รวมบทความเกี่ยวกับธรรมปฏิเวธ ประยุกต์ธรรมะสู่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
ธรรมปฏิเวธ เรื่อง เศรษฐศาสตร์สมมุติและเศรษฐศาสตร์วิมุติ ตอนที่ 1
หลักสูตรเศรษฐศาสตร์ที่เราเรียนอยู่เป็นหลักสูตรที่นำมาจากฝรั่ง และทำให้เราต้องเดินตามฝรั่ง ทว่า โลกเรานี้ไม่ได้มีเศรษฐศาสตร์ระบบเดียว มีทั้งแบบทุนนิยมและแบบสังคมนิยม เช่น ในประเทศจีน ทำให้เมื่อเราเรียนเศรษฐศาสตร์ของฝรั่งแล้ว เราปรับตัวเข้ากับระบบเศรษฐกิจของจีนไม่ได้และค้าขายร่วมกันได้ยาก ในบทความฉบับนี้ พยายามลองเปรียบเทียบหลักการของระบบเศรษฐกิจทั้งสองประเภทและเสนอมุมมองใหม่ คือ ระบบเศรษฐกิจแบบ “วิมุติ” หรือ “ธรรมเศรษฐศาสตร์” เพื่อให้ลองศึกษาเปรียบเทียบกันด้วย
ปัจจุบัน ข้อเสียของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเริ่มปรากฏมากขึ้น ที่สำคัญที่สุดคือการถลุงใช้ทรัพยากรมากเกินไป จนเกิดปัญหาโลกร้อน และภัยพิบัติทางธรรมชาติทั่วโลก และตามมาด้วยปัญหาทางการเงิน, ปัญหาหนี้ต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ (ยืมเงินมาใช้หนี้ จนไม่มีที่สิ้นสุด) และอีกหลายประการ จนมีแนวโน้มว่าเศรษฐกิจในระบบทุนนิยมอาจไปไม่รอด ในขณะที่ประเทศจีนกำลังมีเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว สวนทางกันอย่างยิ่งนี้ ทำให้ เราอาจต้องหันกลับมามองเศรษฐศาสตร์นอกตำราฝรั่ง คือ ตำราจีนกันบ้าง ทั้งนี้ มิใช่จะให้ลุ่มหลงในระบบเศรษฐกิจทั้งสองระบบ จึงได้เสนออีกระบบหนึ่งขึ้นมาด้วยดังกล่าว
มุมมองของทุนและทรัพยากรมนุษย์
ระบบทุนนิยมให้ความสำคัญกับทุนในวัตถุมากกว่าจิตใจ (ทุนได้แก่ ที่ดิน, ทุน เช่น เงิน, แรงงาน และการประกอบการ) เช่น ให้ความสำคัญกับการมีเงินทุน มาก่อนศักยภาพของผู้ประกอบการ เช่น ลูกชายเศรษฐีแม้โง่ ก็ย่อมสามารถจ้างนักศึกษาปริญญาที่จบมาจากมหาวิทยาลัยดังๆ เพื่อทำให้ธุรกิจของตนเติบโตได้ ในขณะที่แนวคิดแบบสังคมนิยมเน้นคนมาก่อนเช่น การที่รัฐบาลจีนลงทุนกับการศึกษาเล่าเรียนให้เยาวชนมากเพื่อเพิ่มความ สามารถให้กับเยาวชนแล้วคัดเลือกเข้ามาทำงานในองค์กรของรัฐบาลที่พร้อมแล้ว ดังนั้น ทุนจึงไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดเพราะการลงทุนโดยรัฐบาลนั้น วางรากฐานมานานแล้ว แต่การสานต่อโดยคนรุ่นต่อๆ ไปที่มีศักยภาพนั้นสำคัญกว่านี่คือ แนวคิดที่ต่างกันของสองระบบ
ข้อดีของระบบฝรั่งคือเอกชนมีอิสรภาพมาก ไม่ต้องขึ้นกับรัฐบาลมาก แต่ข้อเสียคือ ข้อดีนั้นจะเอื้อประโยชน์เฉพาะแก่ผู้ที่เข้มแข็งเท่านั้น ผู้ที่อ่อนแอจะถูกขจัดออกจากระบบ ในรูปแบบต่างๆ เช่น เป็นคนเร่ร่อน, เป็นแก๊งต่างๆ ที่อยู่ตามซอกตึกมุมถนน ฯลฯ ส่วนระบบของประเทศจีนนั้นมีข้อดีคือความมั่นคงในระยะยาว แต่ข้อเสียคือ เอกชนมีอิสรภาพน้อย
สำหรับ “ธรรมเศรษฐศาสตร์” มองว่าการมีอิสรภาพทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ควรมีตั้งแต่แรก เพราะจะทำให้มนุษย์อ่อนแอเกินไป และไม่ได้เติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ โดยธรรมชาติแล้ว สัตว์จะเข้มแข็งได้ต้องผ่านอุปสรรคนานัปการก่อน ดังนั้น อิสรภาพเป็นสิ่งที่ดีก็จริงแต่ต้องได้รับเมื่อ “ถึงวาระ” ด้วย เช่น ได้ทำงานให้กับรัฐบาลมากพอควรแล้วจึงลาออก แล้วใช้ชีวิตอยู่อย่างสมถะ, เรียบง่าย, พอเพียง เป็นต้น ส่วนการให้ความสำคัญกับคน การวางรากฐานโดยรัฐบาลนั้น เป็นสิ่งที่ดีกว่าการปล่อยให้มีการแข่งขันอย่างเสรีแต่เพียงอย่างเดียว เพราะการแข่งขันอย่างเสรีนั้น ไม่ได้มีความเสรีที่แท้จริง เมื่อผลการแข่งขันออกมาว่ามีผู้ครองอิทธิพลทางการค้าในธุรกิจต่างๆ เมื่อใด เมื่อนั้นเสรีภาพและความเสมอภาคย่อมหมดไป การแข่งขันเสรีจะไม่เสรีอย่างแท้จริงอีก ดังนั้น การที่รัฐบาลเข้าแข็งขันด้วย จึงกลายเป็น “มือที่มองเห็น” ที่สามารถจะขับเคลื่อนกลไกลของตลาดร่วมกับเอกชนได้ ทั้งนี้รัฐบาลต้องไม่เป็นผู้ผูกขาด จนเอกชนไม่อาจจะแข่งขันกันได้ แต่รัฐบาลต้องใช้อำนาจในบางวาระที่ควรเช่น ช่วงที่สินค้าล้นตลาดมากๆ รัฐบาลจำเป็นต้องแก้ปัญหา หากรัฐบาลลงทุนด้วย ก็จะมีพลังอำนาจมากพอเช่นการเปิดตลาดต่างประเทศ, ตลาดใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อนเพื่อระบายสินค้า ซึ่งสามารถลงทุนร่วมกับเอกชนก็ได้ เช่น การร่วมลงขันกันเปิดตัวสินค้าในต่างประเทศร่วมกัน, การโฆษณาสินค้าร่วมกัน ฯลฯ
ในระบบเศรษฐกิจของฝรั่งจะไม่นิยมที่จะให้รัฐบาลลงทุนแข่งขันกับเอกชน จะให้เอกชนแข่งขันกันเอง ส่วนแบบจีนนั้นนิยมลงทุนโดยรัฐบาลมากกว่าแต่ระบบธรรมเศรษฐศาสตร์นี้ ผสมผสานทั้งสองรูปแบบ โดยมองว่าการใช้แบบใดแบบหนึ่งก็มีข้อเสียในตัว แนวคิดที่จะผสมผสานนี้มีมานานแล้ว แต่ผลของการผสมผสานออกมาเป็นสิ่งที่บิดเบี้ยวผิดแผกแตกต่างไปจากเดิมจนใช้ไม่ได้ การผสมผสานจึงต้องเข้าใจทั้งสองรูปแบบด้วย ทั้งนี้ควรมีกฎหมายควบคุมอำนาจของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจด้วย เพื่อไม่ให้รัฐบาลใช้อำนาจมากเกินไปจนกลายเป็นการควบคุมตลาดหรือกำหนดทิศทางตลาดเพราะการทำอย่างนั้น จะทำให้ระบบเศรษฐกิจไม่สะท้อนภาพความเป็นจริงออกมาเช่น ถ้าราคาตกรัฐบาลมีอำนาจมาก ก็ใช้อำนาจขึ้นราคา แต่ผลจากการทำอย่างนี้ อาจกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมจนเสียหายมากมายได้ในระยะยาว ในประเทศฝรั่ง ถ้าราคาสินค้าต่ำมากๆ จะกระตุ้นการซื้อ แต่ไม่กระตุ้นการผลิต เพราะขายแล้วไม่ได้กำไรนัก แต่ในประเทศจีน มีการใช้อำนาจกดราคาสินค้าให้ต่ำไว้ เพื่อเพิ่มปริมาณการซื้อ จากนั้นก็ควบคุมต้นทุนการผลิต คือ แรงงานซึ่งรัฐบาลกำหนดรายได้เองได้ เพราะการแข่งขันที่ไม่เสรี ทำให้ได้สินค้าราคาต่ำ แต่ยังมีกำไร และทำให้เกิดการบริโภคมากขึ้นภายในประเทศ เมื่อบริโภคมากขึ้น ก็ต้องผลิตมากขึ้น และคนก็ทำงานมากขึ้นไปด้วย ในประเทศฝรั่งทำแบบนี้ไม่ได้ เพราะไม่สามารถควบคุมกระบวนการทางเศรษฐศาสตร์ได้ทุกขั้นตอน ทว่า การควบคุมและกำหนดที่มากเกินไปนี้ ไม่สะท้อนภาพความจริงของระบบเศรษฐกิจ ในระยะยาว เมื่อตัวแปรต่างๆ ได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จะเกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมาก เช่น การที่บริษัทต่างชาติพยายามเข้าไปค้าขายในประเทศจีน แต่ก็พบกับกำแพงการกีดกันการค้าอย่างมาก นี่เพราะ ผลจากตัวแปรใหม่ที่เพิ่มเข้าไปจะไปรบกวนสมดลเดิมของระบบเศรษฐกิจของประเทศจีนนั่นเอง ถ้าการค้าขายเสรีมากๆ สินค้ามีราคาเปลี่ยนแปลงไป เช่น มีราคาถูกกว่ามาขาย หรือของคุณภาพดีที่แพงกว่าแต่คนนิยมขึ้นมา ธุรกิจดั้งเดิมที่ควบคุมโดยรัฐบาลย่อมได้รับผลกระทบทันที นี่เพราะเศรษฐกิจในจีนเป็นระบบที่ควบคุมและกำหนดมากเกินไป จึงยากเกินกว่าที่จะเปิดรับตัวแปรใหม่ๆ ให้เข้าไปกระทบต่อระบบเดิมได้ ในประเทศฝรั่งนั้น มีการวางแผนที่ทำให้อเมริกาเติบโตเป็นประเทศมหาอำนาจอย่างรวดเร็ว ด้วยการปล่อยให้มีการแข่งขันอย่างเสรีและรุนแรง เพื่อสร้างให้ระบบนี้พัฒนาคนเอง คนที่แข่งขันชนะ ก็เข้มแข็ง คนที่อ่อนแอก็ถูกระบบขจัดออกไป ไม่เหลียวแล ไม่ต้องมีภาระ รัฐบาลไม่ต้องออกเงินแบกรักภาระนี้ ส่วนในประเทศจีนมีการเลี้ยงดูและฝึกฝนเยาวชนตั้งแต่เด็ก ทำให้รัฐบาลต้องมีค่าใช้จ่ายมากกว่า ในประเทศสังคมนิยมมีค่าใช้จ่ายมากในการพัฒนาคนอย่างนี้ แต่ในประเทศทุนนิยม จะใช้การแข่งขันกันของคนในประเทศ เพื่อเพิ่มศักยภาพของคน เมื่อคนแข่งขันจนมีความสามารถขั้นสูงแล้ว รัฐบาลเขาจะดึงเข้าไปทำงานในหน่วยงานพิเศษก่อน เช่น องค์การนาซ่า จากนั้น เมื่อความสามารถสูงขึ้นจึงถึงขีดที่เหนือระดับแล้ว จะดึงเข้าไปทำงาน “เบื้องหลัง” โดยการทำงานเบื้องหลังนี้จะได้รู้ถึงเทคโนโลยีที่เป็นความลับทั้งหมดของอเมริกา ดังนั้น จึงต้องอยู่อย่างลับๆ และอยู่ในห้องทำงานตลอด มีทุกอย่างใช้อย่างฟุ้งเฟ้อ แต่ไม่ค่อยได้เห็นเดือนเห็นตะวัน จนกลาย เป็นโรคแพ้แสงแดด ที่เราเรียกคนเหล่านี้ว่า “มนุษย์ต่างดาว” นั่นเอง คนที่ต้องทำหน้าที่เป็นมนุษย์ต่างดาวนี้ มีความเก็บกดมากเพราะทำงานเบื้องหลัง รู้เห็นความลับต่างๆ ของรัฐบาลแต่ไม่สามารถมีชีวิตอยู่อย่างปุถุชนปกติได้ พวกเขายังมีความเป็นมนุษย์อยู่ เมื่อเครียดมากๆ ก็ต้องระบายออก บางครั้ง พวกเขาถูกบีบบังคับให้ทดลองอาวุธที่รัฐบาลต้องเก็บเป็นความลับ เช่น อาวุธเชื้อโรค ต้องทดลองกับคน เพาะเลี้ยงเชื้อโรคต่อในคน ก็ต้อง “ลักพาตัวคน” มาสู่ห้องทดลอง และแสร้งทำให้เหยื่อตื่นจากยาสลบ ให้เห็นหุ่นรูปมนุษย์ต่างดาว แล้วเอาตัวคนๆ นั้นไปปล่อย ทำให้คนๆ นั้น คิดว่าตนถูกมนุษย์ต่างดาวจับตัวไป เพราะความที่ไม่ได้ตรวจให้ดีว่าตนเห็นอะไร ก็ออกไปร้องแร่แห่กระเชิงว่าตนถูกมนุษย์ต่างดาวลักพาตัวไป บ่อยมากที่การทดลองเกี่ยวข้องกับมนุษย์ และต้องใช้มนุษย์ทดลอง แต่โลกเราต่อต้านและไม่ยอมรับเป็นแน่ ในเมื่อรัฐบาลจำเป็นต้องทำเพื่อพัฒนาประเทศให้เจริญเป็นมหาอำนาจเหนือประเทศอื่นก็ต้องใช้วิธีนี้ ผู้ทำงานเบื้องหลังจึงมีความเก็บกดมาก และพยายามสื่อสารบอกชาวโลก ผ่าน “มนุษย์ต่างดาว” ซึ่งแท้แล้วก็คือ ผู้ทำงานเบื้องหลังนั่นเอง เช่น เตือนว่าอาวุธที่ร้ายกาจสำเร็จแล้ว เป็นต้น
เราจะเห็นวิธีการบริหารทรัพยากรมนุษย์ของแบบฝรั่งและจีนที่แตกต่างกัน ในแบบจีนนั้น เด็กได้รับการดูแลก่อน จนเมื่อโตแล้วต้องทำงานหนักแต่ได้เงินน้อยใช้หนี้คืนให้ประเทศ แต่คนจีนจำนวนมากต้องเป็นแบบนี้ บางคนไปทำงานในเหมืองถ่านหินที่ไม่มีมาตรฐานต้องถูกดินถล่มทับตาย จนเป็นข่าวอยู่บ่อยๆ ก็มี แต่ในประเทศฝรั่ง จะต่างกันไป เพราะคนไม่ได้รับการดูแลมากเท่าจีน เด็กจะเติบโตด้วยตนเอง และต้องแข่งขันกันอย่างหนัก เมื่อผ่านด่านต่างๆ กลายเป็น “คนที่มีความสามารถพิเศษ” เหมือน X-men แล้ว ก็ต้องเข้ามาทำงานเบื้องหลัง ซึ่งจะมีวิถีชีวิตที่แตกต่างจากคนทั่วไป แม้ได้รายได้มากมาย ใช้ชีวิตได้อย่างฟุ้งเฟ้อ แต่ต้องอยู่อย่างไม่เหมือนมนุษย์ คือ เหมือนมนุษย์ต่างดาวนั่นเอง
นี่คือ “กลไกลเบื้องหลังความสำเร็จของประเทศมหาอำนาจทั้งสอง” ส่วนประเทศญี่ปุ่น คนมีความคุ้นเคยกับระบบบริษัทมาก่อน เพราะญี่ปุ่นเคยมีระบบมหาจักรพรรดิ และโชกุน ตระกูลต่างๆ มากมาย ใครสมัครใจจะรับใช้ตระกูลไหน ก็ไปเป็นบริวารของตระกูลๆ นั้น และมีความจงรักภักดีต่อโชกุนนั้นๆ เหมือนพระราชาองค์หนึ่งทีเดียว ดังนั้น เมื่อประเทศเข้าสู่ยุคการค้าขาย คนญี่ปุ่นจึงปรับตัวได้เร็ว มีใจสามัคคีร่วมพลังกัน ทำงานให้ก้าวหน้าต่อไปได้ ในขณะที่อเมริกาเป็นคนที่มาจากหลายประเทศแถบยุโรปแล้วรวมตัวกับก่อตั้งอเมริกาขึ้นมา ไม่มีใครเป็นเจ้ามาก่อน ทุกคนจึงคุ้นเคยกับระบบเท่าเทียมกันและแข่งขันอย่างเสรี ในขณะที่จีนเคยมีหลายก๊กจนกลายมาเป็นจีนหนึ่งเดียวที่รวมกันอยู่ได้ด้วยการใช้อำนาจแบบรวมศูนย์ ถ้าดูจากประวัติศาสตร์แล้ว พัฒนาการทางสังคมและชนชาตินั้น คนไทยเรานับว่ายังมีพัฒนาการสูงกว่า แม้ความเจริญทางวัตถุของเรายังไม่ได้เริ่มต้นในยุคนี้ก็ตาม แต่เราได้เริ่มความเจริญของสังคมจากรากฐานคือชนชาติ และสังคม จนจากประเทศไทยที่มีหลายเผ่าพันธุ์ รวมเลือดเนื้อเป็นชาติเชื้อไทยนั้น กลายเป็นคนไทยที่มีใจเดียวกัน ประเทศไทยเราผ่านยุคที่มีเจ้ามากมาย เช่น เจ้าทางเหนือ, เจ้าทางใต้, เจ้าทางภาคกลาง ฯลฯ มาแล้วและเข้าสู่ยุคการมีบริษัทในปัจจุบันแล้วด้วย ดังนั้นการพัฒนาต่อไป จึงไม่ได้ช้าอย่างที่คิด เพราะความช้านั้นเป็นเพียงเรื่องวัตถุที่ตามชาติมหาอำนาจไม่ทัน แต่รากฐานของเราพัฒนามายาวนานและมั่นคงกว่า ที่เหลือคือ “การบริหารคน” ถ้าเรามีระบบบริหารคนให้ทำงานรับใช้ชาติได้เมื่อไร เราก็ไม่ต่างจากอเมริกาที่มีมนุษย์ต่างดาวอยู่เบื้องหลังความเจริญ และคนจีนที่มีชาวจีนอยู่เบื้องหลังความเจริญเหมือนกัน
สำหรับประวัติศาสตร์ไทยมี “ผู้อยู่เบื้องหลัง” มาทุกยุคทุกสมัยตั้งแต่เริ่มต้นประวัติศาสตร์ คือสุโขทัยก่อตั้งก็มีเบื้องหลัง คือ พ่อขุนผาเมือง, ในสมัยพระเจ้าอู่ทองก็มีเบื้องหลังเป็นพวกพราหมณ์, ในสมัยบางระจัน ก็มีพระอาจารย์ธรรมโชติอยู่เบื้องหลัง, สมัยพระนเรศวรก็มีเบื้องหลังคือพระสงฆ์อาจารย์ของท่าน, แม้แต่การที่ประเทศไทยรอดจากภัยสงครามมาได้ในสมัยรัชการที่ห้า หลวงพ่อโต ก็นับเป็นหนึ่งในเบื้องหลังความสำเร็จนั้นๆ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังของประเทศไทยมีทุกยุคทุกสมัย แต่ไม่ได้มุ่งเน้นการเจริญเติบโตทางวัตถุหรืออำนาจ ทำให้เราเป็น “ฝ่ายรับ” มาตลอดและไม่เคยเป็น “ประเทศมหาอำนาจ” เสียที แต่ในยุคต่อไป เราอาจมีเบื้องหลัง ที่มาจากพระสงฆ์ก็ดี, ฆราวาสก็ดีซึ่งมีความรู้อันสั่งสมมาดีจากประสบการณ์ทางโลกคอยค้ำจุนประเทศต่อไป เมื่อคนเหล่านี้สามารถอยู่อย่างไม่มีคนรู้จัก และเขียนหนังสือออกมาเพื่อให้ปัญญาแก่คนในประเทศและทำให้คนในประเทศมีปัญญาพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ จนเกิดความเจริญรุ่งเรืองไม่ต่างจากอเมริกาในวันนี้ก็ได้ ถ้าจีนเจริญได้ด้วยเบื้องหลังคือทาส, อเมริกาเจริญได้ด้วยเบื้องหลังคือมนุษย์ต่างดาว, ประเทศไทยเราต้องเจริญได้ด้วยเบื้องหลังคือ “พระโพธิสัตว์และพระยูไล” ที่มาในรูปของพระสงฆ์ก็ดี, ฆราวาสผู้ทรงธรรมก็ดี, นักปรัชญาก็ดี, นักปราชญ์ก็ดี, นักเขียนก็ดี, ศิลปินก็ดี ฯลฯ เขาเหล่านี้จะไม่ได้อยู่อย่างฟุ้งเฟ้อแบบมนุษย์ต่างดาว ไม่ได้ลำบากอย่างทาส แต่จะมีชีวิตอยู่อย่างอิสระ, สงบสันโดษ, เรียบง่ายพอเพียง และกลั่นกรองความคิดตกผลึกออกมาสั่งสอนคนทั้งหลายในประเทศนี้ ตราบเท่าที่คนในประเทศนี้ยังเลี้ยงดูเขา ได้แก่ พระสงฆ์ก็ดี, ฆราวาส ผู้ทรงธรรมก็ดี, นักปรัชญาก็ดี, นักปราชญ์ก็ดี, นักเขียนก็ดี, ศิลปินก็ดี ต่อไป ประเทศไทยจะมีเบื้องหลังที่ดีคอยพัฒนาประเทศต่อไปไม่สิ้นสุด
ธรรมปฏิเวธ เรื่อง เศรษฐศาสตร์สมมุติและเศรษฐศาสตร์วิมุติ ตอนที่ 2
ตอนที่สองนี้ขอเสนอเรื่อง “แผนเศรษฐกิจ”
การวางแผนเศรษฐกิจที่ดีที่สุดคือการไม่วางแผน เพราะการวางแผนทุกครั้งนั้น หมายถึง อนาคตต้องมีผู้ได้รับผลประโยชน์และเสียผลประโยชน์ กลุ่มที่ได้และเสียเหล่านี้เอง จะเข้ามาควบคุมกลไกลของรัฐบาลผ่านรูปแบบต่างๆ เช่น การใช้เงินสนับสนุนเบื้องหลังพรรคการเมือง เพื่อแลกกับผลประโยชน์เชิงนโยบาย ตัวอย่างง่ายๆ เช่น การประมูลโครงการสำคัญๆ ของรัฐบาล ถ้าโครงการใหญ่เหมาทั้งโครงการ มูลค่าร้อยล้าน อย่างนี้ ก็ต้องมีบริษัทรับเหมาที่ได้ผลประโยชน์มาก การเอาเงินสนับสนุนพรรคฯ จึงเป็นช่องโอกาสในการเจรจาเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์นั้น ในเชิงการประมูลนั้น มองออกง่าย แต่ใช้เชิงนโยบายนั้นมองออกยาก เช่น นโยบายเรียนฟรี อันนี้ ใครได้ผลประโยชน์ ใครเสียผลประโยชน์ ดูออกยากมาก ในบางนโยบายดูดี แต่ส่งผลต่อผลประโยชน์ซึ่งตกถึงคนบางกลุ่มด้วย เช่นนี้ การวางแผนเศรษฐกิจ จึงไม่ใช่สิ่งที่เป็นคำตอบที่ดีที่สุดเสมอไป
การวางแผนนั้น ควรวางแบบพื้นฐานและเป็นมาตรฐานทั่วไป แต่ละปีแทบไม่ต่างกัน เพื่อเปิดโอกาสให้มีความยืดหยุ่นในการปฏิบัติจริง และหวังการดำเนินงานจากแผนเฉพาะส่วนงานประจำ เช่น เงินเดือนข้าราชการที่ต้องจ่ายอยู่แล้วทุกเดือน, ค่าน้ำค่าไฟ ซึ่งเป็นงานรูทีน ที่ไม่ต้องใช้การถก หรือความคิดมาก แต่สิ่งนี้ไม่ใช่หัวใจสำคัญของความสำเร็จ ควรให้น้ำหนักกับการทำงานในสถานการณ์จริง อันนอกเหนือแผนการให้มาก เช่น การที่เราตรวจพบปัญหาแล้วสามารถอนุมัติงบฉุกเฉินมาจัดการได้ทันท่วงที การเขียนแผนการที่ดี และจ่ายงบออกหมดเกลี้ยง เหลืองบสำรองไว้เพียงเล็กน้อย จะทำให้ง่ายมากต่อการโกงกิน หรือเอื้อผลประโยชน์ให้คนบางกลุ่ม เมื่อใดก็ตามที่นโยบายถูกเปิดเผยออกมา ก็จะมีผู้ได้ผลประโยชน์และผู้เสียผลประโยชน์คู่กันอยู่เสมอ และเมื่อนั้น โครงการต่างๆ ที่ทำไว้ตามแผนจะเป็นเหมือนกระเชอก้นรั่ว ที่เบิกเงิน เบิกงบออกไป ก็มีเล็ดลอดโกงกิน และเทคนิควิธีในการทำเงินเข้ากระเป๋าตัวเองในแบบต่างๆ มากมาย ดังนั้น การวางแผนที่ดีคือ “การไม่วางแผน” แต่เราต้องมีแผนในหัวเราแล้ว และพร้อมเสมอที่จะหยิบมาใช้ ได้อย่างฉับพลัน นี่ต่างหากที่เรียกว่า “แผน” เพราะถ้าเปิดเผยให้คนรู้กันทั่ว ก็ไม่เรียกว่าแผนการ โดยเฉพาะในการบริหารบ้านเมือง, ปกครองประเทศด้วยแล้ว การที่ผู้นำต้องทำแผนการอย่างเปิดเผย จะเปิดช่องให้ “ผู้บงการเบื้องหลัง” สามารถตรวจสอบและควบคุมได้อย่างเต็มที่ ดังนี้ ผู้นำก็เป็นได้แค่ “หุ่นเชิด” ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในผลประโยชน์ต่างๆ เท่านั้น มีความคิดแย้งว่ารัฐบาลควรโปร่งใส และพร้อมให้ตรวจสอบได้ ดังนั้น การทำแผนการจึงต้องชัดเจนเปิดเผยซึ่งก็จริงอยู่เฉพาะในงานประจำ (งานรูทีน) เท่านั้น แต่ในงานเชิงกลยุทธ์ ไม่ควรเปิดเผย ถ้าผู้นำเปิดเผยแผนการของตนให้ผู้ตามรับรู้เมื่อไร ก็จะต้องเป็นผู้ตามเมื่อนั้น ในประเทศจีน ฮ่องเต้จะสวมมงกุฎที่ร้อยลูกปัดเป็นแฝงปิดพระพักตร์ไว้ เพื่อไม่ให้ขุนนางอ่านสีหน้าและแววตาได้ แม้กระทั่งการพูดคุย จะจ้องมองหน้าโดยตรงก็ไม่ได้ นี่คือ คนโบราณยังทราบว่าการให้ผู้ตามอ่านใจ หรือทายความคิดได้นั้น ไม่เป็นผลดีต่อผู้นำเลย ดังนั้น แผนการที่ดี ควรมีผู้รู้คนเดียว คือ ผู้วางแผนการเท่านั้น
เมื่อใดก็ตามที่ระบบ กำกับไว้ว่างบประมาณและแผนการต้องเปิดเผย และผู้นำไม่อาจเบิกงบฉุกเฉินตามความคิดเห็นของตนได้อย่างอิสระ เมื่อนั้นตำแหน่งผู้นำ จะตกอยู่ในฐานะ “หุ่นเชิด” ทันที การเจรจาต่อรองนอกรอบ (Lobby) จะเกิดขึ้น และผู้เจรจาที่เสนอข้อแลกเปลี่ยนที่ดี หรือมีบุญคุณหนุนหลังผู้นำนั้นอยู่ อาจกลายเป็นผู้กำหนดทิศทางของแผนการและการใช้จ่ายงบทั้งหมด ในประเทศอเมริกา บริษัทใหญ่ๆ จะลงขันกันให้เงินสนับสนุนการแข่งขันกันเลือกตั้งของผู้นำคนสำคัญ โดยมีข้อแลกเปลี่ยนเชิงนโยบาย เช่น บริษัทค้าทอง อาจต้องการผ่อนปรนเขตป่าสงวน เพื่อให้สามารถขุดทองในเขตนั้นได้ ดังนั้น นโยบายและแผนการจึงไม่ได้มีอิสระ แต่เต็มไปด้วย “มือที่มองไม่เห็น” คอยบงการครอบงำอยู่ตลอดเวลา ปัจจุบัน หลายประเทศกำลังตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้
ถ้าประเทศใดมีประธานาธิบดีและนายก แผนการควรถูกวางโดยประธานาธิบดีเพื่อให้นายกเป็นผู้ดำเนินการ, บริหารตามแผนการนั้น ส่วนประธานาธิบดีย่อมทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมกลไกล, ขับเคลื่อนกลไกล, วางนโยบาย และใช้แผนการเฉพาะของตนที่ไม่มีแบบแผน คือ นอกเหนือกฎเกณฑ์และกรอบระเบียบ เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้กับการปกครอง อนึ่ง การบริหารที่ดี ควรมีแผนการที่ชัดเจนเป็นที่ประจักษ์ร่วมกัน แต่สำหรับการปกครองแผนการที่ดี ต้อง “ลับ” และหลอกได้แม้แต่พวกเดียวกัน เนื่องจากในความเป็นจริงแล้ว คนเรามีพฤติกรรมเบี่ยงเยนต่อการกระตุ้นมาก เช่น ถ้าเราวางแผนจะพัฒนาการศึกษา ก็จะมีคนกลุ่มหนึ่งคิดกอบโกยเม็ดเงินที่จะลงไปเพื่อการพัฒนานั้น และการพัฒนาก็ไม่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง ดังนั้น ในทางการปกครอง ผู้นำจึงต้องมีแผนลับ และแผนต้องลับเสมอ จะให้ลูกน้องอ่านออกไม่ได้ ถ้าต้องการปฏิรูปการศึกษา ย่อมมีผู้เสียผลประโยชน์จากการปฏิรูปเกิดขึ้นมาก ดังนั้น จึงต้องหาวิธีทำแบบไม่ให้เกิดการต่อต้าน หรือทำให้ “แนบเนียน” ไม่ทำอย่างเปิดเผยแผนการให้เขารู้หมด และทำให้เขาทั้งหลายเกิดพฤติกรรมเบี่ยงเบนได้ การปฏิรูปจึงประสบความสำเร็จ โดยไม่ทันต่อต้าน
ในขณะที่การวางแผนจะมีการกำหนดงบประมาณที่ชัดเจน เบิกจ่ายที่ชัดเจนตรวจสอบได้ แต่การขับเคลื่อนกลไกลทางเศรษฐกิจไม่จำเป็นต้องวางแผน, เขียนงบ, เบิกงบและเปิด ให้ใครมาตรวจสอบ เพราะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นวิธีทางการปกครอง ไม่ใช่วิธีทาง การบริหาร เช่น การสนับสนุนผลไม้ไทย ไม่จำเป็นต้องเอางบมาลงแผนพัฒนาเลย การซื้อผลไม้จากแหล่งที่ควรได้รับการส่งเสริมโดยวิธีที่แตกต่าง เช่น การตั้งศาลเพียงตาขึ้น ใกล้ๆ แหล่งขายนั้น แล้วขอซื้อผลไม้ขึ้นศาลไหว้ แบบนี้ก็กลายเป็นข่าวได้ เมื่อเป็นข่าวแล้วคนก็รู้จักผลไม้ในแหล่งนั้นๆ เกิดการส่งเสริมด้วยการสร้างข่าวประชาสัมพันธ์ไปโดย ไม่รู้ตัว หรือถ้าจะขับเคลื่อนให้ผู้ว่าราชการลงมาดูแหล่งน้ำที่แห้งขอดจนทำนาต่อไปไม่ไหวของที่แห่งหนึ่ง อาจใช้อุบายเช่น นายกลงไปจับปลาในแม่น้ำที่แห้ง เพื่อสร้างข่าวให้เห็นว่าน้ำแห้งจนลงไปจับปลาได้ นี่ก็สามารถกระตุ้นให้หน่วยงานต่างๆ ต้องลงมาดูและทำงานต่อไปได้ จะเห็นว่าการขับเคลื่อนเหล่านี้นั้น ไม่ต้องมีแผน ไม่ต้องเขียนแผน และไม่ต้องเบิกงบประมาณแผ่นดินเลย และได้ผลมากกว่าการเขียนแผนที่เปิดเผยให้คนที่จ้องกอบโกยผลประโยชน์ลงมาฉกฉวยผลประโยชน์จากงบประมาณที่โจ่งแจ้งอีกด้วย
พึงเข้าใจว่าแต่ละหน่วยงานก็มีการทำงานแบบประจำ (รูทีน) อยู่แล้วสิ่งนี้กลายเป็นระบบ กลายเป็นแผนโดยธรรมชาติแต่กลับไม่ดีนักเพราะไม่ได้สัมพันธ์กับสถานการณ์ที่เปลี่ยน ไป เพราะบุคคลไม่มีแรงกระตุ้น ขาดกำลังใจ ขาดแรงขับเคลื่อนที่จะกระทำสิ่งต่างๆ ที่นอกเหนือจากงานประจำ ปัญหาหลายประการที่เกิดขึ้นใหม่ๆ ถูกละเลย ทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน การวางแผนเพื่อปฏิรูปหรือพัฒนาก็ดี ไม่สามารถทำได้ เพราะเขาไม่มีจิตสำนึกร่วมที่จะกระทำด้วย จึงคิดแต่จะจ้องฉกฉวยผลประโยชน์จากงบประมาณในแผนการต่างๆ เท่านั้นยิ่งวางแผนเท่าไรยิ่งรั่วไหลมากขึ้นเท่านั้นดังนั้นการลดงบประมาณในแผนการที่คาดการได้ เพื่อลดพฤติกรรมเบี่ยงเบนในทางการบริหารเช่นการ “ฮั้วะ” กันเป็นต้น เปลี่ยนมาเป็นการสร้างความปั่นป่วนด้วยสื่อเช่นการเข้าไปโผล่กลางลำน้ำที่แห้งขอดของบางจังหวัดเพื่อประจานให้เห็นปัญหาร่วมกัน อันอาจทำให้ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบออกมาร้อนตัวและเร่งดำเนินการแก้ไขก็ได้ นี่คือวิธีการขับเคลื่อนกลไกลที่ไม่ต้องใช้เงิน
ผู้นำต้องเอาตัวเองออกจากระบบงานรูทีนให้ได้ เพื่อเป็นตัวนำในการคิดนอกกรอบ และการไขปัญหานอกกรอบ อย่างน้อยต้องมีหนึ่งท่านในองค์กรที่มีอิสระทางความคิดเช่นนี้ ซึ่งก็ควรจะเป็นผู้นำผู้ที่มีวิสัยทัศน์ แล้วปล่อยให้ทีมงานอื่นๆ อยู่ในระบบ, ระเบียบ อยู่ในกรอบไป เพื่อให้การทำงานส่วนใหญ่เป็นไปตามปกติ แต่ในสถานการณ์พิเศษ ที่ไม่คาด คิดก็ต้องมีความยืดหยุ่นพอที่จะปรับกระบวนการทำงานได้ทันด้วย เพราะการทำงานใดๆ นั้น ย่อมต้องมีทั้งงานส่วนที่ดำเนินไปตามปกติ และส่วนที่แตกต่างไปจากปกติ ซึ่งส่วนที่แตกต่างไปจากปกตินี้หากไม่ใช่ผู้เป็นหัวหน้ากระทำแล้วลูกน้องก็ไม่อาจกระทำได้
ธรรมปฏิเวธ เรื่อง เศรษฐศาสตร์สมมุติและเศรษฐศาสตร์วิมุติ ตอนที่ 3
ตอนที่สามนี้ขอเสนอเรื่อง “ระบบการเงิน”
การเงินช่วยให้การซื้อขายแลกเปลี่ยนเป็นไปได้ง่ายมากขึ้น ขยายวงกว้างมากขึ้น แต่ว่ามนุษย์ไม่ได้มีแต่การซื้อขายเท่านั้น มนุษย์ในอดีตมีการให้โดยไม่หวังผลอยู่มาก เมื่อให้แล้วเกิดวัฒนธรรมการไม่หวงกัน เรียกว่า “เอื้ออารี” คือ ใครพอให้ได้ก็ให้ไป ให้ไม่ได้ก็ไม่ต้องให้ แต่เมื่อระบบการเงินเข้ามามีสัดส่วนในกิจกรรมทางเศรษฐกิจของคนในสังคมมากเกินไป ความยืดหยุ่นในรูปการให้และรับ การแลกเปลี่ยนก็หายไป ระบบเศรษฐกิจที่ดี ควรมีความยืดหยุ่นด้วย คือ นอกจากการใช้เงินในการซื้อขายแลกเปลี่ยนแล้ว ควรมีการให้และรับด้วย เช่น ในยามที่สินค้าเกษตรล้นตลาด ควรมีการให้สินค้าเกษตรแก่มิตรประเทศที่ยากจนก็ได้ ทำให้ปริมาณสินค้าลดลง และระดับราคาสินค้าจะเพิ่มขึ้น ในนักธุรกิจบางคน มีการทำลายสินค้าของตนเอง เพื่อให้ของลดลงและราคาเพิ่มขึ้น ผู้เขียน เคยได้ยินว่ามีคนเอาลูกไก่ไปทิ้งทะเลเป็นล้านตัว ลดปริมาณสินค้า เพื่อให้ราคาของไก่เพิ่มขึ้นก็มี แต่กลับไม่มีการให้ สังคมที่ไม่มีการให้และรับ ทำให้ขาดความยืดหยุ่น เมื่อเกิดปัญหาทางเศรษฐศาสตร์ ก็ยากที่จะหาทางออกได้ หรือถ้าพังก็พังเลย ไม่มีทางออกอื่นอีก ดังนั้น ผู้เขียนจึงเสนอว่าระบบการเงิน ไม่ใช่ระบบแทนการแลกเปลี่ยนทั้งหมดของระบบเศรษฐกิจ การสร้างระบบการเงินที่เข้มแข็งรัดกุม ไม่อาจเป็นหลักประกันได้ว่าระบบเศรษฐกิจจะไม่พังทลาย ตรงกันข้าม กลับทำให้เปราะเหมือนของที่แข็งย่อมแตกง่ายนั่นเอง การสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ระบบเศรษฐกิจคือการทำให้ระบบเศรษฐกิจไม่พังทลายง่ายๆ ได้มากกว่าสร้างสร้างกลไกลที่เข้มงวด เช่น การที่คนมีวัฒนธรรมของการให้ เจ้าหนี้มีจิตเอื้อเฟื้อโอบอ้อมอารี แม้ลูกหนี้ไม่มีเงินจ่ายก็ไม่ว่ากัน รอไปก่อน อย่างนี้ ระบบเศรษฐกิจจะพังไหม แบบนี้ไม่พังง่ายๆ หรอกถ้าเจ้าหนี้คิดว่าไม่ได้หนี้คืนก็ช่างเถอะ ถือว่าให้ ให้แล้วก็ได้รับเอง ไม่ชาตินี้ก็ชาติหน้า อย่างนี้ การฟ้องล้มละลายจะมีไหม ไม่มีหรอก แล้วระบบเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นแบบนี้จะพังง่ายๆ ได้อย่างไร ตรงกันข้าม ถ้ารัฐบาล ทำเป็นแบบอย่างให้คนเห็นว่าต้องเข้มงวด ต้องมีระเบียบมากๆ ต้องถูกเป็นถูก ผิดเป็นผิด แบบนี้ จะก่อให้เกิดวัฒนธรรมที่ไม่ยืดหยุ่น ไม่ผ่อนปรน แต่แข็งกร้าว ในที่สุดจะทำให้เปราะแตกได้ง่ายๆ ผู้คนไม่ถูกหลอมด้วยน้ำและไฟให้รวมกันเป็นหนึ่ง แต่ถูกแช่แข็งแล้วทำให้แตกออกเป็นเสี่ยงๆ เป็นกลุ่มเป็นก้อนนั่นเอง ระบบการเงินที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมที่ไม่ยืดหยุ่นนี้ เป็นระบบการเงินหุ่นยนต์ ไม่ใช่ระบบการเงินของสิ่งที่ควรจะเรียกได้ว่าเป็นมนุษย์ ดังนี้ ระบบการเงินที่ดี คือ ระบบการเงินที่สมดุล มีสัดส่วนอยู่ในกิจกรรมของมนุษย์ สัก ๖๐% ส่วนอีก ๔๐% คนในสังคมต้องมีวัฒนธรรมของการให้ที่ดี ทำให้ระบบเศรษฐกิจมีความยืดหยุ่น ที่ประเทศล่มจมกัน ระบบเศรษฐกิจล่มจมกันนั้น ไม่ใช่เพราะคนไม่มีเงิน แต่เพราะเจ้าหนี้กลัวไม่ได้เงินคืน จึงรีบทวงหนี้ ฟ้องลูกหนี้ ทำให้บริษัทต้องล้มละลายกันมากมาย แล้วแบบนี้ เศรษฐกิจจะไม่ล่มได้อย่างไร ตรงกันข้าม ถ้าเจ้าหนี้มีใจอ่อนโยนโอบอ้อมอารีบ้าง เศรษฐกิจจะไม่มีวันล่มสลายแน่นอน
ดังนั้น ระบบเศรษฐกิจที่ดี ต้องมีสมดุลของความยืดหยุ่นและแข็งแรง กล่าวคือ ระบบเงินที่รัดกุมนั้นต้องมีผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐศาสตร์ของคนในสังคมสัก ๖๐% แต่จะต้องมีวัฒนธรรมของการให้โดยไม่หวังผลตอบแทนอีก ๔๐% เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้สมดุลกันด้วย ระบบการใช้เงินกับระบบการให้โดยไม่หวังผล จะเอื้อประโยชน์กันอย่างนี้ เพราะกิจกรรมทางเศรษฐศาสตร์ที่ไม่อาจวัดค่าเป็นตัวเลขหรือตัวเงินได้นั้น ก็มีบทบาทสำคัญมาก เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างวัฒนธรรมแห่งความยืดหยุ่น เพราะอะไรก็ตามที่เน้นแต่วัดเป็นตัวเลขได้นั้น ไม่มีความยืดหยุ่น แต่อะไรที่เน้นคุณค่าทางใจ ไม่เน้นราคาที่วัดเป็นตัวเงินได้ สิ่งนั้นมีความยืดหยุ่น ระบบเศรษฐกิจที่มีความยืดหยุ่น ย่อมเหมือนมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ กล้ามเนื้อย่อมไม่แห้งแข็งเกร็ง แต่เมื่อใดที่สัตว์ตาย กล้ามเนื้อจะแข็งเกร็งขาดความยืดหยุ่น การทำให้ระบบเศรษฐกิจมีชีวิต ไม่ตายลงไปนั้น ก็คือ การทำให้ระบบนั้นมีความยืดหยุ่น ด้วยการเพิ่มเปอร์เซ็นต์ของสิ่งที่เป็นคุณค่าที่ไม่อาจวัดได้ลงได้ด้วย
การสร้างวัฒนธรรมทางเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่น
การสร้างวัฒนธรรมทางเศรษฐกิจที่มีความยืดหยุ่นนั้นไม่ใช้เงินในการสร้างหรือแก้ปัญหา และไม่ควรใช้เงินในการทำด้วย การโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์เพื่อหวังผลให้คนมีค่านิยม มีพฤติกรรมที่สอดคล้องกับเป้าหมายคือสร้างความยืดหยุ่นในระบบเศรษฐกิจนั้น ไม่อาจสำฤทธิ์ผลได้จริง เพราะสิ่งนั้นไม่ใช่ธรรมชาติ ค่านิยมจะเกิดได้โดยธรรมชาติ ไม่ได้เกิดจากงานสื่อสารมวลชน เช่น เกิดจากผู้นำประเทศมีความคิดที่ยืดหยุ่นก่อน มีการแสดงออก มีพฤติกรรมที่ยืดหยุ่นก่อน ผู้ตามทั้งหลายก็จะเดินรอยตามเอง ตามธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งเป็นสัตว์สังคม สิ่งนี้ ไม่ต้องใช้งบประมาณในการทำกิจเลย อนึ่ง การสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้ระบบเศรษฐกิจล้มได้ยากนั้น ต้องสร้างวัฒนธรรมสองชนิดควบคู่กัน คือ วัฒนธรรมแห่งการให้โดยไม่หวังผลตอบแทน และวัฒนธรรมแห่งการตอบแทนผู้มีคุณ (กตัญญู) สองอย่างนี้ดุจไฟกับน้ำ ที่ใช้เคี่ยวต้ม ทำให้สิ่งต่างๆ ถูกต้มในหม้อน้ำเดือดและอ่อนโยนยืดหยุ่นขึ้นฉะนั้น ดังรายละเอียดนี้
วัฒนธรรมการให้
ถ้าคนเราไม่ตระหนี่ รู้จักให้โดยไม่หวังผลตอบแทนแล้ว กิจกรรมทางเศรษฐศาสตร์ที่ไม่ได้เกิดโดยผ่านเงิน เงินที่เปราะบางและพร้อมจะกลายเป็นกระดาษเพราะค่าของเงิน แกว่งไปมาตามการซื้อขายตลาดเงิน, ตลาดทุน แม้แต่ตลาดสินค้าแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศนั้น ไม่อาจสร้างความมั่นใจได้ เพราะความเปราะบางไร้ความยืดหยุ่นนั้น แม้ได้รับผลกระทบก็อาจแตกได้ง่ายๆ ต่อให้ยิ่งใหญ่เท่าใดก็ตาม ดังนั้น สิ่งที่สำคัญและระบบเศรษฐกิจต้องการคือ “กิจกรรมทางเศรษฐศาสตร์ที่สร้างความยืดหยุ่นให้แก่ระบบ” ซึ่งก็คือ “การให้โดยไม่หวังผลตอบแทน” นั่นเอง นี่ไม่ใช่การพูดให้สวยหรูดูดี หรือเป็นความพยายามเอาเรื่องธรรมะเข้ามาใส่ในเศรษฐศาสตร์ ผสมกันอย่างนักปราชญ์ที่ไม่เข้าใจเศรษฐกิจจริงๆ ก็หาไม่ แต่ผู้เขียนเขียนในฐานะผู้ศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์โดยตรง นี่คือ เรื่องจริงที่ว่ากิจกรรมทางเศรษฐศาสตร์ที่มีความยืดหยุ่น จะช่วยทำให้ระบบไม่พังลงง่ายๆ ซึ่งกิจกรรมเหล่านั้น ต้องไม่เน้นการวัดเป็นตัวเลข เพราะกิจกรรมที่มีแต่ตัวเลข เช่น กิจกรรมที่ผ่านเงินนั้น เป็นกิจกรรมที่ไม่มีความยืดหยุ่น และทำให้ระบบเปราะบาง
วัฒนธรรมความกตัญญู
วัฒนธรรมความกตัญญู จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นได้ว่าแม้ได้ให้ผู้อื่นไปแล้ว วันหน้าย่อมได้รับผลดีตอบแทนกลับมาแน่นอน แม้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ไปแล้ว เขามีความกตัญญูต่อเรา วันหน้าเรามีความยากลำบากบ้าง เขาย่อมเป็นที่พึ่งแก่เราได้ ดังนั้น ความเชื่อมั่นของทุกหน่วยเศรษฐกิจ ทั้งฝ่ายผู้ให้ยืมและผู้กู้ยืมไม่ได้มาจากตัวแปรมิติเดียว คือ ไม่ได้ดูแต่เรื่องเงินเท่านั้น ยังให้ความสำคัญของมนุษย์ในฐานะที่เป็นมนุษย์ด้วยคือ เชื่อว่าเขายังมีชีวิตอยู่อีกยาวนาน วันข้างหน้าอาจได้พึ่งพาอาศัยกันได้ ในฐานะเพื่อนมนุษย์ที่เป็นสัตว์สังคมนั่นเอง ดังนั้น มูลค่ารวมของความเชื่อมั่นสาธารณะก็เพิ่มขึ้น ความหมายคือ ถ้าคนในสังคมไม่เชื่อใจกัน มูลค่ารวมของความเชื่อมั่นสาธารณะมีน้อย ความยืดหยุ่นของสังคมมีน้อย กิจกรรมทางเศรษฐศาสตร์ก็กลายเป็นกิจกรรมที่มีแต่ส่วนที่ใช้ตัวเลขวัด กิจกรรมที่ไม่เน้นตัวเลขทั้งหลาย ซึ่งมีความยืดหยุ่นมากได้ถูกลดบทบาทลง และส่งผลให้บรรยากาศของเศรษฐกิจเคร่งตึง จนกลายสภาพเป็นดังน้ำแข็งที่เปราะบางพร้อมที่จะแตกหัก พลังทลายได้ง่ายๆ สมมุติกันเล่นว่า ถ้าเจ้าหนี้ของอเมริกาเกิดกลัวว่าจะไม่ได้เงินคืนขึ้นมา เรียกเอาเงินคืนพร้อมกันทันที ไมได้ก็จะฟ้องล้มละลาย รับรองว่าภายในระยะเวลาสั้นๆ เศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ของอเมริกาต้องพังพินาศลงไปแน่ๆ ดังนั้น ถ้าสังคมใด มีค่านิยมแห่งความกตัญญู ผู้คนในสังคมมีความกตัญญูแล้ว สังคมนั้นจะรับประกันได้ว่าการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์นั้น ยังหวังผลคืนได้บ้าง ดังนั้น กิจกรรมทางเศรษฐศาสตร์ที่ยืดหยุ่นจะเกิดได้ตามมาคือ การให้โดยไม่หวังผลคืนเป็นตัวเลขแน่นอน เช่น คืนเท่าไร คืนเมื่อไร อย่างนี้ไม่จำเป็น เพราะทุนสังคมด้านความกตัญญูมีมากนั้นเอง การที่ประเทศใดสร้าง “ทุนสังคมหรือทุนสาธารณะ” ไว้อย่างนี้ ย่อมมีทุนอื่นๆ ที่ไม่ใช่เงินอยู่มาก
ธรรมปฏิเวธ เรื่อง เศรษฐศาสตร์สมมุติและเศรษฐศาสตร์วิมุติ ตอนที่ 4
ตอนที่สามนี้ขอเสนอเรื่อง “ทุนสาธารณะ”
ทุนสาธารณะคือ ทุนที่คนในสังคมได้ประโยชน์ร่วมกัน เช่น การที่มีดิน, น้ำ, ลม, ไฟหรือธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้คนในสังคมนั้นๆ ได้ประโยชน์ร่วมกัน อนึ่ง ทุนสาธารณะมีทั้งที่มองเห็นได้และมองไม่เห็นเช่น ทุนสาธารณะที่เป็นวัตถุเช่น แม่น้ำ, ภูเขา, ทะเล แต่ก็มีทุนสาธารณะที่มองไม่เห็นด้วย เช่น ค่านิยมในการให้ สิ่งนี้ เป็นทุนทางสังคมที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนสิ่งของกันของคนในสังคม ขับเคลื่อนให้ระบบเศรษฐกิจเคลื่อนต่อไปได้ ถ้านำเอามูลค่าของการให้และรับมาตีเป็นราคา คำนวณออกมาก็จะทราบว่าระบบการให้และรับโดยไม่มีเงินนี้ มีมูลค่าเป็นตัวเงินเท่าไร ซึ่งระบบนี้ไม่อาจนำมาคิดเป็นภาษีได้ แต่ถ้าค่านิยมในการให้และรับมีผลมากถึงจุดหนึ่ง รัฐบาลก็ได้รับผลจากค่านิยมนี้ด้วยเช่น การทอดผ้าป่าทองคำช่วยชาติ ของหลวงตามหาบัว ก็เป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการให้ ทำให้การให้แปลงเป็นกิจกรรมที่ให้ผลไม่ต่างจากการเก็บภาษีนั่นเอง อนึ่ง การให้นี้ เป็นกระบวนการช่วยกระจายสินค้า, กระจายรายได้ ได้อย่างดี จึงเป็นกิจกรรมที่มีคุณค่าในทางเศรษฐศาสตร์ และช่วยให้ระบบเศรษฐกิจดำเนินไปได้ด้วยดีอีกด้วย
ทุนสาธารณะที่มองไม่เห็น (Invisible public capital)
ในบทความนี้จะไม่ขออธิบายเรื่องทุนสาธารณะที่มองเห็นได้ คิดว่านักเศรษฐศาสตร์ท่านอื่นคงอธิบายไว้ดีและมากพอแล้ว จึงขอเสริมเฉพาะเรื่องทุนสาธารณะที่มองไม่เห็น อนึ่ง ทุนสาธารณะที่มองไม่เห็นก็คือวัฒนธรรมธรรมที่ดีในทางเศรษฐกิจ (Positive Economic Culture) เช่น ค่านิยมที่เจ้าหนี้ให้ความเชื่อมั่นแก่ลูกหนี้ที่จิตใจหรือพฤติกรรมด้วย ทำให้เกิดความยืดหยุ่น เมื่อลูกหนี้เป็นคนกตัญญู เจ้าหนี้เชื่อมั่นว่าแม้ไม่ได้เงินคืนในวันนี้หรือหลายปีก็ตาม วันหน้า ลูกหนี้ต้องมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นๆ ตอบแทนเจ้าหนี้เป็นแน่ นี่คือ ตัวอย่างของค่านิยมที่ดี ที่ช่วยให้ระบบเศรษฐกิจมีความยืดหยุ่น หรือการที่เจ้าหนี้ให้เงินกู้โดยไม่มุ่งหวังกำไรเป็นสำคัญ แต่มุ่งหวังความแน่นอนมาก่อน ทำให้เจ้าหนี้ไม่โลภ และคัดเลือกลูกหนี้ที่ดีและไม่เบี้ยวหนี้ การปล่อยหนี้ จึงไม่เกิดกับลูกหนี้ชั้นเลว ปัจจุบัน มีความโลภในหมู่เจ้าหนี้มากที่ต้องการปล่อยหนี้ให้ได้มากๆ จนไม่ดูพฤติกรรมของลูกหนี้ให้ดี ปล่อยกู้ง่าย ทำให้เกิดปัญหาหนี้เสียตามมา อันนี้ เป็นค่านิยมเชิงลบทางเศรษฐกิจ
ความเสียสละ ทำให้เกิดแรงขับเคลื่อนในการเป็นผู้กระจายสินค้า
คือ การให้และการยอมเสียประโยชน์ส่วนตัวเพื่อส่วนรวม ถ้าสังคมใดมีคนในสังคมที่มีค่านิยมนี้มากๆ ระบบเศรษฐกิจจะมีความยืดหยุ่น และขับเคลื่อนได้โดยไม่ต้องใช้เงินทุน
ความกตัญญู ทำให้เกิดแรงขับเคลื่อนในการแลกเปลี่ยนสินค้า
คือ การตอบแทนแก่ผู้ที่ดีต่อเรา ถ้าสังคมใดมีคนที่กตัญญูอยู่มาก จะทำให้เกิดพลวัตรของการให้และการตอบแทน การแลกเปลี่ยนโดยธรรมชาติ ไม่ใช้เงินทุนก็จะเกิดขึ้น
ความสมถะ ทำให้รากฐานของเศรษฐกิจมั่นคงมีเสถียรภาพ
คือ การพอใจในความเป็นอยู่ที่พอมีพอกิน ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่หลงระเริงในโลกียสุขมาก อยู่อย่างสงบสุขได้ไม่ต้องแก่งแย่งแข่งขัน เพราะการไม่สมถะทำให้เศรษฐกิจร้อนเกินไป
ความสุนทรียะ ทำให้การผลิตและบริโภคสิ่งที่ใช้ทรัพยากรน้อย
คือ การพอใจในการสร้างคุณค่าหรือเห็นคุณค่าของสิ่งที่ละเอียดอ่อน เช่น เห็นคุณค่าของสิ่งที่ไม่ใช่วัตถุแต่มีคุณค่าทางใจ จะทำให้ทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลายน้อยลง
นี่คือ ตัวอย่างของ “ทุนสาธารณะที่มองไม่เห็น” ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ถ้าสังคมใด ประเทศใดมีมาก เศรษฐกิจจะล้มได้ยาก ที่ล้มยากไม่ใช่เพราะยิ่งใหญ่ แต่เพราะยืดหยุ่นนั่นเอง
เศรษฐกิจที่เข้มแข็งกับยืดหยุ่นอะไรดีกว่ากัน
ระบบเศรษฐกิจก็เหมือนต้นไม้ ถ้ามีรากเหง้าหยั่งลึกแข็งแรง มีกิ่งก้านอ่อนโอนผ่อนไปตามแรงลด ต่อให้มีพายะขนาดไหนก็ไม่อาจทำลายให้ล้มลงมาได้ แต่ถ้าต้นไม้มีรากที่ไม่ดี และมีกิ่งก้านที่แข็งเกินไป เมื่อได้รับแรงพายุปะทะ ก็จะหักโค่นลงมาได้ง่ายๆ ดังนี้ ระบบเศรษฐกิจที่ดี จึงต้อง “เข้มแข็งที่รากฐาน ยืดหยุ่นที่ปลายยอด” ก็ธรรมชาติของต้นไม้ก็เป็นอย่างนี้ คือ แข็งแรงในส่วนราก ส่วนล่างฐาน และยืดหยุ่นส่วนปลาย ส่วนยอด จึงหักโค่นได้ยาก เหมือนการฝึกไทเก๊กก็เหมือนกัน ยืดหยุ่นพลิ้วไหวทั่งร่าง แต่รากฐานมั่นคง ปัจจุบัน ระบบเศรษฐกิจไทย มุ่งเน้น “ความเข้มแข็ง” และการทำงานเน้น “ส่วนยอด” ไม่ลงมาสร้างความมั่นคงที่รากฐานของระบบเศรษฐกิจ คือ พีรามิดฐานล่าง คนชนชั้นล่างไม่มีความมั่นคง ในขณะที่เน้นความเข้มแข็งที่ปลายยอดแทน เช่นนี้ จึงสลับกัน คือ รากฐานอ่อนแอ แต่ปลายยอดแข็งกร้าว นี่เป็นลักษณะที่โค่นล้มได้ง่ายที่สุด
การสร้างความมั่นคงที่รากฐานเศรษฐกิจ
คือ กลุ่มชนชั้นล่าง ต้องมีความมั่นคง สมถะ พอเพียง เลี้ยงตัวรอดได้ในระยะยาว อยู่ได้อย่างเป็นธรรมชาติ เหมือนสัตว์ที่อยู่ในธรรมชาติได้อย่างเสรี คือ มีความยั่งยืนในระยะยาว ชาวนาชาวไร่ ต้องสามารถดำรงชีพอยู่ได้อย่างเรียบง่ายมีที่อยู่ มีข้าวกิน มีสิ่งจำเป็นพอใช้ได้ แม้ไม่ได้คุณภาพที่ดีมากก็ยังพอมีใช้ได้ เมื่อรากฐานมั่นคงแล้ว เศรษฐกิจจะล้มได้ยาก เหมือนต้นไม้ที่มีรากเจริญดี เหมือนหญ้าแฝก ที่มีรากดี แต่ลำต้นและยอดนั้น ลู่ตามลม ไม่ว่าลมหรือฝนจะรุนแรงเท่าใด แต่หญ้าแฝกจะดำรงอยู่ได้ ไม่ถูกทำลายลง
การสร้างความยืดหยุ่นที่ส่วนยอดเศรษฐกิจ
คือ กลุ่มคนชั้นกลางและชั้นบน จะต้องมีความยืดหยุ่นบ้าง เพื่อผ่อนปรนให้มีทางออกในการปรับตัวเข้ากับสิ่งต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปของโลก หากมีความเข้มงวดมากเกินไป จะส่งผลให้การบริหาร และปรับตัวของชนชั้นกลางและชนชั้นบนทำได้ยาก การพลิกแพลง และใช้กลยุทธ์ต่างๆ ทำได้ยากมากขึ้น สุดท้าย เมื่อปรับตัวตามโลกไม่ทัน ไม่ได้ ก็ต้องพบกับปัญหาต่างๆ นานา ดังนั้น ความยืดหยุ่นจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในระดับส่วนยอดของระบบเศรษฐกิจ เช่น การสร้างหน่วยงานเจรจาผ่อนปรนหนี้ของชนชั้นบนและกลาง ไม่จำเป็นต้องใช้คืนเร็ว แต่มีหลักประกันให้ว่าเมื่อผ่านมรสุมทางเศรษฐกิจไปแล้ว ลูกหนี้จะมีความสามารถในการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ได้แน่ เช่นนี้ การฟ้องล้มละลายก็ลดลง
สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน (พ.ศ. ๒,๕๕๓)
สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน มีบางส่วนที่คล้ายกับสมัยรัชการที่เจ็ด คือ มีการเบิกจ่ายเงินคงคลังไปมาก เพื่อการแก้ไขปัญหาระยะสั้นเอาเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ความไว้วางใจ จึงใช้เงินมากมายเพื่อแก้ปัญหาระยะสั้นๆ แต่แท้แล้วปัญหาทางเศรษฐกิจ เป็นปัญหาระดับโลก และปัญหาไม่ได้แก้ที่สาเหตุ ดังนั้น การแก้ปัญหาแบบนี้ จึงได้ผลดีแต่ในระยะสั้นและอาจส่งผลร้ายในระยะยาวในอนาคต ระบบการเมืองไทย ที่มีสี่ปี่เปลี่ยนคณะรัฐบาลไปนั้น ประชาชนไม่อาจเข้าใจได้ว่ารัฐบาลที่สร้างผลงานมากมายในสี่ปีนั้น อาจสร้างภาระหนี้มากมายในรัฐบาลชุดต่อไป รัฐบาลที่ประชาชนมองว่าดีเพราะได้สร้างผลงานมาก อาจเป็นภัยต่อประเทศในระยะยาว ในขณะที่รัฐบาลที่ไม่เบิกใช้เงินมากนัก ไม่ค่อยมีผลงาน อาจเป็นรัฐบาลที่ดีเพราะมีความเป็นอนุรักษ์นิยม ซึ่งอาจเป็นสิ่งจำเป็นในขณะนั้นๆ ยุทธศาสตร์ “ไทยเข้มแข็ง” นั้นยังไม่ชัดเจนนัก ผู้เขียนมองว่าการทำงานยังไม่ลงสู่ระดับรากฐาน ทำให้เกิดความเข้มแข็งในระดับยอดแทน ทำให้ผู้ทำงานระดับบนเกิดความตึงเครียด และเกิดแรงต่อต้านตามมา ยุทธศาสตร์ที่ดี ควร “มั่นคงจากรากฐาน ยืดหยุ่นที่ปลายยอด” แทน เช่นนี้ จึงจะปรับตัวได้ง่ายในสถานการณ์ที่โลกมีแต่ความไม่แน่นอน เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตลอดเวลา อนึ่ง วิธีการ (Methodology) จะทำอย่างไรนั้น ผู้เขียนไม่ทราบ คงให้มุมมองได้ในเชิงกลยุทธเท่านั้น ส่วนยุทธวิธีคงต้องฝากให้ผู้ที่ปฏิบัติงานจริงนั้น ได้ช่วยกันระดมความคิด หาทางแก้ไขร่วมกันต่อไป