อนุตรธรรม : พุทธศาสนาไม่มีนิกาย มีนิกายนั้นเป็นอนันตริยกรรมทำสงฆ์แตกแยก
การมีนิกายเป็นอนันตริยกรรมทำสงฆ์แตกแยก เป็นเหตุขวางนิพพาน
พระพุทธศาสนาที่ทำให้นิพพานได้จริงจะไม่มีนิกาย นิกายหรือกลุ่มใดที่ได้แยกออกจากพระพุทธศาสนา นำพาบริวารไปเป็นสมาชิกใหม่ นับว่าได้ทำ “อนันตริยกรรม” แล้ว ต่อพระพุทธศาสนาแล้ว คือ ทำ “สังฆเภท” ให้พระสงฆ์แตกกัน ตัวเองไปตั้งนิกายใหม่ แยกออกจากพระพุทธศาสนาเดิมแล้วทำให้พระสงฆ์นับถือแยกตัวไปจากพระพุทธศาสนา ดั่งเช่น พระเทวทัต จึงเป็นอนันตริกรรม แม้บรรลุอรหันต์แล้ว กรรมหนักนี้จะเป็นเครื่องขวางนิพพาน พระอรหันต์ที่บรรลุธรรมแล้ว จะไม่สร้างนิกายใหม่ เป็นพระผู้อยู่อย่างไม่มีนิกาย ไม่สังกัดนิกาย เหมือนผู้น้อย เพราะเป็นพระสาวกในพระพุทธศาสนาแล้ว มีพระพุทธเจ้าเป็นเจ้าหนึ่งเดียว ไม่มีอาจารย์ผู้เป็นใหญ่กว่านี้อีก ไม่มี “อาจาริยวาท” อื่นใดอีก
ดังนั้น ทุกนิกายในพระพุทธศาสนาจึงไม่ได้นิพพานเลยแม้แต่หนึ่งนิกาย ผู้ที่ได้นิพพานจริงไม่มีนิกาย มีแต่พระพุทธศาสนา ไม่มีอาจารย์อื่นใดยิ่งกว่านอกจากพระพุทธเจ้า แต่ท่านที่มีนิกายก็ดี มีอาจารย์อื่นที่ท่านนับถือในนิกายนั้นก็ดี ทำอนันตริยกรรมร่วมกันแล้ว ไม่ได้นิพพาน จะจุติที่ “สุขาวดี” มีอาจารย์ผู้เป็นต้นนิกายรออยู่คือพระยูไล ส่วนศิษย์ทั้งหลายจะสำเร็จสูงสุดเพียงสุขาวดี เป็น “อรหันตโพธิสัตว์” ที่ไม่ได้นิพพานทั้งสิ้น ดังนั้น ในประเทศไทยมีนิกายเถรวาทลัทธิลังกาวงศ์ตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นต้นมา จึงไม่มีพระรูปใดที่ได้นิพพานภายใต้นิกายใดๆ เลย ผู้ที่ได้นิพพานได้อยู่อย่างไม่มีนิกาย มีแต่คำว่าพระพุทธศาสนา มีแต่คำว่าพระพุทธเจ้า แล้วแยกออกเสียจากสงฆ์เหล่าที่นิยมนิกายนั้นๆ ไปต่างหาก เพื่อหาพระพุทธศาสนาที่แท้ ที่ไม่แยกตัวออกเป็นนิกาย ไม่ทำอนันตริยกรรมให้สงฆ์แตกหน่อแตกกอ แตกนิกาย แล้วเร่งกระทำกิจให้จบ พรหมจรรย์ให้สมบูรณ์เสีย ก็บรรลุ “อรหันตผล” อยู่อย่างแยกออกจากพวกที่แตกตัวเป็นนิกาย แม้หาพระพุทธศาสนาที่แท้จริงไม่พบ ก็พึงปลีกตัวออกจากเหล่าพวกที่มีนิกายนั้น เพื่อเลี่ยงอนันตริยกรรม สุดท้ายต้องเร่ร่อนไปในทางธุดงควัตรอย่างอิสระจึงนิพพานแบบปัจเจกฯ
ดังนั้น ประวัติพระสงฆ์ไทยทั้งหมดล้วนมี “นิกาย” ต้องพัวพันอยู่ในกลุ่มอาจารย์ผู้กระทำ “อนันตริยกรรม” มีอาจารย์ของตนเป็นใหญ่เป็น “อาจาริยวาท” ไม่ได้นิพพาน เพราะเหตุกรรมหนักทำให้พระสงฆ์แตกแยกหน่อ แตกกอกันอย่างนั้น ไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนาที่ไม่มีแตกแยกนิกาย อันเป็นแนวทางดั้งเดิมแท้ที่พระพุทธองค์ทรงมอบไว้ ไม่ใช่อย่างพระเทวทัตที่ได้ตั้งกลุ่ม แตกแยกหน่อแยกกอออกมา ทำให้เป็น “อนันตริยกรรม” จะได้นิพพานนั้นมีอยู่ ก็แต่ “หลวงปู่เทพโลกอุดร” เท่านั้น แม้แต่หลวงปู่ทวด ก็ไม่ได้นิพพาน เพราะพัวพันอยู่ในนิกาย, หลวงพ่อโต ก็ไม่ได้นิพพาน เพราะอยู่ในนิกายของผู้ที่ทำสงฆ์แตกเหล่าแตกกอ, หลวงปู่มั่น ก็ไม่ได้นิพพาน ได้เป็นพระยูไลเพราะอยู่ในนิกายธรรมยุติ พระสงฆ์เหล่าที่มีนิกายทั้งหลายจะได้เพียง “โพธิญาณ” สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าบ้างเป็นส่วนน้อย นอกนั้น ถ้าปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก็จะได้ “อรหันตโพธิสัตว์” คือ บรรลุอรหันตผล แต่ไม่นิพพาน เพราะพัวพันในอนันตริยกรรมแห่งการแตกหน่อแตกกอ ทำให้พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาแตกกัน เป็นสังฆเภท เป็นกรรมหนักตัดรอนนิพพาน ขวางนิพพาน อนึ่ง สาวกที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า จะไม่เป็นผู้แตกหน่อแตกกอ สร้างกลุ่มก้อนนิกายใดๆ ใหม่ จะมีแต่พระพุทธศาสนา ที่มีเจ้าหนึ่งเดียวคือพระพุทธเจ้าเท่านั้น ผู้ใดกระทำอย่างพระเทวทัต คือ แตกแยกออกไปเป็นกลุ่มใหม่เสียเอง ทำให้คนนับถือกันมากมาย แม้ช่วยคนให้ได้ถึงอรหันตผลจริง ก็ไม่มีใครจะได้ถึงนิพพาน เพราะเหตุพัวพันกันในนิกาย อันเกิดจาก “อนันตริยกรรม” นั้น ทำพระสงฆ์แตกกอออกไปเป็นกรรมอันหนัก พระสงฆ์ใดปรารถนานิพพานอยู่ในพระพุทธศาสนาอันแท้ จำให้ปลีกตัวออกจากพระสงฆ์เหล่าที่มีนิกายเสีย แล้วปลีกวิเวกเร่งปฏิบัติส่วนตัวให้หลุดพ้นไป กระทำตามอย่างหลวงปู่เทพโลกอุดร จึงได้นิพพานได้จริง หลวงปู่เทพโลกอุดรเคยสอนผู้เขียนครั้งหนึ่ง ขณะผู้เขียนฝึกพันมือ ซึ่งตอนนั้นบวชเป็นเณร ท่านว่าเณรรำไม่เหมาะนะ แต่ข้าพเจ้าปรารถนาพุทธภูมิ จึงยอมผิดศีลแล้วรำ ท่านคงทราบแล้วจึงเลี่ยงไป ไม่พัวพันกรรมกับผู้เขียนอีกเลย.
นับถือครูบาอาจารย์มากกว่าพระพุทธเจ้าจะไม่ได้นิพพาน?
ในสมัยหลังพุทธกาลไปหนึ่งร้อยปีถึงสองร้อยปี ช่วงนั้น พระสงฆ์ที่เดิมเคยเป็นปึกแผ่นปฏิบัติเคร่งครัดเหมือนกัน ได้มีบางกลุ่มได้แยกตัวออกไป เพราะปฏิบัติไม่ได้ และผ่อนปรนศีลลง ยกอาจารย์ของตนขึ้นเป็นใหญ่ นับถืออาจารย์เป็นใหญ่ เรียกกลุ่มเหล่านี้ว่า “อาจาริยวาท” ซึ่งอาจารย์แต่ละท่านก็มีบุญบารมี มีดีในตัว แต่แต่ละท่านนั้นไม่ได้หวังนิพพาน จึงผ่อนปรนศีลลงแตกต่างกันไป สงฆ์รูปไหนพอใจแนวทางแบบใดก็ไปขออยู่กับอาจารย์ผู้นั้น ก็มีลาภสักการะตามกำลังศรัทธาของประชาชนที่มีต่ออาจารย์ท่านนั้น ส่วนพระสงฆ์กลุ่มดั้งเดิม ไม่มีการแตกแยกออกไปตั้งนิกายหรือลัทธิใดใหม่ๆ จึงปฏิบัติได้มรรคผลนิพพาน พวกที่นับถืออาจารย์ของตนนั้น ถ้าอาจารย์ของตนไม่นิพพานตนเองก็ไม่ได้นิพพานไปด้วย เพราะผลจากบุญกรรมที่พัวพันกันนั่นเอง การแยกตัวออกไปจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับหมู่สงฆ์ที่ปฏิบัติเพื่อความปรารถนาต่างกัน กล่าวคือ สงฆ์ส่วนหนึ่งปรารถนานิพพาน ส่วนหนึ่งปรารถนาโพธิญาณ ปฏิบัติรวมกันไม่ได้ กรรมจะพัวพันกัน ต้องแยกกันปฏิบัติ หลังจากนั้น เข้าสู่ยุคพระเจ้าอโศกมหาราช ท่านได้ทำการชำระสะสางความบริสุทธิ์ให้พุทธศาสนา แต่ไม่นานนัก พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชก็ได้ยึดครองอินเดีย และทำให้พระสงฆ์ที่ปฏิบัติถูกต้อง ต้องแตกแยกกระเซ็นสายออกไป ทำให้บางส่วนไปปฏิบัติอีกแบบ เช่น เถรวาทลัทธิลังกาวงศ์ เป็นแบบที่พยายามทำให้เหมือนแบบดั้งเดิมก่อนอินเดียจะถูกตีแตก แต่ก็ไม่สามารถเหมือนเดิมได้ จึงต้องแจ้งให้ทราบว่า “เป็นลัทธิลังกาวงศ์” คือ ไม่เหมือนก่อนแล้ว เป็นแบบลังกาวงศ์แล้ว แต่ก็ยังคล้ายของเก่า คือ ทำตามแบบดั้งเดิมหลังแยกกลุ่มมาใหม่แล้ว จึงใช้คำว่า “เถรวาท” แต่แบบดั้งเดิมนั้น ไม่มีนิกาย จึงไม่มีแม้แต่คำว่า “เถรวาท” อะไรเลย นอกจากนี้ยังมีกลุ่ม “นิกายสรวาสติวาท” ซึ่งแตกแยกจากกลุ่มดั้งเดิมไปที่ทิเบตและจีน ทว่า เพราะต้องไปสู่ประเทศใหม่ที่มีกฎหมายใหม่ สังคมวัฒนธรรมใหม่ ก็ไม่สามารถรักษาแนวทางดั้งเดิมไว้ได้ เฉกเช่นพวกเถรวาทลัทธิลังกาวงศ์เช่นกัน จึงกลายเป็นนิกายใหม่ในที่สุด เหล่านี้ไม่ได้นิพพานทั้งสิ้น เพราะผลจาก “อาจาริยวาท” เป็นอนันตริยกรรม ทำสงฆ์แตกแยกเกิดนิกายใหม่นั่นเอง แต่แม้เป็นกรรมหนัก แต่ก็มีบุญบารมีมากด้วย ทำให้ท่านเหล่านั้น จุติไปเป็น “พระยูไล” บนสุขาวดี และลูกศิษย์ทั้งหลายก็ได้จุติที่สุขาวดีกันมากมาย การจะพ้นจากอนันตริยกรรมนี้ได้ต้องไม่มีนิกาย ไม่สร้างนิกายใหม่ อยู่แบบไม่มีนิกายเท่านั้น
บุคคลจะได้นิพพาน พึงตั้งจิตตรงต่อพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ที่มีจิตตรงต่อพระพุทธเจ้าไม่มีศาสดาเหล่าอื่น, เจ้าลัทธิ, เจ้านิกายอื่นๆ ใดอีก จึงจะได้นิพพานได้ ถ้าเหล่าเจ้าลัทธิ, เจ้านิกายเหล่านั้นไม่ได้นิพพาน ก็จะลากลูกศิษย์ให้ไม่ได้นิพพานไปด้วย เช่น เจ้านิกายเถรวาทก็ดี เจ้านิกายมหายานก็ดี ปฏิบัติแล้ว ไม่ได้นิพพาน เพราะผูกพันกรรมกันไปดังกล่าว ผู้ที่จะได้นิพพานแท้ จะไม่มีคำว่านิกายหรือลัทธิใดอื่นเลย จะมีแต่พระพุทธศาสนาเท่านั้น พุทธศาสนาที่ยังผลให้นิพพานจะไม่มีนิกาย ผู้ใดตั้งลัทธินิกายใหม่ จะได้เป็นพระยูไล ไม่ได้นิพพาน แต่จุติที่สุขาวดีสวรรค์ และลูกศิษย์ของท่านก็จะได้ผลอย่างเดียวกันด้วยผลบุญกรรมที่ผูกพ่วงกันไปนั่นเอง ดังนั้น ขอย้ำตรงๆ ชัดๆ อีกครั้งว่าพระพุทธศาสนาที่ยังผลนิพพานนั้นไม่มีนิกาย ผู้ที่จะได้นิพพานต้องไม่มีนิกายจะมีแต่พระพุทธศาสนาเท่านั้น เพราะนิกายทุกนิกายทุกวันนี้ มีผู้ก่อตั้งที่ไม่ได้นิพพานรออยู่ ถ้าเราไปเข้านิกาย เราก็จะมีบุญกรรมพัวพันกับผู้ก่อตั้งนิกายนั้นๆ ไป หากบวชเข้านิกายไหน ก็ให้ปลีกตัวออกมา แล้วปฏิบัติเอง หาครูบาอาจารย์เหมือนที่พระพุทธเจ้าหาครูนั่นแหละ แล้วเร่งปฏิบัติต่อไปด้วยตนเอง อย่าเดินตามอาจารย์เสียทั้งหมด อย่าเชื่อคนอื่นเสียทั้งหมด เร่งปฏิบัติให้ตนค้นพบด้วยตนเอง ด้วยกำลังศรัทธาในพระพุทธเจ้าและคำสอนของพระพุทธเจ้า กตัญญูแล้วแทนคุณต่อครูที่อาจอยู่ในนิกายใดนิกายหนึ่ง แต่เมื่อแทนคุณแล้ว ให้ปลีกตัวเอาตัวรอดไปนิพพานเสีย อย่าให้ตนเองติดบ่วงใดๆ มีจิตตรงต่อพระพุทธเจ้า แต่ไม่ใช่ยึด ไม่ใช่ถือพระพุทธเจ้า ไม่หลง ไม่คลั่งไคล้ ไม่ศรัทธาแบบออกนอกหน้า ไม่ใช่แบบนั้น แต่เร่งเอาตัวเองปฏิบัติให้รอดตามคำสอนของพระพุทธเจ้าไป
ผู้ที่จะนิพพานได้ควรนับถืออาจารย์เท่าใด?
ควรนับถือปานกลางพอดี คือ เข้าใจว่าอาจารย์ก็ช่วยตนเป็นผู้มีอุปการคุณ แต่ไม่ใช่เครื่องยึดมั่นถือมั่น จำต้องปฏิบัติด้วยการพึ่งตนเอง เอาตัวเองรอดพ้นต่อไป อาจารย์แนะนำสอนได้ แต่ทำแทนไม่ได้ ต้องทำด้วยตนเอง พึ่งตนเอง โดยอาศัยความศรัทธาที่มีต่อพระพุทธเจ้า เชื่อว่าถ้าตั้งใจ เพียรพยายามแล้ว คำสอนพระพุทธเจ้าให้มรรคผลแน่นอน ไม่ใช่ว่าพระพุทธเจ้าจะมาช่วย หรือให้เรายึดติดพระพุทธเจ้า แต่ให้เราเชื่อในคำสอนของท่าน ศรัทธาในท่านและคำสอนของท่านว่าเป็นสิ่งที่ “ได้มรรคผลจริงไม่ลวง”
การเป็นอาจารย์สอนธรรมที่แตกต่างจากไตรปิฎก
หากไม่ต้องการให้เกิด “อนันตริยกรรม” คือ ทำหมู่สงฆ์หรือพุทธบริษัท หรือชาวพุทธแตกแยก จะต้องไม่สร้างนิกายใหม่ขึ้น สามารถเผยแพร่ธรรมะที่เป็นแบบเฉพาะของตนได้ แต่ต้องแจ้งบอกแก่ผู้รับธรรมว่า “ธรรมนี้ไม่ทำให้นิพพาน” แต่ช่วยเป็นพื้นฐานให้เท่านั้น ใครต้องการนิพพาน ต้องปฏิบัติต่อไปด้วยตัวเอง ธรรมนี้ช่วยได้ไม่ถึง เป็นได้แค่สะพานขั้นหนึ่งเท่านั้น ฉันผู้ถ่ายทอดธรรมเองก็ไม่ได้นิพพาน ไม่ปรารถนานิพพาน แต่ปรารถนาโพธิญาณ ฉันช่วยได้แค่ระดับหนึ่งเท่านั้น พระพุทธศาสนาจริง ที่ทำให้นิพพานจริงไม่ได้อยู่ที่ฉัน ฉันเหมือนพราหมณ์ที่สอนคนได้ระดับหนึ่งเท่านั้น ที่เหลือต้องไปด้วยตนเอง ทำด้วยตนเอง และแนะนำว่าธรรมของพระพุทธเจ้านั่นแหละถึงนิพพานจริง ไม่มีนิกายอื่นใดอีกที่สามารถทำให้ได้ถึงนิพพานได้ นอกจากพระพุทธศาสนาซึ่งไม่มีนิกายนี้
การเป็นผู้ถ่ายทอดธรรมในนิกายต่างๆ
คือ ผู้ที่สอนสิ่งที่แตกต่างไปจากคำสอนของพระพุทธเจ้า แม้เป็นความจริง แต่ถ้าไม่นำไปสู่นิพพาน ไปสู่อย่างอื่น เช่น สุขาวดี แทนที่จะเป็นนิพพาน เป็นอนันตริยกรรม เพราะได้อาศัยพระพุทธศาสนาเป็นเครื่องดึงศรัทธาคน แต่กลับไม่นำคนไปสู่นิพพานนั่นเอง พระพุทธเจ้าสอนนิพพานอย่างเดียว อย่างอื่นมีตรัสเฉพาะคนไป เช่น เรื่องการบำเพ็ญโพธิญาณ ไม่ใช่เรื่องที่จะมาสอนคนมากมาย เพราะหากสอนเขาไปทางอื่นที่ไม่ใช่นิพพานแล้ว เราเองนั่นแหละที่ได้รับกรรม ถูกผูกมัดให้ต้องฉุดช่วยพวกเขาต่อไปจนกว่าจะนิพพาน แต่แม้จะเป็นอนันตริยกรรมก็เป็นบุญมหาศาลด้วย เพราะช่วยคนให้ได้ขึ้นสวรรค์ ดังนั้น ผลบุญและกรรมนี้จึงตัดรอนให้ไม่นิพพาน แต่ได้สุขาวดีแทน ถ้าพูดเฉพาะตัวไป ไม่เกิดนิกายลัทธิ หรือคนหมู่มากเข้ามาศรัทธาก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าพูดให้คนหมู่มากรู้แล้ว ต้องบอกเขาให้ชัดว่าไม่ได้นิพพานนะ ต้องปฏิบัติด้วยตัวเองจึงได้เอง ต้องแสดงความแตกต่างให้คนเข้าใจชัดเจนว่าตนไม่ได้เอานิพพาน ถ้าปรารถนานิพพานต้องไปศึกษาเอง ปฏิบัติเองตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ส่วนตนสอนได้แต่เบื้องต้นเท่านั้น
การเป็นผู้สอนธรรมที่ตรงตามพระไตรปิฎก
แม้ว่าสอนธรรมตรงตามไตรปิฎกแล้ว แต่ถ้าคนหมู่มากยึดเราดั่งเป็นเจ้าลัทธิ เจ้านิกาย ก็ให้ผลไม่ต่างกัน ดังนั้น ไม่ควรพยายามให้คนแห่มานับถือเรามากมาย แต่ควรเลือกหาคนที่พร้อมเหมาะที่จะรับธรรม แล้วถ่ายทอดธรรมเท่าที่พอได้ แล้วบอกเขาด้วยว่าช่วยได้เท่านี้ ไม่ถึงนิพพานนะ (ถ้าตนไม่เอานิพพาน) ต่อไปต้องพึ่งตนเอง ไปด้วยตนเอง ตามพระพุทธเจ้าไปนะ อย่างนี้ ไม่เป็นไร แต่ถ้าเราจะเอานิพพานจริงๆ หรือได้จริง ก็สามารถช่วยเขาได้ถึงนิพพาน แต่ต้องไม่ทำตัวเป็น “เจ้า” คือ เจ้าลัทธิ, เจ้านิกาย ต่างๆ นี่ให้ผลเป็นอนันตริยกรรม คือ ทำให้ชาวพุทธแตกแยก ออกมานับถือเรา เหมือนพระพุทธเจ้า หรือเจ้าองค์ที่สอง ต้องบอกเขาว่าธรรมทั้งหมดนี้ของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ของฉัน ไม่ได้ตรัสรู้เอง เอามาจากพระพุทธเจ้า อย่างนี้ปัดกรรมพ้นตัวได้ อนึ่ง คำว่า “พระสังฆราช” นั้น ไม่มีในพุทธศาสนาแต่ดั้งเดิม พระพุทธเจ้าไม่เคยตั้งใครให้เหนือหมู่สงฆ์ มีแต่ฝากกิจสำคัญบางอย่างให้พระสาวกบางองค์เท่านั้น ไม่เคยแต่งตั้งพระสังฆราช หรือเจ้าองค์ที่สองในศาสนาพุทธเลย ดังนั้น พระสังฆราชจะมีแต่ในนิกายมหายานเท่านั้น และจะไม่ได้นิพพาน จะได้สุขาวดี เพราะเป็นเจ้านิกาย เป็นเจ้าองค์ที่สองแล้ว ไม่ใช่สาวกอีก จะไม่ได้นิพพานในศาสนายุคนี้ เพราะพุทธดั้งเดิมแท้มีเจ้าองค์เดียวคือพระพุทธเจ้า
พระพุทธศาสนาที่ได้นิพพานแท้จริงอยู่ที่ไหน?
สมัยพระพุทธเจ้ายังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ พระสงฆ์มีสองแบบ คือ แบบที่เป็นสาวกแท้ ได้นิพพานแน่ คือ เหล่าพุทธบริษัทของพระพุทธเจ้าหรือบริวารเก่าก่อนมาของท่านโดยตรง กับอีกส่วนหนึ่งคือ ผู้บำเพ็ญบารมีมาอาศัยอยู่ในพระพุทธศาสนา ซึ่งพระพุทธองค์ก็ทรงอนุญาตให้ เช่น พระฉันนะ ที่ไม่ยอมใครเลยในหมู่สงฆ์จนถูกพรหมทัณฑ์ แต่ก็ปฏิบัติจนอรหันต์เองได้, พระสุภัททะ ที่อรหันต์แล้วก็กระทำกรรมใหญ่ทันที คือ ปรามาสพระธรรมวินัย แม้อรหันต์แต่กรรมนั้นตัดรอนนิพพานไป, พระมหากัสสปะ ที่เกือบจะได้นิพพานอยู่แล้ว แต่เพราะบุญใหญ่ที่มาค้ำพระศาสนาไว้ด้วยการทำสังคายนา ทำให้ไม่ได้นิพพาน ต้องไปเกิดเสวยบุญต่ออีก, พระมหากัจจายนะและพระอชิตะที่ชาวพุทธต่างเชื่อว่าท่านคือพระศรีอาริยเมตตรัย เป็นต้น ท่านเหล่านี้ไม่ได้ปฏิบัติเพื่อนิพพานในศาสนาของพระพุทธเจ้าสมณโคดม แต่เพื่อโพธิญาณ คือ ตรัสรู้เองในศาสนาของตนเองบ้าง หรือในศาสนาของผู้อื่นบ้าง ดังนั้น จะกล่าวไปแล้วทั้งแนวทางเพื่อนิพพานและเพื่อโพธิญาณนั้นมีมาทั้งสองสายตั้งแต่สมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่แล้ว
ดังนั้น การปฏิบัติในยุคต่อๆ มา แม้ว่าพระสงฆ์จะผ่อนปรนศีลบ้างเพราะไม่คิดเอานิพพาน แต่เพื่อโพธิญาณก็ไม่นับว่าผิดพุทธประเพณี ที่พระพุทธองค์ทรงปฏิบัติไว้เป็นแบบอย่างแต่กาลก่อน ทว่า หลังจากร้อยปีจากนั้น พระสงฆ์สาวกที่ปรารถนานิพพาน ถูกรบกวนด้วยพระสงฆ์ที่ปรารถนาโพธิญาณคือ ผู้บำเพ็ญบารมีมาบวชรวมอยู่ในหมู่สงฆ์ที่ต้องการนิพพาน และเกิดบุญกรรมพัวพันกันบ้าง หรือบ้างก็เข้าถึงธรรมในแบบที่ไม่ได้นิพพานบ้าง เช่น เข้าใจสภาวะของตนว่าอรหันต์แล้ว แต่ยังเสื่อมลงได้อีก เช่นนี้เป็นต้น ดังนั้น การอยู่ร่วมกันนี้ จะเป็นภัยต่อผู้ปรารถนานิพพาน คือ จะเกิดการเผยแพร่ธรรมคนละแบบคนละสาย ทำให้พระสงฆ์สาวกที่ควรจะได้นิพพานไม่อาจได้นิพพานได้ จึงก่อให้เกิดการขจัดออก โดยการให้ออกไปตั้งกลุ่มใหม่ ในยุคนั้น พระยสเถระ ได้ทำการสังคายนา และติเตียนเหล่าท่านที่ปฏิบัติธรรมไม่ใช่เพื่อนิพพาน ทำให้พระสงฆ์หมู่ใหญ่แตกแยกกลุ่มออกไปตั้งกลุ่มเอง นับถืออาจารย์ของตนเองแทนพระยสเถระ ซึ่งเขาเหล่านั้น ก็นับได้ว่าไม่ผิดพุทธประเพณีถ้าปฏิบัติธรรมเพื่อโพธิญาณ ไม่ใช่เพื่อนิพพาน เพราะนั่นก็มีมาแต่เก่าก่อนแล้วดังกล่าวข้างต้น แต่ผลจากการทำสังคายนาไม่สำเร็จครั้งนั้นเอง ทำให้สงฆ์แตกแยกกันเป็นสองส่วน คือ ส่วนที่เหมือนเดิมไม่ก่อตั้งลัทธินิกายใหม่ และส่วนที่แยกออกไปตั้งกลุ่มใหม่ตามอาจารย์ของตน ตั้งอาจารย์ของตนเสมือนตัวแทนพระพุทธองค์ ซึ่งก็ไม่ผิด แต่ก็ไม่ควรปฏิบัติร่วมกัน เพราะจะส่งผลต่อบุญกรรมผูกพันกันได้ ดังนั้น จึงถูกกล่าวหาว่าเป็น “เดียรถีย์” ในช่วงแรกๆ นั้น อาจไม่ใช่เดียรถีย์ เพราะอาจเกิดเพราะทิฐิต่างกัน ด้วยปรารถนาต่างกัน ปฏิบัติจึงได้มรรคผลต่างกัน การที่หมู่สงฆ์เดิมมองว่าหมู่สงฆ์ที่แตกต่างไปนี้เป็นเดียรถีย์ก็ไม่ผิด เพราะจะช่วยปกป้องตนเองไม่ให้ถูกกรรมพัวพันไปกับผู้บำเพ็ญบารมี แต่ไม่ถูกต้องนักที่จะกล่าวว่าเขาที่แตกต่างไปนี้เลวร้าย
ต่อมาอีกร้อยปีให้หลัง “พระมหาเทพ” พยายามรวบรวมหมู่สงฆ์กลับเข้ามาด้วยความปรารถนาดี แต่อาจคาดไม่ถึงว่าสงฆ์ที่ปรารถนานิพพานกับสงฆ์ที่ปรารถนาโพธิญาณนั้น ปฏิบัติสังฆกรรมร่วมกันไม่ได้ ทำให้ไม่สำเร็จ สงฆ์ที่เคร่งครัดตามแนวทางเดิม ขอแยกตัวออกไป ซึ่งก็ถูกต้อง ควรเป็นเช่นนั้น แต่ก็ไม่มีใครผิด ต่างมีแนวทางและความปรารถนาที่แตกต่างกัน จึงควรแยกกันปฏิบัตินั่นเอง ไม่เท่านั้น พระมหาเทพยังได้ทำ “มหาสังคีติ” คือ เรียบเรียงไตรปิฎกขึ้นใหม่ ให้สอดคล้องกับความต้องการของสงฆ์หมู่มากนั้น ทำให้กลายเป็นพระธรรมในแบบที่ไม่ปรารถนานิพพานไป ซึ่งก็ไม่ผิดอีก ถ้าไม่ปรารถนานิพพาน ส่วนท่านที่ปรารถนานิพพานก็แยกไปปฏิบัติต่างหากอีก เป็นกลุ่มเล็กๆ และไม่ค่อยมีคนรู้จักนัก กลุ่มของพระมหาเทพเป็นที่พอใจของคนมากมายเพราะได้ทำให้พระธรรมเป็นที่ชื่นชอบของคนที่ไม่บรรลุธรรมนั่นเอง ต่อมาเกิดพระสงฆ์สาวกมากมายมี “ทิฐิ” ของตนเอง เลียนแบบเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นบ้าง ทำให้ในที่สุด ก็แตกแยกออกเป็นกลุ่มใหม่ๆ ทั้งสิ้น ๑๗ กลุ่ม เรียกกลุ่มเหล่านี้ทั้งหมดว่า “อาจาริยวาท”
เมื่อรวมกับพระสงฆ์ที่ปรารถนานิพพานและไม่แตกแยกกลุ่มออกไปเป็นกลุ่มใหม่ อีกหนึ่งกลุ่มแล้ว ทำให้ได้พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น ๑๘ กลุ่ม ผ่านมาอีก ๑๐๐ ปี เข้าสู่ยุคของพระเจ้าอโศกมหาราชได้ทำทานแก่พระสงฆ์สาวกมาก เป็นเหตุให้พวกพราหมณ์อยากได้ลาภสักการะนั้นบ้าง ก็มาเอาด้วยการบวชเป็นพระ แต่ใจไม่ใช่พระ ท่านจึงได้ทำการสังคายนาพระสงฆ์มากมาย โดยได้เรียนพระธรรมวินัยจากพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ เมื่อถามพระธรรมวินัยแล้วพระสงฆ์รูปใดตอบแล้วไม่ใช่พระสงฆ์ในพุทธศาสนา ก็ทำการให้ “ผ้าขาว” คือ เมื่อเป็นพราหมณ์ก็ควรห่มผ้าขาวนั่นเอง (จับสึก) ดังนั้น จึงเกิดคำว่า “เดียรถีย์” ขึ้นในยุคนั้น คือ ผู้ที่ไม่ใช่พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า มีวิสัยเป็นพราหมณ์คือบวชเพื่อเอาลาภสักการะ แต่มาห่มผ้าเหลือง ดังนั้น เมื่อท่านแยกแยะได้ชัดเจนแล้ว จึงได้จับสึกเสีย แล้วให้ผ้าขาวสำหรับบวชเป็นพราหมณ์ให้ถูกต้องตามแบบที่ควรจะเป็น พระสงฆ์ที่ปฏิบัติถูกต้องตรงทางจึงได้รับการสนับสนุนให้อยู่ต่อไป ต่อมาก็เจริญรุ่งเรืองมาก พระสงฆ์ที่ปฏิบัติถูกต้องนั้นเพิ่มจำนวนขึ้นทดแทนพวกเก่าที่สึกออกไป นั่นคือ เรื่องในช่วงกึ่งพุทธกาลแรกที่พระศาสนา ได้รับพุทธานุญาตให้เป็นของพุทธบริษัทสี่ คือผู้ที่ไม่ใช่พุทธบริษัทสี่ ถูกจับสึกจึงไม่ผิด จากนั้นพระพุทธศาสนาก็เสื่อมถอยลงอีก หลังจากพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชได้เข้ายึดอินเดียและบังคับให้ชาวอินเดียนับถือศาสนาอื่น พวกพระสงฆ์ก็แตกแยกย้ายกันหนีไป ไปทางทิเบตบ้าง, ศรีลังกาบ้าง แล้วไปตั้งนิกายใหม่ของตน ในศรีลังกามีกลุ่มที่พยายามจะรักษาแนวทางดั่งเดิมไว้ จึงได้ตั้งชื่อว่า “เถรวาท” แต่นี่ก็ไม่ใช่แบบดั้งเดิมแท้ เป็นแบบที่ “พยายามให้เหมือนเดิม” เพราะแตกแยกกลุ่มออกไปเป็นนิกายใหม่แล้ว อนึ่งคำว่าแบบที่ปฏิบัติเพื่อพระนิพพานนั้นไม่มีชื่อนิกายหรือกลุ่มใหม่เลย เพราะไม่เคยแตกแยกออกไปตั้งกลุ่มหรือนิกายใหม่ แบบที่มีนิกายจึงเป็นแบบใหม่ ไม่ใช่ของดั้งเดิม ส่วนผู้ที่จะได้นิพพานนั้น จะปฏิบัติเถรตรง ไม่มีนิกาย
ตอนนี้เข้าปี พ.ศ. ๒,๕๕๒ เลยกึ่งกลางพุทธกาลแล้ว หมดยุคของพระสาวก พุทธบริษัทของพระพุทธเจ้าหมดลง แม้จิตวิญญาณของผู้ปฏิบัติธรรมยังมีบ้าง ที่ได้กายทิพย์เป็นภิกษุ, ภิกษุณี แต่เพราะไม่ได้มีจิตวิญญาณดวงเดียว บ้างมีพญามารมาแทรกก็มี บ้างมีอย่างอื่นมาแทรกก็ดี ผลจากการถูกแทรกเข้าในกายสังขารนั้น ทำให้สังขารมนุษย์ไม่บริสุทธิ์ไม่ปลอดภัย ผสมผสานทั้งแบบภิกษุและมาร จึงร่วมกันควบคุมกายสังขารให้ไปทำกิจต่างๆ ผสมกันสองแบบ กรรมที่เกิดขึ้นก็ต้องรับร่วมกันทั้งสองดวงจิต จิตวิญญาณที่เป็นมารและภิกษุอยู่ในกายสังขารเดียวกัน ก็ได้รับผลกรรมเหมือนกัน กลายเป็นเครื่องกั้นไม่ให้ผู้ปฏิบัติจนได้กายภิกษุแล้วได้นิพพาน นำพาร่างนั้นไปสู่การสร้างวัดวาอารามยิ่งใหญ่เพื่อบุญเพื่อสวรรค์วิมานด้วยความหลงไป แทนที่จะละเว้น อยู่ในศีลให้เคร่งครัด ไม่หลงในผลบุญ, สวรรค์วิมานอีกแล้ว กลับต้องได้รับผลบุญก่อชาติต่อภพใหม่ต่อไป ดังนั้น ผู้ที่จะได้นิพพานในยุคหลังนี้ถึง ๕,๐๐๐ ปีนั้นมีแน่ แต่ไม่ได้บนโลกมนุษย์ เพราะกายสังขารมนุษย์ไม่บริสุทธิ์ดังที่กล่าว มีกรรมมาก และหนีไม่ได้ด้วย จะถูกแทรกด้วยจิตวิญญาณของเทพ, พรหม, อสูร และมาร ตามคำสัญญาที่พระพุทธเจ้าให้ไว้แก่สัตว์ทั้งสี่เหล่านั้น ดังนั้น จึงได้เมื่อละสังขารจากมนุษย์เท่านั้น เช่น เมื่อบรรลุธรรมแล้วจิตดวงนั้น รีบดับขันธปรินิพพานเลย ก็จะได้นิพพานเลย แต่ถ้าอยู่ต่อ ไม่มีฤทธิ์เดชหรือกำลังมากพอต้านทานแน่นอน เพราะพวกสัตว์ทั้งสี่เหล่านี้มีเยอะมาก หนีไม่ได้ ไปไหนก็ไม่พ้น ต้องตายหนีจากกายสังขารมนุษย์อย่างเดียวเท่านั้น สำหรับผู้ที่ได้จิตวิญญาณเป็นภิกษุนั้น เมื่อตายลงจุติเป็นภิกษุบนสวรรค์ชั้นยามาแล้ว ก็จะรอพระพุทธเจ้ามาโปรดอีก ค่อยนิพพานบนสวรรค์ก็ได้ แต่บนโลกนี้ ในกายสังขารของมนุษย์ยามนี้ ยากมากที่จะทำได้ สำหรับผู้ที่สามารถเอาชนะหรือจัดการจิตวิญญาณที่แทรกเข้าในกายสังขารเหล่านี้ได้นั้น มีอยู่ แต่เป็นผู้มีบุญบารมี และไม่ปรารถนานิพพาน ถ้าไปขอความช่วยเหลือ บุญกรรมที่สัมพันธ์กันนั้นก็จะผูกมัดกัน ต้องไปชดใช้กันชาติต่อไป ผู้ขอความช่วยเหลือ ก็จะไม่ได้นิพพานเช่นเดิม ดังนั้นพระพุทธศาสนาที่ปฏิบัติเพื่อนิพพานในแบบดั้งเดิมนั้น มีเฉพาะ “บนสวรรค์” เท่านั้น แม้แต่นิกายเถรวาทนั้น ก็ยังไม่ใช่แบบดั่งเดิมที่แท้จริง ผู้ปรารถนานิพพานต้องทำตัวเองให้พร้อมเมื่ออยู่บนโลกมนุษย์แล้วไปปฏิบัติต่อบนสวรรค์นั่นเอง ศาสนาพุทธบนสองมีสองส่วน ส่วนที่มีนิกาย ไม่ได้นิพพาน ส่วนที่แยกตัวปลีกออกไปปฏิบัติเป็นปัจเจกชน ก็ไม่นับถือได้ว่าเป็นหมู่คณะ จึงไม่มีความเป็นศาสนาหรือองค์กรใดๆ เลย