รวมบทความธรรมปฏิเวธ ถามตอบ เกี่ยวกับข้อควรปฏิบัติของพุทธศาสนิกชน
ธรรมปฏิเวธ เรื่อง ถาม-ตอบ ตอนที่ ๑ “การปฏิบัติตนของสาสนิกชน”
ถาม : พุทธศาสนาที่แท้จริงกับพระพุทธศาสนาสมมุติ แยกแยะได้อย่างไร
ตอบ : จริงๆ ก็แท้จริงหมดนะ ไม่มีอะไรไม่ใช่ธรรมะ ไม่ใช่ธรรมชาติ หรือไม่ใช่สัจธรรม จริงหมดแหละ แต่จริงคนละทาง ของจริงที่ว่านิพพานได้ในชาตินี้นั้น ไม่มามั่ววุ่นวายกับทางโลกหรอกจ๊ะ นอกจากคนทางโลกปฏิบัติถึงที่สุดจนสะเทือนท่านจริงๆ จึงปรากฏ มาหาเราเองก็มี รอเราอยู่ไม่ไกลก็มี แต่ท่านเหมือนคนธรรมดาแหละ เป็นพระก็พระธรรมดา อย่างที่เราเรียกขานกันว่า “หลวงปู่เทพโลกอุดร” นั่นแหละ ท่านที่หลุดพ้นจริงในชาตินี้ ท่านอยู่ได้แบบนั้น และไม่มายุ่งวุ่นวายกับทางโลกแล้วจริงๆ ท่านมาได้โปรดเราได้เสมอ ขอให้เราปฏิบัติไปให้ถึงขั้นสะเทือนท่านให้ได้เถอะ ส่วนท่านอื่นๆ ที่เราเห็นวุ่นวายหรือยุ่งเกี่ยวกับทางโลกมากนั้น ก็ไม่ใช่เท็จนะ จริงเหมือนกัน แต่จริงไปอีกแบบ คือ แบบที่ยังไม่นิพพานในชาตินี้ ทำกิจของตนก่อน แล้วแต่ ว่าแต่ละท่านจะมาทำกิจอะไร กิจมาร, กิจเทพ, กิจอสูร, กิจพรหม, หรือกิจโพธิสัตว์ ช่วยสรรพสัตว์ให้หลุดพ้นก่อนตน อันนี้ไม่มีใครผิด กิจใครกิจมัน แต่ถ้าถามหาพระพุทธศาสนาแท้จริง หลุดพ้นจากทางโลกแล้วจริงจ๊ะ ไม่มาวุ่นวายเลยแต่ท่านไม่ใช่พระปัจเจกพุทธเจ้า ดังนั้นท่านรอเราอยู่ มาโปรดเราได้ เมื่อเราปฏิบัติได้ถึง นั่นแหละ ท่านมาต่อสายธรรมให้เราเอง เมื่อนั้นโอกาสนิพพานจะมี
ถาม : พุทธศาสนาที่แท้จริง ไม่ใช่แค่สมมุติอยู่ไหน หาได้อย่างไร
ตอบ : อยู่ที่เราเอง เราปฏิบัติอะไรก็ได้ ได้ทุกอย่างนะ ทุกศาสนาด้วย ทำให้ถึงที่สุด ทำเพื่อให้ตนเองหลุดพ้นทุกข์นั่นแหละ จะถูก จะผิดก็ช่าง แต่ต้องมีวิริยะ มีศรัทธาที่จะเพียรทำต่อไปนะ เหมือนพราหมณ์โบราณ เขาไม่ใช่พุทธนะ เขาทำตามแบบพราหมณ์ของเขา แล้วสะเทือนถึงพระพุทธเจ้า ท่านก็เสด็จมาโปรด ตั้งแต่สมัยนั้น จนถึงปัจจุบันนี้ และต่อเนื่องไปจนถึง ครบ ๕,๐๐๐ ปี พุทธกาล จะเป็นอย่างนี้เสมอ ไม่บิดเบือนไปอย่างอื่น พระอรหันตสาวกของพระพุทธเจ้า ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่หมด ไม่หายไป จนกว่าจะครบอายุพุทธกาล ๕,๐๐๐ ปี ตามสัจจะวาจาขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอแค่เราเอง ให้ เราปฏิบัติตัวเราเองตามศาสนาอะไรก็ได้ ให้ถึงที่สุด สะเทือนถึงพระรัตนตรัยเองนะแหละ แต่ถ้าเราวิ่งหา เห็นเขาว่าพระอรหันต์อยู่ที่นั่น พระดี พระดังอยู่ที่นี่ อย่างนี้ ไม่ค่อยได้พบพระรัตนตรัยแท้หรอก เราวิ่งไปหา ไปพึ่งพาสิ่งอื่นแทนที่จะปฏิบัติที่ตัวเราเองให้สะเทือนให้ถึงพระรัตนตรัย เราก็พบ “สมมุติรัตนตรัย” เท่านั้น อันนี้ยังไม่ใช่ของจริงหรอกครับ
ถาม : ยุคนี้มีพระปัจเจกพุทธเจ้าไหม
ตอบ : ไม่มีพระปัจเจกพุทธเจ้า แต่มีท่านที่ปฏิบัติแล้วไปอย่างพระปัจเจกพุทธเจ้าได้จ๊ะ คือ ท่านไม่ได้ตรัสรู้เองทั้งหมด ไม่ได้ค้นพบนิพพาน แต่เพราะอาศัยการตรัสรู้ และการค้นพบของพระพุทธเจ้านั้นเป็นเครื่องมือศึกษา ปฏิบัติ ทำเองของท่านคนเดียว แล้วได้เอง ไม่มีครูบาอาจารย์มาต่อสายธรรมให้ อย่างนี้ จะเรียกว่าเป็นอรหันตสาวกก็ไม่ใช่ ก็มีนะ บางคนตั้งใจจริง ปฏิบัติธรรมหนัก ไม่ทันได้บวช แล้วละสังขารตายไปคือ ดับขันธปรินิพพานไปเลย แต่นี่ไม่นับเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ญาณหยั่งรู้ยังไม่เทียบเท่าท่านได้ จึงยังเรียกไม่ได้ แต่มีลักษณะคล้ายได้ คือ ทำเอง ได้เอง แล้วไปเองอย่างโดดๆ ไม่มีใครรู้ใครเห็น นี่ก็มีเกิดได้ แต่ต้องอาศัยธรรมะของพระพุทธเจ้าที่ท่านตรัสรู้เองแล้วจ๊ะ ถ้าไม่มีธรรมของพระพุทธเจ้า ยุคนี้ก็ไม่มีใครตรัสรู้เองได้ สำหรับท่านที่ตรัสรู้เองเป็นพระยูไลนั้น ท่านไม่มีครูบอก ท่านได้เอง แต่ท่านก็อาศัยพระพุทธศาสนา อาศัยพระธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ไว้ก่อนแล้ว ดังนั้น พระยูไล จึงเรียกได้ว่าตรัสรู้เอง ไม่มีใครมาบอก เรียกว่าบรรลุพุทธะ แต่ยังไม่ใช่พระพุทธเจ้า เพราะอาศัยธรรมที่ผู้อื่นตรัสรู้ไว้ก่อนนั่นเอง เมื่อละสังขารแล้วยังไม่นิพพาน ไปเสวยบุญเป็นพระพุทธเจ้าเต็มตัวที่บนสวรรค์ก่อนที่จะนิพพานจ๊ะ (ตอนอยู่บนโลกยังเรียกพระพุทธเจ้าไม่ได้แต่ตอนตายแล้วขึ้นสวรรค์เรียกได้)
ถาม : ทำไมเรียกพระยูไล ว่าพระพุทธเจ้าเมื่ออยู่บนโลกไม่ได้
ตอบ : ผู้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าด้วยตนเองมีหนึ่งเดียว แต่ผู้ที่บรรลุพุทธะ คือ รู้ได้เอง ไม่มีใครมาช่วยบอกตอนบรรลุธรรมนั้น มีได้มากมายเลยจ๊ะ เรียกว่าเป็น “หมื่นพุทธะ” ก็ศาสนาพุทธ เราเรียกว่าศาสนาพุทธ คือ ศาสนาแห่งพุทธะไง แต่ใครปฏิบัติแล้วไม่ได้ถึงพุทธะ ก็ไม่ผิด ได้อรหันตสาวก ก็นิพพานได้เหมือนกัน ทีนี้ ปัญหาก็เกิดสิจ๊ะ ถ้ามีพุทธะ เป็นหมื่นบนโลก หรือมากกว่าหนึ่งองค์บนโลก มั่วไหมจ๊ะ การบริหาร ปกครองหมู่สงฆ์คงวุ่นวายนะสิใช่ไหม ดังนั้น ท่านที่มีบารมีเก่าสั่งสมมา ปรารถนาพุทธภูมิมา แต่กำลังจิตไปไม่ถึงแล้ว ก็ใช้บารมีเก่านั่นแหละ สมความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าได้ทั้งหมด ไม่มีอั้น แต่เฉพาะบนสวรรค์นะ เพราะบนสวรรค์จัดแยกวิมาน, เมือง, บริวาร กันดี ไม่มีปัญหา แต่บนโลกทำไม่ได้จ๊ะ เธอทำไหวไหม ถ้ามีผู้มีบารมีมากๆ อยู่ร่วมกัน และต่างก็บอกว่าเป็นพระพุทธเจ้าทั้งนั้นนะ คงไม่ไหวหรอก ชีวิตมนุษย์เรามีอายุขัยเท่าๆ กัน ไม่มีใครปฏิบัติได้มากกว่ากันไปเท่าไรหรอก ไม่มีใครจะดูแลและปกครองได้หมดนะ แต่สำหรับสุขาวดีนั้น พระยูไล มีอายุไม่จำกัดจ๊ะ ดังนั้น องค์ที่อยู่นานๆ ก็มีบุญบารมีและอิทธิฤทธิ์มากมาย ควบคุมดูแลได้หมดจ๊ะ จะมีพุทธะกี่องค์ อนุพุทธะเท่าไร มหาพุทธะเท่าไร มาเถอะ รับไม่อั้น ได้หมด แต่ขออย่าง บนโลกอย่าเพิ่งไปเป็นพระพุทธเจ้ากัน บนโลกนั้นมนุษย์จัดการกันเอง ดูแลกันเองไม่ไหว เอาพระพุทธเจ้าองค์เดียวพอ ที่เหลือจะเป็นได้แค่พุทธะ คือ พระยูไล เท่านั้น เมื่อละสังขารตายแล้วเมื่อไร ค่อยไปเป็นพระพุทธเจ้าเต็มองค์บนโน้น
ถาม : สมมุติพุทธศาสนานั้น ควรจัดการอย่างไร ควรเลิกไปดีไหม
ตอบ : ไม่จำเป็นจ๊ะ ท่านสุภัททะ เคยตรัสถามพระพุทธเจ้าก่อนปรินิพพานแล้ว ถึงพระศาสดาทั้งหลายที่ไม่ได้ตรัสรู้จริง พระพุทธองค์ไม่ทรงว่าอะไร คือ ถ้าเขาปฏิบัติได้มรรคแปดก็ถึงนิพพานได้ ไม่ต้องไปทำอะไรกับเขา ก็อย่างที่บอกว่าไม่จำเป็นต้องเป็นพุทธ ไม่จำเป็นต้องได้เข้าถึงรัตนตรัยอันแท้จริง อะไรก็ได้ ศาสนามั่วๆ ยังได้เลย ยกตัวอย่างนะ ท่านองคุลีมาร ไปเข้าลัทธิบ้าๆ เขาหลอกให้ไปฆ่าคนพันคน ท่านก็ดันเชื่อ ทำไปเสียตั้ง ๙๙๙ คนแล้ว เกือบถึงพันคนแนะ นี่แหละ กรรมแต่หนหลังเขามี แต่ความศรัทธาในการปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น และความวิริยะเขาก็มี อีกคนเดียวก็จะครบพัน คิดว่าน่าจะได้สำเร็จแล้ว แต่ไม่สำเร็จฆ่าได้แค่ ๙๙๙ คน เกือบถึงพันแล้ว ได้พบพระพุทธเจ้าพอดี แล้วเป็นไงละ ก็ได้อรหันต์พอดี เหมือนโง่นะ โดนหลอกให้ทำ แต่กลับไม่สำเร็จ สุดท้าย ที่ไม่สำเร็จนั่นแหละ ทำให้สำเร็จ ตลกไหม ดังนั้น ศาสนา, นิกาย, ลัทธิ บ้าๆ ปลอมๆ อะไรก็ช่าง ไม่ว่าจะเป็นลัทธิบูชาซาตาน ที่คนบางคนถูกสถานการณ์บีบบังคับให้เข้าไป แต่ถ้าเขามีศรัทธาแรงกล้าที่อยากจะหลุดพ้น มีวิริยะที่จะเอาตัวเองให้หลุดพ้นไป ทำถึงที่สุดเถอะ พอถึงที่สุดแล้ว สะเทือนพระรัตนตรัยได้ทั้งนั้น องค์ไหนควรทำหน้าที่ ท่านจะมาทำหน้าที่ มาโปรด พบเจอกันได้เองอย่างอัศจรรย์จ๊ะ เป็นอย่างนี้มาเสมอ และเป็นไปจนกว่าจะครบ ๕,๐๐๐ ปี ดังนั้น ศาสนาหลอกๆ ปลอมๆ ไม่จริง สมมุติ อะไรก็ช่าง ไม่ใช่เครื่องขวางกั้นเราได้เลย เราปฏิบัติได้ถึงระดับที่สะเทือนของจริงได้ ท่านก็มาหาเราเอง และเพราะมีสมมุติศาสนาเหล่านี้แหละ จึงมีรากฐานปูให้ พุทธศาสนาที่แท้จริงเจริญได้ พระอรหันตสาวก ก็ล้วนมาจากศาสนาที่ไม่ทำให้หลุดพ้นแท้จริงก่อนทั้งนั้นแหละจ๊ะ
ถาม : ถ้ารู้ตัวแล้วว่าอยู่ในสมมุติพุทธศาสนา ควรทำอย่างไรต่อไป
ตอบ : ปฏิบัติต่อไป ด้วยจิตที่พุ่งตรงต่อความหลุดพ้นจ๊ะ ไม่ใช่ไปด่าเขา ว่าเขา นินทาเขา หรือมองเขาในแง่ลบนะ เขาก็คือครูเรา ถ้าเราไม่มีครูประถมจะขึ้นมัธยมเจอครูมัธยม และครูคนอื่นๆ ที่สูงขึ้นไปได้ไหม ไม่ได้ใช่ไหมละ ดังนั้น เราต้องเคารพและกตัญญูต่อครูเราแน่ แม้ท่านจะหลงก็ช่าง ไม่ผิดนี่ ที่คนเราจะไม่อรหันต์ ทำอย่างที่ครูเขาสอนเราแหละ แต่ให้ทำที่สุดเพื่อความหลุดพ้นออกไป แต่ไม่หลง ไม่บวก ไม่ลบกับเขาอีก
ถาม : ความขัดแย้งกันของคำสอน, แนวปฏิบัติของหลายท่าน ควรทำอย่างไร
ตอบ : ไม่ต้องทำอะไรเลยจ๊ะ เป็นธรรมชาตินะ ที่มันจะมีความแตกต่างหลากหลาย มีทั้งถูกและผิด ทั้งดีและไม่ดี แต่ก็ไม่มีอะไรที่ดีแท้, เลวแท้, ถูกแท้, ผิดแท้ ฯลฯ ในโลกนี้หรอก ของทางโลกก็มีแต่ของไม่เที่ยง ไม่แท้ คนดี ถ้ายังอยู่ทางโลก ต่อให้ดีขนาดไหนก็ยังดีไม่แท้ เลวขนาดไหน ก็เลวไม่จริงหรอกจ๊ะ ก็สมมุติกันไปในแต่ละขณะเท่านั้น เกิดและดับเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ของที่แตกต่างกันไม่จำเป็นต้องทำให้เหมือนกัน และไม่จำเป็นต้องเอามาขยำรวมกัน ความคิดที่ต้องการรวมลัทธิ, รวมนิกาย มันก็เป็นความคิดกุศล แต่ไม่จำเป็นหรอกจ๊ะ เพราะของที่แตกต่างกันนั้น มันก็รวมกันอยู่ในธรรมชาติ คือ ธรรมะ หนึ่งเดียวกันทั้งสิ้นอยู่แล้ว แล้วแต่ว่าธรรมะ หรือธรรมชาตินั้นจะดำเนินไปอย่างไร แตกต่างกันก็แค่ชั่วขณะ เกิดดับเปลี่ยนแปลงไปธรรมดาสุดท้ายก็ถึงจุดมุ่งหมายเดียวกัน บ้างเดินช้า บ้างเดินเร็ว คนมีกรรมก็ไปอยู่ที่แย่ก่อน คนมีบุญก็ได้เจอของดีก่อน แต่ก็ไม่เที่ยงอีกแหละ คนที่ได้ของดีแล้ว หมดบุญเลยมองไม่เห็นค่าจากไปก็มี คนมีกรรมถูกบีบให้เข้าลัทธิประหลาดก่อน พอหมดกรรมแล้ว วิ่งเข้าหาของจริงเลยก็มี ดังนี้ ไม่มีสาระหรอกเรื่องคำสอนขัดแย้งกันนะ และเราเองก็ไม่ต้องไปพยายามยึดมั่นหรือทำตัวให้มันไม่ขัดแย้งกับใครหรอกนะ จะขัดแย้งก็ช่างมัน เรามีกิจ มีกรรม ก็ทำ ก็รับไป ถ้ามันต้องขัดแย้งก็เป็นธรรมดาไม่มีสาระจะกังวล การบริหารความขัดแย้งที่ดีที่สุด ก็คือการยอมรับจ๊ะ เราต้องยอมรับความขัดแย้งว่าเป็นธรรมดา เป็นธรรมชาติ ก็คือธรรมะอยู่แล้ว เมื่อทุกอย่างอยู่ในธรรมะอยู่แล้ว แล้วเราจะต้องไปเอามารวมใส่ไว้ในไหนอีกละ ถ้าเราคิดรวมนิกายใส่ไว้ตามแบบที่เราคิด เรากำลังเอาธรรมะที่รวมกันอยู่ๆ แล้วในความหลากหลายทางธรรมชาตินั้น ให้มาอยู่ในแบบในกรอบที่เราสร้างขึ้น ที่เราคิดเอาเองว่าใช่ ว่าถูกต้องตรงทาง อันนี้แหละ เรากำลังสร้างลัทธิ, นิกายใหม่ๆ ขึ้นมาแล้ว เราเองนั่นแหละ ทำให้เกิดความแตกแยก ด้วยการสร้างรูปแบบใหม่ๆ ขึ้นมาบงการธรรมชาติที่มีมาแต่ดั้งเดิม
ถาม : ถ้าอย่างนั้น เราจะปฏิบัติตามแนวทางไหนละ ในเมื่อมันต่างกัน
ตอบ : แบบไหนก็ได้จ๊ะ ถ้ามันปรากฏในชีวิตเราทั้งคู่ แต่แตกต่างกัน ก็แสดงว่าเรามีวาระกรรมทั้งสองแบบ เริ่มจากแบบไหนก่อนก็ได้ ชำระหมดได้เร็วยิ่งดี ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องหนี ไม่ต้องหลบ ไม่ต้องปกป้องตัวเอง ปล่อยเลย ตามธรรมชาติ ถ้ามีลัทธิ, นิกาย หรือแนวทางอะไรก็แล้วแต่มาถึงเรา เราไม่ได้ไปหาเองนี่ มาถึงเราเอง ก็มาด้วยวิบาก ถ้าเป็นวิบาก เรารับๆ เสียให้หมดสิดี เราไม่ได้ไปทำเอง สร้างเองนี่ มันมาเอง เพื่อนมาชวน เขามาดึงเราไป ก็ไปเลย แต่อย่าหลง ไปๆ เพื่อทำๆ ทำจิตว่างๆ ไม่คิดอะไร ไม่ยึดอะไร ไม่หลงอะไร ไม่บวกอะไร ไม่ลบอะไร ไม่รักอะไร ไม่ชังอะไร ทำไปๆ อย่างนั้นเอง ให้มันหมดๆ พ้นๆ ไป หลุดๆ ไป ไม่เอา ไม่ยึด ไม่ติดกรรม ทำไปอย่างนั้นเอง พอกรรมเบาบางจางลงนะ ตาสว่างวับเลย อยู่ๆ รู้เอง ปัญญาผุดขึ้นมาเอง นั่นแหละ ถึงตอนนั้นเธอจะรู้ตัวเองว่าควรอยู่ ควรหยุด ควรไป หรือควรทำอะไรต่อ จริงๆ แล้วไม่มีอะไรเลย ธรรมะง่ายมาก ธรรมดามาก สิ่งที่เธอจะตัดสินใจนั้น มันเรียบง่ายมากๆ ไม่ยุ่งยาก ไม่ซับซ้อน แต่กรรมมันบังตาเธอเท่านั้น เจ้ากรรมนายเวรยุยงเธอให้หลงผิดทางทำให้มันยุ่งเหยิงขึ้นมาเท่านั้น แค่หมดเชื้อสิ้นกรรมเท่านั้น ปัญญาสว่างวาบ รู้ได้เอง ไม่ต้องไปถามใครเลย ให้ดูพระองคุลีมารเป็นตัวอย่างนะ อันนี้เหมาะกับเราในปัจจุบัน พระองคุลีมาร เข้าลัทธิแต่ถูกหลอกให้ไปฆ่าคนเพื่อสำเร็จธรรมสูงสุด ถ้าองคุลีมารไม่ทำเช่นนั้น ก็ไม่มีพระอรหันต์ องคุมารมารในวันที่พระพุทธเจ้าโปรดนั้น วิบาก จำต้องรับ รับให้หมดๆ ไป ไม่ต่างกันไม่ว่าวิบากกรรมดีหรือเลว บ้างไปเข้าลัทธิดี สอนให้ทำดี บ้างไปเข้าลัทธิเลว สอนให้หลงในความเลว ไม่ต่างกันเลย คนเราทำมาไม่เหมือนกัน แต่กระบวนการไปสู่ความหลุดพ้นก็ไม่ต่างกัน เริ่มจากดี หรือเริ่มจากเลว สุดท้ายก็ต้องไปสู่การละ การปล่อย การวาง ทั้งนั้น คนบรรลุธรรมนั้น ได้เพราะชำระวิบากเบาบาง กรรมที่บังตาจึงหมดจ๊ะ ไม่เช่นนั้นก็ไม่ได้
ถาม : ถ้าอย่างนั้น การรักษาพระพุทธศาสนา ควรทำอย่างไร
ตอบ : ถ้าไม่มีผู้บรรลุธรรมเหลือเลย ต่อให้เรามีอำนาจล้นฟ้า ได้ทุกอย่างในกำมือ เราอาจสร้างวัดได้ทุกหย่อมหญ้าในพริบตา สร้างพระพุทธรูป เทวรูป ได้มากมาย และสร้างเครื่องมือเครื่องใช้ ของทุกอย่างได้ดังเนรมิต ทำทุกอย่างราวกับว่าพระรัตนตรัยปรากฏขึ้นจริงให้เห็นฉะนั้น แต่นั่น ไม่ได้หมายความว่าพระพุทธศาสนาได้รับการรักษาไว้เลย ก็แค่ทำไว้ให้คนระลึกนึกถึงเท่านั้น ของจริงก็ไม่เหลืออีกแล้ว การกระทำนี้ ไม่ใช่การรักษาพระพุทธศาสนาเลย ปัจจุบันโลกของเราอาจมีหลายประเทศเป็นประชาธิปไตยไม่รุกรานพระพุทธศาสนาด้วยอำนาจทางทหารเหมือนเมื่อก่อนแล้ว แต่อาจมีอิทธิพลต่อบุคคลให้หันเหไปทางอื่นได้บ้าง ดังนั้น แม้ประเทศที่มีพระพุทธศาสนาจะสิ้นลง แต่เมื่อสิ้นลง ผู้ที่เข้ามายึดครองก็ไม่อาจเอาศาสนาออกไปได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายคอมมิวนิสต์ หรือฝ่ายประชาธิปไตย เพราะคนไทยเรายึดมั่นอยู่ ความยึดมั่นนี้ไม่ใช่พระพุทธศาสนาจริงหรอกนะ การพยายามไปทำบุญ อุดหนุนพระพุทธศาสนาก็ยังไม่ใช่การรักษาพระพุทธศาสนาที่แท้จริง เพราะถ้าเธอไม่รู้เลยว่าผู้เข้าถึงธรรมจริงอยู่ที่ใด เอาแต่ทำบุญให้ผู้บวชห่มผ้าจีวรแต่จิตใจเขาอาจไม่ตรงทาง เป็นเดียรถี มีแต่เดียรถีเต็มไปหมด เธออุดหนุนพวกเขาให้รุ่งเรืองมากมายอย่างนี้ ก็ไม่ใช่การรักษาพระพุทธศาสนาเลยจ๊ะ เพราะสิ่งที่รักษาอยู่นั้น มันเป็นของปลอมมาตั้งแต่แรก ไม่ใช่พระพุทธศาสนาจริง ดังนั้น การจะรักษาจึงต้องทำตนเองให้เข้าถึง เข้าใจ คือ ต้องบรรลุโสดาบันเป็นอย่างต่ำก่อน แล้วจะทราบเองว่าใครไม่ใช่เดียรถี แม้ไม่ทราบว่าใครอรหันต์ แต่พระโสดาบันก็พอดูพวกเดียรถีออกระดับหนึ่งจ๊ะ นี่ก็พอเข้าใจ เข้าถึงพระรัตนตรัยแล้ว ก็ค่อยทำหน้าที่ของตนๆ ต่อไปได้ แต่ถ้ายังไม่เข้าถึง ก็ยังยากอยู่ที่จะมารักษาพระพุทธศาสนา ทั้งนี้พระรัตนตรัยของแท้นั้นไม่จำเป็น ต้องได้รับการรักษาก็ได้ เพราะถ้าเราไปรักษาปกป้องมากเกินไป เราเองนั่นแหละที่ทำให้พระรัตนตรัยสิ้นสูญ คือ แทนที่ท่านจะรับวิบากกรรมตามธรรมชาติ จนหมดสิ้น แล้วนิพพานได้จริง เราไปขวางวิบากกรรมไว้ ปกป้องท่านไว้ ท่านอาจชำระกรรมไม่หมดและไม่ได้นิพพานได้ ส่วนท่านที่มีบุญดี เมื่อบรรลุอรหันต์แล้ว ก็มีบุญเลี้ยงตัวจ๊ะ ดังนั้น ท่านจะมีอยู่ มีกินได้เองแหละ เดี๋ยวนี้ เขาเล่าว่าวัดบางวัดเงินของคนอิสลามเอามาสร้างยังมี พระบางรูปได้อาศัยปัจจัยจากฝรั่งที่นับถือคริสต์หล่อเลี้ยงดูอยู่ก็มี นี่แหละ เขามีบุญของเขาเอง มีกรรมของเขาเอง เราจะรักษาพระพุทธศาสนานั้น ไม่ต้องไปทำอะไรใคร ทำที่ตัวเราให้เข้าใจ เข้าถึงให้ได้ก่อนอย่างอื่นจะดำเนินไปเองตามธรรมชาติที่ควรจะเป็นเอง
ถาม : การปฏิบัติเพื่อพุทธภูมิกับเพื่อนิพพาน จะอยู่ร่วมกันได้ไหม
ตอบ : สมัยพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่ก็อยู่ร่วมกันได้จ๊ะ เพราะท่านไม่ได้มาทำกรรมอะไรพัวพันกัน ไม่มีการสวดมนต์ร่วมกันแบบสมัยนี้หรอกจ๊ะ การสวดมนต์ของพุทธศาสนามีสองแบบ แบบที่สวดเพื่อฝึกจิตก็มี เช่น บริกรรมออกเสียง พุทธ โธ และแบบที่สวดเพื่อเหตุอื่นที่ไม่ใช่ภาวนา เช่น สวดเพื่อรักษาจดจำพระธรรมวินัย นี่เป็นของนิกายเถรวาท ลัทธิลังกาวงศ์เริ่มทำหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ๒๐๐ กว่าปี ก่อนหน้านี้ไม่มีใครเขาทำกัน ส่วนที่สวดเพื่องานพิธีกรรมต่างๆ เริ่มหลังจากนั้นมาอีกในสมัยสุโขทัย รับเอาพระพุทธศาสนาจากลังกามาเป็นแบบของตนเอง ปรับเข้าแทนที่ศาสนาพราหมณ์ของพวกขอมที่มีอยู่เดิม เพื่อให้อิทธิพลขอมที่ครอบงำผู้คนอยู่ให้หมดไป จึงต้องเอาพระสงฆ์ไปสวดในพิธีกรรมต่างๆ แทนพราหมณ์ แต่งานพิธีกรรมต่างๆ เหล่านี้ ไม่ใช่หน้าที่ของพระเลย เป็นหน้าที่ของพราหมณ์ก็ดี, เซียนก็ดี, ฯลฯ แต่ผู้ที่จะนิพพาน เขาไม่สวดมนต์ตามพิธีกรรมต่างๆ กันหรอกจ๊ะ มันเป็นบุญส่วนหนึ่ง กรรมส่วนหนึ่ง ทำให้ไม่ได้นิพพาน การอยู่ร่วมกันของท่านที่ถึงอรหันต์แล้ว ทั้งที่พร้อมนิพพานในชาตินั้นเลย และท่านที่อรหันต์แล้วแต่ยังไม่นิพพาน คือ ยังไปเกิดต่อ ท่านจะอยู่ร่วมกันได้ไม่มีปัญหา เพราะไม่ค่อยมีบุญกรรมอะไรพัวพันกันมาก เวลาหมู่สงฆ์อยู่ร่วมกัน ไม่ได้ทำกรรมอะไรมากร่วมกันหรอก คำว่า “สังฆกรรม” ของหมู่สงฆ์ ซึ่งหมู่สงฆ์ทำร่วมกันนั้น จะมีแต่กรรมน้อยๆ ที่ใช้หมดในชาติเดียว กรรมสืบชาติภพเขาไม่ทำร่วมกัน เลยอยู่ร่วมกันได้จ๊ะ
ธรรมปฏิเวธ เรื่อง ถาม-ตอบ ตอนที่ ๒ “การดำรงอยู่ของผู้ที่จะได้นิพพาน”
ถาม : ผู้ที่จะได้นิพพานในชาตินี้แน่ๆ เขาควรดำรงชีพอยู่อย่างไร
ตอบ : ในสมัยพุทธกาล ที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่ มวลมนุษย์ยังมีกรรมน้อย สัตว์ที่มีกรรมน้อย มีบุญมากหน่อยมาเกิด แม้อยู่อย่างไม่สะดวกสบายเท่าปัจจุบัน แต่ไม่ค่อยมีมนุษย์และอมนุษย์รบกวน หรือขัดขวางการปฏิบัติธรรมนัก จึงอยู่กันแบบเรียบง่าย ไม่ค่อยทำอะไร รอรับวิบากกรรมทั้งดีและชั่วเป็นสำคัญ แต่หลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ดวงจิตของสรรพสัตว์ที่ถูกส่งลงมาเกิด ถูกคัดเลือกส่วนที่มีกรรมและบุญมากมา ทำให้นิพพานยาก ชีวิตอยู่อย่างเรียบง่ายได้ยาก ต้องมีผู้คนพัวพันมาก ยุ่งยากซับซ้อน ท่านที่จะได้นิพพานนั้น แม้รอแต่รับวิบากกรรมทั้งดีและชั่วให้หมดจะได้นิพพานก็ไม่ได้ ต้องออกไปทำกิจที่ค้างอยู่ สมัยพระพุทธเจ้ายังอยู่ไม่มีกิจอะไรแปลกหรอก แต่หลังจากนั้น พระอรหันต์ที่จะได้นิพพานมีกิจค้างต่อโลกกันทั้งนั้น ไปชำระเสียให้หมด ทำกิจให้จบเสีย ก็นิพพานได้ แต่มาสมัยนี้ (หลังกึ่งพุทธกาล) ยิ่งยุ่งยากเข้าไปใหญ่ คือ นอกจากจะรอรับวิบากกรรมทั้งดีและชั่วมากมายให้หมดแล้ว ยังต้องทำกิจที่คั่งค้างให้หมดแล้ว บางทียังไม่ได้นิพพานเลย เพราะยังไม่ถึงวาระที่จะได้ เช่น บางท่านมีกำลังในการบำเพ็ญบารมีมาก ไปได้อีกหลายชาติ ยังพอไหว และปรารถนาโพธิญาณไว้ เขาก็ให้ไปช่วยเหลือสรรพสัตว์อื่นก่อน ตนเองอย่าเพิ่งนิพพาน เรียกว่าเหตุปัจจัยอย่างที่สามมาเกี่ยวข้องแล้ว คือ “ถึงวาระนิพพานหรือยัง” คนไหนที่เคยปรารถนาพุทธภูมิ, โพธิญาณไว้ จะยังนิพพานไม่ได้จ๊ะ จนกว่าจะได้สมปรารถนาที่ตนหวังไว้ ส่วนคนที่จะได้นิพพานหลังกึ่งพุทธกาลนี้ จะมีก็แต่คนที่ไม่เคยตั้งความปรารถนาทางพุทธภูมิ หรือโพธิญาณไว้ เช่น ไม่อยากเป็นพระพุทธเจ้า, นางแก้ว หรือไม่ได้กำหนดไว้ว่าตนเองจะนิพพานในชาติไหน ศาสนาของใคร คนที่ปรารถนาได้เกิดยุคพระศรีอาริยเมตตรัยนี่ ยังไม่ได้นิพพานจ๊ะ ต้องรอก่อน เพราะเราเองไปตั้งปรารถนาไว้เอง โกหกตัวเองไม่ได้ เลยต้องยอมให้คนอื่นที่เขาไม่เกี่ยวข้องได้นิพพานไปก่อน อุปมาเหมือนได้ที่นั่งบนรถไฟฟ้าแล้ว แต่ต้องยอมลุกขึ้นให้เด็ก, สตรี และคนชรา นั่งไปก่อนนะจ๊ะ เรามีกำลัง เราต้องให้เขาได้ก่อน เราไปทีหลัง สรุปง่ายๆ คนที่จะได้นิพพานในชาตินี้ คืออยู่อย่างเรียบง่าย ไม่เด่นดัง แต่เพิ่มเข้าไปอีกนิดหนึ่งคือ ๑) รับวิบากกรรมทั้งดีทั้งชั่วให้หมด อย่าหนี อย่าปกป้อง ปล่อยให้เขาทำจนวิบากกรรมหมดสิ้นเอง ๒) ทำกิจที่คั่งค้างที่ตนเคยติดหนี้กับโลกนี้ไว้ให้หมดก่อน เช่น อาจารย์ของพระนาคเสนที่นิพพานยังไม่ได้ ต้องรอให้พระนาคเสนมาเกิดเป็นศิษย์ตนก่อน ๓) ไม่มีความปรารถนาใดมาก่อนเลย ไม่ว่าจะปรารถนาพุทธภูมิ, นางแก้ว หรือจะเกิดในยุคพระศรีอาริยเมตตรัยก็ตาม อย่างนี้ จึงเข้าข่ายได้นิพพานในชาตินี้ พวกที่มีความปรารถนาต่างๆ นั้น เขาให้รอก่อน ช่วยคนอื่นถึงนิพพานก่อน ให้เขาไปก่อนตนเอง
ถาม : ศีลและพระวินัย จำต้องลดหรือเพิ่ม คือ ควรปรับปรุงอะไรบ้างไหม
ตอบ : ไม่เลย ศีลหรือวินัยเป็นเครื่องประคองให้อยู่ร่วมกันในหมู่คณะและร่วมกันสังคมมนุษย์ได้เท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอะไรเลย เพราะคนเราสมัยนี้ ก่อนจะมาบวชเป็นพระต้องอยู่ร่วมกันมาก่อน อยู่ในสังคมมนุษย์มาก่อนทั้งนั้น ธรรมชาติสอนเขามาแล้ว ในสมัยโบราณ พระสงฆ์อาจมาจากต่างแดนมาก ศึกษากันไกล และไม่เข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่นก็มี การตราศีลวินัยจึงสำคัญเหมือนกัน ปัจจุบัน สังคมยืดหยุ่นเปิดกว้าง ไม่เคร่งจารีตประเพณีมากดังเก่าก่อน จารีตประเพณีเก่าๆ ที่ละเอียดอ่อน พิถีพิถัน ถูกลดทอนและตัดออกหมดแล้วจ๊ะ เพราะการดำรงชีพที่เคยเชื่องช้า กลายเป็นรวดเร็ว เพราะการแข่งขันนั่นเอง ดังนั้น ศีลวินัย ไม่จำเป็นต้องเพิ่ม และไม่จำเป็นต้องลด สิ่งที่พระอรหันต์โบราณเขาทำได้กัน จะเป็นเครื่องเตือนสติเราว่า ถ้าเรายังไม่ได้ เราก็ยังต่างจากท่าน เราอาจไม่ได้นิพพาน ถ้าไปลดลงเสีย ก็ไม่มีข้อเตือนสติ เตือนใจ ไปหนึ่งข้อ ลดกี่ข้อ ข้อเตือนใจก็ลดลงไปเท่านั้น จึงไม่จำเป็นต้องไปเปลี่ยนแปลงอะไร ที่จำเป็นคือเราปฏิบัติธรรมให้เกิดปัญญาเองก็พอ เมื่อปัญญาเกิดแล้ว ศีลตามธรรมชาติจะมาอย่างปกติเอง
ถาม : การดูแลกันระหว่างผู้ทรงธรรมหรือพระสงฆ์ควรมากหรือน้อยขนาดไหน
ตอบ : ถ้าไม่ได้หวังนิพพาน จะดูแลกันตามแนวคิดทางโลกก็ไม่มีอะไรเสียหาย แต่ถ้าจะเอานิพพานจริงๆ การดูแลกันจะต่างจากทางโลก การรอยู่ร่วมกันของผู้ที่มุ่งนิพพานและจะได้นิพพานจริงๆ นั้น แตกต่างจากคนทางโลกมาก คนทางโลกอาจพัวพันกรรมกันมากมาย ใกล้ชิดกัน กระทบกระทั่งกัน แต่ในทางธรรม จะอยู่กันเหมือนดาวคนละดวงเลย คือ ไม่ได้พัวพันกรรมกันมาก แต่ก็ไม่ได้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย ดาวแต่ละดวงมีแรงดึงดูดและกระทำต่อกัน แต่จะไม่ถึงขนาดเข้ามาใกล้ชิดกันมากเกินไป กรรมที่พัวพันกันก็น้อยหน่อย คำว่าไม่ได้ใกล้ชิดกันมากเกินไปนั้น ไม่เหมือนทางโลก เช่น ถ้ามีพระสงฆ์ป่วย ก็มาดูแลกันเท่าที่โอกาสจะเอื้อให้ท่านใดเป็นผู้กระทำ ไม่ได้เจตนาหรือตั้งใจอยากทำ แต่ทำโดยธรรมชาติ โดยสถานการณ์พาไป ก็ทำได้ แต่ไม่ได้หวังผล คือ ไม่ได้เสียอกเสียใจ พยายามทุกวิถีทางให้หาย อะไรขนาดอย่างคนทางโลก ทำเหมือนกัน แต่ไม่ค่อยพัวพันกันมากนั่นเอง ส่วนใหญ่จะให้อิสระกัน เพราะต่างก็เอาตัวเองรอดจากกรรมกันทั้งนั้น ทุกคนมีหมด จึงไม่มีการเสียเวลามายุ่งเรื่องส่วนตัวกันมาก ถ้าเขาถามเรา เราตอบได้ก็ตอบไป ถ้าเขาไม่ถาม บางทีเราไม่มีอะไรคุยก็ไม่มี ไม่มีใครว่าอะไร ทางโลกเขาเห็นคนแบบนี้ เขาเรียกว่า “มนุษย์สัมพันธ์ไม่ดี” คือ ไม่ใช่คนที่เข้าสังคม ช่างเจรจา ประจบประแจ เอาใจคนนั้นทีคนนี้ที อันนั้น เป็นการดูแลกัน เป็นสังคมทางโลก แต่ในทางธรรม จะอิสระมากกว่า ไม่ถือกัน ไม่ได้มามัวสนอกสนใจกันมาก จิตพุ่งตรงธรรม ตรงต่อปัญหาของตนเองทั้งนั้น ไม่สัดส่าย ฟุ้งซ่านออกนอกตัวเองมากนัก ไม่มัวยุ่งกับเรื่องคนอื่นมากนัก แต่การดูแลกันก็มีอยู่แน่ ครั้งหนึ่ง มีพระภิกษุป่วยหนัก ผิวหนังมีโรคเป็นหนองแตกออก ไม่มีใครเหลียวแล ทิ้งไว้อย่างนั้น พระพุทธเจ้ากับพระอานนท์ก็ทรงช่วยกันดูแลให้ นี่คือ มีการดูแลกันอยู่ แต่ไม่ใช่มาจ้ำจี้จำไช คอยจับผิด, คอยบอก, คอยบงการ, คอยสั่งการกัน อันนี้ไม่มี ท่านละวางชนชั้นและอำนาจเหนือผู้อื่นตั้งแต่โกนหัวแล้ว โกนหัวคือไม่มีชนชั้นวรรณะ สมัยก่อนเขาไว้ผมเพื่อประดับด้วยมงกุฎบ้าง, ชฎาบ้าง เพื่อแสดงชนชั้นวรรณะกัน พระพุทธเจ้าเราฝ่าประเพณีโบราณ ที่ไม่มีใครจะกล้าโกนหัวกัน เขาถือว่าเป็นเสนียดแก่ชนชั้นของตน แต่พระพุทธเจ้าทำ เพื่อสลายชนชั้นวรรณะ ให้ทุกท่านอยู่อย่างเท่าเทียมกัน เป็นสาวกเหมือนกันทุกรูป ไม่มีรูปไหนมีอภิสิทธิ์ มีอำนาจเหนือใครเลย
ถาม : การดำรงอยู่ร่วมกันของชาวพุทธแท้ เป็นประชาธิปไตยหรือสังคมนิยม
ตอบ : เป็นหัวใจ เป็นรากเหง้า ของทั้งประชาธิปไตย และสังคมนิยมในปัจจุบัน ที่เราเห็นทั้งประชาธิปไตยและสังคมนิยมในวันนี้เป็นได้แค่กิ่งก้านของธรรมชาติเท่านั้น แต่วันข้างหน้า ถ้ามนุษย์มีปัญญาที่แท้จริงมากขึ้น เขาจะค้นพบว่าที่สุดการอยู่ร่วมกันในสังคมมนุษย์ มีรากเหง้ามาจากธรรมะคือธรรมชาติที่แท้จริง แต่ได้แตกแขนงเป็นประชาธิปไตยบ้าง สังคมนิยมบ้าง คือ สังคมโลกยุคนี้ ยังไม่เข้าสู่ยุคปัจเจกพุทธเจ้า การอยู่ร่วมกันเป็นสังคมก็ยังต้องมีอยู่ แต่แนวคิดสังคมนิยมที่เราเห็นอยู่นี้เป็นได้แค่เปลือกนอกจำลองแบบธรรมชาติไปใช้อย่างไม่ได้เข้าใจอะไรนัก นั่นเอง จริงอยู่ เขาเห็นว่ามนุษย์ต้องอยู่กันเป็นสังคมไม่ใช่ปัจเจกชน แต่เขายังไม่เข้าถึงการเป็นสัตว์สังคมอริยะที่แท้จริง ซึ่งไม่ใช่เผด็จการ แต่มีความเป็นอิสรเสรีในแต่ละคน (เสรีภาพ) มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน (ภราดรภาพ) ในหมู่สังคมที่มีความหลากหลายและกระทบกระทั่งกันอย่างสมดุล (ดุลยภาพ) ซึ่งทุกคนล้วนมีกิจและภาระหน้าที่คู่มากับอิสรภาพที่เอื้อประโยชน์ต่อส่วนรวมตามควร (คุณภาพ) ภายใต้ความไม่เหลื่อมล้ำกันระหว่างบุคคลและชนชั้น (เสมอภาพ) อันนี้คือการอยู่ร่วมกันของสังคมผู้ที่พร้อมจะหลุดพ้นนิพพาน เราเอามาเป็นต้นแบบ แล้วปรับใช้กับคนในสังคมก็ได้ แต่จะไม่สามารถใช้ได้ ๑๐๐% เพราะคนในสังคมไม่ใช่พระอรหันต์ทั้งหมด จึงใช้ได้ก็แค่กิ่ง, ก้าน, ใบ ไง ไม่ได้ถึงรากเหง้า หรือหัวใจ ถ้าอยากได้อยู่ภายใต้ระบบในอุดมคติอย่างที่นักคิดทางโลกคิดกัน ต้องปฏิบัติให้ถึงความหลุดพ้น เมื่อถึงแล้วได้อยู่ร่วมกับหมู่อารยะแล้ว จะทราบเองว่าการอยู่ร่วมกันของสังคมมนุษย์ในอุดมคตินั้นเป็นอย่างไร
ธรรมปฏิเวธ เรื่อง ถาม-ตอบ ตอนที่ ๓ “ภัยมืดในหมู่นักปฏิบัติธรรมที่พึงระวัง”
ถาม : ในหมู่นักปฏิบัติธรรมนี้ มีภัยมืดที่ต้องระวังด้วยหรือ
ตอบ : สมัยนี้ไม่เหมือนก่อน เมื่อก่อนอาจมีน้อย เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ แต่มันจะไม่ใช่สำหรับคนที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของเขา เมื่อเราเข้าข่ายเป็นกลุ่มเป้าหมายของเขาเมื่อไร ก็อาจใช่ขึ้นเมื่อนั้น เช่น เป็นผู้หญิงวัยสืบพันธุ์ หน้าตาไม่ดี อกหัก พอมีอันจะกิน และเคลิ้มเชื่อใจอะไรได้ง่ายๆ โดยเฉพาะพวกศรัทธาจริต จะโดนมาก เขาจะทำอย่างนี้ เขาจะชวนไปฝึกมโนมยิทธิ แล้วดูว่าเราเชื่ออะไรง่ายๆ ไหม ถ้าเราเชื่อง่าย เขาจะเริ่มกล้าที่จะหลอกเรา เขาจะชวนคุยว่าอดีตชาติเป็นแฟนกันบ้าง เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันมาบ้าง แล้วก็จีบและพาไปมีเพศสัมพันธ์ จากนั้น เมื่อเสียตัวแล้ว เขาจะเริ่มพาไปสู่ขบวนการค้ายาบ้า ให้ผู้หญิงเป็นนกต่อคอยปล่อยยาบ้า อันนี้มีมากแล้วตอนนี้ ให้ระวัง อีกพวกหนึ่งพาเข้ากระบวนการพุทธพาณิชย์ คือ พาเราไปทำบุญมากๆ เราชอบ เราศรัทธามาก เขาก็ดึงเข้าไปช่วยงาน ให้เงินเราใช้บ้าง ฯลฯ แบบนี้ เขาจะดูความคิดเราก่อนว่ารับได้กับระบบเขาไหม เช่น การเอาเงินที่เขาทำบุญมาแบ่งปันให้ทุกๆ คนที่ทำงาน เป็นที่ยอมรับของสังคมคนทำงานที่นั่นไหม ถ้าเรารับวัฒนธรรมของเขาได้ เขาก็ดึงเราเข้าไปช่วยงาน แต่เบื้องหลังการได้มาของเงินบางทีมันไม่ค่อยดีนัก บางทีเขาทำบุญให้วัด พระก็ไม่ได้จับเงินหรอก โยมจัดสรรกันเองหมดเลย ซึ่งเขาก็ให้หมด ทั้งพระ ทั้งคนช่วยงาน แต่เราลองย้อนกลับไปคิดดูสิว่า คนทำบุญเขาตั้งจิตทำให้ใครละ การที่เราเข้าไปรับกับเขาด้วยนั้น ไม่รู้อยู่ในข่ายผู้ควรรับทักษิณาทานไหม ตรงนี้ เป็นกรรมนะ ไม่รู้ตัว เป็นภัยที่มองไม่เห็นเหมือนกัน มันจะทำให้บดบังตาเรา กรรมตัวนี้ทำให้เราปฏิบัติผิดเพี้ยน เกิดมิจฉาทิฐิขึ้นได้ นอกจากนี้ก็มีบางคน ค้ายาบ้าได้เงินมาเยอะมากแล้ว เอาเงินมาทำบุญที่วัดมากมาย เรียกว่าฟอกเงิน แปลงเงินให้เป็น “ค่านิยม” ทำให้คนนิยมชมชอบและยอมรับ เพราะทำบุญนี่ มันได้หน้าได้ตา คนรู้จัก คะแนนนิยมก็มา วันข้างหน้า จะเป็นหัวคะแนน จะหนุนหลังนักการเมืองก็ได้ อันนี้ มีมากเลย โดนกันทั้งนั้น ที่ไหนวัดดัง คนเข้ามากๆ พวกนี้ก็เข้ามามาก แรกๆ อาจทำดีจริง แต่หลังๆ ไม่รู้ใครบ้าง เข้ามาแทรก เข้ามาเพื่อประสงค์สิ่งต่างๆ ทับซ้อนกันมากมาย เห็นแต่เปลือกนอกมันดูงดงามดีน่าศรัทธา แต่เบื้องหลังการทำงาน มันก็แล้วแต่บุคคลและสถานที่ เข้าไปคลุกคลีอยู่วงในจริงๆ ก็จะรู้เอง บางพวกก็ทำคุณไสยเล่นงานตั้งแต่แรกเลย พอเห็นโยมลงจากรถเก๋ง รวยๆ นะ ก็ทำของพวกมหานิยมเอาไว้ ทำให้คนหลง คนชอบ เอาให้โยมไป โยมหลงเลย ศรัทธาเป็นบ้าเป็นหลัง เอาเงินไปเทถวายให้วัดมากนัก อย่างนี้ก็มี พระยิ่งขลัง ยิ่งมีฤทธิ์ เราก็ยิ่งต้องระวัง เห็นท่านเงียบๆ นะ ของของท่านส่งผลถึงเราได้ไม่รู้ตัว มีทุกอย่างแหละ บางอย่างเป็นของทำให้โง่ หลอกง่าย เชื่อง่าย พูดง่าย ครอบงำง่าย พระบางรูปมีของพวกนี้อยู่ เราเข้าไปใกล้ก็เสร็จเขาโดยไม่รู้ตัวเลย
ถาม : แล้วจะทำอย่างไรดี จึงจะพ้นภัยมืดในหมู่นักปฏิบัติธรรมนั้นได้
ตอบ : คิดจะท่องยุทธภพ ก็ต้องฝึกวรยุทธ์ รู้จักเอาตัวรอดให้เป็นก่อน แล้วค่อยไปท่องยุทธภพ ความหมายคือ ในวงการปฏิบัติธรรมนี้ คนมีฤทธิ์, มีเดช, มีเล่ห์เหลี่ยม, มีมารยา ฯลฯ มันก็มีสารพัด เราไปแบบโง่ๆ เซ่อๆ ก็หมดตัวได้โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลย เราต้องเข้าหาอาจารย์ที่เขาปรารถนาดีต่อเรา ให้วิชชาเราจริงๆ สักหนึ่งท่าน ท่านมาโปรดสอนเรา ตั้งใจฝึกยาวนาน คือ ให้วิชชาเราจริงๆ ไม่ใช่ทำผ่านๆ เราอดทนฝึกปรือให้ดีก่อน เมื่อพร้อมแล้วค่อยท่องยุทธภพ คนที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ก็คิดว่าทุกที่ดีหมด ชอบหมด แล้วมันก็หมดตัวไปเพราะหลงดีนั่นแหละ สถานธรรมจำเป็นต้องใช้ปัจจัย แต่ถ้ามีสิ่งนอกลู่นอกทางมา “ดูดทรัพย์” เรา อันนี้ ไม่ถูกนัก คนบางคน เห็นพระเขามีของดีช่วยดูดทรัพย์ อยากได้ของเขาบ้างจะไปหา ไปบูชามาไว้ ไปถึงก็โดนพระนั่นแหละดูดทรัพย์ก่อนเลย ก็เข้าหาคนมีวิชชาดูดทรัพย์นี่ จะไม่โดนได้ไง เราต้องเริ่มจากที่ใดที่หนึ่ง ให้มันรู้จริงเห็นจริงเท่าทันคนและโลกทิพย์ก่อน ไม่เช่นนั้นเดินหลงป่าคว้าใบไม้ไม่ได้สักกำมือ
ถาม : ทุกที่ก็สอนให้ทำความดีไม่ใช่หรือ แล้วจะเป็นภัยได้อย่างไร
ตอบ : ถ้าสอนว่าให้ทำทานนะลูก แต่ไม่ใช่ที่นี่ ที่นี่พอมีเยอะแล้ว ลูกไปช่วยคนอื่นนะ ที่เขายากจน ลำบาก ตกยากนะ มีเยอะแยะเลย อย่ามายึดติดตรงนี้ ผู้สอนธรรมอยู่อย่างเรียบง่าย ไม่ได้ต้องการลาภสักการะอะไรมากมาย ไปช่วยคนทางโลกที่ยังยากลำบากเถอะ ผู้สอนธรรมที่นี่เอาตัวรอดได้แล้ว พึ่งตนเองได้แล้ว ถ้าสอนแบบนี้มันก็โอเคนะ แต่ที่พบมาทั้งหมด แทบจะไม่ใช่เลย มีแต่ให้เราศรัทธาแล้วเอาเงินไปเทให้เขา เขาก็บอกว่าเอ้า เอาไปช่วยคนที่นั่นบ้างที่นี่บ้าง เราก็ตรวจเช็คเงินไม่ได้นี่ ขนาดรัฐบาลตรวจคุมเข้ม ลูกดูว่าเขาป้องกันการโกงกินกันได้ไหม นี่สถานธรรม ไม่มีใครมาตรวจสอบเลยลูก อย่าหลงในอุดมคติมาก คนก็คือคน มีกิเลสอยู่เป็นธรรมดา เหมือนกันทุกที่แหละ ตราบเท่าที่ยังไม่บรรลุหลุดพ้น แล้วที่บรรลุหลุดพ้นก็ไม่มานั่งจับเงินหรอกจ๊ะ ถ้าสอนตรงทางจริงๆ มันจะเป็นภัยได้อย่างไร แต่นี่ ลูกไปพิจารณาเอาเองว่าตรงทางจริงไหม คนสอนบอกให้เขาละกิเลส แล้วคนสอนละอยู่อย่างไร เดี๋ยวนี้วัดป่าก็เหมือนรีสอร์ทดีๆ นี่เอง วัดบ้านก็จำแลงมาจากพระราชวัง อยู่แบบสมถะจริงๆ ลูกต้องไปหาเอาเองในป่าโน่น ของจริง ไม่ได้ว่าเขานะ เขาก็คือคนมีเลือดเนื้อต้องอาศัยเงินเป็นปัจจัยในการดำรงชีพเช่นกัน ถ้าเราเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไรแจ้งชัด คือ เข้าใจว่าทำบุญไปช่วยคนเหมือนกัน ไม่ได้หลงว่าเขาเลิศเลอหนักหนา เขาก็คือคน ไม่ว่าจะห่มเหลืองห่มขาว ก็ช่วยเขาไป แต่ไม่ได้ไปหลงเขา ยึดติดกับเขา อันนี้ ก็ตรงทางอยู่หรอก แต่ที่เห็นเป็นแบบนี้ จะไม่ถึง ๑% นะสิ ที่เหลือก็หลงมากๆ นับถือเจ้าสำนัก, เจ้าของสถานธรรม เป็นเทพเจ้าของใครของมันกันทั้งนั้น แล้วก็ยกอาจารย์ตัวเองให้สูงต่อ แข่งขัน อวดบารมีกัน ใครยิ่งใหญ่กว่า ใครจริงแท้กว่า ด้วยการแสดงความมั่งมีทางโลกประกวดประชันกัน มันยังใช่อยู่ ตรงทางอยู่ จริงหรือ พิจารณาดีๆ ไม่ผิดหรอก มนุษย์โลกก็เป็นแบบนี้แหละ แต่ถ้าไม่อยากหลงทาง คิดตรงทางหลุดพ้นจริงๆ สิ่งเหล่านี้ก็คือ “ภัยมืด” สำหรับผู้ปฏิบัติเพื่อเข้าสู่ความหลุดพ้น
ถาม : ในเมื่อสถานธรรมก็ต้องใช้เงินเป็นปัจจัยเลี้ยงดูคน รับเงินแล้วผิดหรือ
ตอบ : ไม่เห็นจำเป็นต้องรับเงินเลย ในเมื่อก็โตๆ กันแล้วทั้งนั้น พุทธศาสนาของเราก็สอนให้พึ่งตนเอง ใครมาเยือนสถานธรรมละ ก็พึ่งตัวเองได้นี่ลูก หรือให้ความช่วยเหลือผู้ที่เข้ามาสถานธรรมด้วยกันเองได้ ไม่ต้องเอาเงินมากองที่สถานธรรม แล้วให้สถานธรรมเอาเงินไปบริหารหรอกจ๊ะ มากันกี่คนนัดกันมาสมมุติมากันสิบคน สิบคนนั้นก็ซื้ออาหารที่ตนเองจะต้องกินมาสิ มาอยู่สถานธรรม อาจารย์ก็สอนไป อาจารย์อยู่คนเดียว มีวิธีเอาตัวรอดได้ ไม่ต้องห่วง ส่วนผู้มารับธรรม จะทำอาหารเพื่ออาจารย์ก็ได้ไม่ว่ากัน อย่างนี้ ต้องมากังวลเรื่องค่าอาหารดูแลผู้ปฏิบัติธรรมไหม ไม่ต้องหรอก โตกันแล้วทั้งนั้น ดูแลตัวเองได้ ดูแลคนอื่นๆ ด้วยได้อีก อาจารย์สอนธรรม ทำตัวเองให้หลุดพ้น พึ่งตัวเองให้ได้ก่อน แล้วไม่ต้องกังวลเรื่องปัจจัย ไม่ต้องกลัวว่าผู้มารับธรรมจะไม่มีอะไรกิน สอนเขาไปสิ ว่าพึ่งตัวเองนะจ๊ะ มากี่คนพอเอาอาหารมาทำเองกันได้ไหม ที่นี่มีสถานที่พอพักได้ทำอะไรกันเองได้ใช่ไหม ซื้ออะไรๆ ที่ไม่มีมาด้วยละ ก็แค่นี้ ไม่ยากเลย โตๆ กันแล้ว ทำกันเองดูแลกันเองได้แล้ว ไม่ต้องเอาเงินมาให้สถานธรรมก็ได้ ถ้าจะทำบุญ ก็ซื้อของมาถวายให้ก็ได้ หรือถ้าไม่มีเวลา ไม่สะดวก เอ้าเงินก็ได้ แต่เงินไม่ใช่สิ่งที่เราจะมากังวลว่าต้องมีในสถานธรรม ไม่ใช่ปัจจัยที่สำคัญมากที่สุด “การพึ่งตนเองให้ได้” นั่นแหละคือสิ่งสำคัญกว่าเงิน ทั้งคนสอนและผู้เรียน พึ่งตนเองให้ได้ก่อน ก็ไม่ต้องมีภาระมาห่วงไยดูแลกัน รับเงินไม่ผิดหรอก แต่ถ้าคิดว่า “เงิน” เป็นปัจจัยสำคัญ มัวพัวพันอยู่แต่เรื่องเงิน ต้องหาเงิน คิดวิธีให้คนมาทำบุญ เอาเงินมาให้วัด ให้สถานธรรม วนอยู่กะเรื่องนี้ ธรรมไม่ก้าวหน้าได้หรอกจ๊ะ รับเงินรับได้ แต่จะมีสักกี่คน รับเงินแล้ว ไม่ถูกเงินครอบงำให้ตกเป็นทาสของเงิน มันน้อยนะ เห็นปากพูดกันว่าไม่ยึด ไม่ถือ ไม่ติด แต่ที่พูดๆ นั้น ก็วนอยู่แต่เรื่องเงินทั้งนั้น หลุดพ้นออกมาจากวังวนที่ต้องมานั่งรับเงินกันไม่ได้ เงินก็มีได้ แต่ไม่จำเป็นต้องถึงขนาดมานั่งรับทุกวัน เปิดตู้ให้หยอดเหรียญเสมอ มันไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดในทางธรรม
ถาม : การมองว่ามีภัยมืดในสถานธรรมนี้ เป็นการคิดเชิงลบหรือเปล่า
ตอบ : เป็นการคิดเชิงลบ ถ้าเราไม่มีจิตอุเบกขา ดังนั้น ถ้าเราฝึกจิตดีแล้ว เราเห็นว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา มีได้ เกิดได้ ดับได้ ไม่มีสาระอะไรจะติดเรา ถ้าเราไม่ไปติดมันเสีย มันก็ไม่ใช่ความคิดเชิงลบ การมองโลกในแง่ดี ก็อาจเป็นการหลอกตัวเอง, ให้หลง, ให้ประมาท, ให้อ่อนแอ, ให้เห็นแต่โลกด้านเดียว แต่การทำจิตอุเบกขาได้จริง แล้วมองลงไปเห็นทั้งสองส่วน ทั้งดี และไม่ดี ส่วนดีก็ไม่หลงมัน ส่วนไม่ดี ก็ละเว้นเสีย แต่ต้องเห็นให้ชัด ไม่ใช่บอกว่ารู้แล้ว วางแล้ว แต่ตัวเองยังพัวพันอยู่กับอะไรยังไม่รู้เลย อันนี้ยังรู้ไม่จริง ความเป็นจริงที่สุดก็คือ “สังสารวัฏล้วนมีภัย” ไม่ว่าชาติใดที่เกิดมีภัยทั้งนั้น ไม่ว่าภพใดที่ไป ภูมิใด ดินแดนใด หย่อมหญ้าใด มีภัยทั้งนั้นแหละนะจ๊ะ อันนี้ ตรงกับคำสอนของพระพุทธเจ้านะ แม้แต่ในสถานธรรม ที่เราคิดว่าปลอดภัย นำธรรมมาให้เราได้ ช่วยเราได้ ให้เราหลุดพ้นได้ ก็ไม่เว้นจ๊ะ เมื่อเราจะทำดี จะมีสิ่งตรงข้ามแทรกเข้ามาทดสอบ เมื่อเราจะปฏิบัติธรรม เข้าถึงสถานธรรมแล้วก็ตาม ก็ยังมีสิ่งตรงข้ามเข้ามาขวางเราได้ ทุกที่จ๊ะ ขอเพียงเรายังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม อย่าเผลอบ่อย, อย่าเพลินบ่อย, อย่าไหลไปตามเขาจนไม่รู้หยุด ไม่มีที่จบ, ไม่สิ้น, ไม่ดับ, ไม่สูญได้เสียทีนี่ก็ภัยทั้งนั้น ที่พูดนี้ ไม่ได้ต้องการให้กลัว, จิตตก หรือหวาดระแวง เป็นทุกข์แต่อย่างใด แต่ทำให้ “ตื่น” ในทุกๆ ที่เท่านั้น ไม่เว้นแม้แต่ที่ๆ เธอคิดว่าไว้วางใจได้มากที่สุด อันนั้น ก็ยิ่งต้องไม่ประมาทด้วย
ถาม : เราควรใช้อำนาจของผู้นำทางโลก ช่วยชำระสะสางเรื่องนี้ดีไหม
ตอบ : เรื่องภัยมืดที่แฝงอยู่ในสถานธรรมนี้ บางประเทศก็มีการกวาดล้างกันจ๊ะ เช่น ในประเทศจีน ยุคต้นราชวงศ์แมนจู วัดเส้าหลินถูกกวาดล้างไม่เหลือเลย จริงๆ วัดเส้าหลินก็ถูกกวาดล้างทุกๆ สมัยที่จะมีการเปลี่ยนแปลงทางการปกครองบ่อยๆ นะแหละจ๊ะ แต่ว่าที่หนักที่สุดก็สมัยต้นราชวงศ์แมนจู เพราะนักการเมืองทั้งในและนอกเครื่องแบบ มักเข้ามาบวชเป็นพระวัดเส้าหลิน แต่พวกเขายังไม่ได้ละวางเรื่องอำนาจไปพร้อมกับการปลงผมด้วย คือตัดผมแล้ว ไม่ได้ตัดทางโลกเสียด้วย ก็มีมาก ที่ซ่องสุม และรวมพล จนถึงขั้นอยู่เบื้องหลังการก่อตั้งราชวงศ์ต่างๆ ได้ทีเดียว เมื่อเป็นอย่างนี้ ผู้มีอำนาจทางโลกจึงกวาดล้างบ่อยๆ แต่โทษใครไม่ได้นะ คนที่มีอำนาจทางโลกก็ทำเพื่อความมั่นคง คนที่เข้ามาซ่องสุมกำลังในวัด ก็ทำตามอุดมการณ์ของตน ไม่มีใครผิดใครถูกหรอก ต่างก็ทำไปตามบทบาทหน้าที่ของตน ทางโลกเขาจัดการทางธรรมบ่อยๆ อยู่แล้ว ถ้ามีอะไรมากเกินไป แต่ถ้ายังไม่เข้าหูเข้าตาเขา ก็อาจยังรอด อย่างในพม่า พระก็มาจากผู้เคลื่อนไหวทางการเมืองมากมาย ยังเห็นภาพพระพม่า ประท้วงรัฐบาลอยู่เลย แต่รัฐบาลที่ดูดุร้ายก็ไม่ได้กวาดล้างถึงขั้นที่ประเทศจีนยุคต้นราชวงศ์แมนจูเคยทำกับเส้าหลินนะ อันนี้เราก็อย่าไปโกรธแค้น เหตุการณ์ตอนนั้นเราไม่รู้ บางทีก็ปนกันหมด ทั้งพระที่ดีมีเมตตาช่วยคน และพระที่บวชเข้ามาเพื่อซ่องสุมกำลัง มันก็เป็นไปตามกรรม จบตามวาระของมัน ไม่ต้องขอให้ทางโลกมาจัดการหรอก ถึงวาระกรรม, วาระจบ, วาระดับของเขาเมื่อไร ก็เมื่อนั้น ไปเอง ตอนเขามาก็มาเองนี่ ไปก็ไปเองแหละจ๊ะ เราก็ต้องมีสติ เขามาทดสอบเราถึงที่ เราก็ต้องผ่านการทดสอบของเขาไปให้ได้ ที่เหลือก็ปล่อยไปตามกรรมตามธรรมชาติ
ถาม : ในฐานะเจ้าของสถานธรรม ควรดูแลเรื่องภัยมืดที่แฝงเข้ามานี้อย่างไร
ตอบ : มองทางโลก เขาก็ดูแลกันระดับหนึ่ง แต่ถ้าไม่ละเอียดพอ ก็ไม่ทันเล่ห์กลของผู้ก่อภัยมืดหรอกจ๊ะ เท่าที่เคยสำรวจพบ ก็มีแฝงตัวอยู่ในสถานธรรมกันมากมาย ในทุกๆ รูปแบบ แบบที่เป็นคนดีศรัทธาสถานธรรมแต่เข้าใจผิด จิตมีมิจฉาทิฐิ คอยช่วยคนแนะนำคน แต่ไปผิดทาง ทำให้คนที่มาฝึกจะได้ ก็ไม่ได้ เพี้ยนไปก็มี อันนี้มีมาก เป็นภัยมืดจริงๆ มองไม่เห็น ทั้งที่เป็นอมนุษย์ตาเปล่ามองไม่เห็น และที่เป็นภัยจากมนุษย์ด้วยกัน อันนี้ เจ้าของสถานธรรมแท้จริง มันก็ไม่มีเป็นของใคร ใครมีกิจอะไรมาชดใช้ ชำระกันที่สถานธรรมก็ชดใช้, ชำระ, ทำกิจของตนไปเท่านั้น กรรมเหลือเกินกว่านั้น ช่วยกันไม่ได้
ธรรมปฏิเวธ เรื่อง ถาม-ตอบ ตอนที่ ๔ “การเลือกอาจารย์และการสอนธรรม”
ถาม : อาจารย์สอนธรรมที่รู้จริงยังมีมากแค่ไหน แนะนำหน่อย
ตอบ : ยังเยอะแยะเลย รู้กันเยอะ แต่ไม่ถึงที่สุดนะ คนที่ถึงที่สุดแล้ว หลุดพ้นจากทางโลกแล้วจะไม่มาวุ่นวาย เจอได้เมื่อเราปฏิบัติถึง ของดีมีน้อย คนได้เข้าถึงน้อย ไม่มาให้เรารุมเกลื่อนกลาดหรอก ที่เด่นดัง ให้คนห้อมล้อมได้นั้น ก็รู้เหมือนกัน แต่ไม่ถึงที่สุด คือ รู้แล้วว่านิพพานคืออะไร แต่ไม่รู้ว่าการมานั่งให้เขาทำนั่นทำนี่ คิดเอาว่าไม่มีเจตนาคงไม่มีกรรม อันนั้นรู้ไม่หมด ไม่ถึงที่สุด มโนกรรมไม่มี กายกรรมก็มี ก็นั่งทำอยู่นั่นไง อาจารย์สอนธรรมคนไหนสอนคนเยอะแยะ แสดงว่าโปรดสัตว์เบื้องล่าง อยู่ที่ฐานพีรามิด คนเลยเยอะ แต่ได้มรรคผลน้อยหน่อยนะ อาจารย์คนไหนสอนคนน้อยมาก ไม่ค่อยมามั่วให้คนรุมล้อม แสดงว่าโปรดสัตว์เบื้องบนมาก เป็นยอดพีรามิด บางทีเราก็พบโดยบังเอิญ เช่น เป็นพระธุดงค์มา ดูธรรมดามาก ผ่านมาทางหมู่บ้านเราพอดีอะไรแบบนั้น ท่านจะปักกลดอยู่ห่างๆ คนหน่อย ไม่เข้าหาที่ๆ วุ่นวายมาก บางท่านเป็นฆราวาส เข้ามาสอนเราจริง แต่ไม่เข้ามาคลุกคลีกับเรามาก แล้วก็ละจากหายไป ไม่ต้องการบริวารหรือลูกศิษย์เลย อันนี้ เข้าข่ายของจริง เราเริ่มกับอาจารย์คนไหนก่อนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเจอผู้รู้แจ้งในครั้งแรกที่เริ่มปฏิบัติหรอก เริ่มคว้าจากบันไดขั้นแรกให้ได้ก่อน แล้วค่อยๆ ก้าวสู่ขั้นต่อๆ ไป
ถาม : มีวิธีสังเกตอย่างไรว่าอาจารย์ที่สอนเรา ยังไม่ถึงที่สุด
ตอบ : ลักษณะของอาจารย์ที่ดีให้ดูนะ ถ้าอาจารย์ยังทำไม่ได้ตรงนี้ เขายังไม่ถึงที่สุด
๑) อาจารย์มี Sense รู้ว่าใครควรสอนหรือยังไม่ควรได้รับวิชชาของท่าน ไม่หว่านแห และมีการแอบสอน ไม่ได้ให้กันง่ายๆ สมัยหนึ่ง ผมไปหาพระท่านหนึ่งอยู่เชิงเขา มีพระรูปอื่น สองสามรูปอยู่กับท่านด้วย พระรูปอื่นก็มาสอน ฝอยเชียว ราวกับผู้รู้ฉะนั้น เราก็เบื่อ แล้วก็พบท่านที่เราต้องการพบ ท่านแทบไม่บอกอะไรเลย บอกเรื่องปรอทบ้าง กลางคืนนอนหนาวไม่มีผ้าห่ม มีโยมมาแอบห่มให้ ตอนเช้ามาคุยกับโยมคนนั้นที่ดูซ่อมซ่อ ปรากฏว่าแกอธิบายเรื่องปรอทได้ดีมาก ดีกว่าพระที่อยู่ที่นั่นด้วย นี่ไง มันมีคนได้วิชชาจากท่านอยู่แหละ แต่เขาไม่ได้ให้กันเอิกเกริก
๒) อาจารย์มีความหนักแน่นอดทน สมกับคำว่า “คุรุ” คือ ครูแปลว่าผู้มีใจหนักแน่น ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ครูมักชอบเด็กขยัน เด็กเรียนดี แต่ละเลยเด็กเกเร เด็กสอนยาก ที่ไม่เรียกว่าคุรุ ใจไม่หนักแน่นพอ สมัยผมอยู่มัธยม มีครูบางคนชอบผมมากที่ผมขยันเรียนและว่านอนสอนง่าย แต่ครูเหล่านี้ไม่สนใจเพื่อนของผมที่สอนยากเลย มีครูอีกคน ตามตีเด็กที่สอนยากนั้น แต่เขาก็ไม่สามารถสอนเด็กได้ สุดท้าย ครูอีกคน เอาเด็กติดยา มาวิ่งแข่ง จนในที่สุด เด็กเลิกเสพยาเสพติด นี่คือครูดี
๓) ครูที่แท้จริงไม่ใช่อาชีพ จึงให้วิชชา ไม่หวงวิชชาและไม่มีการขอสิ่งแลกเปลี่ยนเลยครับ ให้ฟรีๆ ให้หมด คำว่า “ค่าครู” มันไม่มีหรอกครับ คนที่เก็บค่าครูนะ ไม่รู้จักคำว่าครูที่แท้จริง บางทีครูโบราณ เขาเอาค่าครูไว้ทดสอบจิตใจว่าผู้เรียนมีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะอดทนเรียนจนสำเร็จได้จริงไหม เอาเข้าจริง ครูก็ไม่เอาอะไรจากศิษย์เลย มีท่านขงจื้อ ก็รับศิษย์ที่เอาเนื้อแห้งมาให้เป็นค่าครูก็มี อันนี้ มันแค่จารีตไว้ทดสอบใจเท่านั้น ไม่มีสาระอะไรกับสิ่งของหรือเงินที่เอามาแลกวิชชาหรอก ครูทุกคนที่เป็นครูแท้ ต่างกลัวลึกๆ อย่างเดียวกันว่าจะไม่มีใครมาสืบทอดวิชชาลับ วิชชาสุดยอดของตน เพราะหาใครที่รับวิชชาไปฝึกไม่ได้นะสิ
๔) เลือกศิษย์ที่ควรได้รับวิชชาตามความเหมาะสม คือ วิชชาบางอย่างก็เหมาะกับศิษย์บางคน แต่ไม่เหมาะสมกับบางคน คนเลวมากเอาวิชชาที่ทำลายล้างคนอื่นไป ก็มีหวังโลกมีภัย สุดท้าย เดือดร้อนถึงครูผู้สอนนั่นแหละ ดังนั้น จึงต้องเลือกคนรับวิชชาก่อนแล้วค่อยถ่ายทอดให้จนสำเร็จมรรคผลจริง ไม่ใช่ให้เกลื่อนกลาด
ถาม : อาจารย์สอนธรรมที่ดีควรประพฤติตนอย่างไร
ตอบ : อาจารย์สอนธรรมที่ดี ควรมีพฤติกรรมดังนี้
๑) เข้าใจตนเองว่าตนไม่ใช่พระพุทธเจ้า รอก่อน ถ้าอยากเป็นพระพุทธเจ้า เขาจะมีคิวให้ตามลำดับกันไป อย่าใจร้อนรีบทำตัวเป็นพระพุทธเจ้า เมื่อเข้าใจว่าตนยังไม่ใช่พระพุทธเจ้า ก็ต้องเข้าใจต่อไปว่าตนก็ไม่ใช่ผู้รู้ทุกสิ่ง ดังนั้น อย่าใจแคบ ควรเปิดใจกว้าง พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จากคนอื่นๆ ด้วย จริงๆ ครูที่ดีที่สุด ก็คือ ศิษย์ของเราเองนั่นแหละ อย่าไปหลงความเป็นครูอาจารย์ จนลืมเป็นผู้เรียนบ้าง อย่างผมก็ปลอมตัวไปเรียนเรื่อยๆ ครูใหม่ สถานธรรมใหม่ไหนเปิด ผมไปหมด
๒) อธิบายให้ชัดเจนไม่หลอกลวง ไม่ลวงโลก ว่าตนสอนได้แค่ไหน อย่าหลอกเขาว่ามาที่นี่ได้นิพพานแน่ๆ แล้วเขาไม่ได้จริง มันจะลวงโลก คนที่ประกาศว่าช่วยผู้อื่นให้นิพพานได้ แต่มันไม่ได้จริง มันจะกลายเป็นคนลวงโลก เขาเรียกว่าเดียรถี ไม่ต้องประกาศขนาดนั้น ก็เป็นครูสอนธรรมได้ เช่น อาจารย์ของพระพุทธเจ้า เขาเป็นพราหมณ์ เขาไม่สอนนิพพาน สอนสมาธิ แต่เขาก็เป็นอาจารย์คนได้ ผมเองก็ไม่ได้นิพพาน ไม่เคยบอกว่าตนช่วยคนนิพพานได้ในชาตินี้ ยังไปอีกครับยังไม่นิพพาน ยังช่วยสัตว์ข้างหน้าได้อยู่ ถ้าท่านมาหาผม ไม่ได้นิพพาน ได้แค่พื้นๆ แล้วคุณก็ไปต่อยอดเอาข้างหน้า ท่านที่ช่วยให้นิพพานได้รออยู่ข้างหน้าครับ มันไม่ผิดหรอกถ้าเราสอนได้แค่พื้นๆ ก็เด็กวัยรุ่นมีมากมายที่ต้องการธรรมแบบพื้นๆ ไม่ต้องการสูงหรอก เราเอาแค่พื้นๆ เป็นโสดาบันก็เป็นอาจารย์สอนธรรมเด็กได้
๓) การเป็นครูคือแม่พิมพ์ หรือแบบอย่างที่ดี ไม่ได้แปลว่าต้องเป็นคนดีที่ไม่เคยผิดเลยนะ คนก็คือคน คนที่เป็นแบบอย่างให้คนในการทำความดีอย่างใดอย่างหนึ่งได้ ไม่จำเป็นต้องดีทุกอย่าง ไม่จำเป็นว่าจะไม่มีความผิดเลย เช่น กวนอู ผู้เป็นตัวอย่างของความซื่อสัตย์ ถ้าจะผิดด้านอื่นบ้างก็ไม่เป็นไรนี่ เขาก็คือคน มีกิเลสกันได้ แต่เรื่องความซื่อสัตย์นั้น เขาเป็นแบบอย่างที่ดีให้คนอื่นได้ เฉพาะเรื่องนี้แหละ ส่วนคนที่เป็นแบบอย่างของคนธรรมดา คือ คนที่มีถูก, ผิด, ดี, ชั่ว เหมือนคนทั่วไป อันนี้เป็นมาตรฐานของความเป็น “คนธรรมดา” ได้เหมือนกัน อย่าเอาความสมบูรณ์แบบมาเป็นมาตรฐานให้มนุษย์ มันเป็นไปไม่ได้ ครูก็ทำผิดได้จ๊ะ แต่เมื่อผิดแล้ว ครูก็ทำตัวเป็นแบบอย่างสิ ว่าคนเราผิดกันได้ ผิดแล้วยอมรับไหม หรือทำอย่างไรต่อไป ทำให้เห็นว่าฉันทำได้ จึงสอนคนได้ว่าผิดแล้วทำอย่างไร
๔) สอนในสิ่งที่ตนทำได้ หรือรู้ได้แม้ทำไม่ได้ อันนี้ก็มีเหมือนกัน ที่ปัญญาเขาแหลมมาก ไปไกลก่อนการปฏิบัติเสียอีก ไม่ผิดนะ เขารู้ก่อนทำสำเร็จ เขายังทำไม่ได้ แต่เขาจำเป็นต้องบอกออกมาก่อน เพื่อให้คนที่ทำได้ ทำให้สำเร็จเป็นแบบอย่าง ไม่ผิด เป็นครูที่ดีได้เหมือนกัน ไม่จำเป็นว่าต้องทำได้ทุกอย่างที่สอนหรอก แต่เราต้องประมาณตนให้เป็นว่าเรายังทำไม่ได้อะไร ไม่ใช่สอนเขา แต่เราเองหลง ความเป็นครูของตน ไม่ปฏิบัติก้าวหน้าไปเลย เอาแต่สอนคนอื่น การปฏิบัติตนถดถอย อันนี้ไม่ใช่แล้ว ดังนั้น ถ้าสอนเฉพาะสิ่งที่ตนทำได้ ผ่านมาแล้ว ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าจะสอนสิ่งที่ตนยังทำไม่ได้ แต่ปัญญาหยั่งถึงได้ก่อน ก็ต้องบอกให้ชัดเจนนะ ไม่เช่นนั้น อาจทำให้คนเข้าใจผิด กลายเป็นการลวงโลกได้ อย่างนิพพานนี่ คนมีปัญญาบารมีหยั่งถึง ทำให้แจ้งกันได้มากมาย แต่ตนเองยังไม่ได้นั้นมีมาก ตรงนี้ ต้องชี้แจงให้ชัดเจน ไม่เช่นนั้น จะลวงโลกให้คนมาหลง
๕) ทำกิจของตนไปเพื่อธรรม เพื่อธรรมชาติ ทำไปอย่างนั้นเอง ไม่ต้องไปหวังอะไร ไม่ต้องไปกำหนด เจตนาให้มันเป็นไปอย่างใจหวังหรือต้องการอะไร ทำๆ ให้มันหมดกิจที่จะทำ, หมดเรื่อง, หมดกรรม, หมดสิ้น, จบ, ดับสูญไป อย่ามัวเพลินกับความเป็นครูคนอื่นมาก “ตัวครู” ที่อัตตาน่ะ มันจะพอกพูนจนแกะไม่ออกเอา
ถาม : พอจะจำแนกครูสอนธรรมในปัจจุบันได้ไหม
ตอบ : จำแนกตามระดับดังนี้
๑) ครูที่ไม่รู้จริง เป็น “สมมุติอาจารย์”
แต่ไปเอา “รูปแบบ” วิธีการเขามาทำ เรียกว่าเลียนแบบ เช่น คนที่สอนอนุตรธรรม แต่ไม่สามารถสื่อกับเบื้องบนได้ แต่เอาแบบอย่างๆ เขามาทำ เอาประเพณี พิธีกรรม เขามาทำไปก่อน เมื่อทำไปเรื่อยๆ บารมีถึง อาจสื่อกับเบื้องบนได้ในวันหนึ่ง หรือคนที่สอนมโนมิยทธิ ที่ไม่ได้มโนมยิทธิอะไรหรอก พูดไปตามบท ทำตามครูบาอาจารย์ บ้างครูบาอาจารย์ไม่เคยรับรองให้เลยว่าสำเร็จมโนมยิทธิจริงไหม แต่ตั้งตัวเองเป็นครูได้ด้วยเหตุอื่นๆ ทำๆ ไปอย่างนั้นเอง อาศัยความไม่รู้ ความศรัทธาและความกลัวจะลบหลู่ครูต้นวิชชาเป็นหลัก ครูแบบนี้ก็มี แต่ก็มีที่ทำไปไม่หวังสิ่งตอบแทนนะ คือ อยากทำสิ่งดี แต่ยังไม่รู้จริงก็มี
๒) ครูที่รู้จริง แต่ไม่เข้าใจศิษย์
อันนี้ ปฏิบัติได้จริง รู้จริง แต่ไม่เข้าใจศิษย์ ไม่รู้ว่าศิษย์แบบไหน ควรได้รับธรรมเมื่อไร ควรได้วิชชาใด จึงจะเหมาะกับจริต หรืออินทรีย์ของแต่ละคน อันนี้ แรกๆ อาจถ่ายทอดธรรมแบบผิดคน แล้วเกิดปัญหาได้ เช่น ไปสอนอศุภกรรมฐาน ให้คนอินทรีย์อ่อน ก็นึกว่าจะเหมือนตนที่ทำได้ ไม่ยากนี่ พอสอนแล้ว ศิษย์จิตตกไปฆ่าตัวตายเป็นแถว อันนี้ยัง ยังไม่เข้าใจศิษย์ ต้องฝึกความเป็นครูต่อไป โดยการให้ศิษย์นั่นแหละเป็นครูของตนก่อน
๓) ครูที่รู้จริง เข้าใจศิษย์ แต่ถ่ายทอดไม่เก่ง
พัฒนามาจากเมื่อกี้ เข้าใจศิษย์แต่ละคน ว่าควรได้รับธรรมเมื่อไร วิชชาอะไรควรให้แก่ใคร แต่ถ่ายทอดไม่เก่ง อธิบายไม่เก่ง ทำให้ศิษย์ยากแก่การเข้าถึง ปฏิบัติไม่ถูก หรือทำผิดๆ ถูกๆ เพราะความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของศิษย์ ติดเรื่องการสื่อสารนั่นเอง เช่น พระสายกรรมฐาน สายอภิญญา ท่านจะสื่อสารไม่เก่ง พูดไม่เก่ง แต่ท่านอ่านลูกศิษย์ออกว่าคนนี้ควรให้วิชชาหรือไม่ควรให้ ผมเคยไปพบพระรูปหนึ่งที่สอนเรื่องปรอทมีคนเอาพลอยมากองหน้าท่าน ท่านไม่สอนสักนิด แต่ท่านก็ให้ผมมาเป็นภาษาขอมทั้งนั้นเลยไม่เข้าใจ
๔) ครูที่รู้จริง เข้าใจศิษย์ ถ่ายทอดเก่ง แต่ไม่ให้วิชชาง่ายๆ
พัฒนามาจากเมื่อกี้ สอนเก่ง แต่กลับไม่ให้วิชชาง่ายๆ บางทีกว่าศิษย์จะได้วิชชา จะต้องทดสอบใจก่อน ระหว่างการทดสอบจิตใจ กลับกลายเป็นการพัฒนารากฐานของศิษย์ไปในตัว เมื่อทดสอบจิตใจผ่านแล้ว ศิษย์ก็มีความพร้อมรับบรรลุฉับพลันก็มี ยกตัวอย่างเช่น สายเซน นั่นไง เขาไม่ให้วิชชากันง่ายๆ กว่าจะได้วิชชา ต้องอดทนทำไปโดยไม่อาจหวัง
๕) ครูที่รู้จริง เข้าใจศิษย์ ถ่ายทอดเก่ง และให้วิชชาไม่ยาก แต่ไม่มีอุบาย
พัฒนามาจากเมื่อกี้ แล้วยังให้วิชชาได้ง่ายๆ ด้วย ไม่แกล้ง ไม่ทดสอบจิตใจยาวนาน แต่ไม่มีอุบายที่จะหลอกล่อให้ปฏิบัติ อาจารย์แบบนี้ หาตัวยากกว่าเมื่อกี้นะ มักอยู่ที่ลับ เช่น ลามะในนิกายลับ ต่างกลัวว่าวิชชาตนจะไม่มีผู้สืบทอด ต่างให้กันง่ายๆ มาก แต่เขาก็หาศิษย์ที่ควรได้รับวิชชายังไม่พบ พอพบแล้วแทบจะกราบเท้าศิษย์ให้ศิษย์รับวิชชาไปเลย แต่ไม่มีอุบายที่จะสอน ทำให้ศิษย์ไม่ขยัน ไม่ตั้งใจฝึก ไม่สนใจวิชชาดีๆ อย่างนี้ก็มี คนที่ได้เจอแบบนี้ มักเป็นพวกมีบุญบารมีมาก และบรรลุฉับพลันง่ายๆ ติดก็ตรงไม่มีอุบายนี่ละ
๖) ครูที่รู้จริง เข้าใจศิษย์ ถ่ายทอดเก่ง และให้วิชชาไม่ยาก มากด้วยอุบาย
พัฒนามาจากเมื่อกี้ แล้วยังมีอุบายสารพัดวิธีด้วยละ เรียกได้ว่าได้ง่าย ได้เร็ว ได้ตรงคน แล้วยังสนุกที่จะเรียนรู้อีก อาจารย์แบบนี้ หาตัวยากมากๆ เป็นทวีคูณ แต่เมื่อบุญบารมีเราถึง ท่านก็มาได้ ส่วนใหญ่จะมาทางจิตวิญญาณ หรือไม่เห็นกายสังขารเลย เช่น เป็นเซียนมาปรากฏในนิมิต สอนง่ายมาก บรรลุก็เร็วมาก มีเทคนิควิธีลัดเยอะแยะ แถมยังมีวิธีสอนที่สนุกน่าศึกษา น่าสนใจมากอีกด้วย ทว่า ยากที่จะได้พบเจอเป็นที่สุดจ๊ะ
ธรรมปฏิเวธ เรื่อง ถาม-ตอบ ตอนที่ ๕ “อาจารย์เซนที่แท้และการบรรลุฉับพลัน”
ถาม : อาจารย์เซน หรืออาจารย์สอนธรรมที่ทำให้ศิษย์บรรลุฉับพลันยังมีไหม
ตอบ : คนที่ตั้งตัวเป็นอาจารย์เซนมีมากมายเลย แต่คนที่ช่วยให้เราบรรลุฉับพลันได้มีน้อย ต้องมีปัญญาสูงจริงๆ และมีญาณหยั่งรู้วาระจิต จึงถ่ายทอดธรรมแบบเซนได้จริง ไม่เช่นนั้น มันจะเป็นแค่นักปราชญ์, นักปรัชญา, นักเขียน ซึ่งถ่ายทอดเซนเป็นงานเขียน วรรณกรรม, บันเทิง หรือเป็นแค่คำกลอนสวยหรู คนที่เข้าใจเซนมีมาก แต่เข้าใจในระดับปริยัติ เขาอาจหลงตัวเอง แล้วคิดว่าเขาได้แล้ว เลยไม่เอาสิ่งที่เข้าใจในระดับปริยัติไปปฏิบัติต่อ เลยค้างอยู่แค่นั้น ธรรมไม่ก้าวหน้า มีพระที่มีญาณหยั่งรู้วาระจิตหลายท่าน แต่ท่านเหล่านี้ก็ถ่ายทอดเซนไม่ได้ เพราะปัญญายังไม่สูงมากพอ เช่น พระอาจารย์ปราโมชท่านมีญาณอ่านใจคนได้นะ ไปหาท่านระวังความดีๆ แต่ท่านชำนาญในสติปัฏฐาน ไม่ได้เข้ามาถ่ายทอดแบบฉับพลันโดยตรง ท่านรออยู่ต้นทาง ปูพื้นฐานเรื่องสติให้เข้าสู่มรรคให้ได้ พระโพธิ์ศรีสุริยะ ที่จังหวัดเลยก็ถ่ายทอดเซน ท่านนี้ก็อ่านวาระจิตของคนได้ และชำนาญเรื่องวิถีจิตขณะเข้ากรรมฐานด้วย เรียกว่าปฏิบัติจิต ทำกรรมฐานแบบใดมา ท่านรู้หมด ท่านกำลังฝึกสอนเซนอยู่ ตัวท่านถึงที่สุดได้ แต่ศิษย์ส่วนใหญ่ยังไม่ถึงที่สุดนะ ผมก็ไปศึกษามา ลีลาของท่านเหมือนดักทางจิตที่เราจะวิ่งไปเกาะ ไปจับนั่นจับนี่ แล้วก็จะให้เราหลุดออกไปไม่ติดอะไรเลย แต่ยังไม่ถึงขนาดฟันฉับเดียวขาดสะบั้น ขนาดนั้น ผมยังไม่เจอครับ อย่างพระบางรูปท่านมีปัญญาสูงมาก ทำตรงนี้ได้ แต่ก็ไม่มีอภิญญาอ่านวาระจิตก็มี ต้องใช้สองอย่างควบคู่กัน การถ่ายทอดธรรมเซนไม่ใช่ของง่ายๆ ที่ใครๆ ก็พูดกันเกร่อไปได้ ถ้าอ่านวาระจิตไม่ได้แต่เข้าใจเรื่องกรรมฐานก็สอนแค่พื้นฐานกรรมฐานไปก็ได้ แบบนี้มีมาก พระอรหันตโพธิสัตว์ที่ไปรอคนที่ต้นทาง สอนปูพื้นกรรมฐานที่ตรงสู่นิพพานน่ะ แต่ตราบใดที่คนยังไม่บรรลุ จิตที่จะตรงตลอดก็ยังไม่เกิดจะยังเป๋ออกได้เรื่อย อย่างพระไพศาล วิสาโล ก็ตรงมาก จิตท่านตรงไม่ออกนอกทางเลยท่านก็ถ่ายทอดธรรมอยู่แต่ไม่ถึงขั้นฉับพลัน ค่อยๆ เป็นค่อยไป เหมือนตะล่อมเด็กน้อยให้เดินตรงทางฉะนั้น
ถาม : วิธีการสอนเซนเป็นอย่างไร แตกต่างจากนักปรัชญาอย่างไร
ตอบ : คนที่อธิบายเซนเป็นวรรคเป็นเวรนั่นแหละนักปรัชญา ต่อให้ถูกต้องขนาดไหน ก็เป็นได้แค่นักปรัชญา เซนไม่มีอะไรจะให้สอน ที่สอนได้ก็ล้วนไม่ใช่ อาจารย์ที่ถ่ายทอดเซนนั้นไม่ได้สอนอะไรเลยท่านแค่ทำตัวเหมือนกระจกเงา ให้เธอเห็นตัวเธอเอง ทรมานและเล่นงานตัวเองอยู่จนพ่ายแพ้ไปเอง พอจำนนแล้วนั่นแหละ อาจารย์จะลงมือฉับเดียว ตอนนี้แหละที่ตื่นฉับพลัน ผมเคยไปหาอาจารย์ที่ตั้งตนเป็นอาจารย์เซน แล้วท่านก็สอนๆ ผมมากมาย อัดปรัชญามากมายของท่านเข้ามา โดยไม่สนใจความรู้สึกนึกคิดหรือจิตใจของผมเลย จนกระทั่งผมคิดได้ว่าท่าจะไม่ดีละ ผมอ่านความคิดอาจารย์เซนคนนั้นได้ว่าเขาอยากทำให้ผมคิดเหมือนเขา และทำตัวเหมือนในหนังสือเซน ที่มีลูกศิษย์มาฟังเขาแล้วร้องอ้อง่ายอย่างนี้นี่เอง ผมเลยแกล้ง ทำสิ่งตรงข้าม ทำเป็นคนโง่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย แต่ไม่ได้โกหกนะ บุคลิกที่เชื่องช้าของผม ทำให้เขาคิดไปเองว่าผมไม่เข้าใจ ซึ่งผมก็รู้แล้วว่าทำแบบนี้แล้ว เขาต้องคิดว่าเราโง่และไม่เข้าใจแน่ เลยไม่ต้องโกหก แค่คิดนานๆ เขาก็ว่าผมโง่ทึบไม่รู้เรื่อง เขาถามผม ผมก็คิดแล้วไม่ตอบอะไรออกมา เหมือนคนโง่ละ เขาเลยคิดเอาว่าผมไม่รู้เรื่องอะไรเลย พยายามอัดปรัชญาเข้ามาเยอะแยะ ตอนเช้าความร้อนวิชชาของเขาก็ยังไม่หมด ผมได้ยินเขาเดินมา ผมยังไม่ทันตื่นก็รู้เลยว่าเขาอยากพูด อยากสอนมากๆ ผมเลยแกล้งทำสมาธิหนึ่งชั่วโมง ทรมานเขา แรกๆ เขาก็ทำตัวดี แต่พอได้พูดออกมาไม่นาน มันก็เผลอหลุดปาก แล้วแสดงความโมโหออกมา ใส่ๆ ผมมากมาย ว่าผมอวด จับผิดผมสารพัด ผมก็เงียบไม่ตอบโต้อะไรเลย แกก็ร้อนใจมาก ความร้อนใจร้อนวิชชาก็ใส่ๆๆ ผมเข้ามามากมาย แต่เขาไม่เปิดรับอะไรเลย แกบอกว่าแกไม่ยึดความเป็นอาจารย์อะไรหรอก แต่ที่แกทำนี่ ไม่มีบทบาทอื่นเลยนอกจากอาจารย์ ทำจนเพลิน ทำจนเผลอ ทำจนยั้งตัวไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ และนำพาตัวเองเข้าสู่ทุกข์ ความเร่าร้อนใจ
ถาม : คนที่บรรลุเซนจำเป็นไหมจะต้องเป็นอาจารย์เซน
ตอบ : ไม่จำเป็น คนที่บรรลุเซนมีได้มากกว่าอาจารย์เซน คนบรรลุเซนได้เป็นร้อยคน แต่ที่สอนคนได้จะมีสักหนึ่งคนหรือ ยากมาก บรรลุเซนแล้วเขาอ่านวาระจิตคนอื่นได้ไหม เขาประเมินอินทรีย์ห้า หรือความพร้อมในการบรรลุธรรมของคนได้ไหม รู้ไหมว่าเมื่อไรควรสอนเมื่อไรควรเงียบ เมื่อไม่ถึงวาระจะสอนเพราะอินทรีย์เขาไม่แก่กล้า จะต้องให้เขาทำอะไร ให้ไปฝึกอะไรเพื่ออบรมอินทรีย์ห้าก่อนไหม เวลาจะถ่ายทอดทำอย่างไร จึงไม่กลายเป็นปรัชญาและความรู้ แต่เป็นเรื่อง “จิตสู่จิต” จริงๆ ดังนั้นจึงยาก การบรรลุเซนได้ง่ายกว่าเป็นอาจารย์ บางคนบรรลุเซนแล้วตั้งตนเป็นอาจารย์แต่ถ่ายทอดเซนไม่ได้ก็มีแต่การถ่ายทอดของเขาเจือจางลงไป ไม่ถึงธรรมแท้ ได้แค่ปรัชญาก็มี คือตนเองอาจได้ถึงอนาคามี แต่พอถ่ายทอดธรรมลงไป ผู้ที่เข้าใจเข้าใจแค่ปรัชญา แต่การถ่ายทอดธรรมนั้น ไม่จำเป็นต้องมีแต่แบบเซนคือฉับพลันเท่านั้นนี่นา แบบค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไปก็ได้ ซึ่งผมมองว่าเหมาะสมกับคนในปัจจุบันมากกว่า ถ้าบรรลุฉับพลันก็ต้องบวชฉับพลันเหมือนกัน สังขารของฆราวาสเอาไม่อยู่จริงๆ จ๊ะ มันจะลาโลก เบื่อโลกมาก ละสังขารตายได้ง่ายๆ อย่างที่ไม่น่าเชื่อเลยจ๊ะ ดังนั้น การสอนแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ตรงทางไม่ออกนอกลู่นอกทาง อย่างพระไพศาล วิสาโล ที่คอยตะล่อมเขาแบบนุ่มนวล ประคองเราจนถึงที่สุดได้นั้น ก็มีอยู่ ท่านก็ทำอยู่ หรืออย่างพระปราโมช ที่ปูพื้นฐานให้เราอย่างดีมาก ละเอียดมาก ที่ผมต้องมาเขียนอธิบายอยู่นี่ ไม่เกี่ยวกับการทำให้คนบรรลุเลยนะ มันไม่ใช่ยุคของพระปัจเจกพุทธเจ้า ที่อ่านธรรมะเองแล้วบรรลุได้ แต่ถ้าจะได้ก็ได้อย่างมากแค่เซียน คือ พ้นภพภูมิต่ำ พอมีหลักเอาตัวรอดได้ แล้วจะเป็นตัวของตัวเองมาก แต่ยังไม่ได้ตรวจจิต ไม่มีอาจารย์ตรวจจิตคอยเคลียร์รายละเอียดให้ สังโยชน์ก็ยังเหลือ ตัดไม่หมด ก็เลยไม่ถึง แต่ฐานที่ปูในสื่อนี้ ก็เพื่อให้เกิดความเข้าใจในวงกว้าง ก่อนที่เขาจะหลงทาง นำพุทธศาสนาไปเป็นอะไรไปอย่างอื่นเท่านั้น เลยต้องมาเขียนอธิบาย แต่มันก็ไม่ได้ถึงธรรมได้จริงหรอก คุณผู้อ่านก็ต้องไปหาอาจารย์ผู้อื่นเอา บรรลุเองไม่ได้จ๊ะ ยังไม่ถึงวาระนั้น
ถาม : ช่วยขยายที่ว่าอาจารย์ไม่ได้สอน แต่แค่ทำตัวเป็นกระจกเงาคืออะไร
ตอบ : เวลาเธอส่องกระจก เธอก็จะเห็นตัวเธอเอง ไม่มีอย่างอื่น ถ้าเธอจะสู้ ก็จะสู้กับตัวเอง ไม่ได้ต่อล้อต่อเถียงกับอาจารย์ การสู้กับตัวเอง จะทำให้จิตเข้าสู่วิถี “ทุกข์” และ “สมุทัย” เหมือนคนชกกับกระจกนั่นแหละ มันไม่มีอะไรเลย มีก็แต่ตัวเธอเอง ต่อสู้อยู่กับตัวเธอเอง แล้วเธอก็ยอมจำนน เพราะมันเท่ากันนี่ ตัวเธอกับเธอเองมันเท่ากัน ไม่มีใครแพ้ไม่มีใครชนะ จุดนี้ จิตสามารถเข้าสู่กระแสกสิทาคามีได้เลยทีเดียว พอยอมจำนนแล้ว ก็หยุด เหมือนองคุลิมาลนั่นแหละวิ่งตามพระพุทธเจ้าจนหมดแรงก็ต้องหยุด ไม่ไหวยอม ตอนนี้ละ ที่พระพุทธเจ้าฟันองคุลิมาลกลับบ้าง ฉับเดียว หมดทั้งตัวเลย องคุลิมาลไม่เหลืออะไรเลย จริงๆ แล้วพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนอะไรองคุลิมาลเลย แต่ท่านหลอกล่อให้องคุลิมาลต้องพบความทุกข์ แล้วต่อสู้กับตัวเองที่เพียรพยายามจะฆ่าท่านให้ได้ แต่ก็ไม่สำเร็จ จนต้องยอมจำนนในที่สุด พระพุทธเจ้าจึงกล่าวว่า “เราหยุดแล้ว แต่ท่านยังไม่หยุด” คือ ท่านสะท้อนภาพให้องคุลิมาลเห็นตัวเอง ไม่ได้สอนอะไรใหม่เลย ไม่มีอะไรเพิ่มหรือลดลงไปเลย มีแต่ตัวตนขององคุลิมาลโจรป่าเท่านั้นที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไปเท่านั้นเอง มีไหมที่พระพุทธเจ้าจะมานั่งพูดว่านิพพานเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ท่านก็ค้นพบมาแล้วนะ ดีที่สุด เลิศที่สุด อธิบายได้อย่างนี้ๆ นะ เป็นวรรคเป็นเวร นี่ไม่มีเลย แต่ถามว่าท่านองคุลิมาลเข้าถึงอรหันต์ไหม ทำนิพพานให้แจ้งได้ไหม ก็ได้ โดยที่ทั้งสองท่านไม่มีใครพูดเรื่องนิพพาน หรืออธิบายความหมายให้ฟังเป็นวรรคเป็นเวรเลย ซึ่งพระพุทธเจ้าผู้ค้นพบนิพพานที่เป็นที่สุด ไม่มีใครเหนือแล้ว แต่ทำไมท่านไม่ประกาศเรื่องนิพพาน แล้วอธิบายให้มันยาว พร่ำพรรณนาให้มันสุดอลังการ แต่งกลอน เขียนอะไรต่อมิอะไรให้มันเยอะๆ ละ เพราะแท้แล้ว นิพพานก็ไม่มีอะไรเลย ที่มี น่ะ ตัวตนของตนเท่านั้น และที่มันนิพพานไปก็ตัวตนของตนอีกเช่นกัน แล้วเราจะอยากได้อาการหมดไปนั้นทำไมกันละ
ถาม : การสอนเซน ทำไมต้องรอเวลา ต้องแกล้งทรมานศิษย์
ตอบ : เพราะอินทรีย์ผู้รับยังไม่พร้อม เมื่ออินทรีย์อ่อน เช่น ศรัทธายังอ่อน ก็ให้ไม่ได้ ให้แล้วจะทะเลาะกัน จะเกิดเรื่องจ๊ะ เซนน่ะ ทำให้คนทะเลาะกันได้ง่ายมากๆ ดังนั้น อย่าไปพูดมาก อย่าไปถ่ายทอดเซนแบบตลาดเปิดเสรี คนที่เข้าใจเซนจริงๆ เขาจะไม่ทำกัน เขาแค่หลบอยู่ในถ้ำ ในเขา ปลีกตัวออกมาเสียจากบ่วงทั้งหลาย แล้วรอเวลา รอคน รอจนทุกอย่างพร้อมมูล ซึ่งต้องอดทนมาก อย่างปรมาจารย์ตั๊กม้อ ก็นั่งสมาธิรอในถ้ำตั้งเก้าปีก็จะถึงเวลาที่พร้อมให้ศิษย์คนแรก การถ่ายทอดเซนผิดวาระ นำไปสู่การทะเลาะกันถึงขั้นฆ่ากันตายได้เลยละ นี่คือไม่รู้จริงเป็นแค่นักปรัชญาเท่านั้น เพราะการถ่ายทอดเซนนั้น จะต้องทรมานให้ผู้รับธรรมเผชิญหน้ากับความทุกข์, กิเลสของตน, ความโกรธของตนนั้น ตรงๆ คนที่โกรธจัดๆ อย่างโจรป่าองคุลิมาลนั่นน่ากลัวไหมละ แต่นั่นแหละคนที่พร้อมจะได้บรรลุฉับพลันจะเป็นอย่างนี้ อาจารย์ผู้ถ่ายทอดเซน ก็ต้องเข้าใจว่าตนเองเหมือนเข้าหาโจรป่าองคุลิมาล ที่พร้อมจะฆ่าฟันตนได้ทุกเมื่อ ดังนั้น ถ้าไม่พร้อมจริง ไม่ประเมินให้ถ่องแท้จริง ก็มีแต่จะทะเลาะบาดหมางกันจ๊ะ ไม่มีประโยชน์อะไรเลยแม้แต่น้อยนิดที่จะไปเร่หาลูกศิษย์ ในชาติหนึ่ง จะได้ศิษย์ที่บรรลุเซนจริงๆ เอาแค่สี่คนก็พอแล้ว เพราะนี่คือผู้บรรลุแท้จริง ไม่ต้องไปเปิดสำนักใหญ่โต มีที่พัก ที่กินให้พร้อม แบบนั้น เป็นสำนักพราหมณ์จ๊ะ คือ สอนกรรมฐานปูพื้น แต่ยังไม่ได้อรหันต์กันหรอก ซึ่งถ้าพระอรหันต์มาสอนกรรมฐานโดยตรง โอกาสที่เราจะได้ของแท้ๆ ใสๆ ก็มี แต่ตราบใดที่เรายังไม่แจ้งในนิพพานจริงๆ ด้วยตัวเราเอง สัมมาทิฐิจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อเราอาศัยอาจารย์ที่บรรลุอรหันต์คอยตะล่อมเราเรื่อยๆ นั่นแหละ ยังยืนด้วยขาตนเองไม่ได้ ห่างอาจารย์เมื่อไรจะเป๋ออกนอกทางทันที นี่ยังไม่ได้สัมมาทิฐิแท้ สัมมาทิฐิแท้จะได้ก็ต้องบรรลุธรรมให้ได้ก่อนจ๊ะ ดังนั้น การสอนเซนจึงไม่มีอะไรจะสอน ที่รอเวลาและแกล้งให้ศิษย์ต้องลำบาก ก็เพื่อให้อินทรีย์ห้าได้รับการฝึกฝน พัฒนาขึ้นจนพร้อมมูล เมื่อนั้นจึงถึงวาระพร้อมที่จะให้ศิษย์ได้เผชิญหน้ากับตนเอง เซนก็ไม่มีอะไรเลย และไม่ใส่อะไรลงไปด้วย ปล่อยให้ศิษย์ชนกับตัวเองจนตัวตนของตนสลายไปเองนั่นแหละ อย่างนี้ ผู้บรรลุเซนจึงไม่มานั่งสอนเซนกัน
ถาม : เซนเป็นลัทธิ หรือนิกายหรือไม่
ตอบ : สำหรับคนที่ปฏิบัติถึงที่สุดแล้ว ไม่เหลือทั้งนิกายและลัทธิจ๊ะ ก็มันไม่มีอะไรที่เราค้นหา มันมีแต่ตัวตนของตน มีแต่ความอยากของเราเอง บ่วงแหล่านี้ต่างหากที่มีอยู่ แล้วดับไป แต่เวลาเราคุยกันนี่ต้องเข้าใจคนฟังจะได้ไม่ทะเลาะกันว่าผู้ฟังกำลังฟังภาษาคน คือ ภาษาที่คนเขาคุยกันรู้เรื่องไม่ต้องมาคิดอีก, ภาษาธรรม คือ ภาษาที่ใช้เฉพาะใน ทางธรรม พวกศัพท์เฉพาะ ส่วนภาษาจิตไม่ต้องคิดหรือเข้าใจแต่เป็นเรื่องของการดำเนินไปของจิต เราเองต้องการสื่อสารภาษาอะไรออกไปปรับให้เข้ากับผู้ฟัง เรียกว่าทางสายกลาง ไม่ใช่พอเข้าใจภาษาธรรมแล้ว คุยแต่ภาษาธรรมเกร่อเลย เช่น มากินความว่างกันเร็ว แล้วก็รินเหล้าโจกๆ รอไว้ อันนี้ไม่ใช่ทางสายกลาง คำพูดดูสูงส่งแต่การกระทำตกต่ำจ๊ะ ไม่กลางเลย มีแบบนี้มากเชียวนะ ผมเจอกะตัวเลย พระสงฆ์ไปศึกษาเซน แล้วเรียกสีกาเข้าไปนวด ไม่ตั้ง ไม่ต้องนะ ไม่ยึด ไม่ถือหรอก แล้วมันไม่ตั้ง ไม่ต้องจริงๆ ไหม นี่มันไม่ใช่ทางสายกลาง แม้เราไม่ยึด แต่เราต้องเข้าใจว่าสีกามานวดพระ มันเสี่ยงที่จะทำให้ปาราชิก แล้วมันจะกลางที่ไหนกันละ อันนี้ยังไม่ได้ถึงธรรมจริง ส่วนทางโลกนั้นที่เขาเรียกเซนว่าเป็นนิกายก็ช่างเขา เพราะนิกายทางโลกก็มีอยู่ คนมาศึกษาเยอะถ้ายังไม่เข้า ถึงแท้จริง ก็ยังอยู่ในนิกายอยู่ แต่ถ้าเข้าถึงแท้จริงแล้ว แม้แต่นิกายก็ไม่อาจผูกมัด รั้งไว้ได้ หลุดหมด พ้นหมด เครื่องร้อยรัดจะมารูปไหน ไม่มีสาระเลย นิกายเป็นเรื่องทางโลกเขา เป็นรูปแบบทางโลก, ภาษาทางโลก, การปฏิบัติทางโลก ก็ปล่อยเขาไปอย่างนั้นละ เมื่อไรที่เขาพ้นทางโลก พ้นโลกียะเมื่อไร ก็เมื่อนั้นแหละ ที่เขาจะพบว่าเขานั้นไม่มีนิกาย ไม่มีลัทธิ ไม่มีพรรคพวก ไม่มีอะไรเลย ที่เหลือๆ อยู่ มีอะไรอยู่บ้าง ก็เข้าสู่กระแสกลาง รอชำระวิบากกรรม ทำกิจที่คั่งค้างให้จบๆ ไป จนกว่าจะดับสูญทั้งหมดเท่านั้นเอง