เขาจัดให้แล้ว ก็ย่อมไม่อาจเป็นเนื้อนาบุญของโลกได้ ดังนี้ ประเทศใดที่มีหมู่สงฆ์ประเภทนี้อยู่ ย่อมพบความวิบัติได้ด้วยไม่อาจหานาบุญที่แท้ เพื่อสร้างพลังบุญปกป้องประเทศของตนได้ ประเทศไทยสมัยก่อนยังอยู่ร่มเย็นเป็นสุข สมัยนั้นเรายังมีบุญ จากหลวงพ่อ, หลวงปู่ดีๆ หลายรูป เช่น หลวงปู่มั่น, หลวงพ่อสด ฯลฯ แต่เดี๋ยวนี้เรามีพระอรหันต์อีกแบบที่แตกต่างไปจากรุ่นเก่า ก็นับว่ามากมายล้นประเทศเห็นจะได้ เพราะถ้าเอามาออกข่าวพร้อมๆ กันแล้ว ล้นหน้าข่าวแน่ ไม่เหลือหน้าให้ลงแน่นอนเพราะขนาดหนังสือพระ ยังต้องแบ่งขายเป็นรายเล่มๆ ไป ไม่อาจพิมพ์ทีเดียวลงคุณวิเศษของท่านเหล่านั้นได้หมดพร้อมกันในเล่มเดียว นี่จึงว่า “ล้น” จริงๆ แต่ทำไมละ ประเทศเราจึงได้พบประสบภัยถึงขนาดนี้ ท่านพอจะคิดหรือรู้สึกบ้างหรือไม่ บทความนี้จะค่อยๆ เล่าต่อไป
ธรรมเดิมไม่เสื่อมถอย แต่กายสังขารมนุษย์ไม่บริสุทธิ์จึงแทรกและครอบได้ง่าย
ผู้ปฏิบัติธรรมได้ถึงขั้นอรหันต์แล้ว จิตดวงนั้นจะไม่เสื่อมถอย ก็จริงอยู่ แต่กายสังขารของมนุษย์ไม่เหมือนภาวะของเทวดา เทวดาถ้าบรรลุธรรมแล้ว ก็จะบริสุทธิ์อย่างไรก็อย่างนั้น เพราะจิตวิญญาณมีหนึ่งเดียว แต่สำหรับมนุษย์ ที่ยังมีสังขารขันธ์ เพิ่มเติมมาจากเทวดาที่มีแต่วิญญาณขันธ์ ไม่มีกายสังขารนั้น ก็คือ กายสังขารของมนุษย์ไม่มีความบริสุทธิ์ คือ ผสมผสานปนเปกับอะไรได้มากมาย ต้องกินเข้าไป ถ่ายออกทุกวัน จิตวิญญาณมากมาย สามารถประชุมร่วมอยู่ในกายสังขารมนุษย์ได้มากมาย แม้ว่าจิตหลักของเขาจะอรหันต์แล้วก็ตาม ดังนั้น จึงเกิดลัทธิหนึ่งขึ้นมาที่เชื่อว่าพระอรหันต์เสื่อมถอยได้ แท้แล้ว ไม่ใช่ทั้งเสื่อมถอยได้และไม่ได้ แต่เป็นอย่างนี้คือ จิตพระอรหันต์ไม่เสื่อมถอย แต่กายสังขารของมนุษย์ถูกแทรกด้วยจิตดวงอื่นๆ ได้อีก ทำให้กายสังขารนั้นๆ ทำกิจ หรือคิดต่างไปจากเดิม เช่น เดิมเหมือนพระอรหันต์ทุกประการ ต่อมา กลับมีนิสัยเปลี่ยนไปได้ เช่น ไปสร้างวัดใหญ่โต, ไปสร้างโรงเจ โรงทาน มากมายได้ อันนี้ ไม่ใช่วิสัยของอรหันตสาวกจะทำ เป็นวิสัยของอรหันตโพธิสัตว์ จิตดวงที่แทรกเข้ามาก็ดี หรือวิญญาณขันธ์ที่ครอบเข้ามาก็ดี จะอยู่ชั้นนอกสุด และนำพาวิบากกรรมมาสู่เจ้าของร่าง ทำให้วิถีชีวิตของพระอรหันต์รูปนั้นผิดแผกแปลกไปจากพระอรหันต์ทั่วไปที่ควรจะเป็น กลายเป็นที่มาของการเกิดลัทธิ นิกายต่างๆ ได้ในที่สุด (ถ้าลูกศิษย์ยกย่อง และสร้างรูปแบบให้ ก็เกิดลัทธิได้)
เมื่อพระอรหันต์ถูกครอบหรือแทรกแล้ว วิบากกรรมเลวจะเข้าสู่ประเทศนั้นๆ ได้
พระอรหันต์เป็นเนื้อนาบุญของโลก แต่เมื่อใดก็ตาม ที่ถูกครอบงำหรือแทรกด้วยจิตหรือวิญญาณอื่นๆ เมื่อใด เมื่อนั้น วาระกรรมก็มาถึงประเทศด้วย คือ ถ้าจิตที่ครอบหรือแทรกนั้น มาจากภพภูมิต่ำ ก็นำพาวิบากกรรมจากภพภูมิต่ำๆ นั้นมาถึงประเทศ ท้องถิ่นที่พระรูปนั้นอยู่อาศัย แผ่วงกว้างเท่าใด ก็ขึ้นอยู่กับบารมีของท่านนั้นแผ่ไปได้กว้างไกลเท่าใด เหมือนนาที่เราไถทำ เคยอุดมสมบูรณ์ ทำได้มรรคผลดี มีกินมีใช้อยู่ จู่ๆ น้ำเค็มเข้ามาท่วมนาเรา ดินก็เค็มขึ้น ทำนาก็ไมได้มรรคได้ผล พระอรหันต์ก็เป็นเหมือนนานั้น ถ้ามีจิตวิญญาณอื่นๆ เข้ามาแทรก เข้ามาครอบทับชั้นนอกไว้ เราทำบุญมากมายไปเท่าใดก็ตาม ไม่ได้ผลเลย หรือได้น้อยมากๆ เหมือนกับทำให้สัตว์จากอบายภูมิชั้นต่ำเท่านั้นเอง ดังนี้ ก็ไม่อาจทำหน้าที่เป็นเนื้อนาบุญของโลกได้อีก อนึ่ง พระอรหันต์นั้น ท่านไม่ต้องทำอะไรเลยแม้แต่นิดน้อย ประเทศก็เจริญก้าวหน้าได้ ด้วยการที่ท่านเป็นเนื้อนาบุญของโลกไปก็พอแล้ว นี่คือ “กิจของพระอรหันต์” ไม่ต้องไปทำกิจในทางโลกแล้ว สร้างอะไรก็ไม่ต้อง รักษาอะไรก็ไม่ใช่ ทำลายอะไรก็ไม่ทำ แค่เป็นเนื้อนาบุญของโลก คือ ทำหน้าที่ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าก็พอ บิณฑบาตเลี้ยงชีพไปก็พอ แค่นี้ พลังบุญก็ค้ำจุนประเทศนั้นได้แล้ว แม้แต่พลังจิตของท่าน ก็ทำให้โลกสงบสุขได้ทีเดียว โดยที่ท่านไม่ต้องทำอะไรเลย นี่คือ กิจของพระอรหันต์เจ้า ไม่มีกิจอื่น กิจอื่นจบแล้ว หมดหน้าที่เนื้อนาบุญก็จบกัน
พระอรหันต์ในประเทศไทยถูกครอบขันธ์และถูกแทรกด้วยจิตวิญญาณมากมาย
เพราะความประมาท คิดว่าเราเป็นอรหันต์ บรรลุธรรมแล้ว ทำอะไรด้วยจิตว่าง ไม่ยึดก็ไม่ต้องรับกรรม อันนี้ เป็นมิจฉาทิฐิอันยิ่งยวดทีเดียว ไม่มีกรรมใดไม่ต้องรับดอก ใครจะใหญ่เกินกรรม ใครทำกรรมคนนั้นต้องรับทุกราย แม้ไม่มีมโนกรรม ไม่มีเจตนา ทำด้วยจิตว่างก็ตาม แต่กายกรรมนั้นก็เกิดแล้วและวจีกรรมละ ถ้าพูดด้วยสื่อสารด้วยก็บวกเข้าไป แรกๆ ไม่มีมโนกรรม มีแต่กายกรรม แต่เพราะกายกรรมนั้นแหละ เป็นเครื่องดึงจิตวิญญาณที่มีกรรมแบบเดียวกับที่กายทำเข้ามา เช่น พระอรหันต์ไปสงสารคนเลยทำโรงพยาบาลให้ กรรมที่ทำอยู่สะสมมากเข้า ทำให้จิตวิญญาณที่ชอบช่วยคนด้วยการสร้างโรงพยาบาลเข้ามาแทรกได้ เช่น จิตเทพต่างๆ ดังนี้ พระอรหันต์ ก็ไม่ได้ทำหน้าที่เนื้อนาบุญของโลกแล้ว กลับไปทำหน้าที่ของเทพแทน คือ สร้างโรงพยาบาลเสียอย่างนั้น ทำให้สายบุญอ่อนกำลัง ดุจแม่น้ำที่แห้งขอดฉะนั้น ปัจจุบัน พระอรหันต์ในประเทศไทย เป็นอรหันตโพธิสัตว์จำนวนมาก มีบุญบารมีมากทำไว้แต่หนหลัง แต่เพราะยังมีกรรม และเจ้ากรรมนายเวรมาก มีบริวารมาก เจ้ากรรมนายเวรและบริวารก็มาลากเอาไปทำกิจทางโลก ทำให้ไม่ได้นิพพาน เป็นไปตามกรรม ตามธรรมชาติ อันนี้ ไม่ผิด แต่ไม่นิพพาน และส่งผลให้พลังเนื้อนาบุญลดลง จนในที่สุด ประเทศไม่มีบุญหล่อเลี้ยง และเกิดภัยต่างๆ ได้
การทำหน้าที่เนื้อนาบุญของโลก ก็เพียงพอแล้ว สำหรับหน้าที่ของพระอรหันต์
พระอรหันต์ได้ชื่อว่าเป็นผู้จบกิจ จบพรหมจรรย์ สิ้นหมดแล้ว ไม่เหลืออะไรให้อาลัยอีก จึงไม่ต้องอาลัยต่ออะไร มีชีวิตอยู่ก็เพียงทำหน้าที่เป็นเนื้อนาบุญของโลกก็พอ เขาให้ข้าวก็รับไป เขาทำบุญก็รับไป เท่านั้นเอง อะไรที่ไม่ใช่หน้าที่ ไม่ใช่กิจของสงฆ์ไม่ต้องไปทำ เช่น การสวดมนต์ในพิธีกรรมต่างๆ อันนั้น ไม่ใช่หน้าที่ของสงฆ์ในพุทธศาสนาที่แท้จริง เป็นหน้าที่ของพราหมณ์เขา ให้พราหมณ์เขาสวด เขาทำไป ให้พราหมณ์ได้ลาภสักการะไปบ้าง เขาจะได้อยู่ได้ ในเพศฆราวาส เขาจะได้บำเพ็ญธรรมในเพศฆราวาสให้จงดีแล้วมาบวชอีกทีเป็นพระสงฆ์เต็มตัวได้ แบบนี้ ถึงจะตรงตามกิจ กิจใครกิจมัน ไม่ก้าวก่ายไม่ล่วงละเมิดกัน พระสงฆ์ก็ทำหน้าที่พระสงฆ์ไปก็จะไม่มีจิตวิญญาณใดแทรกหรือครอบได้ คงความเป็นพระสงฆ์ที่แท้จริงได้ และเป็นเนื้อนาบุญของโลกได้แท้จริง ไม่ใช่นาเน่า นาเสีย อันที่นาที่อีสานจะเสียไป ดินไม่ดี ก็เป็นธรรมชาติของเขา เราปรับตัวไปตามที่เป็นทำนาไม่ได้ ทำอย่างอื่นได้หรือไม่ ก็ปรับเปลี่ยนไป แต่นาที่แท้จริงที่ต้องมาปรับให้ดี คือ “นาบุญ” นี่แหละ เพราะมีเพียงนาบุญเท่านั้น รับรองชีวิตคนดีขึ้นแน่นอน
การทำนาบุญ คือทางแก้ไขปัญหาทุกอย่างของประเทศและโลกใบนี้
โลกนี้ก็ดี ประเทศนี้ก็ดี จะดีขึ้นได้ไม่ยากเลย ทางแก้ปัญหาก็อยู่ที่การทำนาบุญ ดังนี้
วิธีการทำนาบุญ
๑) หาเนื้อนาบุญที่แท้จริง
ก่อนอื่นต้องมีนาบุญก่อน คือ ต้องทราบก่อนว่าพระอรหันต์แท้ๆ จริงๆ ไม่มีจิตวิญญาณอื่นๆ แทรกหรือครอบนั้นอยู่ที่ใด ไม่ใช่ทำบุญเป็นล้านๆ ยังไม่เห็นผล มันไม่จริงหรอก นาบุญที่แท้จริง ให้ผลประมาณ ๑ ปีเลย เราทำสักปีหนึ่ง ปีหน้าชีวิตเปลี่ยนเลย อันนี้รับรองได้ เพราะผู้เขียนเห็นด้วยตาตนเองมาแล้ว ทดลองจนเกิดผลมาแล้วจริงและพิสูจน์ได้
๒) ศึกษาทำความเข้าใจ
ต้องเข้าใจว่าการทำนาบุญทำอย่างไร การอุปถัมภ์ อุปัฏฐากพระอรหันต์ควรทำอย่างไร เช่น ไม่ควรไปชวนท่านไปรดน้ำมนต์, เป่าหัว, เจิมรถ ฯลฯ นั่นกำลังเอาน้ำเค็มเข้าที่นา ทำลายนาบุญด้วยมือของตนเองแล้ว ต้องเข้าใจก่อนว่าทำอย่างไรจึงจะถูกต้องเหมาะสม
๓) ให้นาบุญได้แก่ผู้อื่นด้วย
อย่าพยายามกักตัวพระอรหันต์ไว้แต่คนเดียว บางท่านทำบุญแล้วได้ผลจริง ชีวิตเปลี่ยนเลย จึงกักตัว เหนี่ยวรั้งพระอรหันต์ไว้ ไม่ให้ท่านไปไหน อย่างนี้ก็มี เช่น สร้างวัด ทำทุกอย่างให้ท่านสบายไปหมด จนท่านลืมกิจเนื้อนาบุญ ต้องย้ายไปโปรดโยมที่อื่นบ้าง
มหาธรรม เรื่อง นิกายเถรวาทลัทธิลังกาวงศ์และสยามวงศ์
พระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาล ไม่มีนิกาย มีแต่การปฏิบัติเถรตรง คือ ตรงไป, ตรงมา ไม่มีเพิ่มสิ่งใหม่ ไม่มีลดสิ่งเดิม เดินตามคำสอนของพระพุทธเจ้าตรงไปตรงมา เมื่อหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วประมาณสองร้อยปีก็เริ่มมีนิกายเกิดขึ้น นิกายต่างๆ มีแนวการปฏิบัติที่แตกต่างไปเล็กน้อย ในต่างประเทศจำนวนมากที่นับถือนิกายมหายานลัทธิต่างๆ เช่น นิกายมหายาน ลัทธิสุขาวดี, นิกายมหายาน ลัทธิเซน, นิกายมหายาน ลัทธิตันตระ, นิกายมหายาน ลัทธิวัชระยาน ฯลฯ นิกายมหายานเหล่านี้ มุ่งเน้นการโปรดสัตว์ให้หลุดพ้นก่อนตนเองเป็นสำคัญ ยังมีนิกายอีกนิกายหนึ่งที่ไม่มุ่งเน้นการโปรดสัตว์โดยตรงแต่เน้นการรักษาพระธรรมวินัยไว้ให้ได้มากที่สุด โดยการท่องบ่น จดจำ สวดมนต์ บันทึกพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไว้ให้ได้มากที่สุด นิกายนี้คือ นิกายเถรวาท ลัทธิลังกาวงศ์ มีถิ่นกำเนิดที่ประเทศศรีลังกา ในสมัยสุโขทัย ได้มีการอัญเชิญพระสงฆ์สายนี้มาทำการบวชเพื่อสืบทอดสายธรรม ทำให้พระธรรมคำสอนของพุทธศาสนาในประเทศไทยมีมากและรวบรวมไว้ได้มาก เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่นับถือมหายาน ซึ่งไม่เน้นการรู้ทั้งหมดของพระไตรปิฎก แต่เน้นการใช้พระสูตรสำคัญๆ เพียงบางพระสูตรเพื่อการเข้าถึงธรรมอย่างรวดเร็วฉับพลันเป็นสำคัญ ดังนั้น ประเทศไทยจึงมีพระธรรมในคัมภีร์ไตรปิฎกที่สมบูรณ์มาก ในขณะที่ต่างประเทศที่มีพระพุทธศาสนาจะมีคำสอนใหม่ๆ ที่เกิดจากพระสงฆ์ที่บรรลุธรรมออกมาเพิ่มเติมตามยุคตามสมัย เช่น งานเขียนเรื่องชีวิตช่วงเข้าสู่ความตาย (บาร์โด) ของลามะทิเบต เป็นต้น ในสมัยหลังๆ ศรีลังกาเองมีปัญหาทางการเมืองและส่งผลให้พระสงฆ์นิกายเถรวาท ลัทธิลังกาวงศ์สูญสิ้นลง เมื่อเหตุการณ์สงบลง จึงได้อัญเชิญพระสงฆ์ไทยกลับไปบวชสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา ในประเทศศรีลังกา และเรียกพระสงฆ์กลุ่มที่เกิดใหม่นี้ว่าพระพุทธศาสนา นิกายเถรวาท ลัทธิสยามวงศ์เหตุที่ไม่เรียกว่าเป็นลัทธิลังกาวงศ์ดังเก่าก่อนเพราะแนวทางการปฏิบัติของพระสงฆ์ไทยได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม กล่าวคือ เดิมลัทธิลังกาวงศ์ ใช้การสวดมนต์ เป็นเครื่องบันทึกพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ได้ใช้การสวดมนต์ในการทำพิธีการต่างๆ ของประชาชนในทางโลกเลย แต่ในสยามประเทศมีความนิยมแพร่หลายมาก ที่จะนิมนต์พระสงฆ์ไปสวดตามบ้านเรือนในกิจต่างๆ ในพิธีต่างๆ เพื่อการสนับสนุนพระพุทธศาสนา สนับสนุนกิจกรรมการสวดมนต์ทำวัตรของพระสงฆ์ในลัทธิลังกาวงศ์ ทว่า ผลจากการสนับสนุนนี้ ทำให้พระสงฆ์ในสยามประเทศ มีกิจกรรมเกี่ยวข้องกับทางโลกมากขึ้น มีเรื่องพิธีกรรมทางโลกมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่แนวทางเดิมของลัทธิลังกาวงศ์ ดังนี้ ทางศรีลังกาจึงไม่ยอมรับว่าพระพุทธศาสนาในประเทศไทย เป็นลัทธิลังกาวงศ์ดังเดิมอีกต่อไป และเรียกว่า “ลัทธิสยามวงศ์” เพราะมีการปฏิบัติที่แตกต่างไปจากเดิมดังกล่าวมาแล้ว
ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าพระพุทธศาสนาในประเทศไทยยุคก่อนกรุงรัตนโกสิน นับได้ว่าเป็นพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท ลัทธิสยามวงศ์ ทว่า เมื่อเข้าสู่ยุคสมัยรัตนโกสิน ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอีก กล่าวคือ ในสมัยรัชการที่สี่เริ่มเปิดประเทศมากขึ้น ประเทศไทยรับเอาวิทยาการใหม่ๆ เข้ามามากมาย ทั้งศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่นๆ ด้วย นอกจากนี้ยังมีการรับเอาพระพุทธศาสนานิกายมหายานลัทธิจีนนิกายเข้ามาด้วย การเกิดขึ้นของพุทธศาสนานิกายมหายาน ลัทธิจีนนิกาย เริ่มจากชาวจีนที่อพยพเข้ามาในประเทศไทย ทำให้มีการสร้างวัดจีนขึ้น ไม่เท่านั้น เข้าสู่รัชการที่เก้าแห่งกรุงรัตนโกสิน การเปลี่ยนแปลงประเทศเกิดขึ้นมากมาย ประเทศไทยเปลี่ยนการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราช เป็นประชาธิปไตย พระพุทธศาสนาส่วนหนึ่งจากทิเบต ก็แพร่เข้ามาประเทศไทย โดยท่านเจ้าคุณโพธิ์แจ้ง ซึ่งได้รับการถ่ายทอดธรรมและแต่งตั้งตำแหน่งผ่านพระลามะทิเบตมาโดยตรงให้มาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในประเทศไทยก่อนที่ประเทศทิเบตจะล่มสลายและสูญเสียเอกราชให้แก่ประเทศจีน ดังนั้น สายธรรมของท่านเจ้าคุณโพธิ์แจ้ง จึงเป็นพระพุทธศาสนานิกายมหายาน ลัทธิใหม่ ไม่ใช่ลัทธิจีนนิกาย เพราะไม่ได้มาจากทางจีน แต่มาทางทิเบต แม้เราจะไม่มีชื่อเรียก แต่ขอใช้สมมุติเบื้องต้นไปก่อนเป็น “ลัทธิทิเบต” ก็แล้วกัน ผู้เขียนได้ลองไปฝึกสมาธิสายท่านเจ้าคุณมาแล้ว พบว่าแตกต่างจากในนิกายมหายาน ลัทธิจีนนิกาย ในพระพุทธศาสนามหายาน ลัทธิจีนนิกายนั้น ส่วนใหญ่ถ่ายทอดผ่านฆราวาส และมีเรื่องการฝึกกังฟู และลมปราณด้วย ซึ่งเป็นแนวทางแบบดั้งเดิมของพระสงฆ์จีน ที่จะมีการถ่ายทอดการฝึกกังฟูเป็นกรรมฐานอย่างหนึ่ง กรรมฐานที่แตกต่างจากกรรมฐานสี่สิบนี้ จึงพอเรียกได้ว่าเป็น “จีนนิกาย” ผู้เขียนได้พบท่านผู้หนึ่งที่ได้รับการถ่ายทอดกำลังภายในสายนี้มา ซึ่งผู้เขียนเองก็ได้ฝึกผ่านครูบาอาจารย์ท่านอื่นพบว่าวิธีการทำสมาธิของจีนและทิเบตนั้น แตกต่างกันมาก จึงจะนับเป็นลัทธิเดียวกันไม่ได้
จริงๆ แล้วหากจะจำแนกดีๆ ในประเทศไทยเราเองก็เกิดการแตกแยกเป็นลัทธิต่างๆ อีกมากในช่วงหลังๆ เช่น พระสายครูบาศรีวิชัย ซึ่งสมัยก่อนพระสงฆ์ไทยเราห้ามเด็ดขาดเรื่องการเรี่ยไรเงิน แต่ยุคของครูบาศรีวิชัยเป็นยุคบุกเบิก ท่านไม่ได้เรี่ยไรเงิน แต่บุญบารมีของท่าน ส่งผลให้ชาวบ้านเก็บรวมเงินมาให้ท่านใช้พัฒนาพุทธศาสนา การต่อสู้ของท่านนำมาซึ่งแนวทางพระพุทธศาสนาแบบใหม่ ที่ไม่เหมือนพุทธศาสนานิกายเถรวาท ลัทธิสยามวงศ์แต่เดิม กลายเป็น “สายครูบา” ไป คือ สายที่รับเงินและนำเงินมาพัฒนาพุทธศาสนาได้นั่นเอง ซึ่งสิ่งนี้ เดิมทีไม่มีมาก่อน แต่ปัจจุบัน ต้นนิกายเถรวาท ลัทธิสยามวงศ์ก็เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ไม่เหมือนเดิมอีก ค่อยๆ ผ่อนปรนลงในบางเรื่อง และเพิ่มเติมกฎบางส่วนขึ้นใหม่ จึงไม่อาจเรียกได้ว่าเป็น “ลัทธิสยามวงศ์” ได้อีก ผู้เขียนอยากขอใช้คำว่า “รัตนโกสินวงศ์” มากกว่า เพราะแตกต่างจากสมัยก่อนเก่าจริงๆ เราได้แตกแยก แตกต่างจากบรรพบุรุษของเรามามากมายแล้ว (แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะผิดหรือจะไม่ดีแต่อย่างใด สิ่งนี้เป็นเรื่องอนิจจัง) นอกจากนี้ ยังมีพระสงฆ์สายสมณะโพธิรักษ์ ที่แยกตัวออกไปปฏิบัติอีกแบบ และเรียกตัวเองว่า “สมณะ” เพื่อเลี่ยงการปะทะกับมหาเถรสมาคม กลุ่มนี้เรียกว่า “สันติอโศก” อยู่เบื้องหลังการชุมนุมของคนเสื้อเหลืองด้วย ไม่ได้ปกปิดแต่อย่างใด เพราะมีการทำอาหารเลี้ยงคนเสื้อเหลืองอย่างโจ่งแจ้ง จึงเป็นพระพุทธศาสนานิกายใหม่ คล้ายพระลามะทิเบต คือ เล่นการเมือง หรือเกี่ยวข้องกับการเมืองได้ ให้กำเนิดโดยท่านสมณะโพธิรักษ์ น่าจะเรียกได้ว่าเป็นนิกายมหายาน ลัทธิสันติอโศก อนึ่ง การเกิดขึ้นของลัทธินี้มีเสมอ ตามหลักอนิจจัง เราไม่อาจบอกได้ว่าลัทธิเก่าหรือใหม่ที่ถูกต้องมากกว่ากันเพราะต่างก็มีแนวทางต่างกัน มีข้อดีและด้อยทั้งสิ้น แต่หากเราต้องการของดั้งเดิมแท้ ก็ต้องปฏิบัติแบบไม่มีนิกายคือ เถรตรง ตรงไป ตรงมา ไม่ทำอะไรใหม่เพิ่ม ไม่ลดทอนของเก่า พระธรรมวินัยมีเท่าไร ทำเท่านั้น ให้ได้มรรคได้ผล พระธรรมจะให้ปัญญาแก่เราเองว่าอะไรควรไม่ควรในยุคสมัยใหม่นี้ และพระวินัย ๒๒๗ ข้อนั้น แม้ไม่ครอบคลุมสิ่งใหม่ๆ ไม่ทันโลกยุคปัจจุบัน แต่หากเราใช้ประคองตนเองแล้วเร่งปฏิบัติธรรมให้ได้มรรคผลโดยพลัน ก็จะทราบเองว่าอะไรควรไม่ควรในท้ายที่สุด
อนึ่ง การปฏิบัติแบบเถรตรงไม่มีนิกายนั้น ผู้ปฏิบัติจะไม่เพิ่มเติมอะไรใหม่ลงไป และไม่ลดทอนของเก่าด้วย แต่จะมุ่งปฏิบัติให้ได้มรรคได้ผลก่อนเป็นสำคัญ ที่เหลือก็ปล่อยไปตามธรรมชาติ ท่านผู้ปฏิบัติได้ก่อน เมื่อถ่ายทอดแก่ผู้ปฏิบัติตามหลัง จะไม่มีการสร้างรูปแบบ, แนวทาง, หรือสิ่งใดๆ ใหม่มาให้ผู้ปฏิบัติตาม แนะนำได้บ้าง ที่เหลือก็ให้ไปดูเอาเองจากไตรปิฎก มีเท่าไรก็ใช้เท่านั้น ก็ไม่มีกรรม เพราะไม่มีการสั่งใช้, การห้าม, การชี้ใช้ ให้ผู้ปฏิบัติตามหลังต้องทำหรือไม่ทำอะไรตามความคิดเห็นของตน เรียกว่าเลี่ยงการใช้ทิฐิ หรือความคิดเห็นส่วนตนในพระพุทธศาสนา ตนปฏิบัติได้อย่างไร มีคนถามก็ตอบไป แต่ก็พยายามบอกเสมอว่าอย่าเชื่อตนมาก เพราะตนอาจไม่ถูกต้องก็ได้ ให้ไปดูเอง ศึกษาเอง ให้สำเร็จมรรคผลด้วยตนเอง ก็จะรู้เอง เป็นสำคัญ ดังนั้น จึงไม่มีการทำสิ่งใหม่ ถ่ายทอดแนวคิดใหม่ๆ อะไรลงไปเลย ทั้งยังไม่ลดทอนของเก่าด้วย ผู้ถ่ายทอดใช้วิธีนี้ ก็ปลอดภัยจากกรรม ไม่เกิดลัทธินิกายใหม่ๆ ซึ่งผู้ปฏิบัติตามนั้น อาจทำได้ไม่เหมือนกัน เพราะความเข้าใจของคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน ซึ่งก็ไม่ผิดปกติจากธรรมชาติแต่อย่างใด เราไม่อาจชี้ถูกชี้ผิดให้ใครได้ เราได้แต่แสดงความคิดเห็นเฉพาะตัวเมื่อถูกถาม และไม่ผูกมัดให้ใครต้องมาเหมือนตน เพราะตนก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าทิฐิส่วนตนนี้ใช่สิ่งที่ถูกต้องตรงทางหรือไม่ ดังนั้น ผู้ปฏิบัติตามจึงต้องพยายามด้วยตนเอง ถูกหรือผิดก็ขึ้นอยู่กับตนเอง แตกต่างกันไปตามกรรม ผู้ถ่ายทอดจึงไม่ต้องรับกรรมในการนี้
มหาธรรม เรื่อง วิชชานพเก้า (เก้าดาวนพเคราะห์)
คิดอยู่นานว่าจะเขียนเรื่องนี้ดีหรือไม่ แต่แล้วก็ทำๆ ไป ไม่คิดดีกว่า ไม่มีสาระอะไร ทั้งดีไม่ดี ถูกหรือผิด ทำๆ ไปอย่างนั้นเอง แล้วแต่เวรแต่กรรมก็แล้วกัน ไม่ได้บังคับให้ใครอ่าน และไม่ได้ห้ามใครเห็น กรรมใครกรรมมัน เขียนทิ้งไว้อย่างนั้นเอง ไม่มีสาระอะไร
จิตวิญญาณในกายสังขารของคนมีได้มากกว่าหนึ่งดวง เมื่อมีดวงจิตมากๆ มนุษย์เราจะสับสน และตัดสินใจไม่ค่อยถูก ทำให้ทำสิ่งต่างๆ เรรวนปรวนแปรได้ การบริหารดวงจิตในกายสังขารให้ได้ ทำให้สามารถใช้พลังความสามารถของดวงจิตหลายๆ ดวงพร้อมกันได้ ทำให้ความสามารถเพิ่มขึ้นมากเป็นเท่าตัว ทั้งสติปัญญา, อิทธิฤทธิ์, บุญบารมี ฯลฯ
ในประเทศไทยคนที่มีจิตวิญญาณในกายสังขารมากๆ มีไม่กี่คน เท่าที่สำรวจพบเจอ มีอาจารย์หญิงของผู้เขียนทว่า ท่านรับได้แต่จิตวิญญาณฝ่ายหยิน ทำให้มีความสามารถด้านเดียว ในประเทศไทยอีกท่านเป็นชายมีจิตวิญญาณในกายสังขารมาก ทำให้ท่านมีบุญบารมีมากมาย เรารู้จักกันดีขอไม่เอ่ยนาม แต่ภายหลัง จิตวิญญาณในกายสังขารของท่านจุติออกไปมากทำให้สุขภาพท่านแย่ลง อนึ่ง ท่านนี้ก็รับได้แต่จิตวิญญาณฝ่ายหยาง ไม่มีฝ่ายหยินเลย เมื่อจิตวิญญาณมีแต่ฝ่ายหยินหรือหยางอย่างเดียว ทำให้มีคู่ปรับได้ด้วยพลังฝ่ายตรงข้าม ยังไม่ถึงที่สุด ก็ยังต้องประสบปัญหาชีวิตได้อีกเช่นกัน การฝึกรับจิตวิญญาณทั้งสองฝ่าย คือ ทั้งหยินและหยาง ทำให้ประสานความสามารถ ลดช่องโหว่ของกันและกันได้ แต่กว่าจะสำเร็จ จะเกิดการกระทบกระทั่ง ยื้อกันไปมา และสับสนในตัวเองมาก หากไม่สำเร็จ ก็อาจกลายเป็นโรคประสาทได้ แต่หากสำเร็จก็จะสามารถฝึกขั้นต่อไปได้ คือ การรับจิตวิญญาณหลายๆ ดวง จิตวิญญาณแต่ละดวง จะเข้ามาแบบตรงข้ามกัน สลับไปมา ซึ่งจะตรงข้ามในแง่ใดแง่หนึ่งก็ได้ เช่น จิตวิญญาณหญิงกับชาย หรือจิตวิญญาณชั้นบนกับชั้นล่างก็ได้ ฯลฯ พลังตรงข้ามจะดึงดูดจิตวิญญาณให้เข้ามาสู่กายสังขารสลับกันอย่างนี้ เป็นคู่ๆ ไปไม่มีที่สิ้นสุด กล่าวคือ ดวงจิตวิญญาณชั้นนอกสุดจะดึงจิตวิญญาณที่ตรงข้ามกับตนเข้ามา จิตวิญญาณดวงใหม่ ก็จะดึงจิตวิญญาณที่ตรงข้ามกับตนเข้ามาอีก ไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อเราทำกิจครั้งหนึ่ง จะมีพลังมาก เหมือนคนหลายคนทำพร้อมๆ กัน หากมีความสามัคคีรวมใจกันได้ ก็จะมีพลังเพิ่มทวีคูณไม่อาจนับได้เลย
การฝึกจิตวิญญาณลักษณะนี้ คือ การฝึกโดยเอาดาวนพเคราะห์ ที่หมุนรอบดวงอาทิตย์มาเป็นแนวทางในการฝึก กล่าวคือ ดาวเคราะห์หลายดวง สามารถหมุนรอบกันได้ ไม่มีปัญหาเพราะเหตุไฉน ดังนี้ ดวงจิตจำนวนมากในร่างกายของเรา ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ในกายสังขารฉันนั้นเหมือนกัน ทว่า ก่อนที่จะเข้าถึงขั้นนั้น จำต้องเริ่มจากการฝึกจิตสองดวงที่แตกต่างกันก่อน เมื่อประสานหยินหยางได้แล้ว จึงค่อยพัฒนาไปสู่การฝึกจิตหลายดวงต่อไป โดยจิตดวงในสุด ทำหน้าที่เหมือนพระอาทิตย์ คือ ให้แสงสว่างแห่งปัญญา ทำให้จิตดวงอื่น ไม่หลงทาง และหลุดพ้นได้เช่นเดียวกัน จิตทั้งหลายเมื่อประชุมในกายสังขารแล้ว หากเราไม่ดูแลให้ดี ไม่ชี้ทางนำปัญญาแล้ว จิตบางดวงจะนำพาร่างกายเราไปทำกรรมชั่ว ที่เรียกว่า “ถูกแทรก” ด้วยพลังด้านมืดต่างๆ ดังนั้น จิตหลักดวงในสุดจึงต้องทำหน้าที่เป็นดั่งดวงอาทิตย์ฉะนั้น เคล็ดการฝึกจิตแบบนี้ ขอเรียกว่า “วิชชานพเก้า”
วิธีการฝึกคือ ต้องให้จิตหลักสำเร็จธรรมขั้นสูงสุดก่อน คือ พุทธะ คือ สำเร็จยูไลนั่นเองจากนั้น จึงใช้ความสามารถของจิตพุทธะนั้น โปรดจิตดวงที่สอง ให้สำเร็จ “โพธิสัตว์” เป็นอย่างต่ำ เมื่อจิตดวงที่สองสำเร็จได้ถึงโพธิสัตว์แล้ว วิบากกรรมที่เราต้องรับจะเป็นวิบากกรรมของโพธิสัตว์ด้วย แต่ถ้าจิตดวงที่อยู่ชั้นนอกสุด (จิตจะอยู่ในกายทิพย์ กายทิพย์จะเรียงกันเป็นชั้นๆ) เป็นจิตชั้นต่ำ เช่น อสูร เราก็จะต้องรับวิบากกรรมอสูรด้วยแต่จะมีพลังบุญบารมีจากจิตดวงที่อยู่ชั้นในๆ ช่วยค้ำไว้ เหมือนน้ำกับเกลือเจือจางลงฉะนั้น เมื่อโปรดดวงจิตไปเรื่อยๆ จะได้ดวงจิตเพิ่มมากขึ้น โดยพัฒนาจิตวิญญาณให้สูงเข้าไว้ ก็จะทำให้กายสังขารรับวิบากกรรมดี และมีความสามารถในการทำกิจการต่างๆ เพิ่มขึ้น
สมมุติกันง่ายๆ นักการเมืองคนหนึ่ง มีองค์เทพเสริมบารมีเป็นพระพิฆเนศองค์เดียว กับอีกคนหนึ่งมีหลายองค์ ทั้งยังประสานพลังในกายเขาด้วย ไล่เรียงมาตั้งแต่พุทธะ, พระโพธิสัตว์, มหาเทพ, เทพ, พรหม ฯลฯ แบบนี้ ย่อมเห็นชัดว่าเหนือกว่าแน่ใช่ไหม แต่ในความเป็นจริง คนเรา ใครเล่าจะรับพลังประสานที่แตกต่างกันมากมายเหล่านั้นได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มี ถ้าเราคิดจะฝึก ฝึกให้มันได้ ให้มันสำเร็จ มันก็ได้ ดังนั้น มันจึงเป็นเรื่องของการฝึก ต้องฝึก ถ้าฝึกก็ได้ ถ้าไม่ฝึกก็ไม่ได้ แค่นั้นเอง เหมือนพวกพราหมณ์ฮินดู บางพวกก็นับถือเทพเจ้าองค์เดียว บางพวกก็นับถือเทพเจ้าหลายองค์ อะไรแบบนั้นละ ทีนี้ เราต้องระวัง จิตวิญญาณทุกดวงมีลักษณะครอบงำและชี้นำเราทั้งสิ้น ถ้าเราไม่แก่กล้าจริง เราไม่ได้เป็นตัวของตัวเองแน่ เราจะถูกครอบงำ และควบคุมอยู่ตลอดเวลาไม่เป็นตัวของตัวเองเลย แลกกับการได้เป็นสาวกชั้นพิเศษของเทพองค์นั้นๆ ไป นี่คือเล่นกับจิตวิญญาณ ก็ไม่ใช่ของเล่นๆ ไม่ใช่ของง่ายๆ ดังนั้น จิตหลักของเราจึงต้องให้สำเร็จธรรมและมีบารมีสูงสุดไปเลย คือ พุทธะ เสียก่อน ดังที่กล่าวมาแล้ว ทว่า พุทธะหรือยูไลนี้ก็ไม่ได้มีบารมีล้นฟ้านะ พุทธะ แต่ละองค์บารมีไม่เท่ากันแล้วแต่จะบำเพ็ญกันแค่ไหน พุทธะบางองค์ก็คุมได้แต่โพธิสัตว์, บางองค์ก็คุมได้แต่เทพ, บางองค์คุมได้แต่กุมารก็มี อันนี้ เป็นพุทธะขั้นเริ่มต้น คือ อนุพุทธะ สำหรับพุทธะที่โปรดพระโพธิสัตว์ บริหารงานได้แล้ว ค่อยนับเป็นพุทธะเต็มตัว เต็มบารมี การบำเพ็ญบารมีของพุทธะหรือยูไลนั้น ไม่ได้แค่บนโลก บนโลกยังไม่พอ ยังมีอะไรให้บำเพ็ญเยอะมาก เวลาบนโลก และเงื่อนไขต่างๆ ไม่เอื้อให้ผ่านทุกแบบทดสอบของพุทธะ เช่น การปราบมังกร นี่ก็งานของพุทธะ ถ้าโลกยามนั้นไม่มีมังกรอาระวาดเลย ก็ชวดไป ไม่ได้บำเพ็ญบนโลก ขึ้นไปรอบนสุขาวดี รอจนกว่าจะถึงคิวที่มีมังกรตัวที่มีบุญกรรมสัมพันธ์กับตนเองอาระวาด ก็จะได้แสดงฝีมือปราบกันเสียที บารมีก็จะเพิ่มขึ้น ดังนี้ การบำเพ็ญยูไล ส่วนใหญ่ กายสังขารมนุษย์ทำได้แค่ขึ้นกายยูไลไว้ก่อน ที่เหลือก็ไปบำเพ็ญต่อบนสุขาวดีกันอีกยาวนานทั้งนั้น ยูไลบางองค์ได้ทำคนตายให้ฟื้นได้ ก็หมดหน้าที่ต้องจุติแล้ว ยูไลบางองค์ช่วยหญิงให้ได้เกิดเป็นชายได้ก็หมดภาระบนโลกแล้ว ยูไลบางองค์ปราบพญามารทีเดียว สุขาวดีเรียกตัวเลย ต้องจุติจากสังขารไปแล้ว เรียกได้ว่าพระยูไลทำกิจสำคัญๆ บนโลกได้ไม่มาก เขาไม่ให้ทำมาก ทำแค่ผลงานหนึ่งอย่างใหญ่ๆ ก็พอ ขึ้นสุขาวดีไปทำต่อข้างบนได้เลย ที่เหลือให้คนอื่นเขาได้เล่น ได้เก็บบารมีบ้าง แบ่งๆ กันเท่านั้นเอง ไม่มีสาระอะไร
ถ้าอยากอยู่นานบนโลก ก็ทำกิจกระจ้อยร่อยเข้าไว้ คือ อย่าเพิ่งให้บารมีมากพอตัว มากพอตัวเมื่อไร เขาจะดึงตัวขึ้นไปเลย ที่เหลือไปเก็บบารมีต่อข้างบน ทำแบบออมๆ แรงไว้ หรือทำกับคนที่มีบุญบารมีน้อยๆ ไว้ ก็จะเก็บบารมีได้ช้า ทีนี้ ก็อยู่ได้นาน ถ้าเก็บบารมีได้เร็วก็ตายเร็ว ไม่มีสาระเลยอายุจะยาวจะสั้นนี่เสร็จกิจเร็วก็กลับบ้าน(สวรรค์) เร็วแค่นั้นเอง เสร็จกิจช้าก็ยืดยาดอยู่นาน ทรมานร่างกาย แก่แล้วยังต้องทำงานมากมาย ป่วยแล้วยังไม่วายทำงานต่ออีก อันนี้ คือ งานยังไม่เสร็จ เขายังไม่ให้ตาย ตายยังไม่ได้ ทรมานกันเล่นๆ อีกแบบหนึ่งคือ บำเพ็ญเร็วเกิน มากเกิน แบบนี้ ลูกน้องบริวารตามไม่ทัน ต้องรอก่อน รอจนกว่าลูกน้อง, บริวารจะบำเพ็ญบุญบารมีมาถึงตัว ได้ทำบุญกรรมเชื่อมโยงกันแล้วครบถ้วนหน้าก็ค่อยตายได้ถ้ายังไม่มีบุญกรรมพัวพันกันไว้ บริวารของเขาจะไม่สมใจปรารถนา เขาก็จะลากสังขารเอาไว้ ยังไม่ให้ตาย โทรมขนาดไหนก็ช่าง ยังตายไม่ได้อีกแหละ เบื่อแล้วเบื่ออีก เข้าโรงพยาบาลแล้วเข้าอีกไม่รู้กี่รอบก็ไม่ตายเสียที แบบนี้มีเยอะ
เอาเป็นว่าไม่มีหลักการอะไรจะบอก บอกแค่นี้ ใครมีบุญวาสนาไปหาวิธีฝึกเอาเองละกัน ที่ทำมาก็มีแค่บูชาดาวเทพนพเคราะห์ทั้งเก้า คือ พระอาทิตย์, พระจันทร์,… ไปจนถึงพระราหู และพระเกตุ รวมเก้าองค์ เอาเป็นพลังใจก่อนฝึกหน่อย แล้วก็ฝึกๆ ไปก็ได้เอง ถ้ามันจะได้ ถ้ามันไม่ได้ก็ช่างมัน แต่ปัญหามันจะเกิด เวลาจิตวิญญาณตกค้างในร่างกาย ไม่ยอมออกไป คือ ได้ร่างมนุษย์แล้วเพลินไปยอมละไป แบบนี้ก็ต้องหาทางออก ไปฝึกจิตแบบสุญตา ว่างๆ ละกาย ละจิต ไม่ยึดกาย ไม่ยึดจิต แบบนี้ ออกได้เหมือนกัน เขียนบอกไว้เผื่อใครฝึกแล้วพลาดจะได้หาทางแก้ไขได้ บทความนี้ขอจบลงเพียงเท่านี้
มหาธรรม เรื่อง วิชชาเคลื่อนย้ายจิตวิญญาณ
จิตวิญญาณในกายสังขารของเรามีหลายจิตวิญญาณในบางขณะ มากขึ้น ลดลงได้ ตามเหตุปัจจัย ในช่วงที่เรามีจิตวิญญาณมาก จะมีกรรมมาก เจ้ากรรมนายเวรก็มาก ชีวิตจึงสับสน ผู้คนมากหลายเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ในวัยเรียน สับสน หลายความคิด พบเพื่อนมากมาย พอแก่ลง จิตน้อยลง แน่วแน่ทางเดียว ไม่ค่อยสับสนชีวิตแล้ว แต่ทว่าก็ได้พบผู้คนน้อยลงด้วย เพราะเจ้ากรรมนายเวรของจิตเดียว เลยน้อยกว่าที่มีดวงจิตมาก อนึ่ง จิตวิญญาณที่อยู่นอกตัวเรากระจายอยู่ในสามภพจบจักรวาล สามารถเคลื่อนย้ายเข้ามาประสานในร่างกายของเราได้ ในขณะเดียวกันจิตวิญญาณในร่างกายของเรา ก็สามารถเคลื่อนย้ายออกไปสู่สามภพจบจักรวาลได้ หมุนเวียนเข้าออกตามเหตุตามปัจจัย ปกติ เราไม่อาจควบคุมได้ แต่ถ้าเราฝึกใจให้ควบคุมจิตวิญญาณได้สำเร็จ มันก็จะควบคุมได้ ให้จิตวิญญาณดวงใดอยู่ก็ได้ ไปก็ได้ ตามใจต้องการ นอกจากนี้ ยังดึงจิตวิญญาณจากสามภพเข้ามาประสานในกายสังขารได้ด้วย หรือเคลื่อนย้ายจิตวิญญาณระหว่างคนสองคนได้อีกด้วย จากคนหนึ่งไปสู่คนหนึ่งก็ได้ สลับจิตวิญญาณกันก็ได้ ทำให้มีความคิดจิตใจเปลี่ยนแปลงไป คนที่ร้ายกาจมากๆ ก็อาจเปลี่ยนแปลงไปได้ โดยไม่ต้องเข่นฆ่ากันเลย แต่วิธีนี้ เป็น “มโนกรรม” หนัก คือ ทำให้จิตจุติออกจากร่างกาย กรรมหนักรองๆ จากฆ่าเทวดาหนึ่งองค์ทีเดียว แต่ก็ยังน้อยกว่าการทำลายสังขารของมนุษย์ให้ตายลง
การเคลื่อนย้ายจิตวิญญาณนอกจากเรื่องกำลังจิตแล้วยังต้องมีพลังปราณด้วย ลมปราณจะเป็นพลังขับเคลื่อนดวงจิตให้เข้าออกจากกายสังขารได้ บางท่านมีบารมีมาก เช่น มีกายทิพย์เป็นโพธิสัตว์ สามารถเรียกกุมารเข้าตัวคนได้ ไม่ยากเลย ทำตัวเป็นเหมือนพ่อหรือแม่เข้าไว้ แล้วเลี้ยงดูหรือให้การดูแลคนอื่น ราวกับบุตร คนผู้นั้นนับถือ เปิดใจนับถือเหมือนพ่อ ก็จะถูกกุมารแทรกเข้าทันที คนนั้น ก็จะนับถือท่านเหมือนพ่อหรือแม่ทีเดียว การสร้างบริวารก็เกิดขึ้นได้ในฉับพลัน บางท่านมีกุมารเป็นบริวารมากเช่น ผู้ที่มีกายทิพย์แบบเมตตรัยโพธิสัตว์ เมื่อท่านผู้นี้โปรดคน กุมารจำนวนมาก เข้ามาแทรกเข้ากายเขา ทำให้คนจำนวนมากเชื่อง และเชื่อฟังอย่างง่ายดายก็มี ในคนบางคน มีจิตวิญญาณพญามารอยู่ ก็นำพาบริวารมารเข้ามาแทรกในกายสังขารคนจำนวนมาก ทำให้คนจำนวนมากเหล่านั้น นับถือเขาเป็นดั่งเทพเจ้าเลยทีเดียว ทั้งยังยอมถวายเงิน และถวายสิ่งต่างๆ ให้มากมาย ถ้าในกายสังขารของเขา บริสุทธิ์มากๆ จะไม่มีเรื่องพรรค์นี้เกิดขึ้นได้ ชีวิตของเขาจะรายเรียบ สมถะ สันโดษ สงบ เหมือนน้ำนิ่ง ไม่มีเรื่องราวกวนใจทั้งร้ายและดีเลย
การฝึกเคลื่อนย้ายจิตวิญญาณ ให้ฝึกเดินลมปราณภายในร่างกายก่อน แล้วฝึกถ่ายเทลมปราณจากร่างกายออกภายนอก และจากภายนอกเข้าสู่ร่างกาย สลับไปมาให้ชำนาญ ระหว่างนี้ ร่างกายอาจได้รับผลกระทบบางอย่างจากพลังภายในและภายนอกที่เข้าออก เช่น ถ้าภายในเราเป็นพลังขาว เมื่อพลังดำเข้าตัว จะปะทะกัน เพราะตรงข้ามกัน เข้ามาทางไหน เราอาจรู้สึกปวดหรือเจ็บได้ตรงนั้น ช่วงฝึกถ่ายเทลมปราณเข้าออกจากร่างกายนี้ ร่างกายจะแปรปรวนหน่อย แต่ก็ต้องฝึกให้ชิน ให้ร่างกายทนได้ และรับสภาพนั้นๆ ได้ ในที่สุด แต่ละอย่างที่เข้าๆ ออกๆ นั้น แตกต่างกัน ทำให้ร่างกายแปรปรวน ซึ่งต้องแก้ไขไปตามสภาพ ฝึกอย่างระวังทีละน้อยๆ จากนั้น จึงค่อยๆ มากขึ้นๆ จนในที่สุด สามารถเคลื่อนย้ายได้ทั้งจิตวิญญาณ ไม่ใช่แค่พลังบางส่วนหรือลมปราณบางส่วนอีกต่อไปแล้ว
การทำให้คนเปิดรับจิตวิญญาณนั้นไม่ยาก เราใช้การพูดภาษาธรรมดาได้เลย เราพูดให้ใจเขาเผลอเปิดรับ เราจะดึงแต่จิตวิญญาณดีๆ ให้เขา เราก็พูดสิ่งดีๆ เขาจะเปิดรับได้ง่าย พอใจเขาเปิดรับ เราจะใช้พลังปราณขับเคลื่อนน้อย ในทางกลับกัน ถ้าเราทราบว่าผู้อื่น ได้มีจิตวิญญาณที่ไม่ดี เลี้ยงไว้ใช้งาน เราต้องการปลดปล่อยจิตวิญญาณดวงนี้ เราก็ใช้การพูดเช่นกัน พูดอ้อมๆ อย่าพูดเรื่องจิตวิญญาณ เช่น ล่อให้เขาไม่เอาจิตวิญญาณดวงนั้น เช่น ถ้าเขาเลี้ยงผีสมิงไว้ใช้ทำร้ายคน เราล่อให้เขาออกปากไม่เอาเสือ หรือมีของที่มีสัญลักษณ์เสือไปให้เขาแบบไม่ดี พอเขาไม่เอา เราออกปากขอ ก็จะได้จิตวิญญาณดวงนั้นมาโปรดได้ ถ้าพลังจิต พลังภายในของเราพอๆ กับเขา วิธีนี้ได้ผล แต่ถ้าพลังภายในเรามากกว่าเขามาก ก็กำหนดในจิตได้เลย ไม่ต้องใช้คาถาอะไรเลย แต่ถ้าพลังภายในเราน้อยกว่าเขามาก จิตวิญญาณดวงนั้น เราจะดึงออกมาไม่ได้ ต้องไปฝึกให้กำลังเรามากขึ้นไปอีก จึงจะทำได้ ปกติ ถ้าเราเคยเคลื่อนย้ายจิตวิญญาณแบบไหนได้ เราจะทำได้หมดทุกดวงในแบบเดียวกัน ยกเว้น ดวงนั้นๆ มีกำลังแรงมากกว่าดวงอื่นๆ
จิตวิญญาณนั้น ส่งผลต่อวิบากกรรมของคนด้วย เช่น จิตวิญญาณของสัตว์นรก ถ้าถูกดึงเข้าตัวคนแล้ว คนๆ นั้น จะต้องกรรมเหมือนตกนรกทันที เช่น บางท่านล้มป่วยลง, บางท่านเหมือนคนบ้า เป็นต้น หมอผีอิสลามบางคน ทำคุณไสยแบบนี้คือ เอาจิตวิญญาณชั้นต่ำจากนรกมาใส่ตัวคน ทำให้คนๆ นั้น เป็นบ้า หรือล้มป่วยลงได้ หมออิสลามเรียนทำไม่เรียนแก้ ไม่มีวิชชาแก้ ทำแล้วทำเลย ทำให้คนตายได้ง่าย จากคนที่แข็งแรง เช่น ทหารมีจิตวิญญาณดี ไม่มีกรรมต้องถูกฆ่า ถ้าเขาเอาจิตวิญญาณจากนรกที่เคยถูกฆ่าตาย เข้าไปในกายสังขารของทหาร วิบากกรรมก็เข้าตัวทหารคนนั้นด้วย ทำให้ทหารถูกฆ่าตายง่ายๆ โจรร้ายกลับลอยนวล ซึ่งมันไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น ที่คนร้ายจำนวนไม่มาก และเป็นวัยรุ่นมือสมัครเล่น ที่ยอมเข้ากลุ่มโจรใต้เพียงเพราะต้องการยาเสพติดก็ดี หรือด้วยเหตุอื่นก็ดี กลับเอาชนะทหารจำนวนมากมาย ที่ร่ำเรียนมาทางทหารโดยตรงได้ อันนี้ แปลก เพราะสถิติการตายนั้น โจรใต้ตายน้อย ทหารตายมาก ซึ่งมันไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น อันนี้ ถ้าเป็นเพราะจิตวิญญาณเข้าตัวดังกล่าว ก็ต้องเอาออก จิตวิญญาณพวกนี้ เข้ามาแทรกโดยเจ้าตัวไม่รู้ตัว และทำให้ชะตาขาดถึงฆาต หรือตายได้ง่ายๆ เลย วิธีการคือ ถ้าจิตวิญญาณที่มีกรรมต้องถูกฆ่าตาย มาเข้าตัวแล้ว ให้ทำสมาธิถึงขั้นตายคือ ให้จิตวิญญาณสลายในขณะทำสมาธิ จิตวิญญาณดวงนั้น จะสลายคือตายตามวิบากกรรม ไม่ฝืนกรรม แต่เขาจะเกิดใหม่ ด้วยอานิสงค์ของภาวนานั้น เขาจะปรับภพภูมิไปสู่ภพภูมิสูงขึ้น ส่วนทหารผู้ทำสมาธิ ก็จะพ้นวิบากกรรมที่ต้องตายได้ นอกจากนี้ การลงพื้นที่ของผู้นำคนสำคัญๆ มีผลมาก เพราะผู้นำจะมีบุญบารมี มีบริวารในโลกทิพย์อยู่ บริวารจะเข้าแทรกในกายสังขารของทหารได้ ทำให้ส่งผลต่อวิบากกรรมของทหาร เช่น ถ้ามารแทรก ก็รอดตายได้ (กรณีมารมีฤทธิ์มาก) แต่อาจมีจิตอาฆาตแค้นโจรใต้ได้ ถ้าทหารเหล่านั้น เปิดใจยอมรับผู้นำที่ลงไปเยี่ยม กายสังขารของเขาจะเปิดรับจิตวิญญาณของบริวารในโลกทิพย์ของผู้นำคนนั้นทันที และเวรกรรมของเขาก็จะเปลี่ยนแปลงไป ตามจิตวิญญาณนั้นๆ
จิตวิญญาณที่มักมีกรรมถูกฆ่าตาย มักมีความกลัวตายเป็นเหตุ เมื่อทหารมีความกลัวตาย ใจของเขาได้ดึงเอาจิตวิญญาณที่กลัวตายเข้ามาแล้ว และจิตวิญญาณที่กลัวตายนี่แหละที่มีกรรมต้องถูกฆ่าตาย จิตวิญญาณจะมีกรรมต้องถูกฆ่าตายมาก หลายชาติภพ บางดวงต้องถูกฆ่าตายห้าร้อยชาติก็มี ดังนั้น จิตวิญญาณเหล่านั้น เมื่อเข้าสู่ทหารคนหนึ่ง ทำให้ทหารตายแล้ว ก็เข้าสู่ร่างกายของทหารคนใหม่ได้อีก ทำให้ทหารตายได้อีกเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด การตัดไฟแต่ต้นลม คือ การไม่ให้ความกลัวครอบงำตนเอง ทำให้จิตวิญญาณนั้นเข้าสู่ร่างกายไม่ได้และการไม่ก่อกรรมเป็นเครื่องเปิดช่องให้จิตวิญญาณเข้าตัวซึ่งการไม่ก่อกรรมนั้น คือ กรรมจากการฆ่าสัตว์ เป็นสำคัญ อนึ่ง สมาธิที่เหมาะสมกับการตายก่อนตาย คือ ช่วยให้จิตวิญญาณตายแล้วเกิดใหม่ในภพภูมิที่สูงขึ้น และทหารเองไม่ต้องรับกรรมถูกฆ่าตายนั้นคือ สมาธิแบบหลวงพ่อคง คือ การใช้ลมหายใจประสานลมปราณทั่วร่างทั้งหมด หายใจเข้าออกแรงๆ สุดแรง สุดกำลัง พลังทั้งหมดรวบรวมพร้อมๆ กัน จะทำให้รู้สึกทรมานเหมือนจะตายได้ แต่ไม่ถึงขั้นตายจริง เอาแค่ให้จิตวิญญาณรู้สึกถึงความตาย และพร้อมยอมตายในกรรมฐาน ก็จะตายก่อนตาย จิตวิญญาณสลายแล้วเกิดใหม่ดีขึ้นไป หลุดพ้นกรรมเก่าได้ อันนี้ มีถ่ายทอดให้ไปฝึกกันได้ ไว้ใช้ตัดกรรมก่อนตาย
สำหรับการฝึกเคลื่อนย้ายจิตวิญญาณนั้น มีคนทำได้มากมาย พระสงฆ์ไทย ก็ทำกันมาก เช่น เรียกกุมารของคนอื่น หรือในกายสังขารคนอื่น เอาไปเป็นของตน (เอาไปเลี้ยง) แต่ไม่ค่อยถึงขั้นสูง บางท่านเรียกกุมารมาทีเป็นร้อยเข้าตัวลูกศิษย์ ทำให้คุมง่าย สอนง่ายก็มี อันนี้ เริ่มเข้าขั้นสูงแล้ว ขั้นสูงมากจริงๆ ก็เคลื่อนย้ายจิตวิญญาณได้ทุกชนิด