ธรรมปฏิเวธ : ทำไมพราหมณ์จึงมีศีลมาก และการสื่อสารสัจธรรมในวงกว้างควรทำอย่างไร

ธรรมปฏิเวธ : ทำไมพราหมณ์จึงมีศีลมาก และการสื่อสารสัจธรรมในวงกว้างควรทำอย่างไร

ทำไมพราหมณ์จึงต้องมีศีลมาก?

เพราะรอยกรรมบางอย่างทำให้พราหมณ์เสื่อมจากคุณธรรมที่บำเพ็ญได้ ทำให้ต้องระวังกรรมมาก จึงต้องมีศีลมาก ศีลของพราหมณ์ในอดีตแต่แรกมีนั้น เป็นศีลที่มีเหตุผลเพื่อการรักษาธรรมที่ตนสำเร็จได้ แต่หลังจากนั้น พราหมณ์ก็ได้รับความนับถือจากคนทั่วไปว่าเป็น “ผู้ทรงศีล” และได้รับปัจจัยเลี้ยงดูมากจากคนทั้งหลาย พราหมณ์เหล่าอื่นที่เห็นแก่ลาภสักการะจึงเอาตาม ทำตนเปลือกนอกเป็นผู้ทรงศีล มีศีลมาก มากจนไม่เข้าใจว่ามีไปทำไม เพราะแข่งกันมีศีลมาก ใครมีศีลมากกว่าเรียกว่ามีคุณธรรมมากกว่า ด้วยความหลงผิดไม่เข้าใจความสำคัญของศีลนั่นเอง จึงพากันตราศีลมากมาย สุดท้าย ก็ปฏิบัติไม่ได้ ไม่ช่วยให้ธรรมก้าวหน้า หรือรักษาธรรมที่ประพฤติได้ให้คงอยู่ต่อไปเลย

ยกตัวอย่างเช่น พระพรหมเดิมมีห้าหน้า แต่เพราะหลงตัวเองเกินไป คิดว่าเป็นผู้รู้มากแล้ว จึงพลั้งปากดูถูกพระศิวะ ทำให้ท่านเสียเศียรไปหนึ่งเศียร ผลจากการนั้นทำให้พระพรหมเหลือเพียง “สี่หน้า” มีญาณหยั่งรู้ได้รอบตัว มีปัญญาญาณความรู้รอบตัว หยั่งรู้คนได้มากมาย แต่ไม่อาจเห็นสิ่งที่สูงกว่า ไกลกว่าออกไปในบางประการได้อีกดังเดิม เสื่อมคุณธรรม เสื่อมจากญาณที่ตนเคยทำได้ แม้ว่าปฏิบัติมาอย่างดี แต่เพราะกรรมหนักที่ทำต่อองค์ศิวะนี่เอง เป็นเหตุให้ “เสื่อมจากคุณธรรม” ที่ตนเคยทำได้ ดังนั้น ผู้ที่บำเพ็ญธรรมจนกายทิพย์ข้างในพัฒนาขึ้น แรกๆ อาจเป็นแค่เปรตอดอยาก ขอทานเขากิน พอมาปฏิบัติเป็นพราหมณ์แล้วจนจิตวิญญาณเปรตหลุดพ้นก็สลาย เกิดใหม่เป็นพรหมได้ในที่สุด เมื่อได้คุณธรรมเช่นนี้แล้ว ต้องไม่พูดดูถูกผู้ทรงธรรมเหล่าอื่น โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่าเขาก็เป็นผู้มีคุณธรรมเช่นกัน ต้องระวังคำพูดให้มาก ไม่เช่นนั้นจะเสื่อมจากญาณแต่ไม่ถึงกับสิ้นญาณหยั่งรู้ กล่าวคือ รู้รอบตัวดั่งมีสี่หน้า แต่มองเหตุการณ์เบื้องสูงไม่ได้อีก ไม่อาจหยั่งรู้ได้ว่ามีสิ่งใดสูงขึ้นไปอีกบ้าง เหมือนคนมองรอบทิศแต่ลืมมองทิศเบื้องบน ก็จะหลงตัวเองได้ง่าย เพราะไม่คิดว่าจะมีคนที่มีคุณธรรมสูงกว่าตน คือเสียเศียรบนนั่นเอง

สำหรับพระศิวะ เดิมมีกายงามมาก คือ กายอิศวร แต่เพราะหลงในความรัก เสียทีเขาเพราะเขาเอาผู้หญิงมาหลอกล่อ ทำให้ต้องเสื่อมคุณธรรมที่ตนเคยมี กลายเป็นผู้ที่ไม่ได้รับความนับถือศรัทธาเท่าที่ควร ทั้งๆ ที่มีคุณธรรมมาก ปฏิบัติธรรมได้สูงกว่าพรหมทั่วไป แต่เพราะเหตุกาม ตัดกามไม่ได้ กามนี้เองเป็นสิ่งที่พระพรหมใช้ให้พระนารายช่วย โดยอาศัยพระกามเทพยิงศรรักใส่พระศิวะ ทำให้เกิดความหลงในรัก มีกามขึ้นมา ในที่สุด พระศิวะหาได้เป็นหนึ่งเหนือผู้ใดในพรหมโลกได้อีก เพราะกระทำกามทำให้เสื่อมศรัทธาแก่สาวกทั้งหลาย พระพรหมก็มีอำนาจขึ้นมาอีก พระศิวะไม่อาจมีอำนาจเหนือพรหมได้ ดังนั้น ผู้บำเพ็ญธรรมพึงระวัง หากได้กายอิศวรที่งดงามแล้ว แต่เสียท่าเขาเพราะเหตุกาม เขาเอากามมาล่อ ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงได้ แม้มีธรรมมาก แต่จะไม่มีใครเชื่อถือศรัทธาเลย เพราะกลอุบายของพระพรหมร่วมมือกับพระนารายและพระกามเทพอย่างนี้

สำหรับพระพิฆเนศ มักเป็นผู้ร่าเริงขาดความสำรวมระวัง และทำให้พระนารายที่เข้าฌานบรรทมสินธุอยู่ตื่นขึ้นมาจนทำให้เศียรขาด และต้องเอาเศียรช้างมาสวมแทน จึงมีรูปกายไม่งามดังเก่าก่อน นี่ก็เพราะเหตุว่าเสื่อมจากคุณธรรมของตน เพราะว่ามีความไม่สำรวมระมัดระวังนั่นเอง หากผู้ใดบำเพ็ญได้กายพิฆเนศแล้ว พึงถือศีลเรื่อง “ความสำรวม” ไว้ให้มั่น เคร่งครัดว่าจะไม่ทำให้ผู้ใดที่เขานอนหลับสบายอยู่ตื่นขึ้นมาเพราะความไม่ระวัง ไม่สำรวมของตน กรณีที่ผู้นอนหลับเป็นคนธรรมดา ไม่ได้เข้าฌาน ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นผู้มีฌานกำลังเข้าฌาน โดยเฉพาะพระนารายนั้น จะทำให้ต้องเศียรขาด และมีกายไม่งามในที่สุด บางครั้ง เราไม่รู้ จิตวิญญาณนารายแอบมาแทรกเข้าในกายคนธรรมดาแล้วนอนหลับเข้าฌานอยู่ คือ หลับแต่ไม่หลับ มีสติรู้เพลินในฌานอยู่ เราไม่ระวัง เกิดทำเสียงดังให้เขาตื่นขึ้น ก็ต้องรับกรรมทันที ซึ่งเราไม่อาจรู้ได้ว่าพระนารายจะเข้ามาแทรกอยู่ในกายสังขารของใครเมื่อไร ท่านอาจเข้ามาอยู่ในกายคนธรรมดาก็ได้ ดังนั้น จึงต้องระวังมากเรื่องไม่ปลุกใครให้ตื่นขณะเขากำลังหลับเพลินๆ อยู่ ต้องเป็นผู้สำรวมระวัง      

สำหรับพระกามเทพ เป็นผู้มีนางอัปสร นางฟ้าที่งดงามเป็นบริวารมากมาย แต่ไม่เคยรักใครจริง เพราะไม่เคยยิงศรรักใส่ตัวเอง พระกามเทพจะยิงศรรักใส่ผู้อื่นให้หลงใหลในนางอัปสรของตน แล้วใช้นางอัปสรดึงเขาเหล่านั้นเอามาเป็นพรรคพวก บริวาร ทำให้ผู้มีบารมีอื่นๆ ยอมสยบด้วยอำนาจแห่งกาม แต่หากพระกามเทพยิงศรรักใส่พระศิวะ ผลที่เกิดขึ้นจะไม่เป็นดังการยิงศรรักใส่ผู้อื่น เพราะไฟบัลลัยกัปจะออกมาจากตาที่สามทันที ไฟนั้นจะเผากายทิพย์พระกามเทพจะไม่เหลือเลย ทำให้พระกามเทพไม่มีกายทิพย์อีก นี่คือ ผลกรรมที่ชักจูงให้เขาได้เป็นสามีภรรยากัน พระพุทธเจ้าจึงบัญญัติห้ามพระสงฆ์ทำการชักจูงให้เขาได้เป็นสามีภรรยากัน เพราะผลจากการกระทำนั้น อาจรุนแรงเกินคาด

เมื่อศีลเสื่อม คุณธรรมที่ปฏิบัติได้เสื่อมลงได้อย่างไร

ที่จะกล่าวต่อไปนี้ไม่ได้หวังผลให้ท่านเป็นผู้เคร่งครัดศีลเลย เพราะผู้เขียนเองก็ไม่ได้มีศีลมากหรือเคร่งครัด, เคร่งเครียดในกฎระเบียบแต่อย่างใด แต่ให้ “เป็นผู้ไม่ประมาท” และ “สำรวมระวังกรรม” ซึ่งอาจมาในรูปที่เห็นได้ยากและยามที่เราพลั้งเผลอ ดังนั้น สิ่งที่จะช่วยเราได้คือ “ศีล” ถ้าเราระลึกถึงศีลเนืองๆ ก็จะเป็นเครื่องเตือนสติฉุดเราได้ว่าเราไม่ควรทำกิจใด ควรละเว้นอะไรบ้าง ในโลกแห่งจิตวิญญาณนั้นมีจิตวิญญาณมากมายที่เร่ร่อนอยู่ซ้อนอยู่ในโลกมนุษย์ พวกเขารอโอกาสเหมาะที่จะแทรกเข้าในกายของผู้ทรงธรรม ที่มีช่องกรรมเปิดให้ โดยเฉพาะเมื่อผู้ทรงธรรม เสื่อมจากศีลมากๆ ถึงจุดหนึ่ง ก็จะเปิดช่องโหว่ให้พวกเขาแทรกเข้าไปได้ ดังจะอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกทิพย์ ดังนี้

๑)   การไม่กินข้าวหลังมืดแล้ว

จะมีภูตผีชนิดหนึ่ง ที่ไม่สามารถออกมาตอนกลางวันได้เหมือนเหล่าเทวดา เพราะกลัวแสงอาทิตย์ มันจะรอให้พระอาทิตย์ตกดินแล้ว ก็ออกมาหาอาหารกิน พวกมันจะหิวโหยมาก เพราะมาจากภพเปรตบ้าง, อสุรกายบ้าง, สัตว์นรกบ้าง เหล่านี้จะเข้ามาขอกินข้าว ร่วมกับคนเมื่อพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว หากมนุษย์ฝึกตนเองให้กินข้าวก่อนพระอาทิตย์ตกดินได้ หลังพระอาทิตย์ตกดินแล้วก็นอนหลับเสีย ปรับตัวตามธรรมชาติ ทำราวกับว่าแสงไฟนีออน ไม่มี ฉะนั้น ก็จะปลอดภัยจากผีเหล่านี้ ผีเหล่านี้กลัวแสงอาทิตย์แต่ไม่กลัวแสงที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นเลย ทว่า เดี๋ยวนี้คนจะกินข้าวเย็นหลังอาทิตย์ตกดินกันมากขึ้น อนึ่ง ถ้ามนุษย์โลกร่วมมือกันกินข้าวก่อนมืด พอมืดแล้วเข้านอนเลย จะประหยัดไฟมาก โลกร้อน และปัญหามลพิษ ปัญหาขาดแคลนพลังงานจะลดลง เกิดอานิสงค์ทันตา

๒)   การไม่รับเงินและทอง

มารจะนิยมในเงินและทอง ชอบรับเงินและทองมาก มันจะรอคอยผู้ทรงธรรมที่มีเงินและทองไหลมาเทมา และรอจังหวะโอกาสที่ผู้ทรงธรรมผิดศีล รับเงินและทอง แล้วดลจิตดลใจว่าไม่ผิดหรอก เราทำความดี ไม่ต้องสนใจศีลที่พระพุทธเจ้าตราไว้ อย่างไรเสียก็ได้นิพพานแน่นอน พอเราหลงกลมาร มารจะค่อยๆ แทรกเข้ากายสังขารของเรา และคุมร่างเรา ทำให้มีความคิดผิดไปจากเดิมได้ ถ้าเราอยู่อย่างสมถะ มารจะไม่สนใจร่างเรา เพราะถ้าอยู่ในร่างที่ยากจนแล้ว มารจะอยู่ไม่ได้ ทรมานมาก ไม่คุ้นกับความยากจน การทำตัวให้เป็นคนยากจน พอใจ และปรับตัวอยู่ได้ ไม่ใช่ทุกขกริยา แต่เป็นความเป็นอยู่ดั่งเดิมของบรรพบุรุษของเรา ที่สามารถอยู่ได้อย่างเทวดาผู้น้อย ไม่ใช่อย่างมาร ดังนั้น จะรอดจากภัยมาร การรับเงินและทองมาก ทำให้มารแทรกในกายของผู้ทรงธรรมมามากแล้ว

นี่คือ การยกตัวอย่างถึงสิ่งที่มองไม่เห็น อันที่จริงก็ไม่ควรพูดเพราะไม่มีอะไรอ้างอิงเป็นหลักฐานรังแต่จะถกเถียงกันในสิ่งที่มองไม่เห็น แต่ก็ขอฝากไว้ให้พิจารณา “ตัวเอง” ลองทำดู แม้มองไม่เห็น แล้วพิจารณาตัวเองดูว่ามีพฤติกรรม, ความคิด หรือความเสื่อมเกิดขึ้นแก่ตนหรือไม่ มีอะไรแปลกเกิดขึ้นบ้างหรือเปล่าหลังผิดศีลแต่ละข้อ ดูไม่ยากหากมีสติดี เป็นคนละเอียดตรวจดูตนเองได้ดี จะเห็นชัดถึงสิ่งแปลกปลอมที่แทรกมานั้น

ประชาสัมพันธ์ สัจธรรม วัฒนธรรม สัมพันธ์กันไฉน?

สัจธรรมคือความจริงแท้ ความจริงแท้ไม่ใช่สิ่งที่ใครๆ ควรรู้หมด แต่ผู้จะได้รับรู้ถึงความจริงแท้นั้นต้องมีอินทรีย์ที่พร้อมคือ จิตใจที่พร้อมรับความจริงนั้นๆ ก่อน คนส่วนน้อยมากที่จะพร้อมรับ และไม่ค่อยพร้อมรับความจริงจำนวนมากในคราวเดียวกันนัก ต่างจากสมัยพุทธกาลที่พระสาวกมีมาก เช่น พระพุทธเจ้าไปเทศน์หัวหน้าพ่อค้าสำเร็จ ต่อไปก็เทศน์บริวารพร้อมกันห้าร้อยคนก็ได้ไม่ยาก เพราะเขาเหล่านั้นมีบุญบารมีทำไว้ดีแบบพระสาวกพร้อมแล้ว แต่ปัจจุบันทำอย่างนั้นไม่ได้ การแสดงธรรมให้คนจำนวนมากฟังต้องลดระดับธรรมลงมาให้พอดีกับอินทรีย์ของมนุษย์ คือ หากเขาไม่พร้อมบรรลุโสดาบัน แต่พร้อมที่จะหลุดจากความเป็นเปรตพร้อมๆ กัน เช่น ชาวอีสานที่ยากจนอาจเคยเข้าไปขอของวัดกิน เมื่อวัดมีงานบุญ คนทำบุญมามาก ก็รุมแย่งของกันเพราะกลัวคนอื่นจะได้ไปก่อนตน อย่างนี้มีกรรมเป็นเปรตได้ (เคยพบเห็นเหตุการณ์นี้ที่จังหวัดเลย) หากนำพาชาวบ้านมาพร้อมๆ กันแล้ว เทศน์เรื่องการทำทานและการละเว้นไม่เอาของที่เป็นของส่วนรวม เขาทั้งหลายอาจหลุดพ้นจากการเป็นเปรตได้พร้อมๆ กัน อย่างนี้มีได้ เป็นได้ แต่ไม่ถึงขั้นโสดาบันเหมือนครั้งที่พระพุทธเจ้ามาเทศนาเอง อันนี้เรียกว่าธรรมะเหมาะสมกับระดับจิตใจของผู้ฟัง เป็นการเปิดเผยความจริงเหมาะสมกับอินทรีย์ของผู้ฟัง จึงสื่อสารสำเร็จ

ส่วนวัฒนธรรมนั้น ไม่ใช่สัจธรรมเสียทีเดียว เป็นการปรับรูปแบบการสื่อสารให้มนุษย์อยู่กันได้อย่างสงบสุข บางครั้งก็ไม่ใช่ความจริงแท้ บางครั้งก็เกือบจะเป็นความเท็จก็มี เช่น ตอนที่ขงเบ้งตายแล้วแต่ปิดข่าว เอาขงเบ้งมานั่งรถเข็ญให้เห็นไกลๆ ข้าสึกคิดว่ายังไม่ตายก็ไม่กล้าทำอะไร จากนั้นจึงค่อยเคลื่อนทัพกลับ นี่คือ เกือบเท็จแต่ยังไม่ถึงขั้นโกหก ยังพอถือว่าเป็นการประชาสัมพันธ์ได้อยู่ การสื่อสารที่ไม่จริงมากเกินไป ในที่สุดคนจะไม่เชื่อสิ่งที่รับรู้อีก ก็จะเบื่อหน่ายสื่อนั้นๆ ไปในที่สุด ส่วนการสื่อสารที่มีแต่ความจริงอันน่าเบื่อคนก็ไม่อยากฟัง ความจริงที่แม้ไม่น่าเบื่อ แต่เป็นผลร้ายต่อแหล่งข่าวเช่น ต่อผู้ถูกนำเรื่องราวไปเปิดเผย อันนี้ ก็ไม่เกิดประโยชน์มีแต่โทษต่อผู้ถูกเปิดเผยนั้น หรือแม้แต่การสื่อสารด้านเดียว คือ ความดีอย่างเดียวก็เป็นโทษ เพราะทำให้คนหลงดี ยึดติดดี และประมาท ไม่ระวังตัว หรืออ่อนแอ ไม่สามารถรับความจริงอีกด้านคือความเลวได้เลย

ดังนั้น การประชาสัมพันธ์ที่ดีที่สุด คือ การค่อยๆ เผยความจริงในระดับที่เหมาะสมแก่คนจำนวนมาก ค่อยๆ ปรับให้พวกเขารับรู้และยอมรับในสิ่งที่เป็นความจริง สมมุติว่าผู้นำประเทศมีรสนิยมเป็นรักร่วมเพศ ไม่จำเป็นต้องรีบเปิดเผย และอาจไม่ต้องเปิดเผยไปตลอดชีวิตเลยก็ได้ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องปิดบังไปตลอดชีพเช่นกัน การประเมินความยอมรับได้ของผู้รับสื่อส่วนใหญ่ เป็นสิ่งสำคัญ ของบางอย่างเราคิดว่าเป็น “ปมด้อย” แต่อาจกลายเป็น “จุดขายใหม่ๆ” ที่คนรอคอยและนิยมชมชอบไปเลยก็ได้ เช่น กริยาลูบเป้าของไมเคิล ก็ไม่ได้เป็นกริยาที่ดี แต่ทำไมคนจึงชมชอบ เพราะมันไม่มีอะไรที่เรียกว่าดีหรือเลวไปตลอด แต่คนเบื่อการทำท่าทางเดิมๆ การทำอะไรแปลกแหวกแนวในตอนนั้น อาจกลายเป็นสิ่งที่สังคมยอมรับก็ได้ ดังนั้น ในทางการประชาสัมพันธ์ แม้แต่สินค้าหรือคนที่ดีที่สุด ไม่มีด้านเลวเลย ไม่เคยทำความผิดเลย ก็อาจเป็นสิ่งที่ “น่าเบื่อ” หรือ “ล้าสมัย” สำหรับสังคมบางสังคม บางยุคบางสมัยก็ได้ สังคมอาจเปลี่ยนไป และเขารอคอยผู้นำที่เป็นแบบเขาคือไม่ใช่คนที่มีแต่ด้านดี มีด้านเลวผสมปนเป แต่ก็มีบางสิ่งที่เป็นที่ยอมรับได้ของพวกเขาก็ได้ การสื่อสารอย่างนี้ นอกจากจะทำให้ตัวตนของผู้นำไม่ถูกปิดบังอำพรางจนสูญเสียความเป็นคน หรือความเป็นตัวของตัวเอง ถูกขังกรอบอยู่ในคำว่าความดีหรือคนดีแล้ว ยังทำให้สังคมเห็นสัจธรรมความจริงทีละน้อย และยอมรับความจริงนั้นๆ ได้ ก็จะมีปัญญาฉลาดขึ้น ไม่โง่งมงาย และยังทำให้ไม่เกิดปัญหาสังคม ผู้นำเองก็ได้รับความนิยมไม่เสื่อมคลาย เพราะมี “จุดขายใหม่ๆ” ออกมาตรงใจคนในสังคมก็ได้ ไม่มีอะไรที่ดีที่สุด และเลวที่สุด คนบางกลุ่มกลับนิยมสิ่งที่คนรุ่นเก่าเคยมองว่าเลวก็เป็นได้ ดังนั้น สิ่งสำคัญอยู่ที่การประเมินการยอมรับและคาดหวังของผู้รับสื่อมากกว่า   

การใช้การประชาสัมพันธ์สร้างวัฒนธรรมก็เช่นกัน หากวัฒนธรรมนั้นยึดมั่นถือมั่นในความดีแต่ด้านเดียว จนมองโลกไม่ครบด้าน ทำให้คนหลงงมงายและปรับตัวเข้ากับความเป็นจริงไม่ได้แล้ว รังแต่จะกลายเป็นโทษแก่สังคมนั้นๆ ทำให้ต้องได้รับความล่มสลายไปตามกาลเวลา เพราะไม่อาจเข้าใจความเปลี่ยนแปลงอันเป็นสัจธรรม ธรรมดาของสรรพสิ่งได้ ดังนั้น การใช้การประชาสัมพันธ์ที่ดี คือ ต้องไม่สื่อแต่ด้านดีด้านเดียว ต้องหาทางสื่อทั้งสองด้านอย่างมีศิลปะ คือ ต้องประเมินว่าผู้รับสื่อพร้อมรับความจริงที่ยากต่อการรับได้หรือยัง ถ้าเขาพร้อมก็กลายเป็นเรื่องดีไป ทั้งๆ ที่อาจเป็น “จุดด้อย” มาก่อนก็ได้ เช่น ประธานาธิบดีหญิงท่านหนึ่ง ประกาศตนว่าเป็น “ทอม” กลับไม่มีคนต่อต้านและได้รับการยอมรับต่อไป ในฐานะประธานาธิบดีหญิงที่มี “ความพิเศษเหนือหญิงทั่วไป” นั่นเอง นี่คือ การรับรู้ของคนเรา ไม่ใช่ว่าจะต้องดีหรือเลวเสมอไป แต่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ด้วย หากโลกกำลังเปิดรับผู้นำที่เป็นผู้หญิง แต่มีความยึดติดในความเป็นชายอยู่ การเปิดเผยว่าตนเองเป็น “ทอม” อาจกลายเป็น “จุดขายใหม่” ที่สังคมรอคอยอยู่มานานแล้วก็ได้

ดังนั้น จึงขอสรุปว่า การประชาสัมพันธ์ที่ดี คือ “ศิลปะในการเปิดเผยความจริงและความเท็จ” คือ ต้องรู้จักประเมินความคิดของคนในสังคมก่อนทำการสื่อสาร จากนั้นก็เลือกที่จะนำเสนอความจริงหรือความเท็จให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ความเท็จก็สื่อสารได้ถ้ามีศิลปะมากพอ โดยไม่ต้องโกหก เช่น การที่เอาศพขงเบ้งมาใส่รถเข็ญให้ศัตรูเห็นนั้น ก็เป็นการสื่อสารความจริง แต่ก่อให้เกิดความสับสนหรือเข้าใจผิดของฝ่ายตรงข้าม ไม่ได้บอกว่าไม่ได้ตาย แต่เพราะบอกแค่นั้น ผู้เห็นเหตุการณ์จึงเข้าใจผิดไปเอง อันส่งผลมากต่อการทำสงครามได้ในที่สุด หรือแม้แต่การที่ขงเบ้งดีดพิณอยู่คนเดียว ทั้งๆ ที่ทั้งเมืองไม่เหลือทหารเฝ้าอยู่เลย เป็นเหตุให้ฝ่ายตรงข้ามต้องล่าถอยไป เพราะความระแวงของฝ่ายตรงข้ามที่มีมากเกินไปนั่นเอง นี่คือ ศิลปะการสื่อสารความเท็จ ที่ไม่ใช่การโกหก

การสื่อสารความจริง บางอย่างไม่ได้โกหกแต่กลับเป็นภัยมหันต์ต่อผู้รับสารก็มี เช่น การสื่อสารว่าคุณเป็นโรคร้ายแรงต้องตายภายในเจ็ดวัน อย่างนี้ คนที่ได้ยินก็อาจได้รับผลมากถึงขั้นจิตตกและตายเร็วกว่าเดิมก็ได้ การใช้ “ความจริง ความเท็จ” ผ่านศิลปะการสื่อสารที่ดีนั้น ส่งผลมากต่อสังคม จนกลายเป็นการ “สร้างสรรค์และทำลายวัฒนธรรม” ได้เลยทีเดียว กล่าวคือ หากต้องการทำลายวัฒนธรรมเก่าที่ผิดพลาดเช่น การนิยมลอยกระทงให้เกิดขยะมากมาย หรือการนิยมกินปลาดิบ ก็สามารถทำลายความเชื่อ, ค่านิยมเหล่านี้ให้หมดไปได้ ด้วยการสื่อสารเพื่อทำลายความเชื่อที่ผิดๆ โดยไม่จำเป็นต้องทำการสื่อสารเชิงลบอย่างการเอารูปคนที่ป่วยน่าเกลียดน่ากลัวมาเปิดเผย แต่การทำนิทานหรือหนังผีที่แสดงภาพให้เห็นการกินของดิบๆ ของผีปอบ ก็อาจส่งผลต่อพฤติกรรมของคนในสังคม ทำให้คนในสังคมไม่กล้ากินของดิบก็ได้ นี่ไม่ได้บอกเลยว่ากินปลาดิบแล้วจะเป็นมะเร็งตับ แต่คนก็รับข้อมูลบางอย่างแล้วเปลี่ยนพฤติกรรมเองด้วยเหตุผลอื่น

การสื่อสารแต่ความดีด้านเดียว ในที่สุด จะกลายเป็นพิษ เป็นโทษต่อสังคม ควรต้องสื่อสารสองด้าน โลกนี้มีสองด้านเสมอ แต่การสื่อสารสองด้านนี้ จะทำให้คนฉลาดขึ้น มองเห็นโลกครบทุกมุมก็จริง แต่ต้องทำด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ เพราะหากผิดจังหวะเวลา ก็อาจเป็นโทษมากกว่าผลดี อย่างไรก็ตาม การใช้ “ยุทธศาสตร์การสื่อสารทั้งจริงและเท็จร่วมกัน” นี้จะให้ผลดีมาก เพราะคนบางกลุ่มเป็นคนที่ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ บอกให้ทำก็จะไม่ทำ ดังนั้น สื่อความจริงตรงๆ ก็ไม่เกิดผลเชิงขับเคลื่อนสังคม ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมเลย จึงต้องใช้ยุทธศาสตร์การสื่อสารทั้ง “จริงและลวง” ทำให้สามารถควบคุมพฤติกรรมเบี่ยงเบนจากการรับสารได้ เช่น คนที่ได้รับสารว่าการเสพยาเสพติดเป็นโทษต่อร่างกาย เขาอาจเบี่ยงเบนไปคิดเอาเองว่า “ดีแล้วจะได้ไม่ต้องแก่ตายก็ดี” อย่างนี้คือ “พฤติกรรมเบี่ยงเบนหลังรับสาร” ซึ่งปัจจุบันเกิดขึ้นมากมาย เราสามารถสื่อ “สารลวง” เพื่อดักทางพฤติกรรม ให้กลุ่มที่นิยมเบี่ยงเบนการรับสารนี้ เกิดพฤติกรรมที่คาดหวังได้ เช่น ปล่อยข่าวว่าเขาจะใช้กะเทยขนยาบ้า (ซึ่งก็มีอยู่จริงบ้างเหมือนกัน) โดยเอายาบ้ายัดรูทวาร วัยรุ่นไม่ชอบกะเทยอาจได้ผลเชิงปฏิบัติก็ได้ เป็นต้น

การสื่อสารเฉพาะกลุ่มกับการสื่อสารวงกว้าง

การถ่ายทอดธรรมะที่แท้จริงหรือสัจธรรมนั้น เป็นการสื่อสารเฉพาะกลุ่ม หากสื่อสารวงกว้างโดยไม่วิเคราะห์อินทรีย์ของผู้ฟังจะเกิดโทษมาก ดังคำสอนของพระพุทธเจ้าที่กล่าวว่า “คำสอนของพระองค์ดั่งงูพิษ ถ้าจับผิดก็กลายเป็นโทษมหันต์” เช่น คำสอนที่ว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ถ้าจับความผิดก็อาจกลายเป็นคนไม่สังคมโลก ไม่สนใจใคร ไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากใครเลยก็ได้ หรือคำว่าธรรมะย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม แต่เมื่อทำสมาธิแล้วป่วยก็ไม่ยอมเข้ารับการรักษา, ในคนบางคนนิยมอ่านมาก แล้วตีความโดยไม่ฝึกอินทรีย์ห้าให้พร้อม บ้างก็มองธรรมะเป็นปรัชญาไป อย่างนี้ เรียกว่าจับผิดถูกงูกัดเข้าแล้ว ดังนั้น การสื่อสารเพื่อถ่ายทอดสัจธรรม จึงต้องเลือกคน เลือกเวลา เจาะกลุ่มแคบที่ได้พิจารณาแล้วว่าอินทรีย์มีความพร้อมที่จะรับความจริงระดับหนึ่งๆ ได้

การทำสถานธรรมให้ขนาดใหญ่ๆ เพื่อรับคนมากๆ เข้ามาปฏิบัติธรรมพร้อมๆ กัน ทุ่มทุนมากมายตามหลัก “ทุนนิยม” ทุนต้องมาก่อน มีเงินก่อนจึงทำได้ อันนี้ไม่ถูกต้อง เพราะได้กล่าวแล้วว่าผู้ควรได้รับสัจธรรมนั้นไม่ได้มากขนาดนั้น เป็นคนกลุ่มเล็ก และค่อยเป็นค่อยไปทีละน้อย อย่าใจร้อนอยากยิ่งใหญ่มีบริวารมากเกินไป อย่าทำเหมือนผู้สมัครเป็นตัวแทนราษฎรที่ต้องการคะแนนนิยมมากๆ ในระยะเวลาอันสั้น ไม่เกิดประโยชน์เลย แล้วยังมีโทษมากอีก เพราะคนมาก ใช้ทุนมาก ก็วุ่นวายต้องหาเงินมากหลายวิธี แล้วยังดูแลไม่ทั่วถึง ควบคุมไม่ได้ เข้ามามากๆ ก็ส่งเสียงดัง ปฏิบัติไม่ได้มรรคได้ผลในที่สุด อย่างนี้ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องสำหรับการเผยแพร่สัจธรรม เพราะการเผยแพร่ธรรมไม่จำเป็นต้องขยายวงกว้างขนาดนั้น พึงเลือกบัวสี่เหล่า คัดเหล่าที่พร้อมก่อน แม้เป็นทีละคนสองคนแต่กลับได้ผลมากกว่า เพราะคนหนึ่งคนเมื่อได้ธรรมแล้ว เขาจะขยายผลต่อไป เขาอาจเป็นหัวหน้าคนมากมาย หรือรู้จักคนมากมาย ดังนั้น หนึ่งจึงไม่ใช่เพียงแค่หนึ่ง แต่หมายถึง “องค์รวม” ถ้ารู้จักเลือกผู้ฟังให้ดี การเผยแพร่ธรรมก็ได้ ไม่จำกัดเลย   

ส่วนการสื่อสารในวงกว้างที่เหมาะสมกับระดับมวลชน ควรเป็นธรรมะที่ไม่ใช่สัจธรรมแต่ เป็นจริยธรรม ซึ่งคนมากมายก็สื่อสารได้ ไม่จำเป็นต้องใช้พระอรหันต์มาสอนคน เช่น ครูก็สอนจริยธรรมให้คนได้ นักปราชญ์ กวี ศิลปิน ฯลฯ เหล่านี้ ล้วนเป็นทรัพยากรบุคคลที่พร้อมที่จะสร้างสรรค์ และถ่ายทอดแนวคิด นำไปสู่การพัฒนาวัฒนธรรมและความเป็นอยู่ที่สงบสมถะได้ ทำให้สังคมสงบสุขได้เหมือนกันเรียกว่า “ปราชญ์ หรือ ปรัชญา” นั่นเอง ทว่า ปัจจุบัน สื่อนั้นถูกครอบงำโดยระบบ “ทุนนิยม” คือ ใครมีทุน คนนั้นครองสื่อ และซื้อสื่อได้ โดยไม่มีใครสนใจเลยว่าการสื่อสารนั้นจะส่งผลกระทบต่อสังคมและวัฒนธรรมอย่างไรบ้าง การใช้เงินซื้อสื่อได้อย่างเสรี แต่ไม่มีความรับผิดชอบต่อการสื่อสารของตนที่ส่งผลต่อวัฒนธรรมของประเทศ อุปมาเหมือนคนที่อ้างตัวว่าเสรีภาพส่วนบุคคลจะแก้ผ้าเดินกลางตลาดก็ได้นั่นเอง ซึ่งประเด็นนี้ กฎหมายกำหนดว่าผิด “ฐานอนาจาร” เพราะเป็นสิ่งที่ผิดต่อวัฒนธรรมอันดีงาม กฎหมายก็ตราตามวัฒนธรรมเก่าก่อนนั้น ทว่า การใช้เงินซื้อสื่อ ตามหลัก “ฉันมีเงิน ฉันซื้อได้ ฉันไม่ผิด ไม่ต้องรับผิดชอบต่อสังคม” นั้น ก็ไม่ต่างจากนายทุนที่มีเงินเอาโรงงานมาตั้งแล้วปล่อยควันพิษสู่สิ่งแวดล้อมเท่าไรก็ได้โดยไม่รับผิดชอบนั่นเอง ดังนั้น ข่าวสารหรือเนื้อหาที่เผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ จึงมีแต่ส่วนที่เป็นโทษมากกว่าผลดี เพราะไม่มีความรับผิดชอบต่อการสื่อสารดังนี้ การไม่เผยแพร่ธรรมะอันเป็นสัจธรรมเพราะเล็งเห็นโทษนั้นก็ดี แต่อาจเกิดคำถามขึ้นว่าเมื่อไม่มีสิ่งดีๆ เผยแพร่ในสื่อแล้วปล่อยให้สิ่งไม่ดีเผยแพร่กินพื้นที่มากมายแล้วย่อมไม่เป็นปัญหาสังคมต่อไปหรือ ตอบว่า ควรต้องหาทางให้สิ่งดีๆ ได้รับการสื่อผ่านสื่อให้มากกว่าสิ่งที่ไม่ดี แต่ต้องเลือกว่าไม่ใช่ “สัจธรรม” เพราะสัจธรรมเป็นเรื่องเฉพาะคนที่มีอินทรีย์พร้อมแล้วดังกล่าว จึงควรเลือกสื่อสารสัจธรรมเข้าสู่กลุ่มนักคิด, นักเขียน, นักปราชญ์ แล้วให้นักปราชญ์ซึ่งไม่ได้เข้าถึงสัจธรรมแท้จริงนั้น เป็นเครื่องกรองแล้วถ่ายทอดความคิดออกมาให้เจือจางลงไปสู่ระดับ “จริยธรรม-คุณธรรม” แทน ก็จะเหมาะสมกับการสื่อสารในระดับมวลชนนั้น ดังนี้ จึงไม่แปลกว่าทำไม ผู้รู้สัจธรรมแท้จึงไม่ได้เป็นผู้มีชื่อเสียงโด่งดังระดับมวลชน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น