สมมุติศาสนา และ วิมุติศาสนา (ปรมัตถศาสนา)

สมมุติศาสนา และ วิมุติศาสนา (ปรมัตถศาสนา)

สมมุติศาสนา และ วิมุติศาสนา (ปรมัตถศาสนา)

คำว่า “สมมุติ” หมายถึง ธรรมชาติที่ปรากฏโดยมนุษย์ได้สร้างสรรค์ปรุงแต่งขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องตรงตามแก่นแท้สัจธรรม ทำให้เกิดความหลากหลาย สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่แตกต่างไปจากแก่นแท้เดิมมากขึ้น อันได้แก่ ทุกสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง (เปลือกธรรม)

คำว่า “วิมุติ” หมายถึง ธรรมชาติที่ปรากฏความเที่ยงแท้แน่นอน อันเป็นสากล อย่างเดียวกัน ไม่ว่าหน่วยเล็กที่สุด หรือหน่วยใหญ่ที่สุด ก็มีความเที่ยงแท้เหมือนกันในความเป็น “สัจธรรม” หรือธรรมะที่มีความจริงเที่ยงแท้อยู่นั่นเอง (หรือแก่นแท้แห่งธรรม)

อดีตกาลยุคแรกของมนุษย์โลก ต่างมีชีวิตคล้ายฤษี พราหมณ์ กันทั้งสิ้น เพราะเป็นยุคที่มนุษย์จุติจากอาภัสสราพรหม มีฌานมากเป็นเครื่องยังชีพ ยุคนั้น เราไม่เรียกว่ามีศาสนาพราหมณ์ฮินดูเลย เพราะเป็น “วิถีชีวิตปกติ” ของมนุษย์ในยุคสมัยนั้นๆ ต่อมา มนุษย์เสื่อมลงเริ่มกินอาหารหยาบ จำนวนมนุษย์ที่เป็นพราหมณ์ก็ลดลง แบ่งเป็นมนุษย์ที่เป็นพราหมณ์และไม่ใช่พราหมณ์ ต่อมามนุษย์ก็เสื่อมลงอีกถึงขั้นมีเพศสัมพันธ์กันและเกิดเป็นเพศชายและหญิง มีการเกิดผ่านครรภ์มารดา ในยุคนี้ พราหมณ์ก็ลดจำนวนลงอีก เรายังไม่เรียกว่าศาสนาพราหมณ์ ต่อมาจำนวนคนในสังคมมากขึ้น แตกต่างกันมากขึ้น พราหมณ์ลดลงจนมีประมาณ ๑ ในสี่ จึงเริ่มถูกแบ่งแยกออกมาชัดเจน เรียกว่า “วรรณะ” ซึ่งเป็น “สมมุติ” ที่ชาวโลก “บัญญัติ” ขึ้นมา วิถีชีวิตแบบพราหมณ์ หรือมนุษย์ดั้งเดิม จึงถูกเรียกว่า “วรรณะพราหมณ์” แท้แล้วคำว่าวรรณะถูกสร้างขึ้นมาใหม่ เป็นสมมุติ และนำไปสู่การเหยียดหยาดชนชั้นวรรณะในลำดับต่อมา ในที่สุด เมื่อชาววรรณะที่ถูกเหยียดหยามทนต่อไปไม่ได้ จึงปฏิวัติล้มระบบกษัตริย์ผู้สร้างระบบวรรณะขึ้น ระบบวรรณะจึงถูกยกเลิกไป อนึ่ง พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นบนโลก ท่านได้สร้างพุทธศาสนาไว้ เป็นศาสนาแห่งพุทธะ จึงถูกบัญญัติคำศัพท์เรียกว่า “พุทธศาสนา” จากนั้น มนุษย์โลกมีความแตกต่างกันในวิถีความเชื่อและการปฏิบัติธรรม ชาวโลก จึงได้บัญญัติแบ่งแยกมนุษย์ออกเป็นกลุ่มๆ โดยใช้คำว่า “ศาสนา” เช่น ศาสนาพุทธ, ศาสนาคริสต์ ฯลฯ ต่างกันไป

วิมุติศาสนา

คำว่าศาสนาโดยความหมายที่แท้จริงแล้ว หมายถึง ระบบสังคมอันนำไปสู่การบรรลุสัจธรรม ซึ่งถูกค้นพบสัจธรรม (ตรัสรู้), ถูกสอน, ถูกปกครอง, ถูกสร้างขึ้น โดยบุคคลเริ่มแรกบุคคลหนึ่งผู้เป็นศาสดา เรียกว่า “พระพุทธเจ้า” และโดยทีมงานอื่นๆ ที่เรียกว่า อสีติมหาสาวก ดังนั้น คำว่า “ศาสนา” จำเป็นต้องมี “สัจธรรม” ที่ถูกต้องแท้จริง ไม่ใช่แค่ปรัชญาหรือความเชื่อ ไม่ใช่แค่หลักการ แต่ต้องเป็นสัจธรรมที่ถูกต้องแท้จริงเป็นสากลจักวาล เป็นอันดับแรก ซึ่งจุดนี้ พระปัจเจกพุทธเจ้า ก็สามารถตรัสรู้ได้ด้วย แต่ยุคนั้น จะไม่มีศาสนา เพราะท่านไม่สามารถสร้างระบบสังคมแบบนี้ได้ ดังนั้น คำว่า ศาสนา จึงต้องมีเงื่อนไขต่อไปอีกว่า นอกจากจะมีหลักสัจธรรมที่ถูกต้องแล้ว ยังต้องมีการถ่ายสอนสั่งสอน มีการปกครองระบบสังคมนั้นๆ ต่อไปด้วย ด้วยเหตุนี้แล้ว คริสต์ศาสนา จึงไม่ใช่ “วิมุติศาสนา” เพราะพระเยซูไม่ได้ตรัสรู้ธรรม ท่านได้รับธรรมจากพระเจ้าเบื้องบนแทน จึงจัดว่าเป็นแนวทางปฏิบัติธรรมแบบคริสต์เท่านั้น ไม่ใช่ “วิมุติศาสนาคริสต์” เช่นเดียวกันกับที่เราเรียกว่าศาสนาอิสลาม ที่มีพระนบีมูฮัมหมัดรับธรรมะจากพระอัลลอห์เจ้า ไม่ได้ตรัสรู้เอง จึงไม่ใช่วิมุติศาสนา และศาสนาฮินดู ซึ่งไม่ใช่ศาสนาเลย เพราะเป็นวิถีชีวิตของมนุษย์ตั้งแต่ยุคโบราณที่ถูกแบ่งแยกเรียกว่า “วรรณะพราหมณ์” มาก่อนโดยชนชั้นกษัตริย์ เมื่อระบบวรรณะล่มลง ก็ถูกเรียกด้วยสมมุติบัญญัติใหม่ว่า “ศาสนาพราหมณ์ฮินดู” ด้วยเหตุนี้ จึงขอกล่าวว่าศาสนาต่างๆ นั้น มีวิมุติศาสนาเดียว คือ “พุทธ” เท่านั้น ผู้ที่สร้างศาสนาได้ ต้องตรัสรู้ค้นพบสัจธรรมเอง และต้องสร้างระบบสังคมแห่งศาสนาได้ นั่นคือ ต้องเป็นพระพุทธเจ้าเท่านั้น ศาสดาอื่นใด ที่ยังไม่ใช่พระพุทธเจ้า ล้วนไม่ใช่ผู้สร้างศาสนาเลย เป็นเพียงผู้สร้างแนวทางในการปฏิบัติธรรมแนวใหม่ๆ เท่านั้นเอง

สมมุติศาสนา

ดังที่กล่าวไว้แล้วว่า ไม่มีศาสนาใดเลยที่จัดเป็น “วิมุติศาสนา” นอกจาก “พุทธ” ดังนั้น ศาสนาที่เหลือบนโลก จึงเป็นสมมุติศาสนาทั้งสิ้น คำว่าสมมุติศาสนา คือ ศาสนาที่ถูกสมมุติขึ้นให้เป็นศาสนา ถูกบัญญัติ ถูกมนุษย์อุปโลกน์เอาว่าเป็นศาสนา ไม่ว่าผู้นั้นจะตรัสรู้ธรรมเองหรือไม่ก็ตาม ดังนั้น ทุกศาสนา รวมทั้งศาสนาพุทธ ก็จัดเป็นสมมุติศาสนาด้วย ดังนั้น ศาสนาอื่นๆ จึงเป็นสมมุติศาสนา ที่มี “วิมุติ” เป็นเพียงแนวทางปฏิบัติธรรม แต่ไม่ใช่วิมุติศาสนา ยกเว้น พุทธศาสนาเท่านั้น ที่เป็นได้ทั้งสมมุติศาสนา และวิมุติศาสนา ในปัจจุบัน ประเทศไทยมีทุกอย่างผสมอยู่ ทุกศาสนา ทั้งวิมุติและสมมุติ ทั้งนี้ บางส่วนของพุทธศาสนาในประเทศไทย ก็เหลือแต่สมมุติศาสนา (เปลือกเป็นศาสนา) โดยมีวิมุติ เป็นเพียงวิถีชีวิตคนห่มเหลือง (แก่นแท้ที่ปฏิบัติจริง) บางส่วนของพุทธศาสนาในประเทศไทยก็ยังเหลือพุทธศาสนาทั้งสองส่วน คือ สมมุติศาสนาและวิมุติศาสนา เช่น กลุ่มพระป่าสายหลวงปู่มั่น ส่วนประเทศอื่นๆ ทั่วโลกนั้น พุทธศาสนาแม้ว่าจะมีแต่ก็เป็นเพียงสมมุติศาสนาไปเสียหมดแล้ว เพราะวิมุติศาสนาเสื่อมลงหมด อุปมาเหมือนฟักแก่ที่ถูกทิ้งไว้นาน จนเน่าในหมดแล้ว เปลือกนอกยังดูดี แต่เมื่อปลอกออกมาก็ไม่สามารถทำหน้าที่ของฟักได้ มีแต่ความเน่าเหม็นต้องโยนทิ้งออกไปเท่านั้น

การรักษาสมมุติศาสนา

การรักษาสมมุติศาสนา ช่วยให้สังคมสันติสุขร่มเย็นได้เฉกเช่นเดียวกับการที่ประเทศต่างๆ สงบสันติสุขได้ด้วยสมมุติศาสนา แม้จะไม่มีผู้เข้าถึงสัจธรรมที่แท้จริงเลยก็ตาม ดังนั้น เรื่องของสมมุติศาสนาจึงต้องรักษาไว้ด้วยประการฉะนี้ แต่จะให้สมมุติศาสนากลืนวิมุติศาสนา อันเปรียบเสมือนของปลอมมาแทนที่ของจริง นั้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรอย่างยิ่ง เพราะหากประเทศไทยมีทั้งวิมุติศาสนาและสมมุติศาสนาแล้ว สมควรรักษาไว้ทั้งสองประการ โดยให้วิมุติศาสนาเป็นเครื่องสร้างสมมุติศาสนา จึงจะเกิดปัญญา ไม่ใช่ปล่อยให้สมมุติศาสนากลืนสมมุติศาสนา ซึ่งจะก่อแต่ความงมงาย ดุจดั่ง นักคิดชาวสังคมนิยมซึ่งมองศาสนาว่าเป็นเพียงเครื่องมือของพระราชา ในการกล่อมประชาชนดุจพ่นยาฝิ่นให้มอมเมาแล้วยอมกราบสิโรราบไปอย่างสงบเงียบ แต่ไม่มีความยุติธรรมให้กับชนชั้นล่างเลย เพราะสมมุติศาสนานั้น ทำหน้าที่ให้สังคมสงบสุข (เงียบ) เท่านั้น ไม่ได้ทำหน้าที่ให้ปัญญาแก่คนนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ พุทธศาสนาซึ่งมีทั้งวิมุติศาสนาและสมมุติศาสนา จึงเป็นเพียงศาสนาเดียวที่นักปราชญ์ชาวสังคมนิยมพึงจะยอมรับได้ และยังเป็นเพียงศาสนาเดียวที่ไอสไตน์ นักปราชญ์ประชาธิปไตยยอมรับว่าจะเป็นศาสนาสากลในอนาคต ด้วยเหตุเพราะมีการอธิบายเป็นเหตุผล ไม่ใช้บุคลาธิษฐาน (อ้างอิงพระเจ้า) ในการอธิบาย ดังนั้น พุทธศาสนาจึงเป็นคำตอบเดียวของทุกประเทศทั้งสังคมนิยมและประชาธิปไตย

การรักษาวิมุติศาสนา

การรักษาวิมุติศาสนา คือ การรักษาความเป็น “พุทธะในจิตของเรา” นั่นเอง ไม่ว่าภายนอกจะถูกห่อหุ้มด้วย “สมมุติ” ศาสนาอย่างไร ถูกเรียกว่าอะไร มีพิธีกรรมอย่างไร แต่งกายอย่างไร หากยังมีการปฏิบัติไปสู่ความเป็นพุทธะ ก็นับว่าเป็นวิมุติพุทธศาสนาทั้งสิ้น แม้ว่าจะชื่อว่าคริสต์ศาสนา แต่หากมีการบำเพ็ญเพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ด้วยจิตเมตตา มุ่งเน้นความไม่หลงโลก ก็ยังนับว่าโดยวิมุติแล้ว คือ พุทธศาสนา (แต่สมมุติคือคริสต์ศาสนา) หากบุคคลมัวหลงรักษาแต่ “สมมุติศาสนา” เราก็จะเห็นแต่วัดวาสวยงามมากมาย คนห่มผ้าเหลืองเต็มไปหมด พิธีกรรมมากมายครึกครื้น พระพุทธรูปขายเกลื่อนกราดถนน แต่นั่นกลับไม่เหลือ “วิมุติพุทธศาสนา” อยู่เลย ตรงกันข้าม หากชาวพุทธเข้าใจในแก่นแท้ของพุทธศาสนา ย่อมจะรักษา “วิมุติพุทธศาสนา” ไว้ได้ และยังมีการปฏิบัติที่ได้มรรคผลนิพพานตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้าได้อย่างแท้จริง

บทความฉบับนี้ของฝากไว้ให้คิดกันอย่างแยบคาย ความรักในศาสนา ที่ไม่ใช่การยึดมั่นตัวกูของกู ซึ่งจะนำไปสู่ความเข้าใจในศาสนาที่แท้จริงได้ การรักษาพระพุทธศาสนาไว้ให้ยืนยาวไม่ใช่การสร้างแต่วัตถุ แต่เป็นการสร้างจิตแห่งพุทธะให้เกิดขึ้นแท้จริงต่างหาก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น