รวมบทความมหาธรรม เกี่ยวกับสุญตาและการบำเพ็ญบารมีแบบพิเศษ
มหาธรรม เรื่อง ภาวะนิพพานชั่วคราว เรียกว่าสุญตาหรือตทังคนิพพาน
นิพพาน เป็นสมมุติบัญญัติแปลว่าดับสูญสิ้นหมด ในพระพุทธศาสนานำคำศัพท์นี้มาใช้หลายลักษณะ โดยลักษณะแรกคือ “นิพพาน” ที่หมายถึงที่สุด, หลุดพ้น จากทุกข์และการเวียนว่ายตายเกิด ด้วยการดับสูญหมดไม่เหลือความยึดมั่นถือมั่นอีก นอกจากนี้ ยังมีการนำศัพท์คำว่านิพพาน ไปใช้ผสมกับคำอื่นๆ เพื่ออธิบายสภาวะธรรมชาติอื่นๆ ดังเช่น กิเลสนิพพาน ที่หมายถึง การดับสูญหมดไปของกิเลส คือ เฉพาะเรื่องกิเลสเท่านั้น, คำว่า “ขันธปรินิพพาน” หมายถึงธรรมชาติแห่งการดับสูญสิ้นไปหมดแห่งขันธ์ทั้งห้า แต่ไม่รวมอย่างอื่น เฉพาะเรื่องขันธ์ห้าเท่านั้นหรือแม้แต่คำว่า “ธาตุนิพพาน” ที่หมายถึงเฉพาะธรรมชาติแห่งการดับสูญสิ้นไปหมดแห่งธาตุทั้งหลาย เมื่อดับสูญไปแล้ว ธรรมชาติเดิมแท้ที่มีมาก่อนสมมุติ คือ ก่อนกิเลส, ก่อนขันธ์ห้า, ก่อนธาตุเจ็ด ก็ปรากฏขึ้นอย่างตรงไป ตรงมา ไม่มีการปรุงแต่งหรือบิดเบือนใดๆ เป็นวิมุติธรรม หรือธรรมชาติเดิมแท้ที่บริสุทธิ์ ไม่ใช่สมมุติธรรม หรือธรรมชาติที่อยู่ภายใต้การเกิดและดับ กล่าวคือ ทั้งกิเลส, ขันธ์ห้า และธาตุเจ็ด ก็มีการเกิดและดับสลับวนเวียนไปมาเป็นรอบๆ คือ มีวัฏฏะ หรือ วัฏจักร ไม่จบสิ้น สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ไม่เคยดับ สิ่งเหล่านี้เกิดเอง ดับเอง ตามวาระ ตามเหตุปัจจัยตามธรรมชาติ แต่เนื่องจากจิตไม่แจ้ง ไม่มีปัญญา ไม่พิจารณา ก็ไม่เห็นธรรมชาตินี้ตามจริง
กิเลส, ขันธ์ห้า, ธาตุเจ็ด ก็เกิดเอง ดับเอง เป็นวาระไปเรื่อยๆ ตามเหตุตามปัจจัย แต่จิตไม่ได้พิจารณาก็ไม่รู้ ไม่เห็น คือ จมอยู่ในอวิชชานั้น จึงถูกกิเลส, ขันธ์ห้า และธาตุเจ็ด บิดเบือนสัจธรรมความจริง เห็นความจริงเพียงสมมุติ คือ ระดับที่มีการเกิดดับเท่านั้น ไม่อาจเห็นแจ้งถึงระดับที่หลุดพ้นจากการเกิดและดับคือ ระดับนิพพาน อนึ่งกิเลส, ขันธ์ห้า, ธาตุเจ็ด มีการเกิดดับเองทั้งที่ระหว่างกายสังขารแตกดับ (ตาย) และก่อนที่กายสังขารจะแตกดับ (ดับก่อนดับ) ถ้าจิตพิจารณาอย่างละเอียดจะพบว่าการเกิดและดับของสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นตลอดเวลาอย่างต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด เรียกว่า “สันตติ” ถ้าจิตมีสติที่ละเอียดมาก ก็จะเห็นอาการเกิดดับที่ถี่ยิบนี้ได้ต่อเนื่องตลอดเวลา และเมื่อสติเท่าทันการเกิดดับแล้ว แต่จิตไม่หยั่งรู้แจ้งในสภาวะนั้นๆ ภาวะหยั่งรู้จนรู้แจ้งก็ไม่เกิดขึ้น คือ จิตไม่ได้รวมกำลัง รวมพละห้า รวนอินทรีย์ห้า คือ ศรัทธา, วิริยะ, สติ, สมาธิ และปัญญา ในการหยั่งรู้ลงถึงสภาวะนี้ ภาวะจิตที่โพล่งตื่นขึ้น จนหลุดออกจากการหลงโลก และยึดมั่นถือมั่นใดๆ ก็ไม่เกิดขึ้น (นิโรธไม่เกิด) การเกิดและดับ ก็ดำเนินไปตามธรรมชาติดังเดิม จิตก็ยังไม่รู้แจ้งดังเดิม ดังนั้น ภาวะธรรมชาติที่ไม่มีอะไรปรุงแต่งนั้น เกิดและดับได้เสมอ เราเรียกภาวะที่สิ่งสมมุติปรุงแต่งทั้งหลายดับไปเองชั่วคราวว่า “นิพพานชั่วคราว” หรือ “ตทังคนิพพาน” ในนิกายมหายานใช้คำว่า “สุญตา” แทน เมื่อบุคคลเพ่งพิจารณาจดจ่ออยู่ตลอดว่าชีวิตถึงที่สุดตรงไหน ธรรมชาติถึงที่สุดตรงไหน อะไรคือที่สุดของสรรพสิ่ง แล้วภาวะนี้เกิดขึ้น เขาเกิดการหยั่งลง, รู้แจ้งในภาวะนี้ แล้วศรัทธาว่านี่แหละ คือที่สุดแล้ว ก็ละความยึดมั่นถือมั่นใดๆ เสีย นี่คือ “นิโรธ” เมื่อเข้าสู่ภาวะนี้แล้ว ไม่ใช่ว่าหลุดพ้นหมดทุกสิ่ง เพราะแม้ แต่พระอรหันต์ ก็ยังมีวิบากกรรมต้องรับ ตราบเท่าที่ยังเหลือขันธ์ห้า ก็ยังดับไม่หมด เมื่อยังดับไม่หมด ก็ยังต้องรับวิบากกรรม ต้องชำระกิจต่อไป ยังไม่หลุดพ้นหมดทุกสิ่งอย่างแท้จริง ต้องดำเนินชีวิตอยู่ต่อไปด้วย “ทางสายกลาง” และชำระวิบากกรรมรวมทั้งทำกิจที่ยังคั่งค้างต่อโลก ตาม “มรรคมีองค์แปด” จนกว่าขันธ์ห้า, ธาตุเจ็ด ฯลฯ จะดับหมดไปเองตามธรรมชาติ จิตไม่ยึด ไม่ถือ พิจารณาเห็นเป็นธรรมชาติของสรรพสิ่ง ปล่อยคลายการยึดถือทั้งหมด ก็จะเข้าสู่ภาวะนิพพาน คือ หลุดพ้นอย่างแท้จริง ได้ในท้ายที่สุด
ตทังคนิพพาน หรือ สุญตา เป็นภาวะนิพพานชั่วคราว อุปมาเหมือนดวงจันทร์ที่ปรากฏในยามที่เมฆหมอกเลือนหายไปชั่วคราวฉะนั้น หากบุคคลเพ่งพิจารณาธรรมอยู่ แล้วจิตตรงสู่ภาวะนี้ หยั่งลงเต็มเหนี่ยว รู้แจ้งทันที ก็จะบรรลุธรรมฉับพลัน เหมือนบุคคลเล็งธนูตรงเป้าหมาย เหนี่ยวเต็มแรงแล้วปล่อยลูกธนูเต็มที่ฉะนั้น ส่วนบุคคลที่ยังลังเลสงสัยซัดส่าย คลางแคลงใจในสภาวะที่ไม่ใช่อะไรเลย ไม่มีอะไรให้ยึดเลยนี้ เขาจะไม่อาจหยั่งถึง, ไม่รู้แจ้งเห็นจริง ถึงที่สุดของสรรพสิ่ง ไม่แจ้งในนิพพานได้ ย่อมยังไม่ได้นิพพานถาวร
มหาธรรม เรื่อง ภาวะสุญตาเกิดขึ้นได้เสมอ ทำไมคนไม่บรรลุธรรม
ภาวะสุญตา เกิดขึ้นในเสมอ เกิดแล้วดับ ดับแล้วเกิด ในแต่ละคนทุกคนเป็นเหมือนกันทั้งสิ้น ไม่ต่างกัน แต่คนส่วนน้อยมากเท่านั้นที่ได้บรรลุธรรม คนส่วนใหญ่มักไม่ได้บรรลุธรรม เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้ดำเนินจิตตามอริยสัจสี่ คือ เขาไม่ใช่ผู้ที่รู้แจ้งถึงภัยแห่งความทุกข์ (ทุกข์), จึงไม่รู้แจ้งถึงความพยายามในการดับทุกข์ที่เหตุคือกิเลสในตนใช่สิ่งอื่น (สมุทัย), จึงไม่เกิดภาวะนิโรธ และมรรคมีองค์แปดก็ไม่มีทางเกิดขึ้นเลย ด้วยเหตุนี้
คนเราจะบรรลุธรรมต้องเข้าทางทุกข์ (ทุกข์)
อย่าหนีความจริง ต้องกล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับความทุกข์ที่ตนเองมีอยู่ หลายคนหนีความจริงหรือใช้วิธีทางจิตวิทยา คือ มองโลกในแง่ดีบ้าง, เข้าข้างตัวเองบ้าง, ปลอบใจตัวเองบ้าง, หาวิธีมีความสุขแบบง่ายๆ อย่างอื่นกลบเกลื่อนทุกข์บ้าง, ย้ายความทุกข์ไปสนใจเรื่องคนอื่น หรือเรื่องธรรมะแต่ไม่ได้เอามาใช้สู้ทุกข์ของตนเองตรงไปตรงมาบ้าง ฯลฯ นี่เข้าวิถีมารได้ง่ายมากคือ “นอกลู่นอกทาง” ทางตรงนิพพาน คือ ตรงไปตรงมา ตนมีทุกข์ ก็ไม่ต้องไปออกนอกเรื่อง เอาเรื่องที่ตนทุกข์นั่นแหละมาพิจารณา เพื่อหาทางพ้นทุกข์ คนที่ยังมีบุญเสวยอยู่ เช่น พวกที่ทำบุญมากๆ เอาบุญมาหนุนตัว หรือกลัวหมดบุญ กลัวทุกข์จะเกิดเมื่อไม่มีบุญ พวกนี้ไม่มีทางได้บรรลุธรรมเลย เป็นคนขี้ขลาด, อ่อนแอ และถูกเลี้ยงมาดี จนไม่กล้าที่จะได้รับความเจ็บปวดใจแม้เพียงน้อย อันนี้ ไม่มีทางบรรลุ คนที่จะบรรลุธรรมได้ เขาจะผ่านโลกมาแบบชนิดเจ็บเป็นเจ็บ, ทุกข์เป็นทุกข์, พลาดเป็นพลาด, เลวเป็นเลว, ผิดเป็นผิด ตรงไปตรงมา ทำผิดแล้วกรรมซัด จนต้องทุกข์ แล้วมาหาธรรม อันนี้ มีโอกาสได้พบธรรมมาก นอกเหนือจากนี้ ไม่มีทางบรรลุธรรม มาศึกษาธรรมได้แต่ “ปัญญาบารมี” แต่ไม่ได้ธรรมจริง อาจได้ปุถุชนโพธิสัตว์ที่มีปัญญาบารมีเพิ่มมาก แต่ระดับจิตไม่เข้าใกล้นิพพานเลยก็ได้ เพราะยังสนุกอยู่กับเรื่องสั่งสมบุญบารมี
คนเราจะบรรลุธรรมต้องเห็นเหตุทุกข์ว่ามาจากตนเอง (สมุทัย)
อย่าโทษคนอื่น ต้องสารวนอยู่กับการโยนความผิด หรือโทษสิ่งรอบตัว ให้พิจารณากลับเข้าไปในตัวเอง เห็นเหตุต้นของทุกข์ ว่ามาจากตนเองก่อเอง เพราะกิเลสของตนเอง จึงจะไม่ออกนอกทางนิพพาน ตรงสู่การดับกิเลสที่เหตุแห่งทุกข์ คือ กิเลสของตนนั่นแหละ เมื่อเพียรพยายามดับกิเลสตรงกิเลสของตน จิตจะเข้าสู่วิถี “สกิทาคามี” แต่อาจยังไม่ได้ถึงสกิทาคามีได้ เช่นพราหมณ์โยคีที่พยายามจัดการกิเลสตนให้สิ้นด้วยวิธีต่างๆ ก่อนพบพระพุทธเจ้า ยังไม่ได้บรรลุถึงสกิทาคามี แต่วิถีจิตเข้าแล้ว พอพระพุทธเจ้าเทศนาธรรมจิตตรงนิพพาน ก็บรรลุอย่างต่ำสกิทาคามีทันที ถ้าฟังต่อไปเข้าใจถึงวิธีเอาชนะกิเลสได้โดยไม่ต้องสู้กับกิเลส คือ กิเลสเกิดขึ้น ก็ดับไปเอง เมื่อดับลงแล้ว เพ่งพิจารณาฉับพลันย่อมเข้าใจถึงที่สุดแห่งสรรพสิ่งว่าไม่มีอะไรเลยที่จะยึดถือได้เท่านั้นเอง วิถีจิตก็จะเข้าสู่อนาคามีได้ แต่ถ้าทำกิเลสให้สิ้นได้ด้วย วิถีจิตก็เข้าสู่อรหันต์ นี่คือ จิตไม่ออกนอกลู่นอกทาง คือ ไม่ออกนอกตัว ไม่ไปสนใจเรื่องคนอื่นเขา จัดการเรื่องของตัวเราเองให้ได้ก่อน
คนเราจะบรรลุธรรมต้องอาศัยภาวะสุญตาเป็นจุดประหารกิเลส
กิเลสจะสิ้นดับลงเมื่อจิตเข้าสู่ภาวะสุญตา เมื่อจิตเข้าสู่ภาวะนี้แล้ว เราอาจไม่บรรลุธรรมเลย เพราะจิตไม่ได้พิจารณาธรรมฉับพลัน ไม่จ้องพิจารณาสัจธรรมอยู่ จึงไม่ทราบว่านี่คือที่สุดของธรรมแล้ว เมื่อเราเพ่งอาศัยจุดตายของกิเลส คือ ภาวะสุญตาอยู่เนืองๆ แล้วเข้าสู่ภาวะนี้โดยบังเอิญ ให้ยกจิตขึ้นวิปัสสนาญาณทันควัน พิจารณาสรรพสิ่ง ก็เห็นว่าที่สุดแล้วไม่มีอะไรให้ยึดถือได้เลย ไร้สาระ เช่นนี้ ปล่อยวางคลายการยึดถือได้หมด ก็คือ ถึง “นิโรธ” คำว่าสุญตาเป็นเรื่องของจิต แต่ไม่เกี่ยวกับปัญญา แต่คำว่านิโรธ คือ จิตเข้าถึงแล้วแจ้งโพล่งด้วยปัญญาด้วย ไม่ใช่เข้าถึงแล้วออกมาแบบไม่รู้เรื่องอะไรเลย หรือกล่าวง่ายๆ คือ ต้องใช้อินทรีย์ทั้งห้า พละทั้งห้า สมังคี ทุ่มกำลังพร้อมกันทันทีที่เกิดสุญตา คือ จิตพร้อมด้วยศรัทธา, วิริยะ, สติ, สมาธิ, ปัญญา รวมพลังกันตรงจุดสุญตาพอดี เมื่อถึงแล้ว ปัญญาก็แจ้ง รู้ทางหลุดพ้น มรรคตัวแรกจึงเกิด มรรคแปดก็ตามมา
มหาธรรม เรื่อง สุญตาเกิดได้บ่อยแม้ไม่ทำสมาธิ แต่เกิดแล้วจิตไม่แจ้ง
ภาวะสุญตานั้นเกิดได้บ่อยมากๆ โดยที่เราไม่ต้องทำสมาธิ และเกิดได้ทุกอิริยาบถ แต่เมื่อเกิดแล้ว จิตไม่มีศรัทธาว่าภาวะนี้ตรงนิพพาน, ภาวะนี้คือทางหลุดพ้น, ภาวะนี้คือสัจธรรมแท้, ภาวะนี้คือที่สุดแห่งทั้งมวล ฯลฯ ดังนั้น เราจึงไม่เข้าสู่ภาวะนิโรธ แม้ถึงสุญตา
สุญตากับนิโรธ
ภาวะสุญตาถ้าจะอุปมากับการต่อสู้แล้วก็เหมือนการที่ศัตรูเปิดจุดตายให้เห็น ซึ่งเกิดขึ้นได้บ่อยมากๆ ส่วนภาวะนิโรธเหมือนเราได้แทงเข้าจุดตายของศัตรูคือประหารกิเลสจนสิ้นนั่นเอง เมื่อศัตรูเปิดจุดตายแล้ว เราลังเล ไม่แน่ใจ ไม่จัดการลงไปเต็มเหนี่ยว ก็ไม่อาจประหารศัตรูคือกิเลสได้ ภาวะนิโรธย่อมเกิด เป็นแค่ศัตรูเปิดช่องโหว่แล้วเราก็ปล่อยให้ผ่านไปเท่านั้นเอง การที่เราจะประหารกิเลสจนรู้แจ้งนิพพานได้นั้น เราต้องอาศัยภาวะสุญตาที่เกิดขึ้นได้บ่อยๆ นี้ เช่น ภาวะสุญตาในระหว่างเดินฌาน ก็คือ ช่วงฌานสามต่อฌานสี่ ตรงนั้นมีสุญตา, สุญตาในระหว่างเจริญกสิณ ก็คือ ช่วงที่ดวงกสิณที่เราเพ่งดีแล้ว ดับลงไปเฉยๆ ตรงนั้นมีสุญตา, สุญตาในระหว่างการเจริญสติ ก็คือ ช่วงที่สติที่เราจดจ่ออยู่กับสิ่งใดก็แล้วแต่ จะเปลี่ยนจากเกิดเป็นดับ หรือดับเป็นเกิด ตรงนั้นมีสุญตา, สุญตาในระหว่างเดินธาตุ ก็คือ ช่วงที่ธาตุเปลี่ยนจากธาตุหนึ่งไปสู่ธาตุหนึ่ง ตรงนั้นมีสุญตา แม้แต่เราไม่ได้เจริญอะไรเลย ก็เกิดภาวะสุญตาขึ้นเองได้ เพราะกิเลสมีการเกิดขึ้นเอง ก็ดับไปเองได้ของมัน เราอาศัยช่วงกิเลสดับชั่วคราวนั้น ในการพิจารณาธรรม ก็ไม่มีอะไรมาบดบังธรรม เราจะเข้าถึงธรรมด้วยจิตประภัสสร ที่บริสุทธิ์อยู่แล้ว มีอยู่ทุกคนได้ด้วยการอาศัยภาวะกิเลสดับชั่วคราวนั้น แต่เมื่อจิตตื่นโพล่ง คือ เข้าสู่นิโรธแล้ว ก็จะทำให้เกิดการประหารกิเลสแบบแท้จริง คือ บรรลุอรหันต์ โดยอาจทำให้กิเลสนิพพานหมดไปเลย หรืออาจเหลือเพียงน้อยมากจนไม่มีปัญหาอีกต่อไปก็ได้ เมื่อเรารู้จักสุญตาแล้ว เราต้องอาศัยภาวะสุญตานี้เพื่อเข้าถึงนิโรธคือ การยกจิตขึ้นวิปัสสนา พิจารณาธรรมฉับพลัน ก็จะพบว่าไม่มีอะไรเลย ที่มีอยู่มากมายนั้น ล้วนสมมุติและปรุงแต่งทั้งสิ้น เห็นอย่างนี้ได้ทุกอย่างในรวดเดียว ก็คือ การปล่อยวางความยึดถือ ยึดมั่นทั้งปวงแบบฉับพลันนั่นเอง
นิโรธกับมรรค
ในอริยสัจสี่ คือ ทุกข์, สมุทัย, นิโรธ และมรรค เรียงลำดับกันตรงไปตรงมา คือ ต้องเกิดตามลำดับ ไม่อาจเปลี่ยนที่ย้ายได้ คนเราจะได้ถึงธรรมต้องมีทุกข์มาก่อน ถ้าไม่มีทุกข์ไม่ได้ถึงธรรมแน่ เมื่อมีทุกข์แล้ว เขาหาทางหลุดพ้น และค้นพบว่าเหตุของปัญหาอยู่ที่ตัวเขาไม่ใช่สิ่งนอกตัว เขาพร้อมที่จะแก้ไขจากภายในตัวเขาเองแล้ว คือ สมุทัย จากนั้น เขาพยายามแก้ไขตัวเอง คือ จัดการกับกิเลสที่ครอบงำ ทำให้เกิดทุกข์นั้น แต่ไม่สำเร็จ จนกระทั่งกิเลสดับไปเอง จึงทราบว่ากิเลสเกิดเองก็ดับเองได้ แต่ที่เราไม่อาจเอาชนะได้ เพราะเราไปสร้างพลวัตรของการเกิดดับอยู่เรื่อยๆ ไม่ออกมาจากวงล้อของวัฏฏะนั้น เมื่อตื่นโพล่งออกมาจากวงล้อนั้นได้แล้ว ก็ไถ่ถอนตัวเองจากกองกิเลสได้ ไม่วนอยู่อีก เหลือกิเลสเพียงน้อยนิดที่ไม่มีพิษภัย หรือไม่เหลือกิเลสเลย ก็ถึงนิโรธ และบรรลุอรหันต์ได้ แต่ยังไม่นิพพานทันที สิ่งที่นิพพานทันทีคือ “กิเลสนิพพาน” เมื่อกิเลสนิพพานทำให้เห็นธรรมตามจริง เห็นสัจธรรมตามที่เป็น ไม่มีอะไรหลอก ไม่มีอะไรบดบัง แต่ยังไม่นิพพานทั้งหมด จะเข้าใจเองว่าการไม่เกิดอีก คือ ไม่เหลืออะไรยึดเลย ไม่ยึดอะไรเหลือเลย คือ ปล่อยวางหมดจริงๆ อะไรก็ไม่ใช่ที่ยึดทั้งสิ้น แล้วกลับมาดำเนินชีวิตที่เหลือไปตามทางสายกลาง ไม่ก่อนกรรมใหม่ รอรับแต่วิบากกรรมเก่าให้หมดไป และชำระกิจที่คั่งค้างอันเกิดจากการปรารถนาหรือตั้งสัจจะไว้ว่าจะทำกิจนั้นๆ ไว้แต่กาลก่อนให้หมดสิ้นไป ก็จะได้นิพพาน บางท่านระลึกได้ว่าปรารถนาพุทธภูมิ ไปอีกหลายกัปจึงตรัสรู้ได้ ท่านก็ไปได้อีกจนถึงวาระนั้นๆ ดังนั้น แม้อรหันต์แล้ว ยังเวียนว่ายตายเกิดได้อีกมากมายจนกว่าจะบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าก็ได้ นี่คือ ถึงนิโรธแล้ว แต่มรรคยังต้องเดินต่อไป ยังไม่ถึงนิพพาน จะถึงนิพพานได้ ต้องดำเนินมรรคจนสุด มรรคที่ดำเนินของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ถ้าไม่ปรารถนาอะไรต่อข้างหน้าเดินอรหันตมรรค ถ้ายังปรารถนาอยู่เดินโพธิสัตว์มรรค
มหาธรรม เรื่อง บรรลุอรหันต์คือถึงนิโรธ ต้องดำเนินมรรคต่อจึงถึงนิพพาน
นิพพานที่หมายถึงดับสูญหมดไม่เหลือเชื้อใดเลย นิพพานหนึ่งเดียวนั้น ไม่เหมือนนิโรธ เพราะนิโรธเกิดขึ้นขณะขันธ์ห้ายังดำรงอยู่พร้อม กายสังขารยังมีอยู่ ยังไม่ตาย คือเกิดขึ้นเมื่อ “กิเลสนิพพาน” ลง เมื่อกิเลสนิพพานลงชั่วขณะก็ดี บางส่วนจนเกือบหมดก็ดี หรือหมดเกลี้ยงไม่เหลือเลยก็ดี ได้ทั้งสามลักษณะ แต่จิตหยั่งรู้ลงถึงภาวะนั้นๆ ได้ ก็ถึงนิโรธ ถึงนิโรธคือจิตตรงนิพพาน และแจ้งในนิพพาน หรือทำนิพพานให้แจ้งได้ เมื่อถึงจุดนี้แล้ว ย่อมเข้าใจว่านิพพานจริงๆ คืออะไร ย่อมเข้าใจมรรควิธีดำเนินตรงไปสู่นิพพานนั้น อุปมาเหมือนคนเดินหลงทางในที่ที่มีหมอกปิดบังเส้นทางไปหมด หมอกก็คือ กิเลส พอกิเลสหายไปเปิดช่องบางส่วน คือ ช่องที่ตรงจุดหมายปลายทางพอดี ก็เห็นแจ้งถึงจุดหมายปลายทางได้ หรือแม้แต่หมอกหายไปทั้งหมดชั่วคราวก็ดี หรือหายไปหมดถาวรก็ดี ก็เห็นแจ้งถึงจุดหมายปลายทางได้ นี่เรียกว่า “นิโรธ” เมื่อจิตหยั่งรู้ถึงนิพพานจนแจ้งแล้ว ก็ต้องดำเนินต่อไปให้ถึง คือ เห็นจุดหมายปลายทางแล้วก็ดำเนินต่อไปให้ถึงนั่นเอง
ดังนั้น การบรรลุอรหันต์จึงยังไม่ได้นิพพานหนึ่งเดียวนั้น ได้เพียง “กิเลสนิพพาน” และ “นิโรธ” เท่านั้น ยังต้องดำเนินมรรคต่อไป คือ การละวางไม่อยาก ไม่ยึด ไม่ซัดส่าย ตรงสู่ทางที่ไม่อะไรต่ออะไรทั้งสิ้น อะไรเข้ามาก็รับไป หมดไป สูญไป ไม่สานต่อ ไม่ก่อเติม ไม่ทำกรรมเพิ่ม ไม่เติมสิ่งใหม่ จบเลย รับวิบากกรรมไปจนกว่าจะหมดสิ้น กรรมหมดสิ้นแล้ว ก็รอขันธ์ห้าดับอีก ขันธ์ห้าดับเรียกว่า “ขันธปรินิพพาน” ยังเหลือจิต ซึ่งเป็นมโนธาตุอยู่ส่วนลึกตรงกลางอีก รอให้จิตนิพพานด้วย คือ มโนธาตุนิพพาน และ “ธาตุนิพพาน” ก็หมดสิ้นเกลี้ยงหาเชื้อเกิดไม่มีอีกเลย (มโนธาตุและธาตุอื่นๆ ก็นิพพานหมดไม่เหลือเลย) เมื่อนิพพานแล้ว ไม่ใช่สูญ ไม่ใช่หาย ความสูญคือ อาการดับไปของสมมุติ อาการดับไปของสมมุติไม่ใช่ธรรมชาติเดิมแท้ เหมือนเรามีกระดาษเปล่า เขียนอะไรลงไปผิดๆ แล้วลบออก อาการถูกลบออก อาการที่สิ่งที่ผิดหายไปนั้น ยังไม่ใช่กระดาษเปล่า กระดาษเปล่าที่มีมาแต่เดิมก็คือกระดาษเปล่า ส่วนที่เติมเพิ่มเข้าไปผิดๆ ก็ส่วนหนึ่ง อาการที่ลบสิ่งที่เขียนผิดออกไปก็อย่างหนึ่ง ดังนั้น นิพพานคือธรรมชาติดั้งเดิมแท้ ก่อนปรุงแต่งแต่ไม่ใช่อาการดับสูญไปของสมมุติที่ปรุงแต่งนั้นๆ อาการสูญไปของสมมุติที่ปรุงแต่งนั้นๆ เป็นเหมือนป้ายบอกทาง เมื่อถึงจุดหมายปลายทางแล้ว ป้ายบอกทางก็ไม่ใช่จุดหมาย จุดหมายก็ไม่ใช่ป้ายบอกทาง แต่มาถึงจุดหมายปลายทางได้ด้วย “ป้ายบอกทาง”
เมื่อนิโรธเกิดแล้ว มรรคจะเกิด ตรงจุดนี้เอง จะมีการดำเนินมรรคแตกต่างกัน กล่าวคือถ้าคนใดปรารถนานิพพาน เขาจะดำเนิน “อรหันตมรรค” ตรงสู่นิพพานอย่างเดียวเท่านั้น จะช้าหรือเร็วก็ถึงนิพพานได้ แต่คนใดยังต้องการโปรดสัตว์ต่อไปจะดำเนิน “โพธิสัตว์มรรค” คือ ก่อกรรมทั้งดีและชั่ว เพื่อให้มวลสัตว์ถึงนิพพานไปก่อนตน ตนขอนิพพานทีหลัง ซึ่งเป็นคนละวิถี คนละทางกัน แต่ตรงนิพพานเหมือนกัน สมมติ คนเห็นจุดหมายปลายทางแล้ว เอาตัวเองทอดลง แล้วบอกให้คนอื่นเหยียบร่างของตนผ่านไป แน่นอนว่าคนที่เดินเหยียบร่างผ่านไป ย่อมถึงนิพพานได้ แต่คนที่ถูกเหยียบจมลงเรื่อยๆ จะถึงซึ่งนิพพานได้อย่างไร การที่เอาตัวเองทอดลงเป็นสะพานให้คนเหยียบข้ามไปนั้น คือ “โพธิสัตว์มรรค” ตรงนิพพานไหม ก็ตรง แต่ตัวเองไม่ได้นิพพาน ตัวเองยิ่งนิพพานช้าไปใหญ่ยิ่งคนเหยียบตนลง ตนก็ไม่อาจถึงนิพพานได้มากขึ้น กับอีกแบบ พอเห็นจุดหมายปลายทางแล้ว คิดว่าตนยังไม่เอานิพพาน เลยกลับตาลปัตร ทำสิ่งตรงข้ามที่ตนเคยกระทำมา โดยหวังว่าตนจะได้ไม่ต้องนิพพาน แบบนี้เรียกว่า “ย้อนทวนธรรมจักร” ส่งผลให้มารแทรก เป็นจักรดำ ที่เรียกว่า “สวัสดิกะ” แล้วยังทำให้สัตว์อื่นๆ หลงตามตนไปด้วย แบบนี้ไม่ถูกวิธี ต้องตรงนิพพานไว้ก่อนเสมอ แล้วจะได้บอกคนอื่นให้ตรงได้ แต่อาศัยการช่วยเหลือคนอื่นไป ทำให้ตนมีกรรม ตนก็อาศัยกรรมนั้น ช่วยก่อชาติสืบภพต่อไป เช่น การให้ร่างกายแก่สัตว์อื่นๆ ที่ไม่มีร่างกาย เป็นจิตวิญญาณเข้ามาอาศัย ทำกิจ ชำระกรรมร่วมกัน เขาชำระกิจทำของเขาหมด ก็พร้อมนิพพานไป เราเองไม่ใช่กิจของเรา รับมา สะสมไปก็กลายเป็นกรรมทำให้เรายังไม่นิพพาน เกิดชาติภพสืบต่อไป อย่างนี้ คือ “โพธิสัตว์มรรค” แท้จริง
หลายคนที่บำเพ็ญบารมีหลงทางกันมาก บางคนขนาดเข้าถึงนิโรธแล้ว แต่ไปหลงคิดเอาว่ายังไม่ขอนิพพานเลยไปทำสิ่งตรงข้ามย้อนทวนมรรคเลยห่างออกไปๆ เรื่อยๆ แล้วหลงทางผิดเพี้ยนไปเลย บางคน จิตตรงนิพพานแล้ว รู้ตนว่าตนยังไม่เอานิพพาน ช่วยคนอื่นไปก่อน ก็กลับไปช่วยเรื่องทางโลกแทนก็มี เลยวุ่นวายแต่เรื่องทางโลก จมปลักอยู่ตรงนั้น ทางธรรมไม่เคลื่อน ไม่ก้าวหน้าเลยก็มี ดังนั้น การช่วยเหลือมวลสัตว์ให้ถึงนิพพานนี้ ถ้าไม่ใช่ด้วยการคัดเลือกหาผู้ที่ควรถึงวาระนิพพาน แล้วโปรดสอนเสีย ก็จะยังไม่ใช่ทางของพระพุทธเจ้าอยู่ดี พระโพธิสัตว์แต่ละองค์ช่วยสรรพสัตว์ต่างกันไป องค์ใดทำได้ใกล้ เคียงพระพุทธเจ้ามากที่สุด คือ บารมีถึงพร้อมที่สุด บางท่านเลียนแบบพระพุทธเจ้าทุกอย่าง แต่ไม่ใช่ก็มี คือ ไปทำตัวให้เหมือน ดูน่าศรัทธา แล้วมีบริวารเป็นหมู่ ปกครองให้ดูเรียบร้อยน่าศรัทธา แต่มันไม่เกี่ยวกับตรงนิพพานหรือไม่เลย อย่างนี้ก็มี นี่ก็ยังไม่ใช่นัก
ดวงจิตมีวาระที่จะได้นิพพานต่างกันไป
ดวงจิตที่จะได้นิพพานในวาระกึ่งแรกของพุทธกาล คือ ดวงจิตที่เป็นพระพุทธบริษัททั้งสี่เหล่าของพระพุทธเจ้า ซึ่งพระพุทธเจ้ากล่าวตรัสรับรองไว้ ให้สัจจะไว้ ก็จะทรงทำให้ได้ ไม่โกหกเรา ไม่ลวงโลก ท่านว่าจะช่วยพุทธบริษัทสี่ก็ต้องทำให้ได้เช่น พระภิกษุณีหรือแม้แต่อุบาสีกาก็ต้องช่วย ปฏิเสธก็ไม่ได้ รังเกียจก็ไม่ได้ เพราะได้ตรัสรับสั่ง ลั่นสัจจะวาจาไว้แล้ว ว่าจะช่วยทั้งสี่เหล่าที่เป็นพุทธบริษัทของท่าน คือ ดวงจิตที่บำเพ็ญบารมีมาเป็นบริวารท่านหลายชาติ ทำบุญสัมพันธ์ร่วมกับท่านมา และปรารถนานิพพานในยุคของท่านไว้ อันนี้ ท่านรับผิดชอบทั้งหมด นอกจากนี้แล้ว ท่านยังลั่นสัจจะวาจา รับรองอีกว่า ท่านจะให้ศาสนาแก่สัตว์เหล่าอื่นที่ไม่ใช่พุทธบริษัทหลังกึ่งพุทธกาลอีกด้วย ได้แก่ ยักษ์, มาร, เทพ, พรหม นั่นเอง ซึ่งเขาเหล่านี้ บ้างแค่มาอาศัยอยู่กิน เกาะกิน เอาไปทำอย่างอื่น ไม่ใช่เพื่อนิพพานก็มี ท่านก็ไม่ว่าอะไร เพราะให้สัจจะแล้ว ต้องไม่คืนคำ นอกจากนี้ ท่านยังให้สัจจะวาจาอีกว่า “พระอรหันต์จะไม่สิ้น ถ้าคนยังปฏิบัติ แม้เหลือพระธรรมเพียงน้อยนิด” และ “พระศาสนาของท่านจะมีอายุครบ ๕,๐๐๐ ปี” ซึ่งสัจจะวาจาของท่านนี้จะได้รับการทำต่อไปด้วยพระโพธิสัตว์ ท่านไม่ต้องทำอะไรเลย สั่งอย่างเดียวก็พอ ที่เหลือเหล่าคนที่อยากได้บารมี อยากสะสมบารมีจะทำเอง ขอเพียงท่านบอกมาให้ตรงทาง ก็จะแย่งกันทำ เพราะแย่งกันเอาบารมีนั่นเอง ดังนั้น ครึ่งหลังกึ่งพุทธกาลจนสิ้นห้าพันปีนั้น ดวงจิตที่จะได้นิพพาน ไม่ใช่สัตว์สี่เหล่าหลังทั้งหมด แม้เขาจะได้อาศัยในพุทธศาสนาเพื่อเหตุใดก็ตาม แต่ถ้าเขาปฏิบัติไม่ถึงที่สุด ก็ไม่ได้ คนที่จะได้ คือ เหล่าดวงจิตที่ไม่มีกำลังบำเพ็ญบารมีต่อแล้ว อ่อนล้า หมดแรง มีความเป็นปัจเจกชนมาก เห็นแก่ตัว คิดเอาตัวเองรอดคนเดียว ไม่สนใจใคร แต่ไม่มีกำลังพอที่จะบำเพ็ญบารมีไปตรัสรู้เป็นพระพุทธ เจ้าได้ พวกเขาต้องรับกรรมหนักมาตลอดทุกๆ ชาติที่เกิด จนเหนื่อยหน่ายในสังสารวัฏแล้ว โดนปราบมาจนไม่ไหวแล้ว แต่ไม่ยอมจำนนเป็นบริวารของพระโพธิสัตว์องค์ไหน ก็จะใช้โอกาสนี้ได้ถึงนิพพานในช่วงกึ่งหลังพุทธกาลนี้ พูดให้ชัดๆ คือ ดวงจิตที่ห่วยแตกยิ่งยวด และโดนมาจนอ่วมอรทัยแล้วนะแหละ ที่เบื้องบนเขาให้นิพพานก่อนคนอื่น ส่วนที่ยังไม่ค่อยโดนอะไร ต้องยอมให้คนที่โดนมากเขาได้พักก่อน ตนค่อยได้นิพพานทีหลังคนที่ไม่ห่วยแตก ยังมีดีที่จะเวียนว่ายต่อไปได้ ก็ให้เวียนว่ายตายเกิดต่อไปก่อน ดังนั้น อรหันต์ที่จะได้นิพพานแท้ๆ จะมาจากพวกที่ห่วยแตก และโดนกรรมเล่นงานจนอ่วม มาก่อน พวกนี้จะเข็ดหลาบพอถึงอรหันต์แล้วจะหลบเลย เก็บตัวอยู่ห่างจากทางโลกสิ้นเชิง ส่วนพระอรหันต์ดังๆ เด่นๆ เก่งๆ นั้น เบื้องบนเขายังให้รอไปก่อน อย่าเพิ่งนิพพาน ให้คนที่แย่ๆ เขาได้นิพพานก่อน ที่เราเห็น เรารู้จักกันทั้งหลาย ท่านจะนิพพานได้ในยุคที่ไม่มีพระพุทธเจ้าหรือ ในเมื่อบุญบารมีท่านก็มากอย่างนั้น เรื่องอะไรท่านจะมานิพพานในยุคที่ห่วยแตกอย่างนี้ละ แต่ละท่านปรารถนาของดีๆ ยุคดีๆ จะได้เห็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ตน ปรารถนากันทั้งนั้น เรื่องอะไรจะมานิพพานเอายุคห่วยแตกอย่างนี้ ผิดวิสัย ไม่ใช่หรอก ท่านที่เอานิพพานจริงๆ เข้าข่ายถูกสเป็คของทางเบื้องบน ธรรมชาติจะจัดสรรเวรกรรมมหาศาลโหมซัดเข้ามาให้ แล้วต้องวิ่งแจ้นหาทางปลดทุกข์อย่างเร็วพลัน สุดท้าย หลุดโลกจริงๆ และทางโลกมองข้ามไม่เห็นเขาว่ามีดีอะไร อย่างนี้ หลุดพ้นนิพพานจริง
มหาธรรม เรื่อง นิพพานมีหลายแบบ ไม่เหมือนกันดังนี้
นิพพานที่หมายถึงการหลุดพ้นด้วยการดับสูญหมดคือ ไม่เหลืออะไรให้เกิดอีกนั้น มีหนึ่งเดียว ไม่มีอย่างอื่นอีก แต่ที่จะกล่าวย่อยๆ ออกไปนี้ ไม่ใช่ “นิพพานหนึ่งเดียว” นั้น คือ ยังไม่ใช่นิพพานแบบไม่เหลืออะไรคือ สูญหมด (แต่ไม่ใช่ความว่างเปล่า) เป็นสัจธรรมที่เข้าถึงได้ด้วยการสูญหมดทุกอย่าง ความว่างเปล่าไม่ใช่ความสูญหมด ความว่างเปล่าคือความว่างเปล่า ยังมีความว่างเปล่าอยู่ คือ อากาสธาตุ นั่นเอง นิพพานหนึ่งเดียวในที่นี้คือนิพพานที่หมายถึงสัจธรรม ธรรมชาติดั้งเดิมแท้ บริสุทธิ์ไม่มีการปรุงแต่งใดๆ ที่เข้าถึงได้ด้วยการสูญหมดไม่เหลืออะไรเลย แต่ก่อนที่จะสูญหมดนั้นอาจไม่ได้สูญหมดในฉับพลันทันที คือ ค่อยๆ ดับสูญไปทีละอย่าง ยกตัวอย่างเช่น คนที่ปฏิบัติถึงอรหันตผล คือ คนที่ทำให้กิเลสดับสูญได้หมด โดยที่อย่างอื่นยังสูญไม่หมด เช่น สังขารยังอยู่ ยังไม่ตาย แต่กิเลสสูญหมดแล้วก็มี ทำไมยังไม่ละสังขารตาย อาจเพราะมีกิจ มีกรรม ที่ต้องทำให้หมด ให้สิ้น ชำระหนี้เวรกรรมให้เกลี้ยง ไม่ให้เหลืออะไรเลย ให้หมด ให้ดับ ให้สูญไปหมด นี่จึงจะค่อยๆ ดับสูญไปจากกิเลสนิพพาน ก็สู่การดับสูญของสิ่งอื่นๆ ต่อไป จนกระทั่งเวลาละสังขาร ก็ดับสูญหมดอีกรอบหนึ่ง แต่ก่อนจะถึงเวลานั้น มีอะไรบ้างที่ดับสูญ มีดังนี้
กิเลสนิพพาน
เมื่อกิเลสที่บดบังสัจธรรมความจริงดับสูญหมด หรือเกือบหมด แต่ปัญญาแจ้งเข้าถึงสภาวะ รู้ได้ว่านิพพานมีอยู่จริง เป็นสัจธรรม เป็นธรรมชาติหนึ่งที่พ้นทุกข์ พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดทั้งมวลแล้ว ก็บรรลุอรหันตผล แต่ไม่จำเป็นว่าจะต้องได้นิพพานในชาตินี้เลยทันที เมื่อได้บรรลุอรหันต์แล้ว เรียกว่านิโรธ ในอริยสัจสี่เท่านั้น ยังต้องเดินมรรคต่อไปให้สิ้น ให้สูญหมด รู้แล้วว่านิพพานคืออะไร ถึงได้ด้วยอาการอย่างไร ก็เดินมรรคต่อไปให้ถึงที่สุด คือ ถึงความดับสูญทั้งหมด ไม่ให้เหลือ เหลืออะไรไม่ได้เลย จะไม่ได้นิพพาน ดังนั้น ช่วงระยะเวลาจากที่บุคคลได้บรรลุอรหันต์แล้ว ไปจนถึงได้นิพพานหนึ่งเดียวนั้น อาจมากน้อยแตกต่างกันตามกำลังการบำเพ็ญบารมี ปกติ คนที่เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ถ้าได้ถึงอนาคามีก็ไม่เกิน ๗ ชาติ จะถึงนิพพานแน่ พระพุทธเจ้าสมณโคดมท่านตรัสรับรองไว้ให้ หมายถึงสัจจะที่ท่านบอกแก่เราว่าท่านจะช่วยเราทุกคนที่ได้ธรรมถึงอนาคามีให้ได้อรหันต์ภายใน ๗ ชาติด้วย (ถ้ายังมีใครที่ยังไม่ได้ ก็ต้องทำให้ได้ตามสัจจะนั้นๆ ก่อน ก็นิพพานได้ เพราะนี่ถือเป็นสัจจะ ตรัสแล้วไม่คืนคำ ต้องทำให้ได้) แต่ในคนที่มีกำลังการบำเพ็ญบารมีมาก เขาอาจเวียนว่ายตายเกิดได้อีกมากมาย เพราะมีกำลังบารมีมาก เกิน ๗ ชาติก็ได้ แม้ได้ถึงอนาคามีหรืออรหันต์แล้วก็ตาม อันนี้ เป็นไปตามเหตุปัจจัย คือ บารมี ไม่ใช่อะไรๆ ก็ ๗ ชาติเหมือนกันหมด ไม่มีเหตุผลก็หาไม่
ขันธปรินิพพาน
คือ ขันธ์ทั้งห้า ได้แก่ รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ แต่ไม่รวมจิต ซึ่งเป็นมโนธาตุ ขันธ์ทั้งห้านี้ นิพพานหมด เรียกว่า “ขันธปรินิพาน” คือ ดับรอบ (ปริ แปลว่ารอบๆ) แต่กลางคือ จิต หรือ “มโนธาตุ” ไม่จำเป็นต้องดับด้วย เพราะคำว่า “ขันธปรินิพพาน” ก็คือ ขันธ์ห้านิพพาน ไม่เกี่ยวกับจิตซึ่งไม่ใช่ขันธ์ห้า แต่เป็นธาตุชนิดหนึ่ง จึงไม่ได้ดับก็ได้ ในการทำขันธปรินิพพาน หากเราได้กระทำกรรมบางอย่างเอาไว้ก่อนที่จะได้นิพพานหนึ่งเดียวเช่น ไปรับปากให้สัจจะสัญญากับศิษย์ไว้ว่าจะให้นิพพาน หรือรับรองว่าจะนิพพานได้ภายในเจ็ดชาติ แต่ถ้าศิษย์คนนั้นเกิดยังไม่ได้นิพพานขึ้นมา ก็ต้องอยู่ก่อน เช่น อยู่ดูแลศาสนาของตนเองต่อไป อาจจะ ๕,๐๐๐ ปี ก็ได้ แต่ต้องอยู่ต่อไปก่อน เพื่อทำตามสัจจะสัญญาที่ให้ไว้ให้สำเร็จ การให้สัจจะนั้นเป็นกรรมใหม่ ก่อกรรมใหม่แล้ว ไม่จบ ไม่ดับก็ต้องมาทำกิจจนกว่าจะดับตามสัจจะสัญญานั้นๆ ดังนั้น ถ้าหากผู้ใดได้ตรัสรู้พุทธะแล้ว มีกรรมที่ได้ตั้งสัจจะสัญญาไว้อย่างนี้ ก็จะต้องทำตามสัจจะให้สำเร็จก่อนนิพพาน ท่านผู้นี้จะอยู่ในสภาพ “พระยูไล” บนสวรรค์ เพื่อรอทำกิจให้จบ ค่อยเข้านิพพานด้วยการดับสูญไม่เหลืออะไรเลย หากขันธ์ห้าไม่มีแล้ว ก็จะอยู่ได้ด้วยธาตุ เพราะธาตุยังไม่นิพพาน แม้วิญญาณดับสูญหมดแล้ว มโนธาตุหรือจิตก็ยังสามารถดำรงอยู่ต่อได้อีก
ธาตุนิพพาน
คือ ธาตุทั้งเจ็ด ได้แก่ มโนธาตุ, วิญญาณธาตุ, อากาสธาตุ, ธาตุดิน, ธาตุน้ำ, ธาตุลม, ธาตุไฟ ทั้งเจ็ดนี้ ที่เหลือตกค้างอยู่ที่ใด ก็ดับสูญนิพพานหมด เรียกว่า “ธาตุนิพพาน” คือ ธาตุทั้งเจ็ด นิพพานดับสูญทั้งหมด ถ้าท่านทำการดับขันธ์ห้า แต่จิตยังไม่ได้ดับ คือ มโนธาตุยังอยู่ ไม่นิพพาน ก็คือ นิพพานแต่ขันธ์ห้า มโนธาตุยังไม่นิพพานนั้นเอง อย่างนี้ ไม่ได้นิพพานแบบดับสูญหมด แต่ถ้าท่านก่อกรรมไปดับจิตเข้า ท่านก็จะกลายเป็นพรหม ประเภทหนึ่งที่เหมือนไม่มีจิต แต่นั่นเป็นผลจากกำลังจิตของท่านไปก่อกรรมดับไว้ ทำให้เกิดวิบากต้องไปเสวยด้วยการเกิดเป็นพรหมชนิดหนึ่งนั่นเอง การก่อกรรมด้วยการทำกรรมฐานดับจิต จิตก็ไม่ได้ดับจริง ยังเหลืออยู่ แค่เหมือนดับไปชั่วคราวตามกำลังการใช้พลังจิตกระทำไว้ ไม่เที่ยง หมดวาระกำลังที่ตนได้กระทำไว้เมื่อไร ก็จะพ้นจากกรรมนั้น ก็จะต้องจุติลงมาเกิดอีก เพราะจิตยังไม่ได้นิพพานจริงๆ จิตคือธาตุชนิดหนึ่ง ซึ่งเรียกว่ามโนธาตุ ในการดับสูญหมดไม่เหลือเลย คือ ไม่เหลือเศษอะไรให้ไว้ในชาติ ในภพใดอีกเลย คือ แม้แต่ “มโนธาตุ” ก็ดับสูญไม่เหลือเลยเช่นกัน เรียกว่า “ธาตุนิพพาน” นั่นเอง
จิตวิญญาณนิพพาน
คือ จิตวิญญาณที่ละสังขารแล้วนิพพานไป โดยจิตวิญญาณดวงนั้นไม่เหลืออะไรเลย แต่มนุษย์คนเดิมคนนั้น ยังเหลืออย่างอื่นอยู่เช่น กายสังขารยังปกติอยู่, จิตวิญญาณดวงอื่นในกายสังขารนั้นๆ ยังอยู่, ธาตุทั้งสี่ในกายสังขารยังอยู่ เป็นต้น อย่างนี้เป็นการนิพพานเฉพาะส่วน คือ ส่วนจิตวิญญาณบางดวงในกายสังขารนั้นๆ โดยส่วนจิตวิญญาณนั้นๆ ได้นิพพานทั้งหมดทุกส่วน คือ นิพพานแท้ๆ นิพพานหนึ่งเดียว แต่กายสังขารนั้นๆ และจิตวิญญาณดวงอื่นๆ ยังไม่ได้นิพพาน สมมุติ มีกายสังขารหนึ่ง มีจิตวิญญาณ ๗ ดวงอยู่ในกายสังขารเดียวกัน มีจิตวิญญาณดวงหนึ่ง ปฏิบัติธรรมยิ่งยวดแล้วได้นิพพานไป ดวงนั้นก็นิพพานไปเฉพาะดวงเดียว แต่กายสังขารก็ยังอยู่, จิตวิญญาณดวงอื่นก็ยังอยู่ ก็ดำเนินชีวิตกันต่อไปเรียกว่าไม่ยึดอะไรใดๆ ในโลกแล้ว ไม่ยึดกายสังขาร, ไม่ยึดขันธ์ทั้งห้าแล้ว ยังไม่ยึดจิตและธาตุอีกด้วยคือ ไม่ยึด ไม่เหลืออะไรเลย หมดเกลี้ยงสูญจริงๆ เฉพาะส่วนนั้นๆ แต่ส่วนอื่นๆ ยังไม่ได้นิพพาน ถ้าเทพบนสวรรค์มาร่วมอยู่ในกายสังขารของเราแล้วเขาปฏิบัติธรรมได้ยิ่งยวด เทพองค์นี้ก็สามารถอาศัยขันธ์ห้ามนุษย์ในการปฏิบัติธรรมแล้วนิพพานได้ หรือถ้าไม่มาอยู่ในกายสังขารมนุษย์จะนิพพานข้างนอกสังขารก็ได้เพราะเทพก็บรรลุธรรมและนิพพานบนสวรรค์ได้อยู่แล้ว ดังนั้น การเข้ามาแทรกในกายสังขารมนุษย์ก็สามารถใช้เป็นที่นิพพานได้เช่นกัน โดยกายสังขารนั้นๆ ยังคงเหลืออยู่ไม่ได้นิพพานไปด้วย แบบนี้ก็มีได้ เกิดขึ้นได้เหมือนกัน นี่เรียกว่านิพพานเฉพาะจิตวิญญาณนั้นๆ นั่นเอง
การบำเพ็ญบารมีเพื่อให้จิตวิญญาณดวงอื่นๆ นิพพานไปก่อนตน
สามารถทำได้ด้วยการใช้กายสังขารของตนเอง เป็นที่อาศัยแก่จิตวิญญาณทั้งหลายให้มาปฏิบัติธรรม แล้วใช้เป็นที่นิพพานแบบสูญหมดไม่เหลือเลย เฉพาะส่วนจิตวิญญาณนั้นๆ ส่วนที่เหลือคือกายสังขารและจิตวิญญาณดวงอื่นๆ ยังไม่นิพพาน แต่ได้อาศัยการก่อกรรมร่วมกันของจิตวิญญาณต่างๆ ที่เข้ามาอาศัยในกายสังขารของตน เช่น จิตบางดวงยังมีกิจคั่งค้างต้องทำบางอย่าง หากชำระกิจบนโลกไม่หมดสิ้นก็นิพพานไม่ได้ พอได้อาศัยกายสังขารของเราทำกิจ จนหมดกิจแล้วก็นิพพานได้ ส่วนเราเองได้ร่วมก่อกิจกับเขาไปด้วย ก็จะเกิดกรรมใหม่ๆ ตกแก่เราเอง ทับถมไปเรื่อยๆ เราก็ไม่ได้นิพพานแต่จิตวิญญาณดวงอื่นๆ จะนิพพานได้หมด อุปมาดั่งการทอดกายตนเป็นสะพานให้มวลสัตว์ข้ามไปฉะนั้น ตนต้องยอมจมอยู่ในปลักโคลนเพื่อให้ผู้อื่นได้หลุดพ้นไป ยังมีจิตวิญญาณอีกมากที่มีกิจค้างต้องชำระบนโลก แต่เมื่อมาเกิดเพื่อทำกิจแล้ว ปรากฏว่าหลงลืม หลงโลก ทำให้ก่อกรรมทำเข็ญมากเกินไป กรรมใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นเอง นำพาให้เวียนว่ายตายเกิดต่อไปอีก ชาติยาวออกไปอีก ภพมากขึ้นไปอีก ไม่จบไม่สิ้น ยิ่งเกิดยิ่งห่างไกลนิพพาน ดังนั้น ถ้าจิตวิญญาณเหล่านี้ อาศัยกายสังขารของคนในการชำระกิจที่ตนค้างอยู่ได้ ก็จะมีโอกาสได้นิพพานโดยไม่ต้องมาเกิดเพื่อชำระกิจที่คั่งค้างนั้นๆ เลย
มหาธรรม เรื่อง ธาตุนิพพาน ทำอย่างไร
ธาตุหลักๆ ในกายมีเจ็ดชนิดประกอบกันขึ้นมา เมื่อผสมผสานกันแล้วก่อเกิดธาตุอนุพันธุ์ย่อยๆ ได้อีกมากมาย แต่จะไม่จำแนกมากในที่นี้ เพราะเพียงศึกษาธาตุทั้งเจ็ดชนิดนี้ก็ถึงรากฐานของธาตุทุกชนิดอยู่แล้ว ธาตุทั้งเจ็ดได้แก่ มโนธาตุ, วิญญาณธาตุ, อากาสธาตุ, ธาตุดิน, ธาตุน้ำ, ธาตุลม, ธาตุไฟ ทั้งเจ็ดนี้ เป็นพื้นฐานของมนุษย์ ส่วนธาตุทั้งห้าชนิดหลังเป็นพื้นฐานของสรรพสิ่ง (ยกเว้น มโนธาตุ, วิญญาณธาตุ และอากาสธาตุ) ส่วนธาตุหกชนิดหลัง เป็นพื้นฐานของวัตถุพิเศษบนโลกนี้ เช่น เหล็กไหล ซึ่งนอกจากว่าจะมีธาตุทั้งสี่ประกอบแล้ว ยังต้องมีวิญญาณธาตุ หรือปราณประกอบด้วย ในสิ่งของเครื่องใช้ของมนุษย์จะมีปราณของมนุษย์ผู้ใช้ติดอยู่ด้วย ดังนั้นศาสนาชินโตในญี่ปุ่นจึงเชื่อว่าวิญญาณมีอยู่ในทุกสิ่ง ด้วยเหตุนี้ เพราะวิญญาณก็คือปราณนั่นเอง ปราณของมนุษย์นั้น นอกจากจะแทรกเข้าไปอยู่ในสิ่งของเครื่องใช้แล้วยังแผ่ออกได้ทุกรูขุมขน ทั้งร่างรวม ๘๔,๐๐๐ จุดโดยประมาณ เรียกว่า “ประตูชีพจร” ซึ่งอยู่ปลายท่อชีพจรอีกที ชีพจรคือทางเดินของลมปราณในร่างกายนั่นเอง ทางเดินของลมปราณแต่ละทาง แต่ละเส้น จะมีทางออกหรือประตูเปิดออกสู่นอกร่างกาย เรียกว่า “ประตูชีพจร” ถ้าประตูที่ใหญ่มากๆ จะมีเจ็ดประตูที่เรียกว่า “จักระ” เจ็ดที่ คือ จักระเจ็ด จักระทั้งเจ็ดมีประตูเปิดไม่เท่ากัน จักระส่วนหัวและท้ายของร่างกายมนุษย์คือจักระที่หนึ่ง (ก้นกบ) และเจ็ด (กระหม่อม) จะมีประตูเปิดทั้งด้านบนและล่างและด้านหน้า จักระที่เจ็ดประตูเปิดด้านหน้าออกทางตาที่สาม ที่เรียกว่าจักระที่หกนั่นเอง ส่วนด้านบนเชื่อมโยงสู่จักรวาลด้านล่างเชื่อมลงสู่จักระที่ห้า (คอหอย) ส่วนจักระที่หนึ่งนั้น ด้านบนเชื่อมขึ้นจักระที่สอง, ด้านล่างถ่ายลงปลายขาจนถึงฝ่าเท้าได้, ส่วนด้านหน้าจะถ่ายออกทางอวัยวะเพศ นอกจากนี้ จักระที่สองถึงห้า รวมสี่จักระจะเปิดด้านหน้าไม่ได้ ถ้าเปิดลมปราณจะรั่วไหลออก สูญเสียลมปราณ ลมปราณไม่ถ่ายส่งขึ้นลงตลอดทั่วร่าง ทำให้ป่วยและตายได้ นี่คือ ระบบพลังงานหรือลมปราณในร่างกาย
ส่วนการแผ่พลังลมปราณออกทุกรูขุมขน เรียกว่าการเปิดประตูชีพจร ๘๔,๐๐๐ จุดทั่วร่าง ส่งผลให้ลมปราณเดินหมุนเวียน จากแกนกลางร่างกายไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ แล้วได้ระบายออกทางประตูเหล่านี้เช่น ปลายนิ้ว, ฝ่ามือ, ดวงตาทั้งสองข้าง, จมูก ฯลฯ ล้วนใช้เป็นทางเปิดระบายลมปราณออกได้ทั้งสิ้น การเปิดประตูชีพจรถึง ๘,๔๐๐๐ จุดนี้ เพื่อใช้ในการระบายปราณเสียออกและรับปราณดีเข้ามาหมุนเวียนใช้ใหม่เหมือนการหายใจด้วยผิวหนังของสัตว์บางชนิดฉะนั้น การใช้วิธีนี้ระบายของเสียออกทางเหงื่อจะขับพิษในกายได้เร็วที่สุด เช่น พิษที่สะสมคั่งค้างจากอาหาร, ยารักษาโรค, การเผาผลาญอาหาร ฯลฯ ซึ่งมักออกมาพร้อมเหงื่อในขณะออกกำลังกายมาก แต่หากเราเดินลมปราณเป็น จะไม่ต้องออกกำลังกายมาก เหงื่อก็ออกได้ ขับพิษได้เหมือนกัน ข้อดีคือ การออกกำลังกายมากเพื่อระบายเหงื่อออกทุกรูขุมขนนั้น มักเกินสมดุลของร่างกาย และส่งผลกระทบต่อระบบอื่นๆ ในระยะยาว แน่นอนว่าการออกกำลังกายจนได้เหงื่อทำให้สุขภาพดี แต่จะทำให้เกิดปัญหาบางประการได้ หากอวัยวะในร่างกายแข็งแรงไม่เท่ากัน เช่น นักกีฬาเก่งมาก แต่สมองเขาไม่ดี พอใช้กำลังมากๆ แล้ว ทั้งร่างกายจะดำเนินไประดับเดียวกันหมด หมายถึงสมองด้วย สมองของเขาหากมีปัญหาเรื่องระบบเลือดภายใน หรือระบบชีพจรในสมองแล้ว จะทำให้เกิดการติดขัด การกระทบภายในอยู่เสมอ นานวันเข้า จุดอ่อนตรงนี้ จะทำร้ายตัวเอง ทั้งร่างกายที่แข็งแรง ก็อาจล้มป่วยและตายได้ด้วยจุดอ่อนจุดเล็กๆ นี้เอง ดังนั้น การออกกำลังกายมาก อย่างการเล่นกีฬานั้น ดีอยู่ก็จริง แต่ถ้ามีจุดอ่อนจุดใดในร่างกายที่อ่อนแอกว่าจุดอื่นๆ เราพยายามในระดับจุดอื่นๆ ยอมรับได้ แต่จุดอ่อนจุดนี้ ไปไม่ไหวแล้ว จุดอ่อนจุดนี้เอง จะถูกกระทำ กระทบกระทั่ง ซ้ำๆ จนเกิดเป็นโรคได้ การออกกำลังกายแบบไม่ใช้กีฬาคือการเดินลมปราณอย่างช้าๆ หรือโยคะร้อน แต่ได้เหงื่อได้เหมือนกัน จึงแก้ปัญหานี้ได้อย่างดี อนึ่ง พลังลมปราณของมนุษย์ ที่แผ่ออกมาจาก ร่างกายนั้น ได้ออกสู่บรรยากาศโดยรอบ แม้แต่ความคิด ความคำนึงของมนุษย์ก็เช่นกัน มีพลังงานแผ่ออกมาทั้งสิ้น ทำให้วัตถุต่างๆ รับพลังนั้นไปสะสมไว้ ตกค้างอยู่มากมาย
ธาตุนิพพาน
เมื่อกล่าวถึงวิญญาณในฐานะวิญญาณขันธ์แล้ว ก็กล่าวถึงในฐานะธาตุๆ หนึ่งด้วย คือ วิญญาณธาตุนั่นเอง การทีวิญญาณขันธ์ดับได้อย่างไรนั้น วิญญาณธาตุก็ดับได้ด้วยวิธีเดียวกัน นั่นหมายถึง ธาตุอื่นๆ ก็ดับได้ด้วยวิธีเดียวกันกับวิญญาณธาตุด้วยนั้นเอง คือ การไม่ได้ไปก่อกรรมกระทำอะไรต่อธาตุเหล่านั้น จิตหรือมโนธาตุไม่ก่อกรรมอีก ละวางจริงๆ เบื่อหน่ายจริงๆ เหมือนรถยนต์ที่หมดพลังเกลี้ยงแล้วจริงๆ ก็จะหยุดเอง คือ ธาตุจะดับสูญ นิพพานไปเอง ที่มีธาตุนั้น เพราะจิตกระทำ จิตก่อกรรม สร้างไว้, ยั้งไว้, รักษาไว้, หรือทำลายลงจนกลายเป็นกรรมต้องการสร้างใหม่ วนเวียนไปมาเช่นนี้ ดังนั้น จึงต้องปล่อยวางทั้งการพยายามไปก่อกรรม ไปดับ ไปทำลาย ไปสร้าง อะไรก็ช่าง วางกิจหมด ก็คลายลง หมดจริงๆ เหมือนหมดพลังไม่เหลือเลย นี่กลับสู่ธรรมชาติดั้งเดิมแท้ เหมือนน้ำที่เรียบนิ่งก่อนที่จะมีคลื่นปรากฏฉะนั้น เมื่อยามผิวน้ำมีคลื่นเราย่อมจินตนาการถึงน้ำที่เรียบนิ่งไม่ออก แต่พอคลื่นหยุดแล้ว ความเรียบนิ่งก็ปรากฏเอง การปฏิบัติจิตจนถึงจุดที่เรียกว่า “ธาตุนิพพาน” นั้น คือ การเดินธาตุ ศึกษาวิชชาธาตุ จนถึงที่สุดของวิชชาธาตุนั้น เดินไปสู่ที่สุด สุดจนสุด จนไม่มีที่สุดเหลืออีก ก็หมด ก็จบ ก็สูญ ก็ดับลง ไม่เหลือสภาวะของธาตุ เป็นธรรมชาติดั้งเดิม คือ นิพพาน แค่นั้นเอง ไม่ใช่ธรรมชาติอย่างอื่นใดที่เราเข้าใจกัน คือ นิพพาน ดับไป สูญไป หมด ไม่เหลือเลย เท่านั้นเอง ไม่อาจจะเรียกได้อีกเลยว่าธาตุอะไร จำแนกชนิดไม่ได้ อันนี้เรียกว่า “ธาตุนิพพาน” หมดแม้แต่ธาตุ
จิตวิญญาณนิพพาน
ผู้ปฏิบัติธรรม สามารถปฏิบัติเพื่อให้จิตวิญญาณบางดวงในร่างกาย ถึงวาระนิพพานลงไปก็ได้ โดยจิตวิญญาณดวงที่จะได้นิพพานนั้น จะเป็นจิตวิญญาณที่มีพัฒนาการสูงสุด เช่น จิตพุทธะ สามารถนิพพานละสังขารไปก่อนได้ การจะทำได้อย่างนี้ ไม่ใช่ทุกคนจะทำได้ ต้องบำเพ็ญบารมีด้วยการสละร่างกายเป็นทาน เป็นวิหารธรรม ไม่ยึดกาย ไม่ยึดจิต แบบจริงๆ ไม่ใช่แบบปรัชญา ไม่ใช่แบบคิดว่าเป็น ไม่ใช่แบบที่นึกเอา คิดเอา หรือพูดให้ดูดีก็หาไม่ เป็นด้วยจิตรู้สึกเบื่อกายสังขารนี้จริงๆ เรียกว่าเคยอยากฆ่าตัวตายเลยก็ว่าได้ และกายสังขารนี้ก็เบื่อจิตวิญญาณจริงๆ คือ สัมผัสได้ว่ามีจิตวิญญาณเดี๋ยวเข้าเดี๋ยวออกในร่างกาย จนเบื่อ จนอยากจะหนี อยากจะหลุด อยากจะพ้นให้มันถึงที่สุด กายสังขารนั้นๆ ก็จะเบื่อจิต ไม่ว่าจะเป็นจิตดวงไหน บารมีเท่าไร ก็ไม่หลงเพลินอีก แบบนี้ บารมีกล้าพอทำได้ คือ ละกาย ละจิต ได้จริงๆ บางท่านทำใจตามบ้าง ลองพยายามทำตามดูบ้าง แต่อินทรีย์ไม่แก่กล้าพอ ปรากฏว่าจิตวิญญาณที่ดีๆ ออกจากร่าง แล้วจิตวิญญาณชั้นต่ำเข้าในร่างแทนเลยก็มี ทำให้สังขารนั้นๆ ต้องตกระกำลำบาก เพราะจิตวิญญาณชั้นต่ำ ได้นำกรรมหนักมาให้ก็มี แบบนี้ ละกาย ละจิต แต่ไม่ได้นิพพาน ยังวนอยู่ระหว่างในกายนอกกาย วนเข้าวนออกอยู่อย่างนั้นเอง จิตวิญญาณที่นิพพานได้นั้น ไม่ใช่เพราะละกายออก ไปจากกายหรือละจิตคือ กายไม่เอาจิตก็หาไม่ แต่เป็นด้วยอาการรู้แจ้ง เกิดปัญญาเต็มที่ จนละวาง ปล่อยวาง ก็สิ้นสภาพของการยึดยื้อ การสร้างกรรม รูปแบบต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้น ดำรงอยู่ และดับไป ครั้งแล้วครั้งเล่าเพราะจิต เพราะกาย ก็สิ้นสุดลง ไม่เหลืออะไรเลย
วิธีเดินธาตุจนถึงขั้น มโนธาตุนิพพานนั้น ต้องเดินธาตุถึงที่สุด สุดธาตุหนึ่ง ถึงธาตุหนึ่ง ไปสู่ธาตุหนึ่งรอบแล้วรอบเล่า ไม่สุด ไม่จบเสียที เพราะจิตติดธาตุ จิตยังไม่ละเอียดลงไปเหนือธาตุได้ เมื่อเดินธาตุหลายรอบแล้ว จิตละเอียดมากขึ้นแล้ว จิตหลุดพ้นจากภาวะผูกพันของธาตุใดๆ ไรๆ สภาวะความเป็นธาตุก็ดับสูญไป สิ้นไป ดับไป เท่านั้นเอง ไม่มีแม้แต่จะเรียกได้ว่าธาตุใดๆ อีก ยกตัวอย่างเช่น ในร่างกายมนุษย์มีธาตุน้ำอยู่ แต่ถ้าตายในหิมะ จะเย็นจัด จนน้ำในร่างกายจับตัวกันเองเป็นน้ำแข็ง แยกออกมาจากสารอื่นๆ ในร่าง ทำให้สารอื่นๆ ที่ยังไม่แข็งตัวต้องแยกตัวออกแล้วไหลออกมาทางช่องว่างที่เกิดขึ้นจากการแยกตัวของน้ำแข็งและของเหลว ทำให้เนื้อศพดำไหม้เรียกว่าธาตุไฟที่เกิดจากความเย็นถึงที่สุด นี่แม้แต่เย็นที่สุด กลับกลายเป็นไฟได้ ไฟที่ร้อนที่สุด ก็น่าจะกลายเป็นธาตุน้ำได้เหมือนกัน เช่น ไฟจากลาวา ถ้าร้อนมาก จะทำให้หินแข็ง เหลวไหลเหมือนน้ำได้ ดังนั้นไฟที่ร้อนมากนี้จึงก่อให้เกิดธาตุน้ำนั่นเอง แท้แล้วหาสาระอะไรไม่ได้เลย
มหาธรรม เรื่อง จิตเดิมแท้บริสุทธิ์แล้วทุกคน แต่กำลังญาณหยั่งรู้ไม่เท่ากัน
จิตเดิมแท้ของคนเราทุกคนบริสุทธิ์เหมือนกันทั้งสิ้น แต่กำลังญาณหยั่งรู้ของดวงจิตแต่ละดวงไม่เท่ากัน คือ จิตทุกดวงบรรลุอรหันต์ ถึงนิพพานได้หมด ไม่ว่าจะต่ำต้อยหรือสูงส่งมาจากไหน ดังนั้น การเข้าถึงนิพพานไม่จำเป็นต้องทำให้ตนเองสูงมากๆ หรือเข้าไปอยู่ในระดับฟ้าเหนือฟ้า แบบ “เหนือฟ้ายังมีฟ้า” อะไรแบบนั้น ไม่มีความจำเป็นเลย ทุกคนมีความเท่าเทียมกันหมดที่จะได้นิพพาน อย่างพระภิกษุณีโกกิลา ก็เป็นนางทาสมาก่อน บวชแล้วก็บรรลุอรหันต์, องคุลิมาล เป็นโจรป่ามาก่อน บวชแล้วก็อรหันต์, พระอรหันต์บางรูปเป็นโสเภณีมาก่อน บวชแล้วอรหันต์, พระภิกษุณีบางรูปเป็นหญิงบ้ามาก่อน ฟังธรรมจนบรรลุอรหันต์แล้วจึงบวช ฯลฯ ดังนั้น คนที่หลงความสูงส่ง อยากสูงส่ง อยากมีบารมีล้นฟ้านั้น กำลังหลงตัวเอง เพราะการเข้าถึงนิพพานนั้นไม่ต้องสูงส่งก็ถึงได้ เทียบเป็นเทวดาแล้ว เทวดาชั้นที่หนึ่งถึงสามยังเข้าถึงนิพพานได้ง่ายกว่าเทวดาชั้นห้าและหก (ชั้นห้าและหกเป็นชั้นมาร) แต่หากเราต้องการญาณหยั่งรู้ระดับสูง อันนั้นเป็นอีกเรื่อง เช่น สัพพัญญูญาณคือ การหยั่งรู้ได้ทุกสิ่ง อันนี้ต้องฝึกกำลังหยั่งของจิตให้สูงขึ้นๆ ไปเป็นลำดับ จึงจะสามารถทราบได้ จิตจะหยั่งได้สูง กายทิพย์ก็ต้องสูงด้วย เช่น กายทิพย์ได้ถึงเทวดาชั้นห้า ก็หยั่งได้ถึงชั้นห้า, กายทิพย์ได้ถึงเทวดาชั้นสุขาวดี ก็หยั่งได้ถึงสุขาวดี ดังนั้น การฝึกจิตให้หยั่งรู้ได้สูงนี้ จึงต้องบำเพ็ญบารมี ให้กายทิพย์มีบารมีสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จิตวิญญาณสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ก็จะหยั่งรู้ได้สูงขึ้นตามลำดับ ดังจะอธิบายต่อไปนี้
เพราะจิตประภัสสรอยู่แล้ว การรู้แจ้งเรื่องนิพพานจึงเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน
การรู้แจ้งเรื่องนิพพานเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน แต่การเดินมรรคจนนิพพาน ต้องมีวาระ กล่าวคือ แม้เราจะรู้แจ้งนิพพาน คือ ทำนิพพานให้แจ้ง บรรลุอรหันต์แล้ว แต่การได้ถึงนิพพานจริงๆ ไม่ใช่จะได้ในชาตินั้นที่อรหันต์ทันที การรู้แจ้งเรียกว่าอยู่ในระดับขั้นนิโรธ แต่เรายังต้องเดินมรรคต่อไปอีก เช่น บางท่าน อรหันต์แล้ว ยังมีวิบากต้องไปชดใช้ให้หมดก่อนจึงเข้านิพพานได้ เช่น พระโมคคัลลานะ ต้องไปให้เขาทุบตายก่อนจึงนิพพานได้ เพราะมีวิบากกรรมต้องชำระก่อนอย่างนี้ จึงหมด จึงนิพพานได้ อนึ่ง แต่ละคนมีสิ่งที่ต้องชำระ ทั้งส่วนวิบากกรรมเก่า และกิจที่ค้างอยู่ ต้องไปชำระสะสางไม่เท่ากัน อย่าง พระอุปคุต ยังต้องไปจำศีลใต้สะดือทะเลยาวนานมาก เพื่อรอให้พระเจ้าอโศกมหาราชมาสะสางเรื่องในพระพุทธศาสนา นี่ก็คือ ตัวอย่างของการชำระกิจที่คั่งค้างให้จบก่อน ไม่เช่นนั้นก็ไม่นิพพาน จิตเราทุกคนประภัสสรอยู่แล้ว กิเลสจรมาบดบังเท่านั้น ภาวะสุญตาเกิดขึ้นได้เสมอ เหมือนเมฆที่ลอยเคลื่อนออกจากดวงจันทร์เกิดได้เสมอ แต่เราไม่ได้สังเกต ไม่สนใจ ไม่ตื่นรู้ ไม่แจ้งโพล่งในฉับพลัน ไม่ตื่นตัวสลัดความหลงออกให้หมดในฉับพลัน จึงไม่ได้บรรลุอรหันต์ เมื่อเราได้บรรลุอรหันต์แล้ว จิตรู้จะบอกเราเองว่าเราควรดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไรจึงจะชำระกรรม ชำระกิจที่คั่งค้างให้หมดแล้วนิพพานได้ อันนี้ เรียกว่า “มรรค” ซึ่งจะเกิดหลังจากที่เรานิโรธแล้ว คือ พ้นทุกข์ จิตเข้าสู่กระแสนิพพานนั้นเกิดก่อน เมื่อเกิดแล้ว จิตบริสุทธิ์แสดงตัว ก็บ่งบอกถึงมรรควิธีที่เราจะดำเนินต่อไป
การบำเพ็ญบารมีเพื่อพัฒนาจิตและญาณหยั่งรู้
หากปรารถนาที่จะหยั่งรู้ได้มาก ได้สูง ได้ไกล ได้กว้าง จะต้องฝึกจิตให้มีญาณหยั่งรู้สูงขึ้น คือ รู้เรื่องใบไม้นอกกำมือนั่นเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ยากกว่าเรื่องนิพพาน เพราะเรื่องนิพพานเป็นธรรมะ, ธรรมดา, เป็นสัจธรรม เป็นเช่นนั้นเอง เป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว ไม่เป็นอย่างอื่น เหมือนลูกไก่ในกำมือ แน่นอนอยู่แล้ว ไม่มีดิ้นไปอย่างอื่นได้ แต่เรื่องนอกกำมือนั้น มีมากมาย ไม่อาจประมาณได้ แม้แต่ใจคนแต่ละคน ก็ยิ่งกว่ามหาสมุทร หยั่งได้ยากกว่า ยังมีเรื่องนอกตัว เรื่องใบไม้นอกกำมืออีกมาก ที่เรายังไม่รู้เยอะ ดังนั้น พระอรหันต์รู้แจ้งนิพพานได้ แต่ไม่จำเป็นต้องรู้ไปหมดทุกอย่าง จิตท่านบริสุทธิ์ได้ แต่ไม่จำเป็นต้องเก่งมากก็ได้ คนที่เก่งมาก ไม่ค่อยได้นิพพานง่าย เรียกว่า “รู้มาก ยากนาน” คือ จิตมีกำลังในการรู้มาก, เวียนว่ายตายเกิดได้อีกมาก เบื้องบนจะจัดสรรลำดับให้ไปเวียนว่ายตายเกิดอีกมากมายกว่าจะนิพพาน ต้องช่วยสัตว์อื่นให้ไปถึงได้ก่อนตน
มหาธรรม เรื่อง การปรับลดระดับบุญบารมีและธรรมเพื่อทำกิจโปรดสัตว์
ในกรณีที่บำเพ็ญบารมีได้มาก ทำให้คนที่มีบุญบารมีจะมาถึงตัวเราได้น้อยลง การโปรดสัตว์จะทำยาก เหมือนคนที่อยู่ยอดเขา คนที่อยู่ข้างล่างเอื้อมไม่ถึง นี่คือ ปัญหาของการบำเพ็ญบารมีได้มาก แล้วโปรดสัตว์ไม่ได้ หรือโปรดยาก เพราะบารมีมากเกินไป สัตว์ไปไม่ถึงตัวผู้โปรด กับอีกลักษณะหนึ่งคือ ปฏิบัติจิตจนบริสุทธิ์เกินไป ทำให้ไม่มีกรรมเข้ามาเลย จะมีชีวิตอยู่อย่างสงบวิเวกมาก แบบนี้ก็โปรดสัตว์ยากเหมือนกัน สรรพสัตว์มาถึงตัวได้ยาก การน้อมตัวลงไปหามวลสัตว์นั้น ถ้าทำผิดวิธีอาจส่งผลให้มารแทรก หรือการปฏิบัติเสื่อมถอยได้ ในบทความฉบับนี้ จะกล่าวถึงวิธีทำให้บารมีและระดับจิตลดลงให้ใกล้เคียงกับมวลสัตว์ที่ตนลงไปเกิดในยุคนั้นๆ เพื่อให้มวลสัตว์ได้เอื้อมถึง ดังต่อไปนี้
การทำให้บารมีลดลง
สมมุติว่าท่านบำเพ็ญบารมีถึงกายยูไลแล้ว ผู้ที่มีบารมีจะได้เอื้อมถึงท่าน จะมีพระมหาโพธิสัตว์ต่างๆ คือ ต้องมีบุญระดับสุขาวดี ซึ่งมากกว่าดุสิต และพรหมโลกเสียอีก ดังนั้น มนุษย์จำนวนน้อยมากที่จะเอื้อมถึงได้ วิธีการทำตัวเองให้ลดลงมาอย่างหนึ่งคือ การทำให้กายทิพย์ที่มีบารมีน้อยอื่นๆ ครอบอยู่ชั้นนอกสุด เช่น กายทิพย์กษิติครรภ์ ซึ่งมีกรรมเกี่ยวข้องกับสัตว์นรกหรือมีจิตวิญญาณชั้นล่างมาอาศัยอยู่ชั้นนอกของกายทิพย์อาทิเช่น อสูรมังกรทองพาหนะทรงก็ได้ เช่นนี้ จะทำให้ชีวิตมีเรื่องยุ่งยากขึ้น ความสงบวิเวกลดลง และผู้คนเข้าถึงท่านได้มากขึ้น อีกวิธีคือ การใช้มโนมยิทธิขั้นสูงสุด โดยจิตวิญญาณที่มีบารมีมากจุติออกจากร่าง ไปสู่ร่างกายมนุษย์ผู้อื่นที่สามารถรับจิตวิญญาณที่มีบารมีมากนั้นได้ โดยมากมักเป็นมนุษย์ที่มีอายุมากและบำเพ็ญบารมีสะสมมานานจะรับจิตวิญญาณที่มีบุญบารมีมากได้ มนุษย์ที่มีอายุการบำเพ็ญบารมีน้อยๆ อาจรับไม่ได้ เพราะสะสมมาได้ไม่มากนั่นเอง แบบนี้จะทำให้บารมีในกายสังขารนั้นๆ ลดลงได้ ในปัจจุบันขณะ คือ ในชาตินั้น, ภพนั้น, ขณะนั้นๆ แต่บารมีรวมไม่ลดลงเหมือนคนที่มีเงินสะสมอยู่ในธนาคารมากมาย กำลังดำเนินธุรกิจอยู่ แล้วขายธุรกิจของตนเสีย ทำให้ได้รายได้จากธุรกิจลดลง แต่เงินในธนาคารที่สะสมก็มากขึ้นจะเบิกมาใช้เมื่อไรก็ได้ ตัวเองก็ดูคล้ายคนจนลง แต่แท้แล้วมีเงินเยอะอยู่ในธนาคารนั่นเอง สำหรับพระมหาโพธิสัตว์ที่มีจิตวิญญาณหลายดวง แบ่งภาคมาก เมื่อท่านทราบว่ามีจิตวิญญาณในกลุ่มของท่านไปเกิดมีกายสังขารเป็นใครบ้าง ก็สามารถฝึกจิตให้ดี แล้วถ่ายทอดจิตวิญญาณที่ดีของตน ฝากเข้าไปในกายสังขารที่เหมาะสมได้ เช่น คนแก่ที่ได้กายโพธิสัตว์ มีบริวารเป็นกุมารมาแทรกในตัว ทำให้ไม่เหมาะกับตน ก็สามารถหาเด็กที่เหมาะสม แล้วถ่ายทอดจิตวิญญาณกุมารเข้าไปอาศัยในร่างกายของเด็กคนนั้นได้ หรือคนหนุ่มที่บรรลุวิชชาขั้นสูง มีบารมีมากเกินไป จนไม่มีกรรมพัวพันทางโลก ไม่เหมาะสมกับความเป็นวัยหนุ่ม สามารถถ่ายทอดจิตวิญญาณไปสู่กายสังขารของผู้อาวุโส ที่เหมาะสมได้ วิธีนี้ เป็นวิธีขั้นสูงมาก การสับเปลี่ยนดวงจิตระหว่างคนสองคนมีผลกระทบต่อร่างกายพอควร หากฝึกมาไม่มาก หรือไม่ดีแล้ว อาจทำให้กระทบต่อความคิด, จิตใจ และสุขภาพร่างกายได้ แต่ยังไม่ออกนอกทางนิพพาน
การทำให้ความบริสุทธิ์ของจิตลดลง
พระโพธิสัตว์ที่ปฏิบัติจิตจนถึงอรหันต์แทบไม่เหลือกิเลสแล้ว จะทำให้จิตละวาง ปล่อยวางมากไป จนไม่สนใจเรื่องทางโลกอีก วิธีการทำให้ท่านโปรดสัตว์ คือ ต้องทำให้จิตมีความบริสุทธิ์น้อยลง โดยไม่ทำให้การปฏิบัติผิดทาง ไม่ย้อนทวนธรรมจักร ไม่ปฏิบัติตรงข้ามกับมรรคแปด วิธีการคือ การฝึกดูดซับพลังออร่าสีดำที่มีกิเลสเข้าสู่ร่างกาย จะทำให้จิตที่บริสุทธิ์อยู่แล้ว มีกิเลสมาจรร่วมปรุงแต่ง และทำกิจเกี่ยวข้องกับทางโลกต่อไปได้ จิตกับกิเลสนั้น อุปมาเหมือนดวงจันทร์วันเพ็ญกับหมู่เมฆ กิเลสคือเมฆที่บดบังดวงจันทร์ ทำให้มืด มองไม่เห็น แต่เมื่อเมฆเคลื่อนตัวออก ก็จะเห็นดวงจันทร์ชัดเจน จิตเดิมแท้ก็มีความบริสุทธิ์อยู่แล้ว ที่เราเรียกว่า “จิตประภัสสร” แต่จิตแต่ละดวง จะมีกิเลสมาจรบดบัง เมื่อเข้าถึงภาวะสุญตา ก็เหมือนเมฆเคลื่อนตัวออกเปิดให้เห็นดวงจันทร์ เข้าถึงรู้แจ้งได้ชัดก็บรรลุอรหันต์ได้ และถ้าฝึกดึงพลังดำหรือกิเลสเข้ามาผสมได้ ก็บำเพ็ญต่อได้
มหาธรรม เรื่อง การดูลักษณะผู้มีบุญบารมีมาเกิดได้อย่างไร
จำเป็นต้องทราบลักษณะของผู้มีบุญบารมีมาเกิดไว้ เผื่อภายภาคหน้าชาติขาดแคลนคนดีมีความสามารถ ต้องเลือกหา เฟ้นหาผู้มีบุญบารมี ก็จะได้อาศัยข้อมูลบางส่วนจาก ในบทความนี้ในการพิจารณาสืบไป อนึ่ง บทความฉบับนี้ ไม่ขอเน้นลักษณะภายนอกเช่น หน้าตาตามหลัก นรลักษณ์ศาสตร์ ซึ่งการดูคนแต่เปลือกนอกนั้น ใช้ได้เพียงประกอบกับการดูแก่นแท้ภายในเท่านั้น การดูคนต้องดูที่จิตใจ คือ ลึกซึ้งถึงจิตวิญญาณดังต่อไปนี้
ลักษณะของผู้มีบุญบารมี
๑) ไม่จำเป็นต้องเป็นคนดี แต่ถ้าเลวก็ไม่เหมือนคนเลวทั่วไป
ผู้มีบุญบารมีบางคนมีจิตที่บริสุทธิ์มาก เมื่อเกิดมาต้องมาเกิดเป็นโจรบ้าง, โสเภณีบ้าง, ผู้หญิงที่ทำแท้ง ฆ่าลูกตัวเองบ้าง อย่างนี้ก็ยังมี เพราะอะไรหรือ เพราะว่าเขายังนิพพานไม่ได้ เขายังมีกำลังที่จะเวียนว่ายตายเกิดอีกมาก เพราะบารมีเขามาก เขาจึงต้องลงมาทำกรรมไว้ก่อน เพื่อให้ตนต้องมีกรรมเพื่อเวียนว่ายตายเกิดต่อไป จึงไม่จำเป็นต้องเป็นคนดี หรือคนที่ไม่มีความผิดพลาดอะไรในชีวิตเลยก็หาไม่ เรียกว่าคนมีบุญน้อย ก่อกรรมได้น้อยเพราะไม่มีบุญบารมีมากพอที่จะแบกรับภาระใช้หนี้กรรม ส่วนคนที่มีบุญบารมีมากถ้ายังไม่ถึงวาระนิพพาน ยังอีกยาวไกล แล้วจิตเกิดเบื่อหน่ายในสังสารวัฏเร็ว ก็จะต้องถูกบีบให้ทำกรรมก่อน อย่างนี้เสมอ ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมบางคนถึงถูกบีบให้เป็นคนไม่ดี อย่าตกใจ อย่าเสียใจ ทำเฉยๆ ไว้ โลกนี้ก็ดี ชีวิตก็ดี ไม่มีสาระแก่นสารอะไรหรอก ทำไป ให้มันจบๆ ไป ตามบทบาทอย่างนั้นก็พอ เราถึงจุดหมดแล้ว จบแล้ว เราจะพอ แล้วเราจะทราบเองว่าควรทำหรือไม่ควรทำอะไรต่อไป เด็กบางคนหลงทางมืดมน มั่วยาเสพติดมากมาย เข้าคุกเข้าตะราง มาถึงวันหนึ่ง เบื่อแล้วเลิกเสียเฉยๆ ก็มี แบบนี้แหละ เข้าข่ายมีบุญบารมีมาเกิด คนทั่วๆ ไปไม่มีบารมี อยู่ๆ เบื่อยาเสพติดแล้วจะเลิกได้ นั้นไม่มี อนึ่ง คนที่ทำเลวแต่ไม่มีบุญบารมี แตกต่างจากคนที่ทำเลวแต่มีบุญบารมี คือ คนที่ไม่มีบุญบารมีทำเลวแล้วถูกพัดพาไปตามกระแสนั้น ไม่อาจคิดหรือหาทางออกให้ตัวเองได้ แต่คนที่มีบุญบารมีมาก สามารถคิดและหาทางออกได้เอง เหมือนสัตว์ที่ติดบ่วง มีแต่พญาสัตว์เท่านั้นที่จะหลุดออกได้ และจะนำพาบริวารของตนหลุดออกมาได้ในที่สุดเช่นกัน โดยเฉพาะพระสมันตภัทรโพธิสัตว์ ซึ่งมีบารมีล้นแล้ว จิตท่านบริสุทธิ์มาก สามารถเข้านิพพานเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าได้ง่ายๆ แต่ถ้าได้ผิดเวลาจะกระทบกระเทือนต่อสามภพมาก ดังนั้น ท่านจึงต้องลงมาก่อกรรมเลวไว้ให้มากๆ ก่อน แล้วจึงหลุดพ้นออกมาได้ นี่ยกเว้นแต่ผู้มีบุญบารมีที่จะได้ตรัสรู้หรือนิพพานอีกไม่นานข้างหน้าแล้ว อย่างนี้ จะไม่มีการก่อกรรมหนักแล้ว เพราะจะเตรียมตัวเข้านิพพาน หรือเตรียมตัวปลดกรรมก่อนนั่นเอง
๒) จิตวิญญาณเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วเมื่อพบธรรม
จิตวิญญาณจะเปลี่ยนแปลงได้ง่ายเมื่อพบธรรม ไม่ใช่เมื่อพบอธรรมหรือเพราะอยู่เฉยๆ แล้วเป็นไปเอง เช่น พระองคุลีมาร นี่ก็เข้าลักษณะของผู้มีบุญบารมีมากมาเกิดเหมือนกัน คือ แค่ได้พบพระพุทธเจ้า ท่านเทศน์แค่เพียงน้อย ก็บรรลุธรรมได้ง่ายๆ ขนาดเป็นโจรป่าฆ่าคนมาตั้งนานยังเปลี่ยนแปลงจิตใจได้รวดเร็วขนาดนั้น คนที่ไม่มีธรรมะเข้ามาเลยแต่จิตใจเปลี่ยนแปลงเร็วนั้น เป็นเพราะอนุสัยเก่า หรือวิสัยเก่าทำมาแบบนั้น แต่ไม่ได้หมายความว่ามีบุญบารมีมาก คนที่มีบุญบารมีมาก จิตจะรอธรรม ไม่รออธรรม ถ้าอธรรมเปลี่ยนแปลงได้ง่าย แสดงว่าคนๆ นั้น ไม่ใช่ผู้มีบุญบารมีแท้จริง อธรรมจะบีบคั้นคนที่มีบุญบารมีมากมายกว่าจะทำให้เขากลายเป็นฝ่ายอธรรมได้ แต่ในคนทั่วไป ที่บุญบารมีน้อย แค่ไม่มีข้าวกิน อาจก็อาจกลายเป็นโจรได้ง่ายๆ คนที่มีบุญบารมีมากไม่ใช่เช่นนั้น ถ้าเขาถูกอธรรมบีบคั้น เขาก็มีกิเลสยังไม่ใช่พระอรหันต์ แม้เขาจะพ่ายแพ้ แต่เขาไม่ได้ยอมจำนนทั้งหมด เขายากที่จะถูกอธรรมครอบงำ ต้องบีบบังคับกันมากจริงๆ แต่ถ้าเขาได้พบธรรมะที่แท้จริงเมื่อไร จะเปลี่ยนใจได้อย่างรวดเร็วน่าอัศจรรย์ไม่เหมือนคนทั่วไป
๓) การอยู่อย่างไม่ต้องทำกิจอะไร คล้ายคนเอาเปรียบสังคม
คนที่เอาเปรียบสังคมจะไม่ทำอะไร ให้สังคมดูแล หรือหลอกลวงชาวบ้านไปวันๆ แต่คนที่มีบุญบารมีจะไม่ก่อกรรมอย่างนั้น แต่เขาจะไม่มีกิจหรือการงานทำเหมือนคนทั่วไป ไม่มีเงินเดือนใช้ และต้องได้รับเงินอุปการะจากคนอื่นๆ แต่เขาจะไม่ก่อกรรม เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินจากใครๆ เขาจะเป็นอย่างที่เขาเป็น เหมือนเกลือที่ไม่สูญเสียความเค็ม แน่นอนว่าเขาอาจร้องขอความช่วยเหลือ แต่เขาจะไม่ก่อกรรม แล้วด้วยบุญบารมีของเขานั้น จะนำเงินทองหรือปัจจัยต่างๆ มาให้แก่เขาเอง คือ อยู่อย่างทะนงในความดีงามในตน จนคนสงสารก็นำปัจจัยมาให้ เป็นต้น เมื่อเขาบำเพ็ญบารมีได้ถึงที่สุดแล้ว จะตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ เพื่อทำหน้าที่ “เนื้อนาบุญของโลก” ซึ่งไม่ได้มีแต่พระสงฆ์ สาวกของพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่ทำหน้าที่นี้ได้ บรรพชิตอื่นๆ หรือแม้แต่ฆราวาสธรรมดาก็ทำหน้าที่นี้ได้เช่นกัน ถ้าเขามีบุญบารมีมาก เช่น การที่ประชาชนต้องเสียภาษีให้รัฐบาลแล้วรัฐบาลเอาไปเลี้ยงดูขุนนางก็ดี พระราชาก็ดี เหล่านี้ ล้วนเพราะด้วยบุญบารมีทั้งนั้น แต่บุญก็มีวันหมดได้ ดังนั้น ท่านเหล่านี้ จึงรู้ตัวและรีบทำคุณงามความดีสนองต่อสังคมเพื่อให้ตนเองได้อยู่อย่างมั่นคงสืบไป คนธรรมดาจำนวนมาก ที่ปฏิบัติธรรมแล้วเริ่มเกิดบุญบารมี เขาเหล่านี้จะอยู่ในที่ทำงานไม่ได้ หลายคนถูกให้ออกจากงาน, ถูกกลั่นแกล้ง, ถูกปฏิเสธที่จะจ้างงาน ฯลฯ บางคนต้องมารับขันธ์ อยู่ในสมมุติใหม่ที่สังคมยอมรับในปัจจุบัน คือ “คนทรง” ที่สามารถช่วยเหลือคนในแบบต่างๆ ได้ พร้อมรับลาภสักการะจากคนทั่วไปได้ นี่ไม่ใช่เพราะเขามีจิตที่ดีงามบริสุทธิ์หรอกนะ แต่เพราะเขามีบุญบารมีเก่า พอจะรับได้นั่นเอง
๔) การมีความเป็นตัวเองมาก แต่กลับยิ่งมีคนนิยมชมชอบ
เช่น ชาร์ล ลินเบิร์ก นักบินชาวอเมริกัน ที่บินข้ามทวีปไปยุโรป เขาเป็นคนชอบความสงบเป็นส่วนตัวมาก แต่ผลจากการอยากบินเดี่ยวครั้งนั้น ทำให้เขาโด่งดังไปทั่วโลก แต่เขาก็หาวิธีที่จะหนีนักข่าว และใช้ชีวิตอย่างสงบสุขได้ อันนี้เข้าข่ายลักษณะของผู้มีบุญบารมีมาเกิด เรียกว่ายิ่งหนีไปจากสังคมๆ กลับยิ่งตามหาและเข้ามาเรื่อยๆ เพราะอะไร เพราะเขายังมีบุญกรรมสัมพันธ์กับมวลสัตว์จำนวนมากมายนั่นเอง แต่เขามีจิตที่เสรีมาก เพราะไม่มีใครเอาเขาอยู่ บารมีเขามาก ใครก็พัวพัน ผูกมัด รั้งเขาไว้ไม่ได้ เขาจึงไม่ยอมใคร ไม่อยู่กับใครง่ายๆ ไม่ชอบเป็นบริวารใคร นิยมความเป็นอิสรเสรี แต่เพราะเขาไม่ใช่พระปัจเจกพุทธเจ้า ถึงจุดหนึ่ง เขาจะถูกบีบให้ละความเป็นส่วนตัว เข้าร่วมกลุ่มสังคมและได้ รับฐานะที่สังคมรู้จักทั่วไป เช่น หลวงพ่อโตก็ดีที่ท่านไม่สนใจทางโลกแล้ว จะหนีไปเสีย แต่รัชการที่สี่ก็ทรงตามหาเอาท่านมารับตำแหน่งจนเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปจนได้ ส่วนผู้มีบุญแต่ไม่มีบารมีนั้น ก็คล้ายกันเพียงแต่ว่ามันมีจุดจบ จุดหมดบุญอยู่ เหมือนครั้งหนึ่งเคยดังมาก ต่อมาก็ดับฉะนั้น นี่คือ เกิดแล้วดับไปตามวาระบุญกรรม แบบนี้เพราะว่าเขาทำบุญมาก่อน เลยดังได้ อาจเป็นดาราดังช่วงหนึ่งก็ได้ หมดวาระบุญก็ดับไป ต้องมาต่อบุญกันยกใหญ่ แต่ก็ได้ไม่เท่าวิบากกรรมดีในอดีตแล้ว เพราะของที่ทำใหม่ก็ต้องไปรับกันข้างหน้าแทน คนที่ได้รับความนิยมชมชอบเพราะบุญและเพราะบารมี ต่างกันตรงที่ว่าคนที่ได้เพราะบารมีนั้นยืนยง ยาวนานกว่า เรียกว่ากลายเป็นประวัติศาสตร์ให้คนจำได้
๕) มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับผู้มีบุญบารมีระดับเดียวกัน
ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งว่าบุคคลนั้นมีบุญบารมีไหม คือ เขาเกี่ยวข้องกับผู้มีบุญคนอื่นๆ ไหม คนที่มีบารมีมาก จะไม่ได้เอาบุญที่มีมากมาใช้ แต่เขาจะเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับคนที่มีบุญมากๆ ได้ ดังนั้น เขาอาจเป็นแค่คนยากจนที่มีเพื่อนเป็นคนร่ำรวย, ผู้มีอำนาจ ฯลฯ ก็ได้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พวกที่มีบุญ เบิกบุญมาใช้ก็เพื่อจะเชื่อมต่อสานกรรมกับผู้มีบารมี โดยที่ผู้มีบารมีจะไม่ได้เบิกบุญออกมา ก็สามารถนั่งร่วมวงกับพวกมีบุญมากได้ นี่เพราะเขามีบารมี แต่ไม่ได้เบิกบุญมาใช้ เลยกลายเป็นคนที่ต้อยต่ำในวงชนชั้นสูงก็ได้ นี่เป็นอีกลักษณะหนึ่งที่พอสังเกตได้ ถ้าคนในชนชั้นสูงไปรักกับคนไม่มีอะไรเลย แต่ไม่ใช่เพราะกรรม ให้อดทนรอดูไปก่อน ถ้าเขารักกันจริงยาวนาน แสดงว่าไม่ใช่เพราะกรรม ถ้าเพราะกรรมก็จะมีวาระหมดเร็ว แต่ถ้าเพราะคนจนคนนั้นมีบารมี คนมีบุญจะน้อมลงมาหาเอง เรียกว่าพบกันได้เพราะหนึ่งมีบุญหนึ่งมีบารมี ผู้ต้อยต่ำนั่นแหละมีบารมีจึงถึงกันได้
๖) มีพรสวรรค์หรือสิ่งที่ไม่มีในหมู่คณะแต่ตนเองกลับมีได้
เช่น เรียนวิชชาเดียวกัน ครูสอนคนเดียวกัน แต่เขากลับได้อะไรที่มากกว่าหรือเหนือจากที่ครูอาจารย์สอนหรือมีเช่น เด็กที่เกิดมาไม่นานก็ทำสิ่งที่ตนเองรักได้ประสบความสำเร็จโด่งดัง อันนี้ กรรมเปิดให้สังคมรู้จักตัวเด็กที่มีบุญบารมีเร็วๆ จะได้ผูกมัดเขาไว้ และจะได้ลากไปก่อกรรมก่อนไม่ให้เบื่อหน่ายแล้วบรรลุเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าไปเสียก่อน ซึ่งการตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นง่ายมากในปัจจุบัน สำหรับผู้ที่มีบารมีเกินสองอสงไขย เพราะพระปัจเจกพุทธเจ้าบำเพ็ญบารมีเพียงสองอสงไขยก็ตรัสรู้ได้แล้ว ปีที่แล้วเด็กชายสองคนโด่งดังทางสื่อ ต้นปีนี้ก็มีออกสื่ออีก เด็กอัจฉริยะปรากฏตัวในประเทศไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเขาทั้งหลายนี้ไม่ได้มีความพิเศษเพราะครูบาอาจารย์สอนตามปกติ หรือระบบพัฒนาเยาวชนออกแบบทำให้เขาเป็นอย่างนั้นก็หาไม่ แต่เพราะเป็นไปเองตามธรรมชาติของเขา นี่คือ ลักษณะหนึ่งของผู้มีบุญบารมีมาเกิด ซึ่งมากเหลือเกิน มากจนล้น ไม่น้อยเลย ในประเทศไทยนี้ลงมากันหนักหนา ไม่ทราบว่าลงมากันทำไมเยอะแยะ หรือเทวดาที่มีบุญบารมีมากข้างบน เห็นข้างล่างบำเพ็ญบารมีกันได้ดี เลยต้องลงมาบำเพ็ญบ้างก็ไม่ทราบ แต่เท่าที่เห็นคือ ไม่น้อยเลยจริงๆ พอมาแล้วก็ลากเอาเจ้ากรรมนายเวรตัวฉกาจออกจากนรก มาฟาดฟันชำระกรรมกันบนโลกด้วย โลกก็ร้อนขึ้น ไม่เพียงเท่านี้ ท่านผู้มีบุญบารมีทั้งหลาย ก็ฟาดฟันแก่งแย่งแข่งขันกันบำเพ็ญบารมีด้วย ไม่รู้อะไรกันนักหนา ไม่ใช่ว่าเห็นเขาบำเพ็ญบารมีได้ดี พอมาเกิดแล้วจะได้บารมีมากอย่างเขาด้วย บางทีอาจหลงทาง หลงโลก ก่อกรรมทำชั่ว ตกนรกไปเลยก็ได้ ส่วนที่บำเพ็ญบารมีกันอยู่บนโลกนี้ ก็มากเหลือหลาย แถมไม่ยอมตายกันอีกด้วย เอากันเข้าไป คนก็ล้นโลก ผู้มีบารมีก็มากเกร่อไปหมด อันนี้ไม่ได้ประชดนะ เรื่องจริง มันมากเกินไป ไม่ใช่น้อยๆ พอมันมากเกินก็กระทบกระทั่งกันเอง แล้วบนสวรรค์ก็เลยไม่มีเทพเทวดาที่มีบุญบารมีมากๆ คอยดูแล นี่ ปัญหาก็เกิดขึ้นที่เบื้องบนอีก ถึงขนาดมีเทวดามาเข้าฝันพระแก่ๆ บางรูปว่าข้างบนไม่มีผู้ดูแล เมื่อไรจะกลับบ้านเก่า พระแก่นั้นท่านก็ไม่ยอมตาย จะอยู่ต่อไป ไม่รู้จะอยู่ไปเพื่อดูอะไร อันนี้ไม่ได้แช่งให้ท่านตายนะ แต่สงสารข้างบนนั้น ผู้เขียนถึงขนาดยอมสละจิตวิญญาณให้เบื้องบน เพื่อให้เบื้องบนมีกำลังมากพอที่จะจัดการความวุ่นวายเลยด้วยซ้ำ
๗) ดื้อด้านสอนยาก ครูธรรมดาเอาไม่อยู่ รับได้แต่จากผู้มีบารมี
เด็กที่ดื้อด้านสอนยากแต่ไม่มีบุญบารมีก็มีมาก แต่เด็กพวกนี้ หาจุดพัฒนาไม่ได้เลย ไม่รู้จะพัฒนาตรงไหนดี ไม่มีมุมที่จะพัฒนาให้โดดเด่นขึ้นมาได้ แต่เด็กอีกพวก เป็นพวกที่มีอะไรในตัวเอง เช่น ทำของเล่นเอง ทั้งๆ ที่เด็กคนอื่นๆ เขาซื้อของเล่นกันหมดแล้ว นี่ก็เข้าตากรรมการ เด็กที่หยิบเอาของในธรรมชาติมาเล่นอะไรเอง นี่ใช้ได้ มีบุญบารมีเก่า เช่น ค้นพบเองว่าดอกหญ้าชนิดหนึ่งเอามาทำอย่างหนึ่ง จินตนาการไปแล้วเล่นเป็นอะไรได้ อันนี้เข้าข่ายใช้ได้ ต้องสังเกตดีๆ เด็กวัย ๖ ถึง ๑๕ ปี จะมีพฤติกรรมหลายอย่างที่บ่งบอกถึงบุญบารมีในตัวเขา อนึ่ง เด็กที่ว่าสอนนอนง่าย แต่เป็นผู้มีบุญบารมีก็มี คือ เด็กที่ว่านอนสอนง่ายแต่กลับได้ดีกว่าครู หรือคิดและทำอะไรได้เหนือครูไปเลย อันนี้ ใช้ได้เหมือนกัน เรียกว่าถ้าดื้อก็ต้องมีอะไรดีในตัว ถ้าไม่ดื้อก็ต้องไปได้ดีเหนือครู ถึงเข้าข่าย
๘) การตกทุกข์ได้ยาก แต่กลับไม่ยอมจำนนง่ายๆ
เรียกว่าเพชรในตม อย่างไรเสียก็คือเพชร คนที่ตกทุกข์ได้ยากแล้วล้มลงไปเลยนั้น ไม่มีบารมี แบบนี้มีมาก ที่เคยเสวยสุข พอสิ้นบุญ สิ้นเนื้อประดาตัวแล้วฆ่าตัวตายก็มีอยู่ อันนี้ ไม่ใช่ ถ้าเป็นผู้มีบุญบารมีให้ไปหาดูตอนเขาตกระกำลำบากประกายเพชรจะเปล่งออกมา ทำให้เห็นชัดว่าเหมือนเพชรในตม เป็นคนดีมีความสามารถ หรือมีสติปัญญาแม้ว่าจะตกทุกข์ได้ยากก็ตาม เช่น มะกะโท ซึ่งภายหลังได้เป็นพระเจ้าฟ้ารั่วนั้น เมื่อก่อนเป็นพ่อค้า สิ้นเนื้อประดาตัว ได้มาพบพ่อขุนรามคำแหง ท่านได้ช่วยไว้แล้วรับไปใช้งานในราชวัง ต่อมาก็ได้ดีถึงขั้นเป็นปฐมกษัตริย์ทีเดียว คนเราอย่าดูกันตอนที่บุญออกดอกออกผล บุญจะบังตาทำให้ไม่เห็นศักยภาพภายใน หรือบารมีที่แท้จริง จะดูคน ให้ดูคน ตอนเขาตกระกำลำบาก ถึงตอนนั้น จะเห็นว่าเขาไม่เหมือนคนทั่วไป คือ วัดใจคนได้จริงๆ
มหาธรรม เรื่อง จิตวิญญาณในกายสังขารจะเปลี่ยนตามบุญกรรมตามวาระ
คนๆ หนึ่ง มีหนึ่งกายสังขาร แต่มีจิตวิญญาณประชุมรวมกันในกายได้มากกว่าหนึ่ง เมื่อถึงวาระกรรมมาถึง จิตวิญญาณชั้นต่ำก็เข้ามาร่วมในกายสังขาร ถ้าไม่มีจิตวิญญาณที่มีบุญเหลือในกายเลย ก็อุปมาเหมือนเกลือที่ไม่มีน้ำช่วยเจือจาง ทุกข์จะเกิดมาก แต่ถ้ามีจิตวิญญาณที่มีบุญบารมีอยู่ประจำกายสังขารแล้ว แม้ได้รับจิตวิญญาณชั้นต่ำมาอยู่ด้วย ก็จะอุปมาเหมือนมีน้ำคอยเจือจางเกลือนั้น ไม่ให้เราทุกข์มากเกินไป อนึ่ง จิตวิญญาณนี้จะยึดถือไม่ได้ แม้จิตวิญญาณมาอยู่ในกายสังขารของเรา แรกๆ มาจากภพต่ำ แต่พอเราปฏิบัติธรรมจนหลุดพ้นได้ขึ้นชั้นสูงมีบุญบารมีมากแล้วก็ตาม เมื่อถึงวาระกรรมเลวมาถึง จิตวิญญาณที่ดีนี้ก็จุติออกจากกายสังขารไปได้ ตรงกันข้าม เมื่อเราอยู่เฉยๆ แต่มีบุญเข้าตัวเรา จิตวิญญาณที่ดีๆ มีบุญบารมี ก็เข้ามาประสานอยู่ในกายสังขารของเราได้ ไม่เที่ยง ไม่แน่นอน เกิดและดับไปตามวาระบุญกรรมอย่างนี้ ไม่สามารถยึดมั่นถือมั่นจิตวิญญาณได้ จิตวิญญาณสามารถจุติเข้าออกจากร่างหนึ่งไปร่างหนึ่งได้แม้กายนั้นยังไม่ตายก็ตาม ยกเว้นแต่จิตสังขารเท่านั้น ที่ต้องประจำสังขาร ออกไปไม่ได้ ถ้าออกไปจึงนับว่าตาย
เพราะจิตวิญญาณของมหาโพธิสัตว์แบ่งภาคได้มาก จิตแต่ละดวงก็สามารถไปเกิดเป็นคนได้มากมาย มีกายสังขารมาก สมมุติว่า พระศรีอาริยเมตตรัย มีดวงจิตทั้งหมด หนึ่งหมื่นโกฏิทั่วจักรวาลนี้ ท่านสามารถให้ดวงจิตประมาณสัก ๑๐๐ ดวง มาเกิดเป็นคนร้อยคนได้บนโลกนี้บางคนก็เป็นพี่น้องกันก็ได้ จากนั้นจิตวิญญาณดวงอื่นๆ ที่อยู่ในสากลจักรวาล สามารถเข้ามาประชุมร่วมในกายสังขารกายใดกายหนึ่งก็ได้ เพื่อร่วมบำเพ็ญบุญสร้างบารมี ให้ตนได้หลุดพ้นไป นอกจากนี้ จิตวิญญาณยังสลับร่างกันได้ด้วย เช่น จากกายสังขารของศรีอาริยเมตตรัยหนึ่งกายไปสู่อีกกายหนึ่ง ตามวาระบุญและกรรม บางครั้ง จิตหลักของท่านมีบารมีมาก มาเกิดเป็นวัยรุ่นอยู่ แต่ปฏิบัติธรรมได้สูงมาก แต่จิตรองของท่านมาเกิดก่อนนานแล้ว อายุมากแล้ว บำเพ็ญธรรมสั่งสมบารมีมานาน ถึงจุดหนึ่ง จิตในกายของคนที่เป็นวัยรุ่นได้ถึงพุทธะ แต่จิตในกายของคนแก่ได้แค่มหาโพธิสัตว์ แต่พอมีวาระกรรมเข้า จิตวิญญาณพุทธะก็เข้าไปสู่กายคนแก่ที่มีบุญบารมีสร้างมาทั้งชีวิตได้ และกายสังขารของชายหนุ่ม สูญเสียจิตวิญญาณพุทธะไป เพราะวาระกรรมของเขาที่ยังไม่หมดต้องไปชำระกรรมต่อนั่นเอง นี่คือวิธีสลับจิตวิญญาณแบบหนึ่งของพระมหาโพธิสัตว์
การได้พุทธะ อาจได้เพราะการปฏิบัติจิตหรือเพราะสร้างบุญบารมีถึงก็ได้
การปฏิบัติจิตไปเรื่อยๆ จิตจะพัฒนาถึงพุทธะ คือ พระยูไลได้ แต่แม้ไม่ได้ปฏิบัติจิต แต่ถ้ามีบารมีเก่าอยู่แล้ว เคยบรรลุพุทธะมาก่อน หรือเป็นจิตภาคแบ่งมาจากพุทธะ ถ้าสร้างบุญบารมีถึงระดับ จิตพุทธะก็สามารถเข้าประสานอยู่ในกายนั้นๆ ได้ ทำให้คนๆ นั้นได้จิตพุทธะ เมื่อตายลงจะจุติเป็นพุทธะ พระโพธิสัตว์ที่มีบารมีมากบางองค์ สามารถจัดสรรบุญบารมีของท่านได้ เช่น ในกายท่านอาจมีจิตวิญญาณที่มีบุญบารมีอยู่มาก แต่ท่านไม่อาจเอื้อมลงไปช่วยสรรพสัตว์ได้ เพราะบุญบารมีห่างกันเกินไป ท่านก็สามารถ ถ่ายทอดดวงจิตที่มีบุญบารมีมากเกินไป ให้กายสังขารอื่น ที่ท่านทราบว่าเป็นกายสังขารที่เกิดจากจิตรองของท่านก็ได้ ทำให้กายสังขารของท่านที่เคยมีบุญบารมีมาก กลายเป็นมีบุญบารมีลดลง แต่นี่เป็นเรื่อง “ปัจจุบันขณะ” ไม่ใช่ “ผลรวม” ถ้าเอาผลรวมทั้งหมดของบุญบารมีที่ท่านทำมารวมกัน ก็มากมายมหาศาล แต่ถ้าเอาเฉพาะว่าปัจจุบันขณะที่ท่านมีบุญบารมีอยู่เท่าไรก็อาจไม่แตกต่างจากมวลสัตว์มากนัก หลวงพ่อโต เคยพูดเป็นนัยๆ กับผู้เขียนว่า (สื่อสารทางจิต) ถ้ามีสองร่างได้ก็คงดีนะ (ท่านคงพูดเล่นๆ แต่ทิ้งเป็นปริศนาธรรมให้คิด) ผู้เขียนก็ปฏิบัติจิตไปเรื่อยๆ จนเข้าใจว่ามีสองร่างคืออะไร ยังมีอีกว่า เรื่องบวชพระโพธิสัตว์ ซึ่งผู้เขียนมองว่าเป็นวิธีแยกให้พระสงฆ์ที่ต้องการบำเพ็ญบารมีอยู่ได้ โดยไม่ทำลายพุทธศาสนาดั้งเดิม ท่านก็บอกว่า “ถ้ามีคำบวชได้ก็คงดีนะ” นี่ก็คงเป็นปริศนาให้ผู้เขียนลองคิดหาวิธีทำให้เกิดขึ้นก็เป็นได้ หากเราสามารถแยกผู้ห่มขาวให้ดำรงชีพอยู่ได้และผู้ห่มเหลืองปฏิบัติให้ตรงทาง ก็จะชำระความบริสุทธิ์ให้พระพุทธศาสนาได้ อนึ่ง เรื่องจิตวิญญาณสลับร่างนี้ คิดว่าเป็นแค่นิทานก็พอ ถ้าท่านปฏิบัติถึงได้ก็จะรู้เอง