รวมบทความมหาธรรม เรื่อง ญาณ และ ชญาณ ต่างกันไฉน?
มหาธรรม เรื่อง การฝึก “ญาณ” กับ “ชญาณ” ต่างกันไฉน?
การฝึกญาณ เป็นการฝึกแบบพุทธและพราหมณ์ ส่วนการฝึก “ชญาณ” เป็นการฝึกแบบเชน ให้ผลเป็น “ความหยั่งรู้” เหมือนกัน แต่ต่างกันที่วิธีการหยั่งรู้ กล่าวคือ การใช้ญาณหยั่งรู้ คือ การฝึกจิตให้รู้ด้วยตนเอง รู้ด้วยจิตของตนเอง เช่น การทำสมาธิ, เข้าฌาน เจริญฌานจนเกิดญาณหยั่งรู้ แต่การฝึก “ชญาณ” นั้น คือ การใช้การรู้ด้วย “วิญญาณ” ไม่ใช่จิต การรู้ด้วยวิญญาณ เช่น การใช้หูทิพย์, ตาทิพย์ ฟังวิญญาณบอกเรื่องราวแก่เรา เช่น วิญญาณเทพ, พรหมต่างๆ ที่ปรากฏ พูดกับเรา ขณะที่เราสื่อสารกันนั้นๆ หรืออาจครอบขันธ์เรา แล้วใช้ร่างเราโดยตรง ซึ่งง่าย และไม่ต้องใช้เวลาฝึกนาน แต่การรู้ด้วยวิญญาณนั้น อาจถูกหลอกได้ เพราะวิญญาณไม่บริสุทธิ์ เป็นเครื่องปรุงแต่งธรรมมาก ในกลุ่มคนทรงที่รู้อะไรได้มากและเร็วนั้น ล้วนรู้จากวิญญาณทั้งสิ้น ไม่ได้รู้ด้วยจิตของตนเอง อาศัยอายตนะสื่อกับวิญญาณ วิญญาณก็บอกเรื่องต่างๆ แทน ซึ่งวิญญาณที่บอกเรื่องราวให้คนทรงนั้น ไม่ใช่จะไม่มีกิเลส หรือหวังสิ่งแลกเปลี่ยน บางครั้ง ก็หลอกเราได้
นี่คือ ข้อแตกต่างของ “ญาณ” และ “ชญาณ” ปัจจุบัน คนไทยได้ “ชญาณ” กันมากมาย แต่ที่ได้ “ญาณ” จริงๆ ยังไม่มากนัก การจะได้ถึง “ญาณ” จริงๆ จะต้องใช้เวลาทุ่มเทฝึกมากกว่า “ชญาณ” ถ้าจิตไม่บริสุทธิ์ “ญาณ” ก็ไม่แจ่มใส อนึ่ง การที่พุทธศาสนาสอนให้พึ่งตนเองนั้น ก็เพื่อไม่ให้เราหลงพึ่งพาวิญญาณต่างๆ ที่บอกข้อมูลแก่เรา ซึ่งเขาอาจหลอกเราก็ได้ อย่าคิดว่าเขาเป็นเทพ, เทวดา, พรหม แล้วจะหลอกเราไม่ได้ เขาอาจไม่ได้โกหกเราตรงๆ แต่เขาทำให้เราหลงเชื่อไปเองได้ เช่น เขาบำเพ็ญบารมีมาได้กายทิพย์เหมือนพระเจ้าตาก แต่เขาไม่ใช่พระเจ้าตากก็ได้ เขามาปรากฏกายให้เราเห็น ถ้าเราเชื่อโดยไม่มีญาณหยั่งรู้ได้ว่าเขาคือองค์จริง หรือองค์แทน ก็แสดงว่าเราไม่สำเร็จ “ญาณ” แต่ได้เพียง “ชญาณ” เท่านั้น คือ มีตาทิพย์, หูทิพย์ สื่อกับวิญญาณได้ ได้ข้อมูลจากวิญญาณที่ปรากฏให้เราเห็น แต่โดนวิญญาณหลอกเอา ไม่ได้หยั่งรู้ด้วยจิตตนเองว่าวิญญาณหลอกอะไรเรา และความจริงคืออะไร อย่างนี้ไม่สำเร็จญาณ สำเร็จแค่ “ชญาณ” ปัจจุบัน พระสงฆ์ที่ปฏิบัติจิตดี เริ่มจะได้ญาณกันมากก็จะมีวิญญาณมาทดสอบ โดยปรากฏกายให้เห็น และหลายท่านมักเชื่อโดยง่าย ไม่ทันใช้จิตรู้ของตนเอง ก็พึ่งพา หรือเชื่อในวิญญาณที่มาบอกเล่าเรื่องราวนั้นๆ ซึ่งหลายเรื่องก็ไม่ได้โกหก บางทีก็ได้ผลจริงมากมาย แต่นี่ไม่ใช่ญาณหยั่งรู้ของเราเอง บางท่านติดอยู่กับการรู้ด้วยวิธีนี้ คือ อาศัยวิญญาณเขามาบอก ไม่ได้พึ่งพาการหยั่งรู้ด้วยจิตตนเอง ก็ไม่อาจหลุดพ้น นิพพานได้
หากเราจะฝึก “ญาณ” อุปมาดังคำกล่าวว่า “ถ้าจะเรียนโหราศาสตร์ให้ฆ่าอาจารย์ทั้งห้า” ความหมายคือ การจะหยั่งรู้ ทำนายทายทักอะไรใครได้ อย่าเชื่อคนอื่น ถ้าเชื่อคนอื่น ก็เป็นโหราจารย์ไม่ได้ ตนเองต้องรู้เอง ไม่ต้องไปเชื่อ ไปฟังใครมาก จะต้องมีญาณหยั่งรู้ด้วยตนเองให้ได้ก่อน ถ้าต้องพึ่งพาอาจารย์ ต้องอ่านตำรา พึ่งคัมภีร์ พึ่งวิญญาณมาบอกอยู่เรื่อยไป ย่อมไม่สำเร็จการฝึกญาณหยั่งรู้ด้วยตนเอง แล้วจึงจะสำเร็จเป็นโหราจารย์ได้อย่างไร อันนี้ พวกเขาเขียนไว้สอนเหล่าวรรณะกษัตริย์ที่สนใจวิชชาพราหมณ์ ปรากฏในปริศนาธรรมของพระเพทราชา ยุคสมัย “อโยธยา” ที่ถามแก่พระสังฆราชในสมัยนั้นๆ
การฝึก “ชญาณ” นั้น ได้ง่ายกว่าเร็วกว่า แต่เราอาจถูกวิญญาณหลอกหรือครอบงำได้ วิญญาณทั้งหลายไม่มีกายสังขาร พวกเขามีกิเลสเหลืออยู่ ล้วนอยากได้กายสังขารของเราไปทำอะไรบางอย่างตามกิเลสของตนทั้งสิ้น ดังนั้น การเชื่อในวิญญาณ ซึ่งปรุงแต่งมากนี้ มักพลาดได้ การพึ่งตนเอง (อัตตาหิ อัตโนนาโถ) ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า จะช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้ เมื่อฝึกอายตนะเจริญดีมากแล้ว มักได้หูทิพย์บ้าง, ตาทิพย์บ้าง, ใจทิพย์บ้างย่อมรู้ได้ถึงข้อมูลต่างๆ ที่ภูตผีวิญญาณบอกเรา ก็ไม่จำเป็นต้องเชื่อทั้งหมดทันที ถ้าเราพิจารณาด้วยจิตรู้ของเราเอง ก็จะเกิด “ญาณ” หยั่งรู้ได้ว่าจริงหรือเท็จ, น่า เชื่อถือได้มากขนาดไหน และรายละเอียดอื่นๆ ที่เขาไม่ได้บอกเราคืออะไรบ้าง ดังนี้ จึงจะพัฒนาจาก “ชญาณ” ไปสู่ “ญาณ” ได้ จนท้ายที่สุด คือสำเร็จ “อาสวขยญาณ”
มหาธรรม เรื่อง การฝึก “ชญาณ” เพื่อการโปรดสัตว์อย่างเร็วลัด
การฝึกชญาณ สำเร็จเร็วกว่าญาณ และช่วยนำไปบำเพ็ญบารมีโปรดสัตว์ได้ ดังต่อไปนี้
ปรัชญาในศาสนาเชน แบ่งออกเป็น ๓ ข้อ คือ ชญาณ, ชีวะอชีวะ, โมกษะ ดังนี้
๑) ชญาน แบ่งออกเป็น ๕ ประการ ดังนี้
๑.๑) มติชญาน ความรู้ทางประสาทสัมผัส
๑.๒) ศรุติชญาน ความรู้เกิดจากการฟัง
๑.๓) อวธิชญาน ความรู้เหตุที่ปรากฏในอดีต
๑.๔) มนปรยายชญาน ชญานกำหนดรู้ใจผู้อื่น
๑.๕) เกวลชญาน ชญานอันสมบูรณ์ซึ่งเกิดขึ้นก่อนบรรลุนิรวาณ
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือผู้บำเพ็ญเชน ถ้าสำเร็จเชนจะสำเร็จ “ชญาณ” ห้าชนิด ในพระพุทธ ศาสนามีญาณมากกว่าห้าชนิดแล้วแต่บุคคลจะบำเพ็ญได้มากน้อยแตกต่างกันแต่ในทางพุทธเน้นสำเร็จญาณ ในเชนสำเร็จ “ชญาณ” คล้ายๆ กัน ต่างกันเล็กน้อย คือ ญาณหยั่งรู้ผ่านอายตนะ เช่น ได้หูทิพย์, ตาทิพย์, ญาณหยั่งรู้จากการฟังผู้อื่น คือ แค่ฟังก็หยั่งรู้ได้เลย ไม่ผิดเพี้ยน, ญาณหยั่งรู้อดีตชาติ, ญาณหยั่งรู้วาระจิต หรืออ่านใจคนได้ และญาณที่สมบูรณ์ก่อนนิพพาน (หรือในศาสนาเช่น ใช้คำว่า “นิรวาณ” นั่นเอง) รวมเป็นห้าญาณ
อนึ่ง การนับให้ว่ามี “ญาณ” หรือ “ชญาณ” นั้นต่างกัน ในทางพุทธ “ความหยั่งรู้” ต้องมาจากจิตรู้แต่ในเชน “ความหยั่งรู้” มาจาก “วิญญาณ” จึงเรียกสภาวะการหยั่งรู้ต่างกันดังนี้ คือ ชญาณ คือ การหยั่งรู้จากวิญญาณ ส่วน ญาณ คือ การหยั่งรู้จากจิต เนื่องจากเชนในตอนนั้นไม่ค้นพบจิต แต่ค้นพบวิญญาณ จึงกล่าวถึงเรื่องวิญญาณ แต่ไม่กล่าวถึงเรื่องจิตนัก แต่วิญญาณนี้ปรุงแต่งและหลอกกันได้ เช่น ในคนทรงอาจมีวิญญาณขันธ์ของเทพ, พรหมมาครอบ ทำให้ตนเองคิดว่าตัวเองเป็นเทพเป็นพรหม แต่นั่นไม่ใช่เรา เราไม่ใช่เขา ผู้เขียนได้เขียนบทความกล่าวถึงว่าการถูกแทรกด้วยจิตวิญญาณนั้น เราถูกแทรกได้ด้วยสี่สาเหตุเช่น เพราะเรามีอดีตชาติเป็นเช่นนั้น จิตวิญญาณดวงเก่าๆ จึงแทรกได้ก็มี, หรือเจ้ากรรมนายเวรมาแทรกเราเพราะวิบากของเราถึงตัวก็มี ฯลฯ ดังนั้น การเชื่อในวิญญาณขันธ์ คือ ได้ตาทิพย์แล้วเพ่งเห็นกายทิพย์ (วิญญาณขันธ์) ในตัวเอง แล้วหลงตัวเองว่าเป็นนั่นเป็นนี่ จึงพลาด และถูกวิญญาณหลอก ครอบงำเราอยู่ต่อไปอย่างนี้ ดังนั้น การหยั่งรู้นี้ จึงยังไม่บริสุทธิ์และไม่น่าเชื่อถือแท้จริง เราเรียกว่า “ชญาณ” ส่วนการรู้ที่บริสุทธิ์น่าเชื่อถือแท้แล้ว จึงเรียกว่า “ญาณ” ซึ่งมีได้ในพระอรหันต์ในพระพุทธศาสนานั่นเอง
ดังนี้ การรู้โดยอาศัยวิญญาณ แต่ไม่ใช่ด้วยจิตรู้ของเราเองนั้น สามารถทำได้ง่ายมาก เช่น ในคนทรง เขารู้อดีตชาติ, ทำนายทายทักคนอื่นได้ อันนี้ ไม่ใช่เพราะจิตรู้ของเขาเลย แต่เพราะวิญญาณขันธ์ที่ครอบสังขารเขาไว้ ทำให้เขารู้ได้นั่นเอง การฝึก “ชญาณ” ก็คือ เทคนิคการหยั่งรู้โดยอาศัยวิญญาณขันธ์เหล่านี้นั่นเอง ซึ่งผู้ฝึกต้องเข้าใจก่อนว่า “ชญาณ” ยังไม่ใช่ “ญาณ” ยังไม่บริสุทธิ์ผุดผ่อง หรือน่าเชื่อถือได้ ๑๐๐% นัก แต่ก็พอนำไปใช้ได้ในบางกรณี ซึ่งการฝึก “ชญาณ” นี้ สำเร็จง่ายและรวดเร็วกว่า “ญาณ” เพราะ ไม่ต้องต่อสู้กับกิเลสในตัวเองก็ได้ แต่การฝึกญาณนั้น จะใสชัดก็ต้องขจัดกิเลสให้สิ้น
๒ ชีวะและอชีวะ
ศาสนาเชนเป็นศาสนาทวินิยม กล่าวคือ มองสภาพความจริงว่ามีส่วนประกอบของสิ่งที่มีอย่างเที่ยงแท้เป็นนิรันดรว่ามีอยู่ ๒ สิ่งดังนี้
๑. ชีวะ ได้แก่ วิญญาณ หรือสิ่งมีชีวิต หรือ อาตมัน
๒. อชีวะ ได้แก่ อวิญญาณ หรือสิ่งไม่มีชีวิต ได้แก่วัตถุ
อชีวะหรือสสารประกอบด้วยองค์ประกอบขั้นพื้นฐาน ๕ ประการ คือ การเคลื่อนไหว(ธัมมะ) การหยุดนิ่ง(อธัมมะ) อวกาศ(อากาศ) สสารและกาล ทั้งหมดเป็นนิรันดร(ปราศจากการเริ่มต้น) และทั้งหมดยกเว้นวิญญาณ(ชีวะ) เป็นสิ่งไม่มีชีวิต และทั้งหมดยกเว้นสสาร เป็นสิ่งไม่มีตัวตน การเคลื่อนที่และการหยุดนิ่ง โดยตัวของมันเองไม่มีอยู่ จะต้องมีสิ่งอื่นมาทำให้มันเคลื่อนที่และหยุดนิ่ง องค์ประกอบขั้นพื้นฐานของอชีวะหรือสสารทั้ง ๕ ดังกล่าวมีกาล(เวลา) ซึ่งเป็นนิรันดรเป็นองค์ประกอบ
ถ้ากล่าวโดยพิสดารทุกอย่าง แบ่งออกเป็น ๙ ดังต่อไปนี้
๑. ชีวะ หรือ อาตมัน
๒. อชีวะ หรือวัตถุ
๓. ปุณยะ ได้แก่ บุญ
๔. ปาปะ ได้แก่ บาป
๕. กรรม ได้แก่ การกระทำ
๖. พันธะ ได้แก่ ความผูกพัน
๗. สังสาระ ได้แก่ ความเวียนว่ายตายเกิด
๘. นิรชระ ได้แก่ การทำลายกรรม
๙. โมกษะ ได้แก่ ความหลุดพ้น
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ศาสนาเชนเชื่อในสรรพสิ่งว่าเที่ยงแท้ และนิรันดร ว่ามีของเหล่านี้จริง และจำแนกออกเป็นสองอย่าง คือ ชีวะ และ อชีวะ ทั้งสองอย่างนี้เที่ยงแท้และนิรันดร แต่สำหรับผู้เขียนเคยปฏิบัติแล้ว ก็พบว่าวิญญาณนั้น สลายได้ เกิดใหม่ได้ในตัวเราเอง เมื่อเหตุปัจจัยบางอย่างดับลง วิญญาณก็ดับสลาย แล้วเกิดใหม่เป็นอย่างอื่นได้ ดังนี้ จึงค้นพบตรงกับพระพุทธศาสนาว่า “วิญญาณไม่เที่ยง” วิญญาณซึ่งทางศาสนาเชนนับว่าเป็นชีวะ หรืออาตมัน แต่ในทางศาสนาเชนเชื่อว่าเที่ยง และนิรันดร ในนักปฏิบัติธรรมบางคน ได้กายทิพย์ที่มีบุญบารมีมาก เช่น กายโพธิสัตว์, กายพุทธะ ก็เกิดความกลัวเสียกายทิพย์ไป พอได้ยินคำสอนว่าเที่ยง นิรันดร เป็นอัตตา เป็นตัวเราของเราเข้า ก็ถูกใจ เพราะอยากได้เสียเต็มประดาเต็มทีอยู่แล้ว ก็เชื่อเลยว่าวิญญาณต้องเที่ยง กายทิพย์เที่ยง และนิพพานเป็นอัตตาก็มี อันนี้ ให้ลองปฏิบัติให้ถึงที่สุดจริงๆ ว่าจริงไหม
๓. หลักโมกษะ
โมกษะคือการหลุดพ้น หรือความเป็นอิสระของวิญญาณ พูดง่ายๆคือ การทำให้วิญญาณหลุดพ้นจากอัตตา และจากความไม่บริสุทธิ์ ไม่ต้องมาเกิดอีก (ด้วยวิธีการทำ “โยคะ”)
คำว่า การหลุดพ้น หรือความเป็นอิสระของวิญญาณ หรือการถึงโมกษะ หมายถึงการทำให้วิญญาณหลุดพ้นจากอัตตา และจากความไม่บริสุทธิ์ทั้งปวง ไม่กลับคืนมาเกิดใหม่อีก ในศาสนาพราหมณ์การหลุดพ้นของชีวาตมันจะกลับคืนไปรวมอยู่กับพรหม ในศาสนาเชนเมื่อวิญญาณหลุดพ้นจากอัตตาแล้ว วิญญาณจะไปอยู่ในส่วนหนึ่งของเอกภพที่เรียกว่า “สิทธิศิลา” ซึ่งเป็นดินแดนแห่งความสุขนิรันดร (ผู้เขียนเข้าใจว่าตรงกับสวรรค์ชั้นสุขาวดีนั่นเอง) ไม่ต้องกลับมาเกิดให้มีทุกข์อีก แนวความคิดเช่นนี้ นอกจากจะแสดงให้เห็นว่า เป็นแนวความคิดที่สืบเนื่องต่อจากแนวความคิดของพราหมณ์แล้ว ยังแสดงให้เห็นว่า เป็นแนวความคิดที่มองเห็นวิญญาณและอัตตา เป็นคนละส่วนกันดังนั้น ความพยายามทำให้วิญญาณแยกออกไปจากอัตตาจึงมีวิธีการต่างๆ เช่น ทำให้วิญญาณมีความบริสุทธิ์โดยการบำเพ็ญทุกรกิริยา โดยการปฏิบัตินิชรา และ โยคะ เป็นต้น
ในแนวความคิดของศาสนาเชน การที่จะบรรลุถึง “ความหลุดพ้น” จาก กรมน (กรรม) หรือถึงโมกษะจะต้องปฏิบัติ ๔ ขั้นตอน และต้องมีความรู้ ๕ ประเภทด้วยกล่าวคือ การกำหนดและความตั้งใจ นำไปสู่ความรู้เชิงจิตวิสัย (มติญาณ) ซึ่งเป็นความรู้ชั้นแรกของความรู้ (ญาณ) ทั้ง ๕ ประเภท ความรู้ชนิดที่สองได้แก่ สูตรญาณ เป็นความรู้ได้จากคัมภีร์และความรู้ทั่วไป ความรู้สองปะเภทแรกทั้งมติญาณและสูตรญาณ เป็นความรู้ระดับกลางๆ (ปโรกาสสะญาณ) เป็นความรู้จากภายนอก ความรู้จากระดับกลางที่สูงขึ้นไปมี ๓ ชนิด ได้แก่ อวาธิ (เป็นความรู้ที่ได้จากความรู้สึกชั้นสูง) มานะ – ปารยายะ (ความรู้ได้จากการอ่าน) เกลาละ (ความรู้สูงสุดรู้ถึงอดีตปัจจุบันและอนาคต) ขั้นตอนของความรู้ทั้งมวลเป็นอิสระจากการถูกขัดขวางจากกรรม ทำให้วิญญาณมีความบริสุทธิ์พ้นจากมลทิน หลักการหนึ่งในศาสนาเชนเชื่อว่า ความรู้ได้มาจากวิญญาณ เพราะคุณสมบัติของวิญญาณคือ มีเจตนา (ความรู้สึก) ซึ่งประกอบด้วยความรู้ (ญาณ) และสัญชาติญาณ (ทัศนะ) แต่วิญญาณทางโลกถูกปิดบังเพราะอำนาจทำลายของกรฺมนฺ (กรรม) จึงเป็นวิญาณที่ไม่มีความรู้ อำนาจ และความร่าเริงโดยสมบูรณ์
โยคะ ตามหลักการในศาสนาเชน
โยคะ คือ การปฏิบัติวิธีหนึ่งทำให้ถึงโมกษะ หรือการหลุดพ้น โยคะทำให้เกิดความรู้ถึงสภาพความเป็นจริงตามที่เป็นอยู่ทำให้มีศรัทธาในคำสอนขององค์ติตถังกร (ศาสดา) หยุดการประพฤติชั่วและประพฤติชอบ ซึ่งนำไปสู่การหลุดพ้นจากการร้อยรัดของ กรฺมนฺ (กรรม) ดังนั้น การปฏิบัติโยคะจึงมีคุณค่าเท่ากับการปฏิบัติตามหลัก รัตนไตร ของศาสนาเชน ซึ่งได้แก่ ความเห็นชอบ ความรู้ชอบ ความประพฤติชอบ
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ศาสนาเชนเชื่อว่าสิ่งที่มีตัวตนและนิรันดรมีอยู่จริง แบ่งเป็นสองชนิด คือ ชีวะ และ อชีวะ (สองอย่าง คล้าย หยิน กับ หยาง) และจำแนกชีวะคือวิญญาณ หรือ อาตมัน ซึ่งเป็นอัตตา คือ เที่ยงและนิรันดร ส่วน อชีวะ จำแนกได้อีกมากมายหลายชนิด ทั้งหมดนี้ก็ เที่ยงและนิรันดร ด้วย แต่ทั้งสองสภาวะนี้ ศาสนาเชนถือว่าไม่ใช่สิ่งสูงสุด ยังไม่ใช่โมกษะ คือ ไม่หลุดพ้น ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดนั่นเอง การปฏิบัติของศาสนาเชนก็เพื่อความหลุดพ้นจากสิ่งเหล่านี้ คือ การปฏิบัติโยคะนั่นเอง แต่ศาสดาองค์ที่ ๒๔ คือ มหาวีระ ไม่ได้กล่าวถึง “อนัตตา” ในขณะที่พระพุทธเจ้าค้นพบอนัตตา และกล่าวถึงการมีอยู่ของสรรพสิ่งว่าไม่เที่ยง ไม่นิรันดร (ไตรลักษณ์) ตรงกันข้ามกับความเชื่อของเชน กล่าวคือพุทธศาสนาเชื่อว่าสรรพสิ่ง ไม่เที่ยง, กระทบกระทั่งเชื่อมถึงกัน และไม่ใช่ตัวตน
โยคะ ตามหลักการในศาสนาพราหมณ์
หมายถึงการ “หลอมรวมเป็นหนึ่ง” ของกาย, วิญญาณ, จิต และธรรมชาติทั้งมวลเป็นหนึ่งเดียวกัน คำว่าโยคะ ถูกแปลว่า “หลอมรวม” สั้นๆ เท่านั้น แต่ในการปฏิบัติจริง คือ การหลอมรวมทั้งหมด ทั้งอาตมันและปรมาตมัน ในศาสนาเชนยุคของศาสดาองค์อื่นๆ ไม่ทราบว่าหลักการเป็นอย่างไร แต่ในยุคของมหาวีระ ศาสดาองค์ที่ ๒๔ ในการปฏิบัติโยคะจะเน้นไปทาง “ทุกขกริยา” มาก และ “สุดโต่ง” โดยไม่ทราบว่าปฏิบัติไปเพื่ออะไร เช่น การกำหนดไม่พูด ๑๒ ปี เป็นต้น ซึ่งไม่ทราบว่าทำไปทำไม อาจดีก็ได้ แต่อาจทำไปโดยไม่เข้าใจสิ่งที่ทำ คือ ทำไปเรื่อยๆ ไม่รู้จุดจบ ไม่รู้อย่างไรดี ก็เลยกำหนดว่า ๑๒ ปี อันนี้ผู้เขียนเคยปฏิบัติ คือ การไม่พูดเลย แต่ไม่ได้มากถึง ๑๒ ปี ได้ผลเป็นความสงบภายใน โดยไม่ต้องกำหนดจิตอะไรเลย สมาธิ เกิดได้อยู่ แต่ไม่จำเป็นต้องกำหนด หรือยึดว่าต้อง ๑๒ ปี ก็ได้ ท่านผู้อ่านลองนำไปปฏิบัติ จะทราบเองว่าให้ผลได้จริงหรือไม่
โยคะ โดยหลักแล้วใช้การหายใจเป็นสิ่งสำคัญเริ่มต้นของการรวมจิต รวมสมาธิ ก่อนที่จะขยายวงกว้างออกไปถึงสรรพสิ่ง ในทางพระพุทธศาสนาก็มีหลักโยคะเหมือนกันแต่ไม่ถึงขั้นหลอมรวมทุกอย่างแค่พอมีสมาธิก็ลัดตรงเข้าไตรลักษณ์ยกจิตขึ้นระดับวิปัสสนาญาณเลย เร็วลัดได้ผลง่ายเพราะพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วว่าไตรลักษณ์คือสัจธรรม พอจิตเข้าถึงสัจธรรม ก็คือ เข้าถึงสรรพสิ่งนั่นเอง ดังนั้น ปัญญาก็เกิดจิตรู้ถึงภาวะหลุดพ้นได้แต่ถ้าเราปฏิบัติโยคะแบบเก่า อันนี้ได้ผลทางอภิญญามาก เรียกได้ว่าถ้าจิตรวมกับวิญญาณ ก็ทำให้วิญญาณดำเนินไปตามจิตได้ จิตรวมกับกาย ก็ทำให้กายดำเนินตามจิตได้ เช่น ทำให้ไม่แก่, ไม่เหี่ยวย่นได้นานๆ หรืออยู่เหนือกาลเวลาได้ระดับหนึ่ง แต่ไม่ถาวร ไม่เที่ยง ไม่นิรันดร (ผู้เขียนก็ทดลองแล้ว พบอย่างนั้นจริง) ฯลฯ หรือแม้แต่จิตรวมกับธรรมชาติ ก็ส่งให้ธรรมชาติดำเนินตามจิตได้เช่น จิตเราพิจารณาธาตุน้ำ ธรรมชาติรอบตัวที่เกี่ยวข้องกับธาตุน้ำ ก็ค่อยๆ ปรับตามจิตเราได้เหมือนกัน แต่ไม่เที่ยง ไม่นิรันดร นะ ได้พอควร
ดังนั้น ในพระพุทธศาสนาก็ปฏิบัติโยคะเหมือนกัน แต่ไม่เน้นอภิญญา เน้นปัญญา โดยใช้จิตเน้นลัดตรงสู่สัจธรรมของพระพุทธเจ้าเลย แต่ในเชน ปฏิบัติโยคะ โดยไม่มีการเฉลยสัจธรรมก่อน จึงฝึกอภิญญามาก ค่อยๆ หลอมรวมขยายวงกว้างไปเรื่อยๆ ถ้าฝึกสำเร็จจริง ก็เห็นความไม่เที่ยง, ความไม่ใช่ตัวตนของตน คือ ตรัสรู้ ค้นพบไตรลักษณ์เหมือนพระพุทธเจ้าได้เช่นกัน แต่ศาสดาองค์ที่ ๒๔ คือ มหาวีระ อาจไม่ได้ตรัสรู้โมกษะ ความหลุดพ้นจากอัตตา เพราะท่านบรรลุ “เกวัล” หรือ เกวลชญาน คือ บรรลุว่าสิ่งที่เที่ยงแท้มีอยู่จริง และจำแนกได้สองอย่าง ซึ่งอันนี้ ขัดแย้งกับสัจธรรมในพระพุทธศาสนา แต่ทั้งสองสิ่งที่เชนเชื่อว่าเที่ยง, นิรันดรนี้ ก็นับเป็นอัตตา และไม่ใช่โมกษะ ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่าพระมหาวีระ ศาสดาของเชน บรรลุเกวัล แต่ไม่บรรลุโมกษะ คือ ไม่หลุดพ้นนั่นเอง
พระติตถังกร
คือ พระนามของศาสดาของศาสนาเชน หมายถึง ผู้กระทำซึ่งท่า(น้ำ)เพื่อพาคนข้ามฟากจากมนุษยภูมิไปสู่นิรวาณ (ภาษาปรากฤต) หรือนิพพานในศาสนาพุทธ ส่วนศาสดาองค์ที่ ๒๔ ของศาสนาเชนนั้นได้นามว่า “มหาวีระ” แปลว่า “กล้าหาญ” ไม่ได้เรียกกันในหมู่สาวกขณะนั้นว่า “ติตถังกร” ในขณะที่พระพุทธเจ้าเราเรียกท่านเต็มๆ ว่าพระพุทธเจ้าเช่น พระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ มา บวกพระนามเข้าด้วย คือ พระพุทธเจ้าสมณโคดม คือ ไม่มีคำเรียกศาสดาองค์ที่ ๒๔ ว่า “ติตถังกรมหาวีระ” แต่เรียกว่า “มหาวีระ” เท่านั้น คือ อาจเป็นศาสดาที่บรรลุไม่ถึงระดับ “ติตถังกร” ก็ได้ จากคำแปลติตถังกรนี้ ขอให้พิจารณาดีๆ ไม่มีคำว่าศาสดาจะต้องตรัสรู้ หรือนิพพานไปด้วย คือ ขอแค่ทำหน้าที่ทำท่าน้ำ (คำอุปมาอุปมัย หมายถึงอะไรสักอย่างหนึ่ง) ให้คนข้ามฟากไปถึงนิพพานได้สำเร็จก็พอ ตนเองยังไม่นิพพานไม่เป็นไร เพราะคำแปลนี้ ไม่ได้บอกเลยว่า พระศาสดาต้องนิพพาน ดังนั้น พระโพธิสัตว์ผู้ทำท่าน้ำ ให้คนถึงนิพพานได้ ก็นับได้ว่าท่านสมฐานะ “ติตถังกร” เหมือนกัน แต่ควรจะบรรลุ “เกวัล” (เกวลชญาน) คือ “ธรรมชาติหนึ่งที่นิพพานก็ได้ไม่นิพพานก็ได้”
เกวัล และไกลวัลยธรรม
ท่านพุทธทาส ได้กล่าวถึง “ไกลวัลยธรรม” เอาไว้ ผู้เขียนขอสรุปตามความเข้าใจของตนเองง่ายๆ สั้น ดังนี้ คือ “ธรรมชาติเดิมแท้ก่อนสภาวะธรรมะแบบเกิด-ดับ จะมี จึงอยู่เหนือสภาวะเกิดและดับ เรียกว่าจะลงไปเกิดไปดับก็ได้ หรือจะไม่ลงไปอยู่ในระดับเกิดดับก็ได้” แต่ท่านพุทธทาสได้หมายรวมไปถึงพระเจ้า และปรมาตมัน อีกทั้งสิ่งสูงสุดของทุกๆ ศาสนาด้วย ในศาสนาเชน “เกวัล” คือ ภาวะเที่ยงและนิรันดร แต่ผู้เขียนเคยขอให้เพื่อนถอดกายทิพย์ไปเข้าเฝ้าพระยะโฮวา (พระเจ้าในพระคัมภีร์เดิม) ท่านก็ตรัสว่าจะทรงช่วยโลกอีกสามครั้ง ก็จะทรงนิพพาน แสดงว่าสภาวะของท่าน ก็ไม่เที่ยงนะสิ คือ ไม่ได้อยู่อย่างนั้นตลอดไป เพราะมีวันที่เข้านิพพานด้วย อันนี้ผู้เขียนจึงไม่รับรองว่าเกวัล หรือสภาวะเที่ยงและนิรันดรมีจริง และไม่ขอรับรองว่าไกวัลยธรรม จะหมายถึงพระเจ้าด้วย แต่ใช้ในความหมายเพียง “ธรรมชาติเดิมแท้ ก่อนธรรมชาติที่มีการเกิดดับ แต่ไม่ใช่นิพพานคือ เกือบๆ นิพพาน คือ จะนิพพานก็ได้ ไม่นิพพานก็ได้” นั่นเอง ส่วนนิพพานนั้น ไม่มีอย่างอื่น นิพพานก็นิพพานเลย ไม่มีว่าจะนิพพานก็ได้ ไม่นิพพานก็ได้ แบบไกลวัลยธรรม ในความหมายของผู้เขียน ซึ่งพระยูไลก็ดี พระเจ้าก็ดี ก็อยู่ระดับนี้ คือ จะนิพพานก็ได้ ไม่นิพพานก็ได้ ถ้าท่านจะนิพพานก็ไม่ต้องทำอะไร ไม่นานนักก็จะนิพพานไปเอง แต่ถ้าท่านยังไม่คิดนิพพานจะช่วยสรรพสัตว์ต่อไปอีก บางทีท่านจะก่อกรรมขวางนิพพานไว้ เช่น การปราบมารพอปราบแล้วจะมีกรรม พอมีกรรมแล้วจะขวางนิพพานทำให้ยังนิพพานไม่ได้ ก็จะช่วยสรรพสัตว์ต่อไปได้ ง่ายๆ แบบนี้เลย อันนี้ ผู้เขียนไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าไกลวัลยธรรมหมายถึงพระเจ้า, พระยูไล หรือปรมาตมัน แต่หมายถึง “ธรรมชาติใดๆ ก็ตามที่อยู่ในระดับที่จะนิพพานก็ได้ ไม่นิพพานก็ได้” ซึ่ง พระเจ้า, พระยูไล ก็มีคุณสมบัตินั้น ถ้าหากจะพิสูจน์ได้ว่า “ไกลวัลยธรรม” ในความหมายนี้ ก็คือ เกวลชญาน จะทำให้หมายความได้ว่าศาสดาองค์ที่ ๒๔ คือ มหาวีระ ไม่ได้บรรลุ เกวลชญาน จริง ส่วนท่านพุทธทาสภิกขุ อาจได้บรรลุ เกวลชญาน ต่างกันตรงที่ว่า เกวัล ที่ศาสดามหาวีระได้รู้นั้น ท่านกล่าวว่าเป็นอัตตา เที่ยงแท้ และนิรันดร แต่ไกลวัลยธรรมนั้น ยังมีสภาวะไตรลักษณ์ครบ คือ อนิจจัง, ทุกขัง, และอนัตตา นั่นคือ ไกลวัลยธรรม ยังไม่ใช่โมกษะ แต่สำหรับท่านมหาวีระนั้น คิดว่าตนได้โมกษะแล้ว และคิดว่าเกวัลที่ตนบรรลุ ก็คือการบรรลุโมกษะ ทั้งๆ ที่โมกษะ ก็อย่างหนึ่ง เกวัล ก็อย่างหนึ่ง ในศาสนาเชน บอกไว้ชัดเจนว่าชีวะ นั้น ยังไม่ใช่โมกษะ ในพระพุทธศาสนา ก็ได้แยกคำว่า นิพพาน ไว้อย่างหนึ่ง คือ หลุดพ้นจริง และคำว่า ไกลวัลยธรรม ไว้อย่างหนึ่ง คนละอย่างกัน ไม่เหมือนกัน ดังที่กล่าวมา
โมกษะ และนิพพาน
คำว่า “โมกษะ” ปรากฏในศาสนาเชน หมายถึง หลุดพ้น นอกจากนี้ ยังมีคำว่า นิรวาณ ในศาสนาเชน ซึ่งน่าจะตรงกับคำว่า “นิพพาน” ในศาสนาพุทธ อนึ่ง ศาสนาเชนมีมาก่อนพระพุทธศาสนาอีกทั้งยังสืบต่อเนื่องกันมายาวนานถึงศาสดาองค์ที่ ๒๔ ทั้งยังคงปรัชญาความเชื่อเท่าที่สืบเนื่องต่อๆ กันมาได้ ทว่า การสืบทอด “ความหลุดพ้น” ที่แท้จริงได้นั้น ไม่ใช่การจดจำ, ทำความเข้าใจ, หรือคล้อยตามปรัชญา กล่าวได้ตรงตามตำราแล้วจะได้เป็นศาสดาที่แท้จริงก็หาไม่ บางช่วงของการสืบทอด ย่อมมีบ้างที่ผู้รับช่วงสืบทอดจะได้หลุดพ้นอย่างแท้จริงบ้าง และไม่หลุดพ้นอย่างแท้จริงบ้าง แตกต่างกันไป สำหรับการปฏิบัติเพื่อให้หลุดพ้นอย่างแท้จริงนั้น เป็นสิ่งที่ “พิสูจน์ได้” โดยพิจารณาจากการดำเนินชีวิตประจำวันก็ได้ กล่าวคือ ผู้ที่จะได้หลุดพ้นแท้จริง ก็จะไม่ค่อยมีทั้งมนุษย์และอมนุษย์เข้ามาพัวพันร้อยรัด คือ สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีอิสรเสรี เรียกว่า หลุดพ้นนี้ เห็นผลจริงในชีวิตจริงปัจจุบันเลย แต่การปฏิบัติที่ไม่หลุดพ้นได้จริงนั้นจะมีหมู่คนมาร้อยรัดและ ผูกมัด บ้างห้อมล้อมรอบตัว ไม่อาจปลีกตัวหนีไปไหนได้ ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรงดำเนินไปไหนมาไหนก็ได้ ไม่มีปัญหาเรื่องเจ้ากรรมนายเวรที่เป็นมนุษย์จะมาร้อยรัด เมื่อครั้งทรงกลับไปโปรดพระญาติ พระนางพิมพา พระมเหสี ทรงให้พระราชโอรสไปทูลขอสมบัติ ท่านกลับให้ธรรมะ จนพระราชโอรสบรรลุธรรมแล้วออกบวช จึงไม่สามารถร้อยรัดพระองค์กลับไปยังทางโลกได้อีก อันนี้ ก็เป็นข้อสังเกตหนึ่งว่าท่านหลุดพ้นจากเครื่องพันธนาการแล้วจริงๆ คือ นิพพาน ที่ไม่ใช่เพียงคำพูดสวยหรูเป็นปรัชญาอีกต่อไป
มหาธรรม เรื่อง การบำเพ็ญปัญญาบารมี กับการปฏิบัติธรรมต่างกันไฉน
การเข้าใจธรรม คือ บำเพ็ญปัญญาบารมี แต่การเอาตัวเองพ้นทุกข์ คือ การปฏิบัติธรรม ในคนที่เข้าใจธรรม แต่ไม่ได้ปฏิบัติเพื่อให้ตนเองพ้นทุกข์ เรียกได้ว่าบำเพ็ญปัญญาบารมี แต่คนที่ไม่ได้ศึกษาธรรมมาก เน้นว่าตนมีทุกข์อะไรปลดทุกข์ตรงนั้น คือ การปฏิบัติธรรม การปฏิบัติธรรม กับการบำเพ็ญบารมีไม่เหมือนกันแต่ก็ควบคู่กันไปได้ สำหรับผู้ที่ศึกษาธรรมทางสื่อต่างๆ อยู่นี้ เรียกว่า “บำเพ็ญปัญญาบารมี” ได้บารมี แต่ยังไม่เรียกว่าได้พ้นทุกข์ จนกว่าจะเอาหลักการที่ตนศึกษา ไปเอาชนะความทุกข์ของตนเองที่มีอยู่ เอาชนะตัวเองจนพ้นจากวังวนที่ตนเคยยึดมั่น จนพ้นทุกข์ได้ อันนี้ จึงเรียกว่าการปฏิบัติธรรมจริง ในคนที่บำเพ็ญปัญญาบารมีมากบางคน ไม่สนใจเรื่องทุกข์ของตนเองนัก บ้างหลบหนีความจริง ไม่พร้อมยอมรับความจริงที่ตนต้องเผชิญหน้าอยู่ มาเอาดีทางอ่านธรรมะ เอาไปสอนคนอื่น ทั้งๆ ที่ตนเองก็ยังไม่พ้นทุกข์ อันนี้เรียกปฏิบัติน้อย คือ อ่อนด้อยด้านการปฏิบัติ แต่บำเพ็ญบารมีมากหน่อย เน้นไปทางปัญญาบารมี ถ้าไม่สมดุลกัน ก็ไม่เกิดผล เช่น ตนยังไม่พ้นทุกข์ หนีความจริงที่ตนต้องเผชิญ อ่านมาก ฟังมาก แล้วมัวแต่ไม่สอนคนอื่น แต่ก็ช่วยอะไรเขาไม่ได้ อันนี้ เรียกว่าไม่สมดุล คือ ทำเกินความสามารถของตน
ลักษณะของการบำเพ็ญปัญญาบารมี (เน้นการรู้เรื่องนอกตัวเอง)
๑) อ่านมาก ฟังมาก แต่ไม่ได้เอาไปใช้เพื่อปลดทุกข์ของตนเองให้สิ้นไป
๒) สนทนาธรรมเนืองนิตย์ แต่พอเข้าเรื่องทุกข์ของตัวเอง ก็หลบ ปิดซ่อน
๓) ฝึกแก้ไขปัญหาของผู้อื่นมาก แต่พอปัญหาของตัวเอง ก็หลบซ่อนไว้
๔) เอาเรื่องของตนหลบซ่อนไว้ เอาเรื่องของคนอื่นมาทำ เพื่อฝึกปัญญา
ลักษณะของการปฏิบัติธรรมที่แท้จริง (เน้นการรู้เอาตัวเองให้พ้นทุกข์)
๑) ละเว้นเรื่องของคนอื่น มาทำเรื่องของตนให้หลุดพ้นก่อน
๒) เผชิญหน้ากับตัวเอง ปัญหาและทุกข์ของตัวเอง ไม่หลบ
๓) เอาเรื่องของตัวเอง ยกมาเป็นหลักในการเอาชนะให้ได้
๔) เอาเรื่องของคนอื่นทั้งดีและชั่วพักไว้ก่อน ไม่ต้องไปสนใจ
๕) เรื่องดี เรื่องสุขของตนเอง พักไว้ก่อน เอาเรื่องทุกข์มาแก้
การปฏิบัติธรรมให้ตรงนิพพาน
๑) เอาเรื่องทุกข์ของตนเองมาตั้งหลักพิจารณา อย่าสนเรื่องสุข อย่าสนเรื่องคนอื่น
๒) พิจารณาทุกข์ให้ถึงสาเหตุ สาวเหตุให้ลึกไปเรื่อยๆ ว่ามาจากอะไรแท้จริงกันแน่
๓) ถ้าพิจารณาแล้ว ออกนอกตัว โยงไปว่าคนอื่นเป็นเหตุ แสดงว่าออกนอกทางแล้ว
๔) ถ้าพิจารณาแล้ว ออกนอกทุกข์ ไปวนเพลินในเรื่องสุข แสดงว่าออกนอกทางแล้ว
๕) ถ้าพิจารณาทุกข์ไม่ออกนอกตัว ไม่ปัดเหตุไปนอกตัว แล้วจิตตก คือ อินทรีย์อ่อน
๖) ให้ตั้งจิตเข้าสมาธิเกิดฌาน, ความสงบสุขเป็นฐานรองกรรมก่อน คือ กรรมฐาน
๗) เมื่อมีฐานพิจารณากรรมแล้ว จิตจะผ่องใส จะพิจารณาต่อได้ จิตไม่ตก ไม่ทุกข์
๘) จิตเป็นกลางจากทุกข์ที่พิจารณา ทุกข์ดับไปสุขดับไป จิตตรง พร้อมเกิดปัญญา
๙) ไม่ต้องทำอะไร แค่ระลึกเหตุ (สมุทัย) แล้วพิจารณาจนเห็นความดับของเหตุไป
๑๐) เหตุดับแล้ว ไม่มีอะไร ว่างเฉย นิ่งตรงกลาง จุดนี้ ปัญญาพร้อมเกิด แต่ความว่างก็ยังไม่ใช่ปัญญา เป็นภาวะที่พร้อมให้ปัญญาเกิดเท่านั้น ปัญญาเกิดแล้วจะรู้เอง
การบำเพ็ญปัญญาบารมีและการปฏิบัติธรรมนี้ ควรควบคู่กันให้พอดี, พอควร คือ พอดี, สมดุล ถ้าบำเพ็ญบารมีมากไป ก็ละเรื่องของตัวเองมาก ถ้าปฏิบัติธรรมมาก ก็ละเรื่องของผู้อื่นมาก เข้าวิธีปัจเจกชนได้ นี่ก็ไม่ผิด แต่ถ้าปรับให้สมดุลจะไม่เกิดปัญหานั่นเอง