รวมบทความอนุตรธรรม เกี่ยวกับยุคสมัยนี้ ผู้ที่จะได้นิพพาน ต้องมีลักษณะอย่างไร

รวมบทความอนุตรธรรม เกี่ยวกับยุคสมัยนี้ ผู้ที่จะได้นิพพาน ต้องมีลักษณะอย่างไร

อนุตรธรรม เรื่อง พระพุทธศาสนาเหลือนิพพานไว้ให้ผู้มีวิถีปัจเจกชน

พระพุทธศาสนาของพระสมณโคดม มีอายุ ๕,๐๐๐ ปี ครึ่งแรกจะตกแก่พุทธบริษัท จะอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะตามวิสัยปกติ แต่ครึ่งหลัง คือ หลังปี พ.ศ. ๒,๕๐๐ ถึง พ.ศ. ๕,๐๐๐ ไปแล้ว จะตกแก่เหล่าผู้เข้าสู่วิถีปัจเจกชน ซึ่งจะมาจากการกระทบกระทั่งกันจนเกิดทุกข์มาก ของสี่สัตว์เหล่าใหญ่คือ มาร, เทพ, พรหม, ยักษ์อสูร โดยสัตว์สี่เหล่าใหญ่นี้ ที่เข้าข่ายจะไม่ปรารถนาอะไรมาก่อน กำลังในการบำเพ็ญบารมีน้อย และอาศัยบุญบารมีจากการได้เกิดมาช่วยค้ำพระพุทธศาสนาแม้ไม่ถูกวิธีก็ตาม แต่ล้มเหลว หรือไม่ประสบความ สำเร็จทางโลก ถูกกระทบกระทั่ง เกิดทุกข์มาก จึงลัดตัดตรงเข้านิพพาน และจะนิพพานคล้ายพระปัจเจกพุทธเจ้า แต่ยังไม่ได้ญาณเทียบเท่าพระปัจเจกพุทธเจ้า จึงเป็นได้เพียงปัจเจกชนที่อาศัยร่มพระพุทธศาสนา นิพพานเท่านั้น กล่าวคือไม่ใช่พระปัจเจกพุทธเจ้า และยังไม่ใช่พระอรหันตสาวกด้วย เพราะไม่ใช่พุทธบริษัท ไม่ใช่บริวารเก่าของพระพุทธ เจ้ามาก่อน อาจเรียกได้ว่า “ปัจเจกอรหันต์” ก็ดี คือ ผู้ที่อาศัยผู้อื่นช่วยให้บรรลุธรรมแต่อยู่อย่างโดดเดี่ยว ไปอย่างพระปัจเจกพุทธเจ้า แต่ไม่ได้ดำรงอยู่แบบพระสาวกในพุทธศาสนา หรือแบบ “ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า” ก็มี คือ ผู้ที่ปรารถนาพุทธภูมิ แต่ลัดตัดตรงเข้านิพพาน โดยมิได้ทำหน้าที่เป็นพระพุทธเจ้าบนโลก ทั้งที่มีบารมีพอเป็นได้ ท่านจะได้บารมีถึงสัมมาสัมพุทธะแต่เพราะอาศัยธรรมะของพระพุทธเจ้าที่เหลือไว้ ทำให้ไม่อาจเป็นพระพุทธเจ้า ต้องละสังขารนิพพานแบบพระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วคอยปกครองดูแลปัจเจกอรหันต์ในระดับนิพพานต่อไป และแบบ “ปัจเจกพุทธะ” ก็มี คือ ผู้ตรัสรู้เอง ไม่มีครู แล้วละสังขารตายไปเอง แต่เพราะได้อาศัยธรรมะของพระพุทธเจ้า จึงไม่อาจนับให้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าได้ จึงได้เป็น “พุทธะ” คือ รู้ได้เอง และ “ปัจเจก” คือ อยู่อย่างโดดเดี่ยวอิสระ และไปอย่างโดดเดี่ยวอิสระ รวมเป็น “ปัจเจกพุทธะ” ทั้งสามแบบนี้จะได้นิพพานจริง นอกจากนั้น หลังกึ่งกลางพุทธกาล ไม่อาจนิพพานได้ในแบบอื่นๆ เลย

หลังกึ่งกลางพุทธกาล ผู้ปฏิบัติได้สมเป็น “อรหันตสาวก” จะไม่มี

พระอรหันตสาวก จะเป็นสาวกแท้ เป็นบริวารแท้ เป็นพุทธบริษัทแท้ของพระพุทธเจ้า จึงทำตามคำสอนของพระพุทธองค์ได้สมฐานะ ศีลวินัยของพระพุทธเจ้ามากมายก็ทำตามได้หมด เป็นปกติ เพราะท่านบำเพ็ญบารมีร่วมกันมานับชาติไม่ถ้วน อยู่ร่วมกันมา และมีชีวิตดำรงอยู่ตามแบบกันมายาวนานเช่นนั้น จึงทำได้อย่างนั้น แต่หลังจากกลางกึ่งพุทธ กาลแล้วไม่มีแบบนั้นได้ การเกิดขึ้นของอรหันต์ จะไม่ใช่ “อรหันตสาวก” แต่เป็นอรหันต์ในรูปแบบอื่นๆ เช่น “อรหันตโพธิสัตว์” ซึ่งยังไม่นิพพาน “ปัจเจกอรหันต์” ซึ่งนิพพานไปแบบพระปัจเจกพุทธเจ้า การดำรงชีพอยู่ร่วมกับคนในปัจจุบัน โดยไม่มีพระพุทธเจ้าคอยบอกว่ากรรมใดควรระวัง, ละวาง, ละเว้น ทำให้เผลอก่อกรรมแม้ไม่มีเจตนา ยังกลายเป็นกรรมสร้างชาติสืบภพใหม่ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ถ้ามีพระสัพพัญญูคอยบอกจะไม่มีปัญหานี้ แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว โลกมนุษย์ สังคมมนุษย์ก็เปลี่ยนไป, กรรมก็มากขึ้น, พัวพันกันหนักขึ้น กำลังปัญญาญาณของผู้อื่นที่ไม่ถึงขั้นพระสัพพัญญูญาณ หรือพระปัจเจกฯ จะไม่อาจเอาตัวเองหลุดพ้นได้ ผู้ที่จะเอาตัวเองหลุดพ้นถึงนิพพานได้ จึงต้องมีปัญญาใกล้เคียงกับพระปัจเจกพุทธเจ้า แต่จะน้อยกว่าหน่อย แล้วอาศัยศรัทธาที่มีต่อพระธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นเครื่องช่วย ก็จะรู้ว่าควรระวังอะไรบ้าง กรรมจึงไม่เกิดขึ้นใหม่ ไม่ก่อชาติสืบภพใหม่อีกและนิพพานได้จริง ซึ่งได้แก่ “ปัจเจกอรหันต์”, “ปัจเจกพุทธะ” นั่นเอง                                  

การดำรงอยู่และจากไปของผู้ที่จะได้นิพพานในหลังกึ่งกลางพุทธกาลนี้

จะต้องมีความเป็นปัจเจกชนอยู่บ้างซึ่งปัจจุบันมีกันมาก ศึกษาธรรมเอง เช่น อ่านหนังสือ ดูจากสื่อ หรือในอินเตอร์เน็ต แล้วทำงานชำระกรรม ชดใช้กรรม ทำกิจที่ควรทำเคลียร์ให้หมดทั้งต้องไม่ปรารถนาโพธิญาณหรืออะไรต่อไปข้างหน้าอีกแล้ว แล้วปฏิบัติธรรมให้ได้ถึงอนาคามีประคองไว้จนใกล้ตาย กำหนดจิตพิจารณาให้ถึงอรหันต์ จนบรรลุอรหันต์ก่อนตายประมาณเจ็ดวัน จึงละสังขารดับขันธปรินิพพานได้ในเพศฆราวาส ถ้าบวชพระ จะอยู่ร่วมกับสมมุติสงฆ์ไม่ได้เพราะจะพากันออกนอกลู่นอกทางหมด จึงต้องเข้าป่าวิเวก

อนุตรธรรม เรื่อง ปัจเจกชนต่ำต้อยเท่านั้นจะได้นิพพานครึ่งหลังพุทธกาล

ท่านที่มีกำลังพอที่จะบำเพ็ญบารมีจะยังไม่ได้นิพพานในครึ่งหลังกึ่งพุทธกาลนี้ เพราะจะต้องบำเพ็ญบารมีไปก่อน ไม่ว่าจะปรารถนาอะไร นับตั้งแต่พระปัจเจกพุทธเจ้า ก็ยังนิพพานในช่วงครึ่งหลังนี้ไม่ได้ ส่วนผู้ที่ไม่มีกำลังในการบำเพ็ญบารมี แต่ได้อาศัยการร่วมบุญบารมีมากับผู้ที่มีกำลัง ก็จะได้เป็นสาวก ที่จะนิพพานพร้อมกับหัวหน้าของตนที่ตนตั้งความปรารถนาไว้ร่วมกันนั้น แบบนี้ยังไม่ได้นิพพานในหลังกึ่งพุทธกาลนี้เหมือนกัน ต้องบำเพ็ญบารมีไปก่อน ที่เหลือคือ พวกปัจเจกชนที่ไม่มีความสามารถจะบำเพ็ญบารมีเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าได้ จึงเป็นกลุ่มที่ได้รับเลือกให้ได้นิพพานก่อน ซึ่งในช่วงหลังกึ่งพุทธกาลนี้ พวกนี้จะเป็นคนเห็นแก่ตัว ไม่สนใจคนอื่น ห่วยแตก ไม่มีความสามารถอะไรจริง แต่อ่อนกำลังลงแล้ว ไม่ก่อกรรมทำเข็ญ ไม่ทำร้ายใครแล้ว เลิกยุ่งกับคนอื่นแล้ว มักเกิดมาไม่มีความสามารถพิเศษอะไร ไม่ได้สิทธิพิเศษอะไรในสังคม สังคมมองข้าม มองผ่าน และไม่ยอมเข้ากับใคร สนใจแต่ตัวเอง ไม่สนใจใคร ไม่ก้มจำนนให้ใคร ถือตัวว่าตนก็แน่ แต่แน่ไม่จริง เอาตัวเองรอดแทบจะไม่ได้ ต้องพึ่งพาคนอื่นอยู่ดีคือพึ่งพาธรรมะในพระพุทธศาสนาทั้งๆ ที่ตนเองปรามาส หรือดูแคลนพระพุทธศาสนาก็มี พวกนี้ ห่วยแตก คือ ทั้งแย่และไม่ดี แต่เพราะโดนปราบมาแล้ว ยอมจำนนแล้ว และเลิกก่อกรรมทำเข็ญแล้ว เพียงแต่จิตไม่ยอมเป็นสาวก ไม่ยอมเป็นบริวารของพระโพธิสัตว์ผู้ทำหน้าที่ปราบเท่านั้น พวกเขาจึงต้องหาที่อาศัยให้ถึงนิพพาน ซึ่งจะไม่ได้บุญบารมีจะอาศัยใต้ร่มพุทธศาสนาของพระนิตยโพธิสัตว์องค์ใดเลย เพราะทั้งห่วยแตกและยโสโอหัง อวดดีและไม่ยอมรับความจริงว่าตนเองห่วยแตก ต้องอาศัยผู้อื่น แต่ก็ไม่มีพระนิตยโพธิสัตว์องค์ไหนรับได้ เพราะบุญบารมีพวกเขาน้อยมาก มาไม่ถึง บำเพ็ญไม่ได้ ทำไม่ผ่าน สอบตกหมด จะตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าก็ทำไมได้ สอบตกอีก ที่เหลือจึงต้องอาศัยพระพุทธเจ้าสมณโคดมเท่านั้น ซึ่งนับว่าเป็นยุคของศาสนาพุทธที่เสื่อมที่สุด เหมาะสมที่สุดกับดวงจิตที่ห่วยแตกเหล่านี้แล้ว พวกที่ดีกว่านี้ ต้องบำเพ็ญบารมีต่อไปก่อน รอให้พวกห่วยแตกได้นิพพานไปก่อน ตนเองมีกำลังมีความสามารถพอไปไหวได้ ต้องช่วยคนอื่นให้ได้ก่อน

เทียบกับทางโลกอุปมาเหมือน SMEs หรือเอกชนขนาดเล็ก พวกนี้จะอยู่รอด เพราะเป็นยุคของเขา แต่ไม่ได้อยู่รอดได้ด้วยตัวเองแบบพระปัจเจกพุทธเจ้านะ ไม่ใช่ว่าตนเองมีความสามารถทำกิจการได้สำเร็จดีนะ เป็นเซียนหาเลี้ยงชีพด้วยตนเองก็ไม่ได้ แต่เพราะได้หน่วยงานรัฐบาลช่วยหนุนก็รอดได้ เหมือนพวกที่จะได้นิพพานละ ก็ได้อาศัยศาสนาพุทธที่เขาเหลือไว้ให้ จึงรอดได้ ลำพังกำลังตนเอง เอาตัวเองไม่รอด เหล่าธุรกิจขนาดเล็กก็เหมือนกัน สู้แข่งขันในตลาดร่วมกับองค์กรใหญ่ๆ ไม่ได้เลย พวกเขาจะรอดด้วยอาศัยกำลังของรัฐบาลช่วยหนุนเท่านั้น ถ้าไม่มี ก็ไม่รอด นอกจากนี้ พวกธุรกิจใหญ่ๆ ก็แย่เหมือนกัน คือ ทำงานหนัก, หมุนเงินไปได้ด้วยหนี้ ไม่ใช่ว่าธุรกิจจะดีเหมือนก่อน คือ ตัวเองก็เป็นหนี้ของตัวเอง, ตัวเองจ้างตัวเองทำงาน ทั้งๆ ที่เป็นเจ้าของธุรกิจ ก็ไม่อาจปลีกวิเวกออกมาได้ คนไหนเอาตัวออกมาจากธุรกิจ ปล่อยให้ธุรกิจตั้งตัวเอง ไปเองได้ คนนั้น มีทางเลือกสองทาง คือ ตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า หรือจะตั้งความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าก็ได้ แต่ต้องบำเพ็ญบารมีต่อไปนะ คนที่บริหารคนได้มากมาย แล้วเอาตัวเองรอดออกมาได้แตกต่างจากคนอื่นนั้น เข้าข่ายตรัสรู้ได้ด้วยตัวเองทั้งนั้น คนไหนเอาตัวเองออกมาไม่ได้ อันนี้ ต้องเป็นสาวกองค์ใหญ่ คือ อสีติมหาสาวก ของพระพุทธ เจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง ส่วนพวก SMEs ก็คือพวกที่เข้ายุคสมัยปัจจุบัน คือ พวกเอาตัวเองรอดไปก่อน เพราะกำลังบำเพ็ญบารมีน้อย เมื่อบรรลุเป็นอรหันต์แล้ว จะไม่มีใครเชื่อและไม่สนใจเลย เขาหาว่าบ้าบ้าง เขาหาว่าลวงโลกบ้าง แต่พวกนี้แหละที่ “นิพพานจริงๆ” พวกที่เรานับถือกันมากๆ ดังๆ เด่นๆ นั้นยังไม่ได้นิพพานในชาตินี้ พวกที่สังคมเขาไม่เอาแล้ว ไม่สนใจแล้ว มองผ่านแล้ว โยนทิ้งแล้ว นี่แหละ พวกนี้จะได้นิพพานจริงๆ ต้องบอกให้ชัดเจนอย่างนี้ เพื่อให้ท่านทั้งหลายไม่หลงกัน และปฏิบัติตรงทางใครทางมัน

*ขอขมากรรมที่ต้องเขียนแรงและตรง เพื่อให้ท่านเข้าใจกระจ่างแยกแยะได้ชัดเจน

อนุตรธรรม เรื่อง การปฏิบัติธรรมสำหรับผู้ที่ไม่ได้นิพพานหลังกึ่งพุทธกาลนี้

ผู้ที่ยังไม่ได้นิพพานหลังกึ่งพุทธกาลนี้ ได้แก่ ผู้ที่มีกำลังในการบำเพ็ญบารมีด้วยตนเองแบบพระปัจเจกพุทธเจ้าก็ดี พระพุทธเจ้าก็ดี และผู้ที่ไม่มีกำลังบำเพ็ญบารมีมากพอ แต่อาศัย “บุญสัมพันธ์” กับพระโพธิสัตว์องค์ใดองค์หนึ่งไว้ เพื่อนิพพานพร้อมกันในยุคของท่านก็ดี สำหรับผู้บำเพ็ญบารมีแบบพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น จะมีความเป็นปัจเจกชนมาก แต่จะมีความสามารถเอาตัวเองรอดได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร ส่วนผู้ที่บำเพ็ญบารมีแบบพระพุทธเจ้านั้น จะมีความสามารถเอาตัวเองให้รอดได้ก่อน ต้องเอาตัวเองคนเดียวรอดได้ก่อนนะ แล้วจึงหวนกลับไปหาวิธีเอาบริวารรอดได้ด้วย พวกที่ตนเองยังหลงอยู่แล้วคลุกคลีตีโมงกับคนมากมาย เอาตัวเองไม่รอด เอาคนอื่นรอดก็ไม่ได้ พวกนี้จะได้เพียงอสีติมหาสาวก ส่วนพวกที่เอาตัวเองรอดได้ แต่ช่วยเขาให้รอดตามตนไม่ได้ ถูกคนล้อมมากมาย จะได้ “พุทธะ” หรือ “ยูไล” ในช่วงอายุพุทธกาลของพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง ในบทความฉบับนี้ ขอกล่าวถึงคนส่วนใหญ่ คือ ผู้ที่จะได้เป็นพระสาวกในพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ต่างๆ ในชาติข้างหน้ากัน ว่าควรปฏิบัติตนอย่างไร

การปฏิบัติเพื่อไม่ให้กลายเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า

มนุษย์เป็นสัตว์ แต่ก็มีสัตว์บางตัวที่เลือกที่จะมีชีวิตแบบปัจเจก เช่น เหล่าปัจเจกชน เป็นต้น ซึ่งก็ไม่ผิดแต่อย่างใด สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการตรัสรู้เองให้เหนื่อยยาก คือ เมื่อตนตรัสรู้แล้วก็ไม่มีบริวารแบบพระพุทธเจ้าอีก เรียกว่าเหนื่อยยากกว่าจะได้ธรรม ได้ธรรมแล้วหาคนสนใจเป็นไม่มีอย่างนี้ ทั้งยังไม่มีกำลังมากพอที่จะบำเพ็ญเป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ยาก ก็จะสร้างบุญบารมีเพื่อจะได้เชื่อมสัมพันธ์ไปสู่พระพุทธเจ้าองค์ต่างๆ ในอนาคตข้างหน้า เรียกว่าการบำเพ็ญบารมีเป็นพระสาวก ซึ่งพระสาวกมีหลายตำแหน่ง เช่น พระสาวกเบื้องขวา, เบื้องซ้าย และยังมีเอตทัคคะคือ ผู้เป็นเลิศในด้านต่างๆ อีกด้วย การทำให้ได้สมปรารถนานี้ ต้องเริ่มจากการปรารถนาแล้วปฏิบัติให้ตรงทางด้วยตนเองก่อน เช่น ถ้าอยากเป็นสาวกเบื้องขวาผู้มีปัญญามาก ก็จะต้องทำให้ตัวเองเป็นผู้มีปัญญาก่อน แล้วจึงไปหาหัวหน้า เริ่มจากหัวหน้าที่ไม่ได้เรื่อง หรือเลว ค่อยๆ ไล่ลำดับขึ้นไปเรื่อยๆ จนได้หัวหน้าที่ตนปรารถนา คือ พระพุทธเจ้าองค์ที่ตนอยากได้เป็นหัวหน้าคือ ต้องไล่ทำกรรมดีกับคนอื่นๆ เป็นแบบกรรม รอยกรรมไว้ก่อน เพราะบุญบารมีของการบำเพ็ญในแรกๆ นั้น ไม่ทำให้ถึงองค์ที่ปรารถนาได้ ต้องค่อยๆ สั่งสมไปเรื่อยๆ ถ้าไม่ยึดติดหัวหน้า ก็จะมีเหตุให้ลาออก หรือเปลี่ยนหัวหน้าไปเรื่อยๆ สุดท้าย จะไปศรัทธายึดอาศัยคนที่เราต้องการเป็นบริวารจริงๆ คือ พระโพธิสัตว์ทั้งหลายตลอดจนพระนิตยโพธิสัตว์ในท้ายที่สุดนั่นเอง

การปฏิบัติจิตและการบำเพ็ญบารมีควบคู่กัน

หากท่านไม่เข้าข่ายของผู้ที่จะได้นิพพานในยุคหลังกึ่งพุทธกาลนี้ คือ พวกที่ “ห่วยแตก” ช่วยตัวเองไม่ได้ บำเพ็ญบารมีต่อไม่ได้ รับกรรมมากมาย หนักพอจนเหนื่อยล้าและอยากพัก ทั้งยังไม่เข้าข่ายพระพุทธเจ้าหรือพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้วละก็ ท่านเข้าข่ายที่จะต้องบำเพ็ญบารมีสานกรรมร่วมกับพระโพธิสัตว์ที่พร้อมตรัสรู้ได้จริงสักองค์หนึ่ง ในยุคที่มีพระธรรมเหลืออยู่นี้ด้วยการปฏิบัติจิตไปด้วยโดยไม่คาดหวังว่าจะต้องได้นิพพานหรือไม่ และการบำเพ็ญบารมีควบคู่ด้วย ซึ่งการบำเพ็ญบารมีนั้นไม่ต้องถึงขั้นของพระนิตยโพธิสัตว์ก็ได้ เอาแค่ทำสิ่งดีในสถานการณ์ที่ตนดำรงชีพอยู่บนโลก ในชีวิตประจำวันปกติไปเรื่อยๆ ทำให้เป็นธรรมชาติ ไม่ต้องไปวิ่งหา ออกหาใครที่ไหนก็ได้ เริ่มจากก้าวแรกให้มั่นคงก็จะก้าวไปสู่ขั้นต่อๆ ไปเอง บุญจะหนุนเราไปสู่คนที่ควรได้พบได้เจอเองตามวาระ เมื่อได้พบแล้วทำบุญสัมพันธ์กันไว้ก็จะได้ เป็นหมู่คณะร่วมกัน เรียกว่ามีบุญสัมพันธ์มากพอที่จะได้นิพพานในยุคเดียวกันแล้ว อนึ่ง บางท่านบำเพ็ญบารมีและปฏิบัติทางจิตไม่สัมพันธ์กันคือบางท่านปฏิบัติจิตมากเกินไป บำเพ็ญบารมีน้อยบุญกรรมมีน้อยจิตจะไหลเข้านิพพานผิดเวลา ต้องปรับใหม่ ต้องเข้าสู่สังคมทำบุญและกรรมต่อไปก่อน แต่บางท่านก็บำเพ็ญบารมีมากไป สร้างบุญและกรรมมากไป ทำให้เครียด และจิตไม่ค่อยสงบสุข อย่างนี้ควรไปปฏิบัติจิตให้พอดีกันด้วย อนึ่ง ความสมดุลพอดีของแต่ละคน ก็ไม่เหมือนกัน

อนุตรธรรม เรื่อง พระพุทธบิดาและเหตุต้นแบบของพระโพธิสัตว์

บุคคลเป็นพ่อลูกกันด้วยกรรมหนัก ไม่ว่าจะเป็นกรรมดีหรือเลวก็ช่าง ถ้าหนักมากพอจะเป็นพ่อลูกกันได้ ถ้ากรรมเบาไป จัดสรรเป็นพ่อลูกกันไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น คนที่ตัดสินประหารชีวิตคนไว้ คนๆ นั้น อาจมาเกิดเป็นลูกของตนได้ ทำให้ตนต้องทำทุกอย่างเพื่อลูก อันนี้ ถึงจะชดใช้ชำระกรรมกันได้เบาบางลง แต่พ่อลูกย่อมมีส่วนคล้ายกัน ทั้งๆ ที่จิตวิญญาณไม่เกี่ยวข้องกันมาก่อนเลย (เช่น คนเคยเกิดเป็นศัตรูเข่นฆ่ากันมาไม่น่าจะนิสัยคล้ายกันได้) พ่อลูกคล้ายกันได้ด้วย “ลมปราณ” ที่เกิดขึ้นระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ของแม่และพ่อ ปราณของแม่และพ่อเป็นเครื่องปรุงประกอบของวิญญาณขันธ์เริ่มต้นของลูก ลูกจะเกิดจากการสลายกายทิพย์เก่าก่อน แล้วอาศัยปราณของพ่อและแม่เพื่อสร้างกายทิพย์ใหม่ ถ้าพ่อแม่มีปราณดี ลูกจะมีกายทิพย์ที่ดี คือ ได้ลูกดี จิตใจงาม แต่ถ้าพ่อแม่มีปราณแย่ ลูกจะมีกายทิพย์ไม่ดี คือ ได้ลูกจิตใจไม่ดี หรืออ่อนแอ ป่วยไข้ง่ายก็ได้ ดังนั้น พ่อแม่จึงเป็นผู้กำหนดอนาคตของลูกได้มากเลยทีเดียว มีลูกน้อยมากที่จะหลุดพ้นจากอิทธิพลของพ่อและแม่ได้ เช่น อภิชาตบุตร คือ ลูกที่ดีกว่าพ่อและแม่ ซึ่งหาได้ยาก การได้เกิดเป็นลูกของพ่อแม่คนใด จึงเป็นตัวกำหนดวิถีการชำระกรรมในชาตินั้นๆ ได้ทั้งชาติ

พระโพธิสัตว์ก็เช่นกัน จะต้องอาศัยพ่อแม่เป็นแบบอย่างเริ่มต้นชีวิต ปราณของพ่อและแม่สำคัญสำหรับลูกมาก ที่จะกำหนดกายทิพย์ของลูกได้เลยทีเดียว การผสมเทียมจะทำให้ได้ปราณส่วนเดียวคือของแม่เท่านั้น เช่น แม่บำเพ็ญบารมีได้กายทิพย์อวโลกิเตศวร ลูกมีโอกาสที่จะเป็นกุมาร หรือมังกรดำได้มาก แต่ถ้าพ่อเป็นมังกรดำมีปราณมาผสมด้วยลูกมีโอกาสเป็นกุมารดำ ถ้าพ่อเป็นพระโพธิสัตว์ ลูกมีโอกาสเป็นกุมารดี ในกรณีของพระโพธิสัตว์ ถ้าได้พ่อแบบต่างกัน การบำเพ็ญในชาตินั้นจะต่างกันชัดเจนสามารถจะทำนายได้เป็นส่วนใหญ่ (คือ ไม่ ๑๐๐%) ว่าพระโพธิสัตว์องค์นั้นจุติมาบำเพ็ญอะไร ดังต่อไปนี้

พ่อ “อวโลกิเตศวร”

พระโพธิสัตว์ได้พ่อแบบนี้ จะจุติลงมาเกิดเป็นลูกกตัญญู เพื่อบำเพ็ญบารมีได้แก่ เมตตาบารมี เป็นสำคัญ โดยยอมละความสุขส่วนตัว เพื่อพ่อแม่ได้ ลูกบางคนก็ยอมไม่แต่งงานเพื่อดูแลพ่อแม่ที่ตกทุกข์ได้ยากตลอดชีวิตเช่นพระสุวรรณสามดูแลพ่อแม่ที่เป็นดาบสตาบอดทั้งสองคน อันนี้ คือ การบำเพ็ญเมตตาบารมี ด้วยการเกิดเป็นบุตรของอวโลกิเตศวร 

พ่อ “มัญชุศรี”

พระโพธิสัตว์ได้พ่อแบบนี้ จะจุติลงมาเกิดเป็นนักปราชญ์, ครู, กุนซือ ฯลฯ เพื่อบำเพ็ญปัญญาบารมีและเนกขัมบารมี เป็นสำคัญ โดยจะยอมละความยิ่งใหญ่ แม้ตนจะมีปัญญามากแต่ชอบความสงบวิเวกมากกว่า จึงยอมสละความยิ่งใหญ่, อำนาจและบัลลังก์เพื่อให้ผู้อื่นได้เป็นแทนตนได้ เพื่อเลือกเอาความสงบวิเวกมากกว่าเช่น ขงเบ้ง ก็เคยทำมาแล้ว 

พ่อ “กษิติครรภ์”

พระโพธิสัตว์ได้พ่อแบบนี้ จะจุติลงมาเกิดเป็นหมอ, เกษตรกร หรือพระราชา เพื่อบำเพ็ญเมตตาบารมีและอุเบกขาบารมีเป็นสำคัญ โดยยอมยากลำบากอยู่กับคนชั้นล่างที่เต็มไปด้วยวิบากกรรม เช่น ผู้ป่วยที่มีโรคภัย อันสังคมรังเกียจ เป็นต้น พระโพธิสัตว์จะยอมลดตนลงไปอยู่กับคนที่มีเวรกรรมมากมาย แต่จะทำสิ่งผิดบาปโดยไม่เจตนาแล้วสำนึกผิด

พ่อ “เมตตรัย”

พระโพธิสัตว์ได้พ่อแบบนี้ จะจุติลงมาเกิดเป็นพ่อค้า, ขุนนาง หรือพระราชา เพื่อบำเพ็ญวิริยบารมีและขันติบารมีเป็นสำคัญ โดยยอมเป็นคนโง่ให้คนหลอก เพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ความเข้าใจในงานที่ตนทำ เรียกว่ายอมเป็นคนโง่ก่อนแล้วจึงฉลาดทีหลัง เพื่อเรียนรู้จากศัตรู แล้วค่อยเปลี่ยนศัตรูมาเป็นมิตร เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า ไม่เคียดแค้นศัตรู  

พ่อ “สมันตภัทร”

พระโพธิสัตว์ได้พ่อแบบนี้ จะจุติลงมาเกิดเป็นโจรคุณธรรม, ขุนนางโฉด หรือพระราชาที่โหดร้ายแล้วสำนึกผิดภายหลัง เพื่อบำเพ็ญจากพระโพธิสัตว์ไปสู่ “พระมหาโพธิสัตว์” มีกำลังในการบำเพ็ญบารมีได้มากโดยที่ไม่นิพพานไปก่อน เรียนรู้การก่อกรรมเพื่อต่อชาติสืบภพ และอยู่กับกิเลสให้ได้คือใช้ประโยชน์จากกิเลสเพื่อการบำเพ็ญบารมีให้เป็น โดยยอมเป็นคนเลว ทำกรรมเลว เพื่อเรียนรู้และเข้าใจโลกทั้งสองด้าน แต่จะมีความแค้นได้

พ่อ “เซียน”

พระโพธิสัตว์ได้พ่อแบบนี้จะจุติลงมาเกิดเป็นเกษตรกร, อาชีพอิสระ, หมอดู-คนทรง ฯลฯ เพื่อบำเพ็ญปัญญาบารมีและเนกขัมบารมีเป็นสำคัญโดยยอมละทิ้งทางโลกมาใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบ สันโดษ และมักครองตนเป็นโสด พระโพธิสัตว์เกิดมาชาตินี้ เพื่อบำเพ็ญญาณตรัสรู้เป็นสำคัญ เพราะเซียนนั้น พร้อมที่จะตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าโดยไม่มีครูสอน

พ่อ “มาร”

พระโพธิสัตว์ได้พ่อแบบนี้ จะจุติลงมาเกิดเป็นนักแสดง, ศิลปิน, ขุนนาง หรือพระราชาที่หลงผิด เพื่อบำเพ็ญบารมีจากภพมารไปสู่ภพอื่นๆ เป็นสำคัญ เช่น ไปสู่ความเป็นเซียนหรือพระโพธิสัตว์ โดยยอมลองผิดลองถูก และทำสิ่งแปลกแตกต่างจากสิ่งเดิมๆ ที่มีคนเคยทำ สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ แต่ไม่ได้หลุดพ้น ปรุงแต่งและจินตนาการ พระโพธิสัตว์ที่มาเกิดเป็นดารานี้ จะเป็นจิตที่มาจากภพมารก่อน ละความเป็นมารแล้วถึงความเป็นโพธิสัตว์

พ่อ “อสูร” 

พระโพธิสัตว์ได้พ่อแบบนี้ จะจุติลงมาเกิดเป็นทหาร, ตำรวจ, โจร, ขุนนางที่คดโกง หรือพระราชาที่ดุร้าย เพื่อบำเพ็ญบารมีจากภพอสูรไปสู่ภพอื่นๆ เป็นสำคัญ เช่น ไปสู่ความเป็นเซียนหรือโพธิสัตว์ ปกติแล้ว คนที่มีพ่อเกิดมาอย่างไร ลูกมักไม่พ้นแนวทางของพ่อ เช่น ถ้าพ่อโกงกิน ลูกก็ต้องร่วมวงด้วย และมาสานต่ออำนาจให้พ่อ แต่ถ้าลูกสามารถเอาตัวออกมาได้ โดยยอมสละลาภยศเงินทอง หรือยอมทะเลาะกับพ่อ แตกหักกับพ่อ อันนี้ ลูกมีโอกาสเป็นพระโพธิสัตว์มาเกิด ยกตัวอย่างเช่น ดาราชื่อ ด. ที่มีพ่อเป็นทหารเก่า

สรุป

พระโพธิสัตว์จะเกิดมาเป็น “อภิชาตบุตร” คือ เหนือพ่อ ดีกว่าพ่อ พ่อจะเป็นผู้กำหนดว่าพระโพธิสัตว์มาจากภพไหน ถ้าพ่อเป็นมารมาเกิด ลูกมาจากภพมารแล้วหลุดพ้นมารได้ แต่พ่อทำไม่ได้ ถ้าพ่อเป็นเปรตมาเกิด ลูกมาจากภพเปรตแต่จะพ้นภพเปรตได้ ส่วนพ่อทำไม่ได้ ถ้าพ่อมาเกิดเป็นโจร ลูกเป็นโจรแต่กลับตัวกลับใจได้ เลิกได้ เริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ พระโพธิสัตว์คือ ผู้ทำความฝันที่พ่อทำไม่ได้ให้เป็นจริงได้ แต่ไม่เหมือนพ่อ เป็นไปในแนวทางของตนเอง ผู้เขียนมีพ่อมาจากนรก และผู้เขียนก็มาจากนรก ชาติก่อนนี้ได้กินเหล้ามาก และตกนรก ไม่นานนักพระกษิติครรภ์ไปฉุดช่วยออกมาจากนรก จึงได้เกิดเป็นลูกพ่อที่กินเหล้ามาก ผู้เขียนตกรอยกรรมเก่า อกหักเสียใจมาก และเอาแต่เที่ยวและกินเหล้า แต่ในที่สุด ก็เลิกได้อย่างสิ้นเชิง แต่ผู้เขียนก็ไม่สามารถทำให้พ่อเลิกกินเหล้าได้ ผู้เขียนระลึกได้เองภายหลัง หลังจากไปพบอาจารย์ๆ บอกว่าผู้เขียนมาจากนรกมาเกิด (ฟังดูเหมือนโดนด่าแรงเนอะ ก็เลยต้องมาฉุดช่วยสัตว์นรก) ฟังแล้วก็ไม่ค่อยอยากเชื่อ ใครจะอยากเชื่อว่าตัวเองไม่ดีละ ก็ต้องอยากดีกันทั้งนั้น คิดว่าเราน่าจะมาจากสุขาวดีต่างหาก แต่จิตในกายเรามีหลายดวง บางดวงก็มาต่างที่กัน อันนี้ไม่ขออธิบายมาก ในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าสิบชาตินั้น พระเตมีย์ใบ้ ท่านจุติมาจากนรก เพราะเคยเกิดเป็นพระราชาแล้วก่อกรรมมากจึงตกนรกแล้วระลึกชาติได้ จึงแกล้งเป็นใบ้ ใครจะทรมานกลั่นแกล้งอย่างไรท่านก็ไม่ยอมพูด เพื่อให้ตนไม่ต้องเป็นพระราชาอีกครั้ง จึงบำเพ็ญสำเร็จ

สรุปส่งท้าย พระโพธิสัตว์จะอาศัยพ่อเป็นต้นแบบสำคัญในการบำเพ็ญบารมี และอาศัยแม่เป็นตัวเสริมจุดอ่อนเพื่อให้การบำเพ็ญบารมีสมดุลในชาตินั้นๆ ดังที่ได้กล่าวมา ในยุคปัจจุบัน ดวงจิตปัจเจกชนมาเกิดมาก บิดาของพระมหาโพธิสัตว์ก็จะเกิดเป็นเซียน

อนุตรธรรม เรื่อง ยุคของเซียนและร้อยแปดวีรบุรุษเขาเหลียงซาน

ยุคนี้ ดวงจิตของสรรพสัตว์ส่วนใหญ่จะเกิดมาเป็นปัจเจกชนก่อน จากนั้น เมื่อเกิดวิกฤติมากๆ พวกเขาจะไม่อาจพึ่งพาวัตถุ, เงินทอง หรือตนเองได้ ก็จะแห่กันเข้าไปหาที่พึ่งทางจิตใจ เช่น ผู้มีบุญบารมี, ผู้ทรงฤทธิ์, ทรงธรรมต่างๆ ดังที่เราได้เห็นกันตามวัดและสถานธรรม ที่คนจะแห่กันเข้าไปเกาะพึ่งพาอาศัยกันมาก ซึ่งคนเหล่านี้ปรับเปลี่ยนจากปัจเจกภูมิ มาสู่สาวกภูมิ ผลจากความเจริญทางโลก ทำให้คนเราหยิ่งยโสไม่พึ่งพากัน ทำตนไม่เหมือนสัตว์สังคม เป็นปัจเจกชน แต่การเป็นปัจเจกชนได้นั้น ต้องพึ่งพาตนเองให้ได้จริงๆ โลกจะวิกฤติหนักขึ้นเพื่อบีบให้มวลสัตว์กลุ่มหนึ่งกลายเป็นปัจเจกชนได้โดยสมบูรณ์ คือ หนีออกจากสังคม สังคมทอดทิ้ง พวกเขาจะเรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่รอดได้ด้วยตัวเอง เช่น คนที่หากินที่สนามหลวง เป็นต้น กับคนอีกส่วนหนึ่งจะเปลี่ยนจากปัจเจกชน ไปสู่สัตว์สังคม โดยยอมเป็นสาวกของผู้มีบุญบารมี ซึ่งมาเกิดมากมายรออยู่แล้วในวัดและสถานธรรมต่างๆ ตามแต่ละเลือก, จะค้นพบ, ตามบุญกรรมสัมพันธ์กันไป ดังนั้น เขาเหล่านี้ ส่วนหนึ่งที่เป็นปัจเจกชนจะบรรลุเซียน ส่วนที่เป็นสาวกภูมิ ก็จะได้ค้นพบศาสดาที่ตนนับถือ เช่น พระสงฆ์ที่ตนนับถือมากราวกับเป็นเทพเจ้าหรือศาสดาองค์ใหม่เลยทีเดียว แม้ไม่ได้อยู่ในฐานะศาสดา หรือไม่ได้ประกาศตนเป็นศาสดา แต่การกระทำก็เป็นไปแล้ว เช่น การใช้สื่อประกาศคุณงามความดีต่างๆ นี่ก็เรียก “ประกาศ” เหมือนกัน แต่ไมได้พูดเต็มปากว่าเป็นศาสดาเท่านั้น ซึ่งก็ไม่ผิด เพราะคนเราลึกๆ นั้นต้องการพบศาสดาอยู่ จึงทำเช่นนั้น ส่วนท่านที่ถูกกระทำดั่งเช่นเป็นเทพเจ้า, เทวดาเดินดิน, หรือศาสดานั้น ก็ต้องรับภาระแบกเขาเหล่านี้ต่อไป ไม่รู้อีกกี่ชาติกี่ภพ จนกว่าจะนิพพาน  

การบรรลุแบบเซียนต่างจากการบรรลุแบบอื่นอย่างไร

การบรรลุแบบเซียน คือ การบรรลุธรรมโดยใช้เทคนิควิธีต่างๆ อันแตกต่างจากการเทศน์ปกติ เช่น การถอดกายทิพย์ไปสอนธรรมของหลวงปู่เทพโลกอุดร ท่านถอดกายทิพย์ไปสอนธรรมแก่พระธุดงค์ก็มากอยู่ เมื่อใช้วิธีแบบเดียวกับเซียนแล้ว อาจบรรลุเหนือเซียนขึ้นไปก็ได้ เช่น บรรลุอรหันตผลก็ได้ แต่จะทำให้เป็นคนที่ปลีกวิเวกออกจากสังคม อยู่บนโลกไม่ต่างจากเซียน ไม่รวมกันเป็นหมู่เหล่า หมู่คณะ แบบพระสงฆ์สาวกทั่วไป เนื่องเพราะการบรรลุแบบเซียน ไม่ใช่การบรรลุแบบทั่วไป ที่ใช้การพูดคุยกันตรงๆ ตัวต่อตัว

วิธีแบบเซียนคือใช้ฤทธิ์ ไม่ได้เหมือนคนปกติเขาทำกัน ซึ่งมีผลมากพอควร ถ้าคนที่เราไปโปรดไม่มีตาทิพย์ ก็มองไม่เห็นกายทิพย์แต่จิตวิญญาณของเขาจะรู้ได้หมดเพราะจิตเป็นธาตุรู้ สัมผัสกายทิพย์ได้อยู่แล้ว ดังนั้น อาจส่งผลให้จิตวิญญาณบรรลุธรรม แต่กายสังขารไม่รู้เรื่องเลย ข้อดีคือ มีจิตอย่างน้อยหนึ่งดวงในกายนั้นที่มีความตรงต่อธรรม แต่จิตวิญญาณในกายมีหลายดวง รวมกันแล้ว ก็อาจทำให้ทั้งกายนั้น ยังทำกรรมเลวได้อยู่ แต่ถ้าเราไปทั้งตัว สอนกันแบบเขารู้เนื้อรู้ตัว กายของเขารับรู้หมด จิตทุกดวงในกายรู้พร้อมกัน บางดวงกำลังเข้าใจ บางดวงกำลังต่อต้าน อย่างนี้สอนยากกว่าจิตสู่จิตเป็นดวงๆ (เลือกสอนแต่ดวงที่รับได้) แต่ผลออกมาได้คุ้มค่ามากกว่า คือ กายสังขาร เช่น สมอง, ใจ ฯลฯ เข้าถึงธรรมด้วย เมื่อเข้าถึงธรรมทั้งกายจะส่งผลให้จิตวิญญาณไม่ว่ากี่ดวง ต่อมาที่จรเข้ามาในกายนั้นสามารถบรรลุธรรมตามๆ กันได้ แต่ในกรณีถอดกายทิพย์ไปสอนจิตวิญญาณบางดวงโดยกายสังขารนั้นไม่ได้รับรู้ด้วย จะได้ผลเฉพาะดวงจิตนั้นๆ ดวงจิตดวงต่อๆ มา ยากที่จะบรรลุธรรมตามๆ กันไปด้วย ความแตกต่างของเซียนที่อยู่ในพุทธศาสนา คือ เซียนในพุทธศาสนาจะได้อาศัยธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าซึ่งละเอียดกว่าของท่านเล่าจื้อ ทำให้ได้บรรลุมรรคผลถึงอรหันต์ก็ได้, พุทธะหรือยูไลก็ได้ ในขณะที่ท่านที่ศึกษาแต่เต๋าอย่างเดียวอาจบรรลุได้แค่เซียน แต่ไม่ได้ถึงอริยบุคคล คือ ได้กายทิพย์เป็นเซียน รู้วิธีเอาชนะใจตนเอง ข้ามพ้นปมในใจของตนเองได้ จิตหลุดพ้นจากวิถีปุถุชน พ้นโลกียะ แต่ยังมี “สักกายทิฐิ” มีกิเลสหรือสังโยชน์บางตัวเหลืออยู่ได้ แต่ผู้ที่เข้ามาศึกษาในพุทธศาสนาแท้จริงได้นั้น ตัวแรกที่ต้องละก่อนคือ “สักกายทิฐิ” นี่คือ สิ่งที่แตกต่างกันของผู้บรรลุแบบเซียนในพระพุทธศาสนาและนอกพระพุทธศาสนา

การบรรลุเซียนหมายถึงอะไร

การบรรลุแบบเซียนนั้น หมายถึง การบรรลุโดยจิตเข้าถึงภาวการณ์เปลี่ยนแปลงภายใน จากจิตของปุถุชนไปสู่เหนือปุถุชน เช่น จิตวิญญาณที่เปลี่ยนไปเป็นจิตวิญญาณ เซียน, โพธิสัตว์, พระยูไล หรือพระอรหันตสาวก ก็ได้ แต่ต้องไม่ได้เกิดจากการเทศนาตามปกติ คือ เกิดจากการใช้ “เทคนิควิธีทางจิต ปรับเปลี่ยนจิตวิญญาณภายใน” เช่น คนที่บำเพ็ญบารมีมากๆ แต่ปฏิบัติธรรมไม่ได้ผลเลย สามารถใช้วิธีสลับจิตวิญญาณ เอาจิตวิญญาณของพระมหาโพธิสัตว์เข้ามาแทนที่จิตวิญญาณเดิมทำให้บรรลุอรหันต์แบบฉับพลันได้ นี่คือวิธีแบบเซียน ไม่ใช่การบรรลุธรรมตามปกติ ซึ่งส่งผลให้เกิดความแตกต่างจากการบรรลุธรรมโดยทั่วไป เช่น กายสังขารอาจมีสักกายะทิฐิอยู่ จิตวิญญาณดวงที่บรรลุนั้นไม่ได้มีสักกายทิฐิ แต่จิตวิญญาณดวงอื่นมี และกายสังขารก็มีด้วย กายสังขาร, สมอง, ใจ ก็ดี จะมีความยึดติดในกาย, ในจิตวิญญาณด้วย ดังนั้น การบรรลุแบบเซียนนี้ จึงได้เฉพาะจิต เป็นดวงๆ ไป การบรรลุแบบเซียน คือ บรรลุด้วยวิธีพิเศษไม่เหมือนปกติ เป็นเทคนิคทางจิตวิญญาณขั้นสูง ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ในคนที่ศึกษาและปฏิบัติตามคำสอนของพุทธศาสนาด้วย ทำให้สำเร็จได้ง่ายและเร็วลัด แต่จะมีปัญหาบางอย่าง จิตไม่ค่อยมีเสถียรภาพ และต้องตามมาเก็บรายละเอียดต่อไป เช่น บรรลุอรหันต์แล้ว แต่กลับมีจิตวิญญาณบางดวงที่มีกิเลส จรเข้าออกร่างกาย ทำให้กายสังขารนั้น ไม่บริสุทธิ์ดังเดิม ได้ถึงอรหันต์แล้วแต่กลับมีกิเลสขึ้นอีกได้ ในขณะที่การบรรลุตามปกติ จะไม่มีปัญหานี้เลย

อนึ่ง เซียนทั้งหลายอาจมี “สักกายทิฐิ” เหลืออยู่ ถ้าเราไม่ถือสาอะไรกับเซียนที่อาจหลงตัวเองไปบ้าง เป็นตัวของตัวเองมากเกินไปบ้าง ถือเนื้อถือตัวสักหน่อยบ้าง ก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะเซียนนั้น เมื่อบรรลุธรรม ก็จะเอาชนะตัวเองได้ในบางเรื่อง จนนำไปสู่ญาณตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าได้เอง แต่ยกเว้นเรื่อง “สักกายทิฐิ” ส่วนพระโสดาบัน หรือพระอริยบุคคลในพุทธศาสนานั้นต้องละวาง “สักกายทิฐิ” ก่อนอย่างอื่น ดังนั้น ความถือตัวมีในหมู่เซียนได้ แต่พวกเขาก็เก่ง และมีธรรมของตน ที่ไม่ใช่ที่สุด หรือทั้งหมดแต่ถ้าเราไม่รังเกียจตามศึกษาเก็บเกี่ยวรวบรวมก็จะได้มุมมองต่างๆ ครบรอบด้านได้ ส่วนพระอริยบุคคลนั้น ไม่มีสักกายทิฐิแล้ว จึงพร้อมเสมอที่จะรับรู้, ศึกษา และเล่าเรียน แม้จากนักเรียนของตนเองก็ตาม ทำให้เป็นคนที่มีเสน่ห์กว่าพวกเซียน ซึ่งเข้ากับคนในสังคมไม่ค่อยได้ พูดอะไรไปก็ขัดหูเขา ในคนบางคนบรรลุแบบเซียนคือบรรลุธรรมเองไม่มีครูสอนได้แบบเซียน แต่เขามีบุญบารมีเก่า กายทิพย์ของเขาไม่ใช่เซียน แต่อาจได้ถึงโพธิสัตว์ก็มี เช่น ปุถุชนโพธิสัตว์ ที่มีกายทิพย์มัญชุศรี แบบนี้จะเก่งมาก มีปัญญาเยอะ แต่ไม่ได้ละสักกายทิฐิ ความถือตัวมีมาก สอนคนอื่นอย่างเดียว รับธรรม รับฟังใครไม่ได้เลย ก็มี จนทำให้เราหลงคิดว่าสำเร็จเป็นพุทธะแล้ว หรืออรหันต์แล้ว แต่ให้สังเกตดู สักกายทิฐิของเขายังมี ในขณะที่พระยูไล (พุทธะ) หรือ อรหันต์ เขาละวางแล้วเรื่องสักกายทิฐินั้นๆ            

ยุคร้อยแปดวีรบุรุษเขาเหลียงซาน

วีรบุรุษเขาเหลียงซานก็คือกลุ่มคนที่เคยมีความสามารถทำงานทางโลก แต่เพราะปัญหาทางโลกที่รุมเร้า ทำให้ปลีกตัวหายไปจากสังคมโลก อยู่บนเขาแล้วตกผลึก สร้างสรรค์ผลงานวรรณกรรม, ศิลปกรรม บ้างก็บรรลุเซียน บ้างสำเร็จเป็นปราชญ์ บ้างก็เป็นศิลปิน ซึ่งเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์จีนยุคสมัยราชวงศ์หมิงกำลังล่มจม ราชวงศ์ชิงกำลังเกิดขึ้น งานวรรณกรรมสองชิ้นที่เขียนอธิบายความเป็นอยู่ของคนในยุคนี้เช่น เรื่อง กระบี่เย้ยยุทธจักร ที่กล่าวถึงผู้ก่อการรวบรวมผู้คนหวังยึดครองอำนาจ แต่กลับต้องสลายตัวไปหมดก่อน, วีรบุรุษเขาเหลียงซาน ที่กล่าวถึงกลุ่มบุคคลที่มีความสามารถแต่สังคมไม่ต้องการ เพราะหลงคนที่งามแต่เปลือกนอก ประจบเก่ง เข้าสังคมเก่ง พวกเขาหลบขึ้นเขาแล้วบรรลุเซียนจำนวนมาก ในปัจจุบัน ประเทศไทยเองก็มีลักษณะแบบนี้เหมือนกัน คนหลายคนเริ่มเบื่อหน่ายและปลีกวิเวกจากสังคม บางคนลาออก บางคนเกษียรก่อนอายุ แล้วอยู่อย่างสงบในบั้นปลายชีวิต หลายคนกลายเป็นนักเขียน กลั่นกรองและตกผลึกความคิดตนจากประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมาจนกลายเป็นวัฒนธรรมยุคต่อมา

อนุตรธรรม เรื่อง จิตวิญญาณที่แทรกเข้าตัวเรา มาจากไหนกันบ้าง

กายสังขารของมนุษย์สามารถถูกจิตวิญญาณเข้าแทรกได้มากมาย จิตวิญญาณเหล่านั้น มีที่มาจากไหนบ้าง เป็นจิตวิญญาณของเราทั้งหมดเลยหรือ หรือมีจิตวิญญาณที่ไม่ใช่ของเราเก่าก่อนด้วย บทความนี้ จะขออธิบายเรื่องจิตวิญญาณที่เข้าแทรกในตัวมนุษย์ ซึ่งมักพบมากในนักปฏิบัติธรรม คนทั่วไปมักไม่ค่อยมีปัญหาหรือสับสนนัก ดังต่อไปนี้

๑)   จิตวิญญาณเก่าของตนเองที่ตกค้างอยู่

ในกายสังขารของมนุษย์หนึ่งกายมีจิตวิญญาณมากกว่าหนึ่งดวง ในชาติเก่าๆ เมื่อเราละสังขารไปแล้ว เราจะไปจุติด้วยจิตเพียงหนึ่งดวง จิตดวงอื่นๆ จะไม่ได้ไปด้วย จะกระจายไปตามบุญกรรมของจิตวิญญาณดวงนั้นๆ เมื่อเรามาเกิดมีกายสังขารใหม่ จิตวิญญาณเก่าๆ ของเราเหล่านั้น ก็จะมาร่วมอยู่ในกายสังขารเราอีก วนเวียนซ้ำๆ อย่างนี้ หลายต่อหลายชาติ จวบจนกว่าจะโปรดจิตวิญญาณของตนได้หมด ก็จะนิพพานได้ในชาติสุดท้าย

๒)   จิตวิญญาณเบื้องบนที่เข้ามาร่วมบารมี

เรียกว่า “เทพประจำตัว” หรือ องค์รักษ์ก็ได้ ท่านเหล่านี้ สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาทำหน้าที่ดูแล และชักจูงเราไปทำบุญบารมีร่วมกับเขา เขาอาจเป็นบริวารเก่าๆ ของเราในอดีต หรือเป็นเทพเทวดาที่เกี่ยวข้องกับเรามาในชาติไหนก็ได้ หรืออาจเป็นเจ้านายเราในบางชาติภพมาช่วยโปรดเราก็ได้ อย่างนี้ เรียกว่าไม่ใช่จิตวิญญาณของเราแท้จริงแต่มาจากจิตวิญญาณของผู้อื่น ซึ่งจะไม่ได้อยู่กับเรานาน ทำหน้าที่สั้นๆ แล้วก็เปลี่ยนไป เช่น ผู้บำเพ็ญบุญบารมี ได้กายทิพย์อวโลกิเตศวร จะมีเหล่ากุมาร มาอยู่ด้วย และอาจแทรกเข้ามาในกายสังขารเลย อันนี้ เป็นบุญบารมีประจำกายทิพย์นั้นๆ และจะถูกจัดสรรโดยเบื้องบนอย่างมีระบบระเบียบชัดเจน ไม่มีออกนอกกรอบ นอกลู่นอกทางไปเอง 

๓)   จิตวิญญาณที่เราได้มาโดยบุญบารมีเราเอง

อันนี้แตกต่างจากข้อเมื่อกี้ เพราะมาโดยเราเองไปโปรดเขา ช่วยเหลือเขา ไม่ได้มาเองโดยบุญกรรม ไม่ได้มาโดยบัญชีสวรรค์ หรือเทวดาจัดเวรมาดูแลมนุษย์ แต่เราเองไปทำกรรม สร้างบุญสร้างบารมี เขาก็มาอาศัยร่วมบุญบารมีกับเราได้เช่น เราไปช่วยคนที่กำลังทุกข์ใจมากๆ เพราะจิตวิญญาณบางดวงอยู่กับเขา และพากันไปทุกข์ ต่างช่วยกันไม่ได้ อันนี้ ถ้าเราโปรดคนๆ นั้น จิตวิญญาณดวงนั้นๆ ก็จะมาอาศัยร่วมในกายสังขารเราได้ เขาจะมาช่วยเหลือกิจของเรา ช่วยเราสร้างบุญบารมีร่วมกับเรา นี่เรียกว่าได้มาโดยบารมี นี่ต่างจากแบบที่เบื้องบนส่งมาร่วมบารมี เพราะแบบนี้ ไม่ใช่ของเก่า เป็นของใหม่ เราทำเอง ในปัจจุบันชาติ ไม่มีเบื้องบนจัดสรรให้ เราทำเอง ได้เองเลย อันนี้ ถ้าทำไม่ดีก็เป็นกรรมเข้าตัวเอง เช่น คนที่ไปปลุกเสกกุมาร, ไปเรียกกุมาร เอามาเลี้ยงหรือช่วงใช้ อันนี้ เป็นกรรม แต่ถ้าเห็นคนถูกผีเข้า แล้วสงสารไปดึงออกมาโปรดเอง อันนี้เป็นบารมีเราเอง 

๔)   จิตวิญญาณของเจ้ากรรมนายเวรมาเล่นงาน

กรณีนี้ มาแบบไม่ดี เมื่อเรามีกรรม วิบากซัดเข้ามา จิตวิญญาณที่เป็นเจ้ากรรมนายเวรบางดวง จะแทรกเข้าในร่างกายเราเลยก็มี บางดวงไม่แทรกเข้า แต่ใช้การถอดกายทิพย์ครอบขันธ์เราก็มี เพราะเขาเป็นเจ้ากรรมนายเวรเหนือเราในช่วงที่เรารับวิบากกรรมอยู่นั้นๆ เขาอาจนำพาวิบากกรรมของเขาเข้ามาในตัวเราด้วย เช่น ถ้าเขาเคยตายเพราะเราฆ่าเขาไว้ เขามาแทรกในกายสังขารเราเมื่อไร เราอาจตายได้ด้วยการถูกฆ่าเช่นเดียวกับเขา ที่ถูกเราฆ่าตายมาก่อน อันนี้ โดยการที่เขาแทรกเข้าในกายเรา เราก็ต้องรับกรรมเช่นเดียวกับเขานั่นเอง ส่วนเขาเอง มีวิบากกรรมอยู่ อาจต้องตายแบบนั้น หลายชาติกว่าจะหมดกรรม ยังไม่ต้องเกิด ก็อาศัยกายสังขารของเรา มาตายพร้อมกับเรา เขาก็จะปลดกรรมตัวเองได้หนึ่งชาติเหมือนกัน อันนี้อันตรายให้ระวังมากๆ เพราะเขาจะมาพร้อมกับการบังตา ไม่ให้เรารู้ตัว ว่าเขานำพากรรมมาถึงตัวเราแล้ว เขาจะทำให้เราหลงเผลอก่อน

ในคนทั่วไป จิตวิญญาณที่เข้ามาอาศัยร่วมในกายสังขาร จะมาจากทางที่หนึ่ง คือ มาจากจิตวิญญาณเก่าๆ ของตนเองที่ตกค้างอยู่ อันนี้ ทุกคนต้องรับผิดชอบตัวเอง ต้องโปรดให้หมดด้วยตัวเอง เกิดกี่ชาติ เราก็ต้องโปรดจิตวิญญาณทั้งหลายของเราเอง บ้างเราเองไม่ได้เกิด ก็ต้องอาศัยในกายสังขารของจิตวิญญาณดวงอื่นที่ไปเกิดมีกายสังขารก่อนก็ได้เช่นกัน เรียกการเกิดแบบนี้ว่า “โอปปาติกะ” แม้ในตัวผู้เขียนเอง จิตวิญญาณในกายก็ไม่ใช่ดวงเดิม ดวงที่มาจุติเป็นผู้เขียนนั้น ได้จากไปดีแล้ว ผู้เขียนได้มีจิตวิญญาณดวงใหม่ เหมือนคนเกิดใหม่ สิ่งนี้ไม่ใช่ของแปลกเลย เจ้าชายสิทธัตถะเองก็ตายไปแล้ว และพระพุทธเจ้าก็ได้เกิดขึ้นจากการตายลงนั้นเหมือนกัน อันนี้ ไม่ใช่เรื่องปรัชญาที่พูดเชิงอุปมาอุปมัย เปรียบเปรยให้ดูสวยหรูแต่อย่างใด แต่เป็น “สัจธรรม” ความจริงแท้ทีเดียวที่กล่าวอย่างนั้นว่าเจ้าชายสิทธัตถะได้ตายลงแล้ว และพระพุทธเจ้าได้เกิดขึ้นเมื่อการตรัสรู้ครั้งนั้นนั่นเอง อันนี้ เป็นแบบปกติ คือ จิตวิญญาณของเราเองทั้งหมดทั้งสิ้น

ในคนที่ปฏิบัติธรรมขั้นสูง หรือในคนที่มีกรรมมาก การถูกจิตวิญญาณอื่นๆ เข้าแทรกที่ไม่ใช่จิตวิญญาณเก่าๆ ของเราเองนั้นมีเกิดขึ้นได้เสมอ เช่น คนที่มีกรรมมาก บางคนถูกกระทำด้วยคุณไสย ทำให้ผีเข้าตัวก็มี บางคนโชคร้ายถูกผีสิง ผีเข้า อันนี้ เมื่อก่อนเห็นได้ชัด แต่เดี๋ยวนี้ผีฉลาด เข้าแล้วจะไม่แสดงตัว ไม่แสดงอาการ จะมีระยะฟักตัว และรอให้เหยื่อทำกรรมมากๆ ก่อน พอได้ที่แล้วก็ฉกฉวยโอกาส เล่นงานเหยื่อได้ชนิดที่ช่วยได้ยากจริงๆ ผีพวกนี้เป็นผีชั้นสูง ผีฉลาด เช่น ผีมาร เป็นต้น มีเยอะมาก พวกผีมารนี่ เข้ามาไม่ให้เราได้รู้ตัวเลย (ผีมาร ก็คือ จิตวิญญาณมารนั่นเอง) ในคนที่ปฏิบัติธรรมขั้นสูง ก็มีจิตวิญญาณแทรกกันมาก เพราะบุญบารมีเก่า กรรมเก่า ก็ดี เหล่านี้ นำพาจิตวิญญาณเข้ามาแทรกขณะกำลังปฏิบัติธรรมขั้นสูง อันนี้ เกิดขึ้นได้เสมอ ท่านเหล่านี้ถ้ามีจิตสัมผัสก็จะทราบได้ว่ามีจิตวิญญาณแปลกปลอมเข้ามาสู่ร่างกายแล้ว แต่ถ้าไม่ไวพอ ก็จะถูกจิตวิญญาณนั้นๆ ครอบงำ และนำพาไปผิดทางได้ อันนี้ เกิดขึ้นมากในนักปฏิบัติปัจจุบัน

จิตวิญญาณจรเข้าออกเปลี่ยนกายสังขารได้

จิตวิญญาณ ไม่เหมือนจิตสังขาร เพราะจิตสังขารนั้น จะประจำอยู่ในกายสังขารจรเข้าออกไม่ได้ หากจรจุติออกจากร่างกาย จะถือว่าตายทันที ดังนั้น จิตสังขารจึงไปไหนไม่ได้ แต่จิตวิญญาณในกายสังขารของเรา เขาจรจุติเข้าออกจากกายสังขารได้ และสามารถเลือกกายสังขารใหม่ๆ เพื่อให้ได้สมความปรารถนาของตนได้ ผู้เขียนจะเล่าเรื่องการเดินทางของจิตวิญญาณดวงหนึ่งให้ฟัง เป็นจิตวิญญาณของผู้เขียนเอง แต่เขาถือสิทธิ์เป็นเจ้ากรรมนายเวรของคนที่ทำกรรมกับผู้เขียนไว้ วันหนึ่ง เขาก็จรไปประจำอยู่ในกายสังขารของคนที่ทำกรรมกับผู้เขียนไว้นั้น และทำให้คนผู้นั้นต้องรับกรรมบางประการ ผู้เขียนแปลกใจว่าทำไม เขาคนนี้ จึงมีกรรมเหมือนเราในอดีตชาตินั้น เมื่อพิจารณาด้วยจิตก็สัมผัสได้ว่าเป็นจิตวิญญาณของเราเอง ที่เวียนว่ายอยู่ในสามภพ แต่แทรกเข้าไปในกายสังขารของเขา ไม่มาอยู่ในกายสังขารของเรา ชดใช้กรรมแล้วในกายสังขารของคนที่เคยทำร้ายเราแทน จากนั้น ได้สื่อสารกับเขา ใจเราก็ละความอาฆาตมาตรร้าย เหลือแต่ความสงสารเขาเท่านั้น จิตวิญญาณดวงนั้นเคยเป็นอสูร ต้องกรรมลำบาก ก็พ้นจากความเป็นอสูร และเกิดใหม่เป็นกุมาร จากนั้น เขาชวนเราคุยแบบเด็กๆ ชวนเราเล่น เราก็ทำไป จิตวิญญาณที่เป็นกุมารก็กลับมาอยู่กับเราแทน ส่วนเขาเองกลับได้จิตวิญญาณอีกดวงที่เหมาะสมกับตนเองไป ไม่นาน ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งปัจจุบันเป็นเพื่อนของผู้เขียน และผู้เขียนระลึกชาติได้ว่าเคยเกิดเป็นแม่เรามาชาติหนึ่งที่ประเทศญี่ปุ่น เขาคุยด้วย แล้วจิตวิญญาณกุมารที่อยู่ในตัวเรา (ในชาตินั้น เราอยากจะไปอยู่กับแม่คนนี้มาก แต่ถูกจับตัวไปให้บวชอยู่วัดตั้งแต่เด็ก) จิตวิญญาณกุมารดวงนั้น ก็ย้ายไปอยู่กับเขาแทน ส่วนจิตวิญญาณอีกดวงที่ดุแต่ปัญญาทึบ ซึ่งอยู่ในกายสังขารของผู้หญิงคนนั้นมาอยู่กับเราแทน อันนี้ งงไหม น่าเวียนหัวจริงๆ ย้ายไปย้ายมา สับสนวุ่นวาย เอาเป็นว่าถือว่าไม่ได้เล่านะ

เรื่องจิตวิญญาณนี้ ถือเป็นนิทานก็แล้วกัน อันไหนที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติของท่านก็นำไป อันไหนที่ไปเพิ่มความสับสนคลางแคลงใจก็ตัดทิ้งไป ขอจบลงเพียงเท่านี้

อนุตรธรรม เรื่อง นักรบดำกับซาตานทั้งห้า

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่าซาตานในคัมภีร์พระคริสต์นั้น คือ อะไรในทางพุทธศาสนา พระเยซูเล่าว่าซาตานเดิมทีเป็นทูตสวรรค์แต่ทำผิดกฎสวรรค์จึงต้องโทษแต่ไม่ยอมรับ แล้วหนีลงไปอยู่ในนรกแทน ซาตานห้าตนก็คือมารทั้งห้าที่หลบมาอยู่ในนรก รอทดสอบใจคนนั่นเอง อนึ่ง ทูตสวรรค์ที่ทำผิดแล้วต้องตกจากสวรรค์ไปรับทัณฑ์สวรรค์มีมาก แต่มีบางส่วนไม่ยอมรับทัณฑ์สวรรค์เพราะทัณฑ์สวรรค์โหดร้ายเกินไป เช่น ถูกกักตัวนานเป็นหมื่นปีก็มี, ต้องลงไปเกิดเป็นหมูให้เขาฆ่าตายเป็นร้อยชาติก็มี ฯลฯ  ทัณฑ์สวรรค์เหล่านี้รุนแรง แต่ที่รุนแรงก็มาจากกรรมของทูตสวรรค์ตนนั้นทำมาแต่เก่าก่อนนั่นเอง เช่น ซุนหงอคง เทพวานร ก็ต้องทัณฑ์สวรรค์ถูกกักตนในภูเขายาวนานเป็นร้อยปี พันปี, ตือโป้ยก่ายก็ต้องลงไปเกิดรับกรรมเป็นหมูถูกฆ่ากินหลายชาติ ฯลฯ เหล่านี้ เขาได้ผ่านการรับทัณฑ์สวรรค์จนหมดสิ้นกรรมแล้ว แต่มีพวกหนึ่งที่รับทัณฑ์สวรรค์ด้วยการลงไปเกิดเป็นมนุษย์เพื่อปราบซาตานอีกที เช่น อดัม ที่ถูกซาตานหลอกให้ทำผิดกฎสวรรค์จึงต้องตกสวรรค์ เขาได้เกิดเป็นมนุษย์ยุคที่เริ่มมีชายและหญิงปรากฏบนโลก และได้ชำระวิบากกรรม รับการลงทัณฑ์จนหมดสิ้นแล้ว แต่ก็มีทูตสวรรค์อีกบางส่วน ที่ไม่ยอมรับทัณฑ์สวรรค์ หนีลงไปอาศัยอยู่กับมนุษย์ เช่น ไปแฝงตัวแทรกอยู่ในกายมนุษย์ก็มี, อยู่กับคนทรงก็มี, ไปรับใช้จิตวิญญาณเหล่าอื่นที่มีบารมีมีฤทธิ์มากก็มี ฯลฯ ทูตสวรรค์เหล่านี้ ต้องรับทัณฑ์ตกเป็นเครื่องสังเวยของซาตาน คือ ต้องตายด้วยมือซาตานหลายชาติกว่าจะหมดสิ้นกรรม ยกเว้นมีพระโพธิสัตว์ช่วยไว้ก็จะได้อาศัยบารมีของพระโพธิสัตว์องค์นั้น ทำคุณงามความดีไปด้วยกัน จึงจะหลุดพ้นได้ เช่น เทพไส้ตะเกียง ทำตะเกียงสวรรค์ดับแล้วหนีลงไปอยู่กับเผ่ามังกร ภายหลังก็ต้องถึงแก่ความตายด้วยมือของมังกร

นักรบดำ คือ ทูตสวรรค์ที่ทำผิดกฎสวรรค์จนต้องโทษลงมาเกิดในโลกมนุษย์ และต้องรับความยากลำบากนานัปการ ต้องยอมเกลือกกลั้วกับโคลนตมและกิเลส ต้องยอมรับพลังดำแห่งความเคียดแค้น เพื่อปราบซาตานทั้งห้าตนนั้น เมื่อเขาทำกิจสำเร็จก็จะได้กลับคืนสู่สวรรค์ ซึ่งก็คือ พระโพธิสัตว์ที่ลงมาบำเพ็ญบารมีผ่านด่านมารทั้งห้านั่นเอง อนึ่ง นักรบดำถ้าบำเพ็ญบารมีถึงที่สุด มักจะมีกายทิพย์เป็น “พระสมันตภัทรโพธิสัตว์” ซึ่งกายทิพย์ของท่านสามารถดูดซับพลังมาร พลังอสูร พลังภาคดำเอามาใช้เป็นพลังของตัวเองได้ ทำให้ท่านกายทิพย์ดำลง และมีลักษณะคล้ายมาร แต่ไม่ใช่มารที่แท้จริง ยกตัวอย่างเช่น สมเด็จพระนเรศวร ก็ทรงเป็นนักรบดำ บำเพ็ญบารมีให้ความเป็นไทแก่ประเทศสยามในเวลานั้น ท่านต้องต่อสู้กับซาตานลูซิเฟอร์ที่แฝงเข้ามาอยู่ในกายสังขารมนุษย์ อนึ่ง ลูซิเฟอร์ชอบเอาคนไปเป็นข้าทาสบริวาร แต่นักรบดำชอบความมีอิสระ รักอิสรภาพ ทั้งสองเป็นปรปักษ์กันมายาวนานมาก และทำสงครามผ่านการแทรกเจ้าร่างมนุษย์นับครั้งไม่ถ้วน หากทั้งสองไม่หลุดพ้นจากสภาพที่เป็นอยู่เดิม โลกมนุษย์จะยังคงมีสงครามต่อไปไม่สิ้นสุด ทางเดียวที่จะทำให้โลกพ้นจากภัยสงครามได้คือการโปรดพวกเขาเหล่านี้ให้หลุดพ้นไป เพราะการต่อสู้เพื่อเอาชนะ จะนำไปสู่สงครามได้

ปกติแล้วทูตสวรรค์มีถึงวาระต้องมาโปรดสัตว์ก่อนเวลาจุติ จะถูกเบื้องบนหาวิธีให้ลงมาโปรดมนุษย์ เช่น พระเจ้าหรือพระยูไล จะออกกฎใหม่ๆ แล้วทูตสวรรค์ก็ทำผิดกฎนั้นๆ จนต้องลงมาเกิดเพื่อรับทัณฑ์สวรรค์ แต่จะมีทูตสวรรค์บางส่วนยอมรับโทษแต่โดยดี และบางส่วนที่ไม่ยอมรับโทษ พวกที่ยอมรับโทษก็จะได้รับการแต่งตั้งเป็นเทพองค์ต่างๆ ทำงานรับใช้พระเจ้าหรือพระยูไลต่อไป แต่พวกที่ไม่ยอมรับโทษ หนีไปอยู่ที่อื่นนั้น จะถูกวิบากกรรมของตนเองเล่นงานในแบบต่างๆ ส่วนใหญ่ต้องถูกสังเวยและต้องตายในชาติแรกๆ จากนั้นเมื่อตายอยู่หลายชาติ ก็จะค่อยๆ ดีขึ้น คนที่ถูกสังเวยมีหลายแบบเช่น ถ้าถูกลูซิเฟอร์เอาไปเป็นเครื่องสังเวย เขาจะเอาไปเป็นภรรยา ซึ่งอาจถูกข่มขืน ขืนใจอย่างโหดร้ายทารุณ เพราะลูซิเฟอร์ซาดิส แต่ก็นับว่าเบามากแล้ว สำหรับโทษนี้ เพราะไม่ต้องถึงขั้นตายนั่นเอง แต่ส่วนใหญ่จะเสียสติหรือเป็นบ้า มีผู้หญิงส่วนหนึ่งเป็นแบบนี้

ซาตานนักก่อสร้าง (ลูซิเฟอร์) มีศูนย์กลางพลังที่ประเทศไทย (ขันธมาร)

เขาจะคิดว่าตนเองเป็นพระเจ้า เพราะเขาก่อสร้างวัตถุต่างๆ ในโลกได้ จึงคิดว่าตนเองเป็นผู้สร้างโลกเสียเอง ซาตานนี้มักแทรกแฝงตัวในนักธุรกิจกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เขามีฤทธิ์มาก และมักปรากฏในสัญลักษณ์ “มือกำมีด” คือ กุมอิทธิพลมืด เช่น กลุ่มธุรกิจก่อสร้างที่ชอบโกง และมีอิทธิพลมืดหนุนหลัง มักมีซาตานตนนี้แทรกแฝงตัวอยู่ แต่เมื่อซาตานจากไปแล้ว คนพวกนั้นก็ย่ำแย่ และธุรกิจซบเซา ซาตานตนนี้เคยแทรกอยู่กับคนไทย แต่เขาพ้นสภาพไปแล้ว ทำให้คนไทยประมูลธุรกิจก่อสร้างใหญ่ๆ ไม่ได้ เช่น งานก่อสร้างรัฐสภา ก็ตกเป็นของประเทศจีน เพราะที่นั่นมี… ที่มีอำนาจพอๆ กับซาตานตนนี้อยู่นั่นเอง ซาตานตนนี้ มักปรากฏให้คนเห็นเมื่อคนใกล้ตายหรือกลัวตาย และเขาใช้ความตายเป็นเครื่องต่อรอง ให้คนกลัวและร้องขอชีวิต เขาจะให้ชีวิตยืนยาวขึ้นได้ แต่ต้องแลกด้วยจิตวิญญาณ เมื่อคนยอมแลกแล้ว คนผู้นั้น จะตกเป็นกายสังขารหนึ่งของซาตานโดยง่าย แต่ถ้าคนไม่ยอมแต่ซาตานแทรกจะทำการได้ไม่เต็มที่ และต้องพ่ายไป ลูซิเฟอร์ทำตัวเหมือนพระเจ้า เลียนแบบพระเจ้า ทั้งการพิพากษาคน การให้อำนาจและเงินทองแก่คน บันดาลให้ทุกอย่างที่คนปรารถนาได้ เขาจึงคล้ายพระเจ้าแต่ไม่ใช่พระเจ้า เพราะเขาไม่ได้ให้เปล่า เขาต้องการจิตวิญญาณของคนเป็นการแลกเปลี่ยนนั่นเอง

ซาตานพ่อมดการเงิน มีศูนย์กลางพลังที่ประเทศอเมริกา (กิเลสมาร)

เขาคิดว่าเงินคือพระเจ้า และบันดาลได้ทุกอย่าง เขาจึงใช้เงินเป็นเครื่องมือเล่นงานคนอื่น และอาศัยการติดหนี้ของคนอื่นมาเป็นเครื่องพันธนาการให้คนผู้นั้นต้องตกเป็นทาสของเขา ซาตานพ่อมดการเงินจะสอนให้คนถือเงินเป็นพระเจ้าและเชี่ยวชาญเรื่องการเงิน บางคนมีปัญญาแต่เรียนเรื่องการเงินไม่ได้เลย เพราะซาตานพ่อมดการเงินไม่ยอมให้เขาได้เข้าใจเรื่องการเงินนั่นเอง ซาตานพ่อมดการเงิน นับได้ว่าเป็น “บิดาแห่งการเงินยุคเฟื่องฟู” แต่เขาไม่ใช่ผู้สร้างระบบการเงินเริ่มแรก เริ่มแรกนั้นทูตสวรรค์ลงมาทำไว้ แต่ภายหลังซาตานพ่อมดการเงินเข้ายึด แล้วอาศัยกิเลสของคน ทำให้การเงินเฟื่องฟู แต่มันไม่มั่นคง ไม่แท้จริง ไม่เที่ยงแท้ จึงเป็นเพียง “การเล่น” เท่านั้น เช่น เล่นหุ้น, เล่นค่าเงิน, เล่นกำหนดราคาในตลาดต่างๆ ฯลฯ ทำให้ราคาสินค้าต่างๆ ผันผวนไปตามที่ตนต้องการ เล่นงานศัตรู แล้วทำให้ตนเองได้เปรียบด้วยกลไกลการเงินนี้ สัญลักษณ์ของซาตานตนนี้ คือ “มือกำเงิน” เขาเปรียบตนเองเป็นพระเจ้า เป็น “มือที่มองไม่เห็น” คอยบงการโลกให้เป็นไปตามที่เขาปรารถนา ได้ด้วยอำนาจ “เงิน” ในมือของเขานั่นเอง   

ซาตานแห่งโลกมายา มีศูนย์กลางพลังที่ประเทศอเมริกา (อภิสังขารมาร)

ซาตานตนนี้ สร้างโลกให้กลายเป็นโลกแห่งความฝัน เช่น สร้างภาพยนตร์, สื่อต่างๆ ให้คนหลงใหล ในโลกแห่งความฝัน เมื่อคนทุกข์ใจ ไม่ยอมที่จะสู้กับสัจธรรมความจริงตรงๆ ก็หนีไปดูหนังเพื่อให้ตนได้รับความสุข หนีทุกข์ไปเรื่อยๆ คนตกอยู่ในโลกแห่งความฝันแล้ว ก็จะตกอยู่ภายใต้การครอบงำของซาตานแห่งโลกฝัน ซาตานตนนี้ คล้ายมารฝันมาก แต่มารฝันไม่ใช่ซาตาน มารฝันเป็นมาร ยังไม่ตกสวรรค์ อยู่บนสวรรค์ และคอยใช้ความฝันของคนเป็นเครื่องมือครอบงำผู้คน มารฝันเป็นมารที่ชอบไปเดี่ยวๆ ไม่มีบริวาร แต่ซาตานแห่งโลกฝันมีบริวารมาก จึงมีอำนาจที่จะสร้างโลกแห่งความฝันให้กลายเป็นเหมือนความจริงได้ ซาตานแห่งโลกฝันสร้างโลกมายาขึ้น และทำให้คนตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของโลกมายานั้น คือ โลกแห่งการแสดงร้องรำทำฟ้อนต่างๆ ฯลฯ พระพุทธเจ้าทรงไม่สรรเสริญการชมระบำรำฟ้อนและภาพยนตร์ต่างๆ จึงได้ทรงบัญญัติศีลไว้ป้องกันพระสาวกไม่ให้ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของซาตานตนนี้ แต่พระสาวกอาจไม่เข้าใจความปรารถนาดีของท่าน เมื่อเราตกอยู่ใต้อิทธิพลของความฝัน ให้เราพิจารณาอย่างนี้ว่าความฝันสวยงามดีก็จริง แต่ในความเป็นจริงเราไม่จำเป็นต้องเป็นเหมือนในความฝัน เราสามารถเลือกที่จะเดินทางในแบบของเราเองได้ เลือกเส้นทางชีวิตให้เราเองได้ที่ไม่เหมือนในความฝัน หรือในความเป็นจริง เราอาจได้พบกับความท้าทายใหม่ๆ ที่ความฝันไม่มีให้ เราไม่ได้ปฏิเสธความสวยงามของโลกแห่งฝัน เพียงแต่เราไม่ได้ยึดเป็นสรณะ

ซาตานพ่อค้าอาวุธ มีศูนย์กลางพลังที่ประเทศแถบอาหรับ (มัจจุราชมาร)

ซาตานตนนี้ ต้องการสร้างโลกให้เป็น “โลกแห่งสงคราม” เพราะเขากระหายเลือด และต้องการเห็นมนุษย์เข่นฆ่ากันตายมากๆ ชอบทำสงคราม บ้าสงคราม และชอบผลิตอาวุธแปลกๆ ออกมามากมาย ซาตานตนนี้จะแทรกแฝงตัวในคนที่มีอาชีพผลิตอาวุธขาย เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการก่อสงครามให้เกิดขึ้นบนโลกมนุษย์ มันเป็นซาตานที่โหดร้าย แต่ไม่มีสมอง ทำอะไรไม่คิดไกล เอาแต่ใช้กำลัง มีอิทธิฤทธิ์มากกว่าลูซิเฟอร์ แต่ไม่มีความฉลาดแบบลูซิเฟอร์เลย คือ คิดแต่จะเข่นฆ่าทำลายล้างอย่างเดียว ไม่สนใจว่าจะเกิดผลอย่างไรตามมา เรียกได้ว่าถ้าโลกอยู่ในสภาพที่คล้ายนรก เต็มไปด้วยสงครามละก็ สมใจของมันมาก ดังนั้น มันจึงไม่ได้ต้องการเงิน หรือสิ่งใดๆ เลย ต้องการแก้แค้นและทำลายล้างอย่างเดียวเท่านั้น มันบ้าระห่ำ และพร้อมทำลายล้างทุกอย่าง แม้แต่ตัวเองก็ตาม

ซาตานจอมบงการ มีศูนย์กลางพลังที่ประเทศจีน (เทวบุตรมาร)        

ซาตานตนนี้ มีความฉลาดมากที่สุด มันเป็นนักวางแผน และจอมบงการ ชอบโยงใย ชักใยเบื้องหลังคนอื่น ให้กระทำตามแผนการของมัน มันบ้าลัทธิและนิกายประหลาด บ้าในเรื่องปรัชญาการปกครองแบบของมันเอง ที่มันคิดขึ้น และต้องการให้โลกเป็นไปอย่างที่มันคิด ซาตานตนนี้ จึงเข้าแทรกกับคนที่ศึกษาการเมืองการปกครองมากๆ และทำให้เขาเบี่ยงเบนผิดเพี้ยนไป เช่น การคิดว่าคนที่มีกรรมพันธุดีความได้รับการขยายพันธุ์ ส่วนคนที่มีกรรมพันธุ์ต่ำ ควรทำลายทิ้ง เป็นต้น การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ก็มีสาเหตุมาจากซาตานตนนี้ ซาตานตนนี้เคยอยู่ในกายของฮิตเลอร์มาก่อน เมื่อฮิตเลอร์ตายแล้ว มันก็หาร่างคนอื่นอยู่ใหม่ ซาตานตนนี้ ชอบสร้างคนแบบใหม่ๆ ขึ้นมา เช่น การตัดต่อพันธุกรรม เพื่อให้ได้คนแบบใหม่ตามที่มันต้องการ เพราะมันคิดว่ามันคือพระเจ้าผู้สร้างมนุษย์บนโลกนี้นั่นเอง นอกจากนี้ มันชอบเอาคนไปฝึกอะไรมากมาย ให้ดูมีระเบียบ มีรูปแบบตามที่มันต้องการ และสามารถทำได้อย่างน่าอัศจรรย์ เช่น กองทัพของฮิตเล่อร์ เป็นต้น ซาตานตนนี้ยังทำสิ่งต่างๆ มากมาย เพื่อแสดงว่าตนเองคือพระเจ้า ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ เช่น การจัดระเบียบโลก

เมื่อโลกตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของซาตานทั้งห้า

เราจะเห็นพวกบริโภคนิยมและวัตถุนิยม ที่ร้องขอจะบริโภคนั่นนี่ แล้วก็ได้ตามที่ต้องการ อันเป็นผลมาจาก ซาตานลูซิเฟอร์ เราได้เห็นพวกนับถือเงินเป็นพระเจ้า คือ พวกทุนนิยม อันเป็นผลมาจากซาตานพ่อมดการเงิน เราจะได้เห็นพวกที่นับถือความสุขแห่งมายาภาพเป็นดั่งพระเจ้า คือ พวกมายานิยม อันเป็นผลมาจากซาตานแห่งโลกมายา เราจะได้เห็นพวกที่นับถืออำนาจเป็นพระเจ้าคือพวกอำนาจนิยม อันเป็นผลมาจากซาตานพ่อค้าอาวุธ เราจะได้เห็นพวกที่นับถือความฉลาดเหนือคนอื่น และการบงการควบคุมคนอื่น เป็นพระเจ้า คือ พวกเผด็จการนิยม สิ่งเหล่านี้ ได้เกิดขึ้นแล้วพร้อมๆ กัน เพราะซาตานทั้งห้า

ซาตานทั้งห้าร่วมมือกันกลายเป็น “มือที่มองไม่เห็น” คอยบงการโลกใบนี้ให้เป็นไปตาม ที่เขาต้องการ ดุจมือที่มีนิ้วห้านิ้วกำโลกใบนี้อยู่ เราทั้งหลายล้วนเคยตกอยู่ภายใต้อำนาจของซาตานทั้งห้านี้ แต่เมื่อเรารู้แล้ว เราพยายามเอาตัวเองออกมาเสียจากซาตานเหล่านี้ ก็จะพ้นภัย รอดพ้นจากซาตานทั้งห้านี้ได้ อนึ่ง พระพุทธเจ้าเอาชนะซาตานทั้งห้านี้ โดยการไม่เอาชนะ เพราะทรงชนะตนเองแล้ว ไม่มีกิเลสเหลือแล้ว จึงเอาชนะซาตานเหล่านี้ได้โดยไม่ต้องต่อสู้ ซาตานทั้งห้าไม่อาจครอบงำพระองค์ได้ และถูกพระแม่ธรณีจัดการหมดสิ้น โดยปกติแล้วพระโพธิสัตว์และพระยูไลจะพบซาตานทั้งห้านี้ได้ เมื่อท่านบำเพ็ญบารมี เมื่อท่านสามารถผ่านด่านการทดสอบของซาตาน (มาร) ทั้งห้านี้ได้ ก็จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าเต็มตัว แต่สำหรับพระยูไลจะไม่เป็นเช่นนั้น เพราะบางด่าน ท่านจะไม่ได้เอาชนะด้วยปัญญา แต่ท่านจะใช้การลงมือ “ปราบ” ชนะด้วยการฆ่าเลย แบบนี้ท่านจึงไม่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ส่วนพระโพธิสัตว์จะไม่อาจผ่านด่านมารหรือซาตานเหล่านี้ได้ ท่านจะตกอยู่ในการบงการของซาตานบางตนได้เช่นกัน จึงยังไม่สำเร็จเป็นพุทธะนั่นเอง พระพุทธเจ้าไม่ทรงเน้นบอกการมีตัวตนของซาตาน แต่ทรงสอนวิธีละที่ใจของเรา จึงเรียกว่ามารทั้งห้าเช่น ขันธมาร คือ ขันธ์ทั้งห้าแทนเพื่อให้เราละที่ใจเรานั่นเอง

อนุตรธรรม เรื่อง มนุษย์เป็นสัตว์สังคม สามารถแบ่งปันช่วยกันรับกรรมได้ 

การรับกรรม, ชำระกรรมนั้น เราไม่จำเป็นต้องรับคนเดียวทั้งหมดก็ได้ สมมุติ บางคนฆ่าคนตายในสังคม มีกรรม ๑๐๐ หน่วย ไม่จำเป็นว่าเขาต้องรับชำระหมดทั้ง ๑๐๐ หน่วย เขาสามารถขอให้คนอื่นที่มีกำลัง มีบุญบารมี ช่วยเขา เพื่อรับชำระกรรมแทนเขาก็ได้ ซึ่ง พลังกรรมนั้น เมื่อออกมาแล้ว เกิดพลังกระแสกรรม และพลังกระแสวิบากกรรม ต้องครบจบวงจร ถึงหมดได้ และไม่กระทบต่อสามภพ ไม่กระทบใคร ถ้าใครทำกรรม พลังกรรมกระทบสามภพแล้ว เขาผู้นั้นแหละจึงต้องรับผิดชอบพลังกรรมที่สะท้อนกลับจากระบบนั้นๆ สามภพมีระบบสะท้อนกรรมทุกกรรมกลับคืน แต่ถ้ามีผู้ช่วยรับแทน ก็สามารถทำได้ ทำให้กรรมที่สะท้อนกลับมานั้น หมดไป ไม่กระทบ ไม่รบกวนสามภพอีกต่อไป จริงๆ แล้วไม่มีใครคำนวณกรรม และพลังกรรมของดวงจิตหนึ่งๆ ได้อย่างชัดเจน เพราะเราเกิดกันมาหลายชาติมากเกินกว่าจะคำนวณพลังกรรมที่ปลดปล่อยออกมา และต้องชำระได้หมด ดังนั้น จึงไม่ได้มีกฎเกณฑ์ที่แน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เป็นกฎระเบียบคร่าวๆ ของเทวดาผู้ดูแลเรื่องกรรม ซึ่งสามารถยืดหยุ่นได้ เช่น คนหนึ่งคน ถ้าทำกรรมมามาก และมีบุญมากเช่นกัน แล้วเหนื่อยล้าอยากหลุดพ้น อยากนิพพานแล้ว หากเร่งกระทำบุญบารมีสัมพันธ์กับพระพุทธเจ้าในพุทธกาลนั้นๆ แล้วตั้งความปรารถนาลัดตรงสู่นิพพานเลย ก็ได้ แต่ท่านใดที่มีกำลังมาก ฉุดช่วยสรรพสัตว์ได้อีกมาก เขาก็จะจัดคิวให้ได้นิพพานไกลออกไปอีกตามกำลังที่พอจะเวียนว่ายตายเกิดต่อไปได้ แต่การจัดคิวนี้ เขาจะทดสอบใจเราก่อนว่าเราจะเลือกทางนั้นไหม เขาไม่ได้บังคับเรา เช่น ให้พลังวิเศษเรา พาคนมาหาเรา ให้เราช่วยมากมาย มานับถือศรัทธาเรา ถ้าเรายอมรับ กรรมเหล่านั้น ที่เรานั่งช่วยให้เขา นั่งแก้ให้เรา ก็สะสมมาเป็นของเรา เราจะได้ห่างไกลนิพพานออกไปอีก แต่เราจะได้บำเพ็ญบารมีช่วยสรรพสัตว์แทน เพราะเบื้องบนเห็นว่าเราน่าจะมีกำลังเวียนว่ายตายเกิดได้อีกมาก น่าจะยืดเวลาออกไป แม้เราปฏิบัติจิตจนใกล้นิพพานแล้ว แต่เขาไม่ได้บังคับเรา เขาทดสอบใจเรา เราเลือกทางเอง ทางเดินของเราก็ยืดยาวออกไปได้อีก ส่วนสัตว์อื่นๆ ที่ไม่ไหวแล้ว ทุกข์มากแล้ว ขอนิพพานในพุทธกาลนี้ ถ้าเร่งปฏิบัติ แม้มีกรรมมาก เดิมทีไม่สามารถนิพพานในศาสนาพุทธกาลนี้ได้ แต่ถ้าพยายาม เขาก็จัดคิวให้ได้ อันนี้ ไม่ได้เคร่งรัดมากไป ช่วงกึ่งกลางพุทธกาลนี้ เขายืดหยุ่นให้ เลือกได้ กล่าวคือ ช่วงแรกพระพุทธศาสนาก่อนกึ่งกลางพุทธกาลนั้น เบื้องบนจะกันไว้ ให้สำหรับพุทธบริษัทสี่ของพระพุทธเจ้า คือ บริวารสาวกเก่าๆ ของท่านเท่านั้น แต่ครึ่งหลัง หลังกึ่งพุทธกาลนี้ เขาเปิดให้กับสัตว์เหล่าอื่นได้แก่ ยักษ์อสูร, เทพ, มาร, พรหม เหล่านี้ หากปรารถนานิพพานในพุทธกาลนี้ก็ได้เลย ขอให้พยายามปฏิบัติทำให้เต็มที่ ได้แน่นอน เขาเปิดให้แล้ว

แต่สำหรับท่านที่มีกำลังบำเพ็ญบารมีต่อไปได้ เขาจะให้สาวกมาห้อมล้อมมากมาย เช่น กุมารที่เกิดในยุคของพระกวนอิม เคยเคาะหัวพระกวนอิมทำให้ท่านบรรลุธรรมมานั้น ก็อาจมาเกิดเป็นพระ เคาะหัวคนไทยมากมาย เอาบริวารไปมากมาย นี่เขาเห็นว่าท่านยังมีกำลังบำเพ็ญบารมีได้มาก ยังไปได้อีกไกล ยังไม่ต้องรีบนิพพานก็ได้ ช่วยเหลือมวลสัตว์ไปก่อน เขาจะนำพาคนมามากมาย ห้อมล้อมไว้ หากท่านไปช่วย ไปพัวพัน เขาจะพัวพันทันที และไม่ได้นิพพาน แม้จะอรหันต์แบบอรหันตโพธิสัตว์แล้วก็ตาม เบื้องบนเขามีวิธีดึงเราไว้ แต่เขาไม่ได้บังคับเรา เขาเอามาทดสอบเรา เราเลือกเอง ทำเอง กรรมเกิดเอง ก็ต้องดำเนินไปเองตามผลกรรมที่เราเองกระทำนั้นๆ อันนี้ ก็เป็นการ “แบ่งเบากรรมกัน” กล่าวคือ คนที่มาห้อมล้อมขอให้ช่วยนั้นมีกรรมมาก แต่คนให้การช่วยเหลือมีกรรมน้อย จิตบริสุทธิ์มาก ใกล้นิพพานแล้ว เบื้องบนยังไม่ให้นิพพาน ให้ช่วยเหลือสัตว์ไปก่อน เขาจะเอากรรมมาไว้ที่คนช่วยแทนส่วนหนึ่ง ส่วนคนที่ไปขอให้ช่วย จะตกกรรมอีกแบบ เป็นบริวาร เป็นสาวกของเขา ใช้หนี้แทนแบบนี้ เช่น กองโจรกองหนึ่ง ฆ่าคนตายมา มีกรรม แล้วเกิดใหม่ กรรมเล่นงาน ไปหาพระให้ช่วย พระช่วยแล้ว พระต้องรับกรรมนั้นไป เช่น ต้องเกิดเป็นแม่ทัพไปฆ่าคนมากมาย ดีกว่าโจรหน่อย แต่โจรเหล่านั้น จะไม่ต้องเป็นโจรซ้ำรอยอีก จะกลายเป็นทหารรับใช้แทน ซึ่งมักจะได้บำเพ็ญร่วมกันแบบนี้ และช่วยกันค้ำจุนประเทศชาติ เป็นต้น อนึ่ง คนเหล่านี้ หาที่พึ่งอาศัย เพราะหลุดพ้นไม่ได้ด้วยตนเอง

จิตวิญญาณจำนวนมาก ปรารถนาจะได้เกิดและนิพพานในยุคพระศรีอาริยเมตตรัย แต่ตอนนี้ จำนวนดวงจิตที่ได้เกิดในยุคนั้นมีมากเหลือเกิน และรออยู่บนสวรรค์ ส่วนดวงจิตที่ลงมาเกิดในกึ่งกลางพุทธกาลนี้ เป็นส่วนที่บำเพ็ญบารมียังไม่ดีเท่าที่ควรเป็นส่วนใหญ่ จึงต้องลงมากอบโกยเอาบุญใหญ่ เผื่อจะได้เข้าวิน ได้เกิดในยุคนั้นบ้าง ซึ่งยังพอมีที่เหลือไม่มากนัก ดังนั้น ส่วนที่เหลือ คือ “สอบตก” ก็จะต้องหาไม้ทำรัง หาร่มโพธิ์ร่มไทรอาศัย เป็นโพธิสัตว์องค์อื่น เช่น หลวงปู่, หลวงพ่อ, อาจารย์สอนธรรม, คนทรง, คนมีฤทธิ์เดช ฯลฯ กันวุ่นวาย ที่เราเห็นคนวิ่งไปหา ไปล้อม ไปรุม ไปเกาะ ไปยึดเขาเหล่านี้ เพราะคนเหล่านี้ “สอบตก” กันส่วนใหญ่ และกำลังใกล้จะตาย ถ้าไม่มีบุญบารมีร่วมกับท่านผู้มีบารมีไว้ ตนก็จะไม่มีที่พึ่งอาศัยในชาติข้างหน้า ไม่รู้จะอาศัยใครเป็นหัวหน้าตนนั่นเอง พวกที่สอบผ่าน คือ ได้เกิดในยุคศรีอาริยเมตตรัย ก็มีบ้าง แต่น้อยมาก เหมือนคนโชคดี ได้ทำบุญสัมพันธ์กับภาคแบ่งของท่านที่มาเกิดเป็นคน มากกว่า ๑ คน กระจายกันอยู่ แต่ละคน บำเพ็ญบารมีแล้วได้ไม่เท่ากัน ถ้าได้อาศัยภาคแบ่งใดภาคแบ่งหนึ่งก็ได้ผลเหมือนกัน แต่ถ้าเจอภาคแบ่งใหญ่ที่มีบารมีมากที่สุดที่เป็นคนของท่าน ก็จะได้บุญบารมีมากที่สุด ในชาตินั้นๆ มีโอกาสได้พบท่าน ได้เป็นสาวกของท่าน ไม่ต้องเสียดายว่าเกิดมาไม่ทันท่าน ท่านดับขันธปรินิพพานไปแล้ว ก็หาไม่ อันนี้ บอกไว้ก่อน อย่ามาเสียใจ เสียดายกันข้างหน้า เพราะความไม่ใส่ใจในชาติปัจจุบัน ทำให้เสียโอกาสทองไปนั่นเอง ส่วนผู้ที่สอบตก วิ่งเข้ารุมเกาะผู้มีฤทธิ์มีบารมีนั้น ก็จะได้อาศัยนิพพานกับเขาผู้นั้น ซึ่งอาจไกลออกไปอีก เพราะพระศรอาริยเมตตรัยจะลงมาตรัสรู้ต่อองค์หน้าแล้ว ท่านที่สอบตกจึงต้องไปขอนิพพานเอากับพระนิตยโพธิสัตว์องค์อื่นแทน เพราะบำเพ็ญบารมีไม่ผ่าน ท่านไม่รับ ท่านเห็นแล้วว่าโปรดไม่ไหว หลงมากเกิน ก็ไปเกิดซ้ำๆ อีกยาวหน่อย จะได้หลงเบาลงบ้าง คือ รอศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปเลย ท่านไม่รับแล้วนั่นเอง

ถ้าสรรพสัตว์ใดปรารถนานิพพานแบบพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น ท่านต้องรับวิบากกรรมที่ตนก่อเองทั้งหมด ขอให้ผู้อื่นช่วยแบ่งเบาภาระกรรมของตนไม่ได้เลย ปกติ จะต้องเวียนว่ายตายเกิดประมาณอย่างน้อย ๒ อสงไขย จึงจะชำระวิบากกรรมหมด พร้อมที่จะนิพพานได้ แต่ถ้าสรรพสัตว์ใดบำเพ็ญบารมี ๒ อสงไขย ไม่ไหว ขอลัดตรง ขอสั้นลงหน่อยก็ได้ แต่จะไม่ได้นิพพานแบบพระปัจเจกพุทธเจ้า ต้องอาศัยผู้อื่นจึงจะนิพพานได้ คือ อยู่ในฐานะพระสาวกของพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง แบบนี้ ไม่ต้องชำระกรรมของตัวเองทั้งหมดในรูปตรงไปตรงมาอย่างผู้ปรารถนาพระปัจเจกพุทธเจ้าก็ได้ กล่าวคือ สามารถชำระกรรมร่วมกันเป็นหมู่คณะได้ เรียกว่า “กรรมร่วม” เช่น โจรป่ากลุ่มหนึ่งฆ่าคนมากมาย เพราะไม่มีหัวหน้าที่ดีแนะนำ พอมาเกิดเป็นคน เข้าหาพระดีๆ พระรูปนั้นอาจต้องกลายเป็นหัวหน้าพวกเขา และพาเขาไปชำระกรรมร่วมกัน ซึ่งพระไม่จำเป็นต้องฆ่าคนอีกก็ได้ จะลัดเข้านิพพานก็ได้ แต่พอรับคนพวกนี้เข้าเป็นพวกแล้ว ยอมให้เป็นศิษย์แล้ว ให้เขามาพัวพันกรรมด้วยแล้ว ก็ต้องรับผิดชอบคนพวกนี้ไป ต้องพาเขาออกจากกรรมที่ร่วมกับฆ่าคนทีละน้อย คือ จากฆ่าคนปล้นชิงทรัพย์ ค่อยๆ ปรับมาฆ่าคนเพื่อทำสงครามช่วยประเทศของตน ซึ่งอาจเป็นประเทศที่มีพระราชาโหดร้าย และต้องพ่ายสงครามตายกันไปก่อน แบบนี้ซ้ำๆ จนกรรมเบาบาง ก็จะได้เป็นทหารของพระราชาที่ดี และตายในสงครามซ้ำๆ จากนั้น จึงมาเป็นทหารของประเทศที่มีพระราชาดีที่สนับสนุนพระพุทธศาสนา คือ พระธรรมราชานั่นเอง อันนี้ แสดงว่ากรรมเบาบางใกล้จบแล้ว ถ้าได้สละชีพในชาตินี้ กรรมที่ต้องฆ่าคนไปมาก็จบเลย หลังจากชาตินี้ ก็จะได้ผลบุญเกิดเป็นพระหรือนักบวชได้หมด  

นี่คือ ตัวอย่างการร่วมกันแบกรับภาระกรรมของมวลสัตว์ที่ไม่จำเป็นต้องรับคนเดียวโดดๆ ทั้งหมด สามารถรับเป็นกลุ่มร่วมกันได้ คือ “กรรมร่วม” ของสัตว์ที่เป็นสัตว์สังคมนั่นเอง ผลกรรมร่วม ทำให้เวลารับกรรมดีก็ได้รับร่วมกัน เช่น ฝนฟ้าดี ทำการเกษตรได้ผลผลิตมากมายเหมือนๆ กัน หรือเวลารับผลกรรมชั่วก็รับพร้อมๆ กันเช่น รถยนต์ชนตายพร้อมกัน, ไฟไหม้ตายหมู่, แผ่นดินไหวตายหมู่ ฯลฯ อันนี้ เป็นผลจากการรับกรรมร่วมกัน แบ่งเบากรรมร่วมกัน เฉลี่ยกันไป เมื่อร่วมกันมากๆ เข้าจะเป็น “กรรมประเทศ” ในที่สุด

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น