ธรรมปฏิเวธ เรื่อง ทำไมการเป็นอิสระจึงมีพลังอำนาจสูงสุด (Butterfly effect)

ธรรมปฏิเวธ เรื่อง ทำไมการเป็นอิสระจึงมีพลังอำนาจสูงสุด (Butterfly effect)

ธรรมปฏิเวธ เรื่อง ทำไมการเป็นอิสระจึงมีพลังอำนาจสูงสุด (Butterfly effect)

ตำแหน่งในทางโลกทุกตำแหน่ง ต่อให้สูงสุดขนาดไหนก็ตาม ล้วนถูกคานอำนาจทั้งสิ้น ไม่มีตำแหน่งใดเลยที่จะอิสระอย่างแท้จริง เพราะของทางโลก เป็น “ของคู่ตรงข้าม” คือ มีขาว ก็ต้องมีดำ คานอำนาจกันเสมอ ไม่มีผู้มีอำนาจ มีตำแหน่งคนใดหลุดพ้นไปจากกฎนี้ได้ ดังนั้น พลังอำนาจในการขับเคลื่อนทางสังคมของเขา จึงถูกลดทอนและต้านทานด้วยพลังคู่ตรงข้ามของเขาเอง พรรคการเมืองทุกพรรค, นายกทุกคน ฯลฯ ล้วนมีปรปักษ์ มีของตรงข้ามในทางโลกของตนทั้งสิ้น การได้ตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งในทางการเมือง หรือในทางศาสนาก็ตาม ตำแหน่งทั้งหลายล้วนอยู่ภายใต้เรื่องทางโลกทั้งสิ้น ไม่ใช่ทางหลุดพ้นเป็นอิสระ ใครได้ตำแหน่งไป ก็ต้องทำงานให้เขา ต้องอยู่ในระบบในระเบียบ ถูกเขาคานอำนาจ, มีปรปักษ์, มีศัตรู, มีฝ่ายตรงข้าม คานกันไปมาไม่จบสิ้น

การหลุดพ้นออกมาเป็นอิสระจากทางโลก จะไม่มีพลังอำนาจอื่นใดในทางโลกที่จะคานอำนาจได้อีก คือ เหนือหยิน และเหนือหยาง เหนือคู่ตรงข้ามนี้แล้ว จึงกระทำการต่างๆ ได้อย่างอิสรเสรี เพราะไม่มีอำนาจทางโลกอย่างอื่นใดมาคานได้นั่นเอง ด้วยเหตุนี้ แม้กระทำการณ์เล็กๆ ดุจผีเสื้อกระพือปีก แต่นั่นกลับกลายเป็นพลังมหาศาลที่จะขับเคลื่อนสังคมได้อย่างมีพลังสูงสุด เช่น การที่บุคคลปฏิบัติจิตของตนพ้นแล้วจากทางโลก แล้วปลูกผักในสวนครัวเล็กๆ เท่านี้ ไม่มีสิ่งใดมาคาน มาต้านทานพลังนี้ พลังนี้จะเต็มเปี่ยม และส่งผลกระทบต่อโลกได้ทั้งหมดทีเดียว แต่ถ้าเขาเลือกที่จะกระทำการณ์ ผ่านการมีอำนาจในทางโลก เขาจะถูกต่อต้านบ้าง, ขัดแย้งบ้าง, คานอำนาจบ้าง ฯลฯ เขาจะไม่มีทางได้กระทำการณ์อย่างเสรีได้เต็มที่เลย จะถูกตัดทอนหรือลดทอน ลงไปทั้งสิ้น ดังนั้น พลังในการขับเคลื่อนสังคมของเขาจึงลดน้อยถอยลง ไม่อาจเทียบเท่ากับพลังที่เกิดจากคนที่หลุดพ้นออกจากวังวนของโลกได้เลย แม้ผู้ที่หลุดพ้นนั้น จะกระทำการณ์เพียงน้อยนิด ดุจผีเสื้อกระพือปีกก็ตาม แต่มันจะมีพลังเต็มเปี่ยม ประดุจมือที่ยื่นมาจากภายนอกระบบ กระทบต่อระบบฉะนั้น พลังนี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิง กับสิ่งต่างๆ ที่กระทบกระทั่งกันวนอยู่ในระบบนั้นๆ ทุกสิ่งที่อยู่ในระบบ จะคานอำนาจกัน กระทบกันไปมา และคุมสมดุลกันเอง มันจึงไม่มีพลังมากพอที่จะขับเคลื่อนระบบได้ทั้งระบบ แน่นอนว่ามันไม่สามารถขับเคลื่อนสังคมได้ทั้งสังคมด้วย พลังเดียวที่จะขับเคลื่อนระบบได้ทั้งระบบ คือ พลังที่หลุดพ้นออกจากระบบ เป็นพลังภายนอกที่เข้ากระทำ เป็นพลังนอกระบบที่เข้าไปรบกวน กระทบกับระบบทั้งระบบ แม้เพียงเล็กน้อย ก็ส่งผลมากมายต่อทั้งระบบได้ดังกล่าวมานี้

คำว่า Butterfly effect และทฤษฎีไร้ระบบ (Choas theory) ไม่ได้หมายถึงเป้าหมายว่าต้องทำให้ไร้ระบบ หรือทำลายระบบก็หาไม่ แต่เป็นมรรควิธี ในการขับเคลื่อนระบบก็ได้ สร้างระบบใหม่ๆ ก็ได้ หรือแม้แต่ทำลายระบบเดิมก็ได้เช่นกัน มันไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นวิธีการที่ใครจะนำไปใช้ในเป้าหมายใดก็ได้ แต่เราต้องเข้าใจมันก่อนว่ามันคืออะไร และทำอย่างไรจึงได้ผลกระทบที่มากมายอย่างนั้น คำว่า “Butterfly effect” จึงเป็นเสมือนปริศนาธรรมที่ไม่ได้ให้คำตอบที่สำเร็จรูปแก่เราแต่มันได้ให้วิธีการแก่เรา ให้เราเลือกทางเอง เลือกเป้าหมายเอง แล้วดำเนินมรรควิธีต่อไป คือ การเอาตัวเองออกจากพันธนาการทุกอย่างเพื่อไม่ให้ตนเอง ถูกผูกมัด, คานอำนาจ, ลิดรอนอำนาจ, บั่นทอนพลัง ฯลฯ ได้ แล้วเริ่มต้นกระทำการณ์แม้เพียงเล็กน้อยดุจผีเสื้อกระพือปีกเพียงเท่านั้น ก็สามารถสร้างพลังยิ่งใหญ่ให้สังคมขับเคลื่อนไปได้เองโดยไม่ต้องมีอำนาจหรือตำแหน่งใดๆ เลย

การพิจารณาตัวแปรมากมายในระบบอันยุ่งเหยิงและพยายามเข้าจัดการกับตัวแปรบางตัวด้วยหวังผลว่ามันจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ตนต้องการนั้น ไม่อาจเกิดผลจริง เพราะระบบมีสมดุลของมัน เมื่อตัวแปรหนึ่งถูกรบกวน ก็จะมีตัวแปรมากมายได้รับผลกระทบและเกิดการสะท้อนกลับเข้าสู่สมดุลตามเดิม การกระทำโดยมุ่งเป้าไปที่ตัวแปรบางตัวนี้ แม้ทำให้เกิดผลลัพธ์ทันใจแต่จะได้รับผลสะท้อนและปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกไม่รู้จบดุจการตัดหญ้าไม่ถอนโคน ปัญหาย่อมงอกใหม่ไม่จบสิ้น, Butterfly effect จึงเป็นคำตอบฉะนี้

ธรรมปฏิเวธ เรื่อง เผยแพร่ธรรมอย่างไร ไม่ให้เกิดนิกายหรือลัทธิ

พระพุทธศาสนาแบบดั้งเดิมไม่มีนิกายหรือลัทธิ แม้พระเทวทัตจะพยายามแยกแตกกลุ่มออกไปสร้าง โดยการเสนอข้อปฏิบัติใหม่ๆ เช่น การตราศีลไม่กินเนื้อสัตว์ แต่พระพุทธองค์ ก็ไม่ทรงอนุญาต ภายหลังพระเทวทัตไม่เชื่อฟัง และไปรวมกลุ่มกันเอง จนล่มไปเองในที่สุด จากนั้นมา พระสาวกของพระพุทธเจ้า ไม่มีองค์ใดเลยที่เจริญรอยตามพระเทวทัต ผู้ถูกธรณีสูบลงนรก จึงไม่มีใครบัญญัติกฎใหม่แบบของตัวเองขึ้นมาเพื่อให้สาวกผู้อื่นกระทำตาม จนกระทั่งหลังพระพุทธองค์ปรินิพพานแล้ว ประมาณ ๒๐๐ ปี จึงเริ่มมีผู้กระทำเช่นนั้นขึ้น สำเร็จเป็นนิกายต่างๆ สิบกว่านิกาย อันนิกายเหล่านี้ ไม่ใช่สิ่งดั้งเดิมของพระพุทธศาสนา เพราะการปฏิบัติแบบดั้งเดิมเป็นแบบเถรตรงไม่มีนิกาย แม้แต่นิกายเถรวาท นั่นก็ไม่ใช่แบบดั้งเดิมที่ไม่มีนิกาย เนื่องจากนิกายเถรวาทได้กำหนดบทบัญญัติขึ้นมาใหม่ ด้วยเกรงว่าพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าจะเลือนหายไป จึงได้ให้หมู่สงฆ์ช่วยกันสวดมนต์ ท่องจำสืบกันมารุ่นต่อรุ่น สิ่งนี้ไม่มีในพระพุทธศาสนาดั้งเดิมแท้ แต่ก็ทำให้เราได้พระไตรปิฎกตกทอดสืบมาจนถึงปัจจุบันนี้ ต่อมาเมื่อสุโขทัยได้กำจัดอำนาจขอมออกจากเมืองแล้ว ยังคงเหลืออิทธิพลของขอมผ่านความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์ฮินดูอยู่มาก พ่อขุนรามฯ จึงได้เชิญพระสงฆ์จากศรีลังกา นิกายเถรวาท ลัทธิลังกาวงศ์ มาสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา และได้มีการนำพระสงฆ์ไปเทศน์และสวดทำพิธีกรรมต่างๆ แทนที่เหล่าพราหมณ์ จนอำนาจของขอมหมดสิ้นไป เพราะพระสงฆ์มาแทนที่นั่นเอง แต่ผลจากการกระทำเช่นนี้ ทำให้พระพุทธศาสนาเดิมนิกายเถรวาท ลัทธิลังกาวงศ์ เปลี่ยนแปลงไปอีก เมื่อมาอยู่ประเทศไทย สมัยสุโขทัย เดิมจากการสวดมนต์ที่ทำเพื่อจดจำรักษาพระธรรมวินัย เป็นการสวดมนต์ในงานพิธีกรรมแทนที่พราหมณ์เพื่อรักษาอำนาจของกษัตริย์ราชวงศ์สุโขทัยแทน แต่นั่นก็ส่งผลดีทางโลก คือ ทำให้คนเชื้อสายไท เผ่าต่างๆ ได้มีแผ่นดินอาศัยอยู่ในฐานะเจ้าของประเทศ ไม่ตกเป็นเมืองขึ้นของใคร แต่ข้อเสียก็มี คือ พระพุทธศาสนาตกเป็นเครื่องมือหนึ่งทางการเมืองของประเทศสยามมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นต้นมา สืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน พระพุทธศาสนาก็กลายเป็นเสาหลักหนึ่งในสามของความมั่นคงของชาติ คือ ชาติ, ศาสนา และพระมหากษัตริย์

ดังนี้ แม้เราจะมีพระพุทธศาสนาที่ไม่เหมือนเดิม หรือไม่ใช่แบบเถรตรงไม่มีนิกายอีกแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะเข้าถึงซึ่งพระพุทธศาสนาดั้งเดิมแท้ไม่ได้ เพราะการเข้าถึงพระพุทธศาสนาอันแท้จริงนั้น เป็นเรื่อง “ปัจจัตตัง” ใครปฏิบัติได้ ก็ได้เอง ไม่มีอำนาจใดจะมาห้ามได้ ดังนี้ แม้พระพุทธศาสนาที่เหลืออยู่จะเป็นเพียง “สมมุติศาสนา” แต่เราทุกคนล้วนสามารถปฏิบัติให้เข้าถึงได้ด้วยตัวเราเองเพราะเป็นเรื่องปัจจัตตังนั่นเอง นอกจากว่าเราถูกสมมุติศาสนากลืนไปจนสิ้นแล้ว เราไม่มีทางได้พบพระพุทธศาสนาที่แท้จริงเลย ดังนั้น การมีสมมุติศาสนาไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด แต่เป็นเรื่อง “อนิจจัง” ของสรรพสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ส่วนเราผู้เกิดมาใหม่ไม่ทันเห็นพระพุทธศาสนาดั้งเดิมแท้ แม้ย้อนเวลา หรือทำให้พระพุทธศาสนาในปัจจุบันกลับไปเป็นเหมือนเดิมไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร นี่ไม่ใช่ปัญหา ปัญหาอยู่ที่ตัวเราเอง จะปฏิบัติตัวเองให้เข้าถึงซึ่งพระพุทธศาสนาดั้งเดิมแท้ โดยอาศัยสมมุติศาสนานี้ เป็นพื้นฐานส่งเราไปให้ถึงซึ่งจุดหมายปลายทางได้อย่างไรต่างหาก นี่จึงไม่จำเป็นต้องทำลายสมมุติศาสนา ไม่จำเป็นต้องสร้างพุทธศาสนาใหม่ที่เหมือนแบบดั้งเดิมแท้ขึ้นมาอีกก็ได้ แต่จำเป็นอยู่เพียงว่า “ตัวเราเอง ปฏิบัติตัวเองอย่างไรให้ตรงทางดั้งเดิมแท้ต่างหาก” อย่างหนึ่งที่ต้องทราบคือ พระพุทธศาสนาแบบดั้งเดิมแท้ ไม่ใช่แบบที่ต้องถูกเท่านั้น ต้องไม่ผิดศีล ต้องเคร่งครัด นั่นก็หาไม่ แบบนั้นเป็นลัทธิใหม่เหมือนกัน คือ ลัทธิธรรมยุติสายพระป่าเช่น ของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ซึ่งค่อนข้างเคร่งครัด และปฏิบัติได้มาก แต่เราไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้นก็ได้ เพราะในสมัยโบราณ มีสาวกของพระพุทธเจ้าทำผิดมากมาย ไม่เช่นนั้น ท่านคงไม่ตราศีลเป็นร้อยข้อ เช่น พระสาวกไปมีเพศสัมพันธ์กับสัตว์ก็มี, พระสาวกไปกินเนื้อคนก็มี ฯลฯ นี่ก็มีมาแล้ว แต่นี่ก็คือการปฏิบัติที่ไม่ได้แตกแยกเป็นลัทธิหรือนิกายใหม่แต่อย่างใด เพียงแต่ท่านเหล่านี้ อินทรีย์ยังอ่อน พ่ายแพ้ต่อกิเลส อันเป็นสิ่งธรรมดาที่เกิดขึ้นได้เท่านั้นเอง

ลักษณะของพระพุทธศาสนาแบบดั้งเดิมแท้เป็นอย่างไร?

๑)   ไม่จำเป็นต้องประจบคฤหัสถ์

บรรพชิตในพระพุทธศาสนาละแล้วซึ่งเรื่องทางโลก และสังคมโลก บ้างหลีกลี้ออกจากสังคมโลกแล้วเข้าป่าอาศัยอยู่ จึงไม่ได้สนใจว่าสังคมโลกจะมองตนอย่างไร ไม่สนใจว่าเขาจะศรัทธาเราไหม (ไม่ได้ทำตัวให้เขาต้องมาชอบเรา รักเรา ศรัทธาเรา) พระสาวกไม่จำเป็นต้องไปทำตัวให้ดูน่าศรัทธาเพื่อหวังเอาลาภสักการะจากคฤหัสถ์ก็ได้ เช่น พระสารีบุตร เคยไปนั่งฉันริมทางเท้า เอาหลังพิงกำแพง จนมีผู้หญิงคนหนึ่งมาตำหนิท่าน ท่านตอบไขข้อข้องใจแล้ว หญิงผู้นั้นจึงเข้าใจ สิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งชั่วร้าย แต่ทำไปโดยไม่หวังการยอมรับ การได้รับความศรัทธาเพื่อลาภสักการะแต่อย่างใด หรือแม้แต่พระมหากัจจายนะ ก็เคยมีจริยาวัตรที่งามเหมือนพระพุทธเจ้า แต่ภายหลังมีคนชอบท่าน ท่านก็อธิษฐานให้อ้วน แล้วสวมจีวรรุ่ยร่ายดูขาดความสำรวม เป็นต้น ยังมีพระอรหันตสาวกแท้อีกมากมายที่ไม่ทำตัวประจบคฤหัสถ์ ตามใจคฤหัสถ์ เอาอกเอาใจเขา ทำให้เขาชอบใจ พอใจ รักใคร่ ศรัทธา และนับถือ อันนี้ไม่ได้บอกให้ทำตัวให้เขารังเกียจ แต่เป็นการไม่ได้ไปยึดติดให้เขามารักมาศรัทธาเรา มีคำกล่าวบางคำแฝงความนัยได้ว่า พระสาวกของพระพุทธเจ้าคนใดทำตัวประจบคฤหัสถ์ เปรียบเหมือนบุตรทำเสื่อมเสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูลทีเดียว  

๒)   ไม่จำเป็นต้องยึดถือจารีตทางโลก

เราไม่ได้ลบหลู่หรือทำลายจารีตประเพณีในทางโลกของประเทศใดที่เราเข้าไปเผยแพร่ศาสนา เราปรับตัวตามจารีตประเพณีเท่าที่ไม่กระทบการปฏิบัติธรรมของเรา แต่เราไม่ได้ไปหลง ไปเพลิน ไปชอบ ไปแช่ ไปสารวนอยู่กับจารีตประเพณีของประเทศนั้นๆ เช่น ในประเทศไทยชอบนิมนต์พระไปเทศน์ งานศพ, งานแต่ง แล้วให้เงินให้ทองพระ สิ่งนี้ เป็นจารีตประเพณีนอกพระพุทธศาสนา เป็นของทางโลกเขา ไม่ผิด แต่ต้องเข้าใจว่าไม่ใช่ทางปฏิบัติตรงนิพพาน ไม่ต้องไปหลง ไม่ต้องไปเพลินกับเขา แต่ก็ต้องไม่ไปทำความเสียหายกระทบของเขาเข้า เราไม่ได้เอาจารีตทางโลกมายึดถือ เพราะจารีตนั้นหาความถูกผิดไม่ได้ ประเทศหนึ่งถืออย่างหนึ่ง อีกประเทศหนึ่งก็ถืออีกอย่างหนึ่ง พระสาวกของพระพุทธศาสนาดั้งเดิมแท้ ไม่ทำลายจารีตของเขา แต่ไม่ได้ไปหลงเพลินยึดถือกับจารีตของเขาด้วย บางท่านปากบอกว่าไม่ได้ยึดถือ จิตว่างเฉย แต่กลับเพลินอยู่กับสิ่งเหล่านั้น เช่น รับเทศน์หน้าศพเสมอ อันนี้ จารีตคนไทย ไม่ใช่พุทธประเพณี ทำได้ แต่อย่างเพลินจนยึดถือ จนแช่อยู่ จนสารวนอยู่ จนปลีกตัว ถอนตัว หลุดพ้นออกมาไม่ได้ ไมได้ผิด แต่ไม่ใช่ทางหลุดพ้นของพระอรหันต์ที่แท้จริง จารีตทางโลกที่ไม่ใช่เรื่องตรงนิพพานมีมากนัก ในบทความนี้ไม่ขอกล่าวทั้งหมด เพียงท่านเข้าใจธรรม ท่านย่อมรู้เห็นได้ด้วยตนเอง

๓)   ไม่จำเป็นต้องสร้างแบบแผนใดๆ

คนเรามีความหลากหลาย ร้อยพ่อพันแม่อยู่แล้ว พระพุทธศาสนา ไม่เคยสร้างแบบแผนแนวทางเพื่อให้คนอยู่ในแบบเดียวกัน ไม่เคยปั้มคนเป็นเหมือนๆ กันแบบปลากระป๋องที่ออกจากโรงงานก็หาไม่ พระพุทธเจ้าทรงให้พระธรรม และพระวินัยไว้ ใครทำได้ ก็ได้ไปแก่ตัวเขาเอง ใครทำยังไม่ได้ ก็เรื่องของเขา ไม่ได้มีการบังคับ ครอบงำ หรือบงการให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้เลย แต่ปัจจุบัน เราติดนิสัยการบงการคนอื่นกันมาก วิสัยมารที่ชอบบงการคนอื่นนั้น ไม่ใช่วิสัยของสาวกพระพุทธเจ้า เช่น ท่านผู้บวชได้ ๒ พรรษา เริ่มบงการท่านผู้บวชได้ ๑ พรรษา ให้ทำนั่นทำนี่ จริงๆ ไม่ต้องเลย ถ้าเขาไม่รู้ เขาถาม เราบอกได้ แต่เราก็ไม่ต้องไปจัดแจง ไปสั่งการ ไปบงการอะไรใคร เพราะเราไม่รู้ได้ว่าใครมีธรรมอยู่ในตนเท่าใดบ้าง ไปยุ่งกับเขา เราเองก็ต้องมีกรรม เอาตัวเรารอดพ้นกรรมใหม่ก่อน แล้วค่อยว่ากัน ไม่ควรยุ่งกับเรื่องคนอื่น โดยที่เราเองก็ยังไม่หลุดพ้น หรือยังไม่รู้แน่ชัดว่าเขาอาจมีธรรมอยู่ในตนเท่าไร เดี๋ยวนี้ มีสิ่งสมมุติให้หลงมากเช่น พรรษามากกว่า, นักธรรม, ได้ยศมากกว่า, ได้ตาลปัตร ฯลฯ ของแบบนี้ ชวนให้หลงทางมาก นำมาแต่กรรมทั้งสิ้น     

อนึ่ง ลักษณะของพระพุทธศาสนาแบบดั้งเดิมนั้น มีรายละเอียดมาก ไม่ขอกล่าวแยะย่อยมากไป จะทำให้สับสนและรบกวนปัญญาเปล่าๆ เอาเป็นว่าไม่มีอะไรมาก เรียบง่าย ไม่ติดดี ไม่ติดเลว และไม่นิยมเข้าคลุกคลีกับคนมากมาย ในสมัยโบราณยังพบเห็นกันบ้าง เช่น เห็นพระธุดงค์มาปักกลด ปฏิบัติเรียบง่าย เงียบ ไม่มีอะไรหวือหวา แล้วท่านก็ผ่านไป โดยที่ไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครคิดว่าคือพระแท้แบบพุทธศาสนาดั้งเดิมเลย อย่างนี้มีเหมือนกัน พระแท้ไม่ดัง ไม่มีทางดังเลย เพราะไม่ใช่พระทางโลก พระดังคือพระที่เข้าหาทางโลกแล้ว ทางโลกเขาปั้นแต่งแล้ว ทางโลกจับตัวได้แล้ว ไม่หลุดพ้นจากทางโลกแล้ว ดังนี้ จึงดัง ดังนั้น พระแท้ๆ ตามแบบพระพุทธศาสนาดั้งเดิม จะไม่มีทางดัง แต่พระที่ได้ฤทธิ์เดช ได้อรหันต์ แล้วหันกลับเข้าหาทางโลก อันนี้ ดังได้ แต่ก็นับว่าเป็นพระแท้ได้เหมือนกันแต่ไม่ใช่แบบพระพุทธศาสนาดั้งเดิมแท้ เป็นแท้แบบใหม่ แท้แบบมหายาน คือ พระที่เน้นโปรดสัตว์ให้หลุดพ้นไปก่อนตน อันนี้ พอมีได้ เห็นได้ ในปัจจุบันมากมาย

ที่กล่าวมานี้ ไม่ได้ต้องการให้เรารู้สึกดีหรือร้ายต่อพระแท้พระไม่แท้ หรือพระมหายานหรือพระเถรตรงไม่มีนิกายแต่อย่างใดเลย เขียนเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่กระจ่างเท่านั้น จะได้ไม่หลง ไม่สับสน จนเข้าใจผิดเอาว่าแบบนั้นเป็นของแท้แล้ว แบบนั้นถูกต้องแล้ว จึงต้องเขียนอธิบายไว้ ถ้าอยากพบเห็นของแท้แบบดั้งเดิมก็ต้องปฏิบัติตัวเองให้ถึงระดับ ถึงระดับได้เมื่อใด ท่านมาปรากฏเอง ไม่แตกต่างจากสมัยที่พระพุทธเจ้ายังอยู่เลย ท่านมาของท่านเอง มาจากไหนไม่มีใครทราบได้ ขอให้เราปฏิบัติให้ถึง สะเทือนถึงท่านให้ได้เท่านั้น ท่านย่อมมาได้ แต่ถ้าเราปฏิบัติไม่ถึง ไม่สะเทือนถึงท่าน ท่านก็ไม่มาหาเรา ท่านก็ปลีกวิเวกอยู่ของท่านไป รับรองได้ว่าภายในห้าพันปีนี้ ยังมีพระอรหันต์แท้ๆ แบบดั้งเดิมเหลืออยู่แน่นอน แต่ไม่มาก รอต่อสายธรรมให้ท่านที่ปฏิบัติถึงจริงอยู่ แต่แม้เราไม่ได้เจอของแท้แบบดั้งเดิมก็ไม่เป็นไร เลือกเอาตามความพอดีของตัว ปฏิบัติไปก่อน เท่าที่ทำได้ แต่อย่าหลง อย่ายึด อย่าเกาะจนแกะไม่ออก ต้องพร้อมเสมอที่จะพัฒนาตนไปเรื่อยๆ อย่าให้คุณงามความดีของสิ่งที่มีอยู่ปัจจุบันกลายเป็นสังโยชน์ กลายเป็นมาลัยร้อยรัดจนไม่อาจหลุดได้ จริงอยู่ มันดี มันสวยงาม มันน่าศรัทธา แต่อย่าไปหลงมันมาก  

วิธีเผยแพร่ธรรมโดยไม่ให้เกิดลัทธิ นิกายใหม่ๆ

๑)    การไม่บัญญัติอะไรใหม่ เช่น กฎระเบียบใหม่ๆ ของสถานธรรม

๒)    การไม่ลดทอนของเก่า เช่น การตกลงกันผ่อนปรนศีลให้ลดลง

๓)    การไม่เอาของเก่ามาบงการใคร แม้ว่าจะเป็นเรื่องธรรมวินัยก็ตาม

๔)   การปล่อยทุกอย่างตามธรรมชาติ ไม่ต้องไปรบกวนธรรมชาติ

๕)   การทำหน้าที่ของตนไปให้หมดๆ ไป ไม่ต้องไปบงการชีวิตใคร

๖)    การไม่ทำให้เกิดความแตกต่างในฐานันดรใดๆ ของผู้ปฏิบัติธรรม

๗)   การไม่สั่งใช้ ไม่ชี้ใช้ ไม่บงการ ไม่สั่งการ ไม่ห้าม ให้ใครกระทำ

๘)   การเป็นเพียงผู้บอก ไม่ใช่ผู้สอน บอกแล้วก็แล้วแต่ผู้ได้ยิน ได้ไม่ได้ก็ช่าง

๙)    การระลึกไว้เสมอว่า ใครทำดีเขาก็ได้ดีเอง ทำชั่วได้ชั่วเอง เราไม่กำหนด

๑๐)     การบ่งบอกไว้ให้ชัดว่าถ้าเราไม่นิพพาน ก็ต้องชัดว่าเรายังไม่นิพพาน

๑๑)     การไม่เอานิพพานเป็นเครื่องหลอกล่อคน โดยไม่อาจรับรองผลได้จริง

๑๒)     การไม่เน้นเอาอะไรมาผูกมัดคนทั้งหลาย ไม่ต้องสนใจว่าเขาจะชอบหรือไม่

๑๓)     การไม่จี้จุดอ่อน จุดด้อยของคน ให้เขายอมก้มจำนนเป็นทาสเราตลอดไป

๑๔)    การเน้นปลดปล่อยให้อิสระแก่ผู้เข้ามาศึกษา ไม่ต้องไปก่อกรรมกับเขาต่อ

๑๕)    การแค่บอก บอกลอยๆ ไม่ได้รับรอง ไม่ได้ยืนยันแล้วแต่เขาศรัทธา ก็ทำเอง

๑๖)     การไม่ให้ฐานันดรใหม่ๆ แก่ใคร เช่น ศิษย์ชั้นพิเศษ, ศิษย์ชั้นรอง, ศิษย์ชั้นต่ำ

๑๗)    การไม่สร้างความแตกต่างแก่ผู้รับธรรม ด้วยเงื่อนไขใดๆ เพื่อหวังควบคุมเขา

๑๘)    การไม่บังคับ ไม่ต้องไปพยายามให้เขา ทำหรือมาทำอะไร เช่น ขู่เพื่อให้กินเจ

๑๙)     การเอาพระธรรมวินัยมาปฏิบัติแล้วแต่ได้มากได้น้อย โดยไม่บังคับให้ต้องได้

๒๐)     การปล่อยให้เขารู้ด้วยตัวเอง มีธรรมในตัวเองไม่ต้องมาขอธรรมเราตลอด

ธรรมปฏิเวธ เรื่อง กลับสู่ความเป็นไทและศาสนาพุทธแบบไม่มีนิกายกันเถอะ

อิทธิพลขอมเรืองอำนาจมากมายได้ในประเทศไทย ก่อนที่จะเกิดอาณาจักรสุโขทัย ด้วยศาสนาพราหมณ์ฮินดูปูรากฐาน ทำให้ขอมเรืองอำนาจมาก ต่อมา เมื่อราชวงศ์สุโขทัยปลดอำนาจของขอมได้ แม้อำนาจทางการเมืองการปกครองจะยึดมาได้แล้ว แต่อำนาจทางศาสนายังไม่อาจยึดครองได้ พ่อขุนรามฯ จึงได้เอาพระพุทธศาสนามาแทนที่ศาสนาพราหมณ์ฮินดู ปลดอิทธิพลขอมให้หมดสิ้นลงไป คาดไม่ถึงว่าความรุ่งเรืองของพุทธศาสนาในเมืองสุโขทัย จะกลายเป็นเหตุให้อิทธิพลทางการเมืองของพ่อขุนรามฯ แพร่ขยายจนสามารถครองใจคนได้มากมาย กินพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล ทั้งส่วนพม่า, กัมพูชา, และมลายูด้วย อิทธิพลของศาสนานั้นมากเสียยิ่งกว่าอำนาจทางการทหาร เพราะจากประวัติศาสตร์นั้น พ่อขุนรามฯ รบกับขุนสามชน เพียงครั้งเดียว หลังจากนั้น ก็ใช้ยุทธวิธีการครองใจคนก่อน แล้วรวบอำนาจด้วยการเมืองทั้งหมด เช่น ครั้งที่มะกะโท ได้ใช้อำนาจยึดครองหัวเมืองมอญแล้ว พ่อขุนรามฯ ก็แต่งตั้งขึ้นเป็น “พระเจ้าฟ้ารั่ว” เพราะเหตุว่ามะกะโท ได้ลักพาลูกสาวของท่านไปเป็นภรรยา เมืองมอญของมะกะโท จึงตกเป็นหัวเมืองขึ้น เป็นเมืองลูกเขยของพ่อขุนรามฯ ไปโดยปริยาย มะกะโทเป็นคนกตัญญู ไม่อาจรบกับพ่อตาได้ เมืองมอญจึงตกเป็นเมืองขึ้นของสุโขทัยโดยไม่ต้องรบ

นี่กำลังบอกอะไรท่านผู้อ่านหรือ โลกเราทุกวันนี้ มีอาวุธร้ายแรงมากมาย อาวุธพวกนั้น เพียงยิงลงมาที่กรุงเทพฯ อำนาจเก่าก็สิ้นลงแล้ว แต่พวกเขาจะไม่มีทางครองใจคนไทยได้เลย ถ้าไม่มีคุณงามความดี หรือความน่าเชื่อถือศรัทธาใดที่มากพอที่จะครองใจคนได้ และได้กล่าวถึงอิทธิพลของศาสนาและความเชื่อ ซึ่งรวบอำนาจได้มากกว่าอิทธิพลทางการทหารเสียอีก ดังนั้น เขาจึงต้องเผยแพร่ความเชื่อทางศาสนาเข้ามาหยั่งเชิงดูก่อน

ปัจจุบัน ประเทศไทย ถูกอิทธิพลทางศาสนาแพร่ขยายเข้ามาโดยไม่รู้ตัว เมื่อเรารู้ตัว เราก็พบว่าเราเสียความเป็นดั้งเดิมของเราไปหมดเสียแล้ว การแพร่ขยายอำนาจการเมือง ของประเทศยักษ์ใหญ่ ผ่านทางลัทธิความเชื่อและศาสนาเป็นเครื่องนำปูทางก่อน ถ้าเรายอมรับศาสนาเขา ยอมรับผู้นำศาสนาที่เขาแต่งตั้ง ยอมจำนนโดยดีไม่มีต่อต้านเมื่อใด เมื่อนั้น เขาก็พร้อมที่จะเอาเครื่องทำแผ่นดินไหว มาทำให้กรุงเทพฯ ล่มสลายทันที ล้างบางขั้วอำนาจเก่า แล้วยกผู้นำศาสนาคนใหม่ ครองใจคนไทยแล้วบงการชักใยเบื้องหลังได้แบบเบ็ดเสร็จ เท่านี้เอง ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่เราต้อง “รบ” แต่ไม่ใช่โดยการทหาร แต่เป็นการ “รบทางปัญญา” คือ ไม่ยอมรับลัทธิหรือศาสนาที่มีอิทธิพลทางการเมืองหนุนหลัง เพราะสิ่งเหล่านี้ จะนำภัยมาให้แก่เราในภายหลัง เมื่อใดเรายอมรับเมื่อนั้นเขาพร้อมที่จะล่มกรุงเทพฯ ล้างบางขั้วอำนาจเก่าโดยพลัน เราต้องมีจุดยืนทางศาสนาของเราเอง ที่ไม่ไปเห่อของนอก โดยเฉพาะนิกายมหายานที่แพร่มาจากจีน และส่งผลต่อความเชื่อของพระดังๆ ในประเทศเรามากมาย ต่างกลายสภาพเป็นมหายานกันหมดแล้ว ซึ่งพระดังๆ จะกลายเป็นตัวหมากทางการเมืองของชาวต่างชาติได้ในอนาคตโดยไม่รู้ตัวเลย

เราสามารถปฏิบัติเพื่อโพธิสัตว์ หรือพุทธภูมิ คือ ยังไม่เอานิพพาน เพราะต้องการช่วยคนอื่นไปก่อนก็ได้ โดยที่เราไม่จำเป็นต้องเป็นนิกายมหายาน เราสามารถปฏิบัติแบบดั้งเดิม คือ ไม่มีนิกาย ไม่มีอำนาจทางการเมืองแทรกแซง หรือหนุนหลัง (ไม่ว่าจะทราบหรือไม่ทราบ เจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม) ได้ ซึ่งเป็นแนวทางพระพุทธศาสนาดั้งเดิมแท้ ที่ไม่มีนิกาย และสิ่งนี้เอง จะรักษาเอกราชของไทยไว้ได้ในยามที่โลกเข้าสู่สงครามน้ำแข็งอันเย็นยะเยือกอย่างนี้ อนึ่ง ผู้เขียนไม่ได้ต่อต้านลัทธิ นิกายใดๆ และนิยมความหลากหลายทางความคิด เพียงแต่เสนอแนวทางซึ่งได้ศึกษามาพอสมควรแล้วว่าเป็นแนวทางเดิมแท้ และไม่มีอำนาจทางการเมืองแทรกแซงหรือบงการเท่านั้นไม่อาจบังคับ, ห้ามปราม, หรือ ส่งเสริมอะไรใครได้ อนึ่ง ผู้เขียนขอจบงานเขียนทั้งหมดเพียงเท่านี้ และไม่อาจทราบได้ว่าจะมีชีวิตอยู่อีกนานเท่าใด ที่เหลือก็แล้วแต่ธรรมชาติจะดำเนินไปของมันเองเถิด

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น