รวมบทความมหาธรรม การบำเพ็ญบารมีและฝึกจิตแบบโพธิสัตว์
มหาธรรม เรื่อง การยึดมั่นความเป็นอิสระกับความหลุดพ้นเป็นอิสระต่างกันไฉน?
การยึดมั่นความเป็นอิสระ และคิดหลงเอาว่าความเป็นอิสระคือทางหลุดพ้นทุกข์นั้น เป็นมิจฉาทิฐิ ไม่ได้ทำให้หลุดพ้นจริง การอยากหรือการยึดอิสระ ไม่ได้ทำให้เราได้หลุดพ้นเป็นอิสระแท้จริงได้ เราจะหลุดพ้นเป็นอิสระแท้จริงได้นั้น บางครั้ง เราอาจต้องยอมเสียอิสรภาพด้วยซ้ำไป เพื่อให้กรรมที่เรามีอยู่ได้รับการชำระชดใช้ไป จนหมดแล้ว ก็พร้อมที่จะได้หลุดพ้นเป็นอิสระแท้จริง แต่การทำสงครามกอบกู้อิสรภาพนั้น ไม่ใช่ทางหลุดพ้นเป็นอิสระจริง เพราะเป็นอิสรภาพที่ได้มากจากการก่อกรรม แม้ว่าช่วยกอบกู้ประเทศที่มีพระพุทธศาสนาอยู่ ทำให้ได้บุญมาก ก็จะกลายเป็น “มาร” ไป การได้อิสระที่แท้จริง ไม่ได้มาจากการก่อกรรม ไม่ได้มาจากการทำสงครามกอบกู้อิสรภาพ ไม่ได้มาจากการฆ่าใคร แต่มาจากตัวเราเอง ที่ชำระสะสางตัวเอง ยอมรับกรรมต่างๆ ไปจนเบาบาง จนเกิดทุกข์มาก และจิตตรงสู่การหาสาเหตุแห่งทุกข์ และนำไปสู่ภาวการณ์หลุดพ้นทุกข์นั้นเอง โดยบังเอิญ ก็จะเข้าใจถึงมรรควิธีถึงการหลุดพ้นทุกข์ ที่ค้นพบโดยบังเอิญ ไม่ได้กำหนดหรือรู้มาก่อน แต่จิตเข้าถึงเองตามธรรมชาติ ดังนี้ จึงเข้าใจถึงทางตรงนิพพานหรือมรรค
การได้รับอิสรเสรีโดยบุญ เช่น การได้เกิดในประเทศที่มีประชาธิปไตยนั้น ไม่ใช่ทางหลุดพ้นทุกข์ แต่เป็นเพียง “ผลบุญ” ที่เราจะได้เสวยในรูปความมีอิสรภาพเท่านั้น เมื่อผลบุญหมด เราก็สูญสิ้นความมีอิสรภาพไป ดังนี้ ความมีอิสรภาพก็ไม่เที่ยง ดับได้เมื่อถึงวาระ แต่ความหลุดพ้นนั้น ไม่ใช่ผลบุญ ไม่ได้เกิดเพราะผลบุญ ไม่เนื่องด้วยเหตุ ไม่มีบุญเป็นสาเหตุให้ได้เสวยสุขในความมีอิสรเสรีภาพนั้น ความหลุดพ้นเพราะไม่มีเหตุ จึงไม่มีภาวะดับลงตามเหตุที่ดับลงนั้นแต่เป็นภาวะดับสิ้น ดับสูญ ดับหมด ดับรอบ ดับไม่เหลือเลยจึงไม่มีอะไรเหลือให้เกิดดับได้อีก คือ ไม่เกิด ไม่ดับอีก เพราะไม่เหลือ ไม่เนื่องด้วยเหตุใดอีก เพราะเราไม่ได้ก่อกรรม ไม่ได้ต่อบุญแต่บุญก็หมด กรรมก็หมด ชำระหมด ชดใช้หมด ไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ว ก็ไม่เหลือกรรมให้เกิด ก็อิสระหลุดพ้นไปจากกรรม เพราะกรรมหมดไปเอง เรารับกรรม ชำระจนหมดไปเอง เท่านั้นเอง เราไม่ได้ก่อกรรมเพื่อให้ได้มาซึ่งอิสรภาพ และเราไม่ได้ก่อบุญเพื่อให้ได้มาซึ่งอิสรภาพ แต่เรายอมรับกรรม ยอมชำระกรรมให้หมดสิ้นไป เมื่อยอมรับกรรมจนกรรมหมดแล้วความมีอิสรภาพที่แท้จริงจึงเกิดขึ้นด้วยการไม่กระทำ ไม่ได้สร้าง ไม่ได้รักษา ไม่ได้ทำลายล้าง ไม่ได้ทำอะไรเลย ปล่อยวางให้ดับไปเอง สิ่งต่างๆ แม้ความไม่มีอิสรภาพนั้น เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็ดับลงไปเอง
การยึดมั่นความเป็นอิสระ ทำให้นำไปสู่การก่อกรรมไม่ว่าจะเป็นกรรมดีหรือกรรมเลวก็ช่าง เพื่อจะได้เสวยบุญในรูปของความมีอิสรภาพนั่นเอง ส่วนการหลุดพ้นเป็นอิสระนั้น ไม่ได้เริ่มต้นด้วยการอยากได้อิสรภาพ หรือการยึดมั่นถือมั่นว่าอิสรภาพเป็นของดีแต่อย่างใด แต่เริ่มจากการปล่อยวางทุกๆ สิ่ง ยอมรับกรรม เพื่อชำระชดใช้ให้หมดไป จนกรรมที่ทำให้เราขาดอิสรภาพนั้น ดับลงเอง หมดลงไปเอง ไม่เหลืออีก ดับรอบสูญหมดเอง ดังนี้ เมื่อความไม่มีอิสรภาพดับลงแล้ว ความมีอิสรภาพก็เกิดขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนไม่จีรัง ไม่เที่ยง ไม่ใช่ความหลุดพ้นที่แท้จริง แต่ความหลุดพ้นที่แท้จริงอยู่ที่ใจเราปล่อยวางได้แม้กระทั่งความมีอิสรภาพต่างหาก เพราะแม้แต่พระอรหันต์ในอดีต ก็ต้องยอมที่จะให้พระพุทธเจ้านำพาไป แต่ใจท่านเป็นอิสระ เพราะกรรมยังชำระไม่หมด ก็ยอมปล่อยให้ถูกนำพาไป เมื่อหมดกรรมแล้ว ก็เป็นอิสระแท้จริง ซึ่งอันนี้เป็นแค่เศษกรรมเท่านั้น
อิสรภาพในความหมายของประชาธิปไตยนั้น ไม่ใช่อิสรภาพที่แท้จริง เพราะเนื่องด้วยเหตุต้นและผลกรรม เมื่อเหตุต้นหรือผลกรรมเข้ากระทบ ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น อิสรภาพก็เข้าสู่ภาวะอนิจจัง คือ มีเกิดและดับลงไปตามวาระ เช่น บางช่วงประเทศก็มีอิสรภาพเป็นของตนเอง บางช่วงประเทศก็อาจตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศอื่น สิ่งนี้ ไม่มีสาระให้ยึดมั่นถือมั่นอะไร เป็นไปตามบุญกรรม เกิดดับตามวาระ ไม่จีรัง ไม่ใช่ของที่น่ากลัว น่ารังเกียจ หรือต้องต่อต้านทำลายแต่อย่างใด ปล่อยไปตามธรรมชาติ ปล่อยไปตามกรรม เท่านั้นเอง มันก็จะเกิดขึ้นแล้วดับไปของมันเอง ไม่มีสาระให้ยึดถือเลย
มหาธรรม เรื่อง จุดดำในดวงจิตของการบำเพ็ญบารมีแบบศรีอาริยเมตตรัย
การบำเพ็ญบารมีจะใช้การบำเพ็ญบารมีของผู้ที่ทำได้ดีมาก่อน เป็นแบบอย่างแนวทาง เช่น การบำเพ็ญบารมีของพระพุทธเจ้า ก็มีแบบอย่างมาจากการบำเพ็ญบารมีของพระ พุทธเจ้าองค์ปฐม จากนั้นองค์อื่นๆ ก็บำเพ็ญบารมีตามๆ กันมา แม้แต่พระพรหม พระศิวะ ฯลฯ ที่เป็นองค์ปฐม ก็เป็นองค์ต้นแบบของจิตวิญญาณดวงอื่นๆ ที่บำเพ็ญบารมีตามๆ กันมา ใครที่บำเพ็ญบารมีตามใครมา ทำได้ถึงระดับ ก็จะได้บารมีคล้ายกับท่าน แต่จะไม่เท่าองค์ปฐม มีศักดิ์ศรี มีฐานะ เสวยบุญบารมีใกล้เคียงกับท่าน ลดหลั่นกันไปตามกำลังที่ตนบำเพ็ญมา เรียกองค์ที่บำเพ็ญบารมีตามๆ กันมานี้ว่าองค์แทน ในบทความฉบับนี้จะกล่าว ถึงการบำเพ็ญบารมีตามองค์ศรีอาริยเมตตรัย ซึ่งมีความแตกต่างจากองค์อื่นๆ ดังต่อไปนี้
หลวงปู่ดู่ได้กล่าวไว้ว่าจิตของพระศรีอาริยเมตตรัยยังมีจุดดำอยู่ ขอขยายความอย่างนี้ว่าพระโพธิสัตว์ทุกองค์ที่ยังไม่เข้านิพพาน ล้วนต้องมีกิเลสเหลือไว้บางส่วน ทำให้มีจิตส่วนดำได้ เพื่อให้เวียนว่ายตายเกิดต่อไปได้อีก ไม่นิพพานก่อนนั่นเอง สำหรับพระโพธิสัตว์องค์ใดที่จิตใสมากๆ บริสุทธิ์มากๆ ใกล้นิพพานมากๆ แต่จะอาศัยกิเลสภายนอกมาดึงไว้ ก็จะดึงพลังดำ หรือกิเลสต่างๆ เข้ามาในส่วนภายนอก คือ ส่วนกายทิพย์ ทำให้กายทิพย์ที่ใสหรือขาวผ่อง กลายเป็นกายทิพย์หมองหรือดำได้ เช่น พระอวโลกิเตศวร ซึ่งมีชาติหนึ่ง ภาคหนึ่ง ลงไปเกิดเป็นพระกาลี ก็มีกายทิพย์ภายนอกหมองดำได้ด้วยพลังพระกาลี ซึ่งจะครอบทับอีกทีหนึ่ง เมื่อเพ่งด้วยตาทิพย์ก็จะเห็นกายทิพย์ดำเหมือนคลุมเสื้อคลุมดำ แต่เมื่อเพ่งลึกเข้าไปอีกชั้นจะเห็นเป็นห่มขาว ทำให้เกิดความสงสัยว่าทำไมซ้อนกันอย่างนั้น ก็ขอให้เข้าใจว่าเป็นลักษณะหนึ่งของผู้ที่มีจิตใสมาก แต่ยังไม่ถึงวาระนิพพานนั่นเอง ผลจากลักษณะแบบนี้ ทำให้เป็นคนที่เปลือกนอกดูมีกิเลส มีความโกรธ, มีกาม มีความโลภได้ชัดเจนและดูไม่น่านับถือแต่ภายในจิตจริงๆ ใสมากการแสดงออกจึงเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่มีเสแสร้งหรือปิดบังอำพราง ในพระโพธิสัตว์อีกประเภท จะมีกายทิพย์ขาวหรือผ่องใส แต่ “จิตใจข้างในดำ” คือ เก็บกดเอาความดำหมอง กิเลส ความโกรธไว้ภายในจิตใต้สำนึกส่วนลึก แบบนี้ ภายนอกเปลือกนอกดูดี ดูงาม ดูน่าศรัทธานับถือมาก แต่เบื้องลึกเป็นคนใจดำ มีความโกรธแค้น คิดเล่นงานหรือจัดการผู้อื่น ไม่ยอมปล่อย ไม่ยอมลดละ ที่เรียกว่า “จุดดำในดวงจิต” ที่หลวงปู่ดู่กล่าวถึงนั่นเอง ซึ่งจุดดำนี้ มีทั้งนั้นในผู้ที่บำเพ็ญบารมีแบบศรีอาริยเมตตรัย ใครที่ได้กายทิพย์เมตตรัยแล้ว จะได้จุดดำในดวงจิตไปด้วย มากน้อยแตกต่างกันไป ถ้าเขาเวียนว่ายตายเกิดมาบำเพ็ญแบบเมตตรัยซ้ำๆ หลายชาติ บารมีคงที่ดี ก็จะมีจิตใสขึ้นเรื่อยๆ จุดดำค่อยๆ จางหายไปมากขึ้นเรื่อยๆ ได้
ในการบำเพ็ญบารมีตามรอยพระศรีอาริยเมตตรัย แล้วได้กายทิพย์เมตตรัยเป็นครั้งแรกนั้น จุดดำในดวงจิตจะมาก ปกติ มักถูกจองเจา ถูกกักขังและทรมาน และต้องยอมจำนน อดทนอย่างยิ่งยวดเพื่อรอเวลาได้รับการปลดปล่อย ผลจากการอดทนนั้น ทำให้ได้ขันติบารมี พร้อมกับ “เก็บกดพลังดำ” ไว้ใต้จิตสำนึกบางส่วนด้วย มากน้อยไม่เท่ากัน คนที่ได้แรกๆ จะดำมากหน่อย คนที่ได้บ่อยๆ หลายๆ ชาติ จุดดำจะเบาบางไปเองตามบารมี อนึ่ง การบำเพ็ญบารมีแบบศรีอาริยเมตตรัยนี้ เข้าถึงได้ด้วยบารมีสองตัวสำคัญคือ ขันติบารมี และวิริยะบารมี ช่วงที่ได้จะมีความทุกข์ทรมานใจ ความเจ็บปวดใจ เก็บกดซ่อนไว้ ส่วนหนึ่ง เช่น ในการบริจาคลูกเมีย เห็นลูกอาจถูกศัตรูฆ่าต่อหน้าเข้า ก็อาจแสร้งทำเป็นหัวเราะ แต่ในใจเก็บกดความแค้นไว้ อย่างนี้ ก็เข้าถึงบารมีแบบเมตตรัยได้ คือ อดทนที่จะไม่แสดงความทุกข์หรือความเสียใจให้ศัตรูเห็น ยอมสละลูกให้ลูกตายต่อหน้าตนเองได้ อันนี้ เข้าถึงบารมีศรีอาริยเมตตรัยได้ แต่การเก็บกดช่วงนั้นเองที่ส่งผลให้พลังดำหรือพลังความแค้นถูกฝังลึกลงไปในจิตใต้สำนึก หลวงปู่ดู่ถึงได้กล่าวไว้ว่าจุดดำในดวงจิตยังมีอยู่ เพื่อเตือนให้ท่านที่บำเพ็ญบารมีแบบเมตตรัยนี้ ได้ชำระจุดดำในดวงจิตนี้นั่นเอง
จุดดำนี้ เป็นจุดดำแห่งความโกรธแค้น ทำให้มีลักษณะจิตคล้ายมาร และสามารถสื่อจิตกับมารได้ เข้าใจแผนการของมารได้ ทำให้เป็นศัตรูกับมารและปราบมารได้นั่นเอง
มหาธรรม เรื่อง การบำเพ็ญบารมีและการทำกิจด้วยองค์แทน
การบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์มีหลายแบบ ถ้าพระโพธิสัตว์องค์ใดบำเพ็ญบารมีเป็นแบบอย่างที่ดีไว้ พระโพธิสัตว์องค์อื่นๆ ก็จะเจริญรอยตาม เนื่องจากการเวียนว่ายตายเกิดมาหลายชาติ และต้องทำกิจ ต้องบำเพ็ญบารมีแตกต่างกัน การเจริญตามรอยพระโพธิสัตว์องค์อื่นๆ จึงทำให้ปลอดภัยไม่หลงออกนอกทาง เช่น การบำเพ็ญเนกขัมบารมี และปัญญาบารมี พระโพธิสัตว์ทั้งหลายมักจะบำเพ็ญตามพระมัญชุศรี เป็นองค์ต้นแบบ ในการบำเพ็ญวิริยะและขันติบารมี พระโพธิสัตว์ทั้งหลายมักจะบำเพ็ญตามพระศรีอาริยเมตตรัย เป็นองค์ต้นแบบ เป็นต้น ในการบำเพ็ญตามแบบพระโพธิสัตว์องค์ใด จะได้บุญบารมีตามแบบท่าน ส่งผลให้มีกายทิพย์แบบท่านด้วย เช่น ถ้าพระศรีอาริยเมตตรัยลงมาบำเพ็ญบารมีด้วยการเกิดใหม่ แล้วบำเพ็ญตามองค์มัญชุศรี กายทิพย์เก่าท่านจะสลายก่อนเกิด เมื่อบำเพ็ญบารมีได้แล้ว จะกลายเป็นกายทิพย์มัญชุศรีแทน เพื่อเก็ญบารมีทั้งสิบประการให้เต็มทุกส่วน จำต้องทำแบบนี้ อันส่งผลให้เมื่อท่านกลับสู่สวรรค์ กายทิพย์ท่านเปลี่ยนไป และไม่สามารถทำกิจเดิมได้อีก เมื่อทำกิจเดิมไม่ได้ ตำแหน่งหน้าที่เดิม บนสวรรค์ก็เปลี่ยน เมื่อมีที่ว่างแล้ว เทพเทวดาองค์อื่นที่บำเพ็ญบารมีตามหลังท่านมา มีบุญบารมีแบบเดียวกับท่าน ก็สามารถรับช่วงทำหน้าที่แทนต่อไปได้ เรียกองค์แรกที่เป็นองค์ต้นแบบว่า “องค์ปฐม” เช่น องค์ปฐมศรีอาริยเมตตรัย และเรียกองค์ที่บำเพ็ญบารมีตาม จนได้บารมีมารับหน้าที่แทนต่อว่า “องค์แทน” เช่น องค์แทนพระนเรศวร ลำดับที่ห้าสิบ หมายถึง องค์แทนที่ทำหน้าที่แทนองค์นเรศวรที่ไปจุติเพื่อบำเพ็ญบารมีแล้วนั้น มีหลายองค์ องค์นี้ทำหน้าที่แทน อยู่ลำดับที่ห้าสิบ นั่นเอง ดังจะเล่าโดยละเอียดต่อไปนี้
เทพที่สำคัญที่มนุษย์บูชาอยู่ทุกองค์จะมีองค์แทนทั้งสิ้น
เช่น พระสยามเทวาธิราช ที่คนไทยนับถือและบูชา จะมีเทพเทวดาจำนวนมากที่บำเพ็ญบารมีกอบกู้เอกราชของชาติ หรือรักษาความมั่นคงของชาติร่วมกันมา ช่วยกันในการทำหน้าที่นี้ เหมือนเป็น “ตำแหน่ง” เช่น หมอ, ตำรวจ, ทหาร ฯลฯ ฉะนั้น ดังนั้น เทพเทวดาจำนวนมาก ก็ล้วนมีตำแหน่งนี้ ทำงานนี้ได้ แต่องค์ปฐมนั้น คือ องค์แรกที่พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงอัญเชิญในครั้งแรกนั่นเอง ในการทำกิจของเทพเหล่านี้ จะมีเวรสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมา เหมือนเทพนักษัตร แต่ละปีจะมีเวรหมุนเวียนสับเปลี่ยนกันมาดูแลโลกมนุษย์ทั้งสิ้น ๑๒ องค์ หรือ ๑๒ ประเภท นอกจากนี้ จะมีเทพที่ทำหน้าที่คานสมดุลกันเป็นชุดๆ อีกมาก เพื่อทำให้โลกมีความเปลี่ยนแปลงไปตามลำดับอย่างสมดุล และไม่คงที่ ไม่นิจจัง ไม่เที่ยงนั้น เช่น ดาวเทพนพเคราะห์ทั้งเก้า เหล่านี้ จะมีพลังอำนาจและอิทธิพลมากหน่อย ที่ทางโหราศาสตร์ใช้ในการทำนายทายทักดวงคน, ดวงเมือง ฯลฯ นั่นเอง อย่างไรก็ตาม ทุกตำแหน่ง ไม่ได้มีเทวดาองค์เดียว แต่มีหลายองค์ทำหน้าที่ดูแลหมุนเวียนตามเวรไปดังกล่าว องค์ที่บำเพ็ญได้องค์แรกเรียกว่า “องค์ปฐม” ซึ่งจะบำเพ็ญร่วมกันมาเป็นชุดๆ เพื่อคานอำนาจกันให้สมดุล เช่น โป้ยเซียน โดยชุดแรกเมื่อทำหน้าที่เสร็จแล้วจะลงมาเกิดใหม่ เพื่อบำเพ็ญบารมีส่วนอื่นบ้าง ในกลางกึ่งพุทธกาลนี้ ชุดแรกของโป้ยเซียนลงมาแล้ว และจะผลัดเวรให้ชุดต่อไปทำหน้าที่แทน ซึ่งการเกิดขึ้นของโป้ยเซียนชุดต่อๆ ไปจะเกิดได้ต้องมี “ปรมาจารย์” ต้นขั้วก่อนในชุดแรกปรมาจารย์ต้นขั้วคือ ท่านเหล่าจื้อ แต่ท่านจะพักแล้ว ชุดต่อไป เมื่อบำเพ็ญแบบเซียนแล้ว สำเร็จมากกว่าเซียน คือ บารมีมาก ทำให้ได้กายทิพย์เหนือกว่าเซียน คือ ได้ถึงพุทธะ ทีเดียว ถึงเก้าองค์ คือ ปรมาจารย์องค์หนึ่ง และศิษย์อีกแปดองค์ ที่บำเพ็ญด้วยวิธีเซียน รวมเป็นเก้าองค์ แต่ละองค์นั่งประจำที่ดาวเทพนพเคราะห์ เรียกว่า “ดาวเทพนพเคราะห์” ซึ่งสำเร็จเป็นพุทธะแล้ว อนึ่ง อาจารย์ของผู้เขียนรับหน้าที่จากเบื้องบน เพื่อสร้างดาวเทพนักษัตรชุดใหม่ แทนที่ชุดเก่า เช่น เทพนักษัตรปีขาล เดิมเป็นเสือ แต่ท่านจะเปลี่ยนให้เป็นแพะทอง คือ เดิมปีนั้นๆ จะมีลักษณะเหมือนเสือ คือ ซุ่มและล่าเหยื่อ แต่จะกลายเป็นแพะรับบาปแทนผู้อื่น ดังที่มีผู้บริสุทธิ์ได้รับภัยจากแผ่นดินไหว ทำให้เงินไหลเข้าประเทศของเขา เกิดการก่อสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ ทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไป คนอื่นๆ ก็อยู่รอดต่อไปได้ อันนี้คือ ลักษณะของแพะรับบาป ไม่ใช่การล่าเหยื่อแบบเสือดังเก่าก่อน
มหาธรรม เรื่อง การบำเพ็ญบารมีของกลุ่มจิตวิญญาณพระโพธิสัตว์
มนุษย์ไม่เหมือนสัตว์ชนิดใดในสามภพนี้ เพราะได้รับการวางแบบแผนการชำระกรรมในแบบที่แตกต่างจากสัตว์ชนิดอื่นๆ กล่าวคือ สัตว์ชนิดอื่นๆ จะมีแบบแผนการรับกรรมแบบใดแบบหนึ่งเท่านั้น เช่น เทวดา มีแบบแผนในการรับกรรมแบบเทวดาเท่านั้น, ยักษ์อสูร มีแบบแผนในการรับกรรมแบบยักษ์อสูรเท่านั้น, สัตว์เดรัจฉาน เช่น หมา มีแบบแผนการรับกรรมแบบหมา เท่านั้น ยกเว้นมนุษย์ ที่มีแบบแผนการรับวิบากกรรมที่หลากหลายโดยสังขารของมนุษย์จะเป็นที่รวม ที่อาศัยของดวงจิตมากมาย หลายแบบ ดวงจิตแบบใดเข้ามาประสานในกายสังขารมนุษย์ มนุษย์ก็ต้องชำระวิบากกรรมตามแบบนั้นๆ ดังนั้น ในช่วงชีวิตหนึ่งของมนุษย์จึงผกผัน เปลี่ยนแปลงมากมาย เพราะมนุษย์นั้นเป็นสัตว์ประเสริฐ เกิดได้ยาก และอยู่ยอดพีรามิดของสัตว์โลกทุกชนิด กินสัตว์อื่นๆ ได้ทั้งหมด แต่ไม่มีสัตว์ชนิดใดที่ถูกสร้างมาเพื่อให้ล่ามนุษย์กินเป็นอาหาร (นอกจากสัตว์ชนิดนั้น มีความแค้น เป็นเจ้ากรรมนายเวรมนุษย์บางคน ก็อาจฆ่ามนุษย์กินได้) แนวทางนี้ถูกใช้มานานแล้ว ทว่า ก็มีสัตว์เดรัจฉานที่มีกายสังขาร เป็นที่อาศัยร่วมกันของดวงจิตได้มากกว่าหนึ่งดวงเหมือนกัน ที่มีดวงจิตจรมาอาศัยในกายสังขารของสัตว์ได้มากกว่าหนึ่งดวง เช่น ในกรณีที่สัตว์เดรัจฉานชนิดนั้นๆ บำเพ็ญบารมีอย่างยิ่งยวด ดวงจิตดวงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกัน อยู่ในกลุ่มจิตเดียวกัน ก็จะมาอาศัยร่วมบารมีด้วย เช่น สัตว์ที่สละชีพให้คนกิน, สัตว์ที่เป็นพาหนะทรงในการกอบกู้เอกราชชาติไทย ฯลฯ บางครั้ง สัตว์พิเศษเหล่านี้ มีดวงจิตพิเศษบางดวงมาอาศัยในบางขณะด้วย แม้แต่เทพนักษัตร ก็สามารถเข้ามาประสานในกายสังขารของสัตว์เดรัจฉานขณะบำเพ็ญบารมียิ่งยวดได้ อันนี้ เกิดขึ้นได้เฉพาะกรณีที่พิเศษจริงๆ เท่านั้น เพราะสัตว์เดรัจฉานนั้น ปกติ เกิดมารับกรรมต้องเป็นเดรัจฉาน ทำคุณงามความดีไม่ค่อยได้ ไม่เหมือนมนุษย์ที่มีกายสังขารพร้อมสร้างบุญบารมีอย่างเต็มที่ ดังนั้น จิตวิญญาณมากมาย จึงฉลาดพอที่จะประสานเข้าในกายมนุษย์ เลือกกายสังขารมนุษย์ ไม่ได้เลือกกายสังขารของสัตว์อื่นๆ ดังนี้ จิตวิญญาณหนึ่งกลุ่ม จึงไม่ต้องมีกายสังขารเป็นมนุษย์ทั้งหมด เพียงกายสังขารเดียว ก็เป็นที่อาศัยร่วมกันของจิตวิญญาณได้ถึง ๘๙ ดวงจิตวิญญาณแล้ว ใน ๘๙ ดวงจิตวิญญาณนี้ จะมีจิตวิญญาณสองประเภทคือ
๑) จิตวิญญาณดวงหลัก
ปกติจะมีดวงเดียว ยกเว้นบางท่านที่มีบารมีมากจริงๆ สามารถมีจิตวิญญาณหลักได้ถึงสองดวงจิต แต่แบบนี้พบน้อย ปกติแล้วมีจิตวิญญาณหลักดวงเดียวเท่านั้น จิตวิญญาณดวงหลักนี้ จะเป็นดวงที่มีช่วงเวลาอยู่ในกายสังขารนานที่สุด และบำเพ็ญบารมีอยู่มากที่สุด จึงเป็นดวงที่มีบารมีมากที่สุด อุปมาเหมือนดวงอาทิตย์ที่เป็นจุดศูนย์กลางของระบบสุริยจักรวาลฉะนั้น ส่วนจิตดวงอื่นๆ จะมีบารมีน้อยกว่าลงไป อุปมาเหมือนดาวเคราะห์ในระบบสุริยจักรวาลนั่นเอง ปกติ จิตวิญญาณดวงหลักจะเป็นตัวนำจิตดวงอื่นๆ
๒) จิตวิญญาณดวงรองๆ
ปกติ มีจำนวนมาก ถ้าในกายสังขารมีจิตจรเข้าออกทั้งชีวิต ๘๙ ดวง จะเป็นจิตวิญญาณรองไปเสีย ๘๘ ดวง จะมีจิตวิญญาณหลักเพียงดวงเดียวเท่านั้นที่เป็นหลักประจำกายสังขารหนึ่งๆ ที่เรียกว่า “จิตสังขาร” นั่นเอง นอกนั้นเป็นจิตวิญญาณรองๆ ทั้งสิ้น ซึ่งจิตวิญญาณรองๆ นี้ ทำหน้าที่ส่งเสริมและประสานการทำงานของจิตวิญญาณหลัก บางทีจะไปเกิดล่วงหน้า ก่อนที่จิตวิญญาณหลักจะละสังขารก็มี บางทีก็มาเกิดเก็บงานตามหลัง หลังจากจิตวิญญาณดวงหลักบำเพ็ญบารมียิ่งยวดแล้วก็มี ดังนั้น จึงดูคล้ายว่าโพธิสัตว์นั้นเกิดบ่อยมาก เพราะมีดวงจิตมากอย่างนี้เอง จิตดวงใดไปเกิดมีกายสังขารแล้ว จิตดวงอื่นที่อยู่ในโลกทิพย์ก็สามารถเข้าไปอาศัย ไปประสานในกายสังขารนั้นๆ ร่วมกันได้
ในพระลามะทิเบต จะตามหาเด็กที่เกิดใหม่ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ละสังขารแล้วของตน ซึ่งสิ่งนี้เกิดขึ้นได้ โดยจิตวิญญาณหลักของท่านมักพักอยู่เบื้องบนก่อนแต่จิตวิญญาณดวงรองจะเกิดอีก เพื่อทำหน้าที่สืบทอดงานที่คั่งค้างต่อไป นี่คือวิธีบริหารกลุ่มจิตวิญญาณ
มหาธรรม เรื่อง การตามหาจิตวิญญาณที่มาเกิดใหม่ของคนสำคัญ
การตามหาจิตวิญญาณที่มาเกิดใหม่ของคนสำคัญ เช่น ในประเทศทิเบต พระลามะจะตามหาเด็กทารกเกิดใหม่ ที่คาดว่าเป็นร่างใหม่ของอาจารย์ หรือก็คือ อาจารย์ละสังขารแล้วได้ไปเกิดใหม่เป็นใครนั่นเอง ซึ่งสามารถทำได้ พระลามะมีวิธีเฉพาะในการสืบค้น แต่เราสามารถพัฒนาวิธีการของเราเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องทำตามพระลามะ ถ้าเราได้ศึกษาเรื่องจิตวิญญาณและการจุติของดวงจิต เราจะสามารถคาดการณ์และตามหาจิตวิญญาณของคนสำคัญที่มาเกิดใหม่ได้ บทความฉบับนี้ ขออธิบายตามจิตสัมผัสได้ดังนี้
จิตวิญญาณละสังขารแล้วไปไหน?
จิตวิญญาณในกายสังขารคนหนึ่งๆ มีหลายดวง แต่ไม่ได้อยู่ประจำตลอด ดวงจิตที่อยู่ประจำตลอดเรียกว่า “จิตสังขาร” จะอยู่ประจำสังขาร ถ้าจุติจะหมายถึงตายทันที ส่วนจิตวิญญาณดวงอื่นๆ ไม่เรียกว่าจิตสังขาร จะเรียกว่า “จิตวิญญาณ” เฉยๆ ซึ่งจิตวิญญาณเหล่านี้มีมากมาย จรไปมา เข้าออก เป็นช่วงๆ และไม่ได้อยู่ในกายสังขารของเราตลอด จิตวิญญาณบางดวงมาจากสวรรค์ จรเข้ามาเสริมการทำกิจของสังขารนั้นๆ ชั่วคราวแล้วกลับสู่สวรรค์ไป ลักษณะนี้มาในฐานะ “เทพประจำตัว” แต่จิตวิญญาณบางดวง เข้ามาในกายสังขารแล้วจุติออกไปเกิดเลยก็มี แบบนี้ ไม่ใช่เทพประจำตัว แต่มาบำเพ็ญแบบเทพประจำตัว แล้วอาศัยบุญบารมีนั้นเพื่อไปเกิดต่อ บางแบบ ก็มาอาศัยร่วมในกายสังขารของเรา แล้วไปอาศัยกายสังขารคนอื่นต่อก็มี แบบนี้ ไม่ได้ตำแหน่งเทพประจำตัว เพราะไม่ได้ทำกิจตามสวรรค์สั่ง คือ จรหาร่างอาศัยไปเรื่อยๆ เช่น ปอบ, เปรต ฯลฯ ก็เป็นแบบนี้ได้ ดังนั้น กายสังขารของเรา จึงเป็นที่อาศัยชั่วคราวแล้วไปเกิดใหม่ของจิตอย่างน้อยสองประเภท คือ จิตสังขารของเรา ที่จะไปจุติเมื่อสังขารเสื่อมตายไป และจิตวิญญาณที่จรเข้ามาเพื่อไปเกิดต่อไป จิตวิญญาณประเภทหลังนี้ ให้กำเนิดเป็นเด็กทารกคนใหม่ได้ เช่นเดียวกับจิตสังขาร แต่จิตสังขาร เมื่อละสังขารแล้ว มักไม่ได้เกิดทันที แต่จะไปยังภพภูมิอื่นก่อน เช่น นรก หรือสวรรค์ แล้วเสวยบุญในนรกหรือสวรรค์ยาวนานพอควร ก่อนที่จะลงมาเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง ดังนั้น การตามหาเด็กที่เกิดใหม่และคิดว่าเป็นคนสำคัญ ที่ตายแล้วมาเกิดใหม่นั้น จะไม่เป็นการเกิดทันทีที่ตาย คือ ไม่ใช่คนสำคัญตายแล้วไปเกิดเป็นเด็กใหม่ ภายในกี่วันๆ แบบนี้ ไม่ใช่ลักษณะที่จะเป็นไปตามปกติ แต่มีได้ว่าจิตวิญญาณบางดวงที่อยู่ในกายสังขารในฐานะเทพประจำตัว ซึ่งไม่ใช่จิตสังขาร คือ เป็นจิตวิญญาณได้จรจุติออกไปก่อนที่กายสังขารนั้นจะตาย แล้วเกิดใหม่เป็นเด็กทารก จากนั้น จิตสังขารก็ค่อยจุติตามออกไป ภายใน ๗ วัน อธิบายอีกแนวหนึ่งคือ ก่อนที่คนเราจะตายประมาณแปดวัน จะมีจิตวิญญาณเหลืออยู่สองดวงคือ จิตสังขารและจิตวิญญาณ จากนั้น จิตวิญญาณที่ทำหน้าที่เป็นเทพประจำตัว จะจรจุติออกไปก่อน ช่วงนี้ เราจะเหลือจิตดวงเดียว และเหลือเวลาอยู่บนโลกไม่เกิน ๗ วัน ระยะนี้ เจ้ากรรมนายเวรจะรุมเล่นงานเราจนกว่าจะตาย เรียกว่าเป็น “ช่วงเวลาชะตาขาด” ดังนั้น จิตวิญญาณออกไปจุติก่อน อาจเกิดเป็นคนได้ แต่จิตสังขาร หรือจิตหลักนั้น จะตามไปอีก ๗ วัน ซึ่งจิตดวงนี้ มักจะได้บารมีเต็ม จะไม่ได้เกิดเป็นคนในทันที มักไปสู่ภพภูมิอื่นอยู่ก่อน ดังนั้น การหาคนสำคัญที่มาเกิดใหม่ ของเหล่าพระลามะ จะหาจิตวิญญาณดวงที่ละไปก่อน ๗ วันนี้นั่นเอง
สานุศิษย์ที่คุ้นเคยกับพระลามะองค์สำคัญ จะจดจำลักษณะและพฤติกรรมของพระลามะองค์สำคัญได้ดี ก่อนที่พระลามะรูปนั้นจะละสังขารประมาณ ๗ วัน ท่านจะมีญาณหยั่งรู้ล่วงหน้า และแจ้งข่าวการละสังขารแก่ศิษย์ก่อน จากนั้น ให้ศิษย์เตรียมการณ์หาคนแทนตัวเองต่อไป จากนั้น ท่านจะนั่งสมาธิรอเวลาตาย และดับขันธ์จริงๆ แต่ถ้าพระลามะรูปใด ปฏิบัติไม่ถึง จะทำแบบนี้ไม่ได้ ซึ่งหลังๆ พบว่าพระลามะจำนวนมาก พยายามจะทำตามพระลามะรุ่นเก่าๆ แต่ทำไม่สำเร็จกันมาก คือ แจ้งข่าวเตรียมละสังขารแล้ว แต่ก็ไม่ตาย คือ ญาณหยั่งรู้ไม่แม่นยำนั่นเอง สำหรับนักปฏิบัติธรรมท่านอื่นๆ ที่ไม่ใช่พระลามะทิเบตก็สามารถทำแบบนี้ได้เช่นกัน ถ้าปฏิบัติธรรมถึงขั้นจริงๆ บางท่าน บอกได้ถึงขนาดว่า จิตวิญญาณบางดวงตอนนี้ออกจากร่างท่านไปอยู่กับใครทั้งๆ ที่ยังไม่ตายเลยด้วยซ้ำ