เมื่อพระโพธิสัตว์ฝึกวิชชาอสูร

เมื่อพระโพธิสัตว์ฝึกวิชชาอสูร

เมื่อพระโพธิสัตว์ฝึกวิชชาอสูร

ผู้บำเพ็ญบารมีเมื่อมีบารมีถึงจุดหนึ่งจนได้กายทิพย์เป็นโพธิสัตว์แล้ว และปฏิบัติธรรมจนจิตบริสุทธิ์มากๆ จะปล่อยวาง อุเบกขา และไม่คิดจะทำอะไร ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกรรม ซึ่งนั่นไม่ถูกต้อง เพราะเป็นวิถีของพระอรหันต์ที่ต้องการนิพพาน แต่สำหรับวิถีของพระโพธิสัตว์ที่ยอมสละนิพพานเพื่อให้สรรพสัตว์ได้นิพพานก่อนตนนั้น จะทำอย่างนั้นไม่ได้ จะปล่อยวางดูดายไม่ได้ จะเอาแต่สุขส่วนตนไม่สนใจอะไรจะเกิดขึ้นกับมวลสัตว์ไม่ได้ จะต้องกระทำการใดๆ เพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์เหล่านั้น แต่ทว่า จิตของท่าน กลับบริสุทธิ์มากจนไม่อยาก ไม่คิด ไม่ปรุงแต่ง ไม่กระทำใดๆ แล้ว แล้วจะช่วยเหลือมวลสรรพสัตว์ได้อย่างไร ดังนั้น จึงต้องให้อสูรซึ่งเป็นสัตว์ในโลกทิพย์ เป็นจิตวิญญาณเข้ามาอยู่อาศัยร่วมในกายของพระโพธิสัตว์ เมื่อถึงจุดนี้ พระโพธิสัตว์จึงต้องฝึกวิชชาอสูร ในบทความฉบับนี้ จะขอกล่าวถึงการฝึกวิชชาอสูรเหล่าต่างๆ ดังจะได้กล่าวต่อไป

วิชชาอสูรเป็นอย่างไร?

อสูร ไม่มีบุญอย่างเทวดา เป็นเทพอสูร จะมีอาหารกินได้ต้องอาศัยฤทธิ์ของตนไปหามา ล่ามา จึงจะมีกิน ดังนั้น เมื่อจิตวิญญาณอสูรมาสู่โลกมนุษย์ มนุษย์จะเดือดร้อนกันมาก ภัยพิบัติและโรคระบาดจะเกิดขึ้นมากมาย แต่มนุษย์โลกนั้น ไม่อาจเลี่ยงจากภัยอสูรได้ เพราะกรรมที่มวลสัตว์ในยุคนี้ทำไว้ ทำให้มนุษย์มีโรคภัยมากมาย มีอสูรร้ายหลายชนิดเบียดเบียนมากมาย อสูรมีสามระดับ คือ อสูรนรก ซึ่งถูกกักอยู่ในนรก ไม่ค่อยมีฤทธิ์ ถ้าหลุดออกมาจะทำให้คนป่วยเป็นโรคจำนวนมาก เพราะพวกมันมีมาก แต่ฤทธิ์ของโรคจะน้อย รักษาได้ง่าย สำหรับอสูรที่ร้ายขึ้นมาอีกขั้นหนึ่งคือ “เปรตอสุรกาย” ซึ่งไม่มีบุญเลี้ยงตัว ไม่มีอาหารที่ดีพออิ่มแบบเทวดา แต่ต้องกินอาหารวิปริตผิดธรรมชาติ เพราะทำบุญไว้อย่างนั้น เช่น เอาข้าวบูดไปให้พระฉัน แกล้งพระทั้งๆ ที่รู้ เพื่อให้พระไม่กล้ามาบิณฑบาตขอข้าวตนอีก เป็นต้น อย่างนี้ ตายไปเกิดเป็นเปรตก็มี ถ้ามีฤทธิ์มากหน่อยก็เป็นเปรตอสุรกาย เมื่อมารบกวนมนุษย์ก็จะแทรกในกายทำให้คนมีพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ เช่น กินแต่ของหวานอย่างเดียวอย่างหิวโหย จนเป็นโรคเบาหวานตาย, กินแต่เหล้าอย่างเดียวจนตับแข็งตาย, สูบแต่บุหรี่อย่างเดียวจนเป็นมะเร็งปอดตาย ฯลฯ เป็นต้น อสูรแบบสุดท้ายเป็นอสูรที่ร้ายกาจ คือ “เทพอสูร” มีลักษณะกึ่งเทพกึ่งอสูร สามารถแปลงกายเป็นเทพได้ มีกายคล้ายมนุษย์ แต่ความเป็นอยู่ยากลำบากเพราะบุญน้อย ทำให้ต้องมาก่อกวนมนุษย์อยู่เสมอ และมนุษย์ต้องประสบภัยมากเพราะเทพอสูรมีฤทธิ์มาก ที่บ่อยๆ คือ “สงคราม” โดยพวกเทพอสูรจะแทรกเข้ากายมนุษย์ แล้วยึดครองร่างก่อน จากนั้น ก็ยึดครองอาณาเขตที่มนุษย์ผู้นั้นอยู่อาศัย เมื่อแย่งกันไปมา ก็เกิดสงคราม อนึ่งสำหรับวิชชาอสูรนั้น แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มวิชชาอสูรที่มีกายคล้ายมนุษย์ เช่น อสูรทารุณ, อสูรทศกัณฑ์ ฯลฯ อสูรเหล่านี้ จะอาศัยวิชชาทางฤษี ทางพรหมมาเป็นฐาน แต่ไปดัดแปลงหรือฝึกให้ผิดไปจากเดิม ทำให้จากไสยขาว กลายเป็นไสยดำ เช่น พวกคุณไสยต่างๆ คุณไสยที่พรหมสอนจะนับเป็นไสยขาว เช่น เวทย์มนต์ทางพราหมณ์ แต่คุณไสยดำนั้นจะพลิกแพลงไป เช่น คาถาว่าพระนามเทพเจ้าไว้ ก็เอาไปผูกมนต์ใหม่เป็นคาถาทำของใส่คนเช่นคาถาผูกจิต ซึ่งใช้พลังจากพุทธศาสนาเอาไปดัดแปลงเล่นกันเอง จนกลายเป็นไสยดำ ส่วนวิชชาอีกแบบหนึ่งเป็นวิชชาของอสูรที่มีกายแบบสัตว์เดรัจฉาน แต่สามารถแปลงกายเป็นมนุษย์ได้ เช่น วิชชาของมังกร, วิชชาของกิเลน เป็นต้น วิชชาเหล่านี้ จะไม่อาศัยคาถาการรจนาหรือจากพรหมที่ใด แต่จะอาศัยความเป็นสัตว์เดรัจฉานนั้นเป็นพลังโดยธรรมชาติเช่น มังกรก็มีพลังแบบมังกร มีฤทธิ์แบบมังกรก็กลายเป็นวิชชา “กงเล็บมังกร” ที่วัดเส้าหลินก็มีตกทอดให้เห็น แสดงให้ดูจนถึงปัจจุบัน หลายท่านฝึกกังฟูนั้นมีกายทิพย์เป็นโพธิสัตว์ เมื่อได้สัตว์เทพอสูรมาเป็นพาหนะทรง ก็มักคิดค้นวิชชาของตนเองได้จากการเลียนแบบท่าสัตว์ จิตวิญาณภายในจะขับดันให้เขาไปทำท่าทางแบบนั้นเพื่อเพิ่มอิทธิฤทธิ์เช่น อสูรมังกร อาจนำเจ้าของไปดูงู และเลียนแบบท่างูปรับเป็นท่าต่อสู้กังฟูต่างๆ เหล่านี้ จัดเป็นวิชชาอสูรทั้งสิ้น วิชชาเหล่านี้ไม่ทำให้หลุดพ้นทุกข์ พระพุทธเจ้าจะเรียกว่าเป็น “อวิชชา” เพราะไม่ทำให้หลุดพ้นทุกข์นั่นเอง

ทำไมพระโพธิสัตว์ต้องฝึกอวิชชา (วิชชาอสูร)

๑)    เพื่อประสานการทำงานของจิตวิญญาณตนเอง และจิตวิญญาณอสูรพาหนะทรงที่ตนได้ครอบครอง ให้สามารถทำกิจต่างๆ ร่วมกันได้ในกายสังขารเดียวกัน

๒)    เพื่อเพิ่มฤทธิ์ให้แก่อสูรพาหนะทรง เพื่อประโยชน์ในการป้องกันตนเอง เพราะอสูรเหล่านี้จะเป็นเจตภูตที่คอยปกป้องคุ้มครองภัยในเจ้าของร่างให้ชั้นหนึ่ง

๓)    เพื่อสามารถทำกิจต่างๆ อันสมควรทำได้ เพราะหากจิตบริสุทธิ์มากเกินไปแล้ว จะทำให้ไม่สามารถทำกิจได้ จะปล่อยวาง จะปราบมารก็ไม่ได้เพราะกลัวกรรม

วิชชาอสูรมังกรดำ

วิชชาสำหรับอสูรมังกรดำคือ “วิชชาเก้าอิมดำ” ฝึกแล้วทำให้คนเป็นอสูร แต่ถ้าสำเร็จกายโพธิสัตว์แล้ว มีมังกรดำทรงอยู่แล้ว กำลังจิตภาคขาวมีมากพอคุมมังกรได้แล้ว ก็สามารถฝึกวิชชาอสูรนี้ได้ วิชชานี้จะดูดพลังดำในกายมนุษย์ได้ มนุษย์คนใดมีพลังดำมาก ก่อกรรมทำเข็ญมาก ก็สามารถใช้วิชชานี้ ดูดพลังดำในตัวออกทีละน้อย จนหมดไปได้ โดยผู้ฝึกมักเป็นหญิง และมักมีความงามมาก และหากได้เป็นภรรยาผู้มีอำนาจมาก ก็จะสามารถดูดซับพลังดำจากตัวผู้มีอำนาจผู้นั้นได้ ทำให้สามารถควบคุมความประพฤติผู้มีอำนาจผู้นั้นได้ ไม่ให้โมโหเกรี้ยวกราดหรือโหดร้ายต่อบริวารได้ ซึ่งการที่พระโพธิสัตว์ยอมอุทิศตนเป็นภรรยาคนเหล่านี้ ทั้งยังต้องฝึกดูดพลังดำ ก็เพื่อช่วยมวลมนุษย์นั่นเอง   

วิชชาหงส์ไฟ

วิชชาสำหรับผู้ครอบครองหงส์ไฟหรือวิหคเพลิง คือ วิชชาในกลุ่มธาตุร้อน เช่น วิชชาเก้าเอี๊ยง, วิชชาทานตะวัน (ของพวกขันที) เป็นต้น ในกลุ่มวิชชาเก้าเอี๊ยงจะฝึกได้ต้องมีจิตเป็นผู้ให้ กล่าวคือ การฝึกอิมเป็นการฝึกรับ ฝึกดูดซับ แต่การฝึกเอี๊ยงเป็นการฝึกการถ่ายเท ยิ่งถ่ายพลังให้ผู้อื่น ตนกลับยิ่งมีกำลังสูงขึ้น สมมุติฝึกได้ขั้นที่ห้า เมื่อถ่ายทอดพลังเอี๊ยงให้ผู้อื่นแล้วจนหมด นอนพักไม่นานนักพลังจะฟื้นฟูและเพิ่มพูนขึ้นมากไปอีก กลายเป็นขั้นที่หกได้ (พักสักหนึ่งวัน หากไม่มีอะไรรบกวนสมาธิ อยู่ในที่สงบ พลังก็ฟื้นคืน) เรียกได้ว่าอิมเพิ่มเพราะรับมาก เอี๊ยงเพิ่มเพราะให้มาก ในคนที่ฝึกการทำออร่าบำบัด จะทำการถ่ายพลังออร่าให้คนอื่น ข้าพเจ้ามีเพื่อนท่านหนึ่ง ในช่วงแรกเขาถ่ายออร่าแล้วออร่ายังไม่ดี หมองมัวเยอะมาก แต่เขาก็ฝึกเรียนถ่ายออร่าให้คนอื่นเพื่อช่วยบำบัดโรคทางกายทิพย์ ผลปรากฏว่าไม่นานนัก ออร่าเขาถ่ายใหม่ก็สว่างไสวขึ้นมากทีเดียว แต่สำหรับวิชชาทานตะวันนั้นเป็นวิชชาของอสูร (อสูรจะแก่กล้าได้ต้องดูดซับพลังผู้อื่น กินพลังผู้อื่น หรือพลังจากธรรมชาติเป็นอาหาร เพราะไม่มีบุญจะเลี้ยงตัว) เป็นของพวกขันทีโบราณ เขาจะดูดพลังความร้อนเข้าไปสะสมไว้ในตัว ทำให้ในกายร้อนมากๆ โดยมักจะดูดพลังความร้อนไปสะสมที่จักระหนึ่ง หรือบริเวณอวัยวะเพศทำให้ร้อนที่อวัยวะเพศมาก และสุดท้ายเลยแก้ปัญหาด้วยการ “ตัดอวัยวะเพศทิ้ง” สำหรับพวกขันทีนิยมฝึกวิชชานี้กันมากเพราะต้องถูกตัดอวัยวะเพศอยู่แล้วจึงไม่มีปัญหา แต่สำหรับผู้ที่ไม่ใช่ขันที หากจะฝึกวิชชานี้ก็ไม่ยาก แต่ต้องเปลี่ยนที่เก็บพลังไฟ เอาไว้ที่จักระที่สองคือ ท้องน้อย ไม่ใช่จักระที่หนึ่งคือ ฝึกอานาปานสติกำหนดลมหายใจเข้าสุดถึงท้องน้อยก่อน ทำให้ชิน ก็จะไม่ดูดซับพลังความร้อนไปสะสมไว้ที่จักระที่หนึ่ง (หรืออวัยวะเพศ) ก็จะไม่มีปัญหา สำหรับวิชชานี้ ฝึกแล้วจะร้อนมากๆ ต้องเปลื้องผ้าฝึก เสื้อผ้าจะร้อนเหมือนมีไฟเผาอยู่

ทำอย่างไร เมื่อต้องมีชีวิตร่วมกายสังขารกับมารหรืออสูร

พระโพธิสัตว์ที่มีพญามารมาอยู่ด้วย จะมีความเป็นอยู่ที่ดีมาก เหมือนสวรรค์ชั้นห้าชั้นหก เช่น มีสิ่งก่อสร้างยิ่งใหญ่อลังการ หากไม่ยิ่งใหญ่ ไม่สวยงาม ย่อมไม่นับเป็นพญามารแน่ อันนี้สังเกตได้ไม่ยากเลย ถ้าเป็นฝีมือของมนุษย์ที่มีจิตใจเป็นเทพสร้างนั้น จะไม่เน้นความยิ่งใหญ่อลังการ แต่จะเน้นประโยชน์ใช้สอยสำหรับมวลสรรพสัตว์ อันนี้ชัดเจน ท่านลองไปสำรวจดูได้ วัดไหนสร้างยิ่งใหญ่อลังการแต่ไม่เห็นประโยชน์ใช้สอยเท่าไร อันนั้น มีมารอยู่แน่นอน ส่วนวัดไหนสร้างเน้นประโยชน์ใช้สอย ประหยัดเงินลงมา อันนั้นฝีมือเทพ ทั้งเทพและมาร ล้วนอยู่ “ภาคสร้าง” ทั้งสิ้น คือ มีหน้าที่สร้างสิ่งต่างๆ แก่โลกนี้ ดังนั้นจะว่ามารเลวไปเลยก็ไม่ใช่ เพราะอย่างไรเสียเขาก็คือเทวดาชั้นที่ห้าและหกซึ่งอยู่สูงที่สุดกว่าเทวดาชั้นอื่นๆ เพราะเขาเน้นสร้างมาก เอาบุญมากๆ ก็ได้อย่างนั้น แต่ทว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้หลงบุญ หลงสวรรค์ เพราะเป็นการก่อภพสร้างชาติสืบไป ไม่นิพพาน ไม่พ้นทุกข์แท้จริงได้ ดังนั้น การสร้างมากเกินขอบเขตแบบมารทำจึงไม่ค่อยตรงคำสอนของพุทธศาสนานัก แต่การสร้างแบบเทพนับว่าเข้าข่ายที่ไม่ทำให้หลงมากเกินไป ทว่า เราจะห้ามไม่ให้มีมารเลยก็ไม่ได้ ประเทศเราต้องมีทุกอย่างอยู่ร่วมกันให้ได้ ดังนั้น แม้มารจะทำสิ่งที่ไม่ตรงคำสอนแต่เขาก็มีหน้าที่ของเขา หากเราไม่หลงไปกับสิ่งที่เขาสร้างก็ดีแล้ว มารนั้นเกิดความคิดอย่างนี้ว่า “จะสร้างโลกดังสวรรค์แข่งกับพระผู้สร้างบ้าง” คือ จะเป็นพระเจ้าเสียเองบนโลกนี้ จึงสร้างโลกให้เจริญด้วยวัตถุ ซึ่งแท้แล้ว พระเจ้าไม่ได้ต้องการให้เราหลงโลก ให้มาเห็นความไม่น่าดูของโลกจะได้ปลง ไม่ยึดติดและกลับไปสู่นิพพานที่พ้นทุกข์ และดีกว่า เหนือกว่าสิ่งที่เราสร้างบนโลกนี้อีก

ดังนั้น หากเราเชื่อเรื่องพระเจ้าสร้างสิ่งต่างๆ ไว้ดีแล้ว เราจะไม่สร้างแข่งกับพระเจ้า แต่เราจะศรัทธาว่าท่านเตรียมทุกอย่างไว้ให้เราพอแล้ว เราจงพอใจในสิ่งที่เรามี เท่าที่เรามีก็พอ ไม่ต้องไปสร้างไปทำอะไรเพิ่มมากนัก แต่ปัจจุบันประเทศที่มีคริสต์ศาสนาไม่ค่อยเชื่อคำสอนของพระเยซูอีกแล้ว พวกเขาบางคนเป็นกรรมกรก่อสร้าง จึงคิดว่าโลกนี้เจริญได้ด้วยมือของพวกเขา และถูกชนชั้นขุนนางกดขี่ พวกเขาจึงคิดว่าพวกเขานี่แหละคือพระเจ้า และต้องรวมตัวกันขึ้นมาสร้างโลก จากนั้นก็รวมหัวกรรมกรขึ้นมาเพื่อปฏิวัติ ตามลัทธิมาร์กซิสนั่นเอง ปัจจุบันพวกเขาได้สร้างองค์กรลับขึ้น เรียกว่า “ฟรีเมสัน” ซึ่งพวกเขาได้สร้างพระเจ้าของพวกเขาเองขึ้นมา คือ “ชนชั้นกรรมกร” นั่นเอง คือ พระเจ้าในความคิดของพวกเขา ด้วยลัทธิมาร์กซิส ทำให้เหล่ากรรมกรรวมตัวกันลับๆ โดยเฉพาะชาวยิว เพื่อรอเวลาปฏิวัติยึดอำนาจ ครอบครองสิ่งที่พวกเขาได้สร้างขึ้นมานั้น

ศาสนาคริสต์ถูกองค์กรลับ “ฟรีเมสัน” บิดเบือนคำสอน และเป็นแหล่งที่มาของแนวคิดวัตถุนิยม กล่าวคือ ชนชั้นกรรมกรที่รอโอกาสปฏิวัติแบบลัทธิมาร์กซิสนี่เอง ที่เน้นแต่เรื่องวัตถุเพราะตนเป็นกรรมกรก่อสร้าง จึงหลงใหลแต่การสร้างวัตถุ และคิดว่าตนเป็นพระเจ้าเสียเอง ส่วนชนชั้นกลางก็เป็นแหล่งที่มาของ “ลัทธิทุนนิยม” เพราะกลุ่มคนเหล่านี้มีทุนเป็นเครื่องมือหากิน, ในขณะที่ชนชั้นสูง เป็นแหล่งที่มาของ “ลัทธิบริโภคนิยม” เพราะคนเหล่านี้มีเงินมาก นั่งกินนอนกิน จึงมีรสนิยมเลือกแต่ของดีๆ เป็นพวกบริโภคนิยม แล้วแพร่ความเป็นบริโภคนิยมนั้นลงไปสู่ชนชั้นอื่นๆ ต่อไป ทั้งหมดนี้ ล้วนไม่เข้าใจในหลักคำสอนของพระเยซูเลยแม้แต่น้อย แม้ศาสนาคริสต์จะแพร่หลายมีคนนับถือมาก แต่คนที่เข้าใจคำสอนของพระเยซูจริงๆ มีน้อยมาก ฝรั่งมากมายเป็นคริสต์แต่พวกเขากำลังทำสิ่งที่ต้องข้ามกับคำสอนของพระเยซู เช่น การที่พระเยซูสอนว่าพระเจ้าสร้างทุกอย่างให้เราแล้ว เพื่อบอกเราว่าอย่าไปสร้างอะไรมาก เพราะพระเจ้าทำให้แล้ว อย่าไปโลภมากอีก พอเถิด พอใจที่พระเจ้าสร้างไว้ให้แล้วเถิด แล้วอย่าหลงโลก หลงวัตถุ อย่าลืมแดนสวรรค์ที่พระเจ้ารออยู่ มุ่งหน้าทำความดีเสีย เพื่อไปรับรางวัลจากท่าน อย่างนี้ต่างหาก ที่ท่านต้องการจะสอนให้เราทำ ไม่ใช่ไม่พอใจอะไรก็เอาเครื่องมือมาทำลายแล้วสร้างใหม่ แบบนั้น ทำกับไม่เคารพโลกที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้แก่เราแล้ว และเป็นเหตุให้ “โลกร้อน” อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เพราะ “การสร้างที่ไม่มีจุดจบ” นั่นเอง

กลับมาเรื่องพระโพธิสัตว์ต่อ ในกรณีที่พระโพธิสัตว์มีอสูรมาอยู่ในกายสังขารด้วยละ จะแตกต่างจากพระโพธิสัตว์ที่มีมารมาอยู่มาก กล่าวคือ ความเป็นอยู่จะขาดแคลนต้องหาเอง แก่งแย่งเอามาเอง เพราะอสูรมีกรรม ถ้าไม่ทำกิจ ไม่ทำงาน ไม่ไล่ล่า ไม่หาอาหาร ก็ไม่มีอาหารกิน เพราะอสูรอยู่ภพภูมิต่ำกว่าเทวดา ไม่มีบุญพอที่จะมีอาหารทิพย์เลี้ยงตัวแบบเทวดา แต่ข้อดีของการที่พระโพธิสัตว์ที่มีอสูรมาอยู่ด้วยคือ จะทำให้ได้บารมีมาก เพราะความยากลำบากนั่นเอง ทำให้บำเพ็ญบารมีได้มาก ส่วนพระโพธิสัตว์ที่มีมารมาอยู่ด้วยจะได้ “บุญมาก” เพราะมารชอบทำบุญมากนั่นเอง นอกจากนี้มารยังชอบเรียบร้อยมีระเบียบมาก ชอบสะอาด ชอบความสมบูรณ์แบบ ให้เหมือนกับสวรรค์ของตน แต่อสูรมีที่อยู่แบบไม่สวยงาม ทำให้กายสังขารของพระโพธิสัตว์ที่เป็นที่อาศัยให้แก่อสูรนั้น ดูซ่อมซ่อ ไม่สวยงาม สกปรกบ้าง ฯลฯ ไม่น่านับถือไม่น่าเข้าใกล้ เพราะมีพลังอสูรอยู่นั่นเอง ถ้าไปพบวัดหรือพระสงฆ์ลองสังเกตดูก็พอประเมินได้ว่าท่านมีมารหรืออสูรอยู่ด้วยได้

พระโพธิสัตว์สามารถอยู่ร่วมกับอสูรในกายสังขารเดียวกันได้ เพราะทำให้มีวิถีกรรมที่ต้องสมถะ อยู่อย่างมัธยัสถ์ จะไม่มีเงินทองมากมายเหมือนคนที่มีมารมาอยู่ด้วย และเหมาะสมกับความเป็นอยู่ที่แท้จริงของพระโพธิสัตว์และทำให้ไม่หลงโลกด้วย ส่วนพระโพธิสัตว์ที่มีมารมาอยู่ร่วมด้วยนั้นก็ไม่ได้เลวร้ายเสมอไป ทำให้ทำบุญได้มากนั่นเอง แต่ก็ทำให้หลงทางไม่ตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้า มารนั้นชอบสร้างให้คนหลงในงานสร้างวัตถุของตน ยึดติดจนผิดทาง แต่อสูรชอบทำลาย บางครั้งทำลายมากไป มนุษย์ก็อยู่อย่างยากลำบาก ดังนั้น จำต้องมีสมดุลของทั้งสองภาคส่วน คือ ส่วนมารและส่วนอสูร ซึ่งไม่ถูกกันอยู่แล้ว บางครั้ง โลกนี้ต้องการการสร้างเพื่อให้พอเพียงกับความจำเป็น แต่บางครั้งโลกนี้ก็ต้องการการทำลาย เพราะสิ่งต่างๆ ที่มากเกินไปกำลังทำลายสมดุลโลกอยู่ และปัจจุบันนี้ กำลังเข้าสู่การ “ทำลายล้าง” ภาคอสูรจึงเข้ามามีบทบาทมาก ในคนที่มีอสูรอยู่ในกายสังขารด้วยนั้น หากต้องการยิ่งใหญ่มีอำนาจ, มีเงิน เหมือนเหล่ามารมี ก็ต้อง “ก่อกรรม” เพราะอสูรไม่มีบุญที่จะรอให้สิ่งต่างๆ มาเองได้นั่นเอง เขาจึงต้องก่อกรรมช่วงชิงมา บางรายมีเบื้องหลังทำธุรกิจผิดกฎหมาย บางราย มีเบื้องหลังรับเงินทองจากคนคดโกงมาสร้างสถานธรรมก็มีเช่น คนที่มีมังกรดำอยู่ แม้ยิ่งใหญ่ แต่จะมีเบื้องหลังที่ไม่ใสซื่อบริสุทธิ์นัก ต่างจากคนที่มีมารมาอยู่ด้วยจะมีคนมาหลงใหลศรัทธาและทำบุญด้วยเงินมากมาย ซึ่งหากเขามีจิตโพธิสัตว์ก็อาจคุมมารให้เอาเงินทำบุญไปทำประโยชน์เพื่อมวลมนุษย์ได้ แม้จะเป๋ไปเป๋มาบ้าง ดูบิดๆ เบี้ยวๆ เหมือนผิดๆ เพี้ยนๆ บ้าง แต่ก็ยังเดินหน้าทำกิจที่ควรทำต่อไปได้ การบำเพ็ญบารมีถ้าพึ่งใบบุญมาร ให้มารมาช่วยหาเงินก็จะติดหนี้มาร และเมื่อสร้างศาสนาพุทธได้ในอนาคตข้างหน้า ศาสนาก็จะถูกมารยึดเอาไปได้ เพราะเขาเคยทำบุญหนุนเรามาอย่างนี้ ดังนั้น หากต้องการให้ศาสนาในอนาคตของตน ปลอดภัยมาร ก็ต้องไม่ติดหนี้บุญคุณมาร ต้องสร้างทำเอง พอใจในความสมถะ

วิธีสังเกตง่ายๆ ว่าใครมีจิตวิญญาณกลุ่มใดมาช่วยกิจ ดังนี้

พระรูปใดสร้างทำแต่จำเป็นสันนิฐานว่าอาจมีเทพมาช่วยร่วมด้วย

พระรูปใดสร้างทำเน้นยิ่งใหญ่สันนิฐานว่าอาจมีมารมาช่วยร่วมด้วย

พระรูปใดไม่สร้างทำ วันๆ เอาแต่ติดฌานนั่งสมาธิสันนิฐานว่าอาจมีพรหมมาช่วยร่วมด้วย

พระรูปใดไม่สร้างทำ เอาแต่ปราบทำลายสิ่งไม่ดี สันนิฐานว่าอาจมีอสูรมาช่วยร่วมด้วย

พระโพธิสัตว์ภาคปราบจะทรงอสูรเป็นพาหนะ พระโพธิสัตว์ภาคโปรดจะนั่งอาสน์บัวทิพย์

ใครมีกรรมมีบุญทำร่วมกันมาอย่างไร ก็อย่าเสียใจเลย ขอให้เข้าใจตนเอง และเข้าใจเส้นทางที่ตนเองต้องเดิน ณ วันนี้ ท่านยังไม่ถึงปลายทาง ยังไม่นิพพาน แต่ละท่านก็มีผิดพลาดกันได้ทั้งสิ้น แต่เราก็จะเดินหน้ากันต่อไป ในแบบของเรา ซึ่งก็อาจแตกต่างกันมาก ขอเพียงปรับภายในของเราให้มีทางร่วมกันไป แล้วพยายามขยายความปรองดองไปสู่สังคมในวงกว้าง ก็จะช่วยให้เรายังสามารถใช้โลกนี้เป็นทางผ่านสู่นิพพานได้ต่อไป

บทสรุปท้ายบทความ

ผู้ฝึกเก้าอิมมักเป็นหญิง และมักฝึกเพื่อเตรียมตัวเป็นสนม คอยดูดซับพลังดำ ความดุร้ายของฮ่องเต้ ส่วนผู้ฝึกพลังทานตะวันมักเป็นขันที คอยใช้พลังหงส์ไฟคุมฮ่องเต้ให้อยู่ในความสงบได้ คนทั้งสองประเภทนี้มีความสำคัญต่อมวลสัตว์มาก เพราะจะช่วยให้ประเทศมีความรุ่มเย็นเป็นสุข สงบจากภัยสงครามได้ การทำหน้าที่พระสนมและขันทีที่ดี จะช่วยให้พระราชาอยู่ในอาการสงบ และประเทศก็สงบปลอดภัย แต่ในสมัยนี้ ไม่มีคนสนใจฝึกหรือเรียนอีก เพราะไม่สนใจเรื่องจิตวิญญาณ บทความนี้จึงฝากไว้แค่ให้อ่านเล่นเท่านั้น 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น