“โพวะ” ดับขันธปรินิพพาน และการกำหนดจิตยามละสังขาร

“โพวะ” ดับขันธปรินิพพาน และการกำหนดจิตยามละสังขาร

“โพวะ” ดับขันธปรินิพพาน และการกำหนดจิตยามละสังขาร

ในกรรมฐานสี่สิบตามหลักปฏิบัติจิตพุทธศาสนาในนิกายเถรวาทนั้น ได้กล่าวถึง “มรณานุสติ” คือ การใช้ความตายเป็นเครื่องเตือนสติทุกลมหายใจ ทำให้ไม่ประมาท ไม่ลุ่มหลง เพราะมีความตายเป็นเครื่องเตือนสตินั่นเอง ในหลักการทำสมาธิสายมหายานแบบทิเบต จะผสมผสานทั้งส่วนของการฝึก สติ, สมาธิ, ปัญญา, ศรัทธา และวิริยะ เข้ากับอย่างกลมกลืน กล่าวคือ การฝึกพิจารณาความตายตามหลักสมาธิแบบทิเบตนั้น จะไม่ใช่เพียงการพิจารณาด้วยสติ แต่เป็นการใช้สติพิจารณาร่วมกับพละทั้งสี่ตัวที่เหลือ คือ ต้องมีสมาธิและปัญญามาช่วยด้วย ไม่ได้ใช้ความตายเป็นเพียงเครื่องเตือนสติเท่านั้น กระบวนการนี้เรียกว่า “โพวะ” (Phowa) สำหรับสายมหายานไม่มุ่งเน้นการนิพพานในชาติปัจจุบัน เนื่องจากเป็นการยากที่พระอรหันต์จะเกิดหลังกึ่งพุทธกาล ที่มนุษย์มีอายุขัยต่ำกว่าร้อยปี (ปัจจุบันเหลืออายุขัย ๗๕ ปี หรือน้อยกว่านั้น) ดังนั้น โพวะของสมาธิแบบทิเบต จึงเป็นการทำโพวะเพื่อพุทธภูมิ เพื่อการไปเกิดใหม่ยังสวรรค์ชั้นที่เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียร ซึ่งก็คือ “สุขาวดีพุทธเกษตร” ในบทความฉบับนี้ ได้รวบรวมการทำโพวะแบบต่างๆ และแบบที่ดัดแปลงขึ้นใหม่ เพื่อเสริมเพิ่มเติมในส่วนที่ขาดหายไปในแบบมหายาน กล่าวคือ การทำโพวะเพื่อ “ดับขันธปรินิพพาน” หรือการกำหนดจิตเตรียมตัวตายเพื่อเข้าสู่ภาวะ “นิพพาน” นั่นเอง ดังจะอธิบายต่อไปนี้ 

การบรรลุอรหันต์แล้วนิพพานแน่นอนหรือไม่?

ไม่แน่นอน แม้พระอรหันต์ก็ไม่ควรตั้งตนอยู่ในความประมาท ไม่ควรคิดว่าตนได้ถึงอรหันต์แล้วได้นิพพานเป็นแน่แท้ ยกตัวอย่างเช่น พระอรหันต์ชินปัญจระ อรหันต์ตอนอายุเจ็ดขวบ แต่ถูกหญิงสาวกอดเข้า จึงละสังขารตาย จิตในขณะนั้น คิดว่าจะรักษาไว้ซึ่งพรหมจรรย์ การที่จิตขณะตายคิดจะรักษาไว้ จึงสืบชาติสืบภพไปเกิดยังภพต่อไป และการที่จิตจะรักษาพรหมจรรย์ จึงไปเกิดยังพรหมโลก หมายความว่า ไม่ได้นิพพาน ไม่ได้สิ้นชาติภพ ไม่ได้จบการเวียนว่ายตายเกิด แต่ไปเกิดใหม่ยังพรหมโลกนั่นเอง

ดังนั้น พระพุทธองค์จึงทรงกำชับเสมอว่า “ท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด” เพราะความตายอย่างไม่รู้ตัวนั้นเกิดได้ทุกเมื่อ นิพพานสุก หรือนิพพานแท้ หรือนิพพานเมื่อตายนั้น เป็นนิพพานจริง จะเกิดได้ต่อเมื่อ บุคคลได้ตั้งจิตเป็น วางจิตถูกเท่านั้น ปกติ เมื่อพระอรหันต์ตายก็จะพิจารณาความตายเป็นปกติ เห็นความปกติในความตาย หมดความอยากและยึดมั่นถือมั่น จิตย่อมไม่สืบต่อชาติภพอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่เช่นนั้นทุกกรณีไป อย่าได้ยึดมั่นถือมั่น การใช้ปัญญาพิจารณาต้องแยกเป็นรายๆ ไป บางรายแม้อรหันต์แล้ว แต่ขณะตายกำหนดจิตไม่ถูกวิธี ก็ไม่นิพพาน ดังที่ได้ยกตัวอย่างพระอรหันต์ชินปัญจระไว้ข้างต้น หรือแม้แต่เสี้ยวขณะตายนั้น ระลึกถึงนิพพานที่เป็นแดน เป็นภพ เพราะตนเคยถอดกายทิพย์ไปเห็นมา เพียงแค่นั้น ก็ไม่นิพพานแล้ว กล่าวคือ ไม่หมดสิ้นการเวียนว่ายตายเกิดแล้ว จิตที่ระลึกถึงภพ ก็จะสร้าง “ภพใหม่” ขึ้นทันที คือ เกิดใหม่ทันที ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นการควรที่จะฝึกการวางจิตเมื่อละสังขาร หรือ “โพวะ” นั่นเอง

ทั้งนี้ ขณะทำโพวะ เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายที่เรายังชดใช้กรรมเขาไม่หมด บางรายจะตามมาราวีในขณะนั้น จะขวางกั้นไม่ให้เราไปที่ดี พวกเขาจะทำทุกวิธีทางในการสกัดกั้นไม่ให้โพวะสำเร็จ ซึ่งการขวางกั้นนั้นทำได้ง่ายมาก เพียงแค่ชั่วขณะเดียวที่ระลึกถึงเรื่องอื่น ก็ทำโพวะล้มเหลวแล้ว ดังนั้น แม้โพวะจะช่วยทำให้จุติยังพุทธภูมิ หรือนิพพานได้โดยไม่ต้องฝึกอะไรมากก็ตาม แต่หากยังชดใช้กรรมให้เจ้ากรรมนายเวรไม่หมด ก็อาจล้มเหลวได้ง่ายๆ เหมือนกัน วิธีการที่ดีที่สุด คือ การฝึกโพวะแล้วกลับไปทำคุณงามความดี โดยไม่ปรารถนาในผลบุญนั้น ให้อธิษฐานจิตเพื่อพุทธภูมิ หรือนิพพานตามต้องการ แล้วยกส่วนบุญส่วนกุศลนั้นให้เจ้ากรรมนายเวร ให้ทำอย่างนี้เสมอตลอดชีวิต เจ้ากรรมนายเวรจะลดหย่อนผ่อนโทษให้ หรือหากเขาไม่ยอม ก็จะถูกเทวาลงทัณฑ์เอง

การทำโพวะเพื่อ “พุทธภูมิ” (สุขาวดี)

การทำโพวะ ในแบบทิเบตมีหลากหลายวิธีมาก ตามแต่ปรามาจารย์จะถ่ายทอดสอนกัน ขอเพียงเลือกวิธีที่ตนถนัดเพียงวิธีเดียวเป็นใช้ได้ ในบทความฉบับนี้ ขอเสนอรูปแบบการทำโพวะที่ได้ถ่ายทอดต่อๆ กันมาอย่างลัดสั้น ซึ่งท่านสามารถหาฝึกได้ไม่ยากนัก

๑)   วิธีแบบท่านโซเกียล รินโปเช

ให้ระลึกว่าแกนสันหลังกลางกายคือช่องทางเดินของจิต แล้วรวมจิตเป็นจุดแสง (กรณีที่ฝึกจนได้นิมิต) เมื่อพิจารณาขันธ์ห้าที่กำลังแตกสลายลง จนถึงขันธ์สุดท้าย คือ วิญญาณขันธ์แตกสลาย (ปราณสูญสิ้น) ก็เคลื่อนจิตที่รวมไว้นั้นออกทางกระหม่อม โดยระลึกถึงองค์อามิตาภะพุทธเจ้า เป็นนิมิต มีแสงสว่างจากองค์ท่านลงมายังร่างของเรา ดึงเอาจิตของเราเคลื่อนตามออกไป วิธีนี้ หากฝึกจนชำนาญมากๆ ก็สามารถละสังขารได้ก่อนที่จะหมดอายุขัย ซึ่งก็คือ การฆ่าตัวตายนั่นเอง หรือก็คือ วิธีเดียวกันกับที่พระอรหันต์ชินปัญจระใช้นั่นเอง ทั้งนี้วิธีที่พระอรหันต์ชินปัญจระใช้นั้น เป็นวิธีเดียวกันต่างกันเพียงจุดหมายปลายทางที่นำพาให้พระอรหันต์ชินปัญจระไปจุติยังพรหมโลก เพราะระลึกถึงพรหมจรรย์ แต่ในที่นี้ จะระลึกถึงพระอามิตาภะพุทธเจ้าเป็นจุดมุ่งหมายปลายทาง ดังนั้น จึงเกิดใหม่ที่สุขาวดี ไม่ได้นิพพาน และไม่ใช่พรหมโลกนั่นเอง

๒)   วิธีแบบอนุตรธรรมวิถีฟาอี

ให้ระลึกถึงจุดแสงสว่างที่บริเวณตาที่สาม หรือระหว่างคิ้ว มีแสงสว่างออกไปจากจุดนั้น ในขณะที่ละสังขารตายลง แล้วบริกรรมคาถาลับเฉพาะที่ถ่ายทอดกันเฉพาะวิถีรอนุตรธรรมฟาอี (ต้องไปรับธรรมเอง) หรือระลึกไว้เสมอตลอดเวลา เพราะการตายสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การฝึกระลึกจนจิตมีความสงบสุขเบาสบาย ช่วยทำให้เกิดความชำนาญ สามารถระลึกถึงได้ทันทีที่เข้าสู่ภาวการณ์ตาย ทำให้ละสังขารไปอย่างสงบสุข

๓)   วิธีแบบวัดเทพพุทธาราม

ให้นั่งสมาธิเพื่อดับขันธ์ ระลึกว่าตนกำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์ดอกบัว มีองค์พระอามิตาภะพุทธเจ้าทรงฉายฉัพพรรณรังสีสีทองอร่ามมาอาบร่างกายเราไว้ เพียงระลึกอย่างนี้เมื่อตายลง จิตจะจุติที่สุขาวดีทันที ทั้งนี้ การที่จะจุติแล้วมีอายุขัยอยู่ในสุขาวดีได้ ระหว่างที่มีชีวิตอยู่ต้องบำเพ็ญเพียรด้วย ต้องสร้างคุณงามความดีสะสมไว้ด้วย จึงจะได้อาศัยผลบุญนั้น นำพาไปเกิดยังสุขาวดีพุทธเกษตรได้ หาไม่แล้ว จะได้แค่ไปถึง แต่ไม่ได้อยู่

การทำโพวะเพื่อ “ดับขันธปรินิพพาน”

การทำโพวะเพื่อดับขันธปรินิพพาน ง่ายกว่าการทำโพวะเพื่อพุทธภูมิเสียอีก กล่าวคือ จะไม่มีการเคลื่อนย้ายจิต ไม่ต้องระลึกถึงที่หมายปลายทาง ให้พิจารณาเพียงขันธ์ห้าที่กำลังจะดับลงเท่านั้น แล้วรวมจิตที่ใดก็ได้ นิ่งเฉยอยู่ในความสงบสงัด มีฌานเป็นเครื่องรองรับ จิตก็ไม่หม่นหมอง มีความผ่องใสเรืองๆ เล็กน้อยแม้ยามสิ้นชีวิต แล้วยกจิตขึ้นวิปัสสนาญาณ คือ พิจารณาว่าสรรพสิ่งย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดา เมื่อดับลงแล้วก็หมดภาระ หมดกิจ หมดกรรม ไม่มีชาติใหม่ ไม่มีภพใหม่ ไม่มีความอยากได้ อยากมี อยากเป็น ไม่มีความยึดมั่นอาลัยอาวรณ์ในสิ่งใดๆ ทางโลกอีกต่อไป เมื่อจิตวางนิ่งเฉยอยู่อย่างสงบดีแล้ว เห็นความดับไปของขันธ์ห้าทีละตัว พิจารณาเห็นความดับไปนั้นเป็นธรรมดาทีละตัว จนถึงตัวสุดท้าย คือ “วิญญาณขันธ์” ซึ่งก็คือ ลมปราณสุดท้ายนั่นเอง เมื่อสิ้นลงแล้ว ก็เห็นว่าไม่มีอะไรไป ไม่มีอะไรมา ไม่มีอะไรเกิดอีก มีเพียงความสงบสุขเท่านั้น ที่เกิดขึ้นเมื่อความดับลงปรากฏ การพิจารณาขันธ์ห้านี่เอง คือ การทำโพวะเพื่อดับขันธปรินิพพาน ซึ่งต้องอาศัยความสงบสงัดสูงมาก จึงจะสำเร็จ หากมีผู้รบกวน เช่น เจ้ากรรมนายเวรก็ดี ญาติของผู้ตายก็ดี อาจทำให้ดับขันธปรินิพพานไม่สำเร็จได้ ดังนั้น สิ่งแวดล้อมขณะละสังขารเป็นสิ่งสำคัญมาก รวมทั้งการบำเพ็ญคุณงามความดีชดใช้แก่เจ้ากรรมนายเวร ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยลดอุปสรรคที่ขวางกั้นในขณะดับขันธ์ได้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น