รวมบทความเกี่ยวกับภาวะนิโรธ สิ่งที่ต้องเข้าใจด้วยจิต
อภิธรรม เรื่อง สัมมาทิฐิจะเกิดเมื่อจิตเข้าสู่นิโรธก่อนเท่านั้น
สัมมาทิฐิ หมายถึง ความเห็นชอบ อันหมายถึง ความคิดเห็นตรงทางนิพพานนั่นเอง ปกติแล้วบุคคลย่อมมีความคิดเห็น ซึ่งอาจไม่ใช่ความรู้, ความจริง, หรือปัญญา แต่ก็จำเป็นต้องใช้ “ความเห็น” เป็นเครื่องประกอบการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ดังนั้น เมือเรายังไม่เกิดปัญญา ยังไม่บรรลุอรหันต์ บุคคลธรรมดาอย่างเราๆ ท่านๆ จะห้ามไม่ให้ใช้ความคิด ความเห็น เลยคงผิดธรรมชาติ ดังนี้ ในมรรคแปด จึงได้กล่าวเผื่อไว้ว่าเมื่อเรายังไม่บรรลุอรหันต์ การที่เราจะมีความคิด ความเห็นบ้าง นั้น ไม่ผิด ไม่แปลกอะไร แต่ถ้าเรามีความคิดเห็นที่เป็นสัมมาทิฐิแล้วละก็ จึงนับเข้าเป็น “มรรค” ขั้นที่หนึ่งในแปดขั้น
มรรค หมายถึง ทางตรงสู่นิพพาน ไม่ใช่ทางไปอย่างอื่น อันจะเกิดขึ้นหลังบุคคลเข้าสู่ภาวะนิโรธแล้ว ตามขั้นตอนการบรรลุธรรมในอริยสัจสี่ คือ บุคคลย่อมเกิดทุกข์ก่อน จึงออกแสวงหาทางหลุดพ้นทุกข์ (สมุทัย) จากนั้นจะพบทางหลุดพ้นทุกข์โดยบังเอิญที่เรียกว่า “นิโรธ” จึงพบว่าสิ่งที่ได้ทำมานี้ ตรงทางหลุดพ้นทุกข์แน่แล้ว จึงเกิดความเห็นตรงนิพพาน เป็นสัมมาทิฐิ และมรรคแปดตัวอื่นๆ ก็เกิดตามมาอันเป็นผลจากสัมมาทิฐินี่เอง เมื่อสัมมาทิฐิเกิดแล้ว ความคิดเห็นย่อมมีได้ ไม่ผิดที่จะคิด แต่จะคิดตรงนิพพาน
อันสัมมาทิฐินี้ จะมีในพระโสดาบันขึ้นไปเท่านั้น แม้แต่ในพระโสดาบันเอง ถ้ามีพลังอื่นแทรก เช่น ถูกจิตวิญญาณอื่นๆ ที่ไม่ใช่โสดาบันแทรกเข้า เช่น จิตมารแทรก ก็ส่งผลให้สัมมาทิฐิถูกปรุงแต่ง และบิดเบือนกลายเป็นไม่ใช่สัมมาทิฐิได้ ดังนั้น สัมมาทิฐิ จึงไม่ใช่ของที่จะมีกันได้มากมาย และยังไม่เที่ยงอีกด้วย บางครั้ง บุคคลเคยบรรลุโสดาบัน และปฏิบัติตรงนิพพานมาเรื่อยๆ ทว่า วันใดวันหนึ่ง อาจเป๋ออกนอกทาง ไม่ตรงนิพพานบ้างก็มี นี่เพราะยังไม่ได้เข้าสู่สภาวะที่ไม่เกิดไม่ดับ (นิพพาน) จึงยังมีภาวะเกิดและการดับของสัมมาทิฐิอยู่ นั่นคือ สัมมาทิฐิเกิดขึ้นบ้างบางครั้ง และดับลงบ้างบางครั้ง ทำให้เมื่อดับลงอาจเป๋ออกไปทำสิ่งนอกทางนิพพานก็ได้ อันนี้ เป็นธรรมชาติของสัมมาทิฐิ อันผู้ยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมได้แล้วนั้น จะทราบดีว่า บางครั้ง ถ้าประมาทความเป็นมิจฉาทิฐิก็อาจก่อตัวขึ้นได้ แม้เคยได้สัมมาทิฐิมาแล้วก็ตาม ดังนั้น ท่านจะเร่งกระทำความเพียรให้หลุดพ้นจากภาวะความเกิดดับนี้เสีย เพื่อปิดช่อง ไม่ให้มีสิ่งแปลกปลอมแทรกเข้ามาได้ และการปฏิบัติย่อมตรงทางนิพพานโดยตลอดไม่เป๋ออกนอกทางไปเพราะความประมาท
การปฏิบัติธรรมนั้น ไม่ได้มุ่งหวังให้อ่านมาก ฟังมากรู้มาก จำมาก แต่เรามุ่งหวังให้ผู้ที่มีความทุกข์อยู่ และกำลังสารวนหาทางหลุดพ้นทุกข์อยู่นั้น ได้เข้าถึงภาวะ “นิโรธ” โดยฉับพลัน ที่เรียกว่า “สุญตา” เมื่อเข้าสู่ภาวะนี้แล้ว จิตย่อมตรงต่อนิพพาน นั่นคือ บรรลุโสดาบันอย่างต่ำ ถึงบรรลุอรหันต์อย่างสูง ซึ่งสัมมาทิฐิย่อมเกิดเป็นผลตามมา และนำพาให้มรรคตัวอื่นๆ ในมรรคแปดตามมาด้วยโดยธรรมชาติ อันมรรคนี้ คือ ทางตรงสู่นิพพาน แม้ว่าการทำสมาธิ ก็อาจไม่ใช่มรรคแปดนี้ก็ได้ เช่น พราหมณ์บางท่านทำสมาธิเพื่อให้ได้อภิญญา ได้ญาณ และจะนำมาซึ่งชื่อเสียง ลาภสักการะ อันสมาธิแบบนี้ก็ไม่ใช่มรรคที่กล่าวถึงในมรรคแปด เพราะไม่ตรงนิพพาน ดังนั้น มรรควิธีในการฝึกจิตมีมากมาย แต่อาจไม่ใช่ “มรรคแปด” ที่พระพุทธเจ้าทรงสอน การที่มรรควิธีที่บุคคลกระทำความเพียรอยู่นั้นจะกลายเป็นมรรคแปดได้ก็ต่อเมื่อ บุคคลเข้าสู่ภาวะนิโรธแล้วเท่านั้น มรรคแปดจึงเคลื่อนต่อได้ หากไม่เกิดนิโรธแล้ว ไม่มีทางอื่นเลย ที่จิตจะตรงนิพพาน มรรควิธีที่บุคคลทั้งหลายฝึกอยู่ ก็ยังไม่ใช่มรรคแปด นั่นคือ แม้ฝึกสมาธิ สมาธินั้นก็ไม่ใช่ “สัมมาสมาธิ” ดังนั้น การที่บุคคลจะฝึกสมาธิจึงอาจเริ่มต้นหลังนิโรธก็ได้ คือ เมื่อบรรลุโสดาบัน จิตตรงนิพพานแล้ว การปฏิบัติสมาธิก็เพื่อนิพพานอย่างเดียว ไม่ไปอย่างอื่น ส่วนการที่บุคคลยังไม่เข้าสู่ภาวะนิโรธนั้น เขาอาจฝึกสมาธิแต่จิตไปทางอื่น เช่น ไปติดสุขจากฌานอยู่ก็ได้
ดังนั้น เป้าหมายที่สำคัญของการถ่ายทอดธรรม คือ นำธรรมไปยังคนที่มีความทุกข์ และมีความพร้อมเต็มที่ เมื่อทำให้เขาเข้าสู่ภาวะนิโรธได้ แล้วมรรคแปดก็ย่อมเกิดแก่เขาเอง ส่วนมรรควิธีในการฝึกจิตนั้นค่อยมาทีหลัง หลังจากเขาได้สัมมาทิฐิแล้วก็ได้
อภิธรรม เรื่อง นิโรธ คือ ทางลัดตรงสู่นิพพาน
บุคคลจะบรรลุธรรมย่อมดำเนินไปตามอริยสัจสี่ คือ มีทุกข์ แล้วแสวงหาความหลุดพ้นจากทุกข์ที่เรียกว่าสมุทัย จากนั้น จะพบทางหลุดพ้นทุกข์ชั่วคราว ที่เรียกว่า นิโรธ จึงเข้าใจว่าทางนี้ที่พบโดยบังเอิญนี่แหละน่าจะตรงไปสู่ทางหลุดพ้นทุกข์อย่างถาวรได้ เรียกว่า มรรค เมื่อเดินตามมรรคแล้ว จากนิโรธ คือ หลุดพ้นชั่วคราว จะกลายเป็นการหลุดพ้นถาวรคือ นิพพาน ต่อไป ในการบำเพ็ญภาวนานั้น สิ่งสำคัญคือ การพุ่งตรงไปสู่นิโรธให้ได้ เพราะเมื่อตรงนิโรธเมื่อใด ก็ตรงนิพพานเมื่อนั้น ทว่า ยังมีหลายท่านที่มัวหลงวนอยู่กับภาวนา เช่น การติดฌาน, การเพลินในกสิณ ฯลฯ ทำให้ไม่ลัดตรงสู่นิพพานได้เสียที ช่วงที่ยังไม่ถึงนี้เอง มารก็เข้ามากวนและทดสอบ ทำให้ยิ่งแย่ไปใหญ่ บางท่านมัวเล่นกสิณเพลิน มารก็เข้ามาขณะนั้น ทำให้ยิ่งหลงนิมิตไปใหญ่ ที่หนักที่สุด คือ การหลงว่าตนสำเร็จแล้ว และประมาท หยุดความเพียร ทำให้พลาดนิพพานไปในที่สุด
นิโรธ คือ ภาวะหลุดพ้นจากใดๆ ไรๆ ทั้งปวงชั่วคราว ทั้งทุกข์และสุข ไม่มีอะไรเนื่องด้วย ไม่มีเหตุไม่มีปัจจัยปรุงแต่งทั้งสิ้น เป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้และตรงนิพพาน แต่ยังไม่ใช่นิพพาน เมื่อบุคคลศรัทธาในภาวะนี้ ก็จะดำเนินมรรคต่อไปให้ถึงเป้าหมายคือนิพพานในที่สุด อุปมาดัง ขอนไม้ที่ลอยในน้ำ ต้องการออกสู่ทะเล พอติดข้างฝั่งซ้ายและขวา ก็มองไม่เห็นเป้าหมายปลายทาง แต่พออยู่ตรงกลางลำน้ำ ไม่ติดทั้งฝั่งซ้ายและขวา ไม่ติดใดๆ ไรๆ แล้ว ก็มองเห็นทางออกสู่ทะเลได้ จึงดำเนินความเป็นทางสายกลาง ไม่ติดทั้งสองฝั่งต่อไปจนออกสู่ทะเล คือ นิพพาน ในที่สุด การเข้าถึงสภาวะนี้ มีสองวิธี คือ วิธีแบบเจโตวิมุติ คือ เข้าถึงด้วยจิต คือ จิตเข้าสู่ภาวะนั้นๆ เอง แล้วจึงเกิดปัญญาทีหลังว่านี่แหละคือนิโรธ กับวิธีปัญญาวิมุติ คือ การเกิดปัญญาก่อน ทำให้จิตระลึกรู้ ตื่นรู้และตรงทางสู่ภาวะนิโรธในที่สุด แบบหลังนี้ พบในการถ่ายทอดธรรมแบบเซน คือ การบรรลุฉับพลันเป็นส่วนใหญ่ ส่วนแบบแรก มักพบในการถ่ายทอดธรรมแบบตันตระ คือ การใช้อุบายหลอกล่อให้ปฏิบัติทางจิต จนเข้าถึงสภาวะนั้นด้วยตนเอง โดยไม่ต้องมีคำอธิบายล่วงหน้า โดยแบบแรกนั้นต้องมีความพร้อมก่อน อินทรีย์ต้องบ่มเพาะมาดี ถึงวาระแล้ว จึงถ่ายทอดได้ แต่แบบที่สองนั้น ทำได้กว้างขวางมากกว่าขึ้นอยู่กับชนิดของกรรมฐานด้วย เช่น อานาปานสติ ทำได้ทุกคน แต่ฌาน ทำได้บางคน บางคนก็นั่งสมาธิแล้วไม่ได้ฌานก็มี แบบที่หนึ่งพุ่งตรงเอานิโรธเป็นสำคัญ แต่แบบที่สองพุ่งตรงเอามรรควิธีเป็นสำคัญ แบบที่สองจึงใช้ในผู้บำเพ็ญธรรมที่อินทรีย์ยังอ่อนได้ ใช้กับพราหมณ์, ฆราวาสได้ แต่แบบที่หนึ่งนี้ ใช้พร่ำเพรื่อไม่ได้ และไม่บังเกิดผลด้วย บางท่านเอาแบบที่หนึ่งไปใช้จนเกร่อก็มี คุยกันนิดหน่อยบอกว่าว่างแล้ว ได้แล้ว จริงๆ ว่างจากอย่างหนึ่ง ไปติดอีกอย่างหนึ่ง และที่ติดมากคือ ติดอาจารย์ผู้ถ่ายทอดธรรม ติดแบบนี้ไม่ว่างจริง ไม่ใช่การบรรลุฉับพลันเข้าสู่นิโรธอย่างแท้จริง ผู้เขียนเคยทดลองใช้เหมือนกัน แต่ก็พบว่าจิตของผู้รับธรรมยังอ่อนอยู่ เมื่อละวางจากอย่างหนึ่ง แทนที่จะว่างโล่ง ก็ไปติดอีกอย่างหนึ่งต่อไปเรื่อยๆ ทำให้ต้องไล่จับจิตกันไม่จบสิ้น เห็นแล้วจึงพิจารณาว่าอินทรีย์ผู้ฟังไม่พร้อมจึงหยุดลง ปล่อยเขาไป (ผู้ฟังมีลักษณะอึ้งเงียบไปนิดหน่อย แต่แล้วก็มีอาการติดอย่างอื่นตามมาอีก) แม้แต่ปรมาจารย์ตั๊กม้อ ต้นตำรับของสุญตา ท่านก็รับศิษย์ตรงเพียงสี่คน ที่นับว่าได้ผลจริงจากท่าน ในสมัยนั้น พระจีนมีมาก ต่างมารวมตัวกันเพื่อฟังธรรมของท่านตั๊กม้อ แต่แล้วท่านก็พบว่าไม่มีใครที่มีอินทรีย์พร้อมเลย ท่านก็ไม่พูดอะไรเลยอย่างนั้น แล้วยังไปนั่งสมาธิเข้าหาผนังถ้ำถึงประมาณ ๙ ปี รอจนได้ศิษย์คนแรกคือท่านหุยโคง นี่คือ ลักษณะของเซนที่ไม่ได้แพร่หลายเลย เซนที่บรรลุฉับพลันจริงๆ มีน้อยมาก ส่วนที่ฝึกกันได้มาก จะเป็นธรรมอย่างอื่น เช่น ตันตระยาน อย่างนี้ คนจะมากกว่า
บางท่านบรรลุฉับพลัน ปรารถนาจะถ่ายทอดธรรมเซน แต่ไม่เข้าใจอินทรีย์ของผู้ฟัง ก็หลงคิดว่าสิ่งที่ตนถ่ายทอดสำฤทธิ์ผล ซึ่งไม่จริงก็มี เป็นเพียงการละอย่างหนึ่งไปติดอีกอย่างหนึ่งเท่านั้น การเข้าสู่ภาวะบรรลุฉับพลันได้นั้น ต้องว่างโล่งหมดเลยทีเดียว ไม่ใช่ว่างอย่างหนึ่ง เหลืออีกอย่างหนึ่ง หรือติดของใหม่อีกอย่างหนึ่งแทน อย่างนี้ไม่ใช่
อภิธรรม เรื่อง ปฏิบัติธรรมเท่าใดจึงจะพอเพื่อเข้าสู่การปฏิเวธ
ในการปฏิบัติธรรมนั้น สามารถปฏิบัติไปได้เรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด คือ การปฏิบัติจิตดวงหนึ่งให้หลุดพ้นถึงอรหันต์ จากนั้น ก็สามารถโปรดจิตวิญญาณดวงอื่นๆ ที่ยังไม่ได้บรรลุธรรมต่อไปได้อีกไม่มีจำกัด คือ ไม่จำเป็นต้องอาศัยจิตดวงเดียวในการเข้าสู่อรหันต์แบบพระอรหันตสาวก ที่จะมีจิตอรหันต์ดวงเดียวในกาย ไม่เกิด ไม่ดับ อีก รอเวลานิพพานเท่านั้น แต่หากเป็นพระโพธิสัตว์แล้ว จะมีกำลังในการโปรดจิตวิญญาณมาก สามารถโปรดจิตวิญญาณได้มากมายนับไม่ถ้วน จากดวงจิตหนึ่งให้หลุดพ้น ไปสู่ดวงจิตอื่นๆ อีกไม่มีที่สิ้นสุด ทว่า จะทำให้บารมีมากขึ้นจนไม่มีที่จำกัด และอาจเข้ากับมนุษย์บนโลกไม่ได้เลย เพราะมนุษย์บำเพ็ญบารมีตามไม่ทัน บุญไม่ถึง และตกอยู่ในสภาพที่คล้ายพระปัจเจกพุทธเจ้าในที่สุด ดังนั้น การปฏิบัติธรรม โปรดดวงจิตทั้งหลายก็ดี จึงต้องมี “ความพอดี” ด้วย ไม่ใช่ทำอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทำจนไม่รู้ว่าจุดจบอยู่ตรงไหน แน่นอนว่าเราเคยเกิดตายมามาก มีจิตวิญญาณมากมายที่เกี่ยวข้องกับเรานับไม่ถ้วนได้ แต่เราไม่จำเป็นต้องโปรดทั้งหมด แม้พระอรหันตสาวกยังไม่ทำเลย ท่านเป็นแต่สาวกผู้น้อย ท่านเอาตัวเองรอด ชำระกิจที่เหลือให้หมด ท่านก็สำเร็จกิจท่านแล้ว แต่พระโพธิสัตว์มีกำลังมาก ใช้การโปรดจิตวิญญาณเพื่อบำเพ็ญแบบตันตระญาณ เมื่อถึงจุดหนึ่ง ต้องรู้จักคำว่าพอดี และคำว่า “หยุด” คือ จบกิจนั้นๆ ไม่เช่นนั้น จะกลายเป็น “ความเพียรจม” วนอยู่กับการปฏิบัติธรรมตลอดชีพ ไม่ทำการทำงาน ไม่ทำกิจ ไม่โปรดสัตว์ ไม่ออกสู่โลกแห่งความเป็นจริง ที่นั่งหลับตาดู ก็หลับตาดูต่อไป ไม่ลืมดูโลกแห่งความเป็นจริงเสียที แบบนี้เรียกว่า “ติดปลัก” จมอยู่ ไม่เคลื่อนไป จำต้องหาทางเคลื่อนธรรมจักรให้เดินหน้าต่อไป ไม่จมปลักแบบนี้ เพื่อขับเคลื่อนธรรมจักรเข้าสู่การ “ปฏิเวธ” คือ ประยุกต์สู่ความเป็นจริง
ถามว่าแล้วเมื่อไรจึงเรียกว่าปฏิบัติธรรม “พอดี”
การปฏิบัติธรรมนั้น เริ่มจาก ปริยัติ คือ การอ่านหรือฟังแนวทางก่อนเป็นเบื้องต้น จากนั้นจึงไปสู้ขั้น “ปฏิบัติ” คือ การลงมือทดลอง เหมือนนักวิทยาศาสตร์เข้าห้องแลป ทดลองเพื่อพิสูจน์ความจริงบางอย่าง และเมื่อพิสูจน์พบความจริงแท้แล้วก็จบลงที่ “ปฏิเวธ” คือ การนำไปใช้ในโลกแห่งความเป็นจริง ทว่า บางท่านยังไม่ทันทดลองได้สำเร็จ ก็คิดว่าได้ค้นพบความจริงแท้แล้ว นำสิ่งที่ได้ออกไปสู่โลกแห่งความเป็นจริงก่อนเวลาอันควร อันนี้ ก็อาจนำภัยมาสู่ปวงชนได้ นอกจากนี้ บางท่านก็วนอยู่กับการทดลองมากเกินไป ทำแล้ว ทำเล่า ทดลองแล้วทดลองเล่า ปฏิบัติแล้ว ปฏิบัติเล่า ไม่มีที่สิ้นสุด กลายเป็นการค้นพบที่ก้าวล้ำเกินไป ไม่เหมาะกับยุคสมัยก็มี เพราะทดลองมากเกินไป นานเกินไป ก้าวหน้าเกินไปนั่นเอง ดังนั้น ขั้นตอนการปฏิบัติธรรมนี้จึงต้องมีวาระจบ มีความพอดีด้วย คือ ไม่น้อยเกินไป ไม่มากเกินไป บางท่านการปฏิบัติธรรม จบลงที่โสดาบัน เช่น นางวิสาขา เมื่อได้โสดาบันแล้วก็ไม่ได้ปฏิบัติต่อ ทำหน้าที่ฆราวาสและอุบาสีกาผู้ให้การสนับสนุนพุทธศาสนาต่อไป นี่คือ “พอดี” ของนางวิสาขา ไม่จำเป็นต้องถึงอรหันต์ การจะทราบว่าเท่าไรจะพอดีนั้น จำต้องมีญาณหยั่งรู้ที่สูงมาก จึงจะทราบได้ว่าคนแต่ละคนควรปฏิบัติธรรมได้ในระดับใดจึงจะพอดีกับตน เพราะไม่มีมาตรฐานตายตัวเลย เช่น พระโพธิสัตว์ที่เป็นศรัทธาธิกะ อาจต้องปฏิบัติมากเป็นสองเท่าของพระโพธิสัตว์ที่เป็นปัญญาธิกะ เป็นต้น ทั้งนี้ ให้ดูสถานภาพปัจจุบัน และประวัติความเป็นมาของผู้ปฏิบัติธรรมด้วย เช่น บางคนไม่สามารถบวชได้ จะให้ถึงอรหันต์เลยก็ไม่ได้ เพราะติดที่บวชไม่ได้ บางคนมีกำลังโปรดสัตว์เพราะมีบารมีเก่าสะสมมาแต่หนหลัง จะให้แค่ได้โสดาบัน ก็อาจน้อยไป อาจต้องเพียรพยายามต่อไปจนสุดกำลังของตน เมื่อสุดแล้วพอดีแล้วกับสถานภาพของเขา ก็จบการปฏิบัติลง เพื่อเข้าสู่การปฏิเวธ คือ การประยุกต์ไปสู่ชีวิตจริง และการโปรดสัตว์ต่อไป หลายท่านวนอยู่กับการปฏิบัติที่ซ้ำแล้วซ้ำเล่านั่งสมาธิแทบทุกวันก็มี หลายสำนักมีการจัดการนั่งสมาธิทุกวัน เจ้าสำนักก็นั่งทุกวัน แท้แล้วเป็น “ความเพียรจม” เท่านั้น ไม่เกิดมรรคผล มีแต่จะติดฌาน อันจะนำไปเกิดเป็นพรหมเท่านั้นเอง อันนี้เป็นความเพียรที่เปล่าประโยชน์ไม่เกิดมรรคผล เป็นการปฏิบัติเกินพอดี บางแห่งก็ผูกมัดให้ลูกศิษย์ติดอยู่กับการปฏิบัติเพื่อให้ลาภสักการะยังคงมีอยู่ต่อไปก็มี อย่างนี้ธรรมจักรไม่เคลื่อนได้
อภิธรรม เรื่อง บทกรวดน้ำอิมินา ซ่อนเคล็ดลับพิชิตมารไว้อย่างไร
มารคือ ผู้ขวางนิพพาน มารเป็นเทวดาชั้นที่ห้าและหก มีบุญมาก แต่เต็มด้วยความหลง และมิจฉาทิฐิมากมาย มารจะหาวิธีต่างๆ นานา หลอกล่อผู้ปฏิบัติธรรม ไม่ให้ถึงซึ่งพระนิพพานเช่น หลอกให้ไปหลงวนอยู่กับกองบุญ แล้วหลงคิดไปว่าบุญนำส่งถึงนิพพานได้ เป็นต้น ซึ่งผู้ที่เสียท่ามารนั้น มักมีอาการหลงเพลิน วนอยู่ ติดอยู่ กับอะไรบางอย่าง ไม่หลุด ไม่พ้นออกมาได้ คือ ไม่หลุดพ้น ไม่นิพพานนั่นเอง เมื่อบุคคลถูกมารครอบงำนานเข้าก็จะกลายเป็นมาร มีจิตมิจฉาทิฐิในที่สุด และปฏิบัติไม่ได้มรรคผลนิพพานเลย
บทกรวดน้ำอิมินา เป็นบทที่เรานิยมสวดทำวัตรกันบ่อยๆ และได้ยินคุ้นหูกันประจำ แต่ไม่ค่อยมีคนเข้ามาค้นหาเนื้อหาความหมายที่ซ่อนอยู่ในบทสวดนี้ โดยรวมนั้น บทกรวดน้ำ มีไว้เพื่อสละบุญให้แก่ปวงสัตว์ คือ ทำบุญแล้วอุทิศให้ปวงสัตว์เสีย เพราะเหตุใดหรือ แล้วถ้าเราอุทิศบุญให้ปวงสัตว์แล้ว เราจะเหลือบุญอีกไหม คำตอบคือ ให้แล้วก็หมดไป ดับไป สูญไป ไม่ใช่ยิ่งให้ยิ่งได้รับ คิดอย่างนี้จะกลายเป็นมิจฉาทิฐิ เรียกว่า “การค้า” คือ ให้แล้วได้กลับมามากกว่าเดิมนั่น เป็นหัวการค้า ไม่ใช่หัวคิดของคนที่มีใจเป็นทาน คนที่มีใจเป็นทานนั้น ให้แล้วให้เลย ไม่สนใจว่าจะต้องได้อะไรคืนมา ในบทสวดนี้ เรากล่าวถวายบุญให้ปวงสัตว์ไปเลย เพื่อไม่ให้บุญนั้นกลายเป็นเครื่องสืบชาติต่อภพ สร้างชาติให้เราต้องไปเกิดอีก เพราะเราจะลัดตรงสู่นิพพานเลย และปวงสัตว์ที่เราให้ ก็เป็นเจ้ากรรมนายเวรเราเป็นสำคัญ ไล่ไปตั้งแต่คนใกล้ชิดออกไปเรื่อยๆ ดังนั้น การกรวดน้ำนี้ จึงช่วยให้ชำระกรรมระหว่างเจ้ากรรมนายเวรเร็วขึ้น ด้วยการใช้ผลบุญอุทิศให้เขา ยั้งกรรมที่จะเกิดขึ้นต่อไป ให้เป็นอโหสิกรรมกัน หมดสิ้นกันไป ทั้งผู้ที่กรวดน้ำ ก็ไม่ต้องไปเวียนว่ายตายเกิดเพื่อเสวยบุญที่ตนได้กระทำไว้ด้วย เพราะอุทิศให้ปวงสัตว์ไปแล้ว จึงตัดลัดตรงสู่นิพพานได้เลย ไม่หลงบุญ ไม่หลงสวรรค์วิมาน ตัดความเป็นมารให้หมดสิ้นไป
ดังบางส่วนในคาถาบทกรวดน้ำอิมินาที่ว่า
ปุญญานิ ปะกะตานิ เม, สุขัง จะ ติวิธัง เทนตุ, ขิปปัง ปาเปถะ โว มะตัง, อิมินา ปุญญะกัมเมนะ, อิมินา อุททิเสนะจะ, ขิปปาหัง สุละเภ เจวะ, ตัณหุปาทานะเฉทะนัง, เย สันตาเน หินา ธัมมา, ยาวะนิพพานะโต มะมัง,
แปลว่า บุญผองที่ข้าพเจ้าทำ จงช่วยอำนวยศุภผล ให้สุขสามอย่างล้น ให้บรรลุถึงนิพพานพลัน ด้วยบุญนี้ที่เราทำ แลอุทิศให้ปวงสัตว์ เราพลันได้ถึงซึ่งการตัด ตัวตัณหาอุปาทาน สิ่งชั่วในดวงใจ กว่าเราจะถึงนิพพาน…
ขยายความว่า เราอุทิศบุญทั้งหมดนี้ให้แก่ปวงสัตว์ เพื่อให้เราได้ซึ่งการตัดตัณหาอุปาทานโดยฉับพลัน จนกว่าจะนิพพาน คือ เราสละบุญนั้นไปให้ปวงสัตว์ เพื่อเอานิพพานแทน เช่นนี้ ย่อมไม่หลงบุญ ไม่หลงสวรรค์ มารย่อมไม่มีช่องโอกาสที่จะเล่นงานเราได้ ดังคาถาท่อนที่ว่า…
สัลเลโข วิริยัมหินา, มารา ละภันตุ โนกาสัง, กาตุญจะ วิริเยสุ เม,
แปลว่า พร้อมทั้งความเพียรเลิศเป็นเครื่องขูดกิเลสหาย โอกาสอย่าพึงมีแก่หมู่มารสิ้นทั้งหลาย เป็นช่องประทุษร้าย ทำลายล้างความเพียรจม
ขยายความว่า ให้ผลแห่งการอุทิศบุญทั้งหมดแก่ปวงสัตว์นี้ ให้ถึงพร้อมด้วยความเพียรเลิศซึ่งใช้ในการกำจัดกิเลสให้สิ้นไป ซึ่งก็คือ “สัมมาวายามะ” (ความเพียรชอบ) นั่นเอง ซึ่งการใช้ความเพียรชอบนี้ ใช้ทำลายล้างความเพียรจม (มิจฉาวายามะ) ก็จะไม่เปิดโอกาสให้แก่หมู่มารได้นั่นเอง จึงได้กล่าวว่าโอกาสอย่าพึงมีแก่หมู่มารทั้งหลายเป็นช่องประทุษร้ายทำลายล้างความเพียรจม คือ เอาความเพียรชอบ ทำลายความเพียรจมเสีย ก็ปิดช่องไม่ให้หมู่มารหลอกให้หลงวนอยู่กับการไม่หลุดพ้นใดๆ (คือ พยายามแต่จมปลักอยู่ ไม่เกิดมรรคผลใดๆ) นี่คือ เคล็ดลับที่ใช้พิชิตมาร (ความเพียรชอบ) ในบทกรวดน้ำอิมินา (ความเพียรชอบ คือ ให้เพียรในการกำจัดกิเลสอย่างเดียว อย่างอื่นไม่ต้องไปขยันนัก)
ดังคาถาท่อนจบที่กล่าวสรุปว่า
เตโสตตะมานุภาเวนะ, มาโรกาสัง ละภันตุ มา, ทะสะ ปุญญานุภาเวนะ, มาโรกาสัง ละภันตุ มาฯ
แปลว่า ด้วยอานุภาพนั้น ขอหมู่มารอย่าได้ช่อง ด้วยเดชแห่งบุญทั้งสิบป้อง อย่าเปิดโอกาสแก่มารเทอญ
ขยายความว่า ด้วยอานุภาพของการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลนี้ ขอให้ปกป้องทั้งสิบ (น่าจะหมายถึงสิบทิศ) ไม่ให้มีช่องโหว่เปิดโอกาสให้มารได้ นั่นเอง อันนี้ เป็นเคล็ดลับการพิชิตมารด้วยการปกป้องตนเองด้วยการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศล ให้แผ่ไปทั้งสิบทิศ ทำให้ไม่มีช่องโหว่ ไม่มีโอกาสให้มารแทรกเข้ามาเล่นงานเราได้ เราก็จะได้ปฏิบัติธรรมตรงทางถึงนิพพานเสียที ไม่มีอะไรมาขวางทาง ไม่มีอะไรมาแทรกระหว่างการปฏิบัติธรรมนั่นเอง
ปัจจุบันเรามีความเพียรจมกันมาก คือ ความเพียรที่ไม่เกิดมรรคผล เพราะจมปลักอยู่กับอะไรบางอย่าง ซึ่งมารมักจะหลอกให้เราหลงวน หลงติดอยู่กับสิ่งนั้นๆ จนไม่เร่งไปให้ถึงนิพพานเสียที โดยเฉพาะ “บุญ” เรามักติดบุญ หลงบุญ และไม่ทราบว่าทำทานไปเพื่ออะไรกันแน่ จริงอยู่ การทำทานทำให้เกิดบุญ ทำกรรมดีย่อมได้ดี ทำกรรมชั่วย่อมได้ชั่ว ทว่า การปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนานั้น เราไม่ได้หวังทำดีเพื่อให้ได้ดี หรือทำทานเพื่อเอาผลบุญ แต่เราทำทานเพื่อฝึกจิตให้ละวาง ละความตระหนี่ ความโลภ ความยึดมั่นในทรัพย์ เมื่อเราเริ่มทำทาน เราก็ถูกหลอกให้ยึดติดในผลบุญต่ออีก นี่เพราะเราไม่เข้าใจการทำทานอย่างแท้จริงตามคำสอนของพระพุทธเจ้า บทกรวดน้ำอิมินานี้ ได้แฝงไว้ด้วยความเข้าใจในธรรม เรื่อง “บุญทาน” อย่างแยบยล ทั้งยังแฝงวิธีแก้การหลงวนติดอยู่กับการกระทำที่ไม่เกิดมรรคผล ที่เรียกว่า “ความเพียรจม” คือ ขยันแต่จมปลัก ขยันไปสู่ความยึดติด ไม่ใช่ความหลุดพ้น ซึ่งอาการนี้แก้ไขได้ด้วย “ความเพียรเลิศ” หรือก็คือ ความเพียรชอบ (สัมมาวายามะ) นั่นเอง การใช้ความเพียรชอบ ทำลายล้างความเพียรจม เพื่อไม่ให้หลงวนอยู่ ติดอยู่ พยายามอยู่กับสิ่งที่ไม่เกิดมรรคเกิดผล แล้วเร่งกระทำความเพียรที่ถูกต้องตรงทางนิพพานต่อไป เช่นนี้ เท่ากับเป็นการปิดโอกาสแก่หมู่มาร หมู่มารไม่มีช่องโหว่ ช่องว่างใดที่จะแทรกเข้ามาขวางการปฏิบัติเพื่อนิพพานของเราได้ โดยการตัดเสียซึ่งบุญ เอาบุญที่เราทำนั้น อุทิศไปให้แก่ปวงสัตว์เสีย อย่างนี้ เราก็จะไม่ได้บุญมาก มีบุญแต่พอดี เทียบชั้นสวรรค์คือ ชั้นที่หนึ่งถึงชั้นที่สี่เท่านั้น ไม่เกินชั้นที่สี่ ก็จะไม่ต้องเป็นมาร เพราะถ้าเรามีบุญมากเกินไป เราจะได้ถึงสวรรค์ชั้นที่ห้าและหก อันเป็นภพมาร และกลายเป็นการเปิดโอกาสให้หมู่มารได้ช่อง แทรกเรา ขวางเราได้