รวมบทความเกี่ยวกับพระยูไล ตรัสรู้พุทธะแล้ว ทำไมจึงยังไม่นิพพาน?

รวมบทความเกี่ยวกับพระยูไล ตรัสรู้พุทธะแล้ว ทำไมจึงยังไม่นิพพาน?

อนุตรธรรม เรื่อง ทราบได้อย่างไรว่าบุคคลยังไม่นิพพาน

นิพพาน ไม่มีนิมิต ไม่มีเครื่องหมาย ไม่มีลางบ่งบอกใดๆ ทั้งสิ้น แต่หากไม่ได้นิพพาน จะมีนิมิต มีเครื่องหมาย มีลางบอกว่ายังไม่ได้นิพพาน บทความฉบับนี้ ขอเสนอดังต่อไปนี้

๑)   ระลึกได้ถึงความปรารถนาเก่าก่อน แต่ละลงโดยไม่สมหวัง

เช่น ระลึกได้ว่าปรารถนาพุทธภูมิ (ขอตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า) ถ้าระลึกได้แล้ว “ลาพุทธภูมิ” คือ ละความปรารถนาลงในชาตินั้นๆ จะสำเร็จยูไลได้ด้วยบารมีเก่าที่สั่งสมมา แต่ไม่นิพพาน เพราะความปรารถนายังไม่สม ไม่สำเร็จ ขอให้ทราบว่าท่านที่ปรารถนาแต่ไม่สมหวังทั้งหลาย จะไม่ได้นิพพาน ความปรารถนาก่อนเก่าจะปรากฏให้ท่านทราบ เมื่อท่านละวางได้จะบรรลุธรรม แต่ไม่นิพพานในชาตินั้นทันที เพราะสร้างบุญกรรมมาไม่น้อยเพื่อความปรารถนานั้นๆ จะต้องจุติที่ “สุขาวดี” และไปเสวยบุญจนสมปรารถนาก่อน จึงจะนิพพานได้ ซึ่งจะไปเสวยบุญตามที่ปรารถนาต่างกัน ท่านที่ปรารถนาพุทธภูมิ ก็สำเร็จเป็นพระยูไล ทำหน้าที่เป็นพระพุทธเจ้าบนสุขาวดี จนสมปรารถนาแล้ว จึงนิพพานได้ 

๒)   มีคนมาห้อมล้อมยุ่งเกี่ยวมากมาย ล้วนไม่ใช่เรื่องหลุดพ้น

เช่น มาขอให้ช่วยเรื่องทางโลก, ให้เป่าหัว, ให้รดน้ำมนต์, ให้เคาะหัว, ให้ ฯลฯ อย่างนี้ คือ สัญญาลางบอกว่า “กรรมที่ต้องชำระกับมวลสัตว์ยังไม่หมด” คือ ยังไม่ถึงวาระที่จะได้นิพพานนั่นเอง ธรรมชารติจะนำพาสรรพสัตว์มากมายมาห้อมล้อม เข้าหา เพื่อบอกสัญญาณว่ายังมีเรื่องเกี่ยวข้องกับคนทั้งหลาย ยังมีหนี้ภาระที่ต้องทำกับคนทั้งหลาย ถ้าไมช่วยพวกเขาให้ได้นิพพานทั้งหมด ก็ยังนิพพานไม่ได้ ถ้าเขามาขอเราทางโลก แล้วได้ไปก็ลืมเราเลย ไม่ศรัทธาเราอีก หายหน้าไปเลย อันนี้ ดับสูญหมด เรากับเขาคนนั้นไม่มีอะไรค้างกัน เป็นแบบนี้หมดทุกคนเราถึงนิพพานได้ แต่ถ้าเขายังศรัทธาเรา ไม่จบ ไม่สิ้น ไม่สูญ ยังพัวพันกับเราอยู่ ยึดเราอยู่ อันนี้แหละ คือ ลางบ่งบอกว่าไม่ได้นิพพาน

๓)   กำหนดวาระดับขันธปรินิพพานแล้ว แต่กลับไม่ตาย

มักพบในพระลามะ ที่ฝึกเตรียมตัวตายมา แต่เมื่อทำตามกระบวนการและรู้สึกว่าตนถึงวาระดับขันธปรินิพพานแล้ว เตรียมละสังขารแล้ว แต่กลับยังไม่ตาย หรือป่วยหนัก อยากละสังขารปรินิพพานแล้ว แต่อยู่ๆ กลับหายออกมาได้ อย่างนี้ เป็นลางบ่งบอก แสดงว่า “ยังมีเรื่องที่ค้างอยู่ ยังทำไม่สำเร็จ” กิจที่ต้องทำยังทำไม่หมด ให้ไปทำก่อน ยังตายไม่ได้ อันนี้ มีเฉพาะท่านที่บรรลุอรหันต์ หรือโพธิสัตว์ เขาจะไม่ให้ตาย ถ้ากิจสำคัญยังไม่สำเร็จ ให้ทราบเลยว่าตนยังนิพพานไม่ได้ เพราะกิจอะไร นึกให้ออกแล้วไปทำก่อน ถึงจะดับขันธปรินิพพานได้ ถ้ายังนึกไม่ได้ หรือชำระกิจไม่หมด ก็จะยังไม่ได้นิพพาน

๔)   ได้รับการแต่งตั้งตำแหน่งจากทางโลกอย่างเลี่ยงไม่ได้

ถ้าปัดเสียไม่รับ แล้วทางโลกยอมปล่อยตัวเรา แสดงว่าเราหมดกรรมกับทางโลก เราจะได้หลุดพ้นจริงๆ แต่ถ้าทางโลกตามตัวเรา ดึงเรา ยื้อเรา ตามหาเราไม่จบ แสดงว่าเรายังชำระกรรมกับทางโลกไม่หมด การแต่งตั้งนี้ อาจเป็นสมณะศักดิ์พระ หรือจะเป็นตำแหน่งอะไรก็ได้ ล้วนเป็นเครื่องหมายบ่งบอกว่ายังไม่นิพพานทั้งสิ้น ถ้ามีลางบอกอย่างนี้ แสดงว่ายังไม่ถึงวาระนิพพาน (เช่น ในกรณี หลวงพ่อโต) ถ้าถึงวาระนิพพาน ไม่มีอะไรเลย ดับหมด สิ้นหมด เกลี้ยงหมด หายไปเฉยๆ ไม่มีมาอีก ไม่มีเหตุ ไม่มีผล ไม่มีคนสนใจ ไม่มีใครมาทวง ไม่มีคนมารักมาชัง โลกเขาปล่อยเราหลุดพ้นไปเลย ไม่มีอะไรค้างกันเลย   

๕)   เทพนิมิตมาบ่งบอกถึงสิ่งอื่นที่ไม่ใช่นิพพาน

เช่น เทพนิมิตเป็นท้าวมหาพรหม ชินปัญจระ มาหาแล้วเล่าเรื่องราวว่าท่านได้อรหันต์ แต่ไม่นิพพานเพราะอะไร อย่างนี้ ให้เอะใจสักหน่อยว่าทำไม เทพนิมิตท่านต้องมาบอกเรื่องนี้แก่เรา สำคัญมากหรือถึงต้องมาบอก หรือนี่คือสัญญาณบ่งบอกว่ายังไม่ถึงวาระนิพพาน หรือนิมิตเชิงอื่น เช่น สวรรค์วิมาน แล้วบอกว่านี่คือ ดินแดนนิพพาน ให้ทราบว่าไม่ใช่และถ้าเราเผลอเพลิน ยินดี หรือชอบ หรือเอาเป็นอารมณ์ ให้ทราบเลยว่าเทพนิมิตเขามาขวางเราไว้ ไม่ให้เราได้นิพพาน เพราะนิพพาน ดับสิ้นชาติ สิ้นภพ สูญหมด ภพสวรรค์จะปรากฏมีได้อย่างไร ดินแดนนิพพานจะปรากฏเป็นเครื่องหมายนิมิตบอกเราได้อย่างไร ถ้ามีแสดงว่าเทพนิมิตเขาเอานิมิตมาขวางเราไว้ ไม่ให้เราได้นิพพาน ให้เราไปยังดินแดนหรือภพสวรรค์วิมานที่เขาเอานิมิตมาหลอกเราแทน (อย่าคิดว่าเทวดาหลอกคนไม่เป็น)

๖)   คนสำคัญที่ตนพัวพันกรรมอยู่ ยังไม่ได้นิพพาน

เช่น ลูกศิษย์ที่ตนให้การรับรองธรรมว่าจะได้อรหันต์ จะนิพพานแน่ๆ แต่เขาไม่ได้จริง เราต้องรับผิดชอบกับการรับรองธรรมของศิษย์ผู้นั้นทันที นี่เป็นกรรมมากเหมือนกัน ถ้าศิษย์สำคัญของเราไม่นิพพาน ไปทำเรื่องราวมากมาย ยืดชาติ ยืดภพออกไป เช่น ทำบุญมากยาวออกไปอีก ไม่หยุดเสียที ไม่ลอยบุญลอยบาปให้หมดเสียที ยังทำกิจอื่นๆ อยู่อีก ก็ไม่ได้นิพพาน และส่งผลถึงอาจารย์ผู้ให้การรับรองด้วยว่าไม่ได้นิพพาน หรือศิษย์ที่ทำคุณงามความดีต่อเรามาก เช่น อุปัฏฐากเรา ไม่ได้นิพพาน บุญกรรมที่พัวพันกับเรามากอย่างนั้น ทำให้เราเองก็ไม่ได้นิพพานไปด้วย ถ้าศิษย์ที่อุปัฏฐากเรา เขาไม่ได้นิพพาน 

๗) จบกิจ จบพรหมจรรย์แล้ว แต่กลับยังเจริญต่อ

เช่น ทำสมาธิจนถึงอรหันต์แล้ว แล้วยังกลับไปทำสมาธิต่ออีก ด้วยเห็นว่าสมาธิทำให้สุขสงบ ทำให้สุขดี ซึ่งพระอรหันต์ที่ได้นิพพานแท้ๆ นั้น จะไม่หันกลับไปพึ่งสมาธิ หรือฌานเพื่อเสพสุขอีก เหมือนคนเลิกเสพยาเสพติดแล้วไม่กลับไปเสพอีก แม้แต่สุขทางธรรม สุขสงบในใจก็วางหมด เพราะนิพพานเหนือกว่าสุขไปแล้ว แต่ถ้าจิตไม่แนบแน่นจริง จะกลับไปทำสมาธิ เจริญกรรมฐาน ไปเจริญต่ออีก การเจริญ คือ การสืบชาติสืบภพพรหม ไม่จบไม่สิ้นลงได้ ถ้าจะนิพพาน ต้องถึงอรหันต์แล้ว จบกิจ จบพรหมจรรย์ไปเลย ถ้ายังไม่ทำกิจ โปรดสัตว์ สร้างโน่นสร้างนี่ ไปเจริญวิปัสสนากรรมฐานใดๆ อีก ก็ต่อชาติภพพรหมไปอีก ไม่จบกิจ ไม่จบพรหมจรรย์ ยังนิพพานไม่ได้ เรียกว่าดับแล้วยังจุดต่ออีก

๘)   ถูกตัดขาดจากกระบวนการชำระวิบากกรรม

เช่น ไม่มีวิบากกรรมเข้ามาถึงตัวเราได้เลย เกลี้ยงหมด ว่างหมด ผิดปกติ เพราะแม้แต่พระพุทธเจ้ายังได้รับวิบากกรรมเป็นระยะๆ ซึ่งจะเบาบางไม่มากแล้ว จนค่อยๆ จางหมดไป พระโมคคัลลานะก็ถูกทุบจนตาย ฯลฯ พระอรหันต์ที่จะได้นิพพานจริงๆ ทุกรูปก่อนจะตายจะมีวิบากกรรมเข้าทั้งนั้น ไม่มีใครไม่มีวิบากกรรม อย่างพระสีวลี ก็มีวิบากกรรมดีเข้า ต้องได้ลาภสักการะมากๆ ต้องเสวยไปให้หมดๆ ไป ไม่หมดไม่ได้ ไม่เสวยวิบากกรรมดี ไม่หมด ก็ต้องไปเกิดต่อเสวยให้หมดอีก อย่างพระฉันนะ ได้อรหันต์แล้ว ไม่มีใครไปยุ่งกับท่านเลย เพราะถูกลงพรหมทัณฑ์ แบบนี้ ยังชำระวิบากกรรมไม่หมด ไม่ได้นิพพาน ผู้ที่จะได้นิพพาน จะต้องรับวิบากกรรมไปจนไม่เหลืออะไรอีก เรียกว่าอาจมีคนมาเข้าใจผิด ด่าเราแล้วเลิกกันไป คือ จบ, สิ้น, ดับสูญไป แต่ถ้าไม่มีเลย คือ ผิดปกติ อรหันต์แล้วจะไม่มีกรรมเลยเป็นไปไม่ได้ อรหันต์แล้ว กรรมจะหยุด ไม่มีก่อกรรมใหม่ขึ้น มีแต่วิบากเก่า จะเข้ามากระทบจนจางเบาบางไป ซึ่งพระอรหันต์ที่พร้อมจะนิพพานจะรับได้ และจะไม่หนี ถ้าหนีก็ไม่ได้นิพพาน เช่น พระโมคคัลลานะ ที่ไม่หนี และยอมให้คนทุบตาย พระอุบลวรรณนาเถรี ยอมให้เขาข่มขืนให้จบๆ ไป ถ้าเขาไม่ทำ ท่านก็จะชำระกรรมไม่หมด ไม่ได้นิพพาน เรียกว่าถ้าอรหันต์แล้วยังมีชีวิตรอดอยู่ ก็คือ อยู่เพื่อชำระวิบากกรรมเก่านั่นเอง แต่จะไม่มีก่อกรรมใหม่เพิ่มแล้ว รับอย่างเดียวทั้งดีและชั่ว ไม่มีกระทำตอบกลับ พระอรหันต์รูปใด ที่ถูกปกป้องไว้ ไม่มีใครมาแตะมาเล่นงานได้เลย อันนี้ ชำระกรรมไม่หมด ไม่ได้นิพพาน พระอรหันต์ทุกรูปที่จะได้นิพพาน ต้องรับวิบากให้หมด โดนกันทุกรูป ไม่มีรูปใดที่ไม่โดน ถ้าไม่โดนคือผิดปกติเพราะชาติสุดท้ายหนี้ทุกหนี้ต้องใช้ให้หมดแล้ว

ปัจจุบัน มีพระอรหันต์จำนวนมาก ที่จะไม่ได้นิพพาน แม้ปัญญาถึงอรหันต์แล้วก็ตาม คือ เห็นมรรคแล้ว แต่ไม่ดำเนินตามมรรค ไปหยุดไว้ คิดว่าถึงแล้ว เลยไม่เข้าสู่กระบวนการทางธรรมชาติที่จะได้นิพพาน สุดท้ายจะได้อรหันตโพธิสัตว์ไม่ได้นิพพานในชาตินี้

อนุตรธรรม เรื่อง พระยูไลสามองค์ที่โปรดสัตว์หลังกึ่งกลางยุคพุทธกาล

พระยูไล แต่ละองค์มีความแตกต่างกันตามการบำเพ็ญบารมี พระยูไล จะทรงปรากฏพร้อมของทิพย์คู่บารมีเพื่อให้เราทราบถึงบารมีที่ท่านได้สร้างมาเมื่อครั้งยังอยู่บนโลกมนุษย์ เช่น พระยูไลถือดอกบัว คือ พระยูไลที่สอนธรรม เกิดสำนักปฏิบัติธรรม เป็นต้น พระยูไลที่ถือดวงแก้ว คือ พระยูไลที่บำเพ็ญบารมีปกป้องอาณาเขต หรือประเทศ เป็นต้น ในบทความฉบับนี้ จะกล่าวถึงพระยูไล สามองค์ที่เบื้องบนส่งลงมาโปรดสัตว์ ดังนี้

พระยูไลทั้งสามองค์ที่โปรดสัตว์หลังกึ่งกลางยุคพุทธกาล 

กึ่งกลางพุทธกาล เบื้องบนจะส่งพระยูไลลงมาชุดละสามองค์ คือ พระยูไลที่ถือดอกบัว, พระยูไลที่ถือดวงแก้วมณี และพระยูไลที่ถือเจดีย์บุ่นเซียง ทั้งสามองค์จะประสานงานกัน เพื่อโปรดสัตว์บนโลกมนุษย์ โดยท่านจะลงมาจุติจากสุขาวดีเป็นส่วนใหญ่ มักมาในรูปของพระมหาโพธิสัตว์ที่บารมีมากแล้ว จากนั้น จึงปฏิบัติธรรมจนบรรลุยูไล และสามารถทำกิจต่างๆ ได้ โดยชุดแรกจะลงมาสามองค์ จากนั้น ชุดต่อๆ ไปจะลงมาเรื่อยๆ สามองค์อย่างนี้ สืบเนื่องต่อกันไปไม่มีที่สิ้นสุดจนกว่าจะสิ้นอายุกาลพระพุทธศาสนา ดังต่อไปนี้

๑)   พระยูไลถือดอกบัว

คือ พระยูไล ผู้โปรดสัตว์ด้วยการสอนธรรม มักมีสถานธรรม และนิยมสอนธรรมจักร คือ หมุนดอกบัวกลางกาย ก็จะสำเร็จเป็นพระยูไล ถือ ดอกบัว ท่านมักสอนสัตว์จำนวนมาก แต่ไม่เน้นสัตว์ที่สอนได้ยาก และมักมีสถานธรรมยิ่งใหญ่ มีผู้เข้าออกสถานธรรมมาก การบำเพ็ญนั้น นอกจากจะสำเร็จธรรมขั้นยูไลแล้วขั้นต่อไปคือต้องออกโปรดสัตว์ สอนธรรม เช่น ธุดงค์ไปยังที่ต่างๆ พบปะผู้คนแล้วถ่ายทอดธรรม หรือตั้งสถานธรรมเพื่อสอนธรรม 

๒)   พระยูไลถือดวงแก้ว

คือ พระยูไล ผู้โปรดสัตว์ด้วยการปกป้องประเทศ กำหนดเขตอาคม คุ้มกันประเทศไว้ ไม่ให้ถูกศัตรูรุกรานหรือทำลายได้ พร้อมกับชักชวนผู้คนให้เร่งปฏิบัติธรรม ทำคุณงามความดีไว้ เพื่อให้กรรมของประเทศเบาบางลง ก่อนที่จะลดกำลังเขตอาคมลงภายหลัง การบำเพ็ญนั้น นอกจากจะสำเร็จธรรมขั้นยูไลแล้วขั้นต่อไปคือต้องปกป้องคุ้มครองทางโลก เช่น ใช้ดวงแก้วปกป้องคุ้มครองประเทศ ซึ่งจะยื้อเวลาไม่ให้กรรมเข้าถึงได้เร็ว แล้วจึงหาวิธีช่วยปลดกรรม หรือเร่งทำบุญ ปฏิบัติธรรมก่อนที่วิบากกรรมจะเข้ามาถึงในที่สุด 

๓)   พระยูไลถือเจดีย์บุ่นเซียง

คือ พระยูไล ที่มักไม่อยู่กับที่ และนิยมธุดงค์จรไปเรื่อยๆ เพื่อโปรดจิตวิญญาณที่ตกค้างอยู่ตามสถานที่ต่างๆ และมักเป็นจิตวิญญาณร้ายๆ ที่โปรดได้ยาก ด้วยการดึงจิตวิญญาณ เข้ามากักไว้ในเจดีย์บุ่นเซียงก่อน แล้วกักตนฝึกวิชาโปรดสัตว์ร้ายนั้นให้หลุดพ้นในที่สุด การบำเพ็ญนั้น นอกจากจะสำเร็จธรรมขั้นยูไลแล้วขั้นต่อไปคือต้องออกโปรดสัตว์ที่เป็นจิตวิญญาณ โดยนำจิตวิญญาณที่เร่ร่อนเข้ามาอยู่ในกายสังขารของตนเอง แล้วบำเพ็ญธรรมต่อไปเพื่อโปรดจิตวิญญาณที่ดุร้ายให้หลุดพ้นเป็นจิตวิญญาณที่ดี ยกตัวอย่างเช่น หลวงพ่อโต ซึ่งโปรดจิตวิญญาณนางนาค จนหลุดพ้นจากความเป็นปีศาจร้ายในที่สุด

พระยูไลแต่ละองค์มีบารมีแตกต่างกันไป นอกจากนี้ ยังมีพระยูไลที่ถือของทิพย์ชนิดอื่นๆ อีกด้วยเช่นพระยูไลถือหม้อยาซึ่งบำเพ็ญบารมีด้วยการรักษาโรคให้คน ตัวอย่างพระยูไลที่ลงมาโปรดมนุษย์โลกแล้วมีมากมาย ได้แก่ พระยูไลหลวงพ่อโต ซึ่งถือ เจดีย์บุ่นเซียง, พระยูไล หลวงพ่อสด ถือ ดวงแก้วมณี, พระยูไล หลวงปู่มั่น ถือ ดอกบัว เป็นต้น ชุดนี้ยังไม่ได้เกิดพร้อมกัน แต่ชุดต่อมาจะเกิดในยุคเดียวกัน และประสานงานร่วมกัน ซึ่งเป็นใครนั้น ผู้เขียนยังไม่อาจบอกได้ นอกจากนี้ ยังมีชุดต่อไป ที่จะทำกิจสืบทอดต่อจากท่านทั้งสาม หลังจากท่านทั้งสามละสังขารขึ้นสู่สวรรค์แล้วอีกด้วย ทั้งสามท่านชุดต่อไป ก็จะทำกิจเช่นเดิมต่อจากท่านทั้งสามนั้น จนกว่าพระศาสนาอยู่ยืนยาวจนครบ ๕,๐๐๐ ปี

อนุตรธรรม เรื่อง พระยูไลถือดอกบัวทิพย์

พระยูไล แต่ละองค์มีความแตกต่างกันตามการบำเพ็ญบารมี พระยูไล จะทรงปรากฏพร้อมของทิพย์คู่บารมีเพื่อให้เราทราบถึงบารมีที่ท่านได้สร้างมาเมื่อครั้งยังอยู่บนโลกมนุษย์ เช่น พระยูไลถือดอกบัวทิพย์ คือ พระยูไลที่สอนธรรม เกิดสำนักปฏิบัติธรรม เป็นต้น พระยูไลที่ถือดวงแก้ว คือ พระยูไลที่บำเพ็ญบารมีปกป้องอาณาเขต หรือประเทศ เป็นต้น ในบทความฉบับนี้ จะกล่าวถึงพระยูไล ผู้บำเพ็ญบารมีได้ถือดวงแก้วมณี ดังนี้

ดอกบัวทิพย์ คือ ดอกบัวดอกเล็กๆ อยู่บนฝ่ามือองค์ยูไล ซึ่งมีพลังมาก สามารถกำหนดแบ่งออกมาให้แก่ศิษย์ได้ เมื่อศิษย์ได้รับพลังส่วนเล็กๆ รูปดอกบัว หมุนอยู่ในจักระต่างๆ ในกายสังขารของตน จะช่วยให้ลมปราณหมุนเวียนได้ดี และทำให้ร่างกายและจิตใจเกิดการพัฒนาไปถึงที่สุด เมื่อดอกบัวหมุนทำให้จักระคลายออก และเปิดทะลวงเชื่อมต่อกัน จากจักระที่หนึ่งคือ ก้นกบ ทะลวงสู่จักระที่สองคือ ท้องน้อย (ใต้สะดือแต่เหนือหัวเหน่า) ต่อด้วยจักระที่สามคือท้องใหญ่ (ใต้ลิ้นปี่แต่เหนือสะดือ) ต่อด้วยจักระที่สี่คือหน้าอกหรือหัวใจ ต่อด้วยจักรที่ห้าคือ คอหอย (บริเวณกล่องเสียง) ต่อด้วยจักระที่หก คือ ตำแหน่งตาที่สามลึกลงไป เวลาทะลวงจะทะลวงออกด้านหน้าเพื่อเปิดตาทิพย์ หรือทะลวงขึ้นไปด้านบนทะลุกระหม่อมก็ได้ ถ้าทะลุกระหม่อม นับเป็นจักระที่เจ็ดเชื่อมต่อกับพลังจักรวาล หรือสรรพสิ่งทั้งมวล เมื่อทะลวงจักระที่เจ็ดได้ จะสำเร็จอย่างน้อย “ชญาณ” (คือการหยั่งรู้ในแบบศาสนาเชน) คือ ความหยั่งรู้ได้ด้วยวิญญาณแต่การหยั่งรู้นี้ยังไม่บริสุทธิ์ เช่น ในคนทรงที่รู้ได้ด้วยการทรง ซึ่งไม่ใช่จิตรู้ แต่เป็นรู้ด้วยการสื่อวิญญาณ เมื่อฝึกต่อไป จิตจะพัฒนาตามวิญญาณขันธ์ที่เข้ามาครอบนั้นๆ จนจิตรู้พัฒนาถึงที่สุดก็สำเร็จ “ญาณ” คือจิตหยั่งรู้ได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องพึ่งพาวิญญาณขันธ์ของเทพหรือพรหมองค์ใด มาเข้าทรงอีก     

การบำเพ็ญดอกบัวทิพย์

๑)   การฝึกหมุนจักระเข้าถึงธรรม

ขั้นนี้ ผู้ปฏิบัติยังไม่สำเร็จธรรม จำต้องฝึกหมุนจักระให้สำเร็จขั้นสูงสุด ซึ่งก็คือการฝึกธรรมจักร หรือสมาธิหมุน หรือเรียกว่าฝึกหมุนจักระก็ได้ ในการฝึกหมุนจักระนั้น จะค่อยๆ ฝึกไปช้าๆ ให้กายสังขารปรับสภาพตามได้ ไม่มีเกิดปัญหา แต่ในบางท่านที่ฝึกธรรมจักร จะใช้พลังปราณมาก และสำเร็จรวดเร็วแบบลัดสั้น แบบนี้ ใช้ได้กับท่านที่มีบารมีเก่าอยู่บ้าง ไม่เช่นนั้น จะเกิดการทรงเจ้าเข้าผีมาก กล่าวคือ จิตไม่มีบารมี แต่จักระเปิดรับพลังจากจักรวาลหรือจิตวิญญาณได้แล้ว ทำให้ไม่ทันได้ปรับตัว ต้องอยู่ในสภาพคนทรง ซึ่งบางท่านจะปรับตัวไม่ค่อยได้ ชีวิตปั่นป่วน เพราะจิตวิญญาณที่ประสานเข้ามาทางจักระที่เปิดนั้น ทำให้รบกวนวิถีชีวิต แต่เมื่อฝึกจนถึงที่สุดก็จะสำเร็จขั้นสูงสุดได้คือ ยูไล นั่นเอง

๒)   การเปิดสอนธรรมในแบบต่างๆ

ขั้นนี้ ผู้สำเร็จยูไลแล้ว จะทำหน้าที่สอนมวลสัตว์ บางท่าน มีทรัพย์สมบัติเก่าอยู่ ก็เอามาสร้างสถานธรรมไว้โปรดสัตว์ก็มี บางท่านไม่มีทรัพย์มากใช้การธุดงค์ไปเรื่อยๆ เพื่อโปรดสัตว์ตามที่ต่างๆ แล้วแต่บุญวาสนาก็มี แบบแรกช่วยคนได้มาก แต่มีภาระมาก และอาจไม่ได้สอนคนที่ตรงทาง คนบางกลุ่มที่ไม่ตรงกลุ่มก็เข้ามาฝึกแต่ไม่ได้ผลก็มีมากแต่แบบหลัง จะดำเนินไปตามกรรม มักไม่ค่อยพลาด คือ ได้คนที่สมควรได้รับธรรมและพร้อมจะบรรลุจริงๆ และมีกรรมพัวพันกับคนน้อย ยุ่งเกี่ยวกับคนน้อย และมีภาระดูแลน้อยอีกด้วย  

๓)   การถ่ายทอดวิธีฝึกจิตแก่ศิษย์

ขั้นนี้ คือ หลังจากได้หาวิธีโปรดสัตว์ได้แล้ว ก็ถ่ายทอดวิธีปฏิบัติธรรมจนศิษย์บรรลุธรรมนั่นเอง ในขั้นนี้ก็มีปัญหาและอุปสรรคมากมาย ตามมาเรื่อยๆ บางสถานธรรมก็ได้รับการก่อกวนจากภาคมารและอสูรมาก ทั้งที่มาในรูปมนุษย์ที่มีสังขารและอมนุษย์ที่ไม่มีสังขาร เช่น แทรกเข้ากายสังขารของผู้ปฏิบัติธรรม เพื่อขัดขวางการเข้าถึงธรรม เป็นต้น

อนุตรธรรม เรื่อง พระยูไลถือดวงแก้วมณี

พระยูไล แต่ละองค์มีความแตกต่างกันตามการบำเพ็ญบารมี พระยูไล จะทรงปรากฏพร้อมของทิพย์คู่บารมีเพื่อให้เราทราบถึงบารมีที่ท่านได้สร้างมาเมื่อครั้งยังอยู่บนโลกมนุษย์ เช่น พระยูไลถือดอกบัว คือ พระยูไลที่สอนธรรม เกิดสำนักปฏิบัติธรรม เป็นต้น พระยูไลที่ถือดวงแก้ว คือ พระยูไลที่บำเพ็ญบารมีปกป้องอาณาเขต หรือประเทศ เป็นต้น ในบทความฉบับนี้ จะกล่าวถึงพระยูไล ผู้บำเพ็ญบารมีได้ถือดวงแก้วมณี ดังนี้

ดวงแก้วมณี คือ ดวงแก้วที่ย่อและขยายขนาดได้ กำหนดด้วยใจ (มโนมยิทธิ) ให้เล็กอยู่ในฝ่ามือ หรืออธิษฐานให้ใหญ่มากขึ้นก็ได้แต่ถ้าใหญ่เกินไปพลังจะจางลง  ดวงแก้วมณีสามารถฝึกให้มีหลายชั้นก็ได้ ซ้อนกันหลายๆ ดวง หรือฝึกให้หนามากๆ แต่มีดวงเดียวก็ได้ นอกจากนี้ดวงแก้วแต่ละชั้นสามารถมีค่ายกลและเทพคุ้มกันประจำอยู่แต่ละชั้นก็ได้ แต่ทั้งหมดไว้ทำหน้าที่ “ปกป้องอาณาบริเวณ” ไม่ให้สิ่งไม่ดีไม่งามเข้าทำร้าย, รบกวนบริเวณนั้นๆ ได้ เช่น การสวดมนต์พร้อมถือดวงแก้วไว้ในมือ ส่งกำลังจิตไปคุ้มครองประเทศ หรือการทำสมาธิกำหนดดวงแก้วคลุมประเทศไว้เนืองๆ ในประเทศญี่ปุ่น ก่อนมีพระพุทธศาสนา มีศาสนาชินโตอยู่ก่อนแล้ว ศาสนานี้ จะนิยมสร้างศาลเจ้า บูชาเทพเจ้าที่ตนนับถือ และมีผู้ดูแลศาลเจ้า และ “มิโกะ” ที่ทำหน้าที่สื่อกับจิตวิญญาณ สื่อกับเทพเจ้าต่างๆ อยู่ นอกจากนี้ มิโกะ ยังต้องทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองบริเวณศาลเจ้า ไม่ให้ถูกจิตวิญญาณเหล่าอื่นรบกวนด้วย เพื่อรักษาไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจ้านั้นๆ ซึ่งก็คือการใช้พลังดวงแก้วมณีปกป้องคุ้มครองอาณาเขตนั่นเอง อนึ่ง การใช้ดวงแก้วมณีปกป้องอาณาเขตนี้ มีข้อเสียอยู่บ้าง คือ ทำให้จิตวิญญาณชนิดหนึ่งเกิดขึ้นมากภายในเขตอาคมนั้น คือ “เทพไก่” ซึ่งอยู่ได้ในเมืองลับแล หรือเมืองที่ได้รับการปกป้องด้วยเขตอาคม ซึ่งส่งผลให้เทพไก่เข้าแทรกอยู่กับกายมนุษย์ได้ มนุษย์จะทำตัวเป็นไก่ ผู้ชายเป็นไก่อ่อนคือ ไม่เท่าทันผู้หญิง หลงและยอมผู้หญิงอย่างโง่ๆ ผู้หญิงจะกลายเป็นไก่คือ ยอมมีกามได้ง่าย ส่งผลให้ประเทศญี่ปุ่นปัจจุบันมี Free sex มาก สำหรับประเทศไทย ก็มีผู้ใช้พลังคุ้มกันด้วยดวงแก้วมณีเหมือนกัน ส่งผลให้หลังๆ ประเทศไทยก็มี Free sex เพิ่มขึ้นด้วย

การบำเพ็ญดวงแก้วมณี

๑)   การเพ่งดวงแก้ว

คือ การฝึกเพ่งดวงแก้วแบบวิธีเจริญกสิณหรือการใช้พลังจิตส่งเข้าสู่ดวงแก้วจริงๆ ก่อนที่จะใช้ “มโนมยิทธิ” หรือการกำหนดด้วยใจ ให้พลังดวงแก้วนั้น ไปปกป้องคุ้มครองที่ใด บางท่าน จะใช้การสวดมนต์ส่งกำลังต่อเนื่องเข้าสู่ดวงแก้ว โดยถือดวงแก้วไว้ในมือก็ได้

๒)   การกำหนดเขตอาคม

คือ การอธิษฐานจิตก็ได้ หรือการเพ่งนิมิตก็ได้ ให้ดวงแก้วใหญ่ขึ้นครอบคลุมทั้งประเทศ หรือย่อให้เล็กลงตามกำลังจิตที่สามารถมีได้ ถ้าขยายวงให้ใหญ่เกินไปเขตอาคมจะอ่อนกำลัง ถ้าเล็กเกินไป ก็ไม่ครอบคลุมทั่วถึง จึงต้องกำหนดให้พอดีแต่กำลังของผู้กระทำ

๓)   การเคลียร์ภายในเขตอาคม

เช่น การดึงคนในบริเวณเขตอาคมมาทำบุญ เพื่อชำระวิบากกรรมให้ลดลง หรือเร่งให้คนในเขตอาคมปฏิบัติธรรมจนหลุดพ้นไป หรือทำให้วิบากกรรมของคนในเขตอาคมหมดลงก่อน จึงค่อยเปิดเขตอาคม หยุดการส่งกำลังจิตเข้าสู่ดวงแก้วมณีที่คุ้มครองประเทศอยู่

การจะได้ถึงยูไลถือเจดีย์ดวงแก้วมณีได้นั้น ต้องบำเพ็ญธรรมถึงยูไลให้ได้ ทั้งยังต้องฝึกฤทธิ์สายปกป้องคุ้มกัน ตัวอย่างเช่น หลวงพ่อสด ก็สำเร็จเป็นพระยูไล ได้บารมีถือดวงแก้ว เพราะเคยปกป้องคุ้มครองประเทศไทยช่วงที่มีวิกฤติสงครามด้วย (หลวงพ่อโต ได้ยูไลถือเจดีย์บุ่นเซียง, หลวงปู่มั่น ได้ยูไลถือดอกบัว เพราะเผยแพร่ธรรม สอนกรรมฐาน)

อนุตรธรรม เรื่อง พระยูไลถือเจดีย์บุ่นเซียง

พระยูไล แต่ละองค์มีความแตกต่างกันตามการบำเพ็ญบารมี พระยูไล จะทรงปรากฏพร้อมของทิพย์คู่บารมีเพื่อให้เราทราบถึงบารมีที่ท่านได้สร้างมาเมื่อครั้งยังอยู่บนโลกมนุษย์ เช่น พระยูไลถือดอกบัว คือ พระยูไลที่สอนธรรม เกิดสำนักปฏิบัติธรรม เป็นต้น พระยูไลที่ถือดวงแก้ว คือ พระยูไลที่บำเพ็ญบารมีปกป้องอาณาเขต หรือประเทศ เป็นต้น ในบทความฉบับนี้ จะกล่าวถึงพระยูไล ผู้บำเพ็ญบารมีได้ถือเจดีย์บุ่นเซียง ดังนี้

เจดีย์บุ่นเซียง คือ เจดีย์ที่ย่อและขยายขนาดได้ กำหนดด้วยใจ (มโนมยิทธิ) ให้เล็กอยู่ในฝ่ามือ หรืออธิษฐานให้ใหญ่เทียบเท่าเจดีย์ของจริงก็ได้ เจดีย์บุ่นเซียง มีหลายชั้น แต่ละชั้นมีค่ายกลและวิธีการจัดการต่างกัน แต่ทั้งหมดไว้ทำหน้าที่ “กักขังสัตว์ร้าย” ให้อยู่ในเจดีย์นั้น พร้อมรับการโปรดสอนธรรมจากพระยูไล จนกว่าจะหลุดพ้นและหายดุร้ายได้ เจดีย์บุ่นเซียง เป็นของคู่บารมีของท้าวจตุโลกบาลองค์หนึ่งด้วย แต่อานุภาพจะน้อยกว่าเจดีย์บุ่นเซียงของพระยูไล คือ ของพระยูไลสามารถกักขังสัตว์ที่ดุร้ายได้มากกว่านั่นเอง

บำเพ็ญบารมีอย่างไรจึงได้ถือเจดีย์บุ่นเซียง

๑)   การกักตนฝึกวิชชา

การใช้เจดีย์บุ่นเซียงกักขังสัตว์ร้าย จะส่งผลให้พระยูไลได้รับกรรมตามที่ตนกระทำด้วย กล่าวคือ ท่านกักขังสัตว์ร้ายในเจดีย์บุ่นเซียง ท่านก็ต้องรับวิบากกรรมด้วยการกักตนฝึกวิชชาหรือเข้าสมาธิ หรือท่านได้ฝึกเก็บตน กักบริเวณตนเอง เป็นระยะเวลายาวนาน มีขันติบารมีมาก คือ ความอดทนอดกลั้นมาก ก็จะสามารถโปรดสัตว์ที่ดุร้ายได้มาก ยิ่งฝึกมากก็ยิ่งมีอานุภาพมาก ยิ่งอดทนยอมกักตนอยู่นานมาก เจดีย์บุ่นเซียงก็ยิ่งมีกำลังมาก

๒)   การโปรดสัตว์ดุร้าย

เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำควบคู่ไปกับการใช้เจดีย์บุ่นเซียงกักสัตว์ร้าย เพราะหากกักขังสัตว์ร้ายไว้นานเกินไป กรรมก็ตกแก่พระยูไลองค์นั้นมากเกินไปด้วย การปล่อยสัตว์ร้ายออก มาได้นั้น จะต้องโปรดสัตว์ร้ายให้หลุดพ้นให้ได้ก่อน ถ้าทำไม่ได้ ก็ยังปล่อยออกมาไม่ได้ ถ้าโปรดจนหลุดพ้นจากความเป็นสัตว์ดุร้ายแล้วค่อยปล่อยออกมา จึงไม่เป็นภัยแก่สัตว์อื่นทั้งหลาย เช่น การที่หลวงพ่อโต โปรดนางนาค นี่ก็ให้ผลได้บารมีเป็นเจดีย์บุ่นเซียง

๓)   การยอมให้สัตว์ร้ายเข้าสู่กายตน

เมื่อมีกายสังขารเป็นมนุษย์อยู่ จำต้องกักจิตวิญญาณสัตว์ร้ายไว้ในกายสังขารของตน การกักสัตว์ร้ายไว้ที่อื่น เช่น ผูกมัดไว้ที่ต้นไม้ใหญ่ในป่าช้าก็ดี, เสาไม้ที่ทำขึ้นในที่ลับก็ดี ฯลฯ ล้วน มีกรรมมาก สัตว์ได้รับความทรมาน และจะไม่ได้บารมีเป็นเจดีย์บุ่นเซียง การยอมให้สัตว์ร้ายเข้ากายสังขารของตน จะทำให้ได้บารมีเป็นเจดีย์บุ่นเซียง และสัตว์ร้ายจะอยู่ในเจดีย์บุ่นเซียง ซึ่งอยู่ในกายทิพย์ และกายทิพย์ก็อยู่ในกายสังขารของเราอีกที

การจะได้ถึงยูไลถือเจดีย์บุ่นเซียงได้นั้น ต้องบำเพ็ญธรรมถึงยูไลให้ได้ ทั้งยังต้องฝึกฤทธิ์สายอิม คือ การฝึกดูดซับพลังงานภายนอกเข้าตัว จากพลังงานเล็กๆ จนเป็นพลังจิตวิญญาณ เมื่อใช้ร่างกายดูดซับได้ทั้งจิตวิญญาณแล้ว ก็สามารถเดินทางไปโปรดสัตว์ที่มีแต่จิตวิญญาณยังที่ต่างๆ ดึงจิตวิญญาณเหล่านั้นเข้ามาอยู่ในกายก่อน คือ ให้อยู่ในเจดีย์บุ่นเซียง สัตว์ร้ายจะค่อยๆ อ่อนฤทธิ์ลง ช่วงแรกจะอาระวาดมาก เราอาจได้รับความกระทบกระเทือนทางร่างกาย เจ็บป่วยได้ และอาจถูกหลอก ดลจิตดลใจจากสัตว์ร้ายนั้นได้มาก แต่ต้องอดทน จนโปรดสัตว์ร้ายได้สำเร็จ กว่าจะได้บารมีเป็นเจดีย์บุ่นเซียงนั้น ผู้บำเพ็ญต้องอดทนกับการถูกจิตวิญญาณเข้าแทรก (ผีเข้า) และคุมเขาให้ได้ โปรดเขาให้ได้ เมื่อทำได้แล้ว จะเกิดบารมีกลายเป็น “เจดีย์บุ่นเซียง” ให้ใช้การอธิษฐานขอเก็บจิตวิญญาณร้าย เข้าเจดีย์บุ่นเซียง แล้วกักตนโปรดเขาจนกว่าเขาจะหลุดพ้นจึงสำเร็จ

อนุตรธรรม เรื่อง พระอรหันตโพธิสัตว์สามารถเลือกรับกิจรับกรรมได้

พระอรหันตโพธิสัตว์บางองค์ไม่ได้ตั้งจิตหรือให้สัจจะสัญญากับเบื้องบนก่อนมาเกิดว่าจะมาทำกิจใด ยังไม่ทราบตนเองว่าจะทำกิจใดดี เช่นนี้ เมื่อมาเกิดบนโลกมนุษย์และบรรลุอรหันต์แล้วสามารถที่จะเลือกกิจเลือกกรรมที่จะรับได้ ปกติ เมื่อยังไม่บรรลุอรหันต์นั้นจะมีพรหมลิขิตได้อยู่ มีกรรมที่ต้องชำระได้อยู่ ซึ่งต้องชำระหนี้ที่เบื้องบนจัดสรรมาให้ครบสำหรับชาตินั้นๆ ก่อน พอหมดแล้ว ก็สามารถเลือกกรรมเลือกกิจต่อได้อีก คือ ในชาตินั้นได้ใช้หนี้กรรมพอแล้ว ควรแก่กาลแล้ว ก็เลือกชำระกรรมต่อ เพื่อให้ชาติภพสั้นลงได้ ไม่ต้องไปเกิดเพื่อชำระกรรมชาติหน้า เอามาชำระในชาตินี้เลยก็ได้ แบบนี้ก็มีได้ เกิดได้

นี่คือเหนือพรหมลิขิตแล้ว แต่ต้องบรรลุอรหันตโพธิสัตว์เป็นอย่างต่ำ จึงจะสามารถทำได้ ในพระโพธิสัตว์ที่รับกิจรับกรรมมาจากเบื้องบนก่อนเกิด ก็ต้องทำกิจนั้นให้สำเร็จ ไม่ทำก็ไม่ได้ แต่สำหรับท่านที่ไม่ได้รับกิจมาสามารถเลือกได้ตามบุญบารมี ถ้าบำเพ็ญบุญบารมีแบบไหนก็จะรับกิจไปแบบนั้น กิจและลักษณะกายทิพย์ตามบารมีที่บำเพ็ญ ตัวอย่างเช่น

อวโลกิเตศวรคลุมพลังดำ

เป็นอวโลกิเตศวร ที่มีอดีตชาติเคยบำเพ็ญบารมีมาเป็นพระแม่กาลีมาก่อนทำหน้าที่ปราบสามีซึ่งมีบารมีระดับพรหมโลก เช่น พระศิวะ เหนือกว่านี้จะคุมไม่ได้ ภาคนี้ดุและขี้หึง

อวโลกิเตศวรโปรดกุมาร

เป็นอวโลกิเตศวร ที่มีอดีตชาติเคยบำเพ็ญบารมีมาเป็นพระแม่อุมามาก่อนทำหน้าที่โปรดบุตรซึ่งมีบารมีระดับเทวโลกคือกุมารชายหญิง เหนือกว่านี้จะคุมไม่ได้ ภาคนี้ใจดีอ่อนแอ

อวโลกิเตศวรขี่มังกรดำ

เป็นอวโลกิเตศวร ที่มีอดีตชาติเคยบำเพ็ญบารมีมาเป็นพระมเหสีมาก่อนทำหน้าที่คุมสามีซึ่งมีบารมีเป็นพระราชาที่ดุร้าย คือ มังกรดำ เหนือกว่านี้จะคุมไม่ได้ ภาคนี้มีปัญญามาก

อวโลกิเตศวรถือแจกันน้ำมนต์ 

เป็นอวโลกิเตศวร ที่มีอดีตชาติเคยบำเพ็ญบารมีมาเป็นพระสงฆ์ส่วนใหญ่ หน้าที่ทำลายล้างความชั่วร้าย ปราบไสยดำ โดยใช้น้ำมนต์ล้างทำลายคุณไสยดำให้หมดสิ้นไป

มัญชุศรีวัชระกาย

เป็นมัญชุศรี ที่มีอดีตชาติเคยบำเพ็ญบารมีมาเป็นพระธุดงค์ มีกายทิพย์ใสเหมือนแก้วประกายพรึก จะเด่นทางธุดงควัตร แต่จะสอนไม่เก่ง พูดไม่เก่ง แต่จิตใสตรงนิพพาน

มัญชุศรีขี่สิงห์

เป็นมัญชุศรี ที่มีอดีตชาติเคยบำเพ็ญบารมีมามีตำแหน่งสูงทางโลก เช่น พระราชา, แม่ทัพ จะเด่นทางการปกครอง แต่จะสอนไม่เก่ง พูดไม่เก่ง ดุ มีความคิดไกลคนตามไม่ทัน

มัญชุศรีถือคัมภีร์ดอกบัว  

เป็นมัญชุศรี ที่มีอดีตชาติบำเพ็ญบารมีสั่งสมมาทางธรรม หรือเป็นนักปราชญ์นักปรัชญา มักแต่งหนังสือ หรือเรียบเรียงคัมภีร์ที่ตกหล่นให้เป็นหมวดหมู่ จนสำเร็จโพธิญาณ

อนึ่ง ผู้มีบุญบารมีทั้งหลาย สามารถเลือกรับกิจ รับกรรม รับภาระหน้าที่ที่จะโปรดสัตว์ได้ตามที่ตนถนัดหรือต้องการ แต่ถ้าไม่เลือกอะไรเลย จะเป็นฝ่ายถูกเลือก โดยธรรมชาติจะนำพามาให้เอง ผู้บำเพ็ญบารมีจะได้ของทิพย์คู่บารมีอย่างหนึ่ง นั่นหมายถึง “ภารกิจ” ที่ต้องถือไว้ เอาไว้ทำบนโลก แม้แต่พระยูไลก็มีเช่นกัน ผู้ใดสำเร็จยูไลแล้ว จะได้ของทิพย์คู่บารมีต่างกันไป อันส่งผลต่อกิจและกรรมที่ต้องกระทำบนโลกนี้ด้วย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น